WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 20, 2008

บทกลอนประชาธิปไตย : ฟ้าเปลี่ยนสี

ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
20 มกราคม 2551


บทกลอน : คุณ jaewjah
ภาพประกอบ : คุณเงา มัจจุราช


ฟ้าเปลี่ยนสี



บทกลอน : คุณ KOHKA55, คุณป้าหนูดา, คุณ Vahn Citis, คุณ jaewjah


สงสารขวัญ มาคว้าง ระหว่างฝัน
อุตส่าห์ดั้น ด้นฟ้า มาถึงนี่
แล้วขวัญจะ ทำอย่างไร ต่อไปนี้
เมื่อรู้ดี แล้วว่า ฟ้าไม่งาม


เก็บสะอื้น กลืนกล้ำ จำไว้ฟ้า
ในเมื่อข้า คือคนไทย ในสยาม
ถูกกลั่นแกล้ง จากคนไทย ที่ใจทราม
ก็ถึงยาม ทวงทัก ศักดิ์ศรีคืน

เถิดอย่าถาม ความรัก จากฟากฟ้า
วันเวลา เคยชื่นชม กลับขมขื่น
หวังวันหนึ่ง ซึ่งหัวใจ จะได้คืน
และหยิบยื่น ความจริงแท้ แก่ทุกคน

เคยจงรัก ภักดี พลีชีพได้
เคยกราบไหว้ คล้ายพ่อ ไม่ฉ้อฉล
มาวันนี้ ที่ได้พบ ประสบกล
น้ำตาล้น ท่วมหน้า ไร้วาจา

จงอยู่ได้ ด้วยตน ชนทั้งหลาย
จงไว้ลาย สิทธิ์และศักดิ์ รักก้าวหน้า
จงยึดมั่น ในระบอบ กอบกู้มา
จงรักษา อธิปไตย ให้ปวงชน

****************************

บทกลอน : คุณไทยเดิ้ง

คิดใช้มือ ปิดแผ่นฟ้า ช่างน่าขำ
มือระยำ ทำให้ ฟ้าหมองหม่น
แต่เมื่อเสียง สั่งของ ประชาชน
ดังกังวาน ต้องหนีร่น มิอาจบัง

แสงแดดทอ ฟ้าแจ่ม หลังมือชั่ว
มันเกรงกลัว ประชาชน จะลุกคลั่ง
ชักมือกลับ เมื่อฟ้าเปิด แสงส่องยัง
ประชาชน ก็มีหวัง ขึ้นอีกครา

ฟ้าเปลี่ยนสี แสงทอง ผ่องอำไพ
ประชาชน ต้องเป็นใหญ่ ในทั่วหล้า
ฟ้ายามนี้ จึงสวยงาม สว่างตา
เหล่าพสกฯ ใต้แผ่นฟ้า ก็ร่มเย็น

**********************


จาก Thai E-News

พระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภา [20 ม.ค. 51 - 14:41]

พระราชกฤษฎีกา
เรียกประชุมรัฐสภา

พ.ศ.2551

------------------

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ปร.

ให้ไว้ ณ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2551

เป็นปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2550 แล้ว และตามความในมาตรา 127 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกภายในสามสิบวัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 127 มาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2551

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์

นายกรัฐมนตรี


พรรคประชาธิปัตย์ : กลับไปทบทวนอุปนิสัย และพฤติกรรม ที่ผ่านมาได้แล้ว

โดย คุณ mediation
ที่มา เวบบอร์ด
พันทิปราชดำเนิน
20 มกราคม 2551

ทุกพรรคการเมือง.. สำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นพรรคเล็ก พรรคใหญ่....

พรรคที่แพ้การเลือกตั้ง หากการเลือกตั้งขาดการต่อสู้ใน "ผลงาน " และ "การทำความดี"(เก่ง และ ดี)ประชาชนก็จะไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย

ในการเลือกผู้แทนที่จะมาเป็นตัวแทนบริหารประเทศ และด้วยเรายังมีความเคารพในวัยวุฒิ และ คุณวุฒิของบุคลากรใน ปชป.บางท่าน.... จึงขอชี้บอก "ขุมทรัพย์" ...ให้กับ ปชป....

ก่อนสิ่งอื่นใดที่ ปชป. ต้องปรับ ก็คือ การ ปรับปรุงแก้ไข และ พัฒนา "อุปนิสัย"......

ที่ผ่านมานั้น "อุปนิสัย" ที่เป็นอุปสรรคต่อพรรคเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ "ความอิจฉา"...และ "อคติ4"........

ปชป. อาจจะปฏิเสธว่า ไม่จริ๊ง ไม่จริง....ปชป. ไม่เคยอิจฉาใคร และไม่เคยมี "อคติ" ใด ๆ ....ให้ ปชป .ลองทบทวนตนเองว่า....

ท่านเคย แสดงความยินดี (มุทิตาจิต)ใน "ความสำเร็จ" ในการบริหารของฝ่ายตรงข้าม อย่างจริงใจหรือไม่.....

ที่ผ่านมา สิ่งที่ ปชป. มักแสดงออกก็คือ .. การ"จับผิด" ในผลงานของฝ่ายตรงข้ามที่ประสบความสำเร็จ แม้จะเป็นความผิดพลาดเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ปชป. ก็จะตีให้เห็นเป็นเรื่องใหญ่........

วิธีที่จะแก้ไขอุปนิสัยนี้ก็คือ ฝึกฝนตนให้มี "มุทิตาจิต" ต่อผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างจริงใจ.........

อคติ4 คือ ความลำเอียง....การกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้ไม่สมควรได้รับประโยชน์ กลับได้รับ ผู้ควรได้รับกลับไม่ได้รับ.....

ฉันทาคติ ..... ความลำเอียง อันเกิดจากอำนาจแห่งความรัก ความพอใจ ของบุคคล... เช่นให้ผลประโยชน์แก่บุคคลที่ไม่ควรจะให้ ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจน 1 ตัวอย่าง ก็คือ รู้ทั้งรู้ว่าการ"ยึดอำนาจ" รัฐบาลด้วย "เผด็จการ" นั้น เป็นสิ่งที่เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย..... แต่ ปชป. ก็ไม่เคยได้แสดงออกซึ่งการเรียกร้อง ต่อสู้ .. ตรงกันข้าม ปชป. กลับให้คำชม ยินดี พอใจ ศรัทธา กับทหาร ที่ทำการยึดอำนาจ.... ซึ่งมันขัดกับความรู้สึกของประชาชนโดยส่วนใหญ่อย่างมาก ๆ ........ ฉันทาคติ เป็นที่มาแห่งการคอรัปชั่นในสังคมทุกระดับ......

โทสาคติ....... ความลำเอียง อันเกิดจากอำนาจความโกรธ ความพยาบาทจองเวรกัน ทำให้บุคคลทำสิ่งที่ไม่ควรทำ...... พฤติกรรมนี้ ปชป. ก็ชัดเจน.... เคยอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เมื่อคราวเลือกตั้ง 2 เมย. ซึ่ง ปชป. ไม่ยอมลงแข่งขัน แต่ ท่านชวน ไปปราศรัยที่ นครศรีฯ... ประมาณคำพูดว่า "หากเมื่อใด ปชป.ได้กลับมาเป็นรัฐบาล จะ 'แก้แค้น' คืน ให้กับพี่น้องประชาชน " ทำนองนี้นะ เพราะจำคำพูดได้ไม่หมด....... นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ประชาชนอย่างข้าพเจ้ารับไม่ได้เลย.........โทสาคติ เป็นที่มาแห่งการกลั่นแกล้งกันในสังคม....

โมหาคติ....... คือความลำเอียง อันเกิดจากความโง่เขลา เบาปัญญา .....ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจน...ปชป. เห็นดีเห็นงาม และ ยินดีในความสำเร็จ กับการกระทำของ สนธิ ลิ้มทองกุล ขาดปัญญาในการวินิจฉัยลักษณะ "คนพาล"... โมหาคติ ทำให้สังคมขาดกฏเกณฑ์ที่แน่นอน เหมือนไม้หลักปักเลน...

ภยาคติ........ คือความลำเอียงกันเกิดจากความกลัวภัยมาถึงตัว.... ทำให้บุคคลทำสิ่งที่ไม่ควรทำเช่นกัน.... ด้วยความกลัวว่าจะแพ้การเลือกตั้งฝ่ายตรงข้าม กลัวที่จะไม่ได้เป็นรัฐบาล... จึงได้หันไปพึ่งพาอาศํย "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" นอกจากจะไม่ปฏิเสธ "อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ" ยังแสดงออกซึ่งความภักดี และ แก้ต่าง ซึ่งประชาชนได้เห็นพฤติกรรมนี้กันอย่างชัดเจน ....... ภยาคติ ก่อให้เกิดภัยมืดระบาดคุกคามในสังคม......

เราเป็นประชาชนคนหนึ่ง ที่ได้เฝ้าติดตามข่าวการเมือง และ พฤติกรรมของ นักการเมือง ที่เป็นข่าวมาตลอด ตั้งแต่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ออกมาเคลื่อนไหว จนถึงปัจจุบัน..... ครั้งหนึ่งนานมากแล้ว ข้าพเจ้าเคยให้ความไว้วางใจกับ ปชป ..... แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น...อุปนิสัย และ พฤติกรรม ที่เห็นชัดเจน ของ ปชป. ข้างต้นนั่นแหละ ที่ทำให้เราไม่อาจให้ความไว้วางใจ กับ ปชป. ได้อีกแล้ว.....

ยังไม่สายหรอกที่ ปชป .. จะกลับไปทบทวน อุปนิสัย และ พฤติกรรม ของตนเองที่ผ่านมา.....


จาก Thai E-News

หยุ่นโผล่หางอีกราย ตัดต่อวีดีโอพร้อมพากษ์ให้ท้ายสื่อชั่ว

20 มกราคม 2550

สุทธิชัย หยุ่น จากเครือเนชั่น แสดงคลิปวีดีโอผ่าน
บล็อกของตนเอง กล่าวโจมตีนายสมัคร สุนทรเวช ในเหตุการณ์ที่นักข่าวเอพี นายสุทิน วรรณบวร แสดงความไร้มารยาท ไร้วัฒนธรรม ไร้จรรยาบรรณของสื่อที่ดี ในการถามคำถามคุณสมัคร ระหว่างการแถลงข่าว 6 พรรควานนี้ (19 ม.ค.)

โดยสุทธิชัย สื่อที่มีประวัติการไร้จรรยาบรรณ และฝังตัวทำความเสียหายให้กับสังคมไทยมายาวนาน ได้ใช้การตัดต่อวีดีโอ และวาทะ กล่าวโน้มน้าวว่า คุณสมัครเกิดอาการ "ตบะแตก" ทั้งๆ ที่จากวีดีโอที่มีอยู่ สิ่งนี้เป็นความเท็จ ในขณะที่ข้อเท็จจริงกลับเป็นสิ่งตรงข้าม เนื่องจากคนที่ตบะแตก กลับเป็นนายสุทิน ต่างหาก

สุทธิชัย พยายามหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเสียงตะคอกและการอาละวาดของนายสุทิน รวมถึงหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเหตุผลที่นายสมัคร ได้อธิบายแล้วว่า ไม่ต้องการตอบคำถาม เนื่องจาก คำถามดังกล่าว ไม่ใช่คำถามที่สมควรถามในเวลานั้น แต่ตำแหน่งนายกฯแท้จริง ควรจะเกิดขึ้นจากการโหวตให้คะแนนเสียงกันในสภา
และหากมีการตอบคำถามดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ ว่า ใครจะเป็นนายกฯ คุณสมัคร ก็จะได้รับข้อหาไม่ให้เกียรติต่อสมาชิกสภาซึ่งต้องทำหน้าที่เลือกผู้นำประเทศ อีกทั้งเป็นการผิดขั้นตอนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและผิดมารยาท เพราะนี่คือหน้าที่แรกของสภาผู้แทนฯ (ข้อมูลโดยคุณ "ขอขอบใจในความไม่สะดวก")

การขาดหลักสามัญสำนึกในการวิเคราะห์ข่าว การมีอคติส่วนตัวกับพรรคพลังประชาชน การกล่าวร้าย การให้ร้าย การบิดเบือนความจริง สิ่งเหล่านี้ล้วนคือสิ่งที่แสดงออกมาในคลิปวีดีโอที่นายสุทธิชัย เผยแพร่ครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความเป็น 'คนพาล' โดยแท้ของนายสุทธิชัย

เราเชื่อว่าสิ่งนี้คือ ภัยอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่งยวด และไม่ควรปล่อยให้สื่อพรรณนี้ ออกมาลอยหน้าลอยตา ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนจนก่อให้เกิดความเสื่อมในสังคมและชาติ

อนึ่ง สุทธิชัย หยุ่น หนึ่งในผู้นำองค์กรของเครือเนชั่นฯ ยังเคยได้ลงตีพิมพ์ภาพบิดเบือน ที่จงใจสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองมาแล้วด้วย เราจึงเห็นว่า นายสุทธิชัย ไม่ควรมีหน้า ที่จะมาเสนอให้ประชาชนเห็น ในฐานะสื่อสารมวลชนอีกต่อไป
ทั้งนี้ท่านสามารถรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีดังกล่าวเพิ่มเติมได้ ดังที่เราจะคัดมาแสดงดังนี้
ผมว่า คุณสมัครพูดถูกครับ "เขาเลือกนายกกันที่สภา"

ดูจากคำถามของนักข่าวที่ถามว่า "ใครจะเป็นนายก"
แล้วถ้าคุณสมัครตอบว่า "ผมนี่แหละ จะเป็นนายก" ผมว่าอันนี้ไม่ถูกต้อง เพราะคุณสมัครจะบอกตัวเองจะเป็นนายกตอนนี้ไม่ได้ เพราะต้องให้ ส.ส เลือกกันในสภา

ซึ่งถูกต้องแล้วที่คุณสมัครบอกว่า เขาเลือกกันในสภา

แล้วคำถามที่ถามว่า ใครจะเป็นนายก ถ้าคุณรู้รัฐธรรมนูญก็น่าจะรู้ว่าไม่ควรถาม และคำถามก็ค่อนข้างจะมีน้ำเสียงด้วย

ผมว่าคุณสุทธิชัยก็พูดไม่ถูกที่ว่า แค่นักข่าวถามคำถามง่าย ๆ ทำไมคุณสมัครต้องทำท่าไม่พอใจด้วย

ถ้าฟังจากน้ำเสียงแล้ว มีจุดประสงค์ที่แอบแฝงแน่นอนครับ แล้วอยากให้คุณสิทธิชัยกลับไปดูคำถามอีกรอบนะครับ ที่นักข่าว อยากได้คำตอบนั้น คนถามถามคำถามได้ถูกต้องหรือไม่ และเหมาะสมที่จะถามคำถามอย่างนั้น

ผมในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่งก็ไม่อยากให้คิดแต่เพียงด้านเดียว หรือฟังแต่เพียงด้านเดียว

คำถามแบบนี้มองตาถามก็รู้ครับ ต้องการอะไร?
malaratn
หยุ่นเค้าคิดว่า สมัคร ตบะแตก (แต่หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงอารมณ์และมารยาทของนักข่าวที่ถาม)

พูดความจริงครึ่งเดียวไม่พอ ยังขยายวอลุ่มในประเด็นเหตุการณ์ตามอคติ จนกล้าใช้คำว่า "ตบะแตก/ตามคาด"

ขนาดเปิดเทปวิพากษ์ไปด้วยนะเนี่ย

ไม่ทราบว่า ตอนนักข่าวเอพีเค้าตะโกนไร้มารยาทนั่นน่ะ สมองวิเคราะห์คุณหยุ่นปิดชั่วคราวหรือเปล่า???
จากคุณ : meed
สื่อต้องเสนอข่าวไม่ผิด หยุ่นพูดเพียงที่สมัครไม่ตอบคำถาม และบอกว่าไม่ถึงเวลา แต่หยุ่นทำไมบิดเบือนไม่พูดถึงบรรยากาศคำถาม ทำไมหยุ่นบิดเบือน หยุ่นมีแผนอะไรในใจ
จากคุณ : ceebee50
อคติ มันทำให้เป็นอย่างนี้
จากคุณ : Tarogril
เหอ เหอ เหอ เห็นป่าหมัก เก็บอาการได้ดีออก เจ้าผู้สื่อข่าว สายเลือดจังหวัดตรังคนนั้น ต่างหาก ที่แย่มาก ถ้าเป็นสมัยท่าน คึกฤทธิ์ ท่านคงด่าอย่างที่คยด่ามาแล้ว (ใต้ถุนจริงๆ)
จากคุณ : Money Honey
คุณธรรม จรรยาบรรณ หายไปพร้อมกับเส้นผมบนหนังหัว รูปอัปลักษณ์แล้ว จิตใจยังอัปมงคลอีก
จากคุณ : Discovery A2Z

จะอย่างไรสุทธิชัย หยุ่น ก็เป็นสุทธิชัย หยุ่น อยู่วันยังค่ำ มันก็เหมือนแว่นตาที่เขาใส่ แว่นตาบิดเบือนสายตาของเขาให้สามารถมองเห็นได้อย่างไร ความเป็นสุทธิชัย หยุ่น ก็บิดเบือนสิ่งที่เขาเห็น สิ่งที่เขาฟัง สิ่งที่เขาพูดไปตามนั้น
จากคุณ : Aynap

จาก Thai E-News

พลังประชาชนคึกคักเตรียมเปิดสภาพรุ่งนี้ฯ

พรรคพลังประชาชนคึกคัก เตรียมตัวเปิดสภาพรุ่งนี้ 'สมัคร'นำทีมขึ้นรถบัสขนสมาชิกพรรคไปยังรัฐสภา ก่อนมีรัฐพิธีเปิด 16.30 น. เผย'ยงยุทธ'เป็นแน่ประธานสภาฯ

บรรยากาศที่พรรคพลังประชาชนในวันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก มีแกนนำพรรคหลายคนทยอยมาร่วมประชุมเตรียม ความพร้อมในการเปิดประชุมรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (21 ม.ค.) รวมทั้งหารือเตรียมการจัดตั้งรัฐบาล

ในวันพรุ่งนี้ พรรคพลังประชาชนจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. เวลา 11.00 น. และรับประทานอาหารกลางวันพร้อมกัน และในเวลา 13.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะนำทีม ส.ส.ทั้งระบบสัดส่วน และ ส.ส.แบบแบ่งเขต ทั้งหมดเดินทางโดยรถบัส ออกจากที่ทำการพรรค เพื่อเดินทางไปยังรัฐสภา และถ่ายรูปหมู่ร่วมกันที่บริเวณด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ก่อนที่จะเดินทางไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยสามัญทั่วไปของรัฐสภา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เวลา 16.30 น.

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการเตรียมเสนอชื่อบุคคล เพื่อดำรงตำแหน่ง ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า สำหรับตำแหน่งประธานสภาฯ คาดว่าพรรคจะเสนอรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง เพียงชื่อเดียว คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ส่วนตำแหน่งรองประธานสภาฯ ในส่วนของพรรค มีผู้เสนอบุคคลที่เหมาะสมแล้วหลายคน และอยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมดจะต้องมีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน ตามธรรมเนียมการเสนอชื่อรองประธานสภาฯ ปกติพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นพรรคใหญ่จะส่งตัวแทนมาดำรงตำแหน่ง

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวพรรคร่วมรัฐบาลไม่สนใจที่จะเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ นั้น นายสมพงษ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวต้องมีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน หากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่สนใจเสนอชื่อ ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ ก็เป็นไปได้ที่พรรคพลังประชาชนจะเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภา เองทั้งหมด


เปิดบ้านพักเขายายเที่ยง นายกฯ พาสื่อชมมุมโปรด

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (20 ม.ค.) ว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย พาสื่อมวลชนสำรวจบ้านพักเขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา บนเนื้อที่ 21 ไร่ อย่างอารมณ์ดี เป็นครั้งแรก หลังที่ผ่านมาถูกตรวจสอบว่า บ้านพักเขายายเที่ยงบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน โดยนายกรัฐมนตรี มีท่าทีผ่อนคลาย พาสื่อมวลชนชมมุมโปรดของบ้าน

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า บ้านพักหลังนี้ไม่ได้เปิดให้ใครเข้ามา เนื่องจากเป็นบ้านพักส่วนตัว และเมื่อพ้นจากตำแหน่ง จะมาพักผ่อนบ่อยขึ้น

ทั้งนี้ บ้านพักเขายายเที่ยง ของพล.อ.สุรยุทธ์ เป็นบ้านชั้นเดียว ตกแต่งอย่างเรียบง่าย พื้นที่ประมาณ 50 ตารางเมตร มีห้องน้ำ 2 ห้อง ไม่มีห้องนอน และบนเนื้อที่ 21 ไร่ ส่วนใหญ่ใช้ปลูกต้นไม้ รวมทั้งมีบ้านพัก ของร.ต.ไพโรจน์ รัตตกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ปลูกในพื้นที่เดียวกันด้วย

สำหรับในช่วงเวลา 16.00 น. นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันอาเซียน พาราเกมส์ ครั้งที่ 4 ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา ซึ่งจะมีการแสดง 5 ชุด ภายใต้คำขวัญ มิตรภาพ ความเท่าเทียมและโอกาส โดยพิธีเปิดการแข่งขัน สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ จะทำการถ่ายทอดสด

พปช.เตรียมเสนอชื่อ 'ยงยุทธ' เป็นประธานสภาฯ

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการเตรียมเสนอชื่อบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่ง ประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า สำหรับตำแหน่งประธานสภาฯ คาดว่าพรรคจะเสนอรายชื่อ ผู้ดำรงตำแหน่งเพียงชื่อเดียว คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

ส่วนตำแหน่งรองประธานสภาฯ ในส่วนของพรรค มีผู้เสนอบุคคลที่เหมาะสมแล้วหลายคน และอยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมดจะต้องมีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน ตามธรรมเนียมการเสนอชื่อรองประธานสภาฯ ปกติพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นพรรคใหญ่จะส่งตัวแทนมาดำรงตำแหน่ง

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวพรรคร่วมรัฐบาลไม่สนใจที่จะเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ นั้น นายสมพงษ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวต้องมีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน หากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่สนใจเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ ก็เป็นไปได้ที่พรรคพลังประชาชน จะเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ เองทั้งหมด

อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายยงยุทธ ติยะไพรัช พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรค ทยอยมาร่วมประชุมเตรียมความพร้อมในการเปิดประชุมรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (21 ม.ค.)

รวมทั้งหารือเตรียมการจัดตั้งรัฐบาล ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.ในวันพรุ่งนี้ เวลา 11.00 น. และรับประทานอาหารกลางวันพร้อมกัน และในเวลา 13.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะนำทีม ส.ส.ทั้งระบบสัดส่วน และ ส.ส.แบบแบ่งเขต ทั้งหมดเดินทางโดยรถบัส ออกจากที่ทำการพรรคเพื่อเดินทางไปยังรัฐสภา

และถ่ายรูปหมู่ร่วมกันที่บริเวณด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ก่อนที่จะเดินทางไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยสามัญทั่วไปของรัฐสภา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เวลา 16.30


หมายกำหนดการ เสด็จฯ ทรงเปิดประชุมรัฐสภา [20 ม.ค. 51 - 07:44]

สำนักพระราชวัง รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 แล้ว และตามความในมาตรา 127 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีมาเรียกประชุมรัฐสภาในวันจันทร์ที่ 21 มกราคม พุทธศักราช 2551 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กำหนดเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา ดังต่อไปนี้


วันจันทร์ที่ 21 มกราคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ โดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต


เวลา 16.30 น. เสด็จออก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงยืนหน้าพระแท่นนพปฏลมหาเศวตฉัตร มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านไขพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภา จบแล้วมหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่ง แตร มโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินลงจากพระที่นั่งอนันตสมาคม ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ การแต่งกาย แต่งเครื่องแบบเต็มยศ ไว้ทุกข์


อำนาจเทียมแย่งเค้ก อำนาจแท้วิบากกรรม [20 ม.ค. 51 - 00:16]

โฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง เปลี่ยนผ่านจากห้วงปฏิวัติรัฐประหารกลับสู่การเมืองในระบอบประชาธิปไตย

มาถึงวันนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า

เป็นรัฐบาลผสม 6 พรรค 315 เสียง

มีพรรคพลังประชาชน ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรคฯ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

โดยพรรคร่วมรัฐบาล 5 พรรค ประกอบด้วย

พรรคชาติไทย ของนายบรรหาร ศิลปอาชา พรรคเพื่อแผ่นดิน ของนายสุวิทย์ คุณกิตติ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ของ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร พรรคมัชฌิมาธิปไตย ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และพรรคประชาชราช ของนายเสนาะ เทียนทอง

มีการแบ่งสันปันส่วน แบ่งโควตากระทรวงกันไปแล้ว พรรคไหนจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ คุมกระทรวงใด พรรคไหนจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กี่ตำแหน่ง

เจรจาเรียบร้อยลงตัว แฮปปี้ทุกพรรค

โดยรัฐบาลชุดนี้จะมีนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างแน่นอน

เพราะที่ผ่านมาในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ทางพรรคพลังประชาชนได้ประกาศไปทั่วประเทศ

ถ้าชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

หัวหน้าพรรค คือ นายสมัคร จะเป็นนายกรัฐมนตรี เข้ามาผลักดันนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ให้เป็นจริง

ตรงนี้ ถือเป็นสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชน

เหนืออื่นใด พรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก หรือมีเสียงเป็นอันดับหนึ่ง ได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หัวหน้าพรรคนั้นก็ต้องเป็นนายกรัฐมนตรี

ถือเป็นหลักการของการเมืองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา

ยากที่จะบิดพลิ้วจากหลักการนี้

แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการทุกอย่างในการ เดินไปสู่ขั้นตอนของการจัดตั้ง รัฐบาลจะต้องเดินไปตามกรอบปฏิทินเวลาของรัฐธรรมนูญ

วันที่ 21 มกราคม จะมีรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ เพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกหลังการเลือกตั้ง

วันที่ 22 มกราคม สภาผู้แทนราษฎรจะเรียกประชุมเป็น นัดแรกเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร 1 คน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 คน

วันที่ 25 มกราคม ประธานสภาฯนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ ส.ส.ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาฯ และการลงมติให้กระทำโดยเปิดเผย

เมื่อเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ต้องรอกระบวนการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง จากนั้นจึงมีการตั้งคณะรัฐมนตรี

โดยคณะรัฐมนตรีต้องเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก่อนเข้ารับหน้าที่ และรัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดิน

เบ็ดเสร็จไม่เกิน 1 เดือนจากนี้ ทุกขั้นตอนก็จะเรียบร้อย

ได้รัฐบาลที่สมบูรณ์ภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ หลังจากตั้งตารอคอยกันมานาน

และแน่นอน เมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่ในการบริหารประเทศในช่วงต่อจากนี้ไป ก็จะต้องเจอปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่ทับถมกันอยู่สารพัดเรื่อง

ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเศรษฐกิจ น้ำมันแพง ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น กระทบปากท้องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคม ความแตกร้าวทางความคิดที่ทำให้ เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ปัญหาด้านความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงใน 3จังหวัดชายแดนภาคใต้

งานหนัก งานหิน ทั้งนั้น ที่รอให้รัฐบาลแก้ไข

อย่างไรก็ตาม “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอบอกว่า ปัญหาอุปสรรคหลักๆของรัฐบาลผสม 6 พรรคนั้น

อยู่ที่ตัวรัฐบาลเองทั้งสิ้น

โดยเฉพาะพรรคแกนนำรัฐบาล คือ พรรคพลังประชาชน

ที่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะในเรื่องของการเป็น “นอมินี” ว่า

พรรคนี้ ใครคือผู้ที่มีอำนาจอย่างแท้จริง

ใครกันแน่ ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตัดสินใจปัญหาสำคัญๆ

เพราะจากร่องรอยที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง มาจนถึงช่วงที่การเลือกตั้งใหญ่ผ่านพ้นไปแล้ว

มีแกนนำและผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน มากมายหลายคน ทยอยเดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฮ่องกง ไม่ขาดสาย

โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ ยกกันไปหลายคณะ

ถ้าเป็นการไปมาหาสู่พบปะเยี่ยมเยียนกันในฐานะนายเก่าที่เคารพนับถือ ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่มีสายสัมพันธ์กันมา

แต่ขณะเดียวกัน บางฝ่ายก็อาจมองไปในมุมที่ว่า เป็นการเดินทางไปปรึกษาหารือร่วมกันวางแผนทางการเมือง ก็มีสิทธิที่จะคิดกันได้

เพราะภาพความเคลื่อนไหว มันฟ้อง แต่ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัด

และจากความเคลื่อนไหวเหล่านี้นี่แหละ ที่จะกลายเป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญในการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่

เพราะถึงแม้นายสมัคร ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะผงาดก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ปัญหานอมินีจะส่งผลให้ผู้มีอำนาจที่แท้จริงของพรรคพลังประชาชน ไม่สามารถเข้ามาบงการหรือตัดสินใจชี้ขาด ปัญหาต่างๆภายในพรรคและในรัฐบาลอย่างเปิดเผยได้

ตรงนี้จะส่งผลทำให้ปัญหาใหญ่ๆทางด้านบริหารของรัฐบาล และปัญหาใหญ่ๆทางด้านนิติบัญญัติในสภาฯ ไม่สามารถตัดสินใจชี้ขาดได้ทันที

เพราะต้องรอผู้มีอำนาจในพรรคที่แท้จริง หรือ “นายใหญ่” ตัดสินใจชี้ขาดก่อน

ดังนั้น การแก้ปัญหาที่สำคัญๆของรัฐบาลในบางเรื่องบางกรณีอาจล่าช้าไม่ทันกาล

ส่งผลให้การทำงานของรัฐบาลทั้งในด้านบริหารและด้านนิติบัญญัติ เกิดอาการสะดุดได้ง่ายๆ

รวมไปถึงการบริหารจัดการของนายสมัครเอง แม้มีตำแหน่งเป็นทั้งหัวหน้าพรรคและเป็นหัวหน้ารัฐบาล

แต่เมื่ออำนาจการตัดสินใจอยู่ที่เจ้าของพรรคตัวจริง คนรอบข้างทั้งในพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล ย่อมให้ความเกรงใจน้อยลง

การเรียกร้อง ต่อรองผลประโยชน์ในเรื่องต่างๆ จะมากขึ้น

ดูง่ายๆในเรื่องการจัดสรรตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีภายในพรรคพลังประชาชน ยังไม่ทันไรก็เริ่มมีการแบ่งกลุ่มแบ่งภาคเรียกร้องต่อรองตำแหน่ง ขอแบ่งเค้กกันแล้ว

ยังไม่รวมยุทธการปล่อยข่าว ถล่มกันนัวเนียไปหมด

แน่นอน ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะอำนาจเบ็ดเสร็จไม่ได้อยู่ในมือ “สมัคร” แต่อยู่ที่ “นายใหญ่” ที่อยู่ต่างแดน

การเคลียร์ปัญหาแต่ละเรื่อง ต้องต่อสาย ต้องปิดลับ และต้องใช้เวลา

ทั้งนี้ การที่ “นายใหญ่” ไม่สามารถตัดสินใจชี้ขาดปัญหาในพรรคและในรัฐบาลได้อย่างเปิดเผย ก็เพราะ ติดชนักบ้านเลขที่ 111

ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปีในคดียุบพรรคไทยรักไทย ไม่มีสิทธิเข้ามา ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของพรรคการเมือง

ถ้ามีหลักฐานปรากฏว่า “นายใหญ่” ใช้นอมินีบงการร่างทรงที่อยู่ในพรรคพลังประชาชนหรือรัฐบาล ก็อาจมีความผิดถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 5 ปี

นี่คือ วิบากกรรมของผู้ที่มีอำนาจแท้จริงในพรรคแกนนำรัฐบาล

ฉะนั้น หากจะปลดล็อกปัญหาเรื่องนอมินี ก็มีอยู่ทางเดียว คือ ต้องเสนอออกกฎหมายนิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งรวมถึงบรรดาแกนนำที่อยู่หลังฉากของพรรคร่วมรัฐบาลอีกอย่างน้อย 3 พรรค

แน่นอนว่า ด้วยเสียงของรัฐบาล 315 เสียง การยกมือผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมในสภาผู้แทนราษฎร

ไม่ใช่เรื่องยากเย็น

แต่อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลผสมชุดนี้จะผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมคนในบ้านเลขที่ 111

ก็ใช่ว่าจะทำได้ตามใจชอบ

เพราะต้องไม่ลืมว่า การตัดสินใจในเรื่องสำคัญของบ้านเมือง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงในสภาฯเพียงอย่างเดียว

แต่ต้องฟังเสียงของประชาชนด้วย

โดยเฉพาะประชาธิปไตยยุคนี้ อำนาจของประชาชนไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่วินาทีหย่อนบัตรเลือกตั้ง

แต่ยังมีการติดตามตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

มีการเมืองภาคประชาชนคอยสอดส่อง จับตาอยู่ ตลอดเวลา

ผนวกกับประชาชนที่ลงคะแนนเสียงเลือก ส.ส.ระบบสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ 12 ล้านเสียง สูสีกับคะแนนระบบสัดส่วนของพรรคพลังประชาชน

ก็ต้องจับจ้องตาเขม็งเช่นกัน

ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลพยายามขับเคลื่อนผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม โดยไม่ฟังเสียงประชาชน

ก็เป็นเรื่องที่อันตราย เพราะอาจนำไปสู่เหตุการณ์ ปะทะกันของมวลชน 2 ฝ่าย

กลายเป็นวิกฤติรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นในช่วง 2, 3 ปีที่ผ่านมา.

“ทีมการเมือง”

ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

สมัครนำ6พรรค ตั้งรัฐบาล สุรพงษ์รมว.คลัง [20 ม.ค. 51 - 03:43]


หลังจากที่ กกต.ประกาศรับรอง ส.ส. 460 คน เพื่อให้สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ ทำให้สภาวะการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้นนั้น ล่าสุดนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยแกนนำพรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช ก็ร่วมกันประกาศจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการทันที

6 พรรคแถลงข่าวร่วมตั้งรัฐบาล

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 ม.ค. ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมสุโขทัย แกนนำ 6 พรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช จัดงานแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยทีมงานประชาสัมพันธ์พรรคพลังประชาชนทำฉากประกอบการแถลงข่าว โดยใช้สโลแกนว่า “รวมพลังเพื่ออนาคตที่สดใส ขับเคลื่อนประเทศไทยพ้นวิกฤต” มีรูปธงชาติไทย และโลโก้ 6 พรรคอยู่ด้วย สำหรับบรรยากาศการร่วมแถลงข่าวครั้งนี้ มีแกนนำจากทุกพรรคเดินทางมาอย่างพร้อมเพรียง พรรคพลังประชาชน นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ขาดเพียงนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 6

อ่านรายละอียด ไทยรัฐ