WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 22, 2008

ยงยุทธมั่นใจสอบโกงเลือกตั้งไม่กระทบปธ.สภา


'ยงยุทธ ติยะไพรัช' มั่นใจข้อกล่าวทุจริตเลือกตั้ง ไม่กระทบการลงคะแนนเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ยืนยันไม่รู้สึกวิตกกังวล เกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องร้องเรียนการทุจริตการเลือกตั้ง ที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เนื่องจากตนเอง มีความมั่นใจในความบริสุทธิ์ และเชื่อว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเพียงการจัดฉาก ที่มุ่งประสงค์ร้ายต่อตนเองและพรรคพลังประชาชนเท่านั้น

พร้อมทั้งได้แสดงความเชื่อมั่นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อการลงคะแนน เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ อย่างแน่นอน

ส่วนความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลของทางพรรคพลังประชาชน และ พรรคพันธมิตร อีก 6 พรรค นั้น นายยงยุทธ ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้ตนเอง ได้ถูกเสนอชื่อให้ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้ว คงจะไม่เป็นการเหมาะสมอย่างแน่นอน หากต้องไปก้าวก่ายกับฝ่ายบริหาร

สมัคร-ยงยุทธ ไร้ปัญหาข้อกฎหมายนั่งตำแหน่งนายกฯ-ประธานสภาฯ

สำนักข่าวไทย 22 ม.ค.-นักวิชาการด้านกฎหมาย ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ข้อกฎหมายไร้ปัญหา “สมัคร” นั่งนายกรัฐมนตรี ระบุผ่านมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายเช่นเดียวกับ “ยงยุทธ” หากยังไม่มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิ ส.ส.ยังเป็นประธานสภาฯ ได้ เว้นแต่ศาลฎีการับคำร้อง ต้องหยุดทำหน้าที่

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน ให้สัมภาษณ์ “ข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์” ถึงคุณสมบัติตามกฎหมายของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กรณีขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 174 (5) ที่บัญญัติคุณสมบัติต้องห้ามก่อน ส.ส.จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไว้ว่า ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี ก่อนได้รับตำแหน่ง เว้นแต่ในความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ ซึ่งคดีของนายสมัคร ยังไม่ถึงที่สุด ต้องผ่านศาลอุทธรณ์และฎีกาอีก และมาตรา 182 (3) ที่ระบุว่าความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลง ซึ่งคดีของนายสมัคร เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องรอให้คดีถึงที่สุดเช่นกัน

“ดังนั้น มาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายของการดำรงตำแหน่งมีกำหนดไว้ ส่วนจะระบุถึงความเหมาะสมหรือจริยธรรมนั้น ผมคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกา ความชอบหรือไม่ชอบใครต้องดูด้วยว่า ไม่ใช่เป็นไปตามอำเภอใจ” นายปริญญา กล่าว

นายปริญญา กล่าวถึงกรณีพรรคพลังประชาชนมีมติส่งนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.แบบสัดส่วนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยว่า หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่านายยงยุทธ มีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง และยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 วรรค 2 กำหนดว่าหากศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา ให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส. แต่ ส.ส.ที่ไปทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นประธานสภาฯ ก็ทำหน้าที่ไม่ได้ ดังนั้น อยู่ที่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรว่าจะแขวนเรื่องไว้หรือเลือกคนใหม่ แต่ถ้าศาลฎีกาพิจารณาว่ามีความผิดจริงต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-22 07:46:58

สนช.รับสิ้นหวังยื่นตีความ 'สมัคร' [22 ม.ค. 51 - 04:52]

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. นายทวี สุรฤทธิกุล สมาชิก สนช. กล่าวถึงความคืบหน้าในการรวบรวมรายชื่อสมาชิก สนช.เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ตอนนี้คงหมดหวังและสิ้นหวังที่จะรวบรวมชื่อได้ครบ 1 ใน 10 หรือ 22 คน เพราะสมาชิก สนช.ที่เป็นเครือข่าย ออกไปสมัคร ส.ส. และ ส.ว. ประกอบกับระยะเวลาทำหน้าที่ สนช.เหลืออีกไม่มาก ดังนั้นจึงอยากให้มองประเด็นจริยธรรมและคุณธรรมของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อความดีงามของระบบประเทศหรืออย่างกรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่มีข่าวว่าจะมาเป็นประธานสภาผู้แทน ราษฎร ก็ยังมีเรื่องค้างคาอยู่ที่ กกต. หรือกรณีที่มีข่าวว่านายนพดล ปัทมะ จะเป็น รมว.ศึกษาธิการ นายจักรภพ เพ็ญแข จะเป็น รมช.ต่างประเทศ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนเหล่านี้ยังติดคดีนำม็อบบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ ถูกวิจารณ์และตรวจสอบจากสาธารณะ จึงน่าจะพิจารณาตัวเอง อย่าเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง รอให้พิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมก่อน


“พะจุณณ์” ยันไม่ได้ร่วมลงชื่อ

พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิก สนช. ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เคยร่วมลงชื่อคัดค้านนายสมัครขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และไม่ทราบข่าวออกมาได้อย่างไร “ผมไม่รู้เรื่องและไม่เคยทำ เพราะตามมารยาทคงทำเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แล้ว เท่าที่สอบถามบุคคลที่มีข่าวว่าร่วมลงชื่อ 2-3 คน รวมถึง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ก็ปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้น” เมื่อถามว่า ทำไมถึงมีชื่อเข้าร่วมในการคัดค้านครั้งนี้ พล.ร.ท.พะจุณณ์กล่าวว่า ไม่ทราบจริงๆ และไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มทำ เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะพยายามนำ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เข้ามาเชื่อมโยงทางการเมืองอีก พล.ร.ท.พะจุณณ์กล่าวว่า ไม่รู้ว่าคนทำมีวัตถุประสงค์อะไร แต่เอาเป็นว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นตนไม่รู้เรื่อง

“มีชัย” ชี้ไม่ใช่หน้าที่ของ สนช.

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช. กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า หากจะตรวจสอบในฐานะที่เป็น ส.ส. สมาชิกสนช.ไม่สามารถทำได้ เพราะเรื่องของสภาไหนก็ต้องเป็นของสภานั้น จะไปก้าวล่วงข้ามสภาไม่ได้ และถ้าจะตรวจสอบนายสมัครในฐานะเป็นนายกฯ ตอนนี้นายสมัครก็ยังไม่ได้เป็นนายกฯ แล้วจะไปตรวจสอบอะไร อีกทั้ง สนช. ไม่มีหน้าที่ดังกล่าว เพราะรัฐธรรมนูญให้ทำหน้าที่ชั่วคราวเพื่อให้รัฐสภาครบองค์ประกอบ ขนาดการแต่งตั้ง ถอดถอน ยังทำไม่ได้ ซึ่งล่าสุดทราบว่าเรื่องดังกล่าวล้มเลิกไปแล้ว

ระบุคุณสมบัติประธานสภาฯ

เมื่อถามว่า มีเสียงท้วงติงกรณีที่มีข่าวว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะเป็นประธานสภาฯ ทั้งที่ยังมีเรื่องร้องคัดค้านอยู่ที่ กกต. นายมีชัยตอบว่า เมื่อ กกต.ประกาศรับรองผลแล้ว ตราบใดที่ กกต.ยังไม่ทำอะไรต่อ ก็ไปทำอะไรเขาไม่ได้ และไม่มีข้อห้าม แต่ถ้ามีการสอยภายหลังการดำรงตำแหน่ง ก็จบ ส่วนเรื่องความสง่างามนั้นอยู่ที่คนจะคิดกันเอง แต่ กกต.จะคิดอย่างไรไม่มีใครรู้ กกต.คงเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงรับรองไป แต่ถ้า กกต.รับรองผลโดยที่รู้ว่ายังมีอะไรอยู่ ความผิดก็จะตกอยู่ที่ กกต. เมื่อถามว่า คุณสมบัติ ของประธานสภาฯควรเป็นผู้ที่คอยประคับประคองให้การประชุมเรียบร้อย ไม่ให้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย นายมีชัยตอบว่า คุณสมบัติเดียวที่ประธานสภาฯต้องมีคือ สมาชิกส่วนใหญ่เลือก เมื่อเลือกแล้วคงไปว่าอะไรไม่ได้ ส่วนการทำงานในสภาฯต่อไปที่มีคนคาดว่าจะแบ่งขั้วรุนแรงนั้น ยังพูดอะไรไม่ได้ ต้องดูการทำงาน

ปัญหาที่ตกตะกอน [22 ม.ค. 51 - 19:36]

ตั้งแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชั่วคราวมาปีกว่าๆ ผมชอบใจการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สุรยุทธ์กับบรรดาผู้สื่อข่าวสายทำเนียบรัฐบาลที่บ้านพักเขายายเที่ยง ฟังแล้วทำให้รู้จักตัวตนของ พล.อ.สุรยุทธ์มากขึ้น

ผมเข้าใจว่าเนื้อแท้ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ค่อนข้างที่จะรู้จักและเข้าใจการเมืองพอสมควร เพราะฉะนั้นจึงเตรียมตัวเตรียมใจมาตั้งแต่ต้น หากมารับหน้าที่สำคัญดังกล่าวว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

อาการ ใส่เกียร์ว่างจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

เพราะการเข้ามาเป็นเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล หนีไม่พ้นจากสภาวะกดดันทางการเมือง กลไกที่เป็นข้าราชการการเมืองและข้าราชการทั่วไป ไม่ธรรมดา

มีผลประโยชน์และข้อต่อรองอยู่ทุกขั้นตอน

“การที่เป็นรัฐบาลก็ไม่ได้แปลว่าจะทำอะไรได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเสนอกฎหมายเข้าสนช. ก็ทำได้ลำบาก หรือเรื่องที่ให้ จัดการกับอำนาจเก่า ก็เป็นเรื่องที่ยากเพราะมีแต่ข้าราชการ ที่ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลเขาก็ต้องทำงาน แม้แต่เรื่องของการสร้างความสมานฉันท์ที่ได้ประกาศเอาไว้ เพราะคนที่มองว่าเป็นพวกเดียวกันเช่น กลุ่มพันธมิตร ก็ไม่ได้มองว่าเราเป็นพวกเดียวกัน”

“ในช่วงที่เข้ามาทำหน้าที่ก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาความ ขัดแย้งแล้วพยายามที่จะเป็นตัวกลางประสานกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่โทรศัพท์มาหา จากนั้นก็นำคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปบอกกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่ต่างฝ่ายต่างก็มีทิฐิต่อกันทำให้มีปัญหา”

ผมว่าประโยคทองข้างบนนี้ ถ้าพิจารณาให้ดี อ่านซ้ำๆซักสองสามรอบ จะได้คำตอบของวิกฤติประเทศทั้งหมด จะได้คำตอบว่าทำไมผมถึงได้ย้ำแล้วย้ำอีกว่า อำนาจพิเศษ อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ อำนาจจากปลายกระบอกปืนจะต้อง หยุดได้แล้ว

ไม่เช่นนั้นประเทศจะล่มจม

เพราะระหว่างขั้วอำนาจไม่ใช่แค่ลำพัง พลังประชาชนกับประชาธิปัตย์ หรือ กับกลุ่มพันธมิตร กับกองทัพ เหล่านี้น่าจะเป็นแค่หมากบนกระดานซะมากกว่า

แต่เป้าหมายของภารกิจที่แท้จริง อยู่ที่ระหว่างตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กับอำนาจพิเศษ ที่อยู่นอกเหนือของกติกาในระบอบประชาธิปไตย

จึงไม่มีกติกาใดที่จะหยุดยั้งปัญหาวิกฤติชาติที่เกิดขึ้นได้ นอกจากต้นตอของปัญหาจะยอมยุติหันหน้าเข้าหากัน ปรองดองและสมานฉันท์ดังพระราชดำรัสอย่างแท้จริง

เป็นหนทางเดียวที่จะยุติวิกฤติได้อย่างถาวร

คำพูดของ พล.อ.สุรยุทธ์ที่ตอบคำถามถึงความขัดแย้งระหว่างคุณสมัคร สุนทรเวช กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ว่า ก็รู้ๆกันอยู่ว่า พล.อ.เปรม เป็นคนที่ไม่ค่อยจะพูดจะจาอะไรมากมาย แต่ที่มีการนำ พล.อ.เปรม มาเชื่อมโยงกับเรื่องต่างๆ เป็นเรื่องที่ควรระมัดระวัง เพราะในฐานะเป็นประธานองคมนตรีไม่ควรจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องใดๆ เมื่อเป็นข่าวก็จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับสถาบัน มีคำตอบอยู่ในตัวเองแล้ว.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

หนึ่งปีสี่เดือนที่หายไป [22 ม.ค. 51 - 19:43]

ระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าดีหรือเลว ไม่ว่าพัฒนาแล้วหรือยังด้อยพัฒนามันก็มีกฎกติกาของมันที่จะเดินไป อย่างวันนี้ ก็จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกหลังเลือกตั้งทั่วไป เพื่อเลือก ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ให้กฎกติกาประชาธิปไตยสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง คือ เลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นมาตั้งรัฐบาลใหม่

ไม่ใช่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่แต่งตั้งตามอำเภอใจของคณะปฏิวัติ ที่เล่นพวกเล่นพ้องไม่แพ้รัฐบาลที่ถูกปฏิวัติ

และก็ไม่แปลกอะไรที่วันนี้พรรคพลังประชาชนจะเสนอ นายยงยุทธ ติยะไพรัช หนึ่งในผู้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นเป็น ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ เพราะผู้ชนะย่อมได้อำนาจทั้งหมด นี่คือกฎกติกาการเมือง

ที่สำคัญ นายยงยุทธ นอกจากจะเป็นผู้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ยังเป็น 1 ใน 3 ตัวแทนพรรคพลังประชาชน ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็น ผู้มีอำนาจเจรจาแบ่งโควตารัฐมนตรี กับพรรคร่วมรัฐบาล เคียงคู่กับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค

เพราะตำแหน่ง ประธานรัฐสภา เป็นตำแหน่งสำคัญ มีหน้าที่ต้องนำชื่อ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย จึงต้องเป็นคนที่พรรคไว้ใจที่สุด

เช่นเดียวกับตำแหน่ง รัฐมนตรีกลาโหม ไม่ต้องไปเฟ้นชื่อให้เสียเวลา ผมฟันธงล่วงหน้าตรงนี้เลยว่า จะต้องเป็น คนของพรรคพลังประชาชน ร้อยเปอร์เซ็นต์ ใครจะไปไว้ใจคนอื่นที่ไกลตัว ทั้งๆที่เพิ่งถูกปฏิวัติมาหมาดๆ

วันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่า พรรคไทยรักไทย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ฟื้นคืนชีพมาเต็มตัวแล้ว และมีอำนาจเด็ดขาดในรัฐบาลเหมือนเดิมไม่ว่าจะใช้ชื่อพรรคอะไรก็ตาม นี่คือความเป็นจริงที่สังคมต้องยอมรับ

แม้แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่กำลังจะกลายเป็นอดีต ก็ออกมายอมรับกับนักข่าวที่บ้านเขายายเที่ยงว่า

พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯมาถึง 6 ปี ก็ต้องมีพวกมีเพื่อน รวมทั้งมีเงินด้วย สังคมก็มองเหมือนกันว่า คนที่อยู่ในฐานะแบบนี้ก็น่าจะมี บารมีและอิทธิพลบ้าง เพราะไปถามชาวบ้านในต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ ก็ยังมีความชื่นชอบในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ

สรุปก็คือ 1 ปีกับ 4 เดือนที่ผ่านมา คมช.และรัฐบาลขิงแก่ ที่ช่วงชิงอำนาจมาอยู่กับมือ บริหารประเทศล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

เวลา 1 ปี 4 เดือนของประเทศไทยและคนไทยที่สูญหายไปกับความว่างเปล่า จากการปฏิวัติที่ไม่เอาไหนของทหารที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

นอกจากสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของชาติบ้านเมือง และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยทุกคนแล้ว คณะปฏิวัติ หรือ คมช.ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยังพาเศรษฐกิจบ้านเมืองและการเมืองไทยถอยหลังลงคลองอีกด้วย

ถ้าหากรัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นชีวิตใหม่ของพรรคไทยรักไทยจะคิดบัญชีกับพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ ด้วยการตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาสอบสวน ในฐานะผู้ทำให้เศรษฐกิจของชาติบ้านเมืองเสียหายอย่างใหญ่หลวง ทำให้บ้านเมืองถอยลงคลอง ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม

อนาคตข้างหน้าจะได้ไม่มีใครคิดปฏิวัติอีก

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากต่อ “รัฐสภาชุดใหม่” ก็คือ การเดินหน้า “แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ คมช.” ในบทบัญญัติที่บ่อนทำลายความมั่นคงของพรรคการเมือง เพื่อทำลายความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งเป็นการทำร้ายชาติบ้านเมืองทางอ้อม เพื่อจะได้สร้าง “รัฐบาลที่มั่นคงแข็งแรง” ขึ้นในอนาคต เมื่อมีรัฐบาลที่มั่นคง ประเทศก็แข็งแรงครับ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย


ตอบโจทย์สมานฉันท์? [22 ม.ค. 51 - 03:03]

“ท่านประธานที่เคารพ”

ต่อให้คนระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี นักการเมืองรุ่นเก๋าลายคราม ใหญ่คับฟ้ามาจากไหน ถ้าเข้ามานั่งในที่ประชุมสภา จะต้องกล่าวคำๆนี้

แสดงความเคารพประธานสภาผู้แทนราษฎร

นี่คือสิ่งการันตีสถานภาพของคนเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ศักดิ์สิทธิ์ไม่ธรรมดา

และนี่น่าจะเป็นแรงจูงใจอันดับต้นๆ กับการปรากฏชื่อของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

นอกเหนือไปจากงานรูทีน รับมือฝ่ายค้านเขี้ยวลากดินอย่างพรรคประชาธิปัตย์

อีกตัวอย่างที่เห็นกันหมาดๆ ฉายา “ตี๋กร่าง” ของนายสุชาติ ตันเจริญ ก็ลบเลือนไปจากความทรงจำของสาธารณะ เพราะอานิสงส์จากการนั่งพักฟื้น แค่ในตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

อาศัยความสุขุมลุ่มลึก ทำหน้าที่ได้เข้าตา

“ตี๋กร่าง” ฟอกตัวเนียนไปเลย

โดยสภาพที่ไม่แตกต่างจากนายสุชาติเมื่อครั้งโดนมรสุมถล่มแก๊งกลุ่ม 16 สถานการณ์ เดียวกันกับภาพยามนี้ของนายยงยุทธ ก็สะบักสะบอมจากวิบากกรรมอันแสนสาหัส

บอบช้ำในฐานะไอ้ห้อยไอ้โหนคู่กาย “นายใหญ่”

อยากหาที่นั่งพัก หลบลมร้อนสบายๆ

โดยเหตุผลที่ยกมาเอ่ยอ้างกันตรงๆก็คือ รู้ตัวว่าเป็นสายล่อฟ้า ถ้าไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดก็เสี่ยงเป็นจุดล่อเป้า

โดนรุมทึ้งไม่เป็นอันทำงาน

พูดอีกก็ถูกอีก โดยสถานภาพของขุนศึกสายตรงลอนดอน หากนายยงยุทธนั่งทำงานฝ่ายบริหารเป็นรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่งกระทรวงใด

หนีไม่พ้นความหวาดระแวง

กับผลงานในอดีตแค่นั่งในกระทรวงเกรดบี คุมงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ยังมีการระดมพลกองทัพอาสาสมัครของกรมป่าไม้ออกมาตั้งท่าบู๊กับม็อบไล่ “ทักษิณ” ซะได้ นับประสาอะไรถ้าไปนั่งอยู่ในกระทรวงที่มีเครื่องไม้เครื่องมือ

ต้องเฝ้ากันไม่ละสายตา

แต่ในทางตรงกันข้าม นายยงยุทธหักมุมมานั่งในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ลดโทนฮาร์ดคอร์มาเป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมลุ่มลึก

เปลี่ยนอารมณ์มาเล่นบทนุ่มนวล

อาการตั้งแง่หวาดระแวงก็คงลดดีกรีลงไป

เหนืออื่นใด กับการตอบโจทย์ 5 ข้อของฝ่ายต่อต้านอำนาจเก่า ที่พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินยื่นเงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล

โจทย์ข้อแรก ชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” การันตีความจงรักภักดี

“ยงยุทธ ติยะไพรัช” ก็จะมาทำข้อสอบตอบโจทย์ข้อที่สองในเรื่องของ “สมานฉันท์”

แว่วๆว่าจะมีเซอร์ไพรส์

ท่าทีของ “ไอ้โหน” ขาบู๊คู่กายนายใหญ่จะหายไปพร้อมๆกับบทฮาร์ดคอร์ เหลือแค่ “ยงยุทธ” ในมาดประธานสภาฯ ที่มีลีลานุ่มนวล

พูดจาด้วยภาษาดอกไม้

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ก็ไม่ลืมภารกิจหลัก การปลดล็อกโทษดองเค็มให้กับสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ตามธงที่นายสมัคร ได้ประกาศตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

ส่งสัญญาณชัดมาตั้งแต่วันที่โดดร่วมวงกับลูกข่ายไทยรักไทย

โดยความค้างคาใจของคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนผิด และต้องแสดงความรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นต้นเหตุให้เพื่อนที่กอดคอร่วมพรรคไทยรักไทยด้วยกันมาต้องพลอยรับเคราะห์กรรม ติดบ่วงโทษแบนทางการเมือง

ไม่เป็นธรรมกับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง

อย่างช้าในสมัยประชุมสภาฯที่สอง ต้องมีเรื่องของการนิรโทษกรรม

แน่นอนเกมล้มเดิมพันสำคัญ จำเป็นต้องใช้คนที่ทุ่มให้ “นายใหญ่” ทั้งตัวอย่าง “ยงยุทธ”

รับมุกส่งไม้กันได้เร็ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

ภาพหลักฐานแฉ คตส.ทำงานด้วยความอคติ ตั้งชื่ออาหารด้วยความเกลียดชัง

ที่มาภาพ คุณนักกวนเมือง
21 มกราคม 2551

คุณนักกวนเมืองเปิดเผยภาพถ่ายงานเลี้ยงอาหารของคตส. เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2550 ผ่านเว็บไซต์พันทิปดอตคอม โดยภายในงานมีการตั้งชื่ออาหารต่างๆ ตามคดีที่ทางคตส.ตั้งธงในการสอบสวน ไม่ว่าจะเป็น "น้ำพริกเอื้ออาทร" ที่เป็นการล้อเลียนโครงการเอื้ออาทรต่างๆ "ย้ำตะไคร้หวยบนดิน" "CTX ทอดน้ำปลา" "ผลไม้เซ็นทรัลแล็ป" "ต้มที่ดินรัชดา" "ส้มตำรถดับเพลิง" "บร็อคเคอรี่ผัดซุกหุ้น" "แกงเป็ดอายัดทรัพย์" ที่จงใจตั้งชื่อขึ้นเพราะจิตใจมีความต้องการอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะ

การกระทำดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานที่ชัดแจ้ง ที่ชี้ให้เห็นว่า คณะทำงานดังกล่าว ไร้ซึ่งความยุติธรรมในการดำเนินการสอบสวน ฯลฯ ไม่ได้ทำการงานด้วยความเป็นธรรม หรือมีจิตใจเป็นธรรมในการดำเนินการ









จาก Thai E-News

'จอน'ร่อนจดหมายแสดงความบริสุทธิ์ใจ กรณีค้านสภาโจรออกกม.

21 มกราคม 2551

คุณจอน อึ๊งภากรณ์ หนึ่งในแกนนำประท้วง คัดค้านการทำงานของสภา สนช. ที่ถูกตั้งขึ้นโดยเผด็จการทหาร และคณะปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ร่อนจดหมายถึงสื่อมวลชน แสดงความบริสุทธิ์ใจ ต่อการดำเนินการดังกล่าว เนื่องจากไม่ยอมรับว่า สนช.ควรมีอำนาจในการดำเนินการทางด้านนิติบัญญัติ เนื่องจากได้อำนาจมาด้วยความมิชอบ เป็นการยึดอำนาจจากประชาชน

อนึ่ง การกระทำของกลุ่มสนช. หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่การยึดอำนาจ ได้ออกกฏหมายที่เต็มไปด้วยเนื้อหาที่ริดรอนสิทธิของประชาชน เป็นกลุ่มบุคคลที่ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 และพรบ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่จะเปลี่ยนให้ประเทศไทยกลายเป็นรัฐทหาร

การกระทำของสนช. เป็นเช่นการกระทำของโจร ที่มีอาการแห่งขโมย เพราะประชาชนไม่ได้เลือกเข้ามาให้ทำหน้าที่ อีกทั้งยังมีอาการแห่งการขโมยอีก เนื่องจากได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจของเขามา

เราจึงขอประนามว่า สภาดังกล่าว คือ กลุ่มบุคคลที่มีกิริยาแห่งโจร มีนิสัย หรือสันดานโจร และขอสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ต่อต้านต่อความไม่ชอบธรรมดังกล่าวโดยสันติ

แถลงข่าวของสิบผู้ต้องหากรณีการบุกรัฐสภา


ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปฯ พวกเราซึ่งได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ขอแจ้งให้สื่อมวลชนทราบโดยทั่วกันว่าเรายินดีร่วมมือกับทางตำรวจ ซึ่งปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนหลังจากที่ได้รับการแจ้งความจากเจ้าหน้าที่ของรัฐสภา ตามคำสั่งของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
เรายินดีไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ห้องประชุมปารุสกวัน2 ในวันที่ 22 มกราคม 2551 เวลา 10.30 น. ตามระบุในหมายเรียก

พวกเราพร้อมที่จะรับว่าในฐานะผู้เข้าร่วมการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2550 ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย เครือข่ายสลัมสี่ภาค และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยนั้น พวกเราได้เข้าไปในบริเวณอาคารรัฐสภาข้างหน้าห้องประชุมจริง แต่เป็นการดำเนินการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญโดยสันติวิธีและปราศจากอาวุธ และหลังจากที่ได้มีการยื่นหนังสือต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติหลายฉบับหลายครั้ง ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยไม่ได้รับความสนใจต่อข้อเรียกร้องขององค์กรภาคประชาชนแต่อย่างใด

ทั้งนี้เป้าหมายของพวกเราในฐานะผู้ชุมนุมคือการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศโดยการพยายามหยุดยั้งไม่ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ซึ่งไม่ใช่สภาผู้แทนของประชาชน) พิจารณากฏหมายต่างๆ ที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง อาทิเช่น ร่างพรบ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ทั้งๆที่อยู่ในช่วงของการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฏรตามระบอบประชาธิปไตย
จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

นายจอน อึ๊งภากรณ์
นายสาวิช แก้วหวาน
นายศิริชัย ไม้งาม
นายไพโรจน์ พลเพชร
นายพิชิต ชัยมงคล
นายอำนาจ ละมี
นายอนิรุตน์ ขาวสนิท
นายนัดเซอ ยีหะหมัด
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง
น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์

20 มกราคม 2551

จาก Thai E-News

ผมขอเตือนสติ ดร. สุเมธ ครับ รักพ่อ อย่าดึงพ่อลงมาครับ

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด
ประชาไท
21 มกราคม 2551

ผมขอเตือนสติคุณสุเมธ เหมือนกันนะครับ อย่าพยายามดึงสถาบันกษัตริย์ ลงมาเกลือกกลั้วทางการเมืองเลยครับ

การขัดแย้งกันทางการเมือง มันจบลงไม่ได้ด้วยคำว่า "รักพ่อต้องสามัคคี" อย่าให้พ่อต้องเสียเหงื่อ แล้วซุกปัญหาไว้ใต้พรมหรอกครับ

มันต้องนำเอาหลักการและความยุติธรรม ที่ถูกต้องกลับคืนมาสู่แผ่นดินเสียก่อน ความสามัคคีมันจึงจะกลับคืนมา

มันไม่ได้เกี่ยวกับรักพ่อหรือไม่รักพ่อ ทุกคนในประเทศนี้ก็รักในหลวงทั้งสิ้น บางคนอาจรักมาก รักน้อย ส่วนคนที่ไม่รักก็คงมี แต่คงเป็นส่วนที่น้อยมาก

แต่ที่พวกเขาเบื่อหน่ายคือ การนำเอาพ่อ มาใช้ประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มอำมาตย์ "รักลูก ต้องนำความยุติธรรมกลับคืนมาให้ลูก" ก่อนนะครับ

ผมว่ามันหมดยุคเทพเจ้าแล้วครับ ผมยินดีกับการ เริ่มยุค constitution Monarchy กับพระบรมฯ นะครับ ผมเบื่อกับการที่ต้องมาสรรเสริญเยินยอเทพเจ้ากันทั้งปีทั้งชาติ ไม่ต้องทำอะไรกัน

บ้านเมืองเป็นของประชาชนที่ต้องช่วยให้ประเทศชาติ ประชาชนมีอยู่มีกิน เจริญก้าวหน้า ไม่ใช่ต้องมาสรรเสริญเยินยอเทพเจ้ากันทั้งปีทั้งชาติ

ทั้งนี้ ผมดีใจที่ 904 เลือกและตัดสินใจได้ถูก เราสิ้นสุดยุค God Monarchy แล้วครับ แบบญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

พันธกิจทางประวัติศาสตร์ของ 904 คือ การนำระบบ Constitution Monarchy แบบญี่ปุ่นกับอังกฤษกลับคืนมา สถาบันกษัตริย์ก็จะมั่นคง สถาพรแบบอังกฤษและญี่ปุ่น ไม่ใช่เหมือนเนปาล

ไม่ให้พวกลิ้นไร แบบ ดร.สุเมธ เกาะกินสถาบัน กัดกินสังคมไทยอยู่ เพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องและพวกอำมาตย์นะครับ


จาก Thai E-News

ฟังคนในแวดวงทหารซุบซิบเรื่องในกองทัพ

21 มกราคม 2550

เก็บตกรายละเอียดการซุบซุบของประชาชนในแวดวงทหาร ผ่าน
เว็บไซต์พลเมืองภิวัฒน์ หลังจากเหตุการณ์ความยุ่งเหยิงต่างๆ คลี่คลาย จากการจัดตั้งรัฐบาลร่วม 6 พรรค โดยมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ

คุณ ทหารเสือแห่งกรุงธนบุรี ได้ให้ความเห็นว่า การจัดตำแหน่งรมว.กลาโหม ถือเป็นจุดสำคัญ เพราะฝ่ายทหารที่ได้สร้างเรื่องทุจริตจำนวนมากระหว่างการยึดอำนาจ กลัวจะถูกสอบ จึงมีการวิ่งเต้นต่างๆ นาๆ ให้คนที่คนสนิทมาดำรงตำแหน่งนี้ และได้นำเสนอตามความคิดเห็นตนว่า พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ ควรเป็นทางเลือกหนึ่งของตำแหน่งนี้

"ปัญหาการสรรหาผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง รมว.กห. ในครั้งนี้ ถือได้ว่าวุ่นวายที่สุด เพราะ คมช. ก็ต้องการหาทางลง โดยที่ไม่ต้องการให้ถูกย้อนเกล็ด จากกรณีการทุจริตครั้งมโหฬาร ในเรื่องงบประมาณต่างๆ ที่เบิกเอามาเลี้ยงดูใช้จ่ายกันอย่างฟุ่มเฟือย จนประชาชนสงสัยว่านี่เป็นการปล้นชาติกันหรือไง ทั้งจากการทิ้งทวนโครงการจัดซื้ออาวุธ ที่ไม่ปฎิบัติตามแนวทางที่ทรงให้ไว้ในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยกองทัพถือว่า ตนเองจะต้องชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะใช้กลโกงและวิธีการที่สกปรกต่างๆ อย่างเป็นระบบ จึงเกิดความประมาท ไม่คำนึงถึงโองการจากฟากฟ้า"

"ดังนั้น จึงเกิดการรวมตัวของทหารที่กลัวตัวเองจะต้องถูกเช็คบิล ในสิ่งที่ตนเองกระทำความผิดไว้ต่างๆ นาๆ โดยอาศัยเพื่อนร่วมรุ่นที่มีความทะเยอทะยานอยากทางการเมือง และเชื่อหมอดูแบบงมงาย อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่ง คมช. นั้นมีตัวประสานงานและวางแผนคือ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ส่งลูกชายชื่อ นายสกลธี ภัททิยกุล ลงเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ และให้หน่วยทหาร ตำรวจ ใช้ทุกวิถีทาง ทำให้ลูกชายเข้ามาเป็น ส.ส.ให้ได้ มิฉะนั้น ผบ.หน่วย ในพื้นที่จะต้องรับผิดชอบ ในการปรับย้ายครั้งต่อไป"

"และเลยถึงขั้นต้องการแทรกแซงกดดัน รัฐบาลที่มาจากศรัทธาของประชาชน ว่า จะต้องให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นเป็น รมว.กห. เท่านั้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ข่มขู่คุกคาม อำนาจอธิปไตยของปวงชน โดยหามีจิตสำนึกในระบอบประชาธิปไตยไม่ การกระทำเล่านี้สร้างความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เพราะประชาชนทั่วไป เริ่มเกิดความสงสัยในความเป็นกลาง หรือการอยู่เหนือการเมืองของสถาบันเพิ่มมากขึ้น อันไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยในอนาคต"

ด้านคุณ "เพิ่มเติม" แฉสนุก เล่าเรื่องฉาวของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เกี่ยวกับปั้ม ปตท. ที่ ร.๑ รอ. พร้อมทั้งความสัมพันธ์กับ พล.อ.สนธิ ที่ไม่ค่อยจะสู้ดี
"กรุณาไปดู พล.อ.ประวิตรฯ เรื่องการให้พื้นที่ ร.๑ รอ. สร้างปั้มน้ำมัน ปตท. และปัญหาทุจริตในการสร้างสโมสรกองทัพบก ซึ่งทั้งสองแห่งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ ประวิตรและบังสนธิ ไม่ถูกกัน เพราะมีความพยายามจะสอบสวนเรื่องนี้ตอนที่ ไอ้บังขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. พร้อมโยกย้ายคนของประวิตรออกจากตำแหน่งหลักทั้งหมด"

"ประวิตรกับสนธิ ถึงขนาดเกลียดกันแต่คนที่ทำให้ไม่ฆ่ากันก็เพราะมีบุคลสำคัญคนหนึ่งให้ท่อน้ำเลี้ยงคนทั้งสองนั่นก็คือ วินัย ภัททิยกุล ลูกเจ๊กกังขายหมูเถื่อนแห่งตลาดนครปฐม โดยติดต่อผ่านนายสงครามฯพ่อค้าใหญ่ที่เป็นผู้จัดการด้านการเงินของประวิตร"

คุณ ทหารช่างฉะเชิงเทรา ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องทุจริตที่ดินกองทัพให้ ปตท.เช่า
"เรื่องการคอร์รัปชั่นให้ที่ดินปตท.เช่า และการสร้างสโมสรกองทัพบก เป็นเรื่องจริง และทำให้ 'พี่หร่าย' โดนเด้งจากตำแหน่ง ผบ. ร.1 รอ. ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ผมขอยืนยันว่า 'พี่หร่าย' เป็นคนดีและทำงานตามใบสั่งของ ประวิตร ผบ.ทบ. ในขณะนั้น"

"เรื่องต่อมา พล.อ.วินัย ภัททิยกุล มากินข้าวที่บ้านใน ร.1 ของประวิตรอยู่บ่อยครั้ง การผลักดันครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในเซนต์คาเบรียลคอนเน็กชั่นของ พล.อ.วินัยฯ แม้แต่ พล.อ.สมทัตฯ ก็เป็นเซนต์คาเบรียล ส่วนนายสงครามฯ เป็นแค่ตัวประกอบ"

คุณ พัน ๒ ได้ให้ข้อมูลที่ฟังแล้วต้องถอนหายใจเกี่ยวกับปัญหาสโมสรกองทัพบกที่ถนนวิภาวดี
"ทหารทราบดีว่าเบื้องหลังเบื้องลึกของสโมสรกองทัพบกแห่งใหม่เป็นอย่างไร เรื่องนี้มันเน่าจนส่งกลิ่นแต่เรื่องอื่นๆยังมีอีกมากมายที่ยังแอบอยู่ใต้พรมห้อง ผบ.ทบ. รอการขุดคุ้ย"

"ปัจจุบันปัญหาของสโมสร ทบ. ได้รับการแก้ไขสัมปทานให้กรมสวัสดิการมาดูแลเองตั้งแต่สมัยพี่เขียว แต่ก่อนแม้แต่ทหารก็ยังไม่ได้รับความสะดวก เพราะพนักงานรู้ว่าเจ้านายเส้นใหญ่กองทัพไม่กล้าทำอะไร พูดง่ายๆก็คือเอกชนเขารู้ว่าประวิตรรับเงินเขาไปแล้วและสนธิเองก็คงไม่กล้าทำอะไร"

"ส่วนปตท.ในพิ้นที่ ร.๑ ตอนนี้ข้าราชการ ร.๑ เติม(น้ำมัน)ได้ลดราคาและแบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้เป็นสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งก็พอแถๆ ไปได้ว่าราชการได้ประโยชน์"

คุณ "ผส ๓" แจกแจงถึงเกมอำนาจและตัวละครโฉดในกองทัพ
"เรื่องราวของการแต่งตั้ง รมว.กห. ในรัฐบาลใหม่นี้ จะเป็นเรื่องปกติธรรมดาหาก ไม่ใช่ความโลภ กระหายในอำนาจ และฉกฉวยโอกาสของ วินัย ภัททิยกุล ที่ประสานบ้านจันทร์ส่องหล้า โดยแอบอ้างว่าเป็นบัญชาของผู้ใหญ่ระดับสูงที่เจ้าของบ้านและภริยาให้ความเคารพ ต่อรองให้ตนเองเข้ารับตำแหน่ง รมว.กห. เพื่อความสมานฉันท์แต่ด้วยประวัติและความประพฤติที่เจ้าของบ้านจันทร์ส่องหล้าและภริยาเคยประสบด้วยตนเอง ทำให้มีการตรวจสอบและทราบว่าเรื่องที่อ้างนั้นไม่เป็นความจริง และทราบต่อไปว่าแม้แต่การปฎิวัติเมื่อ 19 ก.ย. ก็ไม่ได้รับไฟเขียวจากใครแต่เป็นการกระทำเพื่อปกป้องอำนาจของสนธิและวินัยโดยหลอกใช้กำลังหลักของสพรั่ง"

"นี้คือเหตุผลหนึ่งที่ วินัย ภัททิยกุล ต้องหลบหน้าออกจากสังคมและทำตัวไร้ตัวตนอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามการเดินเกมของวินัย ยังมีอยู่ โดยผ่านทางเครือข่ายที่ยังหลงเชื่อว่าวินัยเป็นคนสะอาดและต้องการการสมานฉันท์ โดยคาดหวังว่าจะให้คนใกล้ชิดของตนคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็น รมว.กห. แม้ตนเองจะไม่ได้แต่ก็หวังว่าเรื่องสกปรกและเลวร้ายของตนเองให้ห้วงที่ผ่านมาจะไม่ถูกขุดขึ้นมาดำเนินการตามกฎหมาย"

และท้ายสุด คุณทหารหน้าบาง ได้สรุปเหตุการณ์ในแวดวงทหารได้อย่างน่าสลดใจ เพราะยังหาเรื่องที่ดี ที่น่าภูมิใจไม่ได้ แต่ยังได้แสดงความหวังลึกๆ ว่า ฝันร้ายจะผ่านไป หลังจากตท.รุ่น 6 พ้นจากอำนาจไปแล้ว รวมถึงได้แสดงความมุ่งมั่นในฐานะทหารรุ่นใหม่ ว่าจะแก้ไขสิ่งผิดต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

"เรื่องราวหลังจากการปฎิวัติ 19 ก.ย. นำความตกต่ำมาสู่กองทัพเป็นอย่างมาก ภาพลักษณ์ที่ประชาชนมองมาที่กองทัพ เต็มไปด้วย คนโง่ ความสกปรก โกงกิน บ้าอำนาจ บ้าน้ำลาย ไร้สมอง นำประเทศไปสู่ความยากจนและนำความร่ำรวยมายังตนเองและพวกพ้อง แต่ที่สำคัญที่สุดคือการนำสภาบันระดับสูงและบุคคลอันเป็นที่เคารพ บุคลากรตัวอย่างของกองทัพ มาแอบอ้างสร้างความสกปรกและเสื่อมเสียให้เป็นอย่างมาก"

"นอกจากการโกงกิน ซื้ออาวุธอย่างมหาศาล การแก้ไขปัญหาภาคใต้ที่ล้มเหลว เสียงร่ำลือในการโกงการเลือกตั้งใน กทม. ลูกชายปลัดกลาโหมและ เลขา คมช. ลงสมัครรับเลือกตั้ง การขอตัวลูกสาว สดศรี สัตยธรรม มาช่วยราชการรองนายกสนธิฯ และอื่นๆอีกมากมาย ล้วนนำความเสื่อมมาให้แก่กองทัพ และเป็นที่อึดอัดใจของนายทหารรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก"

"อีกไม่ถึงปี เตรียมทหารรุ่น 6 ทั้งหมดก็จะเกษียณ ขอให้หยุดสร้างเวรสร้างกรรมกับประเทศชาติ ประชาชน และกองทัพที่พวกผมต้องรักษาและแก้ไขกันต่อไป"

จาก Thai E-News