WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 24, 2008

"หมอเลี้ยบ"ส่งซิก ศิษย์เก่า"ปชป."รุ่ง

สังคมการเมือง

...อำนาจมาพร้อมความรับผิดชอบ เมื่อ ยงยุทธ ติยะไพรัช นั่งประธานสภาฯ คนบ้านเลขที่ 111 ก็เริ่มฝันถึงอิสรภาพ เช่นเดียวกับการโหวตเลือกนายกฯ หาก"งูเห่า"ไม่คืนชีพ นายกฯคนที่ 25 จะชื่อ สมัคร สุนทรเวช แล้ววันกลับบ้านเกิดของ "เสี่ยแม้ว" เดือนพ.ค.ก็จะราบรื่น

"รื่น"หรือ"ลื่น" ต้องรอดู

...ไม่รักกันจริงคงไม่อุ้ม เสี่ยแม้ว การันตีจากแดนไกล คนปากร้าย ใจร้อน ขี้หงุดหงิดอย่าง สมัคร สุนทรเวช หากเป็นนายกฯแล้วอารมณ์จะเย็นลงเองเพราะมีงานมากมายให้รับผิดชอบ ต้องบริหารทั้งบ้านเมืองและการเมืองในคราวเดียวกัน ไม่มีเวลาทะเลาะกับใครแน่

เดี๋ยวลุงแกก็หาเวลาได้เองแหละ

...หมอเลี้ยบ-น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาฯพปช. บอกใบ้ว่าสไตล์การทำงานของรัฐบาลใหม่จะไม่ฉับไวปรู๊ดปร๊าด เพราะต้องเสียเวลาบริหารการเมืองในพรรคร่วม แต่จะมีความรอบคอบขึ้น ส่วนการชำระแค้นไม่มีเด็ดขาด และถ้าใครปฏิวัติอีกแสดงว่าโรคจิตแล้ว เพราะคนไม่เอาด้วย

ดักคอกันตรงๆ!!

...ปากแข็งเรื่องเก้าอี้รมว.คลัง แต่เวลาไปพูดทีไรกลับรู้เรื่องกระทรวงนี้ดีจัง หมอเลี้ยบ โชว์กึ๋นว่าภารกิจหลักรัฐบาลหน้าคือกู้วิกฤตเศรษฐกิจ เตรียมลดดอกเบี้ยกระตุ้นการลงทุนเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน แถมยังท้าว่าหลัง 6 เดือนไปแล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงก่อน-หลังแน่นอน!

ฟังยังไงก็"ขุนคลัง"ชัวร์!

...ยุคนี้ศิษย์เก่าปชป.รุ่งเป็นแถว ยงยุทธ ติยะไพรัช ก็ประธานสภา สมัคร สุนทรเวช ก็นายกฯ ส่วน เฉลิม อยู่บำรุง นพดล ปัทมะ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ กำลังลุ้นเก้าอี้รมต.กระทรวงใหญ่ รวมถึง เสธ.หนั่น-พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ก็ยังอาจจะได้เป็นรองนายกฯ ในบั้นปลายชีวิต

แบบนี้เดี๋ยวได้ย้ายพรรคอุตลุด

...คอนเฟิร์มจากปาก"พ่องูเห่า" วัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดินว่ารายการโหวตเลือกนายกฯ จะไม่มีตำนานงูเห่ามาฉายซ้ำ เพราะตัวเองแปลงกายเป็น"งูเห่าเสาวภา"เรียบร้อยแล้ว ไม่มีพิษร้ายให้พ่น เพราะเอาไปทำเซรุ่มให้คนดีหมด แต่ฝากเตือนนายกฯคนใหม่ระวังปากด้วย

พิษยังไม่หมดแหงๆ

ฝุ่นตลบโผครม."หมัก1"

รายงานพิเศษ

เทศกาลแห่งความมันและเร้าใจเริ่มต้นขึ้นแล้ว หลังเสร็จสิ้นการเฟ้นหาประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ก็เป็นคิวของฝ่ายบริหาร

เพื่อมีนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดใหม่

มาถึงขั้นนี้คงพลิกโผยาก สมัคร สุนทรเวช จะได้รับการจารึกชื่อเป็นนายกฯคนที่ 25 ค่อนข้างแน่นอน

รายการ "งูเห่าลองของ" เหมือนตอนเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร คงไม่มีใครใจกล้านำมาฉายซ้ำ เพราะเป็นการโหวตแบบเปิดเผย

ใครเลือก-ไม่เลือกใคร ขึ้นป้ายประจานชัดเจน

ไม่ใช่โหวตลับเหมือนเก้าอี้ประธานสภาฯ ที่มั่วนิ่มกันได้

อีกด่านที่รับประกันเส้นทางสู่เบอร์ 1 ทำเนียบรัฐบาลของนายสมัคร คือคนที่นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ

เมื่อ ยงยุทธ ติยะไพรัช ในฐานะประธานสภาฯ เป็นผู้ทำหน้าที่นี้

แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ว่าจะไม่มีรายการผิดคิวเหมือนตัวอย่างในอดีต เพราะเป็นตัวจริงของสายตรงลอนดอน!

เล่นแบบซูเปอร์เซฟ ล็อกไว้หมดทุกด่าน

ระหว่างนี้โผครม.ก็สะพัดว่อนจากพรรคร่วมรัฐบาล ปล่อยมาเป็นระยะๆ เพื่อต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี

จนเกือบเปิดศึกตบตีกันเองระหว่างพรรคร่วม หรือแม้กระทั่งคนในพรรคพลังประชาชนก็ยังเขม่นรุมทึ้งเก้าอี้กัน

กระทั่ง หมอเลี้ยบ-น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ต้องออกมาสยบข่าว วางหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาว่าจะยึดสูตร 9 ต่อ 1

ส.ส. 9 คนต่อเก้าอี้รมต. 1 ที่นั่ง!




อ่านรายละเอียด มติชน

สูตรแบ่งเค้ก"รมต."ต้อง5:1 "เติ้ง"ต่อรอง พูดเป็นนัย"คิดเองก็แล้วกัน"

ทำไมเสียงเลือกปธ.สภาหาย "จิ๋ว"โผล่หน.ทีมแก้ปัญหาชาติ ดึง"อจ.รามฯ"ช่วย"เลี้ยบ"ที่คลัง

"ยงยุทธ"เก้อรอรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นั่งประธานสภา พปช.ไม่หวั่นโหวตนายกฯเสียงแตก รธน.ให้ขานชื่อทีละคน โควต้า รมต.3 พรรคเล็กลงตัว ยังติด"เพื่อแผ่นดิน-ชาติไทย" "บรรหาร"เล็งใช้สูตร"5-6 ต่อ 1" แบ่งเค้ก ไฟเขียว"เลี้ยบ"นั่งเก้าอี้ขุนคลัง ดึงอาจารย์รามฯเป็นรัฐมนตรีช่วย

@ "ยงยุทธ"นำส.ส.รอเก้อโปรดเกล้าฯ

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อม ส.ส.พรรคพลังประชาชน (พปช.) ประมาณ 10 คน อาทิ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พปช. สวมใส่ชุดขาวเดินทางมารวมตัวกันที่รัฐสภา เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 23 มกราคม เนื่องจากได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะมีการจัดเตรียมพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายยงยุทธ

กระทั่งเวลา 16.30 น. ได้รับแจ้งจากทางทำเนียบรัฐบาลว่า ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมา เนื่องจากเพิ่งมีการทูลเกล้าฯ ในช่วงบ่ายวันที่ 23 มกราคม ทำให้ ส.ส.พปช.ต้องนำเอาเสื้อสูทมาสวมทับเสื้อขาว และต่างแยกย้ายกันเดินทางกลับ พร้อมนัดรวมตัวกันที่รัฐสภาอีกครั้ง ในเวลา 09.00 น.วันที่ 24 มกราคม โดยนายยงยุทธปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ก่อนจะขอตัวเดินทางกลับในทันที

@ พปช.เชื่อโหวตนายกฯเสียงไม่แตก

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พปช. แถลง ณ ที่ทำการพรรค อาคารไอเอฟทีซี ถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่มีเสียงแตกเหมือนการเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่าให้ทำอย่างเปิดเผย โดยขานชื่อ ส.ส.ทีละคน

นายชูศักดิ์กล่าวว่า การเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เสียงแตกนั้น อาจจะเป็นเพราะปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาลเอง ไม่ใช่ปัญหาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับ พปช.ที่ผ่านมาแกนนำ พปช.ได้มีการพูดคุยตกลงกันในระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ กันแล้ว หากมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจะเท่ากับว่าพรรคการเมืองนั้นไม่สามารถควบคุมเสียงสมาชิกในพรรคได้

@ "บรรหาร"บอกอย่าคิดอะไรมาก

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการเลือกประธานและรองประธานสภาที่เสียงแตกว่า "เรื่องนี้ไม่ทราบ เพราะมีการลงคะแนนลับ ตอบไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญกำหนดว่าเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.แต่ละคน แต่อย่าไปคิดอะไรให้มากเลย" เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่าเสียงเหล่านั้นเป็นของนายบรรหารด้วยหนึ่งเสียง นายบรรหารหัวเราะ และกล่าวว่า "คิดเอาเองก็แล้วกัน" เมื่อถามว่า พปช.ระบุว่าเป็นการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี นายบรรหารกล่าวว่า "ไม่รู้ ผมไม่ตอบ ไม่มีความเห็น"


อ่านรายละเอียด มติชน

"เชาวริน"ไล่บี้สนช.-รื้อตรวจกม.ทุกฉบับ

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) แถลงที่ พปช. อาคารไอเอฟซีที เมื่อวันที่ 23 มกราคม ว่า จะเสนอต่อ พปช.เพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญสอบสวนการทุจริตการเลือกตั้ง เนื่องจากที่ผ่านมา พปช. ถูกกระทำไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการสั่งการจากกระทรวงมหาดไทย และใช้ที่ทำการอำเภอเป็นสถานที่จ่ายเงินให้กับกำนันผู้ใหญ่บ้าน พร้อมกับให้เลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองหนึ่ง ขอยืนยันว่าไม่ใช่การเช็คบิลคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เนื่องจากการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ไม่ใช่การเลือกตั้งครั้งสุดท้าย หากปล่อยต่อไปจะทำให้กระบวนการยุติธรรมลำบาก

ร.ต.ท.เชาวรินกล่าวว่า นอกจากนี้จะเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทุกฉบับ เพราะได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่และข้าราชการสภาว่ากฎหมายบางฉบับเอื้อประโยชน์กับโจร

"จะรื้อขึ้นมาดูทั้งหมด ไม่เจาะจงฉบับใดเป็นพิเศษ จะรวบรวมส.ส.ที่จบด้านนิติศาสตร์มาช่วยกันดู อะไรที่จำเป็นต้องแก้ก็แก้ อะไรที่ไม่ควรก็จะเสนอให้ยกเลิก เพราะสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แต่มาออกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิของประชาชน เราที่มาจากการเลือกตั้งจึงยอมไม่ได้ ส่วน พ.ร.บ.ความมั่นคงก็ต้องนำมาพูดคุยกัน มาตราใดไม่ถูกต้องก็จะแก้ไข แต่ถ้าหากจำเป็นต้องยกเลิกทั้งฉบับก็ปล่อยไว้ไม่ได้เพราะจะเป็นภาระของบ้านเมือง" ร.ต.ท.เชาวรินกล่าว และว่า ส่วนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน ถือว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ สำหรับกฎหมายรัฐธรรมนูญจะต้องแก้ไขแน่นอน และจะทำให้เสร็จสิ้นภายในรัฐบาลนี้


"อ้อ"แจ้งศาล"แม้ว"กลับพ.ค. คตส.ตั้งทีมฟ้องเอง แก้เกม"อัยการ"ยื้อ

"พจมาน"ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาฯ ขอศาล 90 วันตรวจสอบเอกสาร พร้อมรอ"ทักษิณ"กลับมาร่วมสู้คดีพร้อมกันในเดือนพฤษภาคม ศาลนัดตรวจหลักฐาน 29-30 เม.ย. ทนายความปัดประวิงเวลาพิจารณาคดี แต่ต้องใช้เวลาเพราะพยานหลักฐานเยอะ ขณะที่ คตส.ดึงนักกฎหมายเอกชนนั่งคณะอนุฯพิจารณาสำนวนคดีหวยบนดิน พร้อมยื่นฟ้องเอง หากความเห็นไม่ตรงกับอัยการ

@ "อ้อ"ฟังศาลนัดแรกคดีซื้อที่รัชดาฯ

คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (สนามหลวง) เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 23 มกราคม เพื่อฟังการพิจารณาคดีที่ถูกกล่าวหาทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกมูลค่า 772 ล้านบาท ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูกิจการและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นนัดแรก

ทั้งนี้ คุณหญิงพจมานเดินทางมาพร้อมกับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา บุตรชายและ บุตรสาว ด้วยชุดสีดำ โดยมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ นายพิชิฏ ชื่นบาน และ นายนพดล ปัทมะ ทนายความ นอกจากนี้ยังมี พล.ท. พิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 นาย พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และ ส.ส.พลังประชาชนจำนวนหนึ่ง มาคอยให้กำลังใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ชนะสงคราม ทั้งในและนอกเครื่องแบบ กว่า 50 นาย คอยดูแลรักษาความปลอดภัย

@ "ศาลอ่านคำฟ้อง-ถามทำผิดจริงหรือไม่

ต่อมาเวลา 10.30 น. นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกมูลค่า 772 ล้านบาท ของ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูกิจการและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พร้อมองค์คณะผู้พิพากษา ทั้ง 9 คน ออกนั่งพิจารณาครั้งแรก คดีหมายเลข อม.1/2550 ที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยที่ 1-2 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกัน เป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่ในฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ เป็นเจ้าพนักงานและผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 100 และ 122 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 86, 91, 152 และ 157 ขอให้ศาลริบเงิน 772 ล้านบาท และที่ดินอีก 4 แปลง ย่านรัชดาภิเษก ตกเป็นของแผ่นดิน

ทั้งนี้ นายทองหล่ออ่านคำฟ้องให้คุณหญิงพจมานฟังสรุปว่า จำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาเป็นผู้สนับสนุน สามี จำเลยที่ 1 ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการประมูลซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก โดยที่จำเลยที่ 1 ให้ความยินยอม พร้อมถามว่ากระทำผิดตามที่ถูกฟ้อง หรือไม่

@ ""อ้อ"ปฏิเสธ-รอ"แม้ว"มาร่วมสู้คดีพ.ค.

คุณหญิงพจมาน ยื่นคำให้การปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแถลงยืนยันต่อศาลตามคำให้การ และยื่นคำร้องขอเวลาตรวจและคัดสำเนาเอกสารและการติดตามพยานเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก เพื่อจะได้จัดทำการให้การเป็นลายลักษณ์อักษรโดยละเอียดในการสู้คดีต่อไป

"ประกอบกับจำเลยที่ 1 (พ.ต.ท.ทักษิณ) แจ้งว่าจะกลับมาร่วมต่อสู้คดีกับจำเลยที่ 2 ประมาณเดือนพฤษภาคมนี้ จำเลยที่ 2 จึงขอให้ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาตรวจพยานหลักฐานไปเป็นเวลา 90 วัน ศาลสอบถามอัยการโจทก์แล้ว นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ แถลงไม่คัดค้าน


อ่านรายละเอียด มติชน

เตือนส.ส.ใหม่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินภายใน20 ก.พ.

นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ชุดใหม่ ว่า หลังจากที่มีการเปิดประชุมสภาฯ นัดแรกเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา เป็นผลให้ ส.ส.ใหม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน คือ ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม - 20 กุมภาพันธ์ 2551 ตามมาตรา 259 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ทำหนังสือแจ้งให้ ส.ส.ทราบถึงข้อกฎหมายดังกล่าวแล้ว รวมถึงได้จัดเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะให้คำปรึกษาเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ และการรับบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ที่อาคารรัฐสภา เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ ส.ส.

เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ส.ส.จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ จำนวน 2 ชุด แยกเป็นต้นฉบับ 1 ชุด และสำเนา 1 ชุด โดยหลังจากที่ ส.ส.ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ครบหมดแล้ว ป.ป.ช.จะเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินดังกล่าวต่อสาธารณชนภายใน 30 วัน นับจากวันที่ครบกำหนดการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ โดยจะเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินทั้งหมดที่อาคารธนภูมิ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ และศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ--จบ--

จาก hi-thaksin

ระวังภาพนอมินี [24 ม.ค. 51 - 17:35]

ดูโผ ครม.รัฐบาลชุดใหม่ที่จะได้เห็นโฉมหน้าไม่เกินวันที่ 10 ก.พ. รู้สึกเป็นห่วงอย่างไรชอบกล ห่วงว่าจะทำให้ ความหวังของชาวบ้านที่ตั้งอกตั้งใจเลือกพรรคพลังประชาชน เข้ามาด้วยเสียงข้างมาก จะหมดหวังเสียเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องและยุติวิกฤติของประเทศ

โปรดอย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง

ผมต้องย้ำคำนี้เพราะ สิ่งที่รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคพลังประชาชนจะต้องสำนึกให้มากที่สุด ก็คือ ที่ฟันฝ่าอุปสรรคได้มาจนถึงวันนี้ถ้าไม่มีประชาชนคอยหนุนหลัง ก็คงไม่เหลือซากแล้ว

ที่ผมเป็นห่วงภาพพจน์ของรัฐบาลมากที่สุดก็คือ ความเป็นนอมินี ซึ่งไม่ได้หมายถึงนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างเดียวแต่หมายถึงนอมินีของคนในบ้านเลขที่ 111 ด้วย

เรื่องนี้จะต้องมีเหตุผลชี้แจงและมีความโปร่งใส

อนุโลมให้ว่า ตัวจริงเสียงจริง บุคลากรที่มีคุณภาพของพรรคหดหายไปกับการยุบพรรคการเมืองเกือบหมด เพราะฉะนั้น ไม่มีทางเลือกที่จะเอาคนที่เหลืออยู่เข้ามาทำหน้าที่ ก็ไม่ว่ากัน

แต่ต้องไม่ใช่ฐานะตัวแทนหรือร่างทรง

ถึงจะเป็นวงศาคณาญาติกันอย่างไร ก็จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ไม่ใช่แค่ร่างทรงหรือนอมินี แต่คิดไม่ได้ ทำไม่เป็น เพราะตำแหน่ง รมต. ไม่ใช่เด็กเล่นขายของ ไม่ใช่ขนมเค้ก ที่จะแบ่งกันเสร็จแล้วก็แล้วกัน

ที่สำคัญ ต้องไม่ทำตัวเป็นสายล่อฟ้า

ถ้าพลาด ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่มีโอกาสแก้ตัวด้วยซ้ำ และจะเป็นเดิมพันสำหรับอนาคตของพรรคพลังประชาชนด้วย ถ้าชาวบ้านทุ่มเทเอาใจช่วยขนาดนี้ ยังทำให้ชาวบ้านผิดหวัง ทำงานไม่เข้าตากรรมการ

ก็เป็นอันจบ

ทั้งพรรคพลังประชาชนและความศรัทธาในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผมก็ไม่อยากจะติเรือทั้งโกลน ไม่อยากจะไปดักคออะไรล่วงหน้า แต่ถ้าเป็นไปตามโผ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง รมว.คลัง ตำแหน่ง รมว.กลาโหม หรือจะได้ รมต.ที่เป็นภรรยาของคนในบ้านเลขที่ 111 ก็ต้องคิดให้รอบคอบ

เหมาะหรือไม่เหมาะ

และในทางกลับกัน ผมก็อยากจะให้กรรมการที่จับจ้องมองอยู่ต้องทำใจให้เป็นกลาง อย่าไปเอาภาพลักษณ์มาปรามาสว่า รมต.คนนั้นจะดี คนนี้จะเลว ผมอยากจะให้ดูที่เนื้องานจริงๆ ขืนตั้งแง่ไปหมด

ประเทศชาติจะไปไม่รอดแน่นอน

อาทิ กรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ข่าวว่าจะมานั่ง มท.1 ลำพัง ร.ต.อ.เฉลิมไม่มีอะไรเสียหาย จบ ดร.ทางกฎหมาย เคยเป็น รมช.มหาดไทยเมื่อ 11 ปีที่แล้ว มีผลงานร่วมกับคุณเสนาะ เทียนทอง ในการปราบยาเสพติด เปลี่ยนชื่อจากยาม้าให้เป็นยาบ้า เปลี่ยนจากผู้เสพเป็นผู้ป่วย กำหนดโทษผู้ค้าให้ประหารชีวิต แต่ไปติดที่เรื่องลูก ทำให้สังคมหวาดระแวง ร.ต.อ.เฉลิมไปด้วย แม้จะเคลียร์ทุกอย่างแล้วก็ตาม มาถึงขั้นนี้สังคมควรจะให้โอกาสซักครั้ง เพื่อทางเลือกและทางรอดของประเทศของประชาธิปไตย ที่จะต้องมาก่อน.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

คารวะ...หมอสงวน [24 ม.ค. 51 - 18:05]

คุณหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ออกรายการสดทางทีวีช่อง 3 คุยกับสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ตอนหนึ่งว่า ตอนเริ่มโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ก็ถูกโจมตีว่า...เป็นไปไม่ได้

วันนี้ โครงการนี้ แม้จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอื่นไปแล้ว แต่ก็ยังคืบหน้า

ปี 2545 มีงบประมาณเหมาจ่ายให้หัวละ 1,202.40 บาท ชาวบ้านเริ่มได้สิทธิรักษาทุกโรค กระทั่งการผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจ

โรงพยาบาลมีคนไข้เพิ่มขึ้น เริ่มมีเสียงบ่นว่าหมอพยาบาลงานหนัก จำนวนไม่น้อยขอลาออก การเงินโรงพยาบาลที่เคยมีสภาพคล่อง เริ่มติดขัด

ท่ามกลางเสียงโจมตี 30 บาทตายทุกโรค อัตราค่าเหมาจ่าย...ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปี 2551 รัฐบาลจัดสรรให้ถึงหัวละ 2,100 บาท ระบบบริหารจัดการโรงพยาบาลเริ่มลงตัว เสียงบ่นเริ่มซาลง

คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาฯ สปสช. ยังยืนยันว่า ปี 2552 ถ้างบเหมาจ่ายรายหัวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,200 บาท โครงการนี้ก็จะดำเนินการไปได้

ตอนที่คุณทักษิณ ชินวัตร เริ่มนโยบาย...30 บาท ผมไม่เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นจริง

แต่เมื่อถึงขั้นทำกันจริงๆ แม้จะมีปัญหาตามมามากมาย...แต่สิ่งหนึ่งคือความมั่นใจในการเข้าใช้โรงพยาบาลรัฐ ที่ชาวบ้านไม่เคยมี ก็เริ่มมี

ผมเป็นคนบ้านนอกครับ เข้าโรงพยาบาลเป็นเดือนตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แม้จะอยู่ตึกอนาถา แต่แม่เป็นทุกข์นักหนา กลัวจะไม่มีค่ายาค่าเตียงให้หมอ

เรื่องเข้าโรงพยาบาลสำหรับคนจนบ้านนอก เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าไม่คอขาดบาดตายจริงๆ ก็รักษากันตามมีตามเกิด

พี่สาวผมทำสวนมะพร้าว หมอบอกว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว ไม่มีเงินเข้ารักษาตัว ไม่กล้าไปหาหมอ นอนแซ่วรอวันตาย แล้วก็ตายอยู่ที่บ้าน

จู่ๆมารู้ว่ามี 30 บาท ก็ไปหาหมอได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคหนักเบา หมอก็จะรักษา ผมรู้สึกในทันทีนั้นว่า ใครที่คิดโครงการนี้มีคุณูปการใหญ่หลวง ต่อคนยากจนทั้งแผ่นดิน

เคยได้ยินคุณทักษิณคุยถึงโครงการ 30 บาท เคยได้ยินหมอสุรพงษ์ อธิบายหลายครั้ง ก็นึกเลื่อมใส นี่คือผลได้จากการเมือง

ทางเลือกของนักการเมือง จะมีอะไรดีกว่าการให้

สิ่งที่ชาวบ้านโหยหา

ผมเพิ่งมารู้เอาตอนหมอสงวนตาย...ว่าหมอคนนี้แหละ ต้นตำรับ 30 บาทรักษาทุกโรค ตัวจริง

หมอเริ่มด้วยหลักการ เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข บุกเบิกงานด้านหลักประกันสุขภาพ เพราะอยากเห็นคนไทยไม่ว่ายากดีมีจน ไม่ต้องล้มละลายกับค่าใช้จ่ายในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ก่อนหมอตาย...หมอขออุทิศร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

งานศพหมอยังอยู่ที่ศาลาขจรประศาสน์ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ถึงวันที่ 25 ม.ค.นี้ครับ

ใครรักหมอ ขอค่าพวงหรีดบริจาคเข้ากองทุน นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เพื่องานมิตรภาพบำบัด เพื่อนช่วยเพื่อน หมออยากเห็นเพื่อนช่วยเพื่อนในโรงพยาบาลต่างๆ

หมอเชื่อว่า ความเจ็บป่วยทางใจที่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง เป็นความเจ็บปวดที่สูง และหนักกว่าความเจ็บปวดทางร่างกายที่เกิดขึ้น

ตอนอยู่ก็ทำงานใหญ่ ตอนตายก็ยังฝากงานไว้ให้ดูแลจิตใจคนอื่น ชีวิตหมอสงวนยิ่งใหญ่เหมือนภูเขา อีกสิบปีร้อยปีก็ยังมีคนเห็น มีคนสรรเสริญ.

"กิเลน ประลองเชิง"

คอลัมน์ ขักธงรบ

ยังหาไม่เจอ (ไหนว่ากองทัพไม่ก่าวก่าย)

เมื่อมีที่มาก็ต้องมีที่ไปเมื่อมีขาขึ้นก็ต้องมีขาลง เมื่อมีจุดเริ่มต้นก็ต้องมีจุดจบเป็นธรรมดา

ในเมื่อบัดนี้ ชาติบ้านเมืองได้กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย มีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และกำลังจะได้นายกฯใหม่และรัฐบาลใหม่ตามกติกา

ก็เป็นวาระอันสมควรที่ คมช. หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ จะประกาศสลายตัว ยุติบทบาทอย่างสิ้นเชิง

เพราะถ้า คมช.ไม่ยุบตัวเอง คมช.ก็จะกลายเป็นองค์กรนอกรัฐธรรมนูญที่ไม่มีกฎหมายรับรอง

เป็นอวัยวะส่วนเกินทางการเมือง

เป็นเงาดำของเผด็จการซ้อนทับประชาธิปไตย

แต่ถึง คมช.จะรูดม่านปิดฉากไปก็จริง ตัวบุคคลที่เป็นสมาชิก คมช.ก็ยังเป็นผู้นำเหล่าทัพ เป็น ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทอ. ผบ.ทร. ผบ.ตร. ปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล

พูดชัดๆคือ ถอยกลับสู่สภาพเดิม

ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ตามกรอบภารกิจที่ควรทำ

ไม่มีการคิดบัญชีเช็กบิลให้ปัญหาบานปลาย

“แม่ลูกจันทร์” หวังว่าการสลายตัวของ คมช. จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกฝ่ายจะกลับมาร่วมมือร่วมใจให้ชาติบ้านเมืองหลุดพ้นจากหลุมดำ

อะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ขอให้ผ่านไป

ในเมื่อเราแก้ไขอดีตไม่ได้ ก็ขอให้ใช้อดีตเป็นบทเรียน

ทั้งฝ่ายทหาร และฝ่ายการเมืองต้องเรียนรู้จากอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

เราได้พิสูจน์แล้วว่าการปฏิวัติไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น

กลับยิ่งซ้ำเติมให้บ้านเมืองแย่ลง!!

การปฏิวัติไม่ได้แก้ปัญหาสังคมไทยแตกแยก

แถมยิ่งแตกแยกหนักกว่าเดิม

ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ไม่ใช่เอารถถังเข้ามายึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญ

หนึ่งปีสามเดือนภายใต้การยึดอำนาจของ คมช.ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะถดถอยอย่างแรง

ประชาคมโลกไม่ต้อนรับประเทศที่ไม่มีประชาธิปไตย แม้แต่คนไทยกันเองก็ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจของ คมช.

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาคือคำตอบที่ชัดเจน!!

ล่าสุด ในการประชุมนัดสุดท้ายของ คมช. ซึ่งมี “พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข” ผบ.ทอ. เป็นประธาน ได้มีการหารือถึงอนาคตการเมือง หลังจากพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล

จุดยืนของ คมช. คือ กองทัพจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และการเมืองก็ต้องไม่แทรกแซงกองทัพด้วยเช่นกัน

มีความเห็นจากที่ประชุม คมช. ว่า รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ควรมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ประการ

1, ต้องเป็นคนกลาง ที่มีความเป็นกลางจริงๆ ไม่ใช่นักการเมือง หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

นี่คือเงื่อนไข 2 ข้อ ที่ คมช.กระชุ่นรัฐบาลใหม่ให้พิจารณาแต่งตั้งรัฐมนตรีกลาโหม ตามสเปกที่ คมช.ต้องการ

ปัญหาอยู่ที่รัฐมนตรีกลาโหมที่ “รัฐบาลไว้ใจ” และ “คมช.ถูกใจ” ยังหาไม่เจอ??

จะตั้ง “พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์” คมช.ก็ไม่ปลื้ม

จะตั้ง “พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ” รัฐบาลก็ไม่ไว้ใจ

ก็ไหนว่า คมช.สลายตัวแล้ว ทำไมยังมีเงื่อนไขติดปลายนวม??

ก็ไหนว่ากองทัพไม่ก้าวก่ายการเมือง แต่นี่คือก้าวก่ายเต็มเปา.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

ให้สิทธิผู้ลี้ภัยทำงาน ดีหรือไม่ใครได้เสีย [24 ม.ค. 51 - 17:08]

ปี พ.ศ. 2550 ภายใต้การบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลขิงแก่ ไทยมีผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่ากว่า 150,000 คน

ตัวเลขนี้มาจากองค์การยูเอสซีอาร์ไอ. ผู้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยในประเทศไทย

มะปราง...ชาวกะเหรี่ยงปาด่อง ผู้อพยพ 1 ใน 150,000 ที่หนีภัยการสู้รบมาจากประเทศพม่า เข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนบ้านห้วยปูแกง ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เธอเข้ามาอยู่ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ปัจจุบันอายุ 24 ปีแล้ว ได้บัตรประจำตัวคนต่างด้าวประเภทสีฟ้า หมายถึงอยู่ในประเทศได้ชั่วคราว ออกไปนอกพื้นที่ได้ในขอบเขตจำกัด

มะปรางมีอาชีพขายของที่ระลึก “บางวันขายดี บางวันก็ขายไม่ค่อยได้” เธอพูดภาษาไทยด้วยสำเนียงแปลกแปร่ง แต่ฟังง่ายกว่าเพื่อนๆอีกหลายคน มะปรางมีความรู้ถึง ม.ปลาย เป็นครูสอนชาวกะเหรี่ยงอีกด้วย

หมู่บ้านห้วยปูแกงริมแม่น้ำปาย มีชนเผ่าถึง 4 เผ่า คือ กะเหรี่ยงแดง กะเหรี่ยงขาว กะเหรี่ยงคอยาว และคยา ชาวบ้านยึดอาชีพหาปลาในแม่น้ำปาย และขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว ที่ล่องแม่น้ำปายไปน้ำเพียงดิน แล้วแวะดูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงในขากลับ

มะปรางเป็นผู้ลี้ภัย ได้สิทธิอย่างผู้ลี้ภัย และยังต้องทำมาหากินในประเทศ ไทยอย่างผู้ลี้ภัย แม้จะอยู่มาเกือบ 20 ปีแล้วก็ตาม

มองผ่านๆเหมือนสิทธิของมะปรางจะถูกลิดรอน แต่ถ้ามองไปยังผู้ลี้ภัยในศูนย์อพยพแล้วจะพบว่า เธอได้สัมผัสสิทธิ มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ดีกว่ามากนัก

ผู้ลี้ภัยตาม “หลักการที่เกี่ยวกับการปฏิบัติผู้ลี้ภัย รับรองโดยคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายเอเชีย-แอฟริกา” ระบุความหมายว่า...

“คือบุคคลซึ่งได้ออกมาจากรัฐซึ่งตนมีสัญชาติ หรือประเทศแห่งสัญชาติของตน หรือรัฐหรือประเทศซึ่งตนมีถิ่นฐานพำนักประจำ ในกรณีที่ตนเป็นบุคคลไร้สัญชาติ หรือไม่สามารถ หรือไม่สมัครใจที่จะกลับสู่รัฐหรือประเทศนั้น หรือ ขอความคุ้มครองจากรัฐหรือประเทศดังกล่าว ทั้งนี้ โดยได้อยู่นอกอาณาเขตรัฐ หรือประเทศนั้น”

ทั้งนี้ “เนื่องจากการประหัตประหาร หรือความหวาดกลัวอันเป็นมูลอันจัก กล่าวอ้างได้ว่า จักได้รับการประหัตประหาร ด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ความเชื่อในทางการเมือง หรือสมาชิกกลุ่มเฉพาะทางสังคม”

ผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่า เฉพาะที่อยู่ในค่ายรวม 9 ค่าย มีกว่า 60,000 คน

อาศัยอยู่ในค่ายบ้านต้นยาง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 1,644 คน ค่ายแม่สุรินทร์ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 1,771 คน ค่ายบ้านใหม่ในสอย อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 9,435 คน

ค่ายบ้านแม่หละ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก จำนวน 22,485 คน ค่ายบ้านแม่ลาหลวง อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 5,503 คน ค่ายบ้านแม่ละอ่อน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 6,644 คน ค่ายบ้านนุโพ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก จำนวน 5,395 คน ค่ายบ้านถ้ำหิน อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี จำนวน 3,451 คน ค่ายบ้านอุ้มเปี้ยม อำเภอพบพระ จังหวัดตาก จำนวน 9,414 คน

นอกเหนือจากนี้อยู่นอกค่าย บางคนอยู่อย่างมะปราง ขณะที่บางคนอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ และไม่น้อยเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานเถื่อนข้ามชาติ

ทำไม? ชนกลุ่มน้อยในพม่าจึงพอใจลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทย ในงานเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง ผู้ลี้ภัยกับโอกาสในการทำงาน เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงแรมเอเชีย วิเชียร เจษฎากานต์ เจ้าของฟาร์มเลี้ยงสุกร ผู้คลุกคลีอยู่กับแรงงานต่างด้าว และยังเป็นรองประธานมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี บอกว่า

“เพราะเขามองว่าคนไทยมีจิตใจเมตตา จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คนไทยกับกะเหรี่ยง มอญเคยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความรู้สึกเหล่านี้ยังคงอยู่ในจิตใจเขา ปัญหาของพวกเขาคือ ความไว้วางใจผู้ปกครองเท่ากับศูนย์ เขาคิดว่าพม่าไม่คิดว่าเขาเป็นประชากรของประเทศ จึงไม่มีพื้นฐานความเมตตา ส่งกองทัพเข้ามากวาดล้างเขาทุกปี เขาต้องเดินทางเข้ามาด้วยความยากลำบาก สมบัติติดตัวมามีเพียงถุงเก่าๆใบเดียว”

วิเชียรเล่าว่า การอพยพครั้งหนึ่ง มีแม่คลอดลูกกลางทาง สัตว์อย่างเก้ง กวาง ยังมีเวลาเลียลูกมันให้เนื้อตัวแห้ง แต่กะเหรี่ยงเป็นคนแท้ๆ กลับไม่มีเวลาแม้แต่จะพักเอาแรง ต้องหอบหิ้วกันมาให้ถึงชายแดนไทย ถ้าพลัดหลงกับกลุ่มก็หมายถึงต้องถูกฆ่าตาย

เป็นภาพโหดร้ายเพียงใด เมื่อเห็น “ลูกน้อยหลับตาดูดนมแม่ที่กำลังบาดเจ็บสาหัส ในที่สุดแม่ก็ตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว”

วิเชียรแสดงทรรศนะต่อว่า “เมื่อเข้ามาอยู่ในศูนย์อพยพ ความจริงน่าจะปลอดภัย แต่ความจริงเขาก็เหมือนถูกกักขังไว้ สิ้นอิสรภาพ สัตว์ถูกขังไว้นานๆ เมื่อปล่อยออกมาก็จะหากินไม่เป็น คนก็เหมือนกัน ดังนั้น เราน่าจะต้องช่วยกันหาทางให้เราออกมาเป็นคนอีกครั้งหนึ่ง” วิเชียรชี้เรียกร้อง

หันไปดูการดูแลผู้ลี้ภัยของรัฐบาลไทย

นอกจากจัดค่ายให้พักพิงแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2548 รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้บุตรผู้ลี้ภัยได้รับการศึกษาโดยจัดตั้งเป็นศูนย์การศึกษา พิเศษสอนภาษาไทย ต่อมาปี พ.ศ.2549 กระทรวงมหาดไทยอนุญาตให้องค์กรพัฒนาเอกชนสนับสนุนกิจกรรมฝึกอาชีพ เพื่อทักษะและสร้างโอกาสในการทำงานและหารายได้ในอนาคต

สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีนโยบายเปิดโอกาสให้ทำงานได้ แต่ยังไม่ได้ระบุชัดว่า จะให้เอางานเข้าไปทำในศูนย์ หรือว่าออกมาทำนอกศูนย์

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล นโยบายดังกล่าวก็สิ้นสุดลง

คล้ายเป็นประเพณีปฏิบัติว่า เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว นโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา แม้จะลงทุนไปเท่าใด มีผลดีต่อประชาชนอย่างใดก็ต้องล้างให้สิ้นซาก เพื่อจะได้สร้างนโยบายตนเองขึ้นมาบริหารจัดการ แม้บางเรื่องจะไม่ดีกว่าเดิม

โอกาสที่ผู้ลี้ภัยจะออกไปทำงานนอกศูนย์ได้ ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ ปรับทุกข์ว่า ประเทศที่สามคัดคนเอาไปก่อน คนใช้ได้ก็เอาไป ใช้ไม่ได้ก็ทิ้งไว้ให้

ถ้าเอาผู้ลี้ภัยไปทำงานนอกศูนย์ เราต้องดูว่า กระทบกับคนพื้นที่หรือไม่ และการทำงานในภาคเกษตรกรรมไม่ใช่มีตลอดปี

“ผมว่าถ้าจะจ้างเขาจริง จะเอาไปไกลไม่ได้ อาจเอางานมาทำในค่าย ฝีมืออาจไม่ดีนัก แต่เราต้องให้แรงจูงใจ เพื่อเสริมสร้างอาชีพเล็กๆ น้อยๆ การจะเอาเขาออกมา เราต้องสร้างระบบบริหารจัดการให้ดี ต้องมีคนรับผิดชอบ”

ดร.ยงยุทธแนะ

วิเชียรชี้ว่า “การนำเอาผู้ลี้ภัยออกมาทำงานภายนอกศูนย์ ผลดีนอกจากนำคนออกจากกรงขังแล้ว นายจ้างยังรู้ที่มาที่ไปของลูกจ้างอย่างชัดเจน สืบค้นประวัติได้ ผิดกับรับแรงงานเถื่อนเข้าทำงาน นอกจากผิดกฎหมายแล้ว เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา เราไม่อาจสืบหาตัวผู้กระทำผิดได้ด้วย”

ผู้ลี้ภัยมีสิทธิทำงานได้หรือไม่นั้น สมชาย หอมลออ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา อธิบายว่า ผู้ลี้ภัยในบางประเทศทำงานได้ แต่ถ้ามีจำนวนมาก ก็อยู่ที่เจ้าของบ้านจะพิจารณา ประเทศไทยเราไม่ได้อยู่ในสนธิสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย ตามอนุสัญญาผู้ลี้ภัยขององค์การสหประชาชาติ แต่คนท ี่หนีภัยสู้รบเข้ามา ก็ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

เรื่องการทำงาน เนื่องจากคนเหล่านี้อยู่ในประเทศยาวนานมาก พม่าก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ทำให้เขากลับบ้านไม่ได้ จึงเป็นภาระของประเทศไทย และองค์กรต่างๆ

ถ้ามีการผ่อนปรนให้คนเหล่านี้ประกอบบางอาชีพที่ไม่แย่งงานคนไทยทำ จะแบ่งเบาภาระของประเทศได้มาก ผู้ลี้ภัยจะมีชีวิตสมบูรณ์ขึ้นในความเป็นมนุษย์ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมทักษะ ฝีมือ และอาชีพติดตัวเมื่อกลับประเทศ

ดังนั้น “เมื่อรัฐบาลที่แล้วมีนโยบายส่งเสริมอย่างชัดเจน รัฐบาลนี้และรัฐบาลหน้า ก็น่าจะมีการสานต่อ”

นับวันผู้ลี้ภัยยิ่งเพิ่มขึ้น ประเทศไทยคล้ายหนองรับน้ำ รองรับผู้ลี้ภัยสงครามจากพม่า และภัยเศรษฐกิจจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง

จริงหรือไม่...การกักน้ำไว้นานๆโดยไม่บริหารจัดการ เท่ากับจงใจให้น้ำนั้นเน่า.