WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 20, 2008

พปช.ผนึก5พรรคการเมืองร่วมแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลผสม

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นประธานการแถลงข่าวร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรคการเมือง ได้แก่ พลังประชาชน,ชาติไทย, เพื่อแผ่นดิน, มัชฌิมาธิปไตย, รวมใจไทยชาติพัฒนา และ ประชาราช จำนวนเสียงสนับสนุนราว 315 เสียง โดยพรรคที่จะเข้าร่วมรัฐบาลได้ส่งตัวแทนระดับหัวหน้าพรรค และ แกนนำพรรค ชี้แจงเหตุผลในการจับมือกับพรรคพลังประชาชน
นายสมัคร กล่าวว่า การตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้งสองเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้รัฐบาล 315 เสียง แข็งแรงพอที่จะมีอายุยืนยาว


จาก hi-thaksin

Saturday, January 19, 2008

เรื่องจริง ที่หนังสือพิมพ์ไม่ (ได้) ลง

นี่เป็นเรื่องจริงของพลทหาร และชีวิตเพื่อชาติ
ครั้งหนึ่งผมก็เหมือนคุณๆ นี่แหละ เข้าร้านเน็ตเล่นวินนิ่ง ดื่ม
เบียร์ นอน แต่ผมสมัครไปเป็นทหารและมีคำสั่งลงใต้ ความคิด
ผมเลยเปลี่ยนไปตลอดกาล อยากให้ทุกท่านที่อ่านรับรู้ถึงส่วน
หนึ่งที่ผมไปมาแล้ว
เริ่มแรกจะถูกส่งไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ก่อน
ครับ ไม่ว่ามาจากไหน เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ผมเป็น 1 ใน
จำนวนนั้นที่ถูกส่งไปเมื่อถึงค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี
เขาจะพาคนที่ลงจากรถบัสทั้งหมดไปรวมที่ศาลาแดง แล้ว
เขาจะแบ่งเป็นอีก 3 กลุ่มทันที กลุ่มที่ 1 อยู่ จ.ปัตตานี ที่
ค่ายอิงคยุทธบริหาร กลุ่ม 2 อยู่ จ.ยะลา ที่ค่ายสิรินธร กลุ่ม
3 อยู่ จ.นราธิวาส ที่ค่ายพันพัฒนาที่ 4 (ค่ายปล้นปืนที่เป็น
ข่าว) ซึ่งผมก็ถูกส่งไปอยู่ค่ายพันพัฒนาที่ 4 ต.มะรือโบออก
อ.เจาะไอร้อง นี่เอง
วันแรกผมทั้งกล้าทั้งกังวลปนกันไปหมด อย่างที่ผมบอก ชาย
วัยรุ่นคนหนึ่งจากเคยเล่นวินนิ่ง ค่ำมาก็เมา ด่าแม่เพื่อนขำๆ วันนี้
มาอยู่ในที่ที่พร้อมจะอยู่หรือตาย
ในส่วนของค่ายพันพัฒนาที่ 4 ที่นี่เขาจะทำให้พลเรือน
ซึ่งสมัครเข้าเป็นทหารยิงปืนให้ได้ภายใน 13 วัน โดยฝึก
HK33 และ M16 A-1
วันที่ปล้นปืน คนในหมู่บ้านก็มาร่วมปล้น ท่านรู้หรือไม่ วัน
ปล้นปืนพวกนั้นได้ไปกว่า 300 กระบอก M16 A-1 โจรที่มันมา
ปล้นมีประมาณ 300 คน ทั้งเด็กวัยรุ่นยันคนแก่
1 ม.ค.47 ทหารใหม่แยกย้ายกลับบ้าน ทว่า 3 วันต่อมาก็เกิด
เหตุการณ์ปล้นปืน สงสัยไหมครับ?
เพราะชาวบ้านที่มาฝึกทหารใหม่ทั้งหมดเป็นแขก มาฝึกใช้ปืน
ให้เป็น เสร็จแล้วก็กลับบ้าน
จากนั้น ก็หวนมาปล้นค่ายพันพัฒนาที่ 4 กลับมาปล้นชาติ
ตัวเอง
มันจับทหารบนกองร้อย เอาลวดราวตากผ้าที่หลังกองร้อยมัด
มือเท้าไว้แล้วรวมกันหน้าคลัง รุ่นพี่เล่าว่ามีทหารคนนึงเป็นไทย
พุทธถูกมัดข้างๆ แล้วพระที่แขวนไว้ออกมานอกเสื้อ 1 ในโจรที่
คลุมหน้าเดินเข้ามาเอาพระนั่นจุกเข้าไปในเสื้อใหม่พร้อมกับพูด
ว่า “ถ้าหัวหน้ากูถามบอกว่าเป็นอิสลาม”
เพราะโจรที่เดินบอก ก็คือเพื่อนตอนเกณฑ์ทหารนั่นเอง
“มึงก้มหน้าไว้พอ อย่าเอาพระออกมา เดี๋ยวกูจะช่วยมึง
ไม่ได้” เขาพูดไทยไม่ชัดเท่าไหร่
แล้วเขาก็เดินไปคุยกับหัวหน้ามันเป็นภาษายาวีแนวๆ ว่า อย่า
สนใจพวกนี้ เสียเวลาเปล่าๆ อย่างน้อยๆ มันทำเพื่อช่วยรุ่นพี่ผม
หากหัวหน้ามันเห็นก็จะโดนสปาร์ตาปาดเข้าที่คอ (โดนมัดอยู่)
จะสู้ได้ไง (วะ) พวกนั้นมันอยู่บนกองร้อยหมดแล้ว กองร้อยนึง
มันอยู่กันประมาณ 40 คน จ่า 7 คน ที่มีอาวุธพร้อมสู้ ลงไปก็
ถูกยิงพรุน
ท่านรู้ไหมว่า...ตอนนั้น อ.เจาะไอร้อง สัญญาณโทรศัพท์มือถือ
ไม่มี มันเอาอาวุธปืนสงครามยิงสายไฟดับทั้งค่าย
วีรบุรุษวันนั้น เป็นพลทหารที่เฝ้าหน้ากองรักษาการณ์ โดน
ยิงจนขาลากแต่ยังถ่อสังขารไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ทั้งวิ่ง
ทั้งคลาน ทั้งแอบฝูงโจรโทรไปที่แม่ทัพภาค 4 ตอนที่
โทรศัพท์ไปถึงที่บ้านแม่ทัพภาค 4 คุณนายภรรยาท่านรับแล้ว
ท่านก็รีบวิ่งไปปลุกท่านแม่ทัพที่ชั้น 2 ของบ้าน
ท่านรีบสั่งการกลางดึกจัดชุดไปช่วย แต่ชุดที่มาจากค่าย
จ.ปัตตานี กว่าจะมาถึงก็ตี 5 ครับมันปล้นตอนตี 2 มันเชือดคอ
เอาปืนไปหมดแล้ว หน่วยเขาก็มาเร็วที่สุดแล้ว ชุดที่มาช่วยมี
ทหาร 1 รถบัส รถฮัมวี่ 1 คัน
จริงๆ หน่วยอาจมาถึงใน 1 ชม. ครับ แต่เข้าไปไม่ได้เพราะมี
การขวางถนน โรยตะปูเรือใบ และเผายาง มันก็เฝ้ารออยู่แล้ว
ครับ ประมาณ 100 กว่าคนวงนอกเป็นชุดตัดกำลัง ถ้าไม่สว่าง
เข้าไปก็ตาย
สุดท้ายนี้ ผมอยากบอกว่าหากญาติหรือคนที่คุณรัก ถูกส่ง
ไปอยู่หน่วยเฉพาะกิจหรือหน่วยฐานปฏิบัติการ 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ ตอนที่เขาอยู่บ้าน คุณเคยบอกว่ารักเขาคนนั้น
ไหม...บอกและรักเขาให้เต็มหัวใจทุกวินาที ดีกว่าที่ว่า...มีโทร
ศัพท์มาที่บ้านพร้อมกับเสียงชายแปลกหน้า ถามว่า “บ้าน
ของพลทหาร...ใช่ไหมครับ กระผม...เป็นผู้บังคับบัญชา เรา
ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่...”
ตอนที่เขาอยู่บ้านก็จงรักและแสดงออกมาให้เต็มหัวใจ
เพราะถ้ามีสายนี้โทรมา ต่อให้คุณร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือด
เขาก็จะกลับบ้านพร้อมธงชาติคลุมกาย
อ่านแล้วก็พิจารณากันเองละกัน

● เพลิงพิโรธ ●



ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด



เถยจิต(ยากันสี...ทำให้สีดำ สีเทา กลายเป็นสีขาว...)

เป็นครั้งแรกที่...ได้ยินคำว่า “เถยจิต”
หลุดออกมาจากปาก...ของผู้มีอำนาจในคณะ
กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความ
เสียหายแก่รัฐ
โอกาสไหน ที่คำว่า “เถยจิต” จะประกาศกัน
ออกมา
ก็เมื่อความผิดนั้นปรากฏชัดออกมาแล้ว
อย่างชัดเจน ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงแปรรูป
เป็นอย่างอื่นไปได้...แต่ฝ่ายผู้ตรวจสอบได้
พบว่า...การกระทำผิดนั้นๆ เป็นไปโดยความหวังดี
มีความเสียหายเกิดขึ้นจริง แต่ผู้กระทำมิได้รับ
ผลประโยชน์...ตอบแทน
หรือ...รัฐได้รับความเสียหาย...แต่รู้ทำให้เกิด
ความเสียหาย...ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน
จึงไม่น่าที่จะเอาโทษผิดกับเขาผู้นั้น อยากจะยกโทษให้
อยากจะช่วยให้พ้นโทษ
ตรงนี้แหละ ที่คำว่า... “เถยจิต” จะปรากฏ
ออกมา
ดังนั้น...เถยจิตจึงเป็นประโยชน์กับจำเลย. . .
โดยตรง...กล่าวคือ...มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่ผู้ก่อ
ให้เกิดความเสียหายไม่มีเถยจิตเป็นโจร...จึงให้ถอน
ฟ้องไม่ต้องโทษพ้นจากคดีความ
คำว่าเถยจิตปรากฏออกมาในครั้งนี้ ในคดี
ที่เกี่ยวข้องกับการ...จัดซื้อจัดหารถดับเพลิงให้กับ
กรุงเทพมหานคร ที่ต่อเนื่องกันมาใน 2 คณะผู้
บริหารกรุงเทพมหานคร...
ยุคของ สมัคร สุนทรเวช...และ อภิรักษ์
โกษะโยธิน
เรื่องการซื้อนั้นยุติลงแล้วโดยสิ้นเชิง...ไม่มี
การเปิดแอลซี...ไปยังบริษัทผู้ขาย...เมื่อไม่มีการ
ซื้อขายก็ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น...ไม่ว่าในส่วน
ของผู้จัดทำงบประมาณ คือ กระทรวงมหาดไทย
หรือผู้ใช้อย่างกรุงเทพมหานคร
แต่เพราะ...มีการย้อนไปเปิดแอลซีใหม่...ทำให้
เกิดการซื้อขายเกิดขึ้น...ข้อกล่าวหาว่าขบวนการจัด
ซื้อจัดหาไม่ถูกต้อง...จึงปรากฏออกมาใหม่...และผู้
ทำให้...การซื้อขายสำเร็จ...กลายเป็น...
อภิรักษ์ โกษะโยธิน...ซึ่งเชื่อกันว่า...เนื้อไม่
ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกแขวนคอ
และจนถึงวันนี้...รถดับเพลิงที่จ่ายเงินซื้อมาแล้วนั้น
ก็จอดทิ้งรอการผุพังและสร้างค่าใช้จ่ายอยู่ตาม
โกดังท่าเรือ
เพราะ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ไม่กล้านำออกมาใช้
คดีจึงกลายเป็นบูมเมอแรงที่แกว่งเข้ามา
หาผู้ขว้าง...คำว่าเถยจิตจึงปรากฏขึ้นมา...เพื่อ
เป็น “วีซ่า” ให้ผู้ถูกกล่าวหา...เดินเข้ามาสู่แผ่นดิน
แห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่อง...เถยจิตจึงจะเป็น
ยากันสี...ทำให้สีดำ สีเทา กลายเป็นสีขาว...
อำนาจเป็นของท่าน ใช้กันตามสบายเถิดครับ

● พญาไม้ ●


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์


อภิสิทธิ์ ยืนยันยังไม่มีสมาชิกพรรคให้พิจารณาตัวเองลาออก

อุดรธานี 19 ม.ค. - “อภิสิทธิ์” ระบุอาจมีการปรับปรุงการทำงานของพรรค หลังพบความพ่ายแพ้การเลือกตั้ง 23 ธ.ค. ขณะที่เลือกตั้งใหม่เขต 3 มีใบปลิวโจมตีคุณสมบัติผู้สมัคร ซึ่งทั้งสองพรรคร่วมรัฐบาลหวังเบียด ส.ส.พรรคพลังประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี 3 เขต คือ เขต 1, 2 และ 3 บรรยากาศก่อนการเลือกตั้ง 1 วัน ผู้สมัครในแต่ละพรรคตระเวนหาเสียงกันอย่างคึกคัก แต่พื้นที่ที่มีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรงและมีการกล่าวหาโจมตีแจกใบปลิว ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เขต 3 ใน 5 อำเภอ คือ ทุ่งฝน บ้านดุง เพ็ญ สร้างคอม และพิบูลย์รักษ์ โดยนายไชยยศ จิรเมธากร ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดินในเขตนี้ ได้คะแนน 37,235 คะแนน ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ขณะที่ผู้สมัครจากพรรคชาติไทย นายหรั่ง ธุรพล ได้คะแนน 40,564 คะแนน โดยทั้งสองคนตั้งความหวังไว้ค่อนข้างมากที่จะเบียดเข้ามาเป็น ส.ส.ในพี้นที่เขต 3 หลังจากที่นายประสพ บุษราคัม ผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชน ได้รับใบแดง จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ส่วนนายจักรพรรดิ์ ไชยสาสน์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชนที่โดนใบเหลือง ถึงแม้จะมีคะแนนในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา 44,422 คะแนน ก็ยังประมาทคู่แข่งจาก 2 พรรค คือ พรรคชาติไทยและเพื่อแผ่นดินไม่ได้ หลังจากพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินประกาศเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งอาจเทคะแนนให้กับพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน

นายไชยยศ กล่าวว่า ขณะนี้ในพื้นที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง มีการโจมตีกันทุกรูปแบบ โดยถูกใบปลิวโจมตีว่าเป็นผู้ติดคดี มีหมายศาลในพื้นที่ ซึ่งทำให้ตนต้องไปแจ้งความกับผู้ใส่ร้ายในทุกสถานีตำรวจทั้ง 5 อำเภอ

ขณะที่นายหรั่ง กล่าวว่า การโจมตีในพื้นที่มีทั้งการปล่อยข่าวใส่ร้ายผู้สมัครฝั่งตรงข้าม โดยเฉพาะเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียง มีการสร้างพยานและหลักฐานเท็จขึ้นมา อย่างไรก็ตาม พรรคชาติไทยเชื่อมั่นว่าจะได้รับเลือกตั้งในเขตนี้ เพราะตนมีคะแนนมาเป็นอันดับ 3 ซึ่งในพื้นเขต 3 มี ส.ส.ได้ 3 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหาเสียงในเขต 1 และเขต 2 การแข่งขันไม่ค่อยรุนแรง แต่มีสีสัน เพราะผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชน 6 คนยังขังตัวเองอยู่ในกรงบนรถบรรทุก 6 ล้อ ตระเวนหาเสียงไปทั่วเมือง โดยเฉพาะวันนี้ (19 ม.ค.) ซึ่งเป็นวันก่อนการเลือกตั้ง 1 วัน นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครของพรรคตระเวนหาเสียงโดยรอบเขต 1

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถึงแม้ผู้สมัครของพรรคจะมีโอกาสค่อนข้างน้อยในการเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้ แต่การที่ตนลงพื้นที่ช่วยหาเสียง ถือเป็นหน้าที่ของหัวหน้าพรรค และในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 แม้ว่าพรรคจะไม่ได้ ส.ส.เขตในพื้นที่ภาคอีสาน แต่คะแนนระบบสัดส่วนถือว่าได้มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ และในบางพื้นที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้น จึงมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถทำงานให้กับชาวอีสานได้ในอนาคต

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า พรรคยังไม่ประเมินถึงการทำงานของพรรคในช่วงนี้ โดยเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งที่พรรคได้ ส.ส.ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ โดยหลังจากเลือกตั้งซ่อมเสร็จสิ้น เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้แล้ว จะมีการประเมินส่วนต่าง ๆ ในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ซึ่งจะพิจารณาในส่วนของผู้รับผิดชอบในส่วนต่าง ๆ และอาจปรับปรุงการทำงานของพรรคในอนาคต ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ยังปฏิเสธว่าไม่มีสมาชิกพรรคคนใดเรียกร้องให้ตนแสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าพรรคที่ไม่สามารถนำ ส.ส.เข้าสู่สภาฯ ได้ตามเป้าหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กกต.จังหวัดอุดรธานีได้จัดให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง รับหีบบัตรเลือกตั้งและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่เวลา 09.30 น. โดยในส่วนของเขต 1 ได้แจกจ่ายอุปกรณ์ ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองอุดรธานี ขณะที่เขต 2 และ 3 ทำการแจกหีบบัตรและอุปกรณ์ ณ ที่ว่าการอำเภอของแต่ละแห่ง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากมีกรรมการทยอยเดินทางมาอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ ยังจัดให้อบรมและให้ความรู้กับกรรมการประจำหน่วย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.) สำหรับการเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้มีขึ้นทั้งหมด 15 อำเภอ ใน 3 เขตเลือกตั้ง 1,652 หน่วย ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้ง 759,300 คน.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-19 13:16:48

อภิสิทธิ์ จี้ 6 พรรคสร้างความชัดเจนตัวบุคคลที่จะเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชน

ดอนเมือง 19 ม.ค. – “อภิสิทธิ์” จี้ 6 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลสร้างความชัดเจนเรื่องตัวบุคคลและนโยบายที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและประเทศชาติ เตือนหลีกเลี่ยงการต่อรองผลประโยชน์และสร้างกระแสความขัดแย้งทางการเมือง ยันพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านพรรคเดียว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฝากถึง 6 พรรคที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลว่า ขอให้เร่งสร้างความเชื่อมั่นและความชัดเจนให้กลับมาโดยเร็ว เพราะขณะนี้ปัญหาต่าง ๆ ยังรออยู่อีกมาก จึงต้องการให้ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลในลักษณะที่มีความชัดเจนในเรื่องของบุคลากรและนโยบายที่จะเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ หลีกเลี่ยงที่จะทำให้เกิดภาพลบ การต่อรองผลประโยชน์ และการสร้างกระแสความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งจะเป็นทางออกให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี

ส่วนโผการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่จะออกมาในขณะนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ แต่เชื่อว่าขณะนี้คงยังไม่มีความชัดเจน เพราะในวันนี้ (19 ม.ค.) ทั้ง 6 พรรคคงจะแถลงขั้นตอนในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว

“เชื่อว่าทำงานไม่ยาก เนื่องจากมีเสียง 160 เสียง ค่อนข้างเข้มแข็ง ที่สำคัญอยู่ที่คุณภาพและความเป็นเอกภาพในการทำหน้าที่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่มีข่าวว่ากองทัพเข้ามาแทรกแซงการสรรหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยกล่าวเพียงว่า คนที่เป็นผู้นำรัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า 5 พรรคที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับพรรคพลังประชาชนมองเรื่องของความสมานฉันท์ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะทำงานร่วมกันใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหาที่จะทำงานร่วมกันในสภาฯ ความสมานฉันท์เกิดขึ้นได้จากการที่ทุกคนเคารพและยึดมั่นในกฎหมาย รู้จักหน้าที่ ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ถ้าทุกคนรู้จักหน้าที่ ทุกอย่างอยู่ภายในกรอบ เชื่อว่าประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้ แต่ขณะนี้รอให้พรรคลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อยก่อน เพราะระบบการเมืองของไทยไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี ดังนั้นจะต้องมีขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาฯ และพรรคประชาธิปัตย์ก็จะทำหน้าที่

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการแถลงเป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอดูความชัดเจนจากกระบวนการต่าง ๆ ก่อน ทั้งการเลือกประธานสภาฯ และเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่มีปัญหาจะประกาศเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ไม่สำคัญ เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว สำคัญที่ต้องทำหน้าที่ให้อยู่ในกรอบ อย่าทำให้ปัญหาเก่า ๆ กลับมาอีก โดยเฉพาะการใช้เสียงข้างมากในทางที่ผิด

ต่อข้อถามว่าได้นัดคุยกับนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายบรรหารบอกว่าจะเป็นผู้นัด ในช่วงแรกตนจะไปสอบถามความชัดเจน แต่นายบรรหารได้แถลงความชัดเจนแล้วที่จะเข้าร่วมรัฐบาล ดังนั้นก็ไม่เป็นปัญหา และพร้อมจะหารือหากนายบรรหารได้ติดต่อมา.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-19 10:47:46

อภิสิทธิ์ ติงตั้ง ยงยุทธ เป็นประธานสภาฯ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

กรุงเทพฯ 19 ม.ค. - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. ครบ 460 คน โดยหนึ่งในนั้น คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีสำนวนการตรวจสอบของ กกต.ในเรื่องการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ที่ จ.เชียงราย จะทำให้เกิดปัญหาในภายหลังหรือไม่ ว่า เป็นอำนาจของ กกต.ที่จะวินิจฉัย ส่วนตัวเห็นว่า หากประกาศรับรองผลคนที่ไม่มีปัญหาไปก่อน การทำอะไรก็จะง่ายขึ้น แต่หากรับรองไปแล้ว เรื่องที่ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบในชั้นสอบสวนที่ยังไม่เสร็จ ก็ต้องสอบสวนต่อไป เพียงแต่หลังจากนี้กระบวนการต่าง ๆ จะไปอยู่ที่ศาล


ส่วนกรณีที่นายยงยุทธ มีรายชื่ออยู่ในผู้ที่จะมาทำหน้าที่ประธานสภาฯ จะเป็นปัญหาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าจะเสนอบุคคลใดเข้ามาทำหน้าที่ประธานสภาฯ โดยขอให้คำนึงถึงประเด็นที่ต้องตัดสินใจเรียกความเชื่อมั่นกลับมา และอะไรที่เป็นปัญหาในภายหลัง ควรที่จะหลีกเลี่ยง. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-19 10:43:11

ความเป็นธรรมอยู่ไหน [19 ม.ค. 51 - 17:15]

สรุปว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่คุ้มครองชั่วคราว แต่รับคำร้องของพนักงานทีไอทีวีไว้พิจารณาต่อไป

โดยพนักงานทีไอทีวีให้ร้องว่า กรมประชาสัมพันธ์ไม่มีอำนาจปิดสื่อ ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด

ทำให้ “ทีวีสาธารณะ” ยังเปิดต่อไปได้ จนกว่าจะมีคำสั่งศาลปกครองในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติยึดอำนาจ ไม่สมควรจะมาก่อปัญหาเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง

ทีไอทีวีหรือไอทีวีเดิม เป็นสถานีโทรทัศน์ยูเอชเอฟที่เกิดขึ้นจากการประมูลสัมปทานไปจากรัฐ

จุดประสงค์ขณะนั้นก็เพื่อให้เกิดสถานีโทรทัศน์ที่เป็น “ทีวีเสรี” จริงๆ โดยเน้นเนื้อหาสาระมากกว่าความบันเทิง

แต่กลุ่มผู้ประมูลครั้งแรกกลับยื่นเงื่อนไขการประมูลชนิดเว่อร์เกินจริง ด้วยตัวเลขเฉลี่ยค่าสัมปทานถึงปีละหนึ่งพันล้านบาทเป็นเวลา 25 ปี

สุดท้ายก็ไปไม่รอด จนตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนชินคอร์ป มีการแก้ไขสัญญาทีโออาร์ไปสู่การลดหย่อนค่าสัมปทานรายปี และการปรับผังใหม่ไปสู่ภาคบันเทิงมากขึ้น

ปัญหาคือสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ สปน. เจ้าของสัมปทาน กลับไม่ทำข้อขัดแย้งดังกล่าวให้ถูกต้องเป็นธรรม

มีการนำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งไอทีวียึดถือภาระสิ้นสุดของอนุญาโตตุลาการ แต่ สปน.กลับนำข้อพิพาท ขึ้นสู่ศาลเรียกค่าปรับฐานผิดสัญญาถึงวันละ 100 ล้านบาท เป็นเงินร่วมหนึ่งแสนล้านบาท

และแทนที่จะนำเข้าสู่ระบบ คือเปิดให้แข่งขันประมูลใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

รัฐบาลขัดตาทัพกลับเลือกทางเดินแตกหัก ปฏิบัติการ “ยึดไอทีวี” ด้วยการออก พ.ร.บ.ทีวีสาธารณะแปลงสภาพทีไอทีวี โดยห้ามมีโฆษณาอย่างเด็ดขาด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้ที่เข้ามาฉกฉวยยึดทีวีเสรีก็คือกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีบางคนนั่นเอง

ทุกอย่างถูกวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนจนถึงนาทีนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่พนักงานทีไอทีวีและผู้จัดรายการรู้ลึกถึงความเคลื่อนไหวตลอด

เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องสู้ไม่ถอย เพราะรัฐบาลที่พยายาม เน้นเรื่องจริยธรรมแต่กลับขาดธรรมาภิบาลเสียเอง!!

"แจ๋วริมจอ"

คอลัมน์ ทีวีบันเทิง


นำเงินหวยมาส่งเสริมเด็กเรียน VS รีดเงินบาปจากเหล้า บุหรี ให้เนชั่นทำทีวี : ใครเลว ????

โดย คุณ kajokkub
ที่มา เวบบอร์ด
ประชาไท
19 มกราคม 2551

นำเงินหวยมาส่งเสริมให้เด็กไทยได้เรียนสูง ๆ ติดอาวุธทางปัญญา

แต่ถูกกฏหมู่ กล่าวหาว่าเลว ชั่ว ต้องผิดกฏหมายเผด็จการ สั่งให้หยุดทำซ่ะ

จงเอาลงไปทำใต้ดิน เพื่อต่อชีวิต เจ้าพ่อเจ้าแม่ หวยใต้ดินเดือนละ 50,000ล้านบาท คือความชอบธรรม และถูกกฏหมาย

เผด็จการทำให้เด็กไทย ต้องหยุดเรียน อนาคตที่วาดไว้ ก็จบสิ้น เพียงเพราะพวกนรก!!พวกนี้

.........................

แล้ว ตอนนี้รัฐบาลคุณธรรม

รีดภาษีบาปเหล้า บุหรี่ มาทำทีวีสาธารณะ

เพื่อจ้างคนเนชั่น คือสิ่งที่ดีงาม ใช่ไหม

*********************************

คุณอิสานพัน %
....กรรม ..ไม่น่าจะใช้ชื่อคนไทยเลย...หวยบนดินหากำไรจากคนจน..หายังไงไม่ทราบ ..มีใครไปเชิญชวนให้คนมาซื้อหวยบนดินมั่ง..

การนำหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน เพราะทุกคนก็รู้ว่า นิสัยมนุษย์ชอบการแข่งขัน ชอบเล่นการพนัน..เมื่อมันห้ามกันไม่ได้ ก็เอามาให้เล่นซะให้มันถูกต้องไปเลย แล้วเอากำไรที่ได้นั้นไปสร้างประโยชน์อย่างอื่นให้กับสังคม ดีกว่าที่จะปล่อยให้มันอยู่ใต้ดิน แล้วส่วนที่เป็นกำไร ก็ไปกระจุกอยู่กับ ศักดินา ผู้มีอิทธิพล เจ้าพ่อเจ้าแม่

ในกรณีของ itv..ที่รัฐบาลจะเอาเงินภาษีเหล้าบุหรี่ มาให้เอกชน เผาผลาญเล่นปีละ 2 พันล้าน ถามว่าได้ประโยชน์อะไรหรือ...

บอกได้เลยว่าไม่ได้อะไร อาคารก็ฟรี อุxกรณ์ต่าง ๆ ก็ฟรี แถมได้เงินเดือน มีความมั่นคง

ประชาชนจะได้อะไร.... ก็แค่ได้ดูรายการปัญญาอ่อนของคนปัญญาอ่อน การประชาสัมพันธ์หน่วยงานของทางราชการของประเทศไทยเท่านั้น ในขณะที่ ช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์ ก็เป็นกระบอกเสียงของรัฐอยู่แล้ว....

ถ้าวุฒิภาวะของ ครม. คนบริหารประเทศมีแค่นี้ ...ฝากเอาเชือกไปผูกคอตายซะ...คิดโง่ ๆ


จาก Thai E-News

ไว้อาลัย นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ : ผู้ปิดทองหลังพระโครงการ '30 บาทรักษาทุกโรค'

โดย คุณชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
ที่มา เวบไซต์
ประชาไท
19 มกราคม 2551

คุณรู้จัก ‘หมอหงวน’ ไหมครับ

ไม่แปลกหรอกหากคนทั่วไปจะไม่รู้จักนายแพทย์ผู้นี้ แต่อย่างน้อยคุณต้องรู้ถึงคุณูปการของโครงการ ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ หรือชื่อเป็นทางการว่า ‘หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’ ที่แทรกซึมอยู่ในทุกปริมณฑลของชีวิต หากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่ชีวิตนั้นหนีไม่พ้น

และถ้าคุณรู้จัก ผลงานนั้น นั่นแหละคือ ‘นาม’ อันไพเราะและก้องกังวานของ ‘หมอหงวน’ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์

คงไม่ผิดไปนัก ถ้าจะบอกว่า ‘หมอหงวน’ ใช้เกือบทั้งชีวิตของท่าน ต่อสู้เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ตั้งแต่ว่ายวนอยู่ในวงการกิจกรรมนักศึกษา เพียงแต่บังเอิญว่าท่านจบมาเป็นหมอ จึงต่อสู้ในสนามของหมอ และการต่อสู้ของท่านก็ส่งผลสะเทือนปฏิรูประบบสุขภาพไทยอย่างที่เราเห็นอยู่นี้

แต่ใครว่า ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ นั้นเป็นแค่เรื่องสุขภาพ ใครว่าเป็นแค่เรื่องการลดรายจ่ายของประชาชน

สำหรับผมแล้ว นี่คือเรื่องการเมือง เป็นการเมืองที่กินได้ การเมืองเพื่อการยกระดับชีวิตให้มีศักดิ์และสิทธิในฐานะเจ้าของประเทศ

อย่าลืมว่า ก่อนปี 2545 คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้นั้นเลือดตาแทบกระเด็น หากไม่ขายที่ขายนา หรือยอมทนเห็นลูกสาวขายตัวเอาเงินมารักษา ก็ต้องต่อสู้เพื่อให้เป็นคนไข้ ‘อนาถา’ ซึ่งแค่นั้นก็ยากเย็นเหลือเกินแล้ว และนั่นคือสิ่งที่รัฐไทยปฏิบัติกับเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจอธิปไตย

‘หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’ ที่หมอหงวนปิดทองหลังพระผลักดันอยู่ข้างหลังก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะนำมาใช้ในภาษาทางการตลาดว่า ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ ทำให้ความหมายของเจ้าของประเทศเป็นผลในทางปฏิบัติ รัฐต้องรักษาอย่างดีที่สุด ไม่ว่าเขาจะยากดีมีจน เพราะ
มันเปลี่ยนจาก ‘ความเมตตา’ ของโรงพยาบาลมาเป็น ‘สิทธิ’ ของคนป่วย ที่รัฐต้องรับใช้หรือบริการ

กระนั้นเมื่อการประกันสุขภาพถ้วนหน้าลงหลักปักฐานเป็นที่เรียบร้อยในสังคมไทย หากเราได้มีโอกาสติดตาม เราก็จะเห็นว่า ปัญหาอุปสรรคเพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพก็ยังมีอยู่เต็มไปหมด และในทางเดินนั้นก็มีรอยเท้าของหมอหงวนอยู่ในทุกๆ ที่

ผมได้สัมผัสความพยายามในการลดความหนาแน่นของโรงพยาบาล ด้วยสารพัดโครงการ ผมเห็นความพยายามส่งเสริมนวัตกรรมของโรงพยาบาล เพื่อลดความหนาแน่นของผู้ป่วยในการเข้ารักษาในโรงพยาบาล เห็นความพยายามสร้างพยาบาลของชุมชน เพื่อให้ชุมชนนั่นเองรับผิดชอบดูดซับผู้ป่วยขั้นต้น ซึ่งมีจำนวนมาก และอาจจะไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล ทั้งนี้ก็เพื่อกลั่นกรอง และส่งต่อผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลศูนย์ฯ ให้หมอผู้เชี่ยวชาญได้มีเวลา มีพลัง ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนักจริง ๆ ผมเห็นความพยายามเพิ่มเงินรายหัวของผู้ป่วย และการต่อสู้ต่อรองเพื่อให้โรคที่มีค่ารักษาราคาแพง อยู่ในการรับประกันถ้วนหน้าของรัฐ ฯลฯ

ในชีวิตสั้น ๆ ของมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องอยู่ในโลกแห่งสงครามและการเมืองที่ต้องต่อสู้ หากจะมีเรื่องน่าภูมิใจอยู่บ้าง ก็คือเรื่องที่เราพอจะคุยได้ว่า เราได้อยู่ร่วมสมัยกับคนจำนวนหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ยั้งด้วยผลงานเพื่อคนอื่น ๆ และมีชื่ออยู่นานด้วยการกระทำแม้กระทั่งในลมหายใจสุดท้าย

และหนึ่งในคนจำนวนนั้น คือ ‘นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์’

ด้วยความภาคภูมิใจและอาลัยอย่างสุดซึ้ง

************************************

อ่าน อาลัย ‘นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์’ : เส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพ ก้อนหินที่ขวางหน้า คือบันไดสู่ทางออก ได้เพิ่มเติม ที่
ลิงก์ประชาไท

จาก Thai E-News

ศาลฎีกายกคำร้อง ทุกข้อหา ไม่ยุบพลังประชาชน [19 ม.ค. 51 - 04:29]

หลังจากที่หลายฝ่ายจับตาดูว่าศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง จะตัดสินอย่างไรกรณีที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ร้องให้การเพิกถอนการเลือกตั้งล่วงหน้า รวมทั้งระบุว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทยนั้น ล่าสุดศาลฎีกาได้วินิจฉัยยกคำร้องทุกประเด็น

ศาลฎีกายกคำร้อง พปช.เป็นนอมินี

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. เวลา 16.00 น. ที่ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลได้ออกบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้อง กกต. พรรคพลังประชาชน นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 3 พรรคพลังประชาชน ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยใน 4 ประเด็น ทั้งนี้ ศาลได้ว่าคำพิพากษาว่านายไชยวัฒน์ ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการส่งผู้สมัครในนามพรรคพลังประชาชนเป็นโมฆะ เพราะพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ที่ผู้ฟ้องเห็นว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนของอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ดังนั้น การลงนามส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งของนายสมัครจึงเป็นโมฆะ ไม่มีสิทธิส่ง ส.ส.ในนามพรรคพลังประชาชน ทั้งระบบสัดส่วนและระบบเขตนั้น ศาลเห็นว่าเรื่องนอมินีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นคดีพรรคการเมือง ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ จึงให้ยกคำร้อง

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ