WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 24, 2008

พปช.มั่นใจ โหวตสมัครนายก เสียงแน่น [24 ม.ค. 51 - 04:17]

หลังจากที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 23 นัดแรก ได้มีมติด้วยคะแนน 307 ต่อ 167 เสียง งดออกเสียง 2 เลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน เป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มีเสียงจากฝ่ายรัฐบาล เทไปให้พรรคประชาธิปัตย์ 3 เสียง และมีการงดออกเสียง 2 คน ว่าอาจจะกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลนั้น


พปช.เชื่อเลือกนายกฯเสียงไม่แตก

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ม.ค. ที่พรรคพลังประชาชน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ เสียงแตก ในขั้นตอนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หลังจากที่การเลือกประธานสภาฯ มี ส.ส.ซีกรัฐบาลลงคะแนนให้ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขั้นตอนการเลือกประธานสภาฯกับเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญใหม่นั้นแตกต่างกัน การโหวตเลือกนายกฯจะเป็นแบบเปิดเผย เชื่อว่าเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับการเลือกประธานสภาฯคงไม่เกิดขึ้น จะไม่มีเสียงแตก ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ที่มีสมาชิกเสียงแตกในการเลือกประธานสภาฯ เป็นเพราะพรรคร่วมต้องการที่จะแสดงบารมีภายในพรรคหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า เชื่อว่าเสียงที่ไปเพิ่มให้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน แต่ไม่อยากวิจารณ์อะไร อาจเป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรคที่ไม่ลงตัว

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ

โควตานิ่งยังอีกนาน! [24 ม.ค. 51 - 02:54]

“เวลคัมโฮม”

ล่าสุดคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยร่วมในความผิดฐานทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ได้ยืนยันต่อหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

อดีตนายกฯทักษิณในฐานะจำเลยที่ 1 จะกลับมาต่อสู้คดีในเดือนพฤษภาคม 2551

คลอดโปรแกรมกลับบ้านอย่างเป็นทางการ

ซึ่งก็บังเอิญเงื่อนเวลาใกล้เคียงกันกับที่เซียนการเมืองคาดการณ์ รัฐนาวาภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน น่าจะมีการขยับปรับหมากกันอีกครั้งหลังผ่านไป 4-5 เดือน

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การเมืองพลิกผันได้ตลอดเวลา

“ทักษิณ” กลับมาทันคุมเกมพอดี

ยิ่งประเมินจากอาการเพี้ยนของคะแนนที่เลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร คนของพรรคร่วมรัฐบาลส่อแววลองของกันตั้งแต่แมตช์แรก

หนทางข้างหน้าดูท่าจะขรุขระเอาการอยู่

ที่สำคัญดูยังไงก็ไม่ลงตัวง่ายๆ กับสัดส่วน 9 ต่อ 1 ตามสูตรที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ชงเงื่อนไขโควตารัฐมนตรีล่าสุด

ไอ้ที่ตกลงกันไว้เบื้องต้นคร่าวๆ ต้องคุยกันใหม่

เพราะตามเงื่อนไขใหม่ 9 ต่อ 1 จากต้นทุนของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนามีอยู่ 9 เสียงก็ได้ไปเก้าอี้เดียว เท่ากับพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่ได้เสียงเทเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพิ่มมาเป็น 9 ที่นั่ง พรรคประชาราชของ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง มีต้นทุนอยู่แค่ 5 เสียง หย่อนไป 4 เสียงไม่ครบโควตา ก็น่าจะได้แค่เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกรดบี

นี่ว่ากันตามโควตาเป๊ะๆ

ไม่พูดถึงเงื่อนไขใครมาก่อนมาหลัง เพราะทางฝ่ายพรรคพลังประชาชนออกมาส่งสัญญาณแล้วว่า เรื่องโควตาต้องคุยกันหลังโหวตเลือกนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี

ส่งซิกเคลียร์หน้าเสื่อ นับหนึ่งกันใหม่

ไล่เลี่ยๆกับคิวที่ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้เรียก แกนนำใกล้ชิดถกเกลี่ยโควตารัฐมนตรี หลังเกิดแรงกระเพื่อมหนักจากกระแสแว่วๆ นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค ทำท่าจะหลุดโผเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ เพราะไม่จ่ายต๋งกองกลางในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมๆกับคนที่ชื่อหายไปอย่างนายจองชัย เที่ยงธรรม ก็โผล่มาทวงโควตา

ขาใหญ่เล่นบทเฮี้ยว

ขณะที่ฟากของ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ก็อิดออดจะขอบายเก้าอี้รองนายกฯ เปิดทางให้เด็กในคาถาอย่างนายอรรคพล สรสุชาติ กินโควตารัฐมนตรี แต่บังเอิญชื่อนี้ไม่ผ่านเซ็นเซอร์จากทีมงานสายตรงฮ่องกง เพราะผลงานในอดีต ด่า “นายใหญ่” ไว้เยอะ

พรรคชาติไทยป่วนถึงขั้นที่ “บิ๊กเติ้ง” ต้องยื้อเกมออกไปฟันธงหลังตรุษจีน

ส่วนค่ายมัชฌิมาธิปไตยก็กำลังป่วนกับปัญหาลักลั่น อำนาจการนำแท้จริงอยู่กับใคร เพราะโดยสถานะของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ จะว่าเป็นหัวหน้าพรรคในนามก็ไม่เชิง เพราะก่อนหน้านี้ได้ยื่นใบลาออก แล้วพลิกกลับไปกลับมา

ที่สำคัญแม้แต่ผู้แทนฯก็ไม่ได้เป็นกับเขา

ขณะที่โควตารัฐมนตรีล็อกไว้ที่ “เจ๊เป้า” นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค เมียรักของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน มีอำนาจในการต่อสายเจรจาร่วมรัฐบาล

แต่งานนี้มีหรือที่เศรษฐีหมื่นล้านจะยอมจบง่ายๆ

ล่าสุดแว่วๆตัวเลข 20 ล้านบาท ล่อใจ ส.ส.พรรคมัชฌิมาฯให้กลับมาอยู่ในสังกัด เป็นกองทัพงูเห่าคอยเปิดเกมป่วนรัฐบาล

ดึงราคาเพิ่มน้ำหนักต่อรองให้คนชื่อ “ประชัย”

ส่วนที่ยังมีโอกาสพลิกนาทีต่อนาทีก็อยู่ที่คิวของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา แม้จะลงตัวที่ 2 เก้าอี้ แบ่งโควตากันไประหว่างนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์

โดยใช้สิทธิของผู้มาก่อน

แต่บังเอิญว่า ปัญหามันดันไปคาบเกี่ยวกับพรรคเพื่อแผ่นดินที่ล็อกเป้ากระทรวงพลังงานไว้เหมือนกัน

และโดยสมการตัวเลข 24 ที่นั่งกับ 9 เก้าอี้ บนเงื่อนไขสัดส่วนโควตา 9 ต่อ 1

คนมาทีหลังน่าจะเสียงดังกว่า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

Wednesday, January 23, 2008

นพดล ปัทมะ ปฏิเสธข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมจะกลับมาบวชเป็นพระ

กรุงเทพ 23 ม.ค.- คุณหญิงพจมาน ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดา ซึ่งศาลฎีกานัดพิจารณานัดแรก ส่วนนายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ก็ออกมาปฏิเสธข่าว ที่ระบุว่า พันตำรวจโททักษิณ เตรียมจะกลับมาบวชเป็นพระ

วันนี้ ศาลฏีกาออกนั่งบัลลังค์พิจารณาคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดา นัดแรก จำเลยที่ 2 คุณหญิงพจมาน ภริยา พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมขอเวลา 90 วัน ตรวจสอบเอกสารหลักฐานของ คตส. และรออดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาร่วมสู้คดี ในเดือนพฤษภาคม

คุณหญิงพจมาน เดินทางไปศาลฎีกา พร้อมนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา บุตรชายและบุตรสาว โดยมีเครือญาติ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และสมาชิกพรรคพลังประชาชน จำนวนหนึ่ง เดินทางมาให้กำลังใจ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัย ของตำรวจ สน.ชนะสงคราม ทั้งในและนอกเครื่องแบบ กว่า 50 นาย ที่ยังต้องนำแผงเหล็กมากั้นทางเดินขึ้นศาล และนำเครื่องตรวจวัตถุระเบิด มาตรวจค้น ผู้ที่จะขึ้นไปฟังการพิจารณาอย่างละเอียด รวมถึงกองทัพสื่อมวลชน ทั้งในและต่างประเทศ ที่ยังเกาะติดรายงานความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด

นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดา พร้อมองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีนัดแรก โดยคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยื่นคำร้องขอเวลา 90 วัน ตรวจสอบ และคัดสำเนา รวมถึงติดตามพยานเอกสาร ที่อยู่ในความครอบครองของ คตส. เพื่อใช้ในการต่อสู้คดี ประกอบกับ พันตำรวจโททักษิณ จำเลยที่ 1 จะกลับมาร่วมต่อสู่คดีในเดือนพฤษภาคม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มีเหตุอันสมควร จึงนัดตรวจสอบพยานหลักฐานในวันที่ 29 – 30 เมษายน

หลังรับฟังคำฟ้อง ทีมทนายความ ระบุ พร้อมต่อสู้ทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา พร้อมปฏิเสธ การขอเวลา 90 วัน ไม่ใช่เพื่อประวิงเวลาพิจารณาคดี แต่เพราะต้องตรวจสอบที่มาของเอกสารหลักฐาน คตส.จำนวนมาก

ด้าน คตส.โต้กลับทันที ไม่หวั่น กรณีคุณหญิงพจมาน ปฎิเสธข้อกล่าวหา พร้อมยื่นคำร้องขอสอบพยานเพิ่ม มั่นใจสำนวนครบถ้วน ระบุ หากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูกิจการและพัฒนาระบบสถาบันการเงินและกรมที่ดินพยานสำคัญ กลับคำให้การจะมีความผิดตามกฎหมาย

ขณะที่วันนี้ นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ก็ออกมาปฏิเสธข่าว ที่ระบุว่า พันตำรวจโททักษิณ เตรียมจะกลับมาบวชเป็นพระ ที่วัดยานนาวา ว่าไม่เป็นความจริง - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-23 19:15:06

นำรายชื่อประธานสภาฯ-รองฯ เสนอสลค.แล้ว [23 ม.ค. 51 - 18:17]

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าววันนี้ (23 ม.ค.) ว่า สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้นำรายชื่อผู้ที่ได้รับการลงมติ เลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้ว เมื่อวานนี้ (22 ม.ค.) หลังจากนี้เป็นขั้นตอนการนำรายชื่อผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธานฯ และรองประธานฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย ส่วนการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ยังไม่สามารถระบุวันที่ชัดเจนได้

กุเทพจวกชวนฉวยโอกาส ใช้สภาฯโจมตีสอนคนอื่น [23 ม.ค. 51 - 19:00]

นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (23 ม.ค.) ถึงกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเตือนไม่ให้มีการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯ ว่า ถือว่านายชวนใช้โอกาสได้เปรียบก่อนปิดสภาฯ โจมตี สั่งสอนคนอื่น โดยไม่เปิดให้โอกาสคนอื่นชี้แจง ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวหา และเห็นว่า หลายคนของพรรคประชาธิปัตย์กล่าวโจมตีพรรคพลังประชาชน เป็นการนำเรื่องเล็กน้อยมาขยายความเกินความเป็นจริง เป็นการเล่นการเมืองมากเกินไป

ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธไม่ขอวิจารณ์ถึงความเหมาะสมที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและเห็นว่า ควรปล่อยให้ นายยงยุทธได้ทำหน้าที่ก่อน และยืนยันว่า สิ่งที่ได้ทักท้วงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ (22 ม.ค.) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน แต่เป็นเรื่องพรรคไทยรักไทยที่ถือฤกษ์ยามสำคัญกว่าการที่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร


เมื่อถามถึงข้อเสนอของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาจากทหารนั้น นายชวน ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น ระบุ ต้องรอให้มีนายกรัฐมนตรี มาพิจารณาถึงความเหมาะสมในการคัดเลือกคณะรัฐมนตรี


“กองทุนพัฒนาและส่งเสริมสื่ออินเตอร์เน็ต” และการแบ่งเค้กจาก ทีวีสาธารณะ TPBS

บทความโดย... ลูกชาวนาไทย

เราจะเห็นว่า ปัญหาวิกฤตการณ์การทางการเมืองของไทยที่ผ่านมานี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการผูกขาดและเสนอข่าวที่บิดเบือนของสื่อมวลชนที่เป็นสื่อหลัก ในรอบปีที่ผ่านมา ฝ่ายประชาชนต้องโดนสื่อครอบงำ ปกปิดข่าวสาร บิดเบือนข่าวสารอย่างน่ารังเกียจที่สุด

แต่โชคของประเทศไทยยังดีที่เรามี อินเตอร์เน็ต และนักรบไซเบอร์ทั้งหลายที่ต่อสู้ผ่านโลกอินเตอร์เน็ต เกิดเว็บไซต์ เกิดวิทยุและโทรทัศน์ที่กระจายเสียงผ่านอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก ทำให้สถานการณ์พลิกกลับ หากไม่ได้อินเตอร์เน็ต พรรค พปช. ไม่มีทางรอดแน่นอน

ตอนนี้เราจะเห็นว่า กลุ่มเนชั่น และกลุ่มอำมาตย์ "คอรัปชั่นทางนโยบาย" อย่างโจ่งครึ่ม โดยการยึดเอา TITV ไปทำเป็น TPBS หรือทีวีสาธารณะ ที่มี นายเทพชัย หย่อง เป็นประธาน รวมทั้งกรรมการที่เป็นพวกกลุ่มอำมาตย์ทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเอาเงินรัฐปีละ 2,000 ล้าน ที่เก็บได้จากภาษีอบายมุขทั้งหลายไปสนับสนุนทีวีช่องนี้

ผมว่าการสนับสนุนทีวีช่องนี้อย่างเดียวย่อมไม่เป็นธรรมต่อสังคม แต่รัฐบาล พปช. จะไปเปลี่ยนแปลง คงโดนแรงต้านมหาศาลซึ่งทางที่ดีควรเน้นไปที่เปิดเสรีวิทยุโทรทัศน์ และการพัฒนาสื่อบนอินเตอร์เน็ต

การพัฒนาสื่ออินเตอร์เน็ตนั้น นอกจากพัฒนาเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และลดราคาอุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คนเข้าถึงได้มากที่สุด และรวดเร็วนั้น จะต้องพัฒนา เนื้อหา หรือ Content ด้วย จึงต้องหาเงินทุนสนับสนุนเว็บไซต์ข่าวต่างๆ เหล่านี้

ผมว่าเราจะปล่อยให้เนชั่นกับ TPBS กินเงินภาษีของประชาชน และผูกขาดการผลิตสื่อที่ลำเอียงแต่ฝ่ายเดียวคงไม่ได้รัฐบาล พปช. ควร แบ่งเงินรายได้จากภาษีส่วนหนึ่งที่เอาไปให้ สถานี PTBS อาจจะเป็น 1 ใน 3 หรือ ปีละ 200-300 ล้านบาท มาตั้งเป็น "กองทุนพัฒนาและส่งเสริมสื่ออินเตอร์เน็ต" เพื่อใช้เป็นเงินทุนสนับสนุนสื่ออินเตอร์เน็ตทั้งหลาย

การให้เงินสนับสนุนนั้น ผมคิดว่าทำได้ไม่ยาก เช่น ต้องเป็นสื่อที่ไม่แสวงหากำไร เป็นต้น แต่ไม่ได้ให้เงินตั้งแต่ต้น แต่จะให้เงินโดยการวัดจาก เร็ตติ้ง เป็นต้น เพราะสื่ออินเตอร์เน็ตสามารถวัดเร็ตติ้งได้ง่าย เช่น นับจากจำนวน คลิก หรือจำนวนคน Page view หรือจำนวนคนที่เข้าไปอ่านเว็บไซต์ต่อปีเป็นต้น โดยอาจจำกัดจำนวนขั้นต่ำที่จะได้รับเงินสนับสนุนเอาไว้ ทั้งนี้อาจจำกัดเฉพาะเว็บไซต์ที่ไม่ดำเนินธุรกิจ เช่น www.thaifreenews.com ประชาไท เสรีชน คนวันเสาร์และเว็บข่าวอื่นๆ โดยไม่จำกัดข้าง เป็นต้น

ผมว่าแนวคิดนี้จะสามารถพัฒนาสื่ออินเตอร์เน็ต ทั้งด้านเนื้อหาเว็บ และการเข้าถึงได้มากทีเดียว รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนธรรมดาทั่วไป สามารถมีสื่อของประชาชนได้ โดยมีเงินจากภาครัฐสนับสนุน

ทำไมเราจะต้องให้ภาษีประชาชนไปตกแก่กลุ่มเนชั่น เพียงกลุ่มเดียว

ควรง้างปาก ทีวี TPBS ออกมา แล้วเอาเงินนั้น มาพัฒนานักรบไซเบอร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้างใดก็ตาม เพื่อสื่อจะได้ไม่ถูกผูกขาดอยู่กับคนเพียงกลุ่มเดียว

จาก กลุ่มสื่อประชาชน

เล็งตั้งกก.ตรวจสอบการออกกฎหมายของสนช. [23 ม.ค. 51 - 15:22]

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (23 ม.ค.) ว่า จะเสนอที่ประชุมพรรค ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เป็นพนักงานสอบสวนว่า กฎหมายบางฉบับเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ไม่สุจริต ทำให้ตำรวจอึดอัดใจมาก และจากการตรวจสอบยังพบว่า หลังการเลือกตั้งแล้ว สนช.ยังออกกฎหมายอย่างต่อเนื่อง บางวันออกกฎหมายถึง 25 ฉบับ พร้อมยืนยันว่า พรรคไม่เคยมีความคิดเช็คบิลคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.)

คตส.ก็จะทำหน้าที่ของเขาไป ผิดถูกอย่างไรก็ว่ากันไป เลิกเสียที่ทีหาว่า พรรคพลังประชาชนจะไปกดดันกระบวนการยุติธรรม ร.ต.ท.เชาวริน กล่าว




นายกรัฐมนตรีอยากฝากงานกับรัฐบาลใหม่ หากมีโอกาส

กรุงเทพฯ 23 ม.ค. - พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าสถานการณ์ที่มีการซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องปรับกลยุทธ์ดูแลป้องกันเพื่อให้เกิดความมั่นคงมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐจะเข้าไปช่วยสนับสนุนในสิ่งที่ร้องขอ ส่วนการเสนอให้เพิ่มตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านความมั่นคงเพื่อรองรับการทำงาน ศอ.บต.นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ศอ.บต.ยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาฯ ดังนั้น การเพิ่มตำแหน่งรองปลัดกระทรวงจะเข้าไปเสริมการทำงานของของ ศอ.บต. อย่างไรก็ตาม คงเป็นการพิจารณาของรัฐบาลใหม่ เมื่อถามว่า จะฝากงานให้รัฐบาลชุดใหม่หรือไม่อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีอะไร แต่ถ้ามีโอกาส อยากฝากงานให้ทำ แต่ยังไม่ทราบว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นใคร ปัญหาการทำงานที่ผ่านมารัฐบาลไม่ห่วงอะไร แต่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการแก้ปัญหาภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ส่วนปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง จะมีผลต่อการตั้งรัฐบาลหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่สามารถคาดเดาเรื่องอนาคตได้ แต่วันนี้ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด


ส่วนกรณีสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการทุจริตจัดซื้อมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่มีอธิบดีกรมที่ดิน เป็นประธานคณะกรรมการฯ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่คณะกรรมการฯจะประชุมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนการพิจารณาปรับย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดหน้าพิจารณา.- สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-23 16:46:05

คุณหญิงพจมาน ขอศาล 90 วัน รอ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาร่วมสู้คดี

ศาลฎีกา 23 ม.ค.-“คุณหญิงพจมาน ชินวัตร” ปฏิเสธเอี่ยวทุจริตที่ดินย่านรัชดาฯ ขอเวลา 90 วัน ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และรอ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” กลับไทย พ.ค.นี้ ร่วมสู้คดี ศาลนัดตรวจสอบเอกสาร 29-30 เม.ย. ยืนยันกำลังใจยังดีอยู่ ด้านทนายระบุ พร้อมต่อสู้ชี้แจงทุกประเด็น “นพดล ปัทมะ” ปัดข่าว “พ.ต.ท.ทักษิณ” บวช แค่ข่าวลือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.30 น. วันนี้ (23 ม.ค.) ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูกิจการและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พร้อมองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาครั้งแรก คดีหมายเลข อม.1/2550 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินการ และเป็นเจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ม.4, 100 และ 122 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33, 83, 86, 91, 152 และ 157 ขอให้ศาลริบเงินจำนวน 772 ล้านบาท และที่ดินอีก 4 แปลง ย่านรัชดาภิเษก ห้วยขวาง ตกเป็นของแผ่นดิน

นายทองหล่อ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน อ่านและอธิบายคำฟ้องให้คุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 ฟังสรุปว่า จำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนสามี จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการประมูลซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก รวม 4 แปลง โดยที่สามี จำเลยที่ 1 ให้ความยินยอม พร้อมทั้งสอบถามว่า กระทำผิดตามที่ถูกฟ้องทั้ง 2 ข้อหา ฐานเป็นคู่สมรส หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ที่เจ้าหน้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินการ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และฐานเป็นผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 152 และ157 หรือไม่

คุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแถลงยืนยันต่อศาลตามคำให้การ และได้ยื่นคำร้องขอเวลาตรวจ และคัดสำเนาเอกสาร และการติดตามพยานเอกสาร ที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก เพื่อจำเลยที่ 2 จะได้จัดทำการให้การเป็นลายลักษณ์อักษรโดยละเอียดในการสู้คดีต่อไป ประกอบกับจำเลยที่ 1 แจ้งว่า จะกลับมาร่วมต่อสู้คดีกับจำเลยที่ 2 ประมาณเดือนพฤษภาคมนี้ จึงขอให้ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาตรวจพยานหลักฐาน ออกไปเป็นเวลา 90 วัน นับแต่วันนี้

ศาลสอบถามอัยการโจทก์แล้ว นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ แถลงไม่คัดค้าน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุอันสมควร จึงกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 29-30 เมษายน เวลา 10.00 น. โดยให้โจทก์-จำเลย ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล พร้อมสำเนาสำหรับองค์คณะผู้พิพากษา และคู่ความทุกฝ่าย โดยให้ยื่นก่อนวันนัดพิจารณาตรวจพยานหลักฐาน ไม่น้อยกว่า 7 วัน หากพยานเอกสารหรือพยานวัตถุใดอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้คู่ความที่ประสงค์จะอ้างอิงพยานดังกล่าว ก็ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานหลักฐานนั้นมาจากผู้ที่ครอบครองโดยเร็ว โดยให้ยื่นคำขอต่อศาล พร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน เพื่อให้ได้พยานหลักฐานนั้นมาก่อนวันตรวจพยานหลักฐาน และเพื่อความสะดวกในการตรวจพยานหลักฐาน ให้คู่ความแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานมาพร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยานด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังรับฟังคำฟ้อง คุณหญิงพจมาน ยังมีสีหน้ายิ้มแย้ม และเมื่อถูกผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ขณะนี้ยังมีกำลังใจดีอยู่หรือไม่ คุณหญิงพจมาน พยักหน้าตอบรับ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกำหนดการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศไทย ว่าเป็นช่วงเดือนพฤษภาคมใช่หรือไม่ คุณหญิงพจมานก็พยักหน้าตอบรับเช่นกัน

ด้าน นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความคุณหญิงพจมาน กล่าวภายหลังว่า การที่คุณหญิงพจมาน ยื่นคำร้องขอเวลาตรวจสอบเอกสารเป็นเวลา 90 วัน ไม่ได้เป็นการประวิงเวลาการพิจารณาคดี แต่เป็นเพราะมีเอกสารจำนวนมาก บางอย่างไม่ทราบว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เอามาจากไหน ส่วนเอกสารหลักฐานที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น อาทิ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูกิจการและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กระทรวงการคลัง กรมผังเมือง กรุงเทพมหานคร กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของรัฐสภา ทีมทนายความจะขอให้ศาลมีคำสั่งออกหมายเรียกมาประกอบการต่อสู้คดี

“มั่นใจว่าจะสามารถต่อสู้คดีได้ทุกประเด็น ทั้งการปรับลดราคาที่ดิน หนังสือชี้ชวนไม่ชัดเจน และการกำหนดยื่นซองประมูลขั้นต่ำ 100 ล้านบาท โดยเมื่อได้รับเอกสารพยานหลักฐานแล้ว จะนำมาพิจารณาว่าจะต้องนำบุคคลใดมาเป็นพยานฝ่ายจำเลยบ้าง จากนั้น จะส่งเอกสารพยานหลักฐาน และบัญชีรายชื่อพยานให้ศาล ก่อนวันตรวจพยานหลักฐาน 7 วัน ตามคำสั่ง” นายพิชิฏ กล่าว

นายพิชิฏ กล่าวว่า คุณหญิงพจมาน จะไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อขอสืบพยานลับหลังในขณะนี้ แต่ต้องปรึกษากับทีมทนายความอีกครั้ง ในชั้นนี้ คุณหญิงพจมาน ต้องการทำให้สาธารณชนเห็นว่า พร้อมต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่าที่ทราบ จะเดินทางกลับมาต่อสู่คดีพร้อมกับคุณหญิงพจมาน ในเดือนพฤษภาคม ตามที่ได้แถลงต่อศาล และว่าจะรายงานกระบวนการพิจารณาคดีวันนี้ทั้งหมดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบต่อไป

ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ ทนายความประจำตระกูลชินวัตร กล่าวว่า ข้อต่อสู้คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพียงแต่ข้อกล่าวหาของคุณหญิงพจมาน จะแตกต่างกับของ พ.ต.ท.ทักษิณ บางฐานความผิด แต่ก็มั่นใจว่าไม่ได้ทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ม.100 และประมวลกฎหมายอาญา ม. 157

“ส่วนที่อัยการสูงสุดระบุในคำฟ้องถึงเรื่องการลดราคาซื้อขายที่ดิน ยืนยันว่า ข้อเท็จจริงไม่ได้มีการลดราคา รวมทั้งประเด็นการฮั๊ว ซึ่งในคำฟ้องเพียงแต่ระบุข้อกล่าวหาตาม ป.อาญา ม.157 ซึ่งอัยการก็จะต้องนำสืบให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้คุณหญิงพจมาน ซื้อที่ดินหรือไม่ อย่างไร เพราะการประมูลซื้อที่ดินเป็นเรื่องสาธารณะที่ไม่มีการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีไปช่วยแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะการประมูลจะเปิดซองประมูลให้เห็นในขณะนั้นเลย จึงเป็นเรื่องของการซื้อขายที่ทำอย่างถูกต้องโปร่งใส ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับ ม.100 พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ด้วย” นายนพดล กล่าว

ต่อกระแสข่าวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาบวชที่วัดยานนาวา นายนพดล กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังพักอยู่ที่ประเทศฮ่องกง และจะกลับมาช่วงเดือนพฤษภาคม ไม่มีเรื่องการบวช เป็นการข่าวที่คาดเคลื่อน พร้อมปฏิเสธข่าวที่ระบุว่า จะมีบุคคลอื่น ๆ บวชให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย และว่า กำหนดกลับของ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวเนื่องกับหลายส่วน ทั้งเรื่องความปลอดภัย การจัดตั้งรัฐบาล และการรอระยะเวลาที่จะให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐาน ซึ่งคดีนี้มีพยานหลักฐานจำนวนมากพอสมควรที่เราต้องขอมาจากหน่วยงานรัฐ.- สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-23 14:45:19

บทความ: ลาก่อน คมช. ชาติหน้าพบกันใหม่

โดย วโรทาห์
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
23 มกราคม 2551

ว้า...พริบตาเดียวแท้ๆ คมช.ก็ไปซะแล้ว สดๆร้อนๆเช้าวันนี้ วันที่ 22 ม.ค.2551 คมช.ประชุมสุมหัวกันนัดสุดท้าย ประกาศยุติบทบาทอย่างเป็นทางการ ไปคราวนี้ ไปแล้วไปลับไม่กลับมาให้เห็นหน้าอีก แหม..เห็นกันอยู่หลัดๆ ด่วนไปซะและ

วันเวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน รู้สึกเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานหยกๆ ไม่รู้ผีเข้าอะไร จู่ๆอาบังรักชาติจนสุดอดกลั้น ชวนน้องพรั่งลากรถถังออกมาก๋าอยู่กลางเหมืองหลวง ฝรั่งเกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็น ชะแว๊ปหายเข้าโรงแรมแทบไม่ทัน

แต่คนไทยสายพันธุ์แมลงสาบ ตื่นเต้นยินดียังกับถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งชุดใหญ่ ยิ่งคนหัวโตแห่งท่าพระอาทิตย์ด้วยแล้ว ขานั้นถึงกับปาดเหงื่อ เป่าปากเฟี้ยว โล่งอกไปที สุมหัวก่อม็อบกันมาข้ามปี งบแทบเกลี้ยง ถ้าบังไม่มาช่วยเห็นทีต้องซี้แหงแก๋

ผลัดกันรุกผลัดกันรับ คราวนี้ก็ถึงทีข้าบ้าง พวกเราเลยได้ออกไปทำการเมืองภาคประชาชน เย้วๆกันที่สนามหลวงแทนที่พวกพันธมาร ที่แพ็คกระเป๋ากลับบ้านไป เพราะปฎิบัติหน้าที่สำเร็จลุล่วง เรียบร้อยโรงเรียนโจร

ความเสียวนี่มันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ นึกถึงวันที่ไปเย้วๆอยู่หน้าบก.ทบ. แม๊...มันได้อารมณ์อย่าบอกใคร พวกถือปืนกลเบา ยืนจังก้ายังกะอยู่ในแบกแดด เห็นแล้วมันเสียวท้องน้อยอย่างบอกไม่ถูก พอมันขยับตัวทีไร ต้องตั้งท่าเตรียมโกยไว้ก่อนเผื่อเหนียว

ที่ว่าเสียวน่ะ ไม่ใช่ว่ากลัวมันยิงเอา แต่กลัวมันทำปืนลั่นใส่ต่างหาก ไว้ใจได้ซะเมื่อไหร่.. แต่ละคนหน้าตาบ้องแบ๊๊ว ไม่รู้ว่าฝึกกันมาได้ที่รึยัง เราเลยไม่ค่อยกล้าเสียงดังเท่าไหร่ กลัวว่าพลาดท่าพลาดทาง มันตกใจทำปืนลั่นขึ้นมาละเป็นได้ซวยไม่เลิกแน่

แต่ที่เป็นไฮไลท์ของงานต้องยกให้ มหกรรมกีฬาสี่เสามาราธอน ครั้งที่ 1 โดยคมช.เป็นโ้ต้โผใหญ่ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2550 สนุกสนานเฮฮาถึงใจพระเดชพระคุณ ชนิดที่ว่าลืมไม่ลงไปจนวันตาย

เริ่มจากตอนบ่ายเป็นมหกรรมเดินวิ่งการกุศล เริ่มต้นออกจากท้องสนามหลวง ไปสิ้นสุดที่บ้านพักคนชราสี่เสาเทเวศน์ ระหว่างทางมีคั่นรายการเล็กน้อย ด้วยกีฬายกน้ำหนัก เป็นรายการสามัคคียกรถสูบส้วม เอาไปคว่ำทิ้งข้างทาง หลังจากนั้นจึงเดินต่อไปจนถึงปลายทางที่สี่เสา

รายการต่อมาเป็นการร้องเพลงเชียร์ โดยนักร้องประสานเสียงจำเป็น เพลงสดุดีบรรพชนสี่เสาชุดใหญ่ พร้อมหางเครื่องเชียร์ลีดเดอร์ครบชุดอลังการ เสียงดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วอาณาบริเวณ กรอกใส่หูผู้เฒ่าในบ้านพักคนชรา ซาบซึ้งจนควันออกหู

ที่ว่ามานั่นแค่เรียกน้ำย่อย ของจริงอยู่ช่วงดึกหลังสี่ทุ่ม สี่เสาเค้าจัดให้ เป็นมหกรรมกีฬามหาระทึก รายการวิ่งป่าราบ ผลัด 4 คูณ 100เมตรผสม ชาย หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ และคนชรา ชิงตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-ห้องกรง พร้อมที่พักฟรี 7 คืน 8 วัน ไม่พอยังต่อได้อีกไม่อั้น มีอาหารเลี้ยง 3 มื้ออีกต่างหาก

พอนักกีฬาแตกฮือกระจายเป็นวงกว้างยังกะผึ้งแตกรัง ก็เป็นสัญญาณว่าการแข่งขันได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ คนหลังวิ่งมาล้มลงแล้วคนหน้าค่อยวิ่งต่อ

ความสนุกสนานอยู่ที่ มีกรรมการถือกระบองวิ่งไล่หวด อย่างเอาเป็นเอาตาย นักกีฬาเลยต้องใส่กันเต็มที่ สปีดวิ่งกันสุดชีวิต สับขายังกับจักรผัน เรียกว่าถึงขั้นใส่เท้าสุนัขกันเลยทีเดียว

เท่านั้นยังตื่นเต้นไม่พอ เลยมีอิฐบินมาร่วมสนุก อันนี้มาเอง ทางคณะกรรมการยอมรับว่าไม่รู้เรื่อง แหม...มันปลิวว่อน เฉี่ยวซ้ายเฉี่ยวขวา เฟี๊ยวฟ๊าวยังกับอยู่ในสนามรบ ทำให้นักกีฬาต้องวิ่งซิกแซกสลับฟันปลาเพื่อหลบหลีก ลดความเสี่ยงที่อิฐจะโดนกบาลไปได้หลายขีด

กีฬามันๆ อย่างนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เป็นอันขาดคือแก๊สน้ำตา อันนี้สมนาคุณจากวีรบุรุษนาเก๊ เห็นว่าจัดให้ไปร้อยกว่าลูก กลัวว่าจะแจกจ่ายกันไม่ทั่วถึง โอย..สะใจวัยรุ่นอย่าบอกใคร เคยได้ยินแต่กิตติศัพท์ เพิ่งได้มาเจอตัวจริงเสียงจริงก็วันนี้ น้ำตางี้ไหลพรากๆ เป็นเผาเต่า แซบอีหลี ดีคักๆ แหล่มจริงๆ

นักกีฬาที่หลบไม่พ้น ถึงกับหัวร้างข้างแตกเลือดอาบไปก็ไม่น้อย บ้างก็ถึงกับสลบเหมือดต้องหามวิ่งเอาเพื่อทำเวลา นักกีฬาหญิงที่เรี่ยวแรงน้อยหน่อย วิ่งหนีไม่ไหว ก็ยังมีออปชั่นพิเศษ ให้ยกมือไหว้ขอชีวิตได้ ตามประเพณีอันดีงามแบบไทยๆ

หลังการแข่งขันจบลง นักกีฬาที่ชนะเลิศต่างแสดงสปิริต ไม่มีผู้ใดประสงค์รับรางวัล ร้อนถึงเจ้าหน้าที่ต้องออกหมายเรียก ขนาดว่ามีนักวิ่งลมกรดที่ฝีเท้าจัดจ้าน เข้าข่ายได้รับรางวัลเป็นกะตั้ก แต่ที่ไปรายงานตัวรับรางวัล กลับมีเพียงไม่กี่คน

เท่าที่จำได้ก็มีจตุพร ณัฐวุฒิ จักรภพ และที่ขาดไม่ได้คืออ.มานิตย์ ขานี้แม้จะอาวุโสแล้ว แต่ยังแรงไม่แผ่ว แต่ตอนไปรับรางวัลกลับบ้อลัก ทำให้ลำบากเจ้าหน้าที่ ต้องหามไปทั้งเก้าอี้

มหกรรมกีฬาแห่งชาติอันยิ่งใหญ่อย่างนี้ นานปีมีหน สมัยก่อนเห็นว่าจัดบ่อย 3ปี 5 ปีก็เอาซะครั้งนึง มาหลังๆนี่ชักห่างไป เหลือแค่ 15 ปีครั้ง หมายความว่า ท่านที่พลาดโอกาสทองอันนี้ไป ก็ต้องรอเหงือกแห้งอีก 15 ปี ไม่รู้ว่ายมบาลจะถามหาซะก่อนหรือเปล่า

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ เราเลยได้วีรบุรุษบินฟรีมาประะดับวงการ ก่อนจากยังมีแก่ใจเซ็นทิ้งทวนให้เอไอเอสอีกหนึ่งจึ๊ก กลัวว่าคนใหม่มาจะเซ็นไม่เป็น

ดาวรุ่งอีกดวงที่มาแรงยังกับผีพุ่งใต้ เป็นที่ติดตาตรึงใจด่ากันไม่เสร็จ ย่อมหนีไม่พ้นโฆษกไก่อู พ.อ.สรรเสริญ ผู้ให้กำเนิด นับจากนี้ไปนับว่าอนาคตรุ่งริ่ง น่าจับตามอง

ต้องขอขอบคุณคมช.ที่อุตส่าห์ลำบากตรากตรำ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายจัดการแข่งขันให้ประชาชนอย่างเราๆ ได้เอ๊กเซอร์ไซส์เพื่อสุขภาพกัน คาดไม่ถึงว่างานนี้ มีประชาชนเข้าร่วมถึงครึ่งค่อนประเทศ เล่นเอาอาบังตาเหลือก เสียผู้เสียคนไป

หลังจบงานนี้ พวกเราเลยเป็นงานกันขึ้นเยอะ คราวหน้าเจอกันใหม่ รับรองสนุกถึงกึ๋นแน่นอน แต่ยังไงก็แล้วแต่ ในที่สุด คณะกรรมการชุดนี้ก็แตกกระสานซ่านเซ็น สัญจรไพรกันไปตามระเบียบ บางคนหลงไปถึงดูไบ ยังหาทางกลับไม่เจอ จนแล้วจนรอด

ประชาชนอย่างเราๆ ก็ไม่มีอะไรจะให้เป็นของฝาก แทนคำร่ำลา นอกจากคำว่า...

ลาก่อน คมช. ชาติหน้าพบกันใหม่...

จาก Thai E-News