WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 18, 2008

ปล้นเงียบ


สัปดาห์นี้มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในเมืองไทย
มีทั้งดีทั้งร้ายผสมกันไป เพราะไม่มีใครลิขิตชีวิตใครได้
ที่แน่ๆ คือ 5 พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก
ได้ตัดสินใจอย่างที่กำหนดไว้ในใจมาตั้งแต่หลังวันเลือกตั้ง
เข้าร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคพลังประชาชน
เพราะทนเป็นฝ่ายค้านไม่ได้! และถือว่าการเข้าร่วม
รัฐบาลครั้งนี้เป็น “การร่วมเพื่อชาติ” เป็นรัฐบาลผสม
ที่มี 6 พรรค ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ลับฝีปาก
ในการเป็นฝ่ายค้านไปอีกนาน
จากวันนี้ อีกอึดใจเดียวเราคงมีนายกรัฐมนตรีคน
ใหม่ จะเป็นใคร?? ระหว่าง สมัคร สุนทรเวช ที่นำพรรค
ฝ่า “บารมีมืด” มาจนชนะการเลือกตั้ง กับอีก 2 ตัวเต็ง
คือ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กับ คุณ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
รัฐบาลใหม่มีปัญหาและภารกิจเร่งด่วนที่จะต้องทำ
ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง คือ การขจัด “กลิ่นเหม็นเน่า” ซึ่ง
มีคนสร้างไว้เต็มบ้านเต็มเมืองทิ้งไปให้หมด ก่อนประเทศ
นี้จะล่มจม!
อย่างการที่คณะรัฐมนตรีชุด “เขายายเที่ยง” มีการ
อนุมัติงบผูกพัน 5 ปี เป็นเงิน 19,000 ล้านบาทเพื่อซื้อ
เครื่องบินรบ คำถามของสังคมมีว่า....
ทำไมต้องมาอนุมัติช่วงนี้?? ในเมื่อเรากำลัง
มีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง??
หรือ...ทำไมสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ตั้งขึ้นมาโดย
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ต้องเร่งมือและเร่ง
ทุกอวัยวะในการออกกฎหมายมามากมายเต็มบ้านเต็ม
เมือง ทั้งที่เหลือเวลาในการทำหน้าที่นี้ไม่ถึงเดือน??
ก่อนหน้านี้ทำไมไม่ทำ?? หรือมีวาระซ่อนเร้น
อะไรซุกซ่อนอยู่??
กรณี ฮุบทีไอทีวี ด้วยการอุปโลกน์คน 5 คนที่ต่าง
มีปัญหาคาใจกับรัฐบาลเก่า ซึ่งถือเป็นคู่กรณีก็ว่าได้เข้ามา
จัดสรรและบริหาร เป็นการกระทำที่มีหลักเกณฑ์หรือ
หลักการที่ถูกต้องแล้วหรือ??
ในปัญหาการเลือกตั้งแม้จะจบไปแล้ว แต่บาง
ปัญหามันยังเป็นหนามยอกหัวใจประชาชนที่เป็นเจ้าของ
ประเทศ
อย่างกรณี กกต. จับได้คาหนังคาเขาหลักฐาน
ในการซื้อเสียงเป็น เงินสดๆ แดงๆ 1 ล้าน 3 แสนบาท
ถือว่ามากที่สุดในประดาขบวนการซื้อเสียงด้วยกัน
แต่ผลที่ตัดสินออกมา มันทำให้คนไทยหมด
ศรัทธา กกต. คือ ตัดสินให้ใบเหลือง มีการเลือกตั้ง
กันใหม่ แต่คนที่จ่ายน้อยกว่านั้นหรือจิ๊บจ้อย กลับถูก
ตัดสิทธิด้วยการให้ “ใบแดง”
หัวใจคนไทยวันนี้กลัดหนอง!!
เขาถูกหลอก!! ถูกอ้างอิงว่าเป็น “ประชาชน” เป็น
เจ้าของประเทศ แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้เป็นอะไร
เลย แม้กระทั่งเจ้าของเสียงโหวตในการเลือกตั้ง
เวรกรรมของประเทศมีจริง แต่เราทั้งหลายต้อง
ไม่ท้อ!! เราจะต้องสู้ต่อไปด้วยใจที่เข้มแข็ง สู้จน
พวกสกปรกซึ่งอ้างว่าตัวเองโคตรสะอาด จะสูญพันธุ์
ไปจากเมืองไทย...!!
สองคม

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

ห่มเหลืองปล้น

แค่...เอเอสทีวี...เพียงคลื่นเดียว ทั้งๆ
ที่วิธีการเข้าไปดูเข้าไปชมก็ไม่ง่ายเหมือนฟรี
ทีวี...
รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง...แบบพรรคเดียว
ก็ยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้...ทีวี
สร้างม็อบใหญ่และนำไปสู่การยึดอำนาจ
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกก่อนจาก ที่
รัฐบาลปฏิวัติจะกระทำการ...เปลี่ยนแปลง
โทรทัศน์ 1 คลื่นให้เป็น...ทีวีสาธารณะ
และส่ง...แนวร่วมทางการเมืองเข้าไปเป็น
กรรมการ...เพื่อฝังรากลงลึก...
ทั้งๆ ที่รัฐบาลเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้นมา
รัฐบาลปฏิวัติก็ยังใช้ภาวะรักษาการ...ยึดสถานี
โทรทัศน์และขึ้นภาษีกับประชาชนไปเป็นรายได้
เพื่อปรนเปรอ
1 ใน 5 ของ...ผู้ได้รับการแต่งตั้ง...
บอกว่า...เมื่อไม่มีโฆษณาและเป็นทีวี
สาธารณะ....จะหารายได้จากที่ไหน...จะเอา
อะไรไปโกงไปกิน...
ซื่อจนน่าสงสาร...มันไม่รู้หรือว่า...ค่า
จัดจ้างให้จัดทำรายการ....ปีละหลายพันล้าน
นั้น...มันไม่ก่อให้เกิดรายได้กับ....ผู้มีอำนาจจัดทำ
จัดจ้าง...เช่น...
จ้างให้เครือเนชั่น....หรือบริษัทนอมินี
...ทำข่าวตลอดวันตลอดปี...ปีละกี่ร้อยกี่พัน
ล้าน....และรายการทีวีที่ว่าเสรีนั้น...มันจะไม่
พุ่งเข้าทิ่มตำอย่างมีเป้าหมายทางการเมือง...
แน่นอนว่า....ฝักฝ่ายที่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง
...จะเข้าไปซ่องสุมรวมตัวกันอยู่ในทีวีแห่งนี้ และ
แผ่รังสีแห่งการต่อต้านออกมาในทุกรูปแบบ
เพื่อเอาชนะในการต่อสู้ครั้งใหม่
แผ่นดินจะร้อนเป็นไฟกับการปลุกระดม
ปีกว่าๆ ของการมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ
ประเทศย่อยยับลงไปมากมาย...สงครามใต้ที่
รุนแรงมากขึ้น...ยาเสพติดที่เติบโตกลับมา
...ประชาชนต้องทนรับภาวะข้าวยากหมาก
แพง...จนประชาชนจำนวนมากกว่า...โหยหา
รัฐบาลใหม่...โดยไม่สนใจว่าใครเป็นใคร...ขอให้
ไม่ใช่พวกท่านก็แล้วกัน
มันก็ยังไม่รู้ตัว...
มันวางยา...เพื่อให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไข
เปลี่ยนแปลง...แล้วก็สร้างเงื่อนไขเป็นความ
ขัดแย้งครั้งใหม่..และนำไปสู่การยึดอำนาจกัน
อีกครั้ง...โดยไม่สนใจว่า..จะนำไปสู่สงคราม
กลางเมืองหรือไม่...
ปากก็พร่ำเรื่องความยุติธรรม ความ
สมานฉันท์...โฆษณากันทุกวันเรื่องเลือกตั้ง
โปร่งใส...แต่พฤติกรรม...กลับไม่ใช่...กลาย
เป็น “ห่มเหลืองปล้น”

● พญาไม้ ●
พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

เมีย ผบ.ทร. ลง ส.ว.แต่งตั้ง

หงุดหงิดกันมากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ถือกันว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุดในไทย ได้เป็นตัวสร้างความหงุดหงิดให้กับบรรดา “อำมาตยาธิปไตย” ทั้งหลายเป็นอย่างมากเพราะในการเลือกตั้ง “วุฒิสมาชิก” โดยประชาชนทั้งชาติครั้งที่ 2 เมื่อต้นปี 2549 ได้มีบรรดา “เมียส.ส.” ลงสมัครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด และได้รับเลือกตั้งเข้ามาหลายคนมากนั่นก็เพราะบารมี “ผัว” ที่เป็น ส.ส.อยู่
เรียกอย่างเย้ยหยันกันว่า“สภาผัวเมีย”ในการที่คณะปฏิวัติโดย ผบ.ทหารทุกเหล่าทัพ ร่วมกันยึดอำนาจการปกครองไปเสียจาก “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 19กันยายน 2549 แล้ว คำว่า “สภาผัวเมีย” ก็เป็นอีกแรงขับเคลื่อนคนไทยได้ไชโยโห่ร้องต้อนรับคณะปฏิวัติ เพราะเกลียดพวกนักการเมืองที่เอาเมียลงสมัครเป็นส.ว.และเมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นหัวหน้าใหญ่ ก็ได้มีการกำหนดบทบัญญัติ “คุมกำเนิด”สภาผัวเมียไว้หลายมาตรามาก เพื่อให้จั๋งหนับ ให้สูญพันธุ์โดยห้ามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ส.ส. ในลักษณะ ลูก เมีย พ่อแม่ ญาติพี่น้องอีกหลายชั้น มาลงสมัครวุฒิสมาชิก ไม่ว่าสมาชิกเลือกตั้งโดยประชาชน หรือวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาแล้วแต่งตั้งและเพื่อให้ “อำมาตยาธิปไตย” ยังสามารถควบคุมอำนาจการเมืองได้อยู่ รัฐธรรมนูญปี 2550 ให้มีวุฒิสมาชิก ทั้งหมด 150คน แบ่งเป็น 2 จำพวกมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 76 คนมาจากการสรรหาแล้วแต่งตั้ง 74 คน

วันที่ 2 มี.ค.ที่จะถึงนี้ คนไทยจะได้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกกันแล้ว เป็นฝ่ายเลือกตั้ง76 คน ให้จังหวัดละ 1 คนเท่ากันหมดกรุงเทพฯ มีคนมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 5.5 ล้านคน ก็มีส.ส.ได้ 1 คน เท่า จังหวัดระยอง ที่มีผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 2แสนกว่าคนเป็นความเท่าเทียมแบบแปลกคนไทยส่วนมากเห็นด้วย ที่รัฐธรรมนูญกีดกันไม่ให้เมียส.ส.มาเป็นส.ว.และเรากำลังจะได้รู้ว่า คนไทยจะมีความรู้สึกอย่างไร เมื่อได้รู้แล้วว่าเมียของ คมช.เป็น ส.ว.ได้เมีย ส.ส. เป็น ส.ว. ไม่ได้แต่เมีย คมช. เป็น ส.ว. ได้เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2551 “สมาคมภริยาแม่บ้านทหารเรือ”ได้ส่งชื่อ “นางพรเพ็ญ เกยานนท์” ภรรยาของ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. และเป็น 1 ใน 7 คมช.ฝ่ายทหาร ยื่นสมัครที่สำนักงาน กกต. เข้าแข่งขันเป็นส.ว.สายแต่งตั้งรุ่งขึ้น 17 ม.ค. นักข่าวสายทหารนำเรื่องนี้ไปถามพล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ถึงเหตุจูงใจ ซึ่งท่าน ผบ.ทร. ก็ตอบชี้แจงมาว่า“เขาเห็นว่า สมาคมภริยาทหารเรือ เป็นนิติบุคคลที่สามารถส่งผู้แทนเข้าสมัครคัดเลือกเป็น ส.ว.ได้ และทางสมาคมควรจะส่งผู้แทนเข้ารับเลือก อีกทั้งเขามีความพร้อมที่จะไปรับใช้ประเทศชาติ เนื่องจากผ่านงานด้านสังคมสงเคราะห์ ดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัวทหารและประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ทหาร โดยที่ผ่านมา

เคยตั้งชมรมแม่บ้านอาสา ให้ความสำคัญเรื่องให้เด็กดื่มนมแม่ ซึ่งขณะนี้ชมรมดังกล่าวที่จังหวัดจันทบุรีและที่สัตหีบ ชลบุรี มีความก้าวหน้ามาก ประชาชนในพื้นที่และครอบครัวทหารให้ความสนใจเรื่องดังกล่าวและมาสมัครเป็นสมาชิกมากขึ้น เขาคิดว่าเขามีประสบการณ์เรื่องสังคมสงเคราะห์ และยังเคยเป็นนักธุรกิจมาก่อน เขาเลยคิดว่าน่าจะมีความรู้ความสามารถเพียงพอ เข้าไปช่วยเหลือทำงานด้านนี้ได้บ้าง ถ้ามีโอกาส จึงเสนอตัวเอง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ไม่เคยมีความสนใจเรื่องการเมืองเลย เพราะเขาเป็นคนพูดตรงไปตรงมา คิดอะไรก็พูด จริงๆ แล้วไม่เหมาะกับการเมือง แต่มองแล้ว ส.ว.ไม่ถึงกับการเมืองนัก เพราะเป็นการคัดสรรเข้าไป ไม่ได้สังกัดพรรค น่าจะทำงานได้ดี ถ้าได้ทำงาน อยากจะผลักดันงานด้านสังคมสงเคราะห์มากกว่า”ฟังผบ.ทร. พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ พูดถึงความตั้งใจของภรรยาที่จะเข้ามา ผลักดันงานด้านสังคมสงเคราะห์แล้วดูดีมากแม้ว่างานหลักของวุฒิสมาชิก ตามรัฐธรรมนูญ คือการกลั่นกรองกฎหมาย และควบคุมการทำงานของรัฐบาลก็ตามเปิดดูเรื่องราวอันเป็นผลงานชิ้นเอกของ “พรเพ็ญ เกยานนท์”มีเขียนเอาไว้ว่า

หลังจากได้ขึ้นเป็นนายกสมาคมภริยาแม่บ้านทหารเรือแล้ว ก็ได้เดินหน้าปรับปรุงร้านค้าภริยาทหารเรือ ที่ตั้งอยู่บริเวณท่าช้าง ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างขนานใหญ่ จนสามารถแปลงโฉมจากร้านเชยๆ เป็นร้านเปรี้ยวจี๊ด ทันสมัยทุกกระเบียดนิ้ว
มีมุมขายสินค้าที่ระลึกทหารเรือ สินค้าจากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร และมีมุมกาแฟ พร้อมเบเกอรี่ ขนมไทยและอาหารขบเคี้ยวที่เอามาจากสัตหีบด้วย โดยเพิ่งจะเปิดอย่างใหญ่โตเมื่อวันที่ 18 พ.ค.50บรรดาคนไฮโซเห็นร้านภริยาทหารเรือแล้ว ชมกันตรึมและ “พรเพ็ญ เกยานนท์” ยังมีผลงาน หาสวัสดิการให้กับครอบครัวทหารเรือได้ยอดเยี่ยมมากด้วยพรเพ็ญ เป็นลูกสาวทหารอากาศ ขณะเรียนปี 1 จุฬาฯ
เพื่อนสาวที่มีแฟนเป็นทหารเรือ ชวนไปเที่ยวงานเลี้ยงฉลองกระบี่ของทหารเรือ พอไปถึงงานเพื่อนเจอแฟนก็ทิ้งให้อยู่คนเดียว เปิดช่องให้ทหารเรือหนุ่มคนหนึ่งชื่อว่า “สถิรพันธุ์ เกยานนท์” เข้ามาจีบ และอาสาขับรถไปส่งบ้านหลังงานเลิก จากนั้นก็คบกันมา 5 ปีชายหนุ่มจึงขอแต่งงานมีลูกด้วยกัน 2 คน คนโตเป็นหญิงชื่อ ลูกเต๋า-ฐิตะวดี จบปริญญาโทจากจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา ขณะนี้เป็นผู้จัดการฝ่าย
ตลาดยูนิลีเวอร์ลูกชายชื่อ ลูกกอล์ฟ-ฐิติพันธ์ จบปริญญาตรีพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เป็นนักร้องนำวง ออล ฟอร์ เมน ค่ายอาร์เอส และทำงานหลักกับซีพีพรเพ็ญ เป็นเจ้าของบริษัท เอ็ม เพรส แทรเวล ขยันมาก บางครั้งทำหน้าที่แม่บ้านทำความสะอาดบริษัทเอง“บางกอกทูเดย์” มีความเห็นว่า คนเก่งๆ ที่มีความสามารถและมีผลงานเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ ช่วยเหลือครอบครัวทหารเรือ ตัดสินใจมาสมัครชิงเป็น วุฒิสมาชิก สายแต่งตั้งอย่างนี้

เป็นการดีแก่ประเทศชาติอย่างมากเราขอ Welcomeส่วนจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นก็อีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการตัดสินเสนอชื่อของ กกต.เป็นด่านแรก และไปจบที่ คณะกรรมการสรรหาที่มีอยู่ 6 คนเราเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยเลยว่า ไม่มีการ “ล็อกหวย” แน่นอน แม้ว่าจะเป็นภรรยา ผบ.ทร.และยังเป็นคมช.ใหญ่ ด้วยก็ตาม เพราะกรรมการสรรหาตงฉินทุกคนจะว่าเป็น “สภาผัวเมีย” ก็ไม่ได้ด้วยเพราะถึง “พรเพ็ญ เกยานนท์” จะได้เป็นส.ว.แต่งตั้ง แต่พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ไม่ได้เป็น ส.ส.ว่าไปแล้วการเป็น วุฒิสมาชิกแต่งตั้ง ตามรัฐธรรมนูญปี2550 ยังดีกว่า เป็นวุฒิสมาชิก ยุดก่อนหน้านี้ หลังปฏิวัติที จะมีวุฒิฯ แต่งตั้ง แบบว่าชี้ๆ เอากับพวกวิ่งสอพลอหัวหน้าโควตายุค คมช.ให้ผ่านการสรรหา โก้ขึ้นมาอีกนิด


นพดลย้ำเก้าอี้รมว.กลาโหม โควตาพรรคพลังประชาชน [18 ม.ค. 51 - 09:44]

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (18 ม.ค.) ถึงการจัดคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังการประกาศร่วมกันระหว่าง 6 พรรคการเมือง ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ว่า ตัวเลขและการจัดสรรโควตาของตำแหน่งต่างๆ แต่ละพรรคจะชัดเจนมากขึ้น ส่วนกระทรวงสำคัญๆ เช่น กระทรวงกลาโหม ถือเป็นกระทรวงที่พรรคพลังประชาชนต้องดูแลอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นผู้ใดนั้นเห็นว่าไม่น่ามีปัญหา แต่ต้องเป็นบุคคลที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่จะเป็นบุคคลคนภายนอก นอกเหนือจากพรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่

รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อกรณีนายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 3 พรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่ได้เข้าร่วมแถลงร่วมทำงานการเมืองระหว่างพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ค่ำวานนี้ ว่า ไม่คิดว่ากรณีนี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาอะไร เพราะเท่าที่ทราบการตัดสินใจของพรรคเพื่อแผ่นดินนั้นเป็นมติเอกฉันท์ของพรรคแล้ว


พปช.จะส่งเทียบเชิญ บรรหาร หารือนโยบายรัฐบาลวันนี้

พลังประชาชน 18 ม.ค.- พปช.เตรียมทำหนังสือเชิญ "บรรหาร" ร่วมตั้งรัฐบาลวันนี้ ไม่มีปัญหาที่ยังไม่ประกาศหนุน "สมัคร" เชื่อท้ายที่สุดก็ต้องหนุน วอนอย่ามองเป็นประเด็นการเมือง ต่อรองตำแหน่ง ย้ำ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ให้สัมภาษณ์หนุน “สมัคร” แค่พูดในหลักการ

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึง กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ที่เดินทางไปสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่การส่งสัญญาณอะไร เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีไม่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล สิ่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าว เป็นการกล่าวตามหลักการและระบบเป็นสำคัญ หากระบบคิดว่าหัวหน้าพรรคที่มีเสียงข้างมาก ควรเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และเป็นนายกรัฐมนตรี หลักการจะต้องเป็นไปตามนั้น

ส่วนกรณีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ยังไม่ให้ความชัดเจนในการสนับสนุนนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี นายนพดล กล่าวว่า ไม่ทราบว่าทำไมนายบรรหารถึงยังไม่ยืนยัน แต่คิดว่าคงไม่มีปัญหา เพราะท้ายที่สุดเมื่อพรรคชาติไทยตัดสินใจร่วมรัฐบาล จะต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรค ที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ต้องการมองว่า เรื่องนี้เป็นการต่อรองทางการเมือง ส่วนการจัดสรรตำแหน่งในรัฐบาล จะต้องพิจารณาความเหมาะสมของบุคลากร และจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรค

“ผมไม่อยากให้ประชาชนเห็นว่า เป็นการต่อรองตำแหน่ง แต่อยากให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันทำงาน เพราะหากมีการต่อรองตั้งแต่ต้น เสถียรภาพของรัฐบาลจะมีปัญหา” นายนพดล กล่าว และว่า วันนี้ พรรคพลังประชาชนจะทำหนังสือเชิญหัวหน้าพรรคชาติไทย และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค มาหารือเรื่องวาระการทำงาน และนโยบายของรัฐบาล เพราะช่วงหาเสียงมีการเสนอนโยบายที่หลากหลาย จึงต้องเอาแนวคิดมาร่วมกัน โดยใช้แนวคิดของพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นเสียงข้างมากเป็นหลัก และปรับเข้าหากัน.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-18 11:05:03

‘นพดล'มั่นใจ‘บรรหาร'หนุน‘สมัคร'นั่งนายกฯ

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการ พรรคพลังประชาชน(พปช.) เชื่อว่า กรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย(ชท.) ยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนที่จะสนับสนุนให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค พปช.เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นคงไม่ใช่เพราะต้องการจะต่อรองตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เนื่องจากการพิจารณาโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีจะยึดหลักตามจำนวน ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งและความเหมาะสมของแต่ละพรรค

"ไม่น่าจะมีปัญหา ท้ายที่สุดพรรคชาติไทยที่ตัดสินใจร่วมรัฐบาลก็ต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรค(นายสมัคร) และไม่อยากให้มองเป็นการต่อรองอะไร เพราะโควตาก็จัดตามความเหมาะสมและพิจารณาตามจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรค" นายนพดล ระบุ

โดยหลังจากแกนนำ 6 พรรคการเมืองร่วมกันแถลงข่าวรัฐบาลอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้(19 ม.ค.)แล้ว สิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การจัดทำนโยบายของรัฐบาลที่ต้องอาศัยแนวความคิดร่วมกัน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ ซึ่งคงต้องยึดตามแนวนโยบายของพรรค พปช.เป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้พรรค พปช.เตรียมจัดทำจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการ เพื่อเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองอีก 5 พรรค ซึ่งได้แก่ พรรคชาติไทย, พรรคเพื่อแผ่นดิน, พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา, พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช เข้าร่วมแถลงข่าวการเข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการกับพรรค พปช.ในวันพรุ่งนี้

รองเลขาธิการ พปช. กล่าวด้วยว่า ไม่รู้สึกกังวลกับการตัดสินคดีของศาลฎีกาในช่วงบ่ายวันนี้ที่มีผู้ยื่นฟ้องให้การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นโมฆะ โดยเชื่อมั่นว่าศาลจะพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม และไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาเช่นไรทางพรรคได้เตรียมทางออกไว้แล้ว

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในเชิงสนับสนุนนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น นายนพดล ยืนยันว่า ไม่ใช่การส่งสัญญาณใดๆ จาก พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะการแสดงความเห็นดังกล่าวเป็นการพูดในเชิงหลักการว่าพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากย่อมต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และหัวหน้าพรรคนั้นก็ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี

สำหรับกระแสข่าวการวางตัวให้ตนเองนั่งตำแหน่ง รมช.ต่างประเทศ หรือ รมช.ศึกษาธิการ นั้น นายนพดล กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยว่าใครจะนั่งตำแหน่งใด แต่เท่าที่ดูไม่ใช่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ

"ยังไม่มีการพูดคุยว่าใครจะได้ตำแหน่งใด ตำแหน่งใดก็ได้ที่กรรมการบริหารพรรคมอบหมาย แต่เท่าที่ดูไม่ใช่รัฐมนตรีช่วยว่าการ" นายนพดล ระบุ

จาก hi-thaksin

สมัครควงเฉลิมลงพื้นที่นครนายกช่วยลูกพรรคปราศรัยหาเสียง

หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เตรียมควง'เฉลิม อยู่บำรุง' ลงพื้นที่ จ.นครนายก ช่วยลูกพรรคปราศรัยหาเสียง ก่อนแถลงจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรคพรุ่งนี้

สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชน ในการจัดตั้งรัฐบาลโดยในวันพรุ่งนี้จะมีการประกาศจัดตั้ง รัฐบาล อย่างเป็นทางการร่วมกับ 5 พรรคการเมืองพันธมิตรจากเดิมที่จะประกาศวันนี้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากต้องรอความชัดเจน ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลของ 2 พรรคการเมืองที่เหลือคือพรรคชาติไทย กับพรรคเพื่อแผ่นดินก่อนซึ่งก็ได้มีการประกาศ เข้าร่วมแล้วเมื่อวานพร้อมกับปฏิเสธให้ความชัดเจนว่าจะสันบสนุนให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่

โดยอ้างว่ากระบวนการนี้อยู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตามสำหรับสถานที่ ในการประกาศ จัดตั้งรัฐบาลนั้นขณะนี้ยังไม่ทราบ แน่ชัดว่าจะใช้สถานที่แห่งใดแต่ต้องเป็นสถานที่ที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ

ขณะเดียวกันในเย็นวันนี้หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชนจะลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงช่วยลูกพรรคที่จ.นครนายก ที่เขตเลือกตั้งที่ 1 เนื่องจาก พรรคประชาธิปัตย์ ถูกคณะกรรการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบเหลือง


ข้อพิจารณาและมุมมองลักษณะพิเศษของกฎหมายไทย?


โดย เรืองยศ จันทรคีรี

นี่เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ค่อนข้างวิพากษ์วิจารณ์ได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็เป็นหัวข้อที่น่าสนใจเอามากๆทีเดียว เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายไทยในปัจจุบัน ซึ่งผมคิดว่ามีข้อสังเกตที่แปลกพิเศษอยู่หลายประการทีเดียว โดยเฉพาะบรรดากฎหมายหลายฉบับที่ร่างออกมาบังคับใช้ตั้งแต่ยุคสมัย คมช. ขึ้นเถลิงอำนาจจากการรัฐประหาร แล้วความแปลกพิเศษผิดสำแดงดังกล่าวนั้นก็เริ่มเปิดเผยตัวเองให้เรามองเห็นมากขึ้นไปเรื่อยๆ...จนอาจกล่าวได้ว่าความผิดปรกติของสังคมไทยในปัจจุบันมันมีเหตุผลสืบเนื่องจากตัวบทกฎหมายต่างๆที่พยายามร่างออกมาประกาศบังคับใช้ มันเป็นกฎหมายที่มีคำถามและข้อสงสัยติดตามมาเยอะแยะ ..
ผมขอใช้คำเพียงว่า “มีคำถามและข้อสงสัยติดตามมาเยอะแยะ” ยังไม่ถึงกับวิพากษ์วิจารณ์ออกไปรุนแรงกันในระดับ “กฎหมายเถื่อน”
มีตัวอย่างหนึ่งที่น่าหยิบยกเอามาแสดงไว้ ...คือกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งยกคำร้องของกลุ่มว่าที่ ส.ส.พปช. จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถูก กกต. ควักใบแดงให้ทั้ง 3 ราย (ประกิจ พลเดช/พรชัย ศรีสุริยันโยธิน/รุ่งโรจน์ ทองศรี) โดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้เหตุผลที่น่าสนใจมากในความช่วงหนึ่งว่า


“...รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 239 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในกรณีที่ กกต. เป็นที่สุด” ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 ดังกล่าว ให้ กกต. เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยก่อนประกาศผลการเลือกตั้งให้ กกต. มีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครผู้ใด ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 239 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คำวินิจฉัยกรณีนี้ซึ่งต่างกับในกรณีที่ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว...” สรุปสั้นๆก็คือ การให้ใบแดงโดย กกต. ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งต่างกันกับกรณีประกาศผลแล้ว ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเสียก่อน ...แต่เมื่อเป็นการแจกใบแดงและตัดสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผล ..คำวินิจฉัยของ กกต. ย่อมเป็นที่สุด เรื่องราวนี้จึงไม่เกี่ยวข้องใดๆกับศาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 239 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจึงไม่มีอำนาจในการพิจารณาวินิจฉัย... ครับ...ความจริงศาลท่านก็ว่าไปตามตัวบทกฎหมาย เราจะโต้แย้งไปให้เหตุผลอื่นๆคงไม่ได้ และสำหรับบทความนี้ผมเองก็ต้องเคารพในความศักดิ์สิทธิ์ของศาล ไม่มีอะไรจะไปวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปฏิบัติภารกิจของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งแต่ประการใด ...ความมุ่งหมายและตั้งใจต้องการชี้ให้เห็นความผิดปรกติของการร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 239 ขึ้นมาต่างหาก! เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลานุภาพของ กกต. ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม การให้ใบแดงในขั้นตอนก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง อำนาจ กกต. เท่ากับมีอยู่ล้นเหลือ สูงกว่าศาลฎีกาด้วยซ้ำไป จนศาลยังไม่มีสิทธิอำนาจพิจารณาวินิจฉัย เพราะมีการเขียนกฎหมายออกมาใช้และบัญญัติให้เป็นเช่นนี้...ให้เป็นที่สุด? กกต. นั้นได้ถูกออกแบบขึ้นมาให้เป็นองค์กรจำพวกรวบอำนาจ มีความครบครันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สามารถใช้อำนาจบริหารในการจัดการเลือกตั้ง แถมยังถืออำนาจนิติบัญญัติเอาไว้ในมือเสียด้วยคือ ออกคำสั่ง ระเบียบ ประกาศต่างๆออกมาได้ มีสภาวะเทียบเท่าเป็นกฎหมายเช่นกัน สุดท้ายยังกระทำหน้าที่เป็นศาลสถิตยุติธรรมวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินให้ใบเหลืองใบแดงได้...

อำนาจที่ไพศาลและเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นนี้เอง รัฐธรรมนูญจึงเขียนให้ กกต. ดำเนินงานไปโดยความสุจริตและเที่ยงธรรม เพราะถ้า กกต. ขาดความรอบคอบ ขาดความระมัดระวังในการใช้อำนาจ ขาดความโปร่งใสคลุมเครือ ไม่มั่นคงในความเป็นองค์กรอิสระที่แท้จริงแล้ว มันจะถูกเข้าใจได้ว่าเป็นเพียงองค์กรแบบอัลคาโปน รวบอำนาจเป็นเผด็จการแท้ๆโดยเฉพาะไม่มีการถ่วงดุลอะไรใดๆไว้เลย...นี่จึงเป็นสิ่งที่ส่งผลอันตรายไปได้หลายๆนัย? ตัวอย่างของการบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 ทำให้ กกต. ในขั้นตอนหนึ่งไปมีอำนาจทับซ้อนและมีอำนาจเหนือศาลฎีกา เมื่อกฎหมายบัญญัติออกมาเช่นนั้นศาลก็ต้องมีแนวทางไปตามกฎหมายด้วย โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญย่อมถือเป็นกฎหมายสูงสุด ศาลฎีกานั้นย่อมยึดความยุติธรรมเป็นหลักชัย ใช้อำนาจในนามพระปรมาภิไธยขององค์พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงทศพิธราชธรรม ...แต่ กกต. ชุดปัจจุบันยังมิทันจะมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เป็นการแต่งตั้งขึ้นมาโดยตรงของ คปค. ซึ่งต่อมาก็กลายเป็น คมช. ... นี่เป็นเหตุผลทำให้มองได้ว่าสถานะของการใช้อำนาจเสมือนตุลาการของ กกต. เป็นการใช้อำนาจนำชนิดหนึ่ง เป็นอำนาจในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้งที่ซ้อนอยู่กับศาลฎีกาที่กระทำภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ตัวอย่างของรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 ทำให้เราสรุปได้ว่าเกิดสภาวะอำนาจนำอีกชนิดที่ไม่ได้ดำเนินการภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์... การบัญญัติกฎหมายลักษณะนี้จึงมีโอกาสที่จะดึงและลากเอากระบวนการยุติธรรมให้เกิดความเสียหายได้ ถ้าหากว่าทาง กกต. ไปใช้อำนาจของตนอย่างปราศจากความเที่ยงธรรมและสุจริต!!

คอลัมน์ คิดเหนือข่าว

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้วันสุข

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2204 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 17 มกราคม 2008

‘เลี้ยบ’มั่นใจไม่กระทบ‘หมัก1’/‘เติ้ง’ลั่นชาติต้องมาก่อน


ลุ้นล้มเลือกตั้งวันนี้

พลังประชาชนลุ้นศาลชี้ชะตา “ล้มเลือกตั้ง” วันนี้

ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดีที่ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร สส.แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ในวันนี้ เวลา 18.00 น.

ทั้งนี้ นายไชยวัฒน์ได้ยื่นฟ้อง 4 ประเด็น คือ 1.เป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ไม่มีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชาชน ทั้งแบบสัดส่วนและแบบเขตเลือกตั้ง

2.นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนของอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไม่มีสิทธิลงนามส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง

3.การเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 15-16 ธ.ค. 2550 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและให้เพิกถอนการเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะการนำเอาบัตรลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าไปนับรวมคะแนนเสียงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ทั้งหมดกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

4.การแจกซีดีคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้กับประชาชนเป็นการทำผิดกฎหมาย ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม

นายไชยวัฒน์ได้ขอให้ศาลพิพากษาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และห้ามไม่ให้ กกต.รับรองผล หรือเพิกถอนการรับรองผลการเลือกตั้งของ สส.พรรคพลังประชาชน

อย่างไรก็ตาม นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่าการตัดสินคดีดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะมั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากศาล

นพ.สุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า จะเชิญหัวหน้าพรรคหรือตัวแทนทั้ง 6 พรรค แถลงข่าวร่วมกันอย่างเป็นทางการช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 19 ม.ค. จากนั้นก็รอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เปิดประชุมสมัยรัฐสภา เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรี

นพ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า จากนั้นจะเลือกบุคคลที่จะรับผิดชอบกระทรวงต่างๆ ซึ่งคาดว่าภายในเดือน ม.ค. จะได้รัฐมนตรีทั้งคณะ และไม่เกิน 2 สัปดาห์ หรือประมาณกลางเดือน ก.พ. ครม.ชุดใหม่จะแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาได้

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า พิธีเปิดประชุมรัฐสภาจะมีขึ้นช่วงเย็นวันที่ 21 ม.ค. และวันที่ 22 ม.ค. จะเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานฯ อีก 2 คน จากนั้นวันที่ 25 ม.ค. จะลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

ขณะที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ร่วมกันแถลงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

นายบรรหารได้ชี้แจงถึงเรื่องที่จะไม่ทำให้ผู้ใหญ่ที่เคารพมา 30 ปี ผิดหวัง ว่า ตอนนี้ก็ยังให้ความเคารพกันอยู่ แต่เรื่องประเทศชาติจะต้องมาก่อน เรื่องส่วนตัวต้องเอาไว้ทีหลัง

“วันนี้จะปล่อยให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองไม่ได้ ประเทศไทยจะต้องมีรัฐบาลมาบริหารประเทศต่อไป ส่วนฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ นี่คือข้อยุติ จึงขอประกาศว่า พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งมี 61 เสียง ยินดีจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน” นายบรรหาร กล่าว

ด้านนายสุวิทย์ กล่าวว่า พรรคเพื่อแผ่นดินต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ และเป็นการหยุดการปล่อยข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หลังจากนี้ปัญหาต่างๆ คงยุติ แล้ว ประเทศชาติและบ้านเมืองคงจะเดินหน้าต่อไป รวมทั้งสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในประเทศ สร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจกลับคืนมา

ทักษิณ กับ เทพชัย หย่อง กรณีขายหุ้น และ ผลประโยชน์ทับซ้อน

โดย เมื่อ วัน พุธ ที่ 16 มกราคม 2551, 22: 02 น.


ไม่น่าเชื่อว่า การได้มาซึ่งทีวีสาธารณะแห่งแรกของไทย จะเต็มไปด้วยเสี่ยงกรนด่า เสียดสีขนาดนี้ แทนที่จะได้รับดอกไม้ และ เสียงปรบมือ เรื่องนี้ผู้เกี่ยวข้องพึงพิจารณาและมองอย่างมีนัยะสำคัญ

ทันทีที่ อดีตผู้บริหารเครือ The Nation และ นายกสมาคมผุ้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เทพชัย หย่อง ปรากฎตัวเป็น 1 ใน 5 กรรมการบริหาร(ชั่วคราว) ของสถานีแห่งใหม่นี้ ซึ่งได้มาจากการปิด ITV หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ปล้นเขามา"

จินตนาการของผู้คน และเสียงด่าทอ ก็ดังกระหึ่ม ใครเป็นแฟนห้องราชดำเนินในเวบไซด์ดัง Pantip.com คงจะได้เห็นปรากฎการณ์ที่กระทู้ขึ้นอย่างรวดเร็ว และแทบจะเป็นเกือบทั้งหมดที่เกี่ยวกับ ITV แล้วคำถามที่เป็นเหล็กแหลมทิ่มแทงให้กับ ผอ ทีวีสาธารณะ คนใหม่ คือ ผลประโยชน์ทับซ้อน

เป็นที่เห็น ๆ กันอยู่ว่าเทพชัย หย่อง มีความผูกพันกับ ITV มาครั้งตั้งแต่เริ่ม ITV ใหม่ ๆ เป็นคนที่บุกเบิกและวางรากฐานของสถานีข่าวแห่งนี้ จนเป็นที่ยอมรับ ก่อนถูกเขี่ยออกจาก ITV ทั้งยวงในเครือของ The Nation หลังเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเป็น ชินคอร์ป

Nation เป็นสำนักข่าวที่เคยได้ชื่อว่ามีคุณภาพ และ รักษาความเป็นอิสระได้ดีที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เมื่อตนเองถูกการเมืองเล่นงาน Nation ก็สวมวิญญาณนักมวยฟัดกับฝ่ายการเมืองอย่างเอาเป็นเอาตาย ใช้เครือข่ายและสถานะภาพของตนเองในฐานะสื่อ ทิ่มแทง ทรท อย่างเปิดเผย ประกาศศึกกันผ่านหน้าจออย่างชัดแจ้ง ไม่ว่ารัฐบาล ทรท จะทำอะไร บรรดาผู้ประกาศข่าวก็เลยอัด เสียดสี ดีสเครดิตตลอด ช่างไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่ค้านมันซะทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ

หลังรัฐประหาร 19 กย บริษัทสื่อที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ The Nation เพราะนอกจากจะมีเพื่อนที่ของตนเองในทีวีเกือบทุกช่อง เล่นบทอัดอำนาจเก่า เชียร์อำนาจใหม่ อย่างไร้ซึ่งจรรยาบรรณของสื่อมวลชน แทบจะไม่เหลือคราบความเป็นคนข่าวมืออาชีพอย่างในอดีต และ ที่ประกาศปาว ๆอยู่ทุกวันนี้ แถมยังได้ส่งเทพชัย หย่อง เข้าไปนั่งเป็น ผอ ทีวีสาธารณะ

ทันที่ที่ ครม มีมติออกมา เทพชัย หย่องก็ประกาศขายหุ้นที่มีอยู่ 1 แสนหุ้นของ the nation เพื่อมิให้เกิดข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ใครจะเชื่อเล่าว่า การเข้ามาของเทพชัย จะเป็นกลางและมีความอิสระ มันต่างอะไรกับกรณี ทักษิณ โอนหุ้นให้ลูกชาย แล้วบอกว่า ตัวเองไม่ได้ถือหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเรื่องนี้ คนของ Nation และ เทพชัย พูดไม่รู้กี่ครั้งว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน"

ดังกรณีที่เทพชัย ถามนายสมัคร สุนทรเวช ว่า การที่คุณหญิงอ้อ ซึ่งเป็นเมียนายกฯ ไปประมูลแย่งซื้อที่ดินรัชดาแข่งกับชาวบ้านมันเหมาะสมหรือไม่ ทำนองว่านี่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ผมต้องขอถามคุณเทพชัย หย่อง ว่า การที่คุณไปทำงานที่ ทีวีสาธารณะ มันเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ การอ้างว่าไม่ได้ถือหุ้นใน The Nation มันเพียงพอแล้วหรือ ?

แล้วเมื่อกระแส แบ่งเค๊ก ดังกระหึ่ม The Nation ก็ประกาศ ไม่เสนอรายการในช่องทีวีแห่งใหม่นี้ เพื่อมิให้เกิดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ซึ่งผมจะคอยดูว่า The Nation จะยืนยันเรื่องนี้ได้นานเพียงใด และ จะมีคนของ Nation ลาออกไปทำงานในสถานีนี้อีกกี่คน โดยเฉพาะพวกหน้าคุ้น ๆ ที่ไปจองพื้นที่หน้าจออยู่ในทีวีช่องต่าง ๆ ในขณะนี้

นอกจากนั้น ยังมีประชาชนจำนวนหนึ่ง ที่อยากฟังความอธิบายเรื่องการเสียภาษีหุ้นของคุณเทพชัย หย่อง ว่า จะมีการเสียภาษี หลังจากได้กำไรจากการขายหุ้นครั้งนี้หรือไม่อย่างไร และ จะอธิบายเรื่องนี้ เปรียบเทียบกับกรณีขายหุ้นชินคอร์ปของตระกุลชินวัตร อย่างไร

ประเด็นสุดท้าย เรื่องความเป็นกลางทางการเมือง
จะเอากันยังไง หาก เทพชัย ไม่คงไว้ซึ่งความเป็นกลาง เหมือนอย่างที่ The Nation โครตจะไม่เป็นกลาง หลังเหตุการณ์รัฐประหาร เอียงกันจนชาวบ้านชาวเมืองด่ากันทั่วบ้านทั่วเมือง เหมือนว่าคนดูทีวีปัญญาอ่อน ตัวสำนักข่าว จะเหมือนช่อง 11/2 หรือ Nation/2

คือถ้าทำได้เท่านี้ ก็รีบทบทวนตนเอง และ ออกไปให้พ้นจากพื้นที่สื่อสาธารณะ กลับไปนอนกอด The Nation ของคุณให้เป็นที่ยอมรับอีกครั้งดีกว่า

โครตเซ็ง

จาก กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์