WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 22, 2008

ชวน ชี้เสียงข้างมากเลือก ยงยุทธ ต้องยอมรับ

รัฐสภา 22 ม.ค. – “ชวน หลีกภัย” ชี้เสียงข้างมากเลือก “ยงยุทธ ติยะไพรัช” เป็นประธานสภาฯ ก็ต้องยอมรับตามระบอบประชาธิปไตย ส่วนจะมีปัญหารือไม่ รอให้เริ่มงานก่อน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า การลงมติเป็นสิทธิของเสียงข้างมากที่จะเลือกใคร ส่วนจะทำให้เกิดเผด็จการรัฐสภาขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบทบาทของแต่ละพรรค เมื่อรับตำแหน่งแล้ว ถ้าแต่ละท่านทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และข้อบังคับก็ไม่มีปัญหา

ต่อกรณีที่นายยงยุทธ มีเรื่องร้องเรียนค้างอยู่กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายชวน กล่าวว่า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องแยกกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า การมีประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ถูกคาดหมายว่าอาจมีปัญหาในการดำรงตำแหน่ง จะมีปัญหาเกิดขึ้นหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่เริ่มต้น รอให้เริ่มต้นเสียก่อน ส่วนที่ประธาน และรองประธานสภาฯ มาจากพรรคเดียวกัน เป็นเรื่องของเสียงข้างมาก ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่

สำหรับการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้าน จะมีปัญหาหรือไม่ นายชวน ตอบสั้น ๆ ว่า “เรื่องนี้ต้องไปถามท่านหัวหน้า (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์)”. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-01-22 15:47:09

นั่ง ‘ขุนคลัง’ เดี๋ยวก็เก่งเอง

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นใคร???คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก มาดัง...ต่อเมื่อได้ร่วมงานกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และทำงานภายใต้กรอบนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล!!!“บางกอกทูเดย์” สรุปใจความที่ “ว่าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” อย่าง...นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้ถูกคาดหมายให้นั่งเก้าอี้ รองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เมื่อช่วงสายของ 21 ม.ค.ที่ผ่านมาหลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมหรือไม่กับเก้าอี้ “ขุนคลัง” ของ “หมอเลี้ยบ” หรือ น.พ.สุรพงษ์สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชนจะอะไรกันนักหนา...ไม่รู้หรือว่า “เงื่อนไข” ที่รัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดให้คนที่จะเข้าไปนั่งในตำแหน่งรมว.คลัง ต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างไม่รู้หรือว่า “ญาติ” ในมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม นั้นยาวววววววว....ไปถึง 7 ชั้น 7 ชั่วโคตรขึ้นบน 3 ชั้น...ลงล่างอีก 3 ชั้น รวมตัวเองอีก 1 ชั้น ไล่ตั้งแต่...ปู่ทวด ย่าทวด ตาทวด ยายทวด ปู่ย่าตายาย ลงไปถึง...หลานหลานเขย หลานสะใภ้ กระทั่ง เหลน ของตัวเองและคู่สมรสแค่ไล่ชื่อ อาชีพ ตำแหน่ง...ญาติโกโหติกา ก็เหนื่อยแย่แล้ว!!!แล้วอย่างนี้...ยังจะมีใครหน้าไหน กล้ารับตำแหน่ง“ขุนคลัง” ในยุคสมัยนี้เล่า???ยกเว้น...คนที่อยู่นอกวงการการเงินการคลังและการธนาคาร“เข็มทิศ” จึงชี้ไปยัง...“หมอเลี้ยบ” แล้วก็เป็นที่มาที่นายมิ่งขวัญ...ออกมาให้สัมภาษณ์พาดพิงถึง อดีตรองนายกฯและรมว.คลัง อย่าง...นายสมคิด ซึ่ง “ดังระเบิด” ในเวลาต่อมา เพราะได้ร่วมงานกับอดีตนายกฯ ทักษิณแม้ “แกนหลัก” ภาคเอกชน และนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ จะติงว่า...“หมอเลี้ยบ” ขาดความรู้และความชำนาญด้านเศรษฐกิจการเงินและการคลังรวมถึงไม่เชี่ยวชาญงานทางด้านเศรษฐกิจมหภาคอาจทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจเชิงมหภาคมีปัญหาและไม่ทันการณ์ จนสั่นสะเทือนความรู้สึกของนักลงทุน ทั้งในและนอกประเทศได้พูดง่ายๆ พวกเขาไม่เชื่อมั่น และอยากให้มีการเปลี่ยนตัว “หมอเลี้ยบ” นั่นแหละต่างจากมุมมองของ นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยาประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ที่ระบุถึง น.พ.สุรพงษ์ กับตำแหน่ง รมว.คลัง เมื่อ 21 ม.ค. ว่าแค่มีความตั้งใจจริงที่แก้ไขปัญหาบ้านเมือง มีสมอง และมีความคิด แม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์ แต่ถ้ามีทีมงานที่ดีและเป็นที่ยอมรับ ก็เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นได้ขณะที่ ตัว “หมอเลี้ยบ” เอง บอกในวันเดียวกันว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปและที่ผ่านมาก็เป็นเพียงกระแสข่าว ซึ่งเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีต่างๆ จะมีการสรุปหลังเลือกนายกฯ เรียบร้อยแล้วอย่างไรก็ตาม รมว.คลังเป็นตำแหน่งที่สำคัญ คนที่จะมาเป็นรมว.คลัง ต้องกล้าคิดกล้าตัดสินใจ เป็นนักบริหาร จะต้องช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างความมั่นใจให้ต่างประเทศได้“เบื้องต้นที่คุยกันน่าจะเป็นคนใน” น.พ.สุรพงษ์ ย้ำแหม! คนในที่ว่านี้...ยังจะมีใครเหมาะสมเท่า “คน” ซึ่งอยู่ในทุกๆเหตุการณ์ที่ “นายใหญ่” เผชิญอยู่ แม้กระทั่ง...ถูกปฏิวัติรัฐประหาร “19 กันยา”เล่า???เอ...แล้วใครคนนั้น มันเป็นใครกันหว่า???.

คมช.ประกาศยุติบทบาทลั่นไม่กลัวถูกเช็คบิล

คมช.ลั่นไม่กลัวถูกเช็คบิล แต่ต้องการให้รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่เป็นทหารที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองแจง พร้อมทำงานกับพรรคพลังประชาชน

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. แถลงผลการประชุม คมช.ในนัดสุดท้าย ว่าที่ประชุมได้มีแนวคิดว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหมในรัฐบาลใหม ่สมควรที่จะเป็นคนกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมืองและจะต้องเป็นทหาร เพราะทหารย่อมเข้าใจในทหารมากกว่า และปฏิเสธขอไม่เจาะจงบุคคล โดยยืนยันไม่ใช่เป็นการแทรกแซงและย้ำว่ากองทัพจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังพร้อมทำงานกับพรรคพลังประชาชน หากมุ่งเพื่อประโยชน์ของประชาชน และไม่กลัวที่จะถูกเช็คบิลในภายหลัง

ทั้งนี้คมช.จะยุติการนัดประชุมในสถานภาพของคมช. โดยจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการพูดคุยหารือระหว่าง ผู้บัญชาการเหล่าทัพในลักษณะของมื้ออาหารเช้า

นอกจากนี้ ที่ประชุมคมช.นัดสุดท้าย เห็นด้วยกับการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นความสมานฉันท์ของคมช. และรัฐบาลชุดใหม่ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับมาได้โดยไม่ต้องอุปสมบท นอกจากนี้ยังระบุว่า การรับประทานอาหารค่ำของ รักษาการประธานคมช. กับ คตส. วานนี้ เป็นแค่การพบปะพูดคุยก่อนยุติบทบาทคมช. ส่วน คตส. จะได้ทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่เป็นดุลพินิจ ของรัฐบาล

โฆษก คมช. ยังระบุว่า คมช. ไม่ขอประเมินตนเอง แต่ขอให้สังคมเป็นผู้ประเมิน โดยยืนยันที่ผ่านมา ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องอย่างดีที่สุดแล้ว


สนธิ-คมช.ทั้งคณะเตรียมเฝ้าทูลลาตำแหน่งหลังรบ.ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แหล่งข่าวจาก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า ในที่ประชุม คมช. ได้มีการหารือพูดถึงบทบาทหลังจากที่มีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งว่า คมช. จะลดบทบาทลง โดยเฉพาะ บทบาททางการเมือง เพื่อปล่อยให้เป็็นไปตามกลไกทางการเมือง โดย คมช. จะทำหน้าที่เกาะติดและติดตาม ภาระงานด้านความมั่นคงตามบทบาทกองทัพ และให้ความมั่นใจแก่การทำงานของ คตส. ที่ยังมีภารกิจตรวจสอบ การทุจริตของอดีตรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถทำงานต่อไปได้ จนกว่า คมช. จะหมดวาระลงไปพร้อมกับ คณะรัฐบาล แต่การทำงานตรวจสอบยังอยู่ และ คมช. จะใช้บทบาทของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ในการเข้ามาให้ความมั่นใจต่อการทำงาน

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ในที่ประชุม คมช. มีการหารือกันและเห็นว่า หลังจากที่มีรัฐบาลชุดใหม่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คมช.ทั้งคณะพร้อมด้วย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีและอดีต ประธาน คมช. จะขอกราบบังคมทูลเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทูลลาจากการปฏิบัติหน้าที่ คมช. มากว่า 1 ปี ส่วนวันเวลาใดนั้นคงต้องภายหลังที่มีการถวายสัตย์ของคณะรัฐบาลชุดใหม่ และพระประสงค์ของพระองค์ท่านที่จะให้เข้าเฝ้าได้ในวันใด


สนธิไปตะวันออกกลาง กลาโหมทิ้งทวน ครม.

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (22 ม.ค.) ว่า ยังไม่ทราบว่าการประชุม ครม.วันนี้จะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายหรือไม่ โดยให้ไปสอบถาม นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รวมทั้งต้องดูเรื่องที่กำหนดเป็นวาระการพิจารณาด้วย

ด้าน นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการ ครม. กล่าวว่า การประชุม ครม. วันนี้ ไม่ถือว่าเป็นการประชุม ครั้งสุดท้ายของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ส่วนจะมีการประชุมอีกครั้งเมื่อใด คงยังตอบไม่ได้ เพราะตามกฎหมายแล้ว การส่งต่อมอบงานให้กับรัฐบาลชุดใหม่ จะต้องมี ครม.ชุดใหม่ที่เฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อน การประชุมครม.จึงต้องมีต่อไปตามปกติ ในทางปฏิบัติหากมีความจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ก็สามารถทำได้ แม้จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วก็ตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การประชุม ครม.วันนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ติดภารกิจ เดินทางไปประเทศตะวันออกกลางไม่ได้เข้าร่วมการประชุมด้วย ขณะที่ กระทรวงกลาโหม เสนอขออนุมัติเปลี่ยนแปลงงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพและขีดสามารถการผลิตกระสุนปืนใหญ่แบบวิถีโค้ง ขนาด 105 มม. ชนิดระเบิดเพิ่มระยะกลาง


‘เฉลิม'ไม่หวั่นเสียงแตกแถวโหวตนายกฯ-ยันไม่แทรกแซงยุติธรรม

ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน ยืนยัน ไม่รู้สึกเป็นกังวลว่าเสียงแตกของพรรคร่วมรัฐบาลในวันนี้ในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า จะส่งผลกระทบต่อการโหวตตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังคงมั่นใจว่า นายสมัคร สุนทรเวชหัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน ส่วนกรณีที่เกิดเสียงแตกของพรรคร่วมรัฐบาลนั้น มองว่าเป็นเรื่องปกติ ตามระบอบประชาธิปไตย ขณะที่เห็นว่า การดำรงตำแหน่งของตน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย หรือ กระทรวงกลาโหมตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ขึ้นอยู่กับมติของพรรค โดยตนก็พร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งอยู่แล้ว

พร้อมกันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม พร้อมยืนยัน เลือกพรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาลแล้วจะไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีความแตกต่างของครอบครัวชินวัตร และจะไม่มีการโยกย้ายผู้บัญชาการทหารบก หรือ ล้างแค้นใครทั้งสิ้น ทั้งยังไม่มีการยกเลิก คตส. ด้วย--จบ--


จาก hi-thaksin

คนวันเสาร์ฯเผยโผการจัดตำแหน่งต่างๆ รัฐบาลใหม่

22 มกราคม 2551

แหล่งข่าวเชิงลึกจาก
เว็บไซต์คนเสาร์ไม่เอาเผด็จการ คุณ AlienET ได้เปิดเผยข่าวที่ตนเองได้รับมาให้เพื่อนประชาชนทราบล่วงหน้า เกี่ยวกับการจัดตำแหน่งหน้าที่ในการบริหารรัฐบาลชุดใหม่ โดยมีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้

ขอแจ้งข้อสรุปเบื้องต้นล่าสุดของโควต้าแต่ละพรรคที่จะได้ตำแหน่งผู้บริหารประเทศครับ

พรรคประชาราษฎร์ ได้ 1 ตำแหน่ง
พรรคมัชฌิมาธิปไตยได้ 2 ตำแหน่ง
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาได้ 2 ตำแหน่ง
พรรคเพื่อแผ่นดินได้ 5 ตำแหน่ง(เดิมได้ 4 ขอเพิ่มได้เป็น 5)
พรรคชาติไทยได้ 6 ตำแหน่ง(เดิมได้ 5 ต่อรองขอเพิ่ม 7 คาดว่าได้ 6)
พรรคพลังประชาชนเหลือ 20 ตำแหน่งรวมนายกฯ
รวมแล้วจะต้องไม่เกิน 36 คนแต่อาจจะเกินกว่า 36 ตำแหน่งได้

- ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ นายสมัคร สุนทรเวช แน่นอน 100%
- ตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมคือ พลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์ แน่นอน 100%
- ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์คือ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ 80%
- ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังคือ ดร.สุชาติ ธำรงธาดาเวช
- ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างรอการตัดสินใจของ นายทนง พิทยะและดร.โกร่งว่าจะตอบรับหรือไม่ ถ้าตอบว่าไม่ ก็อาจจะเป็นนายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
- ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมอาจเป็นนายเฉลิม อยู่บำรุง เอาไปสู้พรรคพวกนายจรัญทีได้วางพรรคพวกไว้
- ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยยังไม่ลงตัวนายเฉลิมก็เป็นตัวเก็งด้วยคนหนึ่ง
- กระทรวงแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงวัฒนธรรมฯ, กระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นของพรรคร่วมรัฐบาล 5 พรรค
- กระทรวงกลาโหม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงสารสนเทศและเทคโนโลยี(ไอซีที.), กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาจะเป็นของพรรคพลังประชาชน

นอกนั้นก็ต่อรองเลื่อนไหลกันไปตามธรรมชาติของการจัดตั้งรัฐบาล

จาก Thai E-News

ไม่เลิกสอบปธ.ยงยุทธ กกต.ชี้ยุบพปช.อีกยาว [22 ม.ค. 51 - 13:12]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดแรก วันนี้ (22 ม.ค.) หลังการอภิปรายของสมาชิกอย่างกว้างขวางใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ประเด็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องแนะนำตัวเองต่อที่ประชุมหรือไม่ ตามที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ ในที่สุดที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 310 เสียง ให้ดำเนินการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรไปตามวาระการประชุมโดยไม่ต้องมีการแนะนำตัว จากนั้น พรรคพลังประชาชน เสนอชื่อ นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 8 พรรคประชาธิปัตย์ ชิงตำแหน่งดังกล่าว ต่อมา เข้าสู่ขั้นตอนให้สมาชิก ลงคะแนนลับ โดยแจกกระดาษพร้อมซองให้สมาชิกแต่ละคนเลือกบุคคลที่เห็นว่า สมควรให้ดำรงตำแหน่งนี้ ก่อนนำไปส่งให้กรรมการนับคะแนนบริเวณด้านหน้าห้องประชุม ผลการนับคะแนนเป็นไปตามคาด นายยงยุทธ ได้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนน 307 เสียง นายบัญญัติได้คะแนน 167 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง

ด้าน นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า จะไม่ยุติการพิจารณาคดีนายยงยุทธ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน แม้จะมีการลาออกจากตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรค และ กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนแล้วก็ตาม เพราะถือว่ากระบวนการตรวจสอบได้เริ่มต้นไปแล้ว และถือว่าคดีนี้เป็นคดีใหญ่ จำเป็นที่คณะกรรมการสอบสวนต้องทำงานอย่างรอบคอบ ดังนั้นการขอขยายเวลาการสอบสวนออกไป 1-2 สัปดาห์เพื่อให้ได้พยานหลักฐานที่ชัดเจน เพราะต้องนำสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ส่วนประเด็นการยุบพรรคต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

ขณะที่ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การพิจารณายุบพรรคพลังประชาชนจากคดีของนายยงยุทธ ยังมีอีกหลายขั้นตอน เพื่อให้ได้พยานหลักฐานที่ชัดเจน อีกทั้งจำเป็นต้องรอคำตัดสินของศาลฎีกามาเป็นแนวทางการพิจารณาของ กกต. จากนั้นต้องส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคต่อไป


“สมศักดิ์-อภิวันท์” นั่งรองปธ.สภาฯ ตามคาด [22 ม.ค. 51 - 14:21]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดแรก วันนี้ (22 ม.ค.) หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติลงคะแนนให้นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วนจากพรรคพลังประชาชน เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนน 307 เสียง แล้ว ล่าสุด ผลการลงคะแนนในทางลับ เลือกผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ปรากฏว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน ได้รับเสียงสนับสนุน 303 เสียง ขณะที่คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.กทม. ได้ 170 เสียง มีเสียงงดลงคะแนน 1 เสียง

ส่วนตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ทางพรรคพลังประชาชนเสนอชื่อ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี ซึ่งไม่มีผู้ท้าชิง ทำให้ไม่ต้องมีการลงคะแนน ที่ประชุมจึงให้การรับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



สภาเมีย คมช.

พลันที่การสมัคร ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งสิ้นสุดลง
คนไทยทั้งประเทศก็ได้เห็นรายชื่อผู้สมัครกันแล้วว่าเป็น
ใครกันบ้าง จากนี้ไปจึงต้องจับตาไปที่กระบวนการสรรหา
เพื่อให้ได้ ส.ว. ทั้ง 74 คนว่า มีความโปร่งใส ไม่เล่นพวก
และได้บุคคลที่มีคุณภาพสมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนี้
ดังที่ท่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญคุยนักคุยหนาเพียงใด
แต่พลันที่ได้สำรวจลึกลงไปถึงรายชื่อผู้สมัครดังกล่าว
ก็ทำให้มีอันต้องสะดุดกับรายชื่อหลายรายชื่อที่สมัครเข้ามาว่า
มีความควรแค่ไหนที่สมัครเข้ามา
ในจำนวนรายชื่อเหล่านั้น ที่สะดุดที่สุดก็คือชื่อของ
นางพรเพ็ญ เกยานนท์ ที่ถูกส่งเข้าประกวดโดยสมาคมภริยา
ทหารเรือ และเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าสุภาพสตรีท่านนี้เป็นภริยา
ของ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ
คนปัจจุบัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิก คมช. ที่ร่วมกันปฏิวัติ
รัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลที่ถูกกฎหมายของประชาชน
คุณสมบัติความรู้ความสามารถของคุณพรเพ็ญ ในการ
จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาคงไม่มีใครข้องใจ ทั้งผลงานในอดีต
ที่เคยทำหน้าที่ทางด้านสังคมสงเคราะห์ และการบริหารงาน
บริษัทในภาคเอกชนอย่างบริษัทท่องเที่ยวที่ชื่อ เอ็ม เพรส
แทรเวล
โดยส่วนตัว คนเมืองก็รู้จักพี่ติ๋วคนนี้และสามีที่ชื่อเล่น
ว่าพี่อุ๊ดี ให้ความเคารพนับถือถึงความเป็นคนดีของคนทั้งสอง
มาโดยตลอด ไม่เคยมีอะไรมาสะกิดให้ข้องใจเลยว่าท่าน
เป็นคนไม่ดี
ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาไม่ใช่ตำแหน่งส่วนตัว แต่เป็น
ตำแหน่งส่วนรวมที่ต้องทำงานเพื่อชาติ ไม่ใช่ตำแหน่งที่ให้แก่
กันเพื่อเป็นบำเหน็จรางวัลเหมือนสมาชิกสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติชุดปัจจุบัน ที่หลายคนได้รับเพราะเป็นบำเหน็จ
รางวัลและตอบแทนบุญคุณกัน
ท่านไม่กังวลว่าคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ตาม
รัฐธรรมนูญมาตรา 113 อันได้แก่ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการ
แผ่นดิน ประธาน ป.ป.ช. ประธานกรรมการตรวจเงิน
แผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
จะอึดอัดใจหรือเกรงอกเกรงใจท่านเลยหรือครับ
หรือว่าคนเหล่านี้สั่งได้
ท่านอยากเป็นไปทำไมให้ผู้คนเขาครหา และตกเป็น
เป้าในการถูกวิจารณ์ในทางเสียหายซึ่งเปลืองตัวโดยใช่เหตุ
ถ้าอยากเป็นทำไมไม่ลงสมัครแบบเลือกตั้ง ให้ประชาชน
เลือกเข้ามาอย่างสง่างามและมีศักดิ์ศรีโดยไม่ต้องอาศัย
ใบบุญสามี หรือว่าลงสมัครแบบเลือกตั้งแล้วกลัวจะไม่ได้เป็น
ส.ว. เพราะประชาชนไม่เลือก
เขาทักท้วงกันมากตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสภาร่าง
รัฐธรรมนูญแล้วว่า จะมีบุคคลอย่างนี้เป็น ส.ว.แต่งตั้งก็ไม่มี
ใครฟังกัน แล้วคนร่างอย่าง อ.นรนิติ เศรษฐบุตร ดร.สมคิด
เลิศไพฑูรย์ หรือแม้แต่หน้าแหลมฟันดำจะตอบประชาชน
อย่างไร
เคยด่าเขาไว้ไม่ใช่หรือว่า ส.ว.ชุดที่แล้วเป็นสภาผัวเมีย
แล้วสภาเมีย คมช. ชุดนี้ ต่างจากสภาผัวเมีย
ตรงไหนครับ
คนเมือง

ประเทศไทย (ก็) ของผม - ประเทศไทย (ก็) ของผม