WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 24, 2008

คารวะ...หมอสงวน [24 ม.ค. 51 - 18:05]

คุณหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ออกรายการสดทางทีวีช่อง 3 คุยกับสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ตอนหนึ่งว่า ตอนเริ่มโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ก็ถูกโจมตีว่า...เป็นไปไม่ได้

วันนี้ โครงการนี้ แม้จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอื่นไปแล้ว แต่ก็ยังคืบหน้า

ปี 2545 มีงบประมาณเหมาจ่ายให้หัวละ 1,202.40 บาท ชาวบ้านเริ่มได้สิทธิรักษาทุกโรค กระทั่งการผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจ

โรงพยาบาลมีคนไข้เพิ่มขึ้น เริ่มมีเสียงบ่นว่าหมอพยาบาลงานหนัก จำนวนไม่น้อยขอลาออก การเงินโรงพยาบาลที่เคยมีสภาพคล่อง เริ่มติดขัด

ท่ามกลางเสียงโจมตี 30 บาทตายทุกโรค อัตราค่าเหมาจ่าย...ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปี 2551 รัฐบาลจัดสรรให้ถึงหัวละ 2,100 บาท ระบบบริหารจัดการโรงพยาบาลเริ่มลงตัว เสียงบ่นเริ่มซาลง

คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาฯ สปสช. ยังยืนยันว่า ปี 2552 ถ้างบเหมาจ่ายรายหัวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,200 บาท โครงการนี้ก็จะดำเนินการไปได้

ตอนที่คุณทักษิณ ชินวัตร เริ่มนโยบาย...30 บาท ผมไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นจริง

แต่เมื่อถึงขั้นทำกันจริงๆ แม้จะมีปัญหาตามมามากมาย...แต่สิ่งหนึ่งคือความมั่นใจในการเข้าใช้โรงพยาบาลรัฐ ที่ชาวบ้านไม่เคยมี ก็เริ่มมี

ผมเป็นคนบ้านนอกครับ เข้าโรงพยาบาลเป็นเดือนตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แม้จะอยู่ตึกอนาถา แต่แม่เป็นทุกข์นักหนา กลัวจะไม่มีค่ายาค่าเตียงให้หมอ

เรื่องเข้าโรงพยาบาลสำหรับคนจนบ้านนอก เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าไม่คอขาดบาดตายจริงๆ ก็รักษากันตามมีตามเกิด

พี่สาวผมทำสวนมะพร้าว หมอบอกว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว ไม่มีเงินเข้ารักษาตัว ไม่กล้าไปหาหมอ นอนแซ่วรอวันตาย แล้วก็ตายอยู่ที่บ้าน

จู่ๆมารู้ว่ามี 30 บาท ก็ไปหาหมอได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคหนักเบา หมอก็จะรักษา ผมรู้สึกในทันทีนั้นว่า ใครที่คิดโครงการนี้มีคุณูปการใหญ่หลวง ต่อคนยากจนทั้งแผ่นดิน

เคยได้ยินคุณทักษิณคุยถึงโครงการ 30 บาท เคยได้ยินหมอสุรพงษ์ อธิบายหลายครั้ง ก็นึกเลื่อมใส นี่คือผลได้จากการเมือง

ทางเลือกของนักการเมือง จะมีอะไรดีกว่าการให้

สิ่งที่ชาวบ้านโหยหา

ผมเพิ่งมารู้เอาตอนหมอสงวนตาย...ว่าหมอคนนี้แหละ ต้นตำรับ 30 บาทรักษาทุกโรค ตัวจริง

หมอเริ่มด้วยหลักการ เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข บุกเบิกงานด้านหลักประกันสุขภาพ เพราะอยากเห็นคนไทยไม่ว่ายากดีมีจน ไม่ต้องล้มละลายกับค่าใช้จ่ายในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ก่อนหมอตาย...หมอขออุทิศร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

งานศพหมอยังอยู่ที่ศาลาขจรประศาสน์ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ถึงวันที่ 25 ม.ค.นี้ครับ

ใครรักหมอ ขอค่าพวงหรีดบริจาคเข้ากองทุน นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เพื่องานมิตรภาพบำบัด เพื่อนช่วยเพื่อน หมออยากเห็นเพื่อนช่วยเพื่อนในโรงพยาบาลต่างๆ

หมอเชื่อว่า ความเจ็บป่วยทางใจที่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง เป็นความเจ็บปวดที่สูง และหนักกว่าความเจ็บปวดทางร่างกายที่เกิดขึ้น

ตอนอยู่ก็ทำงานใหญ่ ตอนตายก็ยังฝากงานไว้ให้ดูแลจิตใจคนอื่น ชีวิตหมอสงวนยิ่งใหญ่เหมือนภูเขา อีกสิบปีร้อยปีก็ยังมีคนเห็น มีคนสรรเสริญ.

"กิเลน ประลองเชิง"

คอลัมน์ ขักธงรบ

ยังหาไม่เจอ (ไหนว่ากองทัพไม่ก่าวก่าย)

เมื่อมีที่มาก็ต้องมีที่ไปเมื่อมีขาขึ้นก็ต้องมีขาลง เมื่อมีจุดเริ่มต้นก็ต้องมีจุดจบเป็นธรรมดา

ในเมื่อบัดนี้ ชาติบ้านเมืองได้กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย มีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และกำลังจะได้นายกฯใหม่และรัฐบาลใหม่ตามกติกา

ก็เป็นวาระอันสมควรที่ คมช. หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ จะประกาศสลายตัว ยุติบทบาทอย่างสิ้นเชิง

เพราะถ้า คมช.ไม่ยุบตัวเอง คมช.ก็จะกลายเป็นองค์กรนอกรัฐธรรมนูญที่ไม่มีกฎหมายรับรอง

เป็นอวัยวะส่วนเกินทางการเมือง

เป็นเงาดำของเผด็จการซ้อนทับประชาธิปไตย

แต่ถึง คมช.จะรูดม่านปิดฉากไปก็จริง ตัวบุคคลที่เป็นสมาชิก คมช.ก็ยังเป็นผู้นำเหล่าทัพ เป็น ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทอ. ผบ.ทร. ผบ.ตร. ปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล

พูดชัดๆคือ ถอยกลับสู่สภาพเดิม

ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ตามกรอบภารกิจที่ควรทำ

ไม่มีการคิดบัญชีเช็กบิลให้ปัญหาบานปลาย

“แม่ลูกจันทร์” หวังว่าการสลายตัวของ คมช. จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกฝ่ายจะกลับมาร่วมมือร่วมใจให้ชาติบ้านเมืองหลุดพ้นจากหลุมดำ

อะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ขอให้ผ่านไป

ในเมื่อเราแก้ไขอดีตไม่ได้ ก็ขอให้ใช้อดีตเป็นบทเรียน

ทั้งฝ่ายทหาร และฝ่ายการเมืองต้องเรียนรู้จากอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

เราได้พิสูจน์แล้วว่าการปฏิวัติไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น

กลับยิ่งซ้ำเติมให้บ้านเมืองแย่ลง!!

การปฏิวัติไม่ได้แก้ปัญหาสังคมไทยแตกแยก

แถมยิ่งแตกแยกหนักกว่าเดิม

ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่เอารถถังเข้ามายึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ

หนึ่งปีสามเดือนภายใต้การยึดอำนาจของ คมช.ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะถดถอยอย่างแรง

ประชาคมโลกไม่ต้อนรับประเทศที่ไม่มีประชาธิปไตย แม้แต่คนไทยกันเองก็ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจของ คมช.

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาคือคำตอบที่ชัดเจน!!

ล่าสุด ในการประชุมนัดสุดท้ายของ คมช. ซึ่งมี “พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข” ผบ.ทอ. เป็นประธาน ได้มีการหารือถึงอนาคตการเมือง หลังจากพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล

จุดยืนของ คมช. คือ กองทัพจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และการเมืองก็ต้องไม่แทรกแซงกองทัพด้วยเช่นกัน

มีความเห็นจากที่ประชุม คมช. ว่า รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ควรมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ประการ

1, ต้องเป็นคนกลาง ที่มีความเป็นกลางจริงๆ ไม่ใช่นักการเมือง หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

นี่คือเงื่อนไข 2 ข้อ ที่ คมช.กระชุ่นรัฐบาลใหม่ให้พิจารณาแต่งตั้งรัฐมนตรีกลาโหม ตามสเปกที่ คมช.ต้องการ

ปัญหาอยู่ที่รัฐมนตรีกลาโหมที่ “รัฐบาลไว้ใจ” และ “คมช.ถูกใจ” ยังหาไม่เจอ??

จะตั้ง “พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์” คมช.ก็ไม่ปลื้ม

จะตั้ง “พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ” รัฐบาลก็ไม่ไว้ใจ

ก็ไหนว่า คมช.สลายตัวแล้ว ทำไมยังมีเงื่อนไขติดปลายนวม??

ก็ไหนว่ากองทัพไม่ก้าวก่ายการเมือง แต่นี่คือก้าวก่ายเต็มเปา.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

ให้สิทธิผู้ลี้ภัยทำงาน ดีหรือไม่ใครได้เสีย [24 ม.ค. 51 - 17:08]

ปี พ.ศ. 2550 ภายใต้การบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลขิงแก่ ไทยมีผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่ากว่า 150,000 คน

ตัวเลขนี้มาจากองค์การยูเอสซีอาร์ไอ. ผู้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยในประเทศไทย

มะปราง...ชาวกะเหรี่ยงปาด่อง ผู้อพยพ 1 ใน 150,000 ที่หนีภัยการสู้รบมาจากประเทศพม่า เข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนบ้านห้วยปูแกง ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เธอเข้ามาอยู่ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ปัจจุบันอายุ 24 ปีแล้ว ได้บัตรประจำตัวคนต่างด้าวประเภทสีฟ้า หมายถึงอยู่ในประเทศได้ชั่วคราว ออกไปนอกพื้นที่ได้ในขอบเขตจำกัด

มะปรางมีอาชีพขายของที่ระลึก “บางวันขายดี บางวันก็ขายไม่ค่อยได้” เธอพูดภาษาไทยด้วยสำเนียงแปลกแปร่ง แต่ฟังง่ายกว่าเพื่อนๆอีกหลายคน มะปรางมีความรู้ถึง ม.ปลาย เป็นครูสอนชาวกะเหรี่ยงอีกด้วย

หมู่บ้านห้วยปูแกงริมแม่น้ำปาย มีชนเผ่าถึง 4 เผ่า คือ กะเหรี่ยงแดง กะเหรี่ยงขาว กะเหรี่ยงคอยาว และคยา ชาวบ้านยึดอาชีพหาปลาในแม่น้ำปาย และขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว ที่ล่องแม่น้ำปายไปน้ำเพียงดิน แล้วแวะดูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงในขากลับ

มะปรางเป็นผู้ลี้ภัย ได้สิทธิอย่างผู้ลี้ภัย และยังต้องทำมาหากินในประเทศ ไทยอย่างผู้ลี้ภัย แม้จะอยู่มาเกือบ 20 ปีแล้วก็ตาม

มองผ่านๆเหมือนสิทธิของมะปรางจะถูกลิดรอน แต่ถ้ามองไปยังผู้ลี้ภัยในศูนย์อพยพแล้วจะพบว่า เธอได้สัมผัสสิทธิ มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ดีกว่ามากนัก

ผู้ลี้ภัยตาม “หลักการที่เกี่ยวกับการปฏิบัติผู้ลี้ภัย รับรองโดยคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายเอเชีย-แอฟริกา” ระบุความหมายว่า...

“คือบุคคลซึ่งได้ออกมาจากรัฐซึ่งตนมีสัญชาติ หรือประเทศแห่งสัญชาติของตน หรือรัฐหรือประเทศซึ่งตนมีถิ่นฐานพำนักประจำ ในกรณีที่ตนเป็นบุคคลไร้สัญชาติ หรือไม่สามารถ หรือไม่สมัครใจที่จะกลับสู่รัฐหรือประเทศนั้น หรือ ขอความคุ้มครองจากรัฐหรือประเทศดังกล่าว ทั้งนี้ โดยได้อยู่นอกอาณาเขตรัฐ หรือประเทศนั้น”

ทั้งนี้ “เนื่องจากการประหัตประหาร หรือความหวาดกลัวอันเป็นมูลอันจัก กล่าวอ้างได้ว่า จักได้รับการประหัตประหาร ด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ความเชื่อในทางการเมือง หรือสมาชิกกลุ่มเฉพาะทางสังคม”

ผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่า เฉพาะที่อยู่ในค่ายรวม 9 ค่าย มีกว่า 60,000 คน

อาศัยอยู่ในค่ายบ้านต้นยาง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 1,644 คน ค่ายแม่สุรินทร์ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 1,771 คน ค่ายบ้านใหม่ในสอย อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 9,435 คน

ค่ายบ้านแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก จำนวน 22,485 คน ค่ายบ้านแม่ลาหลวง อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 5,503 คน ค่ายบ้านแม่ละอ่อน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 6,644 คน ค่ายบ้านนุโพ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก จำนวน 5,395 คน ค่ายบ้านถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี จำนวน 3,451 คน ค่ายบ้านอุ้มเปี้ยม อำเภอพบพระ จังหวัดตาก จำนวน 9,414 คน

นอกเหนือจากนี้อยู่นอกค่าย บางคนอยู่อย่างมะปราง ขณะที่บางคนอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ และไม่น้อยเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานเถื่อนข้ามชาติ

ทำไม? ชนกลุ่มน้อยในพม่าจึงพอใจลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทย ในงานเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง ผู้ลี้ภัยกับโอกาสในการทำงาน เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงแรมเอเชีย วิเชียร เจษฎากานต์ เจ้าของฟาร์มเลี้ยงสุกร ผู้คลุกคลีอยู่กับแรงงานต่างด้าว และยังเป็นรองประธานมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี บอกว่า

“เพราะเขามองว่าคนไทยมีจิตใจเมตตา จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คนไทยกับกะเหรี่ยง มอญเคยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความรู้สึกเหล่านี้ยังคงอยู่ในจิตใจเขา ปัญหาของพวกเขาคือ ความไว้วางใจผู้ปกครองเท่ากับศูนย์ เขาคิดว่าพม่าไม่คิดว่าเขาเป็นประชากรของประเทศ จึงไม่มีพื้นฐานความเมตตา ส่งกองทัพเข้ามากวาดล้างเขาทุกปี เขาต้องเดินทางเข้ามาด้วยความยากลำบาก สมบัติติดตัวมามีเพียงถุงเก่าๆใบเดียว”

วิเชียรเล่าว่า การอพยพครั้งหนึ่ง มีแม่คลอดลูกกลางทาง สัตว์อย่างเก้ง กวาง ยังมีเวลาเลียลูกมันให้เนื้อตัวแห้ง แต่กะเหรี่ยงเป็นคนแท้ๆ กลับไม่มีเวลาแม้แต่จะพักเอาแรง ต้องหอบหิ้วกันมาให้ถึงชายแดนไทย ถ้าพลัดหลงกับกลุ่มก็หมายถึงต้องถูกฆ่าตาย

เป็นภาพโหดร้ายเพียงใด เมื่อเห็น “ลูกน้อยหลับตาดูดนมแม่ที่กำลังบาดเจ็บสาหัส ในที่สุดแม่ก็ตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว”

วิเชียรแสดงทรรศนะต่อว่า “เมื่อเข้ามาอยู่ในศูนย์อพยพ ความจริงน่าจะปลอดภัย แต่ความจริงเขาก็เหมือนถูกกักขังไว้ สิ้นอิสรภาพ สัตว์ถูกขังไว้นานๆ เมื่อปล่อยออกมาก็จะหากินไม่เป็น คนก็เหมือนกัน ดังนั้น เราน่าจะต้องช่วยกันหาทางให้เราออกมาเป็นคนอีกครั้งหนึ่ง” วิเชียรชี้เรียกร้อง

หันไปดูการดูแลผู้ลี้ภัยของรัฐบาลไทย

นอกจากจัดค่ายให้พักพิงแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2548 รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้บุตรผู้ลี้ภัยได้รับการศึกษาโดยจัดตั้งเป็นศูนย์การศึกษา พิเศษสอนภาษาไทย ต่อมาปี พ.ศ.2549 กระทรวงมหาดไทยอนุญาตให้องค์กรพัฒนาเอกชนสนับสนุนกิจกรรมฝึกอาชีพ เพื่อทักษะและสร้างโอกาสในการทำงานและหารายได้ในอนาคต

สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีนโยบายเปิดโอกาสให้ทำงานได้ แต่ยังไม่ได้ระบุชัดว่า จะให้เอางานเข้าไปทำในศูนย์ หรือว่าออกมาทำนอกศูนย์

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล นโยบายดังกล่าวก็สิ้นสุดลง

คล้ายเป็นประเพณีปฏิบัติว่า เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว นโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา แม้จะลงทุนไปเท่าใด มีผลดีต่อประชาชนอย่างใดก็ต้องล้างให้สิ้นซาก เพื่อจะได้สร้างนโยบายตนเองขึ้นมาบริหารจัดการ แม้บางเรื่องจะไม่ดีกว่าเดิม

โอกาสที่ผู้ลี้ภัยจะออกไปทำงานนอกศูนย์ได้ ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ ปรับทุกข์ว่า ประเทศที่สามคัดคนเอาไปก่อน คนใช้ได้ก็เอาไป ใช้ไม่ได้ก็ทิ้งไว้ให้

ถ้าเอาผู้ลี้ภัยไปทำงานนอกศูนย์ เราต้องดูว่า กระทบกับคนพื้นที่หรือไม่ และการทำงานในภาคเกษตรกรรมไม่ใช่มีตลอดปี

“ผมว่าถ้าจะจ้างเขาจริง จะเอาไปไกลไม่ได้ อาจเอางานมาทำในค่าย ฝีมืออาจไม่ดีนัก แต่เราต้องให้แรงจูงใจ เพื่อเสริมสร้างอาชีพเล็กๆ น้อยๆ การจะเอาเขาออกมา เราต้องสร้างระบบบริหารจัดการให้ดี ต้องมีคนรับผิดชอบ”

ดร.ยงยุทธแนะ

วิเชียรชี้ว่า “การนำเอาผู้ลี้ภัยออกมาทำงานภายนอกศูนย์ ผลดีนอกจากนำคนออกจากกรงขังแล้ว นายจ้างยังรู้ที่มาที่ไปของลูกจ้างอย่างชัดเจน สืบค้นประวัติได้ ผิดกับรับแรงงานเถื่อนเข้าทำงาน นอกจากผิดกฎหมายแล้ว เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา เราไม่อาจสืบหาตัวผู้กระทำผิดได้ด้วย”

ผู้ลี้ภัยมีสิทธิทำงานได้หรือไม่นั้น สมชาย หอมลออ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา อธิบายว่า ผู้ลี้ภัยในบางประเทศทำงานได้ แต่ถ้ามีจำนวนมาก ก็อยู่ที่เจ้าของบ้านจะพิจารณา ประเทศไทยเราไม่ได้อยู่ในสนธิสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย ตามอนุสัญญาผู้ลี้ภัยขององค์การสหประชาชาติ แต่คนท ี่หนีภัยสู้รบเข้ามา ก็ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

เรื่องการทำงาน เนื่องจากคนเหล่านี้อยู่ในประเทศยาวนานมาก พม่าก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ทำให้เขากลับบ้านไม่ได้ จึงเป็นภาระของประเทศไทย และองค์กรต่างๆ

ถ้ามีการผ่อนปรนให้คนเหล่านี้ประกอบบางอาชีพที่ไม่แย่งงานคนไทยทำ จะแบ่งเบาภาระของประเทศได้มาก ผู้ลี้ภัยจะมีชีวิตสมบูรณ์ขึ้นในความเป็นมนุษย์ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมทักษะ ฝีมือ และอาชีพติดตัวเมื่อกลับประเทศ

ดังนั้น “เมื่อรัฐบาลที่แล้วมีนโยบายส่งเสริมอย่างชัดเจน รัฐบาลนี้และรัฐบาลหน้า ก็น่าจะมีการสานต่อ”

นับวันผู้ลี้ภัยยิ่งเพิ่มขึ้น ประเทศไทยคล้ายหนองรับน้ำ รองรับผู้ลี้ภัยสงครามจากพม่า และภัยเศรษฐกิจจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง

จริงหรือไม่...การกักน้ำไว้นานๆโดยไม่บริหารจัดการ เท่ากับจงใจให้น้ำนั้นเน่า.

พปช.มั่นใจ โหวตสมัครนายก เสียงแน่น [24 ม.ค. 51 - 04:17]

หลังจากที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 23 นัดแรก ได้มีมติด้วยคะแนน 307 ต่อ 167 เสียง งดออกเสียง 2 เลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน เป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มีเสียงจากฝ่ายรัฐบาล เทไปให้พรรคประชาธิปัตย์ 3 เสียง และมีการงดออกเสียง 2 คน ว่าอาจจะกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลนั้น


พปช.เชื่อเลือกนายกฯเสียงไม่แตก

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ม.ค. ที่พรรคพลังประชาชน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ เสียงแตก ในขั้นตอนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หลังจากที่การเลือกประธานสภาฯ มี ส.ส.ซีกรัฐบาลลงคะแนนให้ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขั้นตอนการเลือกประธานสภาฯกับเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญใหม่นั้นแตกต่างกัน การโหวตเลือกนายกฯจะเป็นแบบเปิดเผย เชื่อว่าเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับการเลือกประธานสภาฯคงไม่เกิดขึ้น จะไม่มีเสียงแตก ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ที่มีสมาชิกเสียงแตกในการเลือกประธานสภาฯ เป็นเพราะพรรคร่วมต้องการที่จะแสดงบารมีภายในพรรคหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า เชื่อว่าเสียงที่ไปเพิ่มให้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน แต่ไม่อยากวิจารณ์อะไร อาจเป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรคที่ไม่ลงตัว

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ

โควตานิ่งยังอีกนาน! [24 ม.ค. 51 - 02:54]

“เวลคัมโฮม”

ล่าสุดคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยร่วมในความผิดฐานทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ได้ยืนยันต่อหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

อดีตนายกฯทักษิณในฐานะจำเลยที่ 1 จะกลับมาต่อสู้คดีในเดือนพฤษภาคม 2551

คลอดโปรแกรมกลับบ้านอย่างเป็นทางการ

ซึ่งก็บังเอิญเงื่อนเวลาใกล้เคียงกันกับที่เซียนการเมืองคาดการณ์ รัฐนาวาภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน น่าจะมีการขยับปรับหมากกันอีกครั้งหลังผ่านไป 4-5 เดือน

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การเมืองพลิกผันได้ตลอดเวลา

“ทักษิณ” กลับมาทันคุมเกมพอดี

ยิ่งประเมินจากอาการเพี้ยนของคะแนนที่เลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร คนของพรรคร่วมรัฐบาลส่อแววลองของกันตั้งแต่แมตช์แรก

หนทางข้างหน้าดูท่าจะขรุขระเอาการอยู่

ที่สำคัญดูยังไงก็ไม่ลงตัวง่ายๆ กับสัดส่วน 9 ต่อ 1 ตามสูตรที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ชงเงื่อนไขโควตารัฐมนตรีล่าสุด

ไอ้ที่ตกลงกันไว้เบื้องต้นคร่าวๆ ต้องคุยกันใหม่

เพราะตามเงื่อนไขใหม่ 9 ต่อ 1 จากต้นทุนของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนามีอยู่ 9 เสียงก็ได้ไปเก้าอี้เดียว เท่ากับพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่ได้เสียงเทเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพิ่มมาเป็น 9 ที่นั่ง พรรคประชาราชของ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง มีต้นทุนอยู่แค่ 5 เสียง หย่อนไป 4 เสียงไม่ครบโควตา ก็น่าจะได้แค่เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกรดบี

นี่ว่ากันตามโควตาเป๊ะๆ

ไม่พูดถึงเงื่อนไขใครมาก่อนมาหลัง เพราะทางฝ่ายพรรคพลังประชาชนออกมาส่งสัญญาณแล้วว่า เรื่องโควตาต้องคุยกันหลังโหวตเลือกนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี

ส่งซิกเคลียร์หน้าเสื่อ นับหนึ่งกันใหม่

ไล่เลี่ยๆกับคิวที่ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้เรียก แกนนำใกล้ชิดถกเกลี่ยโควตารัฐมนตรี หลังเกิดแรงกระเพื่อมหนักจากกระแสแว่วๆ นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค ทำท่าจะหลุดโผเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ เพราะไม่จ่ายต๋งกองกลางในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมๆกับคนที่ชื่อหายไปอย่างนายจองชัย เที่ยงธรรม ก็โผล่มาทวงโควตา

ขาใหญ่เล่นบทเฮี้ยว

ขณะที่ฟากของ “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ก็อิดออดจะขอบายเก้าอี้รองนายกฯ เปิดทางให้เด็กในคาถาอย่างนายอรรคพล สรสุชาติ กินโควตารัฐมนตรี แต่บังเอิญชื่อนี้ไม่ผ่านเซ็นเซอร์จากทีมงานสายตรงฮ่องกง เพราะผลงานในอดีต ด่า “นายใหญ่” ไว้เยอะ

พรรคชาติไทยป่วนถึงขั้นที่ “บิ๊กเติ้ง” ต้องยื้อเกมออกไปฟันธงหลังตรุษจีน

ส่วนค่ายมัชฌิมาธิปไตยก็กำลังป่วนกับปัญหาลักลั่น อำนาจการนำแท้จริงอยู่กับใคร เพราะโดยสถานะของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ จะว่าเป็นหัวหน้าพรรคในนามก็ไม่เชิง เพราะก่อนหน้านี้ได้ยื่นใบลาออก แล้วพลิกกลับไปกลับมา

ที่สำคัญแม้แต่ผู้แทนฯก็ไม่ได้เป็นกับเขา

ขณะที่โควตารัฐมนตรีล็อกไว้ที่ “เจ๊เป้า” นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค เมียรักของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน มีอำนาจในการต่อสายเจรจาร่วมรัฐบาล

แต่งานนี้มีหรือที่เศรษฐีหมื่นล้านจะยอมจบง่ายๆ

ล่าสุดแว่วๆตัวเลข 20 ล้านบาท ล่อใจ ส.ส.พรรคมัชฌิมาฯให้กลับมาอยู่ในสังกัด เป็นกองทัพงูเห่าคอยเปิดเกมป่วนรัฐบาล

ดึงราคาเพิ่มน้ำหนักต่อรองให้คนชื่อ “ประชัย”

ส่วนที่ยังมีโอกาสพลิกนาทีต่อนาทีก็อยู่ที่คิวของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา แม้จะลงตัวที่ 2 เก้าอี้ แบ่งโควตากันไประหว่างนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์

โดยใช้สิทธิของผู้มาก่อน

แต่บังเอิญว่า ปัญหามันดันไปคาบเกี่ยวกับพรรคเพื่อแผ่นดินที่ล็อกเป้ากระทรวงพลังงานไว้เหมือนกัน

และโดยสมการตัวเลข 24 ที่นั่งกับ 9 เก้าอี้ บนเงื่อนไขสัดส่วนโควตา 9 ต่อ 1

คนมาทีหลังน่าจะเสียงดังกว่า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

Wednesday, January 23, 2008

นพดล ปัทมะ ปฏิเสธข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมจะกลับมาบวชเป็นพระ

กรุงเทพ 23 ม.ค.- คุณหญิงพจมาน ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดา ซึ่งศาลฎีกานัดพิจารณานัดแรก ส่วนนายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ก็ออกมาปฏิเสธข่าว ที่ระบุว่า พันตำรวจโททักษิณ เตรียมจะกลับมาบวชเป็นพระ

วันนี้ ศาลฏีกาออกนั่งบัลลังค์พิจารณาคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดา นัดแรก จำเลยที่ 2 คุณหญิงพจมาน ภริยา พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมขอเวลา 90 วัน ตรวจสอบเอกสารหลักฐานของ คตส. และรออดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาร่วมสู้คดี ในเดือนพฤษภาคม

คุณหญิงพจมาน เดินทางไปศาลฎีกา พร้อมนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา บุตรชายและบุตรสาว โดยมีเครือญาติ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และสมาชิกพรรคพลังประชาชน จำนวนหนึ่ง เดินทางมาให้กำลังใจ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัย ของตำรวจ สน.ชนะสงคราม ทั้งในและนอกเครื่องแบบ กว่า 50 นาย ที่ยังต้องนำแผงเหล็กมากั้นทางเดินขึ้นศาล และนำเครื่องตรวจวัตถุระเบิด มาตรวจค้น ผู้ที่จะขึ้นไปฟังการพิจารณาอย่างละเอียด รวมถึงกองทัพสื่อมวลชน ทั้งในและต่างประเทศ ที่ยังเกาะติดรายงานความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด

นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดา พร้อมองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาคดีนัดแรก โดยคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยื่นคำร้องขอเวลา 90 วัน ตรวจสอบ และคัดสำเนา รวมถึงติดตามพยานเอกสาร ที่อยู่ในความครอบครองของ คตส. เพื่อใช้ในการต่อสู้คดี ประกอบกับ พันตำรวจโททักษิณ จำเลยที่ 1 จะกลับมาร่วมต่อสู่คดีในเดือนพฤษภาคม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มีเหตุอันสมควร จึงนัดตรวจสอบพยานหลักฐานในวันที่ 29 – 30 เมษายน

หลังรับฟังคำฟ้อง ทีมทนายความ ระบุ พร้อมต่อสู้ทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา พร้อมปฏิเสธ การขอเวลา 90 วัน ไม่ใช่เพื่อประวิงเวลาพิจารณาคดี แต่เพราะต้องตรวจสอบที่มาของเอกสารหลักฐาน คตส.จำนวนมาก

ด้าน คตส.โต้กลับทันที ไม่หวั่น กรณีคุณหญิงพจมาน ปฎิเสธข้อกล่าวหา พร้อมยื่นคำร้องขอสอบพยานเพิ่ม มั่นใจสำนวนครบถ้วน ระบุ หากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูกิจการและพัฒนาระบบสถาบันการเงินและกรมที่ดินพยานสำคัญ กลับคำให้การจะมีความผิดตามกฎหมาย

ขณะที่วันนี้ นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ก็ออกมาปฏิเสธข่าว ที่ระบุว่า พันตำรวจโททักษิณ เตรียมจะกลับมาบวชเป็นพระ ที่วัดยานนาวา ว่าไม่เป็นความจริง - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-23 19:15:06

นำรายชื่อประธานสภาฯ-รองฯ เสนอสลค.แล้ว [23 ม.ค. 51 - 18:17]

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าววันนี้ (23 ม.ค.) ว่า สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้นำรายชื่อผู้ที่ได้รับการลงมติ เลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้ว เมื่อวานนี้ (22 ม.ค.) หลังจากนี้เป็นขั้นตอนการนำรายชื่อผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธานฯ และรองประธานฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย ส่วนการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ยังไม่สามารถระบุวันที่ชัดเจนได้

กุเทพจวกชวนฉวยโอกาส ใช้สภาฯโจมตีสอนคนอื่น [23 ม.ค. 51 - 19:00]

นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (23 ม.ค.) ถึงกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเตือนไม่ให้มีการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯ ว่า ถือว่านายชวนใช้โอกาสได้เปรียบก่อนปิดสภาฯ โจมตี สั่งสอนคนอื่น โดยไม่เปิดให้โอกาสคนอื่นชี้แจง ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวหา และเห็นว่า หลายคนของพรรคประชาธิปัตย์กล่าวโจมตีพรรคพลังประชาชน เป็นการนำเรื่องเล็กน้อยมาขยายความเกินความเป็นจริง เป็นการเล่นการเมืองมากเกินไป

ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธไม่ขอวิจารณ์ถึงความเหมาะสมที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและเห็นว่า ควรปล่อยให้ นายยงยุทธได้ทำหน้าที่ก่อน และยืนยันว่า สิ่งที่ได้ทักท้วงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ (22 ม.ค.) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน แต่เป็นเรื่องพรรคไทยรักไทยที่ถือฤกษ์ยามสำคัญกว่าการที่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร


เมื่อถามถึงข้อเสนอของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาจากทหารนั้น นายชวน ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น ระบุ ต้องรอให้มีนายกรัฐมนตรี มาพิจารณาถึงความเหมาะสมในการคัดเลือกคณะรัฐมนตรี


“กองทุนพัฒนาและส่งเสริมสื่ออินเตอร์เน็ต” และการแบ่งเค้กจาก ทีวีสาธารณะ TPBS

บทความโดย... ลูกชาวนาไทย

เราจะเห็นว่า ปัญหาวิกฤตการณ์การทางการเมืองของไทยที่ผ่านมานี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการผูกขาดและเสนอข่าวที่บิดเบือนของสื่อมวลชนที่เป็นสื่อหลัก ในรอบปีที่ผ่านมา ฝ่ายประชาชนต้องโดนสื่อครอบงำ ปกปิดข่าวสาร บิดเบือนข่าวสารอย่างน่ารังเกียจที่สุด

แต่โชคของประเทศไทยยังดีที่เรามี อินเตอร์เน็ต และนักรบไซเบอร์ทั้งหลายที่ต่อสู้ผ่านโลกอินเตอร์เน็ต เกิดเว็บไซต์ เกิดวิทยุและโทรทัศน์ที่กระจายเสียงผ่านอินเตอร์เน็ตจำนวนมาก ทำให้สถานการณ์พลิกกลับ หากไม่ได้อินเตอร์เน็ต พรรค พปช. ไม่มีทางรอดแน่นอน

ตอนนี้เราจะเห็นว่า กลุ่มเนชั่น และกลุ่มอำมาตย์ "คอรัปชั่นทางนโยบาย" อย่างโจ่งครึ่ม โดยการยึดเอา TITV ไปทำเป็น TPBS หรือทีวีสาธารณะ ที่มี นายเทพชัย หย่อง เป็นประธาน รวมทั้งกรรมการที่เป็นพวกกลุ่มอำมาตย์ทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเอาเงินรัฐปีละ 2,000 ล้าน ที่เก็บได้จากภาษีอบายมุขทั้งหลายไปสนับสนุนทีวีช่องนี้

ผมว่าการสนับสนุนทีวีช่องนี้อย่างเดียวย่อมไม่เป็นธรรมต่อสังคม แต่รัฐบาล พปช. จะไปเปลี่ยนแปลง คงโดนแรงต้านมหาศาลซึ่งทางที่ดีควรเน้นไปที่เปิดเสรีวิทยุโทรทัศน์ และการพัฒนาสื่อบนอินเตอร์เน็ต

การพัฒนาสื่ออินเตอร์เน็ตนั้น นอกจากพัฒนาเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และลดราคาอุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คนเข้าถึงได้มากที่สุด และรวดเร็วนั้น จะต้องพัฒนา เนื้อหา หรือ Content ด้วย จึงต้องหาเงินทุนสนับสนุนเว็บไซต์ข่าวต่างๆ เหล่านี้

ผมว่าเราจะปล่อยให้เนชั่นกับ TPBS กินเงินภาษีของประชาชน และผูกขาดการผลิตสื่อที่ลำเอียงแต่ฝ่ายเดียวคงไม่ได้รัฐบาล พปช. ควร แบ่งเงินรายได้จากภาษีส่วนหนึ่งที่เอาไปให้ สถานี PTBS อาจจะเป็น 1 ใน 3 หรือ ปีละ 200-300 ล้านบาท มาตั้งเป็น "กองทุนพัฒนาและส่งเสริมสื่ออินเตอร์เน็ต" เพื่อใช้เป็นเงินทุนสนับสนุนสื่ออินเตอร์เน็ตทั้งหลาย

การให้เงินสนับสนุนนั้น ผมคิดว่าทำได้ไม่ยาก เช่น ต้องเป็นสื่อที่ไม่แสวงหากำไร เป็นต้น แต่ไม่ได้ให้เงินตั้งแต่ต้น แต่จะให้เงินโดยการวัดจาก เร็ตติ้ง เป็นต้น เพราะสื่ออินเตอร์เน็ตสามารถวัดเร็ตติ้งได้ง่าย เช่น นับจากจำนวน คลิก หรือจำนวนคน Page view หรือจำนวนคนที่เข้าไปอ่านเว็บไซต์ต่อปีเป็นต้น โดยอาจจำกัดจำนวนขั้นต่ำที่จะได้รับเงินสนับสนุนเอาไว้ ทั้งนี้อาจจำกัดเฉพาะเว็บไซต์ที่ไม่ดำเนินธุรกิจ เช่น www.thaifreenews.com ประชาไท เสรีชน คนวันเสาร์และเว็บข่าวอื่นๆ โดยไม่จำกัดข้าง เป็นต้น

ผมว่าแนวคิดนี้จะสามารถพัฒนาสื่ออินเตอร์เน็ต ทั้งด้านเนื้อหาเว็บ และการเข้าถึงได้มากทีเดียว รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนธรรมดาทั่วไป สามารถมีสื่อของประชาชนได้ โดยมีเงินจากภาครัฐสนับสนุน

ทำไมเราจะต้องให้ภาษีประชาชนไปตกแก่กลุ่มเนชั่น เพียงกลุ่มเดียว

ควรง้างปาก ทีวี TPBS ออกมา แล้วเอาเงินนั้น มาพัฒนานักรบไซเบอร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้างใดก็ตาม เพื่อสื่อจะได้ไม่ถูกผูกขาดอยู่กับคนเพียงกลุ่มเดียว

จาก กลุ่มสื่อประชาชน

เล็งตั้งกก.ตรวจสอบการออกกฎหมายของสนช. [23 ม.ค. 51 - 15:22]

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (23 ม.ค.) ว่า จะเสนอที่ประชุมพรรค ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เป็นพนักงานสอบสวนว่า กฎหมายบางฉบับเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ไม่สุจริต ทำให้ตำรวจอึดอัดใจมาก และจากการตรวจสอบยังพบว่า หลังการเลือกตั้งแล้ว สนช.ยังออกกฎหมายอย่างต่อเนื่อง บางวันออกกฎหมายถึง 25 ฉบับ พร้อมยืนยันว่า พรรคไม่เคยมีความคิดเช็คบิลคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.)

คตส.ก็จะทำหน้าที่ของเขาไป ผิดถูกอย่างไรก็ว่ากันไป เลิกเสียที่ทีหาว่า พรรคพลังประชาชนจะไปกดดันกระบวนการยุติธรรม ร.ต.ท.เชาวริน กล่าว