WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 23, 2008

จุดอ่อนรัฐบาลผสม [23 ม.ค. 51 - 18:09]

ผลการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า กลายเป็น พลังประชาชน ได้กำไร แต่ ประชาธิปัตย์ ขาดทุนไปฉิบ ผมตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกตั้งใหม่ นั้น ค่อนข้างจะบริสุทธิ์กว่า การเลือกตั้งใหญ่ ปัจจัยหนึ่งมาจาก การเลือกตั้งล่วงหน้า ที่เปิดช่องให้มีการโกงการเลือกตั้งได้สบาย

แตกต่างจากการเลือกตั้งปกติที่เลือกกันเสร็จก็เปิดหีบนับกันสดๆตรงนั้นเลย โอกาสที่จะโกงมีน้อย มามัวจับผิดแต่เรื่องซื้อเสียง ถ้าไม่เชื่อ ลองให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน กทม.จะได้เห็นว่าของแท้เป็นอย่างไร

อีกปัจจัยก็มาจากม่านสีเขียว

อันนี้รู้ๆกันอยู่ว่า พรรคไหนได้เปรียบเสียเปรียบ และผมก็ไม่อยากจะจุดประเด็นว่าเราควรจะ ยกเลิกการเลือกตั้งล่วงหน้าดีไหม เพราะนานปีทีหนที่คนไทยจะได้ใช้สิทธิ ความเป็นเจ้าของประเทศทั้งที แค่วันเดียวจะเสียสละเพื่อประชาธิปไตยไม่ได้เชียวหรือ ไม่เห็นต้องไปเลือกตั้งล่วงหน้าให้เมื่อยตุ้ม

ประเด็นของชนกลุ่มน้อย ที่คิดว่าตัวเองใหญ่ก็น่าเบื่อ วิ่งพล่าน จะให้ตีความท่านั้นท่านี้ จะให้การเมืองปั่นป่วนให้ได้ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงแล้วยังเป็นอันตราย ต่อความยั่งยืนของประชาธิปไตยอีกด้วย เพราะกฎหมายที่คลอดมาจากอำนาจ เผด็จการเลยมีอะไรหมกเม็ดไว้เยอะ

เข้าเรื่องที่ผมอยากจะชวนคุยเรื่องของ รัฐบาลผสม ที่ทำให้มีเสถียรภาพน้อยลง มีโอกาสสั่นคลอนและเปิดช่องให้ต่อรองผลประโยชน์กันมากขึ้นก็เข้าทางกฎหมายเผด็จการพอดี

จากการเมืองที่เป็นปึกแผ่นกลายเป็นการเมืองที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย

แถมยังปิดช่องคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศอีกต่างหาก บุคลากรที่ถูกจับขังในบ้านเลขที่ 111 ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง คนที่จะเข้ามา ดำรงตำแหน่ง รมต.ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ก็กำลังจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

คนนอกที่ไหนจะกล้าเอาอนาคตมาเสี่ยง เป็น รมต.ก็ต้องถูกตรวจสอบเจ็ดชั่วโคตร หลุดจากตำแหน่งจะไปทำมาหากินอะไรก็ไม่ได้ ไหนจะเข้ามาถูกด่าฟรีๆ ยังถูกกฎหมายสันนิษฐานล่วงหน้าว่าจะเป็นบุคคลเข้ามาทุจริตคอรัปชันซะอีก คงว้าเหว่ดีพิลึก

คำว่ารัฐบาลผสม หรือที่เรียกว่า Coalition Government เมืองนอกเมืองนาก็มีกัน แต่มีข้อพิสูจน์แล้วว่า ไม่เข้มแข็งพอที่จะบริหารประเทศได้ตามกรอบ ดังนั้น ประเทศที่ประชาธิปไตยเจริญแล้ว จึงพัฒนาพรรคการเมืองเหลือแค่ 2-3 พรรคเท่านั้น

อย่างกรณีล่าสุด ที่ประเทศอิสราเอล รัฐบาลผสมของ นายเอฮุด โอลเมิร์ต เกิดมีรัฐมนตรีจากพรรคนิยมขวาจัดลาออกไปแค่คนเดียวทำให้รัฐบาลสั่นคลอนอย่างหนัก

บ้านเรา คนเป็น รมต.ก็ใช้เสียงโหวตในสภาไม่ได้ เสียงรัฐบาลในสภาจึงลดลงไปโดยปริยาย ครั้นจะเอาคนนอกมาเป็น รมต.เพื่อป้องกันเสียงหายในสภา ก็ไม่มีใครกล้ามารับตำแหน่ง เพราะกฎหมายโหดเกินไป การเมืองไทยจึงทำท่าว่าจะถอยหลังลงคลอง

ติดกับดักกฎหมายเผด็จการเอาดื้อๆ.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก


ยังไม่ลงตัว [23 ม.ค. 51 - 18:15]

การเมืองเป็นภาพลวงตาสาธุชนอย่าไปวีเรียสกับการเมืองมากเกินไป อย่าเชื่อว่าสิ่งที่เห็นทุกอย่างต้องเป็นความจริง

เพราะการเมืองไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร

นักการเมืองเปลี่ยนขั้วย้ายข้างไปเรื่อยตามสถานการณ์

เดี๋ยวรวมกัน เดี๋ยวแยกกัน เดี๋ยวก็กลับมารวมกัน

แม้แต่อยู่พรรคเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ก็ยังเจาะยางกันเอง

การเมืองเมื่อวานนี้ การเมืองวันนี้ การ เมืองพรุ่งนี้ก็ไม่มีอะไรแน่นอน

นักการเมืองจะรักกันก็เมื่อมีผลประโยชน์ ร่วมกัน

นักการเมืองจะกัดกันก็เมื่อผลประโยชน์ ไม่ลงตัว

ก็บอกแล้วไงว่าการเมืองคือภาพ ลวงตา

“แม่ลูกจันทร์” ขอต้อนรับท่านประธานสภาฯ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” หนุ่มลูกข้าวนึ่งจากเชียงราย ที่ผ่านวันหนักๆ วันเบาๆ มาแล้วโชกโชน

ที่แปลกใจไม่หายคือ เป็นขุนพลฝ่ายบู๊คนเดียวที่หลุดรอดจากบ้านเลขที่ 111 มา ได้อย่างน่าอัศจรรย์

แถมยังรอดใบแดงของ กกต. มาแบบฉิวเฉียดน่าดูชม

ส่วนจะถูกสอยตกเก้าอี้หรือไม่ ก็ค่อยว่ากันอีกที

โปรดติดตามบทบาทลีลา “ยุทธตู้เย็น” ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคนใหม่ มือขวาตัวจริงเสียงจริงที่อดีตนายกฯทักษิณไว้วางใจให้คุมเกมในสภาฯ

ที่ไม่ต้องลุ้นให้เมื่อยตุ้มคือ เก้าอี้นายก-รัฐมนตรีต้องเป็นของ “สมัคร สุนทรเวช”แบเบอร์!!

แต่ที่ยังต้องลุ้นต่อไปคือ การเจรจาต่อรองแบ่งโควตารัฐมนตรีของ 6 พรรคร่วมรัฐบาล

ถึงทุกพรรคจะออกมายืนยันว่าไม่มีการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี

แต่ความเป็นจริง...ยังต่อรองแบ่งโควตาไม่ลงตัว

ถ้าวัดจากจำนวน ส.ส.เป็นเกณฑ์ รัฐบาลผสม 6 พรรค มี ส.ส.ในกระเป๋ารวม 317 คน จากยอดรวม ส.ส.ทั้งสภาฯ 480 คน

โควตารัฐมนตรีมีแค่ 35 ตัว

หรือเฉลี่ย ส.ส. 9 คน ต่อ 1 รัฐมนตรี ตามบัญญัติไตรยางศ์

แต่เวลาจัดสรรโควตากันจริงๆ มันไม่ สะดวกโยธิน

เพราะพรรคประชาราชมี ส.ส. 5 คน ต้องได้เก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตัว

พรรคมัชฌิมาฯมี ส.ส. 10 คน ต้องได้เก้าอี้รัฐมนตรี 2 ตัว

พรรครวมใจไทยฯมี ส.ส. 10 คน ต้องได้เก้าอี้รัฐมนตรี 2 ตัว

พรรคเพื่อแผ่นดินมี ส.ส. 25 คน ขอเก้าอี้รัฐมนตรี 4 ตัว

พรรคชาติไทยมี ส.ส. 34 คน ขอเก้าอี้รัฐมนตรี 5 ตัว

ก็อยู่ที่พรรคพลังประชาชนในฐานะแกนนำจะต้องจัดสรรโควตารัฐมนตรี ให้เหมาะสมและเป็นธรรม

แต่อย่าลืมว่ากระทรวงต่างๆ ไม่ใช่เกรดเดียวกัน จึงต้องเฉลี่ยกระทรวงใหญ่ กระทรวงเล็ก กระทรวงเกรดเอ เกรดบี เกรดซี ให้ทุกพรรคพอใจ

นี่คือความวุ่นวายขายปลาช่อนของการฟอร์มรัฐบาล

แม้แต่ในพรรคพลังประชาชนเอง โควตารัฐมนตรีที่มีอยู่ยังไม่พอความต้องการ

เมื่อแบ่งโควตารัฐมนตรีให้ 5 พรรคร่วมรัฐบาลไปแล้ว 14 ตัว หักเก้าอี้นายกฯอีก 1 ตัว

ก็เหลือโควตารัฐมนตรีอีก 20 คน สำหรับพรรคแกนนำ

ยังจับยัดกันไม่ลงตัว และยังต้องป่วนกันอีกหลายวัน

โผ ครม.ที่ออกมาตามสื่อมวลชนจึงยังไม่ใช่โผจริง

เปิดโผจริงออกมาแล้ว...อย่าให้ร้องยี้เชียวนะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว


อำลาคุณหมอ 30 บาท สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ [23 ม.ค. 51 - 18:00]

นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คนแรกและคนปัจจุบัน ถึงแก่กรรม ช่วงเย็นวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2551

“เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” เกิดขึ้นจากแนวความคิดของคุณหมอสงวนที่อยากเห็นคนไทย ไม่ว่ายากดีมีจนมีสุขภาพดี ไม่ต้องล้มละลายกับค่าใช้จ่าย ในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง

คงเคยได้ยินกันบ่อยๆ “เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย...คนที่มีฐานะยากจนต่างร้องห่มร้องไห้ จะหาเงินที่ไหนไปรักษา หรือเมื่อไปโรงพยาบาล ก็ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว”

เฉกเช่นที่ผ่านมา...คนไข้รายหนึ่งที่เขียนถอดความในใจว่า ได้รับการผ่าตัดหัวใจ ที่โรงพยาบาลทรวงอกได้รับประโยชน์จากการใช้บัตรทอง หรือบัตร 30 บาทมาก

“แม่เข้ารับการผ่าตัดหัวใจโดยไม่ต้องเสียเงินหลายแสนบาท ซึ่งหากต้องเสีย เราคงเป็นหนี้ ขายที่นาจำนองบ้าน ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก คุณหมอโครงการ 30 บาท ผ่าตัด ดูแลให้กำลังใจด้วยดี...ขอบคุณด้วยความจริงใจ”

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เขียนบทความไว้ว่า

ในบรรดาข้าราชการทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบันจะหาใครที่มีผลงาน ที่ก่อคุณูปการแก่วงการสาธารณสุขของประเทศไทยมากมาย เท่ากับคุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ คงไม่มีอีกแล้ว

คงไม่มีใครเห็นแตกต่าง ถ้าจะกล่าวว่า...คุณหมอสงวนเป็นหนึ่งในผลผลิตของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งสามารถธำรงรักษา และหล่อเลี้ยงอุดมการณ์ 14 ตุลาฯ ไว้ได้อย่างหมดจดงดงาม และยิ่งใหญ่...ตราบจนวาระสุดท้าย

เริ่มจากสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ ในคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ท่ามกลางการต่อสู้อันแหลมคมระหว่างอุดมการณ์สองขั้ว ที่ต่อสู้กันอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ...หลายกรณีก็ถึงชีวิต

“สงวน เป็นนักศึกษาแพทย์ที่ต่อสู้อย่างโดดเด่นอยู่แถวหน้าจนได้รับเลือกตั้ง เป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษา ที่เผชิญเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาอย่างเจ็บปวด”

หมอสงวนเป็นหนึ่งในหัวขบวนที่ตัดสินใจไม่เข้าป่า ไม่เคยแปรธาตุเปลี่ยนสี หรือละทิ้งอุดมการณ์ คือ ความใฝ่ฝันอันงดงามในวัยหนุ่มสาว

ตลอดชีวิตได้ทุ่มเทอุทิศให้แก่การสร้างสรรค์บ้านเกิดเมืองนอนโดยเฉพาะงาน สาธารณสุข เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

เริ่มตั้งแต่ตัดสินใจไปเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

หลายคนคงจำได้ ถึงข่าวการถูกคุกคามระหว่างใช้ชีวิตเป็นแพทย์ชนบท โดยเฉพาะที่ราษีไศล

เคราะห์ดีที่ทางการฝ่ายความมั่นคงขณะนั้น มีความฉลาด และอดทนเพียงพอ ทำให้คุณหมอสงวนรอดจากชะตากรรมอันเลวร้าย กลับเข้าสู่กรุงเทพฯ

สำหรับข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข นอกจากประสบการณ์ในฐานะแพทย์ชนบท เบ้าหลอมสำคัญที่จะทำให้เข้าใจงานสาธารณสุขในส่วนภูมิภาคได้อย่างลึกซึ้งและ ถ่องแท้คือ...ตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด

คุณหมอสงวนเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีโอกาสผ่านงานนี้ แต่ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น เพื่อประเทศชาติ และประชาชน ก็เข้าใจงานได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้

สมัยที่เป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน ต่อมาย้ายมาอยู่ที่สำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข คุณหมอสงวนได้สร้างผลงานที่มีผลกระทบสำคัญต่อระบบบริการสาธารณสุข ที่สำคัญๆได้แก่

การสร้างระบบจูงใจใหม่ในการปฏิบัติงานนอกเวลา ของโรงพยาบาลและ สถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ ด้วยการจ่ายค่าตอบแทนตามปริมาณงาน

เป็นที่ทราบกันดี...การเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอกาลิโก จะเกิดขึ้นยามไหนเมื่อใดก็ได้ การจัดบริการของโรงพยาบาลตามระบบราชการ มุ่งเน้นให้บริการเต็มที่เฉพาะในเวลาราชการ จึงไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่ควรจัดบริการให้ตอบสนอง

งานนี้ชิ้นเดียว...ก่อคุณูปการให้แก่ประชาชนคนไข้มากมายมหาศาลทั่วประเทศ

“มิใช่จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย ต้องใช้เวลาศึกษาเตรียมการกันอย่างยาวนาน เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และเป็นระบบจูงใจให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง”

ปัญหาสมองไหล ปัญหาใหญ่ของวงการสาธารณสุขในประเทศไทย ทำให้โรงพยาบาลรัฐอ่อนแอเป็นโรงพยาบาลชั้นสอง...สาม...สี่ ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนจะเติบโตทิ้งห่าง

คุณหมอสงวนคนนี้ พัฒนาระบบแรงจูงใจบุคลากรให้คงอยู่ในระบบราชการ

ที่สำคัญคือ ระบบการจ่ายเงินค่าตอบแทนการไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัว, จ่ายตอบแทนตาม ปริมาณงาน, เพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายแพทย์ชนบท, จ่ายค่าวิชาชีพแก่พยาบาล และจ่ายค่าตอบแทนแก่พยาบาลที่ปฏิบัติงานในเวรบ่าย เวรดึก...ควบคู่กับการพัฒนาระบบบริการอื่นๆ

ส่งผลให้โรงพยาบาลรัฐ ยังคงระดับมาตรฐานการบริการไว้ได้ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมในปัจจุบันจึงไม่ได้ด้อยไปกว่าบริการในโรงพยาบาลเอกชน

นอกเหนือจากงานในกระทรวงสาธารณสุข คุณหมอสงวนยังขยายความสนใจ ออกไปนอกกระทรวงฯ ด้วยการเข้าไปวางรากฐานระบบบริการการแพทย์ของประกันสังคม

หลังจากรอนานกว่า 30 ปี...ระบบประกันสังคมก็ถือกำเนิดขึ้น สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เริ่มให้บริการทางการแพทย์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2534

คุณหมอสงวนและทีมงานได้เข้าไปวางระบบบริการทางการแพทย์ในระบบประกันสังคม เริ่มจากเป็นผู้มีบทบาทในการฟอร์มคณะกรรมการการแพทย์ชุดแรก และเข้าไปเป็น กรรมการคนหนึ่ง มี 3 เรื่องสำคัญที่มีผลต่อความมั่นคงของกองทุนมาจนถึงทุกวันนี้

(1) การตัดสินใจใช้ระบบเหมาจ่ายแทนระบบการจ่ายตามที่โรงพยาบาลเรียกเก็บ ทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี ไม่บานปลาย

(2) การเริ่มอัตราเหมาจ่ายที่ 700 บาท/คน/ปี โดยสมาคมโรงพยาบาลเอกชนกดดันขอที่ 1,200 บาท ด้วยการประกาศไม่เข้าร่วมโครงการ ถ้าไม่ได้ตามที่เสนอ

แต่...คุณหมอสงวนและทีมงาน เสนอการคำนวณ จนคณะกรรมการแพทย์ตัดสินใจ เคาะที่ 700 บาท และยืนอัตรา 700 บาท มาได้ตลอด 4 ปีแรก

(3) การตัดสินใจใช้บริการของโรงพยาบาลที่มีอยู่แล้ว ไม่สร้างโรงพยาบาลของตนเอง เพราะโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนที่มีอยู่ มีศักยภาพพอเพียงในการให้บริการผู้ป่วย ในระบบประกันสังคม ซึ่งระยะแรกมีราว 3 ล้านคน

ข้อสำคัญประกันสังคมควรเป็นผู้ซื้อบริการ ไม่ควรเป็นผู้จัดบริการเอง

“การตัดสินใจในเรื่องสำคัญเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยข้อมูลจากการศึกษาวิจัย อย่างเป็นระบบ และการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์อย่างดี การวางคนเข้ามาเป็นกรรมการ การผลักดัน แก้ปัญหาจึงต้องมีจังหวะจะโคน”

นอกจากคิดไตร่ตรองได้อย่างรอบคอบแล้ว คุณหมอสงวนยังเป็นนักเจรจาผลักดันที่เยี่ยมยอด รู้ว่าจะต้องไปพบใครหรือพูดกับใคร อย่างไร

ทุกครั้งที่คุณหมอสงวนโทรศัพท์ถึงใคร มักจะมีแต่เรื่องงานเป็นหลัก และจะมีการเจรจาทำความเข้าใจ ตลอดจนมีข้อเสนอและขอคำตอบจนแจ่มแจ้ง ชัดเจน เรียกว่าคุยจน “ได้งาน” เสมอ

งานสำคัญที่คุณหมอสงวนตั้งใจมุ่งมั่นเป็นงานชิ้นเอกในชีวิตนี้คือ การปฏิรูประบบบริการสุขภาพ (Health Care Reform)

บ่อยครั้งที่ประสบปัญหาหรือมีคนรู้สึกว่าคุณหมอสงวนจะไปแย่งตำแหน่งบริหารสูงสุด ในกระทรวงสาธารณสุข แต่คุณหมอจะพูดย้ำเสมอว่า “ขอทำงานนี้งานเดียวแล้วพอแล้ว”

จากประสบการณ์ในงานประกันสังคม หล่อหลอมจนเป็นระบบประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรคจนถึงรักษาฟรี ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) น่ายินดีที่คุณหมอสงวนทำงานนี้จนสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจน ก่อนที่จะละสังขารไปจากโลก

ตลอดระยะเวลาที่ได้รับคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. คุณหมอสงวนได้ทุ่มเททำงานที่เป็นความฝันสุดท้ายในชีวิตได้อย่างดียิ่ง

แม้รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้อย่างกระเบียดกระเสียร แต่ก็บริหารได้อย่างโปร่งใส มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ เป็นตัวอย่างที่ดีของระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

สิ่งที่คุณหมอสงวนอยากจะทำต่ออีกอย่างหนึ่งคือโครงการเพื่อนช่วยเหลือ มิตรภาพบำบัด บรรดาคุณหมอหัวเรือใหญ่ได้มีแนวคิดจัดตั้ง “กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เพื่อมิตรภาพบำบัดเพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อสนับสนุนกองทุนย่อย และกิจกรรม มิตรภาพบำบัดในโรงพยาบาลต่างๆ

ขณะเดียวกัน กองทุนนี้จะส่งเสริม เชิดชูเครือข่ายอาสาสมัครที่ทำงานมิตรภาพบำบัด ยกระดับความตื่นตัวของสังคมในเรื่องจิตอาสา เพื่อช่วยเหลือสังคมส่วนรวมสืบสานเจตนารมณ์สร้างจิตอาสาของคุณหมอสงวนสืบต่อไป...

ขอให้ดวงวิญญาณของคุณหมอสงวน จงไปสู่สุคติ...


แต้มเพี้ยนปรับโควตา? [23 ม.ค. 51 - 03:31]

โดนลองของกันตั้งแต่แมตช์แรกเลย

ว่าที่ “ท่านประธานที่เคารพ” นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้รับเสียงโหวตให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนน 307 เสียง จากต้นทุนพรรคร่วมรัฐบาล 313 เสียง ที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ไม่แน่นปึ้กเต็มอัตราศึก

แต่ที่ฮือฮาก็คือ ต้นทุนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านเดี่ยว 164 เสียง ปรากฏตัวเลขที่เลือกนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เลยไปอยู่ที่ 167 คะแนน

งอกขึ้นมา 3 แต้มเฉยเลย

และยิ่งถึงคิวของ “ขุนค้อน” นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ชิงตำแหน่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 ในโควตาของ ส.ส.อีสาน ได้ไป 303 คะแนน แต่แต้มไปงอกให้คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ของฝ่ายประชาธิปัตย์ ได้ไป 170 เสียง

เกินต้นทุนไปถึง 6 คะแนน

แน่นอนกำไรที่เพิ่มขึ้นของนายบัญญัติและคุณหญิงกัลยา ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากเป็นเสียงของซีกรัฐบาลที่เพี้ยนไป

อย่างไรก็ดี บังเอิญว่าคิวนี้ตรวจสอบยาก เนื่องจากเป็นการโหวตลับ โดยวิธีให้ ส.ส.เขียนชื่อคนเป็นประธานสภาฯหย่อนใส่กล่องลงคะแนนแล้วนับ ไม่ได้ใช้บัตรแสดงตัว กดปุ่มลงคะแนนแบบปกติ

เช็กพวกแหกโผไม่ได้

แต่เบื้องต้นในคิวของนายยงยุทธ แว่วๆว่า ทีมงานของพรรคพลังประชาชนตั้งแง่สงสัยไปที่พรรคชาติไทย เพราะเป็นพรรคถูกจัดให้นั่งอยู่ข้างหลัง ติดกับทีมพรรคประชาธิปัตย์

ถ่านไฟเก่ายังกรุ่นๆ

ที่แน่ๆคิวนี้ “หนูนา” น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ลูกสาวของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ก็ชิงลาประชุมไปต่างประเทศ ทั้งๆที่เป็นวาระสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาล

สะท้อนอาการค้างคาใจ

ต่อเนื่องจากการแสดงบทพะอืดพะอม จำใจต้องร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน โดยประกาศไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรี

ขณะที่ “บิ๊กเติ้ง” ก็ประกาศล่วงหน้า ตระกูลศิลปอาชาจะขอบาย ไม่รับตำแหน่งใดๆในรัฐบาลชุดนี้ โดยลีลาแทงกั๊ก เหมือนไม่มั่นใจ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชนจะชนหินโสโครกเมื่อไหร่

เผื่อตีกรรเชียงถอยทัน

ไหนจะฟากของ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ยังลักลั่นกับฐานะศัตรูถาวรของ “ลุงหมัก” ทำใจจูบปากกันลำบาก

พรรคชาติไทยยังแปร่งๆให้ใจกันไม่เต็มร้อย

ขณะที่คิวของนายสมศักดิ์ ซึ่งแต้มของรัฐบาลไหลไปเพิ่มให้คู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์ถึง 6 เสียง ทีมงานของพรรคพลังประชาชนสงสัยกันว่า เป็นศึกสนิมเนื้อใน

เพราะ “ขุนค้อน” เป็นสายตรงของนายเนวิน ชิดชอบ ส่งมาล็อกโควตาสายอีสาน หลังจากประกาศศักดาจะต้องได้ไม่ต่ำกว่า 10 เก้าอี้

โดยท่าทีที่สร้างความหมั่นไส้ให้กับทีม ส.ส. กทม.ของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองหลวง ที่พักหลังเปิดเกมแทงหลังกันอย่างดุเดือด

งานนี้เลยได้ทีหักหน้ากันในเวทีสภาฯ

และจากผลของคะแนนที่เพี้ยนในคิวโหวตประธานสภาฯและรองประธานสภาฯ ดูท่าเกมหักดิบจะยังไม่จบแค่นี้ เพราะยังมีอีกคิวที่สำคัญกว่าคือ รายการโหวตเลือกนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี

คะแนนจะเพี้ยนอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทีมงานสายตรงฮ่องกงยังมีไพ่เด็ดถือแต้มต่ออยู่ในมือ

ล่าสุด “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ออกมาส่งซิกเป็นทำนองว่า การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลไว้เบื้องต้น แต่ยังไม่ได้ลงในรายละเอียด

อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีก

เบื้องต้น สูตรการแบ่งสัดส่วนรัฐมนตรี จะดูว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลมี 315 คน จะแบ่งได้อยู่ที่สัดส่วน 9 คน ต่อรัฐมนตรี 1 คน

ที่แน่ๆ ผลจากอาการแปร่งๆแทงกั๊กของพรรคชาติไทย และรายการสนิมเนื้อในของทีม กทม.กับ ส.ส.อีสานค่ายพลังประชาชน

น่าจะมีคิวปรับโควตารัฐมนตรีอีกเยอะ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)


ครม.ให้ก่อน340ล้าน คลอดเงินเดือน5สสท. [23 ม.ค. 51 - 02:47]

วานนี้ (22 ม.ค.) นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นของประธานกรรมการนโยบาย-กรรมการนโยบาย และกรรมการบริหารอื่นขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)


ทั้งนี้ ประธานกรรมการนโยบาย รับเงินเดือน 60,000 บาทต่อเดือน กรรมการนโยบาย 50,000 บาท กรรมการบริหารอื่น 40,000 บาท ส่วนเจ้าหน้าที่ ผู้บริหารจะไปพิจารณาตามความเหมาะสม


นายโชติชัย กล่าวว่า ที่ประชุมให้จัดสรรงบประมาณในการเริ่มบริหารงาน 340 ล้านบาท และกำหนดให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเรียกเก็บเงินบำรุงองค์กรฯ เพื่อส่งรายได้เข้าองค์การในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีสุราและยาสูบ โดยมีรายได้สูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาท


"กระทรวงการคลังมีอำนาจในการปรับเพิ่มรายได้สูงสุดทุก 3 ปี เพื่อให้องค์การมีรายได้เพียงพอในการบริหารงาน ซึ่งจะพิจารณาตามภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป โดยรายได้องค์การที่เกินจากรายได้สูงสุดให้นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน" ผู้ช่วยโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว


‘คุณหญิงพจมาน' เตรียมขึ้นศาลคดีที่ดินย่านรัชดาฯวันนี้

นายพิชิต ชื่นบาน ทนายความของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยในคดีร่วมกันทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสอบคำให้การในคดีดังกล่าวว่าในวันพุธนี้ (23 ม.ค.) คุณหญิงพจมาน จะเดินทางไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อขึ้นศาลและกำหนดพิจารณาครั้งแรกตามขั้นตอนเมื่อคุณหญิงพจมาน แสดงตนต่อองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 แล้ว ศาลจะอ่านและอธิบายคำฟ้องอัยการโจทก์ให้จำเลยฟังเพื่อตอบคำให้การจำเลยว่าจะรับหรือปฏิเสธโดยเมื่อตอบคำให้การแล้วศาลจะกำหนดวันนัดตรวจสอบพยานหลักฐานต่อไปเพื่อให้คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายนำบัญชีพยานหลักฐานมาแสดงว่าแต่ละฝ่ายจะสืบพยานกี่ปากในประเด็นใดบ้าง

นอกจากนี้นายพิชิต ยังกล่าวอีกว่า ภายหลังจากศาลอนุญาตให้ประกันตัวคุณหญิงพจมาน แล้วจนถึงขณะนี้จำเลยยังไม่มีการยื่นคำร้องใด ๆ ที่เกี่ยวกับคดีเพิ่มเติมอีก รวมทั้งคำร้องการขออนุญาตให้สืบพยานลับหลังจำเลยด้วย--จบ--


จาก hi-thaksin

Tuesday, January 22, 2008

2 พรรคร่วมประสานเสียง ไม่แหกโผโหวตนายกฯ [22 ม.ค. 51 - 16:33]

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (22 ม.ค.) หลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานว่า ต้องให้โอกาสนายยงยุทธ ในการทำงาน เพราะทุกคนต้องเริ่มต้นการทำงานทั้งนั้น พร้อมกันนี้ ยังตอบโต้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายในการปิดประชุมสภาว่า ในการนัดประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนว่า ทุกคนรู้ว่าต้องทำอย่างไร รวมทั้งนายยงยุทธ ก็ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคแล้ว ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (21 ม.ค.) ดังนั้น สิ่งที่นายชวนพูด ตนในฐานะหัวหน้าพรรคพรรคพลังประชาชน ทราบทุกขั้นตอน และยืนยันไม่ได้มีการหาฤกษ์หายามแต่อย่างใด


ขณะที่พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวว่า การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยยืนยันว่า จะเป็นไปตามมติที่ให้ไว้ 34 เสียงไม่มีการแหกโผใดๆ


เมื่อถามว่า จะสนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า เป็นไปตามข้อตกลงที่ทำไว้กับพรรคร่วมรัฐบาล


ส่วนพล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวว่า การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 9 เสียงของพรรค จะไม่แตก เพราะถือเป็นพรรคแรกที่ได้รับเชิญเข้าร่วมรัฐบาล


กกต.รับรอง “ยงยุทธ” ลาออกจากรองหน.พปช. [22 ม.ค. 51 - 18:11]

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าววันนี้ (22 ม.ค.) ว่า ที่ประชุม กกต.มีมติรับรองการลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยการดำรงตำแหน่งดังกล่าวของนายยงยุทธ ไม่ส่งผลกระทบต่อการสืบสวนสอบสวนคดีทุจริตเลือกตั้งที่กำลังพิจารณาอยู่ เพราะไม่ว่านายยงยุทธจะได้รับตำแหน่งอะไร ก็ไม่สามารถกดดันการทำงานของ กกต.ได้



ร.ต.อ.เฉลิม มั่นใจโหวตเลือกนายกฯ สมัครเสียงไม่แตก

รัฐสภา 22 ม.ค. - ร.ต.อ.เฉลิม มั่นใจเลือก สมัคร เป็นนายกฯ เสียงไม่แตก ออกตัวยังไม่ทราบได้นั่ง รมว.มหาดไทย หรือไม่ แต่ทำงานได้ทุกตำแหน่ง ยืนยัน รมว.ยุติธรรม-รมว.มหาดไทย ก้าวก่ายกระบวนการตรวจสอบคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ เพราะศาลเป็นอิสระ ลั่นไม่คิดยุบ คตส.

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงผลการลงมติเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่มีคะแนนเสียงบางส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลเลือกคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช จะมีผลต่อการดำเนินการของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ว่า ไม่เป็นไร เป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย เสียงให้ไปบ้างเล็กน้อย แต่ภาพรวมใช้ได้ ตนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อถามต่อว่า หากการลงมติยังมีคะแนนเสียงแตกเช่นนี้ จะมีผลต่อการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า คงไม่มีอุปสรรค ขอเพียงให้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ชนะก็พอแล้ว เพราะคนจำนวนมากจะให้ถูกใจทั้งหมดคงไม่ได้ พรรคร่วมรัฐบาลนอกจากพรรคพลังประชาชนแล้ว ยังมีพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงมติเช่นนี้ ถือว่าไม่เป็นเอกภาพหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่าในระบอบประชาธิปไตยเอกภาพมีมากก็ไม่ได้ มีพอดีถึงจะอยู่ได้ อย่าไปมองว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีจะเสียงแตก ได้เสียงมากพอแล้ว ชื่อพลังประชาชนต้องใจกว้าง เมื่อถามต่อว่า หากในอนาคตมีการลงมติแล้ว เกิดเสียงแตกเช่นนี้จะไม่ติดใจใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน เป็นนายกรัฐมนตรี ตนถูกอภิปราย แต่ได้คะแนนลงไว้วางใจมากที่สุด เพื่อนของตนบางคนได้คะแนนน้อยกว่า แต่ไม่เคยติดใจ อย่าไปมองอะไรซีเรียส

ส่วนกระแสข่าวที่จะเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยังไม่ทราบ เรื่องนี้ผู้บริหารพรรคยังไม่ได้พิจารณา ตนไม่ทราบว่าตัวเองจะไปอยู่ที่ไหน เลือกเองไม่ได้ อยู่ที่ทางพรรคจะพิจารณา ขณะนี้ขั้นตอนการฟอร์มรัฐบาลอยู่ที่ คณะกรรมการของพรรคที่ดำเนินการอยู่ โดยจะมีความชัดเจน หลังจากลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ตนจะไปอยู่ที่ใดขึ้นอยู่กับพรรค ตนทำงานได้ทุกตำแหน่ง

เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงยุติธรรมกังวลว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน จะเข้าไปก้าวก่ายการพิจารณาคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิด เพราะวันนี้สำนักงานศาลยุติธรรมแยกเป็นอิสระจากกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่มีโอกาสไปเกี่ยวข้องกับสถาบันศาล ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นอิสระจากกระทรวงยุติธรรม ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรมหรือกระทรวงมหาดไทยจะไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดีไม่ได้ คนที่ออกมาพูดไม่มีความเข้าใจและต้องการให้รัฐบาลใหม่เสียหาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการรณรงค์หาเสียงพรรคพลังประชาชนได้เสนอว่าหากเป็นรัฐบาลจะนำอดีตนายกรัฐมนตรีกลับคืนมา หากเป็นเช่นนี้เท่ากับเป็นการไปย้ำภาพการล้างความผิดให้อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนเป็นคนพูดเอง และบอกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำผิดอะไร เพียงแต่ที่ยังไม่กลับ เพราะยังไม่ปลอดภัย วันนี้คดีขึ้นสู่ศาลต้องแยกให้ชัดเจนว่าจะไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพราะในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้

“คุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) เคยให้สัมภาษณ์แสดงความกังวล ผมก็บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปแทรกแซง ถ้าทำได้ให้คุณอภิสิทธิ์ช่วยบอกด้วยว่าทำยังไง มันเป็นคนละประเด็น มันเป็นไปไม่ได้ วันนี้อัยการก็เป็นอิสระแล้ว ทำไม่ได้หรอก” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ รัฐบาลจะไม่แทรกแซง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า “ล้านเปอร์เซ็นต์ ไม่มีหรอก” พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยุติบทบาทในการแถลงข่าวว่า คตส.ควรหยุดให้สัมภาษณ์แล้วทำงานมาก คตส.ชอบให้สัมภาษณ์เรื่องเดียวกัน 8-9 หน ทำให้มีการตอบโต้กัน ต่อไปนี้ คตส.ควรยุติการให้สัมภาษณ์แล้วทำงานไป และ คตส.ไม่ควรไปพบกับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ รายการโทรทัศน์ทางช่อง 11 และช่อง 5 ควรทบทวนการให้ คตส.ไปออกรายการพาดพิงคนที่ต้องคดีได้รับความเสียหาย

“แน่จริงก็ทำไปคดี ผมไปยกเลิกรายการไม่ได้หรอก แต่ไม่มีใครเขาทำ ผมว่าเรื่องคดีต่อให้ คตส.พร้อมใจกันตายทั้ง 9 คน ก็ไม่เป็นไร คดียังเหมือนเดิม เพราะส่งให้ ป.ป.ช.ได้ จะไปยุบ คตส.หรือทำโน่นทำนี่ไม่ได้หรอก คดียังอยู่ ใครจะไปปัญญาทึบทำอย่างนั้น” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-22 16:30:04

ยงยุทธ ยังไม่นัดประชุมสภาฯ จนกว่ามีการโปรดเกล้าฯ ตั้งประธานสภาฯ

รัฐสภา 22 ม.ค. – “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ยังไม่นัดประชุมสภาฯ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานสภาฯ เดินหน้างานแรกฟื้นฟูความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ ยืนยันการทำงานเป็นทีม ปัดแสดงความเห็นสถานที่สร้างรัฐสภาแห่งใหม่

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังหารือกับว่าที่รองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คน หลังจากได้รับเลือกว่า จะยังไม่มีการนัดประชุม หรือดำเนินการอะไรที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย จนกว่าจะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อย่างไรก็ตาม งานแรกที่ตั้งใจจะทำ คือ การฟื้นฟูความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ แม้จะมีความเห็นแตกต่าง แต่ในที่สุดต้องยืนบนจุดยืนของผลประโยชน์ประเทศชาติ และประชาชน

นายยงยุทธ ยังกล่าวถึงการแบ่งงานกับว่าที่รองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คน ว่า ไม่มีปัญหา ที่อื่นอาจจะมีการแย่งงานกัน แต่ตนต้องการให้ว่าที่รองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คน ทำงาน ใครมีขีดความสามารถในส่วนไหน ขอให้รับไปดำเนินการ แต่ยืนยันว่าจะทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ข้ามาคนเดียว

สำหรับการนำรายชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย นายยงยุทธ ยืนยันว่า สภาฯ เลือกใคร จะทูลเกล้าฯ ถวาย ตามนั้น จะไม่มีการเปลี่ยนชื่อ หากเป็นนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็ยังเป็นนายสมัคร

ส่วนเรื่องคดีที่ยังมีค้างอยู่ที่ กกต. นายยงยุทธ ยืนยันว่า ไม่กังวล เพราะข้อเท็จจริงได้เห็นชัดเจนแล้วว่า เป็นเรื่องของการบิดเบือน และตั้งเรื่องขึ้นมาโดยเจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ กกต. ไปเป็นพนักงานสอบสวนเอง ดังนั้น เชื่อว่า กกต.คงเข้าใจ และส่วนตัวมั่นใจในความเป็นธรรม เพราะไม่ใช่เรื่องทำผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นายยงยุทธ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเรื่องการหาสถานที่สร้างรัฐสภาแห่งใหม่ โดยให้เหตุผลว่า เร็วเกินไปที่จะพูด เพราะยังไม่ได้รับงาน ดังนั้น ขอเวลาก่อน แต่เรื่องนี้อยู่ในใจอยู่แล้ว.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-01-22 16:12:01