WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 22, 2008

สุรพงษ์ ชี้การเมือง-กฎระเบียบ ทำคนนอกปฏิเสธนั่งรมว.คลัง


เลขาธิการ พปช. เผยโผรัฐมนตรีลงตัวแล้ว เหลือคุยรายละเอียด หลังลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ชี้ข้อจำกัดกฎระเบียบ-การเมือง ที่ทำลายล้างกัน ทำคนนอกกังวลใจนั่ง รมว.คลัง เตรียมจัดทีมเศรษฐกิจจากคนในและนักวิชาการ เพื่อเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ


นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีว่า เบื้องต้นมีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลในส่วนของตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด เพราะอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีก โดยหลังจากนี้ 2-3 วัน จะมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น จึงจะมีบทสรุปที่ชัดเจนออกมาอีกครั้งหนึ่ง

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีจะแบ่งตามสัดส่วน เบื้องต้น ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 315 คน จะแบ่งอยู่ที่สัดส่วน 9 คน ต่อรัฐมนตรี 1 คน ส่วนรายละเอียดจะมีการพูดคุยอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ทั้งนี้ทิศทางของ 6 พรรคร่วมรัฐบาล เบื้องต้นตรงกันคือต้องการให้มีการแก้ไขของประเทศและหาบทสรุปร่วมกัน ดังนั้น โผรัฐมนตรีที่ออกมาเป็นข่าวเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของแหล่งข่าว เพราะขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนใด ๆ หากจะสังเกตดูจะพบว่าแต่ละสัปดาห์จะมีการเปลี่ยนโผรัฐมนตรีอยู่ตลอดเวลา

ผู้สื่อข่าวถามถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาจให้บุคลากรในพรรคพลังประชาชนมาดำรงตำแหน่ง เพราะเชิญคนนอกมาไม่ได้ใช่หรือไม่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้คนนอกหลายคนกังวลใจ รวมถึงการมีกฎหมายที่กำหนดให้มีการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งหลายครั้ง นอกจากนี้ การเมืองที่มีการทำลายล้างกันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนที่มีความสามารถไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ สำหรับบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พรรคพลังประชาชนอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยจะเป็นบุคคลที่ได้ทำนโยบายของพรรคมาตังแต่ต้น แต่ยังไม่ได้ปรากฏต่อหน้าสื่อ นอกจากนี้ ยังมีทีมงานอีกหลายคนที่อยู่เบื้องหลัง
นพ.สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องเป็นผู้นำและกล้าตัดสินใจ พรรคพลังประชาชนไม่ได้คิดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพียงคนเดียวที่ดูแลแก้ปัญหาทั้งหมด แต่ได้มีการจัดสรรทีมงานเพื่อแก้ปัญหา โดยทีมเศรษฐกิจจะมีทั้งคนในพรรคพลังประชาชนและนักวิชาการที่พร้อมเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยทุกคนต่างรู้ว่าต้องทำงานหนัก เมื่อพรรคพลังประชาชนได้เข้ามาบริหารประเทศ สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ คือ รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากขณะนี้นักลงทุนต่างชาติมีเงิน แต่ไม่กล้าลงทุน เนื่องจากปัญหาสถานการณ์การเมือง

เมื่อถามต่อว่า มีการกำหนดสัดส่วนคนนอกคนในที่จะมาเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีโควตาคนนอกคนใน เพราะทุกคนที่พรรคร่วมเสนอชื่อมาได้รับความเห็นชอบและมีพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนอยู่แล้ว ส่วนความคืบหน้าในการจัดทำนโยบายของรัฐบาลนั้น จะมีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลภายใน 1-2 วันนี้



พปช.ส่ง'มิ่งขวัญ'นั่งรมว.พาณิชย์-'เฉลิม'เป็นรมว.มหาดไทย

พรรคพลังประชาชน มีความชัดเจนในส่วนของรัฐมนตรีบางตำแหน่ง โดยให้ "มิ่งขวัญ" เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ และ "ร.ต.อ.เฉลิม"เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย

สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชน ภายหลังการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ววันนี้คงต้องจับตาดูการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันศุกร์ที่ 25 ม.ค. นี้ด้วย ขณะที่ความชัดเจนในเรื่องของตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นขณะนี้ก็ลงตัวแล้วในบางส่วน

โดยเฉพาะในส่วนของตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคจะนั่งในเก้าอี้นี้ นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของนายปลอดประสพ สุรัสวดี แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ภายหลังได้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ยงยุทธ ขอเวลาพิสูจน์การทำหน้าที่ตำแหน่งประธานสภาฯ

รัฐสภา 22 ม.ค. – “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ขอเวลาพิสูจน์การทำหน้าที่ตำแหน่งประธานสภาฯ ยืนยันยึดหลักจริยธรรม ไม่มีเผด็จการรัฐสภาแน่ ปัดแสดงความเห็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า หากเข้ามาทำหน้าที่ประธานสภาฯ จะไม่เกิดเหตุการณ์เผด็จการรัฐสภาอย่างแน่นอน แม้จะมีเพื่อน มีพี่มีน้อง และหลอกไม่ได้ว่ามาจากพรรคพลังประชาชน แต่การทำหน้าที่ต้องคำนึงถึงจริยธรรม และสำนึกในความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะอยู่สถาบันใด ดังนั้น พร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเอง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงตรง ทั้งนี้ ยอมรับว่า ไม่มีจุดเด่นอะไรที่ ส.ส.จะต้องมาโหวตให้ แต่เห็นว่าเป็นภาระหน้าที่ที่ต้องทำงานมากกว่า จึงต้องการขอเวลา และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“ไม่มีเผด็จการรัฐสภา สิ่งเหล่านี้แค่คิดก็ไม่ถูกต้องแล้ว ไม่ได้ บรรยากาศการทำงานจะต้องอะลุ้มอล่วย จะไปคิดว่าไม่ฟังเสียงข้างน้อยไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะมีสภาฯ ไว้ทำไม การฟังเป็นสิ่งดี รัฐบาลจะสามารถนำข้อติติง ข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายไปใช้ประโยชน์ของประเทศได้ แต่ความเห็นอะไรที่ซ้ำกัน ห รืออาจทำให้ที่ประชุมเสียเวลา ก็คงต้องมาคุยกัน” นายยงยุทธ กล่าว

นายยงยุทธ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นความฝันคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนมีความสุข ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น มุ่งเน้นประโยชน์ของประเทศชาติ และไม่ต้องการให้ประชาชนเป็นเหยื่อของความขัดแย้ง ดังนั้น หากอะไรที่ลดความขัดแย้ง ทำให้เกิดความปรองดองได้ มุ่งเน้นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก คือ หลักที่จะต้องทำ

ส่วนที่มีความเป็นห่วงว่า จะเกิดกรณีเสียงข้างมากลากไปนั้น นายยงยุทธ กล่าวว่า ในระบอบประชาธิปไตย จะบอกว่าเสียงข้างน้อยลากไป คงไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย แต่สุดท้ายประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ว่าสิ่งที่ทำไปนั้น เสียงข้างมากทำถูกต้องหรือไม่ ชอบธรรมหรือไม่ ถ้าเสียงข้างมากไม่ชอบธรรม ผู้ที่ตัดสินคือประชาชนที่ไปลงคะแนนให้ ดังนั้น ในสภาฯ ต้องใช้เสียงข้างมากตัดสิน แต่ต้องตัดสินโดยวิถีทางที่เป็นธรรม

สำหรับการที่จะเสนอทูลเกล้าฯ ถวาย รายชื่อนายกรัฐมนตรี นายยงยุทธ กล่วว่า ขณะนี้ยังไม่ขอวิจารณ์ถึงขั้นนั้น เพราะยังไม่ได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ และยิ่งถูกบอกว่าเป็นสายล่อฟ้า จึงขออย่าเพิ่งให้พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงจะถูกวิจารณ์ว่ายังไม่ได้รับตำแหน่ง ก็อวดดีเสียแล้ว.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-22 10:49:30

'บรรหาร'หนุน'ยงยุทธ' นั่งปธ.สภาฯแนะรอดูงานก่อนวิพากษ์



การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก คึกคักขณะหัวหน้าพรรคชาติไทย ระบุ พร้อมสนับสนุน'ยงยุทธ' เป็นประธานสภาฯ โดยขอติดตามความเป็นกลางการทำหน้าที่

บรรยายกาศ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เพื่อเลือกตำแหน่งประธานสภาและรองประธานสภาฯ เป็นไปอย่างคึกคักโดยบรรดาสมาชิกผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ต่างทยอยรวมเข้าการประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

โดย นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ยืนยันในฐานะความเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อพร้อมจะสนับสนุน นายยงยุทธ ติยะไพรัช ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ โดยสนับสนุนคนของพรรคพลังประชาชนให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาทั้งสองด้วย อย่างไรก็ตามเชื่อว่า นายยงยุทธ นั้น จะสามารถทำหน้าที่ได้โดยขอให้รอดูการทำหน้าที่ต่อไป โดยเฉพาะของเรื่องความเป็นกลาง

สำหรับ บรรยายกาศโดยทั่วไป หลังจากที่ ส.ส.หลายคนได้ลงชื่อเข้าร่วมประชุมแล้ว หลังจากที่กลับเข้าไปนั่งภายในที่ประชุม โดยมีบางส่วนมีการจับกลุ่มพูดคุยกัน เช่น นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่มีการยืนพูดคุยกับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย

ยงยุทธมั่นใจสอบโกงเลือกตั้งไม่กระทบปธ.สภา


'ยงยุทธ ติยะไพรัช' มั่นใจข้อกล่าวทุจริตเลือกตั้ง ไม่กระทบการลงคะแนนเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ยืนยันไม่รู้สึกวิตกกังวล เกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องร้องเรียนการทุจริตการเลือกตั้ง ที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เนื่องจากตนเอง มีความมั่นใจในความบริสุทธิ์ และเชื่อว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเพียงการจัดฉาก ที่มุ่งประสงค์ร้ายต่อตนเองและพรรคพลังประชาชนเท่านั้น

พร้อมทั้งได้แสดงความเชื่อมั่นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อการลงคะแนน เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ อย่างแน่นอน

ส่วนความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลของทางพรรคพลังประชาชน และ พรรคพันธมิตร อีก 6 พรรค นั้น นายยงยุทธ ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้ตนเอง ได้ถูกเสนอชื่อให้ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แล้ว คงจะไม่เป็นการเหมาะสมอย่างแน่นอน หากต้องไปก้าวก่ายกับฝ่ายบริหาร

สมัคร-ยงยุทธ ไร้ปัญหาข้อกฎหมายนั่งตำแหน่งนายกฯ-ประธานสภาฯ

สำนักข่าวไทย 22 ม.ค.-นักวิชาการด้านกฎหมาย ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ข้อกฎหมายไร้ปัญหา “สมัคร” นั่งนายกรัฐมนตรี ระบุผ่านมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายเช่นเดียวกับ “ยงยุทธ” หากยังไม่มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิ ส.ส.ยังเป็นประธานสภาฯ ได้ เว้นแต่ศาลฎีการับคำร้อง ต้องหยุดทำหน้าที่

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน ให้สัมภาษณ์ “ข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์” ถึงคุณสมบัติตามกฎหมายของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กรณีขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 174 (5) ที่บัญญัติคุณสมบัติต้องห้ามก่อน ส.ส.จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไว้ว่า ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี ก่อนได้รับตำแหน่ง เว้นแต่ในความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ ซึ่งคดีของนายสมัคร ยังไม่ถึงที่สุด ต้องผ่านศาลอุทธรณ์และฎีกาอีก และมาตรา 182 (3) ที่ระบุว่าความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลง ซึ่งคดีของนายสมัคร เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องรอให้คดีถึงที่สุดเช่นกัน

“ดังนั้น มาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายของการดำรงตำแหน่งมีกำหนดไว้ ส่วนจะระบุถึงความเหมาะสมหรือจริยธรรมนั้น ผมคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกติกา ความชอบหรือไม่ชอบใครต้องดูด้วยว่า ไม่ใช่เป็นไปตามอำเภอใจ” นายปริญญา กล่าว

นายปริญญา กล่าวถึงกรณีพรรคพลังประชาชนมีมติส่งนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.แบบสัดส่วนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยว่า หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่านายยงยุทธ มีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง และยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 วรรค 2 กำหนดว่าหากศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา ให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส. แต่ ส.ส.ที่ไปทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นประธานสภาฯ ก็ทำหน้าที่ไม่ได้ ดังนั้น อยู่ที่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรว่าจะแขวนเรื่องไว้หรือเลือกคนใหม่ แต่ถ้าศาลฎีกาพิจารณาว่ามีความผิดจริงต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-22 07:46:58

สนช.รับสิ้นหวังยื่นตีความ 'สมัคร' [22 ม.ค. 51 - 04:52]

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. นายทวี สุรฤทธิกุล สมาชิก สนช. กล่าวถึงความคืบหน้าในการรวบรวมรายชื่อสมาชิก สนช.เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า ตอนนี้คงหมดหวังและสิ้นหวังที่จะรวบรวมชื่อได้ครบ 1 ใน 10 หรือ 22 คน เพราะสมาชิก สนช.ที่เป็นเครือข่าย ออกไปสมัคร ส.ส. และ ส.ว. ประกอบกับระยะเวลาทำหน้าที่ สนช.เหลืออีกไม่มาก ดังนั้นจึงอยากให้มองประเด็นจริยธรรมและคุณธรรมของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อความดีงามของระบบประเทศหรืออย่างกรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่มีข่าวว่าจะมาเป็นประธานสภาผู้แทน ราษฎร ก็ยังมีเรื่องค้างคาอยู่ที่ กกต. หรือกรณีที่มีข่าวว่านายนพดล ปัทมะ จะเป็น รมว.ศึกษาธิการ นายจักรภพ เพ็ญแข จะเป็น รมช.ต่างประเทศ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนเหล่านี้ยังติดคดีนำม็อบบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ ถูกวิจารณ์และตรวจสอบจากสาธารณะ จึงน่าจะพิจารณาตัวเอง อย่าเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง รอให้พิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมก่อน


“พะจุณณ์” ยันไม่ได้ร่วมลงชื่อ

พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิก สนช. ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เคยร่วมลงชื่อคัดค้านนายสมัครขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และไม่ทราบข่าวออกมาได้อย่างไร “ผมไม่รู้เรื่องและไม่เคยทำ เพราะตามมารยาทคงทำเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แล้ว เท่าที่สอบถามบุคคลที่มีข่าวว่าร่วมลงชื่อ 2-3 คน รวมถึง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ก็ปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้น” เมื่อถามว่า ทำไมถึงมีชื่อเข้าร่วมในการคัดค้านครั้งนี้ พล.ร.ท.พะจุณณ์กล่าวว่า ไม่ทราบจริงๆ และไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มทำ เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะพยายามนำ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เข้ามาเชื่อมโยงทางการเมืองอีก พล.ร.ท.พะจุณณ์กล่าวว่า ไม่รู้ว่าคนทำมีวัตถุประสงค์อะไร แต่เอาเป็นว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นตนไม่รู้เรื่อง

“มีชัย” ชี้ไม่ใช่หน้าที่ของ สนช.

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช. กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า หากจะตรวจสอบในฐานะที่เป็น ส.ส. สมาชิกสนช.ไม่สามารถทำได้ เพราะเรื่องของสภาไหนก็ต้องเป็นของสภานั้น จะไปก้าวล่วงข้ามสภาไม่ได้ และถ้าจะตรวจสอบนายสมัครในฐานะเป็นนายกฯ ตอนนี้นายสมัครก็ยังไม่ได้เป็นนายกฯ แล้วจะไปตรวจสอบอะไร อีกทั้ง สนช. ไม่มีหน้าที่ดังกล่าว เพราะรัฐธรรมนูญให้ทำหน้าที่ชั่วคราวเพื่อให้รัฐสภาครบองค์ประกอบ ขนาดการแต่งตั้ง ถอดถอน ยังทำไม่ได้ ซึ่งล่าสุดทราบว่าเรื่องดังกล่าวล้มเลิกไปแล้ว

ระบุคุณสมบัติประธานสภาฯ

เมื่อถามว่า มีเสียงท้วงติงกรณีที่มีข่าวว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะเป็นประธานสภาฯ ทั้งที่ยังมีเรื่องร้องคัดค้านอยู่ที่ กกต. นายมีชัยตอบว่า เมื่อ กกต.ประกาศรับรองผลแล้ว ตราบใดที่ กกต.ยังไม่ทำอะไรต่อ ก็ไปทำอะไรเขาไม่ได้ และไม่มีข้อห้าม แต่ถ้ามีการสอยภายหลังการดำรงตำแหน่ง ก็จบ ส่วนเรื่องความสง่างามนั้นอยู่ที่คนจะคิดกันเอง แต่ กกต.จะคิดอย่างไรไม่มีใครรู้ กกต.คงเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงรับรองไป แต่ถ้า กกต.รับรองผลโดยที่รู้ว่ายังมีอะไรอยู่ ความผิดก็จะตกอยู่ที่ กกต. เมื่อถามว่า คุณสมบัติ ของประธานสภาฯควรเป็นผู้ที่คอยประคับประคองให้การประชุมเรียบร้อย ไม่ให้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย นายมีชัยตอบว่า คุณสมบัติเดียวที่ประธานสภาฯต้องมีคือ สมาชิกส่วนใหญ่เลือก เมื่อเลือกแล้วคงไปว่าอะไรไม่ได้ ส่วนการทำงานในสภาฯต่อไปที่มีคนคาดว่าจะแบ่งขั้วรุนแรงนั้น ยังพูดอะไรไม่ได้ ต้องดูการทำงาน

ปัญหาที่ตกตะกอน [22 ม.ค. 51 - 19:36]

ตั้งแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชั่วคราวมาปีกว่าๆ ผมชอบใจการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สุรยุทธ์กับบรรดาผู้สื่อข่าวสายทำเนียบรัฐบาลที่บ้านพักเขายายเที่ยง ฟังแล้วทำให้รู้จักตัวตนของ พล.อ.สุรยุทธ์มากขึ้น

ผมเข้าใจว่าเนื้อแท้ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ค่อนข้างที่จะรู้จักและเข้าใจการเมืองพอสมควร เพราะฉะนั้นจึงเตรียมตัวเตรียมใจมาตั้งแต่ต้น หากมารับหน้าที่สำคัญดังกล่าวว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

อาการ ใส่เกียร์ว่างจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

เพราะการเข้ามาเป็นเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล หนีไม่พ้นจากสภาวะกดดันทางการเมือง กลไกที่เป็นข้าราชการการเมืองและข้าราชการทั่วไป ไม่ธรรมดา

มีผลประโยชน์และข้อต่อรองอยู่ทุกขั้นตอน

“การที่เป็นรัฐบาลก็ไม่ได้แปลว่าจะทำอะไรได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเสนอกฎหมายเข้าสนช. ก็ทำได้ลำบาก หรือเรื่องที่ให้ จัดการกับอำนาจเก่า ก็เป็นเรื่องที่ยากเพราะมีแต่ข้าราชการ ที่ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลเขาก็ต้องทำงาน แม้แต่เรื่องของการสร้างความสมานฉันท์ที่ได้ประกาศเอาไว้ เพราะคนที่มองว่าเป็นพวกเดียวกันเช่น กลุ่มพันธมิตร ก็ไม่ได้มองว่าเราเป็นพวกเดียวกัน”

“ในช่วงที่เข้ามาทำหน้าที่ก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาความ ขัดแย้งแล้วพยายามที่จะเป็นตัวกลางประสานกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่โทรศัพท์มาหา จากนั้นก็นำคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปบอกกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่ต่างฝ่ายต่างก็มีทิฐิต่อกันทำให้มีปัญหา”

ผมว่าประโยคทองข้างบนนี้ ถ้าพิจารณาให้ดี อ่านซ้ำๆซักสองสามรอบ จะได้คำตอบของวิกฤติประเทศทั้งหมด จะได้คำตอบว่าทำไมผมถึงได้ย้ำแล้วย้ำอีกว่า อำนาจพิเศษ อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ อำนาจจากปลายกระบอกปืนจะต้อง หยุดได้แล้ว

ไม่เช่นนั้นประเทศจะล่มจม

เพราะระหว่างขั้วอำนาจไม่ใช่แค่ลำพัง พลังประชาชนกับประชาธิปัตย์ หรือ กับกลุ่มพันธมิตร กับกองทัพ เหล่านี้น่าจะเป็นแค่หมากบนกระดานซะมากกว่า

แต่เป้าหมายของภารกิจที่แท้จริง อยู่ที่ระหว่างตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กับอำนาจพิเศษ ที่อยู่นอกเหนือของกติกาในระบอบประชาธิปไตย

จึงไม่มีกติกาใดที่จะหยุดยั้งปัญหาวิกฤติชาติที่เกิดขึ้นได้ นอกจากต้นตอของปัญหาจะยอมยุติหันหน้าเข้าหากัน ปรองดองและสมานฉันท์ดังพระราชดำรัสอย่างแท้จริง

เป็นหนทางเดียวที่จะยุติวิกฤติได้อย่างถาวร

คำพูดของ พล.อ.สุรยุทธ์ที่ตอบคำถามถึงความขัดแย้งระหว่างคุณสมัคร สุนทรเวช กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ว่า ก็รู้ๆกันอยู่ว่า พล.อ.เปรม เป็นคนที่ไม่ค่อยจะพูดจะจาอะไรมากมาย แต่ที่มีการนำ พล.อ.เปรม มาเชื่อมโยงกับเรื่องต่างๆ เป็นเรื่องที่ควรระมัดระวัง เพราะในฐานะเป็นประธานองคมนตรีไม่ควรจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องใดๆ เมื่อเป็นข่าวก็จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับสถาบัน มีคำตอบอยู่ในตัวเองแล้ว.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

หนึ่งปีสี่เดือนที่หายไป [22 ม.ค. 51 - 19:43]

ระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าดีหรือเลว ไม่ว่าพัฒนาแล้วหรือยังด้อยพัฒนามันก็มีกฎกติกาของมันที่จะเดินไป อย่างวันนี้ ก็จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกหลังเลือกตั้งทั่วไป เพื่อเลือก ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ให้กฎกติกาประชาธิปไตยสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง คือ เลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นมาตั้งรัฐบาลใหม่

ไม่ใช่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่แต่งตั้งตามอำเภอใจของคณะปฏิวัติ ที่เล่นพวกเล่นพ้องไม่แพ้รัฐบาลที่ถูกปฏิวัติ

และก็ไม่แปลกอะไรที่วันนี้พรรคพลังประชาชนจะเสนอ นายยงยุทธ ติยะไพรัช หนึ่งในผู้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นเป็น ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ เพราะผู้ชนะย่อมได้อำนาจทั้งหมด นี่คือกฎกติกาการเมือง

ที่สำคัญ นายยงยุทธ นอกจากจะเป็นผู้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ยังเป็น 1 ใน 3 ตัวแทนพรรคพลังประชาชน ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็น ผู้มีอำนาจเจรจาแบ่งโควตารัฐมนตรี กับพรรคร่วมรัฐบาล เคียงคู่กับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค

เพราะตำแหน่ง ประธานรัฐสภา เป็นตำแหน่งสำคัญ มีหน้าที่ต้องนำชื่อ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย จึงต้องเป็นคนที่พรรคไว้ใจที่สุด

เช่นเดียวกับตำแหน่ง รัฐมนตรีกลาโหม ไม่ต้องไปเฟ้นชื่อให้เสียเวลา ผมฟันธงล่วงหน้าตรงนี้เลยว่า จะต้องเป็น คนของพรรคพลังประชาชน ร้อยเปอร์เซ็นต์ ใครจะไปไว้ใจคนอื่นที่ไกลตัว ทั้งๆที่เพิ่งถูกปฏิวัติมาหมาดๆ

วันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่า พรรคไทยรักไทย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ฟื้นคืนชีพมาเต็มตัวแล้ว และมีอำนาจเด็ดขาดในรัฐบาลเหมือนเดิมไม่ว่าจะใช้ชื่อพรรคอะไรก็ตาม นี่คือความเป็นจริงที่สังคมต้องยอมรับ

แม้แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่กำลังจะกลายเป็นอดีต ก็ออกมายอมรับกับนักข่าวที่บ้านเขายายเที่ยงว่า

พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯมาถึง 6 ปี ก็ต้องมีพวกมีเพื่อน รวมทั้งมีเงินด้วย สังคมก็มองเหมือนกันว่า คนที่อยู่ในฐานะแบบนี้ก็น่าจะมี บารมีและอิทธิพลบ้าง เพราะไปถามชาวบ้านในต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ ก็ยังมีความชื่นชอบในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ

สรุปก็คือ 1 ปีกับ 4 เดือนที่ผ่านมา คมช.และรัฐบาลขิงแก่ ที่ช่วงชิงอำนาจมาอยู่กับมือ บริหารประเทศล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

เวลา 1 ปี 4 เดือนของประเทศไทยและคนไทยที่สูญหายไปกับความว่างเปล่า จากการปฏิวัติที่ไม่เอาไหนของทหารที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

นอกจากสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของชาติบ้านเมือง และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยทุกคนแล้ว คณะปฏิวัติ หรือ คมช.ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยังพาเศรษฐกิจบ้านเมืองและการเมืองไทยถอยหลังลงคลองอีกด้วย

ถ้าหากรัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นชีวิตใหม่ของพรรคไทยรักไทยจะคิดบัญชีกับพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ ด้วยการตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาสอบสวน ในฐานะผู้ทำให้เศรษฐกิจของชาติบ้านเมืองเสียหายอย่างใหญ่หลวง ทำให้บ้านเมืองถอยลงคลอง ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม

อนาคตข้างหน้าจะได้ไม่มีใครคิดปฏิวัติอีก

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากต่อ “รัฐสภาชุดใหม่” ก็คือ การเดินหน้า “แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ คมช.” ในบทบัญญัติที่บ่อนทำลายความมั่นคงของพรรคการเมือง เพื่อทำลายความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งเป็นการทำร้ายชาติบ้านเมืองทางอ้อม เพื่อจะได้สร้าง “รัฐบาลที่มั่นคงแข็งแรง” ขึ้นในอนาคต เมื่อมีรัฐบาลที่มั่นคง ประเทศก็แข็งแรงครับ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย


ตอบโจทย์สมานฉันท์? [22 ม.ค. 51 - 03:03]

“ท่านประธานที่เคารพ”

ต่อให้คนระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี นักการเมืองรุ่นเก๋าลายคราม ใหญ่คับฟ้ามาจากไหน ถ้าเข้ามานั่งในที่ประชุมสภา จะต้องกล่าวคำๆนี้

แสดงความเคารพประธานสภาผู้แทนราษฎร

นี่คือสิ่งการันตีสถานภาพของคนเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ศักดิ์สิทธิ์ไม่ธรรมดา

และนี่น่าจะเป็นแรงจูงใจอันดับต้นๆ กับการปรากฏชื่อของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

นอกเหนือไปจากงานรูทีน รับมือฝ่ายค้านเขี้ยวลากดินอย่างพรรคประชาธิปัตย์

อีกตัวอย่างที่เห็นกันหมาดๆ ฉายา “ตี๋กร่าง” ของนายสุชาติ ตันเจริญ ก็ลบเลือนไปจากความทรงจำของสาธารณะ เพราะอานิสงส์จากการนั่งพักฟื้น แค่ในตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

อาศัยความสุขุมลุ่มลึก ทำหน้าที่ได้เข้าตา

“ตี๋กร่าง” ฟอกตัวเนียนไปเลย

โดยสภาพที่ไม่แตกต่างจากนายสุชาติเมื่อครั้งโดนมรสุมถล่มแก๊งกลุ่ม 16 สถานการณ์ เดียวกันกับภาพยามนี้ของนายยงยุทธ ก็สะบักสะบอมจากวิบากกรรมอันแสนสาหัส

บอบช้ำในฐานะไอ้ห้อยไอ้โหนคู่กาย “นายใหญ่”

อยากหาที่นั่งพัก หลบลมร้อนสบายๆ

โดยเหตุผลที่ยกมาเอ่ยอ้างกันตรงๆก็คือ รู้ตัวว่าเป็นสายล่อฟ้า ถ้าไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดก็เสี่ยงเป็นจุดล่อเป้า

โดนรุมทึ้งไม่เป็นอันทำงาน

พูดอีกก็ถูกอีก โดยสถานภาพของขุนศึกสายตรงลอนดอน หากนายยงยุทธนั่งทำงานฝ่ายบริหารเป็นรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่งกระทรวงใด

หนีไม่พ้นความหวาดระแวง

กับผลงานในอดีตแค่นั่งในกระทรวงเกรดบี คุมงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ยังมีการระดมพลกองทัพอาสาสมัครของกรมป่าไม้ออกมาตั้งท่าบู๊กับม็อบไล่ “ทักษิณ” ซะได้ นับประสาอะไรถ้าไปนั่งอยู่ในกระทรวงที่มีเครื่องไม้เครื่องมือ

ต้องเฝ้ากันไม่ละสายตา

แต่ในทางตรงกันข้าม นายยงยุทธหักมุมมานั่งในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ลดโทนฮาร์ดคอร์มาเป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมลุ่มลึก

เปลี่ยนอารมณ์มาเล่นบทนุ่มนวล

อาการตั้งแง่หวาดระแวงก็คงลดดีกรีลงไป

เหนืออื่นใด กับการตอบโจทย์ 5 ข้อของฝ่ายต่อต้านอำนาจเก่า ที่พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินยื่นเงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล

โจทย์ข้อแรก ชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” การันตีความจงรักภักดี

“ยงยุทธ ติยะไพรัช” ก็จะมาทำข้อสอบตอบโจทย์ข้อที่สองในเรื่องของ “สมานฉันท์”

แว่วๆว่าจะมีเซอร์ไพรส์

ท่าทีของ “ไอ้โหน” ขาบู๊คู่กายนายใหญ่จะหายไปพร้อมๆกับบทฮาร์ดคอร์ เหลือแค่ “ยงยุทธ” ในมาดประธานสภาฯ ที่มีลีลานุ่มนวล

พูดจาด้วยภาษาดอกไม้

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ก็ไม่ลืมภารกิจหลัก การปลดล็อกโทษดองเค็มให้กับสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ตามธงที่นายสมัคร ได้ประกาศตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

ส่งสัญญาณชัดมาตั้งแต่วันที่โดดร่วมวงกับลูกข่ายไทยรักไทย

โดยความค้างคาใจของคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนผิด และต้องแสดงความรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นต้นเหตุให้เพื่อนที่กอดคอร่วมพรรคไทยรักไทยด้วยกันมาต้องพลอยรับเคราะห์กรรม ติดบ่วงโทษแบนทางการเมือง

ไม่เป็นธรรมกับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง

อย่างช้าในสมัยประชุมสภาฯที่สอง ต้องมีเรื่องของการนิรโทษกรรม

แน่นอนเกมล้มเดิมพันสำคัญ จำเป็นต้องใช้คนที่ทุ่มให้ “นายใหญ่” ทั้งตัวอย่าง “ยงยุทธ”

รับมุกส่งไม้กันได้เร็ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)