WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 18, 2008

'อภิสิทธิ์' จี้ พปช.แสดงความชัดเจน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเคลื่อนไหวตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนว่า

อยากให้มีความชัดเจนว่าจะทำอะไรเพื่อบ้านเมือง และที่ยังไม่ได้แถลงก็ต้องแสดงให้ชัดเจนว่าติดขัดอะไรนอกจากนี้ ขอเรียกร้องกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่ เผด็จการที่เตรียมจะเคลื่อนไหวหากนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ไม่ได้เป็นนายกฯว่า ให้เกรงใจประชาชนบ้าง เพราะวันนี้ทุกคนรอการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ การสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผ่านการเลือกตั้งมาเกือบเดือนแล้ว แต่ประชาชนยังกังวลใจ เพราะยังไม่ได้ยินคนที่อาสาตัวบอกว่าจะเป็นผู้นำรัฐบาล หรือจะนำพาบ้านเมืองไปทิศทางไหน แต่ละวันได้ยินแต่เรื่องที่ประชาชนไม่อยากได้ยิน และขณะนี้มีปัญหาเศรษฐกิจรออยู่ ตลาดหุ้นก็ตก ซึ่งการวางตัว การส่งสัญญาณ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงข่าวการวางตัวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของอดีตนายกฯ เป็น รมว.ยุติธรรม เหมาะสมหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ขอวิจารณ์ เพราะยังไม่มีการตั้ง และคิดว่าคงมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีก ต่อข้อถามว่า ยังยืนยันที่จะหารือกับนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยอยู่อีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ยังตั้งใจจะหาโอกาสพูดคุยกับนายบรรหารในฐานะที่เคยเป็นพรรคพันธมิตรกัน ส่วนกรณีที่แกนนำพรรคพลังประชาชนมั่นใจว่าคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ไม่ทำให้ยุบพรรคนั้น การเกิดรัฐประหารจนสู่วิกฤติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย จึงขอฝาก กกต.ว่าถ้าโอนอ่อนตรงนี้ไปเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าวิกฤติจะกลับมาอีก การดำเนินการอะไรขอให้เห็นใจบ้านเมืองและประชาชน จึงขอให้เป็นหลักให้บ้านเมือง โดยคิดว่าสิ่งใดที่จำเป็นต้องยืนยันความถูกต้องก็ต้องทำ แล้วในที่สุดจะตอบคำถามของทุกอย่างได้


ทีวี ‘สาธารณะ’

จอน อึ๊งภากรณ์ เคยให้สัมภาษณ์กับ ประชาไท ถึงอนาคตของทีวีสาธารณะ และตั้งคำถามตัวใหญ่ๆ ว่า ทีวีที่ตั้งต้นเพื่อสาธารณะนี้จะเป็นสาธารณะในทางไหน ระหว่าง คุณธรรม กับ ประชาธิปไตยสำหรับผมและ กองบรรณาธิการประชาไทนั้น นี่คือคำถามที่แหลมคมที่มีต่อความเป็นอยู่และเป็นไปของทีวีสาธารณะภายใต้ชื่อของ TPBS

ยิ่งเมื่อความหมายของ คุณธรรม กับ ประชาธิปไตยนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ของสองกลุ่มอำนาจด้วยแล้ว ยิ่งทำให้สนามการแย่งชิงทีวีสาธารณะน่าสนใจและน่าทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้น


ถ้ายังไม่เลือนลางไปนัก การรณรงค์ด้าน คุณธรรมเป็นวาทกรรมหลักของกลุ่มต่อต้านทักษิณ ตลอดจนคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เราเห็นโครงการ คุณธรรมนำไทย เครื่องมือของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพื่อใช้รุกทางความคิดและเป็นเสมือนซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการจัดการมวลชน คุณธรรมยังเป็นเหตุผลประการแรกๆ ของโครงการและนโยบายของรัฐหลายโครงการตลอดปีเศษที่ผ่านมา ไม่เท่านั้น ยังเป็นแก่นแกนหลักของ เศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นเสมือนโปรแกรมสำเร็จรูปที่จะมากจะน้อยก็ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาหรือใช้ในการบริหารอำนาจ


ขณะที่ ประชาธิปไตยนั้น ก็เป็นเครื่องมือชั้นดีของการรุกจากกลุ่มทุนนิยมและทุนโลกาภิวัตน์ อย่าลืมว่า ทักษิณและพรรคไทยรักไทยก็กอดคำนี้ไว้ใช้ต่อสู้แม้ในยามที่ต้องถ่อยร่น พ่ายแพ้ และกลายเป็นจุดแข็งแทบจะเพียงประการเดียวที่ทำให้เกิดแนวร่วมต้านรัฐประหาร และได้รับแรงหนุนจากนานาชาติที่ยึดประชาธิปไตยเป็นสรณะ


ขณะที่ประชาธิปไตยเป็นจุดอ่อนของคณะรัฐประหารและพันธมิตรของคณะรัฐประหาร คุณธรรมก็เป็นจุดอ่อนของเครือข่ายทักษิณ


แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณธรรมจะเป็นจุดอ่อนของกลุ่มต้านรัฐประหารไปด้วย เพราะกลุ่มที่ต้านรัฐประหารจำนวนมาก แม้จะตั้งคำถามกับคุณธรรมโดยเฉพาะคุณธรรมแบบที่เป็นอยู่ในสังคมไทยที่เอาแต่เชิดชูคนดีปล่อยให้กดขี่เต็มบ้านเต็มเมืองแล้วจงใจละเลยความเป็นมนุษย์ (เพราะไม่ว่าคนดีหรือไม่ดีต่างก็เป็นมนุษย์ทั้งนั้น) กระนั้นก็ตั้งคำถามกับประชาธิปไตยอย่างที่เป็นอยู่ในสมัยทักษิณเช่นเดียวกัน


ผมไม่มีปัญญาจะอธิบายอะไรข้างต้นให้เป็นวิชาการได้มากกว่านี้ แต่หากการอธิบายข้างต้นพอใช้ได้ เราก็จะเห็นว่า สนามของการชิงพื้นที่ในทีวีสาธารณะ TPBS นั้นถูกรั้งดึงจากแรงสุดขั้วสองด้าน และนั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงเกิดภาพการรีบเร่งตั้งกรรมการนโยบายชั่วคราวเพื่อกำหนดทิศทางใน TPBS และจากตัวบุคคลที่นั่งเป็นกรรมการนโยบายชั่วคราว หรือจากการเผยแพร่รายการหลังการปิดตัวหรือจอมืดของทีไอทีวี ก็คงไม่ต้องบอกว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายชนะในสนามแห่งนี้


ไม่ต้องเอาไรมาก เวทีแถลงแรกๆ ผ่านช่องทางออกอากาศ TPBS ของกรรมการชั่วคราว เราก็จะเห็นคำถามแล้วว่า ทีวีสาธารณะที่ไหนที่ปล่อยให้กรรมการมากำหนดว่า อะไรที่ประชาชนดวรดูหรือไม่ควรดู คอยกำหนดว่าอะไรที่ดีกับประชาชน ไปๆ มานี่ก็แค่ระบอบผู้ใหญ่ปกครองเด็ก หรือเห็นประชาชนเป็นไพร่ มีแต่คนมีความรู้ และเรียกกันเองว่า คนดีที่จะคอยกำหนดการรับรู้ของประชาชนได้ ขณะที่ทีวีเสรีแบบเดิมๆ ก็ปล่อยให้โฆษณาและกลไกตลาดเป็นผู้กำหนดว่าประชาชนควรดูอะไรไม่ควรดูอะไร ซึ่งก็มอมเมาอีกแบบหนึ่ง


คำถามก็คือ ประชาชนที่เห็นความเลวร้าย หรือผิดพลาดของรัฐบาลสมัยทักษิณในน้ำหนักต่างๆ กันไป แต่รักประชาธิปไตยรักระบบ ระบอบ และเข้าใจความสำคัญของหลักการและหลักเกณฑ์ หลักนิติธรรม รักความเป็นมนุษย์ของทั้ง คมช. และของทักษิณ ขณะเดียวกันก็ไม่เอาโฆษณาชวนเชื่อ ไม่เอาการบังคับให้รักคนดี ไม่เชิดชูคุณธรรมเพื่อการกดขี่ อยากเห็นการพัฒนาที่เท่าทันและยั่งยืน ไม่มักง่าย เอาแต่สังคมสงเคราะห์ โปรยทาน โดยไม่ยอมสร้างโครงสร้างที่ดีที่เคารพและตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพ คนเหล่านี้มีจำนวนมาก คนเหล่านี้จะอยู่ที่ไหน หรือจะมีพื้นที่ในทีวีสาธารณะหรือไม่


พื้นที่เล็กๆ ที่ไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั้น และไม่ใช่ตรงกลางแบบประนีประนอมน่ะมีไหม


สาธารณะ ที่ให้ความหมายถึง คนทุกคนอย่าง เท่าๆ กันน่ะมีไหม ใน บ้านเมือง(ที่ไม่ใช่)ของเรา


เพราะสำหรับเรา คุณธรรม คือความเท่าเทียม และ ประชาธิปไตยก็ต้องเป็นของคนด้อยโอกาสด้วย


โดย : ประชาไท

รายงาน : ผลกระทบจากกำไรผูกขาด หลังคำพิพากษา คืนท่อก๊าซ ปตท.


ณ 31 ธันวาคม 2549 ระบบท่อก๊าซธรรมชาติ ของ บมจ.ปตท. มีดังนี้ ระบบท่อส่งก๊าซบนบกความยาว 1,384 กม. ระบบท่อส่งก๊าซในทะเลความยาว 1,369 กม. ระบบท่อจัดจำหน่ายความยาว 770 กม. รวมความยาวท่อส่ง 2,753 กม. รวมความยาวท่อส่ง+ท่อจำหน่าย 3,523 กม.

เสวนา "การปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองกรณี ปตท. : แนวทางและผลกระทบ" โดยคณะทำงานสัมมนาและเผยแพร่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ห้องประชุม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ดำเนินรายการโดย ศ.ดร.ปราณี ทินกร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา

อ่านรายละเอียด ประชาไท

ปล้นเงียบ


สัปดาห์นี้มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในเมืองไทย
มีทั้งดีทั้งร้ายผสมกันไป เพราะไม่มีใครลิขิตชีวิตใครได้
ที่แน่ๆ คือ 5 พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก
ได้ตัดสินใจอย่างที่กำหนดไว้ในใจมาตั้งแต่หลังวันเลือกตั้ง
เข้าร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคพลังประชาชน
เพราะทนเป็นฝ่ายค้านไม่ได้! และถือว่าการเข้าร่วม
รัฐบาลครั้งนี้เป็น “การร่วมเพื่อชาติ” เป็นรัฐบาลผสม
ที่มี 6 พรรค ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ลับฝีปาก
ในการเป็นฝ่ายค้านไปอีกนาน
จากวันนี้ อีกอึดใจเดียวเราคงมีนายกรัฐมนตรีคน
ใหม่ จะเป็นใคร?? ระหว่าง สมัคร สุนทรเวช ที่นำพรรค
ฝ่า “บารมีมืด” มาจนชนะการเลือกตั้ง กับอีก 2 ตัวเต็ง
คือ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กับ คุณ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
รัฐบาลใหม่มีปัญหาและภารกิจเร่งด่วนที่จะต้องทำ
ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง คือ การขจัด “กลิ่นเหม็นเน่า” ซึ่ง
มีคนสร้างไว้เต็มบ้านเต็มเมืองทิ้งไปให้หมด ก่อนประเทศ
นี้จะล่มจม!
อย่างการที่คณะรัฐมนตรีชุด “เขายายเที่ยง” มีการ
อนุมัติงบผูกพัน 5 ปี เป็นเงิน 19,000 ล้านบาทเพื่อซื้อ
เครื่องบินรบ คำถามของสังคมมีว่า....
ทำไมต้องมาอนุมัติช่วงนี้?? ในเมื่อเรากำลัง
มีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง??
หรือ...ทำไมสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ตั้งขึ้นมาโดย
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ต้องเร่งมือและเร่ง
ทุกอวัยวะในการออกกฎหมายมามากมายเต็มบ้านเต็ม
เมือง ทั้งที่เหลือเวลาในการทำหน้าที่นี้ไม่ถึงเดือน??
ก่อนหน้านี้ทำไมไม่ทำ?? หรือมีวาระซ่อนเร้น
อะไรซุกซ่อนอยู่??
กรณี ฮุบทีไอทีวี ด้วยการอุปโลกน์คน 5 คนที่ต่าง
มีปัญหาคาใจกับรัฐบาลเก่า ซึ่งถือเป็นคู่กรณีก็ว่าได้เข้ามา
จัดสรรและบริหาร เป็นการกระทำที่มีหลักเกณฑ์หรือ
หลักการที่ถูกต้องแล้วหรือ??
ในปัญหาการเลือกตั้งแม้จะจบไปแล้ว แต่บาง
ปัญหามันยังเป็นหนามยอกหัวใจประชาชนที่เป็นเจ้าของ
ประเทศ
อย่างกรณี กกต. จับได้คาหนังคาเขาหลักฐาน
ในการซื้อเสียงเป็น เงินสดๆ แดงๆ 1 ล้าน 3 แสนบาท
ถือว่ามากที่สุดในประดาขบวนการซื้อเสียงด้วยกัน
แต่ผลที่ตัดสินออกมา มันทำให้คนไทยหมด
ศรัทธา กกต. คือ ตัดสินให้ใบเหลือง มีการเลือกตั้ง
กันใหม่ แต่คนที่จ่ายน้อยกว่านั้นหรือจิ๊บจ้อย กลับถูก
ตัดสิทธิด้วยการให้ “ใบแดง”
หัวใจคนไทยวันนี้กลัดหนอง!!
เขาถูกหลอก!! ถูกอ้างอิงว่าเป็น “ประชาชน” เป็น
เจ้าของประเทศ แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้เป็นอะไร
เลย แม้กระทั่งเจ้าของเสียงโหวตในการเลือกตั้ง
เวรกรรมของประเทศมีจริง แต่เราทั้งหลายต้อง
ไม่ท้อ!! เราจะต้องสู้ต่อไปด้วยใจที่เข้มแข็ง สู้จน
พวกสกปรกซึ่งอ้างว่าตัวเองโคตรสะอาด จะสูญพันธุ์
ไปจากเมืองไทย...!!
สองคม

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

ห่มเหลืองปล้น

แค่...เอเอสทีวี...เพียงคลื่นเดียว ทั้งๆ
ที่วิธีการเข้าไปดูเข้าไปชมก็ไม่ง่ายเหมือนฟรี
ทีวี...
รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง...แบบพรรคเดียว
ก็ยังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้...ทีวี
สร้างม็อบใหญ่และนำไปสู่การยึดอำนาจ
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกก่อนจาก ที่
รัฐบาลปฏิวัติจะกระทำการ...เปลี่ยนแปลง
โทรทัศน์ 1 คลื่นให้เป็น...ทีวีสาธารณะ
และส่ง...แนวร่วมทางการเมืองเข้าไปเป็น
กรรมการ...เพื่อฝังรากลงลึก...
ทั้งๆ ที่รัฐบาลเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้นมา
รัฐบาลปฏิวัติก็ยังใช้ภาวะรักษาการ...ยึดสถานี
โทรทัศน์และขึ้นภาษีกับประชาชนไปเป็นรายได้
เพื่อปรนเปรอ
1 ใน 5 ของ...ผู้ได้รับการแต่งตั้ง...
บอกว่า...เมื่อไม่มีโฆษณาและเป็นทีวี
สาธารณะ....จะหารายได้จากที่ไหน...จะเอา
อะไรไปโกงไปกิน...
ซื่อจนน่าสงสาร...มันไม่รู้หรือว่า...ค่า
จัดจ้างให้จัดทำรายการ....ปีละหลายพันล้าน
นั้น...มันไม่ก่อให้เกิดรายได้กับ....ผู้มีอำนาจจัดทำ
จัดจ้าง...เช่น...
จ้างให้เครือเนชั่น....หรือบริษัทนอมินี
...ทำข่าวตลอดวันตลอดปี...ปีละกี่ร้อยกี่พัน
ล้าน....และรายการทีวีที่ว่าเสรีนั้น...มันจะไม่
พุ่งเข้าทิ่มตำอย่างมีเป้าหมายทางการเมือง...
แน่นอนว่า....ฝักฝ่ายที่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง
...จะเข้าไปซ่องสุมรวมตัวกันอยู่ในทีวีแห่งนี้ และ
แผ่รังสีแห่งการต่อต้านออกมาในทุกรูปแบบ
เพื่อเอาชนะในการต่อสู้ครั้งใหม่
แผ่นดินจะร้อนเป็นไฟกับการปลุกระดม
ปีกว่าๆ ของการมีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ
ประเทศย่อยยับลงไปมากมาย...สงครามใต้ที่
รุนแรงมากขึ้น...ยาเสพติดที่เติบโตกลับมา
...ประชาชนต้องทนรับภาวะข้าวยากหมาก
แพง...จนประชาชนจำนวนมากกว่า...โหยหา
รัฐบาลใหม่...โดยไม่สนใจว่าใครเป็นใคร...ขอให้
ไม่ใช่พวกท่านก็แล้วกัน
มันก็ยังไม่รู้ตัว...
มันวางยา...เพื่อให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไข
เปลี่ยนแปลง...แล้วก็สร้างเงื่อนไขเป็นความ
ขัดแย้งครั้งใหม่..และนำไปสู่การยึดอำนาจกัน
อีกครั้ง...โดยไม่สนใจว่า..จะนำไปสู่สงคราม
กลางเมืองหรือไม่...
ปากก็พร่ำเรื่องความยุติธรรม ความ
สมานฉันท์...โฆษณากันทุกวันเรื่องเลือกตั้ง
โปร่งใส...แต่พฤติกรรม...กลับไม่ใช่...กลาย
เป็น “ห่มเหลืองปล้น”

● พญาไม้ ●
พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

เมีย ผบ.ทร. ลง ส.ว.แต่งตั้ง

หงุดหงิดกันมากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ถือกันว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุดในไทย ได้เป็นตัวสร้างความหงุดหงิดให้กับบรรดา “อำมาตยาธิปไตย” ทั้งหลายเป็นอย่างมากเพราะในการเลือกตั้ง “วุฒิสมาชิก” โดยประชาชนทั้งชาติครั้งที่ 2 เมื่อต้นปี 2549 ได้มีบรรดา “เมียส.ส.” ลงสมัครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด และได้รับเลือกตั้งเข้ามาหลายคนมากนั่นก็เพราะบารมี “ผัว” ที่เป็น ส.ส.อยู่
เรียกอย่างเย้ยหยันกันว่า“สภาผัวเมีย”ในการที่คณะปฏิวัติโดย ผบ.ทหารทุกเหล่าทัพ ร่วมกันยึดอำนาจการปกครองไปเสียจาก “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 19กันยายน 2549 แล้ว คำว่า “สภาผัวเมีย” ก็เป็นอีกแรงขับเคลื่อนคนไทยได้ไชโยโห่ร้องต้อนรับคณะปฏิวัติ เพราะเกลียดพวกนักการเมืองที่เอาเมียลงสมัครเป็นส.ว.และเมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นหัวหน้าใหญ่ ก็ได้มีการกำหนดบทบัญญัติ “คุมกำเนิด”สภาผัวเมียไว้หลายมาตรามาก เพื่อให้จั๋งหนับ ให้สูญพันธุ์โดยห้ามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ส.ส. ในลักษณะ ลูก เมีย พ่อแม่ ญาติพี่น้องอีกหลายชั้น มาลงสมัครวุฒิสมาชิก ไม่ว่าสมาชิกเลือกตั้งโดยประชาชน หรือวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาแล้วแต่งตั้งและเพื่อให้ “อำมาตยาธิปไตย” ยังสามารถควบคุมอำนาจการเมืองได้อยู่ รัฐธรรมนูญปี 2550 ให้มีวุฒิสมาชิก ทั้งหมด 150คน แบ่งเป็น 2 จำพวกมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 76 คนมาจากการสรรหาแล้วแต่งตั้ง 74 คน

วันที่ 2 มี.ค.ที่จะถึงนี้ คนไทยจะได้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกกันแล้ว เป็นฝ่ายเลือกตั้ง76 คน ให้จังหวัดละ 1 คนเท่ากันหมดกรุงเทพฯ มีคนมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 5.5 ล้านคน ก็มีส.ส.ได้ 1 คน เท่า จังหวัดระยอง ที่มีผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 2แสนกว่าคนเป็นความเท่าเทียมแบบแปลกคนไทยส่วนมากเห็นด้วย ที่รัฐธรรมนูญกีดกันไม่ให้เมียส.ส.มาเป็นส.ว.และเรากำลังจะได้รู้ว่า คนไทยจะมีความรู้สึกอย่างไร เมื่อได้รู้แล้วว่าเมียของ คมช.เป็น ส.ว.ได้เมีย ส.ส. เป็น ส.ว. ไม่ได้แต่เมีย คมช. เป็น ส.ว. ได้เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2551 “สมาคมภริยาแม่บ้านทหารเรือ”ได้ส่งชื่อ “นางพรเพ็ญ เกยานนท์” ภรรยาของ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. และเป็น 1 ใน 7 คมช.ฝ่ายทหาร ยื่นสมัครที่สำนักงาน กกต. เข้าแข่งขันเป็นส.ว.สายแต่งตั้งรุ่งขึ้น 17 ม.ค. นักข่าวสายทหารนำเรื่องนี้ไปถามพล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ถึงเหตุจูงใจ ซึ่งท่าน ผบ.ทร. ก็ตอบชี้แจงมาว่า“เขาเห็นว่า สมาคมภริยาทหารเรือ เป็นนิติบุคคลที่สามารถส่งผู้แทนเข้าสมัครคัดเลือกเป็น ส.ว.ได้ และทางสมาคมควรจะส่งผู้แทนเข้ารับเลือก อีกทั้งเขามีความพร้อมที่จะไปรับใช้ประเทศชาติ เนื่องจากผ่านงานด้านสังคมสงเคราะห์ ดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัวทหารและประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ทหาร โดยที่ผ่านมา

เคยตั้งชมรมแม่บ้านอาสา ให้ความสำคัญเรื่องให้เด็กดื่มนมแม่ ซึ่งขณะนี้ชมรมดังกล่าวที่จังหวัดจันทบุรีและที่สัตหีบ ชลบุรี มีความก้าวหน้ามาก ประชาชนในพื้นที่และครอบครัวทหารให้ความสนใจเรื่องดังกล่าวและมาสมัครเป็นสมาชิกมากขึ้น เขาคิดว่าเขามีประสบการณ์เรื่องสังคมสงเคราะห์ และยังเคยเป็นนักธุรกิจมาก่อน เขาเลยคิดว่าน่าจะมีความรู้ความสามารถเพียงพอ เข้าไปช่วยเหลือทำงานด้านนี้ได้บ้าง ถ้ามีโอกาส จึงเสนอตัวเอง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ไม่เคยมีความสนใจเรื่องการเมืองเลย เพราะเขาเป็นคนพูดตรงไปตรงมา คิดอะไรก็พูด จริงๆ แล้วไม่เหมาะกับการเมือง แต่มองแล้ว ส.ว.ไม่ถึงกับการเมืองนัก เพราะเป็นการคัดสรรเข้าไป ไม่ได้สังกัดพรรค น่าจะทำงานได้ดี ถ้าได้ทำงาน อยากจะผลักดันงานด้านสังคมสงเคราะห์มากกว่า”ฟังผบ.ทร. พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ พูดถึงความตั้งใจของภรรยาที่จะเข้ามา ผลักดันงานด้านสังคมสงเคราะห์แล้วดูดีมากแม้ว่างานหลักของวุฒิสมาชิก ตามรัฐธรรมนูญ คือการกลั่นกรองกฎหมาย และควบคุมการทำงานของรัฐบาลก็ตามเปิดดูเรื่องราวอันเป็นผลงานชิ้นเอกของ “พรเพ็ญ เกยานนท์”มีเขียนเอาไว้ว่า

หลังจากได้ขึ้นเป็นนายกสมาคมภริยาแม่บ้านทหารเรือแล้ว ก็ได้เดินหน้าปรับปรุงร้านค้าภริยาทหารเรือ ที่ตั้งอยู่บริเวณท่าช้าง ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างขนานใหญ่ จนสามารถแปลงโฉมจากร้านเชยๆ เป็นร้านเปรี้ยวจี๊ด ทันสมัยทุกกระเบียดนิ้ว
มีมุมขายสินค้าที่ระลึกทหารเรือ สินค้าจากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร และมีมุมกาแฟ พร้อมเบเกอรี่ ขนมไทยและอาหารขบเคี้ยวที่เอามาจากสัตหีบด้วย โดยเพิ่งจะเปิดอย่างใหญ่โตเมื่อวันที่ 18 พ.ค.50บรรดาคนไฮโซเห็นร้านภริยาทหารเรือแล้ว ชมกันตรึมและ “พรเพ็ญ เกยานนท์” ยังมีผลงาน หาสวัสดิการให้กับครอบครัวทหารเรือได้ยอดเยี่ยมมากด้วยพรเพ็ญ เป็นลูกสาวทหารอากาศ ขณะเรียนปี 1 จุฬาฯ
เพื่อนสาวที่มีแฟนเป็นทหารเรือ ชวนไปเที่ยวงานเลี้ยงฉลองกระบี่ของทหารเรือ พอไปถึงงานเพื่อนเจอแฟนก็ทิ้งให้อยู่คนเดียว เปิดช่องให้ทหารเรือหนุ่มคนหนึ่งชื่อว่า “สถิรพันธุ์ เกยานนท์” เข้ามาจีบ และอาสาขับรถไปส่งบ้านหลังงานเลิก จากนั้นก็คบกันมา 5 ปีชายหนุ่มจึงขอแต่งงานมีลูกด้วยกัน 2 คน คนโตเป็นหญิงชื่อ ลูกเต๋า-ฐิตะวดี จบปริญญาโทจากจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา ขณะนี้เป็นผู้จัดการฝ่าย
ตลาดยูนิลีเวอร์ลูกชายชื่อ ลูกกอล์ฟ-ฐิติพันธ์ จบปริญญาตรีพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เป็นนักร้องนำวง ออล ฟอร์ เมน ค่ายอาร์เอส และทำงานหลักกับซีพีพรเพ็ญ เป็นเจ้าของบริษัท เอ็ม เพรส แทรเวล ขยันมาก บางครั้งทำหน้าที่แม่บ้านทำความสะอาดบริษัทเอง“บางกอกทูเดย์” มีความเห็นว่า คนเก่งๆ ที่มีความสามารถและมีผลงานเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ ช่วยเหลือครอบครัวทหารเรือ ตัดสินใจมาสมัครชิงเป็น วุฒิสมาชิก สายแต่งตั้งอย่างนี้

เป็นการดีแก่ประเทศชาติอย่างมากเราขอ Welcomeส่วนจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นก็อีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการตัดสินเสนอชื่อของ กกต.เป็นด่านแรก และไปจบที่ คณะกรรมการสรรหาที่มีอยู่ 6 คนเราเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยเลยว่า ไม่มีการ “ล็อกหวย” แน่นอน แม้ว่าจะเป็นภรรยา ผบ.ทร.และยังเป็นคมช.ใหญ่ ด้วยก็ตาม เพราะกรรมการสรรหาตงฉินทุกคนจะว่าเป็น “สภาผัวเมีย” ก็ไม่ได้ด้วยเพราะถึง “พรเพ็ญ เกยานนท์” จะได้เป็นส.ว.แต่งตั้ง แต่พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ไม่ได้เป็น ส.ส.ว่าไปแล้วการเป็น วุฒิสมาชิกแต่งตั้ง ตามรัฐธรรมนูญปี2550 ยังดีกว่า เป็นวุฒิสมาชิก ยุดก่อนหน้านี้ หลังปฏิวัติที จะมีวุฒิฯ แต่งตั้ง แบบว่าชี้ๆ เอากับพวกวิ่งสอพลอหัวหน้าโควตายุค คมช.ให้ผ่านการสรรหา โก้ขึ้นมาอีกนิด


นพดลย้ำเก้าอี้รมว.กลาโหม โควตาพรรคพลังประชาชน [18 ม.ค. 51 - 09:44]

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (18 ม.ค.) ถึงการจัดคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังการประกาศร่วมกันระหว่าง 6 พรรคการเมือง ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ว่า ตัวเลขและการจัดสรรโควตาของตำแหน่งต่างๆ แต่ละพรรคจะชัดเจนมากขึ้น ส่วนกระทรวงสำคัญๆ เช่น กระทรวงกลาโหม ถือเป็นกระทรวงที่พรรคพลังประชาชนต้องดูแลอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นผู้ใดนั้นเห็นว่าไม่น่ามีปัญหา แต่ต้องเป็นบุคคลที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่จะเป็นบุคคลคนภายนอก นอกเหนือจากพรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่

รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อกรณีนายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 3 พรรคเพื่อแผ่นดิน ไม่ได้เข้าร่วมแถลงร่วมทำงานการเมืองระหว่างพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ค่ำวานนี้ ว่า ไม่คิดว่ากรณีนี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาอะไร เพราะเท่าที่ทราบการตัดสินใจของพรรคเพื่อแผ่นดินนั้นเป็นมติเอกฉันท์ของพรรคแล้ว


พปช.จะส่งเทียบเชิญ บรรหาร หารือนโยบายรัฐบาลวันนี้

พลังประชาชน 18 ม.ค.- พปช.เตรียมทำหนังสือเชิญ "บรรหาร" ร่วมตั้งรัฐบาลวันนี้ ไม่มีปัญหาที่ยังไม่ประกาศหนุน "สมัคร" เชื่อท้ายที่สุดก็ต้องหนุน วอนอย่ามองเป็นประเด็นการเมือง ต่อรองตำแหน่ง ย้ำ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ให้สัมภาษณ์หนุน “สมัคร” แค่พูดในหลักการ

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึง กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ที่เดินทางไปสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่การส่งสัญญาณอะไร เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีไม่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล สิ่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าว เป็นการกล่าวตามหลักการและระบบเป็นสำคัญ หากระบบคิดว่าหัวหน้าพรรคที่มีเสียงข้างมาก ควรเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และเป็นนายกรัฐมนตรี หลักการจะต้องเป็นไปตามนั้น

ส่วนกรณีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ยังไม่ให้ความชัดเจนในการสนับสนุนนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี นายนพดล กล่าวว่า ไม่ทราบว่าทำไมนายบรรหารถึงยังไม่ยืนยัน แต่คิดว่าคงไม่มีปัญหา เพราะท้ายที่สุดเมื่อพรรคชาติไทยตัดสินใจร่วมรัฐบาล จะต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรค ที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ต้องการมองว่า เรื่องนี้เป็นการต่อรองทางการเมือง ส่วนการจัดสรรตำแหน่งในรัฐบาล จะต้องพิจารณาความเหมาะสมของบุคลากร และจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรค

“ผมไม่อยากให้ประชาชนเห็นว่า เป็นการต่อรองตำแหน่ง แต่อยากให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันทำงาน เพราะหากมีการต่อรองตั้งแต่ต้น เสถียรภาพของรัฐบาลจะมีปัญหา” นายนพดล กล่าว และว่า วันนี้ พรรคพลังประชาชนจะทำหนังสือเชิญหัวหน้าพรรคชาติไทย และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค มาหารือเรื่องวาระการทำงาน และนโยบายของรัฐบาล เพราะช่วงหาเสียงมีการเสนอนโยบายที่หลากหลาย จึงต้องเอาแนวคิดมาร่วมกัน โดยใช้แนวคิดของพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นเสียงข้างมากเป็นหลัก และปรับเข้าหากัน.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-18 11:05:03

‘นพดล'มั่นใจ‘บรรหาร'หนุน‘สมัคร'นั่งนายกฯ

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการ พรรคพลังประชาชน(พปช.) เชื่อว่า กรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย(ชท.) ยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนที่จะสนับสนุนให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค พปช.เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นคงไม่ใช่เพราะต้องการจะต่อรองตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เนื่องจากการพิจารณาโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีจะยึดหลักตามจำนวน ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งและความเหมาะสมของแต่ละพรรค

"ไม่น่าจะมีปัญหา ท้ายที่สุดพรรคชาติไทยที่ตัดสินใจร่วมรัฐบาลก็ต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรค(นายสมัคร) และไม่อยากให้มองเป็นการต่อรองอะไร เพราะโควตาก็จัดตามความเหมาะสมและพิจารณาตามจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรค" นายนพดล ระบุ

โดยหลังจากแกนนำ 6 พรรคการเมืองร่วมกันแถลงข่าวรัฐบาลอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้(19 ม.ค.)แล้ว สิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การจัดทำนโยบายของรัฐบาลที่ต้องอาศัยแนวความคิดร่วมกัน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ ซึ่งคงต้องยึดตามแนวนโยบายของพรรค พปช.เป็นหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้พรรค พปช.เตรียมจัดทำจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการ เพื่อเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองอีก 5 พรรค ซึ่งได้แก่ พรรคชาติไทย, พรรคเพื่อแผ่นดิน, พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา, พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช เข้าร่วมแถลงข่าวการเข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการกับพรรค พปช.ในวันพรุ่งนี้

รองเลขาธิการ พปช. กล่าวด้วยว่า ไม่รู้สึกกังวลกับการตัดสินคดีของศาลฎีกาในช่วงบ่ายวันนี้ที่มีผู้ยื่นฟ้องให้การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นโมฆะ โดยเชื่อมั่นว่าศาลจะพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม และไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาเช่นไรทางพรรคได้เตรียมทางออกไว้แล้ว

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในเชิงสนับสนุนนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น นายนพดล ยืนยันว่า ไม่ใช่การส่งสัญญาณใดๆ จาก พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะการแสดงความเห็นดังกล่าวเป็นการพูดในเชิงหลักการว่าพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากย่อมต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และหัวหน้าพรรคนั้นก็ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรี

สำหรับกระแสข่าวการวางตัวให้ตนเองนั่งตำแหน่ง รมช.ต่างประเทศ หรือ รมช.ศึกษาธิการ นั้น นายนพดล กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยว่าใครจะนั่งตำแหน่งใด แต่เท่าที่ดูไม่ใช่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ

"ยังไม่มีการพูดคุยว่าใครจะได้ตำแหน่งใด ตำแหน่งใดก็ได้ที่กรรมการบริหารพรรคมอบหมาย แต่เท่าที่ดูไม่ใช่รัฐมนตรีช่วยว่าการ" นายนพดล ระบุ

จาก hi-thaksin

สมัครควงเฉลิมลงพื้นที่นครนายกช่วยลูกพรรคปราศรัยหาเสียง

หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เตรียมควง'เฉลิม อยู่บำรุง' ลงพื้นที่ จ.นครนายก ช่วยลูกพรรคปราศรัยหาเสียง ก่อนแถลงจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรคพรุ่งนี้

สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชน ในการจัดตั้งรัฐบาลโดยในวันพรุ่งนี้จะมีการประกาศจัดตั้ง รัฐบาล อย่างเป็นทางการร่วมกับ 5 พรรคการเมืองพันธมิตรจากเดิมที่จะประกาศวันนี้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากต้องรอความชัดเจน ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลของ 2 พรรคการเมืองที่เหลือคือพรรคชาติไทย กับพรรคเพื่อแผ่นดินก่อนซึ่งก็ได้มีการประกาศ เข้าร่วมแล้วเมื่อวานพร้อมกับปฏิเสธให้ความชัดเจนว่าจะสันบสนุนให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่

โดยอ้างว่ากระบวนการนี้อยู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตามสำหรับสถานที่ ในการประกาศ จัดตั้งรัฐบาลนั้นขณะนี้ยังไม่ทราบ แน่ชัดว่าจะใช้สถานที่แห่งใดแต่ต้องเป็นสถานที่ที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ

ขณะเดียวกันในเย็นวันนี้หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชนจะลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงช่วยลูกพรรคที่จ.นครนายก ที่เขตเลือกตั้งที่ 1 เนื่องจาก พรรคประชาธิปัตย์ ถูกคณะกรรการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบเหลือง