ประเพณีปฏิบัติของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก ส.ส.ผู้อาวุโสสูงสุด มักได้รับเลือกให้ทำหน้าที่“ทั่นประธานฯ” ชั่วคราว ซึ่งการประชุมสภาฯ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 ม.ค. ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่นี้ก็คือ คนที่เคยประกาศตัวว่า...มีลูกชายหล่อที่สุดในโลก???นายชัย ชิดชอบ!!!ไม่ว่าจะตีรวนกันอย่างไร??? สุดท้ายเวลา 11.35 น.นายชัย ได้ประกาศผลการโหวตเลือกประธานสภาฯ แล้วก็ได้“ตัวจริง” คือ...นายยงยุทธ ติยะไพรัช ด้วยคะแนนเสียง307 คะแนน ทิ้งห่าง นายบัญญัติ บรรทัดฐาน จากพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ 167 คะแนน โดยมีผู้งดออกเสียง 2 คนนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นกล่าวว่า...แม้ที่ประชุมฯ จะมีมติเลือกประธานสภาฯ ไปแล้ว แต่สถานภาพยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะเข้าหลักเกณฑ์มาตรา 124 คือ พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง จากนั้นจึงจะนัดประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ขณะที่ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชบอกว่า...ส่วนตัวเห็นว่านายยงยุทธมีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วนทุกประการ ก็ไม่ควรไปตั้งแง่งอนที่จะปฏิเสธหรือวิพากษวิจารณ์อะไร สิ่งที่ควรจับตามองก็คือการปฏิบัติหน้าที่ หากทำไม่ถูกต้องก็ต้องมาว่ากันใหม่ด้าน นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยแสดงความมั่นใจว่า...นายยงยุทธจะทำหน้าที่ประธานสภาฯ ได้แต่ต้องใช้เวลา เพราะยังไม่เคยทำหน้าที่ตรงนี้ ทั้งนี้ ประธานสภาฯ จะต้องมีความประนีประนอม โดยเชื่อว่าการบริหารงานจะไม่เกิดปัญหา เพราะประธานและทีมบริหารมาจากพรรคเดียวกัน ซึ่งในส่วนของพรรคชาติไทยก็พร้อมสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนให้สัมภาษณ์หลังการประชุมสภาฯ นัดแรก โดยย้อนถามสื่อกลับว่า...นายยงยุทธจะทำงานไม่ได้หรือ ซึ่งเขามองว่า...แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อะไร แต่คนที่เข้ามาทำงานใหม่ต้องให้เขาเริ่มต้นนับหนึ่งก่อน ซึ่งนายยงยุทธรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร และได้ลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรค ดำเนินการเรื่องลาออกจากพรรคไปเมื่อวานก่อนแล้วขณะที่ นายยงยุทธ ตอบคำถามที่หลายฝ่ายเป็นห่วงเรื่องท่าทีการวางตัวเป็นประธานสภาฯ ว่า...ต้องให้เวลา ซึ่งเขาจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด แค่วันสองวันก็รู้ ส่วนที่หลายคนวิจารณ์ว่าเป็น “สายล่อฟ้า” นั้น ว่าที่ประธานสภาฯ บอกว่า...ไม่คิดอะไร เป็นคนสาธารณะถูกวิจารณ์ได้เป็นเรื่องปกติไม่มีปัญหา“ความฝันคือทำอย่างไรให้ทุกคนมีความสุขและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ไม่อยากเห็นประชาชนเป็นเหยื่อของความขัดแย้ง” นายยงยุทธ ระบุพร้อมกับย้ำว่า...การทำงานของเขาจะไม่เป็น “เผด็จการสภาฯ” อย่างแน่นอนส่วนที่ กกต. นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนฯ บอกว่า แม้นายยงยุทธจะลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อสำนวนสอบสวนการซื้อเสียงที่ จ.เชียงราย แต่อย่างใด
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, January 23, 2008
ไร้ ‘เผด็จการรัฐสภา’
คมช.ยกย่องชื่นชมคตส. เป็นไม้บรรทัดของสังคม
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าววันนี้ (22 ม.ค.) ถึงการรับประทานอาหารร่วมกันระหว่าง คมช. และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ค่ำวานนี้ (21 ม.ค.) ว่า ตนไม่ได้ไปด้วย แต่จากการพูดคุยกับ คมช. มีการบอกว่า ไม่ได้เป็นการเลี้ยงขอบคุณใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการพบปะในฐานะที่ คมช.กำลังจะหมดบทบาทลงไป คมช.แสดงความชื่นชม คตส.ทุกท่านว่า เป็นไม้บรรทัดของสังคม สร้างบรรทัดฐานที่เหมาะสมให้กับสังคมไทย สังคมจะเจริญก้าวหน้า จะสงบสุขได้ ไม่ใช่คิดถึงเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ต้องคิดถึงความซื่อสัตย์ สุจริต กตัญญู เรื่องความมีจริยธรรม คตส.ได้เสียสละชีวิตของท่านส่วนหนึ่งมาเป็นไม้บรรทัดให้กับสังคม
'ถามว่า การทำอย่างนั้น มีคนรักทุกส่วนหรือไม่ มีคนที่ชอบและไม่ชอบ ท่านได้เสียสละทำตรงนั้นให้ เราจึงอยากแสดงความรู้สึก อยากแสดงความชื่นชม ไม่มีอะไรมากมาย' โฆษก คมช.กล่าว และว่า ในความรู้สึกของหลายคน อาจรู้สึกว่า คมช.เป็นความจำเป็นที่น่ารังเกียจ หลายคนวิพากษ์อย่างนั้น เราจำเป็นต้องเข้ามา หากคมช.ไม่เข้ามา เหตุการณ์ช่วง 19 กันยายน ปี 2549 อาจลุกลามบานปลาย หนักกว่าเดิม หาทางออกไม่ได้ แต่ที่บอกว่า น่ารังเกียจเพราะอาจทำแล้วไม่ถูกใจกลุ่มผลประโยชน์หนึ่งกลุ่มผลประโยชน์ใด
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า ทหารส่วนใหญ่ เมื่อจะจากกันเราจะบอกว่า พบกันเมื่อชาติต้องการ แต่วันนี้ทุกอย่างเป็นประวัติศาสตร์ เป็นบทเรียนที่ดีให้กับทุกฝ่าย ว่า หากเรามุ่งคิดเชิงขัดแย้ง อคติ จะเกิดความบอบช้ำ เป็นความบอกช้ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวบุคคล แต่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและเศรษฐกิจโดยรวม
บทความคฑาวุธ: รวมกันตายหมู่...แยกอยู่ตายเดี่ยว
โดย คฑาวุธ
ที่มา เว็บไซต์เสรีชน
22 มกราคม 2551
ในที่สุด แผนบันได 4 ขั้น แล้วขยายมาเป็น 6 ขั้น ตามคำเปิดเผยของ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ก็เดินมาถึงจุดหมายปลายทาง และพิสูจน์ให้เห็นในวันนี้ว่า ล้มเหลวในภารกิจลับที่ดำเนินมาปีเศษๆ ลงอย่างสิ้นเชิง
พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด ได้เป็นพรรคที่รวบรวมอีก 5 พรรคมาจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค 315 เสียง ยึดตำแหน่งสำคัญๆ ไว้ได้ทั้งหมดอย่างไม่มีตกหล่น และมีท่าทีตามที่ คุณสมัคร สุนทรเวช ประกาศแล้วว่าจะไม่ใช่รัฐบาลชั่วคราว จะอยู่ยาวจนครบวาระไปเลย
ทำเอาแก๊งค์ 19 กันยาทุกระดับชั้นครวญครางด้วยความเสียวสยอง เมื่อคนที่ถูกรุมทำร้ายเริ่ม “ตั้งหลัก” ได้ และยังอยู่กัน “ครบทีม”
พล.อ.สนธิ บุณรัตกลิน ผู้แย่งผลงานการยึดอำนาจมาจากผลงานการลงมือของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ขึ้นมาเป็นหัวหน้าผู้ก่อการ รู้ชะตาว่าอยู่ในบัญชี “หมายหัว” ในอันดับต้นๆ ก็กลายเป็นผู้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน ต้องหลบไปอาศัยสถานะขององค์กรมุสลิมโลก ทั้งในอิหร่านและดูไบ เพื่อเป็นเกราะกำบังตัว
ส่วนจอมบงการใหญ่ ที่ส่งสัญญานขัดขวางไม่ให้ คุณสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นเพียงสัญญานที่เบี่ยงเบนความกลัวในหัวใจที่แท้จริงซะมากกว่า เพราะอำนาจบารมีของจอมบงการหัวขาวนี้ ทั้งสิ้นทั้งปวง ล้วนมาจากการแอบอ้างสถาบัน ถ้าหลุดจากการแอบอิงสถาบันเมื่อใด จอมบงการรายนี้ก็ไร้ราคาในหมู่บริวาร
ตำแหน่ง “ประธานสภา” คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ขันทีจอมบงการ หลุดพ้นจากการเกาะอ้างสถาบันอย่างเด็ดขาด และชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ โดยเฉพาะเป็นรัฐธรรมนูญที่จอมมารบงการให้สมุนมือกฏหมายวางฝังไว้เป็น “ไม้ตาย “ เพื่อรักษาสถานะและอำนาจของตัวเอง
ตามมาตรา 13 ของรัฐธรรมนูญปี 50 ระบุไว้ว่า
"การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรีหรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง"
นั่นคือไม้ตายที่ว่า การปลดประธานองคมนตรีออกจากตำแหน่ง อยู่นอกเหนือพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัยตามความในวรรคแรก ต้อง”ประธานสภา”เท่านั้นที่จะทูลเกล้าเสนอแต่งตั้ง หรือ ปลดประธานองคมนตรี เพื่อให้ทรงมีพระปรมาภิไธยเพื่อโปรดเกล้า “แต่งตั้ง” หรือ ”ถอดถอน” ตามความในวรรคสอง
ในขณะร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ประธานรัฐสภาคือ “นายมีชัย ฤชุพันธ์” แต่ในวันนี้ ประธานสภาซึ่งจะเป็นประธานรัฐสภาด้วยชื่อ “ นายยงยุทธ ติยะไพรัช” ที่จอมบงการสั่งไล่ล่าอย่างเอาเป็นเอาตาย
การดื้อดึงแข็งข้อ ดันทุรังไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง แล้วออกนอกประเทศด้วยเหตุผลไปรักษาสุขภาพ ตามที่ผู้ใหญ่เปิดทางให้ แต่กลับหันมากดดัน กกต.หนักขึ้น ให้สั่งยุบพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคชาติไทย ที่ส่งผลให้นายบรรหาร ศิลปะอาชา ไม่กล้าโผล่หน้ามาร่วมแถลงข่าวการเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ยอมให้ลูกสาวรับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล เป็นเพียงความหวังสุดท้ายว่า จะมีความเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใดๆ กับผู้ใหญ่เท่านั้น
มีข่าวว่า พล.อ.เปรม สุขภาพแย่ ป่วยหนัก โดยเฉพาะอาการป่วยด้วยความตรอมใจ ที่”นักฆ่าลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ปราบศัตรูคู่แข่งทางการเมืองที่หาญกล้ามาเทียบบารมีอย่างราบคาบ คนแล้วคนเล่า ทั้ง พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก, พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา, นายประมาณ อดิเรกสาร มาถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาถูกคู่ชกเก่ารุ่นลายครามอย่างคุณสมัคร สุนทรเวช ถลุงจนบอบช้ำหมดทางสู้ ต้องร้องขอให้ลูกน้องพรรคการเมืองช่วยประคอง ก็กลับมาเจอมวลชนผู้รักประชาธิปไตยเผด็จศึก ด้วยการไม่เลือกพรรคการเมืองพรรคนั้นเสียอีก ตามมาด้วยเสียงก่นด่าจากมวลชนที่รู้ความจริง จะไปไหนมาไหนลำพังในประเทศนี้ ก็ไม่ปลอดภัย ไร้ความเคารพยำเกรงเหมือนเช่นที่ผ่านมาในอดีตในที่สุดฟ้าก็ลิขิต หมดสิ้นแล้วสำหรับยุค “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”
จาก Thai E-News
แผนโค่น-สกัด-สลาย พลังประชาชน ยังคงอยู่ : สงครามเพิ่งเริ่มต้น
โดย คุณญาณ สยามโพธิ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
22 มกราคม 2551
การวางแผนหรือกลยุทธ์ใด ๆ ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพในแบบที่ไม่มีพลาดเลย มันก็มีเพียงหนทางเดียว
จะต้องวางแผนให้หลากหลายมากที่สุด กล่าวคือ จะต้องมีอยู่หลาย ๆ แผน ในแต่ละภารกิจคราวหนึ่ง ว่ากันว่าสุดยอดของจอมขมังในการวางแผน จะต้องเตรียมรับสถานการณ์ไว้ถึง 12 แผนด้วยกัน ทั้งในเชิงธุรกิจ การเมือง หรือเกมสงครามไม่ได้แตกต่างกันนัก
ยุทธการชิงเมืองขณะนี้จึงรับรองว่า ไม่ต้องห่วงเหมือนกัน ถ้าจะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ต่อสถานการณ์ ก็จำเป็นต้องอ่านเกม หรือแผนการต่าง ๆ ให้ได้ทั้งลึกและกว้าง โดยเฉพาะแผนโค่น-สกัด-สลาย พปช. ที่ถูกสมาชิก ปชป. นามไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ยื่นฟ้องร้องศาลฎีกาให้วินิจฉัย การเป็นตัวแทนเชิดหรือนอมินีของ ทรท.
การจะกวาด พปช.ออกไปจากเส้นทางอำนาจนี้ ต้องใช้แผนการที่สลับซับซ้อน และมีอยู่หลาย ๆ แผนการที่เราคาดไม่ถึง?
ประเด็นของรัฐบาลแห่งชาติ ให้ พปช.ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ ปชป. เรื่องราวอันเหลือเชื่อเช่นนี้ ก็ใช่จะไร้มูลไปเสียจนหมด คงเป็นหนึ่งในแผนการที่เคยถูกงัดขึ้นมาถก ในแวดวงของผู้ใหญ่ที่ทรงอำนาจและอิทธิพลบารมี เรื่องรัฐบาลแห่งชาติ ยังคิดกันในเบื้องต้นที่จะผลักดันให้บรรดาพรรคเล็กพรรคน้อยทั้ง 5 พรรค เพียงไปรวมตัวเป็นฝ่ายค้านอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ปล่อยให้ พปช.-ปชป. กลายเป็นฝ่ายบริหารไป...
แต่ประเด็นนี้เพียงคุยในเบื้องต้นก็พับฐานม้วนเสื่อไปก่อน เนื่องจากสภาวะของน้ำกับน้ำมัน คงจะคลุกเคล้าผสมยำเข้ากันไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงผู้อยู่เบื้องหลังข่าวให้ฮือฮาไม่น้อยเลย... และหลังจากนั้นก็ยังมีความขวนขวายที่จะตั้งรัฐบาลแห่งชาติกันอีก?
แผนยุบพรรคชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย เรื่องราวนี้ยังเป็นอีกสาระที่มีความเป็นไปได้ สืบเนื่องมาจากผลของ “ใบแดง” ที่ผู้สมัครหรือว่าที่ ส.ส.ของทั้งสองพรรคการเมืองได้รับ เป็นกรรมการบริหารพรรค ที่อาจมีความผิดโยงใยไปถึงกรณียุบพรรคการเมืองได้ แต่คงมี กกต.บางรายเคยออกมาให้สัมภาษณ์ ไม่ผูกมัดตัวเองเอาไว้ โดยกล่าวว่า “ความผิดของกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งสอง ถ้าพิสูจน์ เป็นเพียงความผิดกระทำเฉพาะบุคคล ก็อาจพิจารณาที่จะไม่ยุบพรรคการเมือง...”
อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของ กกต.บ่อยไป คงเป็นทรรศนะทางปัจเจกบุคคลเท่านั้นเอง เมื่ออดีตยังมีกรณีคล้าย ๆกันนี้เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ คือ กกต.ให้ความเห็นหรือเผยแพร่ ให้สัมภาษณ์แก่สื่อไปเป็นส่วนบุคคล พูดไปอย่างหนึ่งแต่เมื่อกลายเป็นผลทางปฏิบัติจริง ๆ มติร่วมหรือการตัดสินชนิดเป็นทางการก็พลิกออกมาเป็นคนละคำตอบ ซึ่งแตกต่างผิดฝาผิดตัวไปอย่างสิ้นเชิง...
เมื่อเข้าใจเนื้อหาความจริงเช่นนี้แล้ว เรื่องของพรรคชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย ก็คงพลิกสถานการณ์ไปเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้เสมอ ตั้งแต่ถูกยุบทิ้งหรือสร้างเป็นเงื่อนไขให้คาเอาไว้ ใช้ต่อรองและกดดัน เพื่อเล่มเกมทางอำนาจต่อไปในจังหวะโอกาสที่เหมาะสม และสภาวะวิสัยเอื้อให้?
แม้ภายหลังจัดตั้งรัฐบาลไปแล้วก็ตาม! เกมยุบ-ไม่ยุบพรรคการเมือง จึงเป็นอีกเนื้อหาที่น่าสนใจ ผลของมันนั้นหากมีขึ้น เห็นจะเป็นภายหลังการจัดตั้งรัฐบาล รัฐบาลชุดแรกอาจดำเนินงานบริหารบ้านเมืองไปได้สักระยะหนึ่ง... ก็ลองคิดดูถ้ามีรายการกระตุกให้ล้มในช่วงใด ความหมายชัด ๆ มันไม่แตกต่างไปจากการล้มรัฐบาลนั่นเอง!...แต่จะทำกันได้หรือไม่?
แผนยุบพรรคการเมือง ยังต้องจับตาไปที่พรรคพลังประชาชน ซึ่งในช่วงนี้ถูกยกฟ้องไปแล้วหลายข้อหา เรื่องของ “ตัวแทนเชิด” ที่จะต้องขบตีความออกมาให้กระจ่าง อาจกลายเป็นเรื่องต่อไปได้ ซึ่งแล้วแต่คลื่นลมและทิศทางอำนาจในอนาคตข้างหน้า?
ทรท.ในอดีตถูกยุบไป โดยฝีมือตุลาการรัฐธรรมนูญภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ 2540 แต่เมื่อ พปช.ตั้งขึ้นมาใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 สถานะใหม่นี้ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่เช่นกัน ยังจะกลายเป็น “นอมินี” อีกหรือไม่? หรือว่ากันให้ใกล้เข้ามา กรณีของ ยงยุทธ ติยะไพรัช ที่เป็นตัวเต็งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งที่ผ่านมาก็ถูกเกมวีซีดี 8 แผ่นเล่นงาน ที่เชื่อกันว่าเกิดจากรายการจัดฉาก มีการโต้แย้งกับ กกต.กันหนักหน่วงพอสมควร ขณะนี้อาจโปร่งโล่งไปสักระยะ แต่ข้างหน้านั้นทิศทางต้องจับตาดูให้ใกล้ชิด เพราะเป็นอีกเรื่องที่ปฏิปักษ์พยายามโยงเข้าสู่การหาเหตุยุบพรรค...
โดยยงยุทธนั้นถูกปูนแดงทาคาดหัวเอาไว้เป็นรายการของบิ๊ก คมช. ที่คงไม่ยอมเลิกราล้างมือกันไปง่ายๆ เนื้อที่นำเสนอมีจำกัด จั่วหัวเรื่องไว้ 12 แผน เขียนถึงได้ไม่กี่แผนเท่านั้น...
ก็อยากฝากข้อคิดทิ้งท้ายสำหรับรัฐบาลของ พปช. ใช่ว่าสงครามจะยุติไปแล้ว มันเพิ่งจะเริ่มต้นจริง ๆ ยังมีด่านโหด ๆ รอรับอยู่ข้างหน้าเต็มไปหมด คงต้องประคับประคองนาวาที่เป็นความหวังของประชาชนไว้ให้ดี สู้กับแผนเร้นลับอีกมากมายนัก ระวังอย่าเพิ่งมาตายน้ำตื้นเพราะขาดวุฒิภาวะ ขาดความอดทนทางการเมือง หันหน้ากลับมาฟัดกันเอง... ซึ่งจะเข้าแผนที่ 12 พอดี! กลายเป็นนีโอน้ำเน่า?
จุดอ่อนรัฐบาลผสม [23 ม.ค. 51 - 18:09]
ผลการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า กลายเป็น พลังประชาชน ได้กำไร แต่ ประชาธิปัตย์ ขาดทุนไปฉิบ ผมตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกตั้งใหม่ นั้น ค่อนข้างจะบริสุทธิ์กว่า การเลือกตั้งใหญ่ ปัจจัยหนึ่งมาจาก การเลือกตั้งล่วงหน้า ที่เปิดช่องให้มีการโกงการเลือกตั้งได้สบาย
แตกต่างจากการเลือกตั้งปกติที่เลือกกันเสร็จก็เปิดหีบนับกันสดๆตรงนั้นเลย โอกาสที่จะโกงมีน้อย มามัวจับผิดแต่เรื่องซื้อเสียง ถ้าไม่เชื่อ ลองให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน กทม.จะได้เห็นว่าของแท้เป็นอย่างไร
อีกปัจจัยก็มาจากม่านสีเขียว
อันนี้รู้ๆกันอยู่ว่า พรรคไหนได้เปรียบเสียเปรียบ และผมก็ไม่อยากจะจุดประเด็นว่าเราควรจะ ยกเลิกการเลือกตั้งล่วงหน้าดีไหม เพราะนานปีทีหนที่คนไทยจะได้ใช้สิทธิ ความเป็นเจ้าของประเทศทั้งที แค่วันเดียวจะเสียสละเพื่อประชาธิปไตยไม่ได้เชียวหรือ ไม่เห็นต้องไปเลือกตั้งล่วงหน้าให้เมื่อยตุ้ม
ประเด็นของชนกลุ่มน้อย ที่คิดว่าตัวเองใหญ่ก็น่าเบื่อ วิ่งพล่าน จะให้ตีความท่านั้นท่านี้ จะให้การเมืองปั่นป่วนให้ได้ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงแล้วยังเป็นอันตราย ต่อความยั่งยืนของประชาธิปไตยอีกด้วย เพราะกฎหมายที่คลอดมาจากอำนาจ เผด็จการเลยมีอะไรหมกเม็ดไว้เยอะ
เข้าเรื่องที่ผมอยากจะชวนคุยเรื่องของ รัฐบาลผสม ที่ทำให้มีเสถียรภาพน้อยลง มีโอกาสสั่นคลอนและเปิดช่องให้ต่อรองผลประโยชน์กันมากขึ้นก็เข้าทางกฎหมายเผด็จการพอดี
จากการเมืองที่เป็นปึกแผ่นกลายเป็นการเมืองที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
แถมยังปิดช่องคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศอีกต่างหาก บุคลากรที่ถูกจับขังในบ้านเลขที่ 111 ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง คนที่จะเข้ามา ดำรงตำแหน่ง รมต.ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ก็กำลังจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง
คนนอกที่ไหนจะกล้าเอาอนาคตมาเสี่ยง เป็น รมต.ก็ต้องถูกตรวจสอบเจ็ดชั่วโคตร หลุดจากตำแหน่งจะไปทำมาหากินอะไรก็ไม่ได้ ไหนจะเข้ามาถูกด่าฟรีๆ ยังถูกกฎหมายสันนิษฐานล่วงหน้าว่าจะเป็นบุคคลเข้ามาทุจริตคอรัปชันซะอีก คงว้าเหว่ดีพิลึก
คำว่ารัฐบาลผสม หรือที่เรียกว่า Coalition Government เมืองนอกเมืองนาก็มีกัน แต่มีข้อพิสูจน์แล้วว่า ไม่เข้มแข็งพอที่จะบริหารประเทศได้ตามกรอบ ดังนั้น ประเทศที่ประชาธิปไตยเจริญแล้ว จึงพัฒนาพรรคการเมืองเหลือแค่ 2-3 พรรคเท่านั้น
อย่างกรณีล่าสุด ที่ประเทศอิสราเอล รัฐบาลผสมของ นายเอฮุด โอลเมิร์ต เกิดมีรัฐมนตรีจากพรรคนิยมขวาจัดลาออกไปแค่คนเดียวทำให้รัฐบาลสั่นคลอนอย่างหนัก
บ้านเรา คนเป็น รมต.ก็ใช้เสียงโหวตในสภาไม่ได้ เสียงรัฐบาลในสภาจึงลดลงไปโดยปริยาย ครั้นจะเอาคนนอกมาเป็น รมต.เพื่อป้องกันเสียงหายในสภา ก็ไม่มีใครกล้ามารับตำแหน่ง เพราะกฎหมายโหดเกินไป การเมืองไทยจึงทำท่าว่าจะถอยหลังลงคลอง
ติดกับดักกฎหมายเผด็จการเอาดื้อๆ.
“หมัดเหล็ก”
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
ยังไม่ลงตัว [23 ม.ค. 51 - 18:15]
การเมืองเป็นภาพลวงตาสาธุชนอย่าไปวีเรียสกับการเมืองมากเกินไป อย่าเชื่อว่าสิ่งที่เห็นทุกอย่างต้องเป็นความจริง
เพราะการเมืองไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร
นักการเมืองเปลี่ยนขั้วย้ายข้างไปเรื่อยตามสถานการณ์
เดี๋ยวรวมกัน เดี๋ยวแยกกัน เดี๋ยวก็กลับมารวมกัน
แม้แต่อยู่พรรคเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ก็ยังเจาะยางกันเอง
การเมืองเมื่อวานนี้ การเมืองวันนี้ การ เมืองพรุ่งนี้ก็ไม่มีอะไรแน่นอน
นักการเมืองจะรักกันก็เมื่อมีผลประโยชน์ ร่วมกัน
นักการเมืองจะกัดกันก็เมื่อผลประโยชน์ ไม่ลงตัว
ก็บอกแล้วไงว่าการเมืองคือภาพ ลวงตา
“แม่ลูกจันทร์” ขอต้อนรับท่านประธานสภาฯ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” หนุ่มลูกข้าวนึ่งจากเชียงราย ที่ผ่านวันหนักๆ วันเบาๆ มาแล้วโชกโชน
ที่แปลกใจไม่หายคือ เป็นขุนพลฝ่ายบู๊คนเดียวที่หลุดรอดจากบ้านเลขที่ 111 มา ได้อย่างน่าอัศจรรย์
แถมยังรอดใบแดงของ กกต. มาแบบฉิวเฉียดน่าดูชม
ส่วนจะถูกสอยตกเก้าอี้หรือไม่ ก็ค่อยว่ากันอีกที
โปรดติดตามบทบาทลีลา “ยุทธตู้เย็น” ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติคนใหม่ มือขวาตัวจริงเสียงจริงที่อดีตนายกฯทักษิณไว้วางใจให้คุมเกมในสภาฯ
ที่ไม่ต้องลุ้นให้เมื่อยตุ้มคือ เก้าอี้นายก-รัฐมนตรีต้องเป็นของ “สมัคร สุนทรเวช”แบเบอร์!!
แต่ที่ยังต้องลุ้นต่อไปคือ การเจรจาต่อรองแบ่งโควตารัฐมนตรีของ 6 พรรคร่วมรัฐบาล
ถึงทุกพรรคจะออกมายืนยันว่าไม่มีการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี
แต่ความเป็นจริง...ยังต่อรองแบ่งโควตาไม่ลงตัว
ถ้าวัดจากจำนวน ส.ส.เป็นเกณฑ์ รัฐบาลผสม 6 พรรค มี ส.ส.ในกระเป๋ารวม 317 คน จากยอดรวม ส.ส.ทั้งสภาฯ 480 คน
โควตารัฐมนตรีมีแค่ 35 ตัว
หรือเฉลี่ย ส.ส. 9 คน ต่อ 1 รัฐมนตรี ตามบัญญัติไตรยางศ์
แต่เวลาจัดสรรโควตากันจริงๆ มันไม่ สะดวกโยธิน
เพราะพรรคประชาราชมี ส.ส. 5 คน ต้องได้เก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตัว
พรรคมัชฌิมาฯมี ส.ส. 10 คน ต้องได้เก้าอี้รัฐมนตรี 2 ตัว
พรรครวมใจไทยฯมี ส.ส. 10 คน ต้องได้เก้าอี้รัฐมนตรี 2 ตัว
พรรคเพื่อแผ่นดินมี ส.ส. 25 คน ขอเก้าอี้รัฐมนตรี 4 ตัว
พรรคชาติไทยมี ส.ส. 34 คน ขอเก้าอี้รัฐมนตรี 5 ตัว
ก็อยู่ที่พรรคพลังประชาชนในฐานะแกนนำจะต้องจัดสรรโควตารัฐมนตรี ให้เหมาะสมและเป็นธรรม
แต่อย่าลืมว่ากระทรวงต่างๆ ไม่ใช่เกรดเดียวกัน จึงต้องเฉลี่ยกระทรวงใหญ่ กระทรวงเล็ก กระทรวงเกรดเอ เกรดบี เกรดซี ให้ทุกพรรคพอใจ
นี่คือความวุ่นวายขายปลาช่อนของการฟอร์มรัฐบาล
แม้แต่ในพรรคพลังประชาชนเอง โควตารัฐมนตรีที่มีอยู่ยังไม่พอความต้องการ
เมื่อแบ่งโควตารัฐมนตรีให้ 5 พรรคร่วมรัฐบาลไปแล้ว 14 ตัว หักเก้าอี้นายกฯอีก 1 ตัว
ก็เหลือโควตารัฐมนตรีอีก 20 คน สำหรับพรรคแกนนำ
ยังจับยัดกันไม่ลงตัว และยังต้องป่วนกันอีกหลายวัน
โผ ครม.ที่ออกมาตามสื่อมวลชนจึงยังไม่ใช่โผจริง
เปิดโผจริงออกมาแล้ว...อย่าให้ร้องยี้เชียวนะโยม.
“แม่ลูกจันทร์”
คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว
อำลาคุณหมอ 30 บาท สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ [23 ม.ค. 51 - 18:00]
นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คนแรกและคนปัจจุบัน ถึงแก่กรรม ช่วงเย็นวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2551
“เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” เกิดขึ้นจากแนวความคิดของคุณหมอสงวนที่อยากเห็นคนไทย ไม่ว่ายากดีมีจนมีสุขภาพดี ไม่ต้องล้มละลายกับค่าใช้จ่าย ในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง
คงเคยได้ยินกันบ่อยๆ “เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย...คนที่มีฐานะยากจนต่างร้องห่มร้องไห้ จะหาเงินที่ไหนไปรักษา หรือเมื่อไปโรงพยาบาล ก็ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว”
เฉกเช่นที่ผ่านมา...คนไข้รายหนึ่งที่เขียนถอดความในใจว่า ได้รับการผ่าตัดหัวใจ ที่โรงพยาบาลทรวงอกได้รับประโยชน์จากการใช้บัตรทอง หรือบัตร 30 บาทมาก
“แม่เข้ารับการผ่าตัดหัวใจโดยไม่ต้องเสียเงินหลายแสนบาท ซึ่งหากต้องเสีย เราคงเป็นหนี้ ขายที่นาจำนองบ้าน ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก คุณหมอโครงการ 30 บาท ผ่าตัด ดูแลให้กำลังใจด้วยดี...ขอบคุณด้วยความจริงใจ”
นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน เขียนบทความไว้ว่า
ในบรรดาข้าราชการทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบันจะหาใครที่มีผลงาน ที่ก่อคุณูปการแก่วงการสาธารณสุขของประเทศไทยมากมาย เท่ากับคุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ คงไม่มีอีกแล้ว
คงไม่มีใครเห็นแตกต่าง ถ้าจะกล่าวว่า...คุณหมอสงวนเป็นหนึ่งในผลผลิตของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งสามารถธำรงรักษา และหล่อเลี้ยงอุดมการณ์ 14 ตุลาฯ ไว้ได้อย่างหมดจดงดงาม และยิ่งใหญ่...ตราบจนวาระสุดท้าย
เริ่มจากสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ ในคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ท่ามกลางการต่อสู้อันแหลมคมระหว่างอุดมการณ์สองขั้ว ที่ต่อสู้กันอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ...หลายกรณีก็ถึงชีวิต
“สงวน เป็นนักศึกษาแพทย์ที่ต่อสู้อย่างโดดเด่นอยู่แถวหน้าจนได้รับเลือกตั้ง เป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษา ที่เผชิญเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาอย่างเจ็บปวด”
หมอสงวนเป็นหนึ่งในหัวขบวนที่ตัดสินใจไม่เข้าป่า ไม่เคยแปรธาตุเปลี่ยนสี หรือละทิ้งอุดมการณ์ คือ ความใฝ่ฝันอันงดงามในวัยหนุ่มสาว
ตลอดชีวิตได้ทุ่มเทอุทิศให้แก่การสร้างสรรค์บ้านเกิดเมืองนอนโดยเฉพาะงาน สาธารณสุข เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง
เริ่มตั้งแต่ตัดสินใจไปเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
หลายคนคงจำได้ ถึงข่าวการถูกคุกคามระหว่างใช้ชีวิตเป็นแพทย์ชนบท โดยเฉพาะที่ราษีไศล
เคราะห์ดีที่ทางการฝ่ายความมั่นคงขณะนั้น มีความฉลาด และอดทนเพียงพอ ทำให้คุณหมอสงวนรอดจากชะตากรรมอันเลวร้าย กลับเข้าสู่กรุงเทพฯ
สำหรับข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข นอกจากประสบการณ์ในฐานะแพทย์ชนบท เบ้าหลอมสำคัญที่จะทำให้เข้าใจงานสาธารณสุขในส่วนภูมิภาคได้อย่างลึกซึ้งและ ถ่องแท้คือ...ตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด
คุณหมอสงวนเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีโอกาสผ่านงานนี้ แต่ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น เพื่อประเทศชาติ และประชาชน ก็เข้าใจงานได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้
สมัยที่เป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน ต่อมาย้ายมาอยู่ที่สำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข คุณหมอสงวนได้สร้างผลงานที่มีผลกระทบสำคัญต่อระบบบริการสาธารณสุข ที่สำคัญๆได้แก่
การสร้างระบบจูงใจใหม่ในการปฏิบัติงานนอกเวลา ของโรงพยาบาลและ สถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ ด้วยการจ่ายค่าตอบแทนตามปริมาณงาน
เป็นที่ทราบกันดี...การเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอกาลิโก จะเกิดขึ้นยามไหนเมื่อใดก็ได้ การจัดบริการของโรงพยาบาลตามระบบราชการ มุ่งเน้นให้บริการเต็มที่เฉพาะในเวลาราชการ จึงไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่ควรจัดบริการให้ตอบสนอง
งานนี้ชิ้นเดียว...ก่อคุณูปการให้แก่ประชาชนคนไข้มากมายมหาศาลทั่วประเทศ
“มิใช่จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย ต้องใช้เวลาศึกษาเตรียมการกันอย่างยาวนาน เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และเป็นระบบจูงใจให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง”
ปัญหาสมองไหล ปัญหาใหญ่ของวงการสาธารณสุขในประเทศไทย ทำให้โรงพยาบาลรัฐอ่อนแอเป็นโรงพยาบาลชั้นสอง...สาม...สี่ ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนจะเติบโตทิ้งห่าง
คุณหมอสงวนคนนี้ พัฒนาระบบแรงจูงใจบุคลากรให้คงอยู่ในระบบราชการ
ที่สำคัญคือ ระบบการจ่ายเงินค่าตอบแทนการไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัว, จ่ายตอบแทนตาม ปริมาณงาน, เพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายแพทย์ชนบท, จ่ายค่าวิชาชีพแก่พยาบาล และจ่ายค่าตอบแทนแก่พยาบาลที่ปฏิบัติงานในเวรบ่าย เวรดึก...ควบคู่กับการพัฒนาระบบบริการอื่นๆ
ส่งผลให้โรงพยาบาลรัฐ ยังคงระดับมาตรฐานการบริการไว้ได้ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมในปัจจุบันจึงไม่ได้ด้อยไปกว่าบริการในโรงพยาบาลเอกชน
นอกเหนือจากงานในกระทรวงสาธารณสุข คุณหมอสงวนยังขยายความสนใจ ออกไปนอกกระทรวงฯ ด้วยการเข้าไปวางรากฐานระบบบริการการแพทย์ของประกันสังคม
หลังจากรอนานกว่า 30 ปี...ระบบประกันสังคมก็ถือกำเนิดขึ้น สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เริ่มให้บริการทางการแพทย์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2534
คุณหมอสงวนและทีมงานได้เข้าไปวางระบบบริการทางการแพทย์ในระบบประกันสังคม เริ่มจากเป็นผู้มีบทบาทในการฟอร์มคณะกรรมการการแพทย์ชุดแรก และเข้าไปเป็น กรรมการคนหนึ่ง มี 3 เรื่องสำคัญที่มีผลต่อความมั่นคงของกองทุนมาจนถึงทุกวันนี้
(1) การตัดสินใจใช้ระบบเหมาจ่ายแทนระบบการจ่ายตามที่โรงพยาบาลเรียกเก็บ ทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี ไม่บานปลาย
(2) การเริ่มอัตราเหมาจ่ายที่ 700 บาท/คน/ปี โดยสมาคมโรงพยาบาลเอกชนกดดันขอที่ 1,200 บาท ด้วยการประกาศไม่เข้าร่วมโครงการ ถ้าไม่ได้ตามที่เสนอ
แต่...คุณหมอสงวนและทีมงาน เสนอการคำนวณ จนคณะกรรมการแพทย์ตัดสินใจ เคาะที่ 700 บาท และยืนอัตรา 700 บาท มาได้ตลอด 4 ปีแรก
(3) การตัดสินใจใช้บริการของโรงพยาบาลที่มีอยู่แล้ว ไม่สร้างโรงพยาบาลของตนเอง เพราะโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนที่มีอยู่ มีศักยภาพพอเพียงในการให้บริการผู้ป่วย ในระบบประกันสังคม ซึ่งระยะแรกมีราว 3 ล้านคน
ข้อสำคัญประกันสังคมควรเป็นผู้ซื้อบริการ ไม่ควรเป็นผู้จัดบริการเอง
“การตัดสินใจในเรื่องสำคัญเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยข้อมูลจากการศึกษาวิจัย อย่างเป็นระบบ และการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์อย่างดี การวางคนเข้ามาเป็นกรรมการ การผลักดัน แก้ปัญหาจึงต้องมีจังหวะจะโคน”
นอกจากคิดไตร่ตรองได้อย่างรอบคอบแล้ว คุณหมอสงวนยังเป็นนักเจรจาผลักดันที่เยี่ยมยอด รู้ว่าจะต้องไปพบใครหรือพูดกับใคร อย่างไร
ทุกครั้งที่คุณหมอสงวนโทรศัพท์ถึงใคร มักจะมีแต่เรื่องงานเป็นหลัก และจะมีการเจรจาทำความเข้าใจ ตลอดจนมีข้อเสนอและขอคำตอบจนแจ่มแจ้ง ชัดเจน เรียกว่าคุยจน “ได้งาน” เสมอ
งานสำคัญที่คุณหมอสงวนตั้งใจมุ่งมั่นเป็นงานชิ้นเอกในชีวิตนี้คือ การปฏิรูประบบบริการสุขภาพ (Health Care Reform)
บ่อยครั้งที่ประสบปัญหาหรือมีคนรู้สึกว่าคุณหมอสงวนจะไปแย่งตำแหน่งบริหารสูงสุด ในกระทรวงสาธารณสุข แต่คุณหมอจะพูดย้ำเสมอว่า “ขอทำงานนี้งานเดียวแล้วพอแล้ว”
จากประสบการณ์ในงานประกันสังคม หล่อหลอมจนเป็นระบบประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรคจนถึงรักษาฟรี ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) น่ายินดีที่คุณหมอสงวนทำงานนี้จนสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจน ก่อนที่จะละสังขารไปจากโลก
ตลอดระยะเวลาที่ได้รับคัดเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สปสช. คุณหมอสงวนได้ทุ่มเททำงานที่เป็นความฝันสุดท้ายในชีวิตได้อย่างดียิ่ง
แม้รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณให้อย่างกระเบียดกระเสียร แต่ก็บริหารได้อย่างโปร่งใส มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ เป็นตัวอย่างที่ดีของระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี
สิ่งที่คุณหมอสงวนอยากจะทำต่ออีกอย่างหนึ่งคือโครงการเพื่อนช่วยเหลือ มิตรภาพบำบัด บรรดาคุณหมอหัวเรือใหญ่ได้มีแนวคิดจัดตั้ง “กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เพื่อมิตรภาพบำบัดเพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อสนับสนุนกองทุนย่อย และกิจกรรม มิตรภาพบำบัดในโรงพยาบาลต่างๆ
ขณะเดียวกัน กองทุนนี้จะส่งเสริม เชิดชูเครือข่ายอาสาสมัครที่ทำงานมิตรภาพบำบัด ยกระดับความตื่นตัวของสังคมในเรื่องจิตอาสา เพื่อช่วยเหลือสังคมส่วนรวมสืบสานเจตนารมณ์สร้างจิตอาสาของคุณหมอสงวนสืบต่อไป...
ขอให้ดวงวิญญาณของคุณหมอสงวน จงไปสู่สุคติ...
แต้มเพี้ยนปรับโควตา? [23 ม.ค. 51 - 03:31]
โดนลองของกันตั้งแต่แมตช์แรกเลย
ว่าที่ “ท่านประธานที่เคารพ” นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้รับเสียงโหวตให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนน 307 เสียง จากต้นทุนพรรคร่วมรัฐบาล 313 เสียง ที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ไม่แน่นปึ้กเต็มอัตราศึก
แต่ที่ฮือฮาก็คือ ต้นทุนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านเดี่ยว 164 เสียง ปรากฏตัวเลขที่เลือกนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เลยไปอยู่ที่ 167 คะแนน
งอกขึ้นมา 3 แต้มเฉยเลย
และยิ่งถึงคิวของ “ขุนค้อน” นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ชิงตำแหน่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 ในโควตาของ ส.ส.อีสาน ได้ไป 303 คะแนน แต่แต้มไปงอกให้คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ของฝ่ายประชาธิปัตย์ ได้ไป 170 เสียง
เกินต้นทุนไปถึง 6 คะแนน
แน่นอนกำไรที่เพิ่มขึ้นของนายบัญญัติและคุณหญิงกัลยา ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากเป็นเสียงของซีกรัฐบาลที่เพี้ยนไป
อย่างไรก็ดี บังเอิญว่าคิวนี้ตรวจสอบยาก เนื่องจากเป็นการโหวตลับ โดยวิธีให้ ส.ส.เขียนชื่อคนเป็นประธานสภาฯหย่อนใส่กล่องลงคะแนนแล้วนับ ไม่ได้ใช้บัตรแสดงตัว กดปุ่มลงคะแนนแบบปกติ
เช็กพวกแหกโผไม่ได้
แต่เบื้องต้นในคิวของนายยงยุทธ แว่วๆว่า ทีมงานของพรรคพลังประชาชนตั้งแง่สงสัยไปที่พรรคชาติไทย เพราะเป็นพรรคถูกจัดให้นั่งอยู่ข้างหลัง ติดกับทีมพรรคประชาธิปัตย์
ถ่านไฟเก่ายังกรุ่นๆ
ที่แน่ๆคิวนี้ “หนูนา” น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ลูกสาวของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ก็ชิงลาประชุมไปต่างประเทศ ทั้งๆที่เป็นวาระสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาล
สะท้อนอาการค้างคาใจ
ต่อเนื่องจากการแสดงบทพะอืดพะอม จำใจต้องร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน โดยประกาศไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรี
ขณะที่ “บิ๊กเติ้ง” ก็ประกาศล่วงหน้า ตระกูลศิลปอาชาจะขอบาย ไม่รับตำแหน่งใดๆในรัฐบาลชุดนี้ โดยลีลาแทงกั๊ก เหมือนไม่มั่นใจ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชนจะชนหินโสโครกเมื่อไหร่
เผื่อตีกรรเชียงถอยทัน
ไหนจะฟากของ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ยังลักลั่นกับฐานะศัตรูถาวรของ “ลุงหมัก” ทำใจจูบปากกันลำบาก
พรรคชาติไทยยังแปร่งๆให้ใจกันไม่เต็มร้อย
ขณะที่คิวของนายสมศักดิ์ ซึ่งแต้มของรัฐบาลไหลไปเพิ่มให้คู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์ถึง 6 เสียง ทีมงานของพรรคพลังประชาชนสงสัยกันว่า เป็นศึกสนิมเนื้อใน
เพราะ “ขุนค้อน” เป็นสายตรงของนายเนวิน ชิดชอบ ส่งมาล็อกโควตาสายอีสาน หลังจากประกาศศักดาจะต้องได้ไม่ต่ำกว่า 10 เก้าอี้
โดยท่าทีที่สร้างความหมั่นไส้ให้กับทีม ส.ส. กทม.ของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่เมืองหลวง ที่พักหลังเปิดเกมแทงหลังกันอย่างดุเดือด
งานนี้เลยได้ทีหักหน้ากันในเวทีสภาฯ
และจากผลของคะแนนที่เพี้ยนในคิวโหวตประธานสภาฯและรองประธานสภาฯ ดูท่าเกมหักดิบจะยังไม่จบแค่นี้ เพราะยังมีอีกคิวที่สำคัญกว่าคือ รายการโหวตเลือกนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี
คะแนนจะเพี้ยนอีกหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทีมงานสายตรงฮ่องกงยังมีไพ่เด็ดถือแต้มต่ออยู่ในมือ
ล่าสุด “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ออกมาส่งซิกเป็นทำนองว่า การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลไว้เบื้องต้น แต่ยังไม่ได้ลงในรายละเอียด
อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีก
เบื้องต้น สูตรการแบ่งสัดส่วนรัฐมนตรี จะดูว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลมี 315 คน จะแบ่งได้อยู่ที่สัดส่วน 9 คน ต่อรัฐมนตรี 1 คน
ที่แน่ๆ ผลจากอาการแปร่งๆแทงกั๊กของพรรคชาติไทย และรายการสนิมเนื้อในของทีม กทม.กับ ส.ส.อีสานค่ายพลังประชาชน
น่าจะมีคิวปรับโควตารัฐมนตรีอีกเยอะ.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
ครม.ให้ก่อน340ล้าน คลอดเงินเดือน5สสท. [23 ม.ค. 51 - 02:47]
วานนี้ (22 ม.ค.) นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นของประธานกรรมการนโยบาย-กรรมการนโยบาย และกรรมการบริหารอื่นขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)
ทั้งนี้ ประธานกรรมการนโยบาย รับเงินเดือน 60,000 บาทต่อเดือน กรรมการนโยบาย 50,000 บาท กรรมการบริหารอื่น 40,000 บาท ส่วนเจ้าหน้าที่ ผู้บริหารจะไปพิจารณาตามความเหมาะสม
นายโชติชัย กล่าวว่า ที่ประชุมให้จัดสรรงบประมาณในการเริ่มบริหารงาน 340 ล้านบาท และกำหนดให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเรียกเก็บเงินบำรุงองค์กรฯ เพื่อส่งรายได้เข้าองค์การในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีสุราและยาสูบ โดยมีรายได้สูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาท
"กระทรวงการคลังมีอำนาจในการปรับเพิ่มรายได้สูงสุดทุก 3 ปี เพื่อให้องค์การมีรายได้เพียงพอในการบริหารงาน ซึ่งจะพิจารณาตามภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป โดยรายได้องค์การที่เกินจากรายได้สูงสุดให้นำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน" ผู้ช่วยโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
‘คุณหญิงพจมาน' เตรียมขึ้นศาลคดีที่ดินย่านรัชดาฯวันนี้
นายพิชิต ชื่นบาน ทนายความของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยในคดีร่วมกันทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสอบคำให้การในคดีดังกล่าวว่าในวันพุธนี้ (23 ม.ค.) คุณหญิงพจมาน จะเดินทางไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อขึ้นศาลและกำหนดพิจารณาครั้งแรกตามขั้นตอนเมื่อคุณหญิงพจมาน แสดงตนต่อองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 แล้ว ศาลจะอ่านและอธิบายคำฟ้องอัยการโจทก์ให้จำเลยฟังเพื่อตอบคำให้การจำเลยว่าจะรับหรือปฏิเสธโดยเมื่อตอบคำให้การแล้วศาลจะกำหนดวันนัดตรวจสอบพยานหลักฐานต่อไปเพื่อให้คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายนำบัญชีพยานหลักฐานมาแสดงว่าแต่ละฝ่ายจะสืบพยานกี่ปากในประเด็นใดบ้าง
นอกจากนี้นายพิชิต ยังกล่าวอีกว่า ภายหลังจากศาลอนุญาตให้ประกันตัวคุณหญิงพจมาน แล้วจนถึงขณะนี้จำเลยยังไม่มีการยื่นคำร้องใด ๆ ที่เกี่ยวกับคดีเพิ่มเติมอีก รวมทั้งคำร้องการขออนุญาตให้สืบพยานลับหลังจำเลยด้วย--จบ--






