WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 24, 2008

'ยงยุทธ'รอรับสนองพระบรมราชโองการฯวันนี้

วันนี้ (24 ม.ค.) ที่อาคารรัฐสภา ได้มีการจัดเตรียมสถานที่ด้วยพานพุ่ม พวงมาลัย เพื่อเตรียมประกอบพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ได้เดินทางเข้ามายังอาคารรัฐสภา ซึ่งกล่าวถึงการจัดเตรียมสถานที่และพิธีการในการรับสนอง พระบรมราชโองการ ว่า ในฐานะที่เป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ ต้องยกย่องเทิดทูนไว้เหนือหัว และเพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการแสดงออกถึงความจงรักภักดี รวมทั้งยังเป็นการฟื้นฟูประเพณีที่เคยปฏิบัติมาช้านานด้วย

ขณะที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ว่าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และคนที่ 2 ได้เดินทางมายังอาคารรัฐสภา แล้วเช่นกัน พร้อมเข้าตรวจความพร้อมของห้องทำงานที่บริเวณชั้น 2 ของอาคารรัฐสภาด้วย.

ปัดวิจารณ์รมว.กห.ใหม่ เชื่อการเมืองไม่แทรกกองทัพ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

กล่าวก่อนเดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกองกำลังป้องกันชายแดนจังหวัดระนอง และ จังหวัดชุมพร วันนี้ (23 ม.ค.) ถึงการประกาศยุติการประชุมในสถานภาพของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ว่า

ในส่วนของ คมช. ขณะนี้ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกที่ฝ่ายการเมืองจะเข้ามาใช้อำนาจรัฐเพื่อบริหารบ้านเมือง

ในส่วนของตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ คมช.เสนอว่า ควรเป็นคนกลางที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและต้องเป็นทหาร โดยมีการระบุว่า พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก จะมารับตำแหน่งนี้นั้น เมื่อ คมช.เสนอความเห็นดังกล่าวแล้ว ตนจึงไม่มีความเห็นเพิ่มเติม ยืนยันไม่เคยเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า รัฐบาลชุดใหม่จะไม่เข้ามาก้าวก่ายกิจการภายในของกองทัพ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวต่อว่า ตนเองไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดส่วนตัวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว รวมทั้ง คมช. และครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่มีการหารือถึงเรื่องการเดินทางกลับประเทศ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับมาตรการเพื่อยุติปัญหาให้เร็วที่สุด จากการประเมินความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้นมาก ยืนยันยังยึดแนวสันติวิธีการในการแก้ไขปัญหา


ชื่อ'บิ๊กจิ๋ว'โผล่ร่วมวงพปช.

สำหรับความเคลื่อนไหวในการจัดสรรตำแหน่งรมต.ในพรรคพลังประชาชน ที่คาดว่าจะกันไว้ 23 ที่นั่ง

ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชนได้ทาบทาม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯเข้าร่วมงานอีกครั้ง โดยได้รับการยืนยันว่าภายในพรรคมีกระแสข่าวนี้จริง โดยมี 2 สูตร สูตรแรก คือ อาจจะเสนอชื่อพล.อ.ชวลิตเป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง นายสมัครอาจจะควบนายกฯและรมว.กลาโหม ส่วนพล.อ.เรืองโรจน์อาจจะได้รับตำแหน่ง รมช.กลาโหม ส่วนสูตรสอง ให้พล.อ.ชวลิต ควบตำแหน่งรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กับรมว.กลาโหม โดยให้พล.อ.เรืองโรจน์เป็น รมช.กลาโหม

สำหรับกระทรวงมหาดไทย พรรคอาจจะเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม เป็น รมว.มหาดไทย และอาจจะกันตำแหน่ง รมช.มหาดไทยไว้อีก 1 ที่นั่ง

โดยโควต้ารมช.มหาดไทย มีความพยายามของกลุ่มส.ส.ภาคกลาง ส.ส.ผลักดันให้ส.ส.ในภาคกลางได้รับตำแหน่ง โดยคาดว่าผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อ คือ นายไชยา สะสมทรัพย์ รองหัวหน้าพรรค นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.อยุธยา และนายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน ในส่วนของกระทรวงการคลัง ล่าสุดมีความพยายามทาบทาม นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้ารับตำแหน่งรมว.การคลังด้วย

‘สนธิ'เก็บของ!ลาทำเนียบรัฐบาล-เตรียมกลับไทยสิ้นม.ค.

วันนี้(23 ม.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการเก็บของในห้องทำงาน ชั้น 2 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่หน้าห้องของพล.อ.สนธิเองก็ได้เก็บของแล้วเช่นเดียวกันในสัปดาห์นี้ ซึ่งรายงานข่าวแจ้งว่า ที่ห้องทำงานของพล.อ.สนธิเหลือแต่เพียงรูปภริยา
ส่วนการประชุมคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไข ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) ที่ยังคงเหลืออีก 1 วาระ พล.อ.สนธิก็ได้สั่งให้งดการประชุมแล้ว
ขณะเดียวกัน พล.อ.สนธิกล่าวยืนยันถึงการเดินทางกลับประเทศไทย ว่า กำหนดการณ์ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าจะเป็นในช่วงสิ้นเดือนมกราคมนี้ และจะมีการแจ้งข่าวให้ทราบก่อนเดินทางกลับอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีการกล่าวถึงการเดินทางไปต่างประเทศของ พล.อ.สนธิ ว่า เป็นเพราะประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้วและกำลังมีการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เป็นพรรคพลังประชาชน จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าการเดินทางไปต่างประเทศของพล.อ.สนธิ เป็นการเลี่ยงไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากับรัฐบาลใหม่
ขณะที่มีรายงานข่าวแจ้งว่า การเดินทางไปต่างประเทศของ พล.อ.สนธิ ในครั้งนี้ เป็นการเดินทางไปประเทศในแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อปฏิบัติกิจทางศาสนาเท่านั้น


จาก hi-thaksin

สิ้น คมช.

กาหลิบ

ความล้มเหลวของ คมช. มิได้ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการรัฐประหารอีกครั้งลดลงไป และย้ำด้วยว่าคนที่สั่งการให้รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่คนกลุ่มนี้ การสิ้นยุค คมช. จึงไม่ใช่การสิ้นสุดของระบอบทหารนอกแถวอย่างแน่นอน
ถ้าผมเป็น พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข รักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. ผมจะแถลงการสิ้นสภาพของ คมช. ด้วยตนเอง แทนที่จะให้คนระดับ พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ที่เป็นเพียงโฆษกออกมาแถลง
ก็ตอนที่แถลงเปิดตัวคณะที่กรีธาทัพเข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เห็นนั่งกันสลอนไปตั้งแต่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเลขาธิการ คมช. มั่นใจเต็มที่ว่ากำลังทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองมิใช่หรือ
ทำไมตอนจากถึงได้ทำเงียบๆหงิมๆเหมือนไม่อยากให้ใครเห็น
อย่าลืมนะครับ การยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเป็นอนันตริยกรรมหรือกรรมอันแสนหนักในทางการเมือง ทำแล้วก็เท่ากับได้สร้างกรรมอันใหญ่หลวงไว้ในประวัติของชาติบ้านเมือง จะเป็นเกียรติประวัติหรือเกลียดประวัติก็แล้วแต่บุญแต่กรรมของคนมอง
จู่ๆบอกว่าขอโยนผ้ายอมแพ้ หรือขอเดินออกจากปมปัญหาที่ตัวเองเป็นคนสร้างไว้ โดยไม่สื่อสารกับสังคมอย่างสมควรนั้นไม่ใช่เรื่องที่มีวุฒิภาวะนัก
ถามว่าแล้วที่สมควรนั้นคืออย่างไร
ทางเลือกก็มี ๒ ทางเท่านั้น ทางแรกคือยืนยันว่าการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยการแสดงหลักฐานว่ายึดอำนาจมาจนบัดนี้แล้วประเทศไทยและคนไทยดีขึ้นในทุกทาง
ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมก็นึกภาพไม่ออกว่าเขาจะแสดงกันได้อย่างไร
ทางที่สองคือยอมรับว่าการรัฐประหารประสบความล้มเหลว ล้มเหลวมาตั้งแต่ความคิดที่จะกระทำรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงการฉีกรัฐธรรมนูญของประชาชนและสร้างระบบการเมืองพิกลพิการเอาไว้แทนที่ ตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ และทำลายเครดิตของประเทศไทยในภาพรวม
ถึงไม่กล้าหาญพอที่จะยอมรับและพูดถึงขนาดนี้ อย่างน้อยก็ควรจะยืนยันกับพี่น้องร่วมชาติว่าการรัฐประหารไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาใดๆ และเป็นการผูกปมปัญหาใหม่ไว้ในบ้านเมือง เพื่อจะได้ไม่ต้องผ่านความทุรกรรมทุรเวรเช่นนี้อีก
ผมเข้าใจเอาเองว่าความผลุนผลันเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าของผู้ก่อการรัฐประหารคณะนี้ น่าจะมาจากความตระหนักว่าตนไม่ใช่ต้นคิดของการรัฐประหาร
แต่เป็นเพียงผู้กระทำตามคำสั่งของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ตัวเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความถูกต้องของบ้านเมืองเท่านั้น
ซึ่งก็ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงหนักขึ้น
เพราะเท่ากับว่า ความล้มเหลวของ คมช. มิได้ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการรัฐประหารอีกครั้งลดลงไป และย้ำด้วยว่าคนที่สั่งการให้รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่คนกลุ่มนี้
การแถลงข่าวแบบซ่อนรูป หรือ low-key อย่างที่คุณสรรเสริญทำ อาจเป็นวิธีสื่อสารในสิ่งที่คน คมช. พูดตรงๆไม่ได้ นั่นคือไม่ได้ภูมิใจในตนเอง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นผู้แบกรับภาระจากการตัดสินใจที่ล้มเหลวคราวนี้ทั้งหมด
หมดหน้าที่ของ "นายหน้า" แล้วก็แล้วกัน อาจจะคิดเพียงเท่านั้น
ต่อไป "เจ้าของ" เขาก็คงว่าเองต่อไป จะเรียกตัวกลับมาใช้งานอีกหรือจะสร้างมือปืนซุ้มใหม่ก็แล้วแต่เขา
ฝ่ายที่รักและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่าเพิ่งได้ลิงโลดใจจนเกินไป เพราะการสิ้นสุดยุค คมช. อาจมีความหมายเพียงเท่านี้ก็ได้
สิ่งที่จะเป็นผลกระทบสำคัญก็คือ การสิ้นสุดของคณะนี้ เท่ากับว่าจะต้องเกิดคณะใหม่ขึ้นมาแทนที่ อาจประกอบด้วยบุคคลที่เห็นหน้ากันอยู่อย่างพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา พลโทประยุทธ์ จันทร์โอชา พลตรีไพบูลย์ คุ้มฉายา พลตรีวิลาศ อรุณศรี พันเอกทรงวิทย์ อิศรภักดี ฯลฯ ไปจนถึงรุ่น ๒๔ อย่าง "คุณยอง" หรือคนอีกเป็นจำนวนมากที่เราไม่เคยเห็นหน้า รวมทั้งพวกที่เห็นหน้าแต่ไม่รู้ใจ
การสิ้นยุค คมช. จึงไม่ใช่การสิ้นสุดของระบอบทหารนอกแถวอย่างแน่นอน
การต่อสู้ในเชิงโครงสร้างยังอีกยาวไกลครับ.--จบ-

/////////////////////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

จาก hi-thaksin

ไล่'ชวน'กลับไปสอนหน.ปชป.

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน

แถลงตอบโต้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวก่อนปิดประชุมเลือกประธานสภาว่า พรรคพลังประชาชนไม่ควรเตรียมประชุมสภา เพื่อเลือกนายกฯ ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาว่า ยืนยันว่ากระบวนการดังกล่าว นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค มีประสบการณ์มากและรู้ว่าขั้นตอนใดสมควรทำหรือไม่ และเป็นไปไม่ได้ที่จะเตรียมการประชุมไว้ล่วงหน้าก่อนโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาแน่นอน

ร.ท.กุเทพกล่าวอีกว่า สิ่งที่นายชวนพูดเหมือนตีปลาหน้าไซ เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม

จึงอยากเสนอนายชวนว่าควรไปสอนหัวหน้าพรรคตัวเองที่เคยขอ นายกฯ พระราชทานจนได้ฉายา มาร์ค ม.7 และการที่พรรคประชาธิปัตย์พูดถึงเสียงสนับสนุน 3 เสียงจากรัฐบาลในการเลือกประธานสภานั้น อยากให้เล่นเกมในสภา เพราะประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่อยากให้นำเรื่องเล็กน้อยมาเอาเปรียบคนอื่น ส่วนการตั้งวิปรัฐบาลโดยมีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค เป็นประธานชั่วคราวนั้น เป็นเพียงเตรียมการขั้นพื้นฐานและจะเลือกวิปอีกครั้งหลังจากตั้งครม.เสร็จสิ้น

เปิดใจ3ว่าที่‘ท่านประธานที่เคารพ'

วาระเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมสภานัดแรกเป็นไปตามโผพรรคพลังประชาชน นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้เป็นประธานสภาฯ ส่วนรองประธานสภาฯ คนที่ 1 และ 2 เป็นของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ตามลำดับ
นายยงยุทธ อดีตรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็น 1 ในแกนนำพรรคไทยรักไทย ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไว้วางใจและเชื่อมือ ถูกทหารต้องเข้าควบคุมตัวในคืนรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 แต่เมื่อกลไกต่างๆ เปิดช่องให้มีการดำเนินการทางการเมืองได้ นายยงยุทธ กลับมาเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคพลังประชาชน รวมถึงการนั่งในตำแหน่งประธานสภาฯ ครั้งนี้
ขณะที่นายสมศักดิ์ สร้างชื่อจากการทำหน้าที่รองประธานสภาฯ มาก่อนเมื่อปี 2540 จนได้ฉายา ขุนค้อน ที่เพื่อนสมาชิกยึงนึกภาพสมัยทุบค้อนสงบความปั่นป่วนในสภาฯ หนนี้แม้เจ้าตัวอยากนั่งเก้าอี้บริหารมากกว่าแต่ด้วยประสบการณ์ ประกอบกับพรรคพลังประชาชนต้องการให้การคุมเสียงในสภาฯ ราบรื่น นายยงยุทธ จึงขอร้องให้มาช่วยงาน
ส่วนพ.อ.อภิวันท์ ส.ส.นนทบุรี พรรคพลังประชาชน เป็นอดีตคนติดตามพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ย้ายเข้ามาสังกัดพรรคไทยรักไทยสมัยยุบรวมพรรคความหวังใหม่ บทบาทเริ่มเข้าตานายใหญ่เมื่อร่วมเป็น 1 ในผู้ประสานงานกลุ่มคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ ภาคกลาง และเป็นอดีตแกนนำแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ (นปก.)
เป็น 3 ประสานจากพรรคพลังประชาชนที่ถูกจับตาว่าจะกลายเป็นเผด็จการรัฐสภาหรือไม่ ซึ่งว่าที่ท่านประธานที่เคารพ แต่ละคน เปิดใจถึงการทำหน้าที่ใบเบื้องต้นไว้ ดังนี้
ยงยุทธ ติยะไพรัช
ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร
การเลือกตำแหน่งประธาน-รองประธานสภาฯ ที่มีเสียงแตกจนหลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะส่งผลต่อการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น คิดว่าไม่เป็นปัญหา เรื่องนี้อย่าตกใจ เพราะโดยธรรมชาติของส.ส.ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในการลงมติ
ที่สำคัญความคิดเห็นที่แตกต่างกันในลักษณะอย่างนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีนัยยะสำคัญอะไรที่จะทำให้ประชาชนต้องตกใจ เพราะคิดว่าการเลือกประธานสภาฯ จะเป็นอีกอย่าง คือคะแนนเสียงท่วมท้น แต่เมื่อเลือกนายกฯ ก็จะเป็นอีกอย่าง ดังนั้น ไม่น่ามีปัญหา
ส่วนการประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาล นับจากวันนี้ไปผมคงต้องทิ้งภารกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคพอสมควร เพราะถ้าหากยังไปเกี่ยวพันกับการจัดตั้งรัฐบาลอาจถูกติฉินนินทาได้ว่าไม่เหมาะไม่ควร ถูกมองว่าไม่เป็นกลาง โดยมารยาทจากวันนี้เป็นต้นไปผมจะรับรู้การจัดตั้งรัฐบาลให้น้อยลง เพราะฉะนั้นการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ผมจะไม่ทำ
การคุมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลในการลงมติต่างๆ ทุกอย่างจะดำเนินการโดยที่ไม่ฝืนธรรมชาติ น้ำไหลเราก็อย่าไปทวนกระแสให้เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งในพระราชดำรัสอยากเห็นความปรองดอง ความสามัคคี ใช้เวทีสภาปรึกษาหารือกัน เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
ถ้าสภากลายเป็นสถานที่แสดงความคิดเห็นไม่ได้หรือเป็นสถานที่ที่ไม่ได้รับคำแนะนำที่ดี เราจะเสียโอกาส ฉะนั้น ผมคิดว่าบรรยากาศการประชุมเราไม่น่าจะต้องควบคุมอะไรมาก ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กลไกและข้อบังคับของสภา มีการอะลุ้มอล่วย จะไม่ทำตามใจประธานสภาฯ
การทำงานในสภาไม่ต้องห่วงเรื่องความไม่เป็นธรรม แต่ต้องให้โอกาสกับพรรคฝ่ายค้านอย่างมาก เพราะการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายค้านแม้เป็นเสียงข้างน้อยก็ถือว่าสำคัญ อะไรที่เป็นประโยชน์รัฐบาลก็ต้องรับฟัง เพื่อประโยชน์ของประชาชนให้มากที่สุด
ผมได้คุยกับว่าที่รองประธานสภาฯ ทั้ง 2 ท่าน ปล่อยใจให้สบาย ให้เป็นกลาง อะไรที่ควรเป็นไปก็ให้เป็นไปตามนั้น วันนี้จะเห็นบรรยากาศว่าสมาชิกอะลุ้มอล่วยกัน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ขอพูดอะไรมาก เพราะต้องรอพระบรมราชวินิจฉัยให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก่อน จากนั้นเมื่อได้ทำหน้าที่แล้วจึงจะออกความคิดเห็น ถ้าวันนี้ออกความคิดเห็นเหมือนว่าผมได้ทำงานแล้วก็คงไม่เหมาะสม ซึ่งวันนี้ที่ประชุมกันก็มาดูงานด้านธุรการ ข้อกฎหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเริ่มทำงาน
ส่วนถ้าได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้วจะนัดประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้เลยหรือไม่นั้น ถ้าจะให้ตอบตามตารางก็เป็นเช่นนั้น แต่ต้องหลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว เรื่องนี้จะต้องหารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล สมาชิกและในส่วนที่เกี่ยวกับความพร้อมของประธานสภาฯ
ถ้ามีรัฐบาลเร็วบ้านเมืองก็จะได้ประโยชน์ จะได้หายอึมครึม หลุมดำจะได้หมดไป เดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้
สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์
ว่าที่รองประธานสภาฯ คนที่ 1
การกลับมาทำหน้าที่อีกครั้งก็เหมือนผมได้กลับมายืนอยู่ที่บ้านเก่า รู้สึกดีใจและตั้งใจจะทำงาน ถ้าถามความรู้สึกก็อยากเปลี่ยนมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารบ้าง เพราะว่าเคยทำหน้าที่นี้มา 4 ปีแล้ว คือในปี 2540 สมัยที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภา เพราะตอนนี้รู้สึกเบื่องานการเมือง
แต่เมื่อพรรคพรรคพลังประชาชนขอร้อง โดยเฉพาะนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ประธานสภาขอร้องให้มาช่วยงาน เพราะวันนี้ท่านมีภารกิจมากจึงอยากให้งานสภาออกมาดีๆ และเห็นว่าผมเคยมีประสบการณ์ในการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมสภามาพอสมควร จึงคิดว่าเหมาะสมที่จะมาช่วยงานกัน
การทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ส่วนตัวเห็นว่าควรยึดข้อบังคับเป็นหลัก การแม่นข้อบังคับจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การทำงานและการควบคุมการประชุมสภาเป็นไปด้วยดี บรรยากาศราบรื่น เพราะถ้าประธานไม่มีความรู้เบื้องต้นหรือไม่พยายามเรียนรู้ก็จะลำบากในการควบคุมสมาชิก
สำหรับผมการทำหน้าที่ที่ผ่านมาและการกลับมาทำหน้าที่ครั้งนี้จะไม่ยึดตัวบทกฎหมายเป็นหลักอย่างเดียว แต่ต้องผสมผสานระหว่างข้อบังคับกับความยืดหยุ่นในงานสภา อะไรที่อะลุ้มอล่วยกันได้ หากข้อยุติได้ก็ควรจะเสียสละร่วมกัน
หากปล่อยให้บกพร่องหรือหลวมมากไปก็ไม่ดี จะถูกต่อว่าได้ แต่หากแข็งมากก็จะถูกกล่าวหาว่าเผด็จการ อะไรที่ดูพอเหมาะกับสถานการณ์ก็จะยึดแนวทางนี้
ส่วนพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ว่าที่รองประธานสภาคนที่ 2 ที่เพิ่งจะเข้ามาทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอีกคนนั้น เท่าที่คุยเบื้องต้น ก็น่าจะไปด้วยกันได้ดี
สำหรับการใช้ค้อน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของผมจนได้ฉายา ขุนค้อน ครั้งนี้ อาจไม่จำเป็นต้องนำค้อนมาควบคุมการประชุม เพราะเห็นจากบรรยากาศการประชุมวันแรกทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านน่าจะทำงานร่วมกันได้ดี แต่ค้อนก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในข้อบังคับการประชุมที่ประธานในที่ประชุมสามารถหยิบมาใช้ได้ทุกเมื่อ ถือเป็นกติกาหนึ่งของการประชุมหากหาข้อยุติไม่ได้
ค้อนนี้ก็มีอยู่บนบัลลังก์ตลอดกว่า 70 ปีมาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมี เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่มีใครหยิบขึ้นมาใช้ คนทำหน้าที่ประธานต้องรู้จักใช้ดุลพินิจและอำนาจของตนเอง
เปรียบเหมือนกับทหารที่มีอาวุธ หากใช้อาวุธไม่เป็นไม่มีประโยชน์ จะไม่เกิดความไว้วางใจของสมาชิกเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นและไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ คนเป็นประธานต้องมีสิ่งที่ทำให้สมาชิกมีความเคารพยำเกรง
ตอนนี้ประชาชนคาดหวังการเมืองสูงมาก ผมอยากให้สภาอยู่ได้ยาว อยากให้สภามีความต่อเนื่องในการทำงาน คิดว่าการทำงานครั้งนี้น่าจะเป็นไปด้วยความสบายใจ 3 ประสาน น่าจะไปด้วยกันได้ดี
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย
ว่าที่รองประธานสภาฯ คนที่ 2
การทำหน้าที่ของผมอยากจะสร้างสภาที่สมานฉันท์และจะเป็นสภาที่อภิปรายกันด้วยเหตุ ด้วยผล หลักการ และเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองเราก็จะร่วมกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปรองดองในสภา
บรรยากาศในสภาเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนมองเราอยู่ มั่นใจว่าประธานและรองประธานสภาฯ พร้อมทำงานนี้อย่างเต็มที่ ดูจากบรรยากาศการประชุมวันแรกที่ประชุมวันนี้ก็น่ารัก เป็นบรรยากาศที่ดี และการประชุมก็มีการประนีประนอมกันทั้ง 2 ฝ่าย อย่าเรียกว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลเลย เพราะพวกเราทุกคนร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อส่วนรวม ถือเป็นสิ่งที่ดีงาม
คิดว่าสมาชิกทุกฝ่ายจะให้ความเชื่อมั่นในเรื่องความเป็นกลางเป็นอย่างดี วันนี้สังเกตได้ว่าผมเป็นคนเดียวที่ไม่มีใครเสนอชื่อแข่งขัน ก็แสดงว่าพี่น้องพรรคประชาธิปัตย์ให้ความไว้วางใจเราด้วย ก็ต้องขอบคุณ
ทั้งนี้ ประธานและรองประธานทั้ง 2 คนขอให้มั่นใจได้ว่าเราจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย โดยรักษากติกามารยาทตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ในอนาคตเชื่อมั่นว่าสมาชิกสภาไม่น่าจะมีการป่วนกัน ถ้าเราทำอะไรด้วยเหตุผลก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะป่วนกัน เพียงแต่ต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านมีโอกาสมากกว่าฝ่ายรัฐบาล ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
และผมเชื่อมั่นในตัวเองว่าการทำหน้าที่ของผมจะไม่เอียงแน่นอน


‘คุณหญิงพจมาน'ปฏิเสธข้อหาทุจริตที่ดินรัชดา-แจ้งศาล‘ทักษิณ'กลับไทยพ.ค.นี้

คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากที่อัยการยื่นฟ้องในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ ในการนัดพิจารณาคดีครั้งแรก โดยได้ขอเวลาศาลเพื่อเตรียมพยานและหลักฐานที่จะนำมาสู้คดี

พร้อมกันนี้ คุณหญิงพจมาน ยังได้แจ้งต่อศาลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตกเป็นจำเลยที่ 1 จะเดินทางกลับมายังประเทศไทยในช่วงเดือน พ.ค. เพื่อมาร่วมกันต่อสู้คดีนี้

ทั้งนี้ ศาลฎีกากำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยในวันที่ 29-30 เม.ย.เวลา 10.00 น.


จาก hi-thaksin

จัดพิธีรับพระบรมราชโองการ ตั้งปธ.-รองปธ.สภาผู้แทนฯ [24 ม.ค. 51 - 12:37]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภา วันนี้ (24 ม.ค.) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดเตรียมพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธาน และ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยให้ข้าราชการแต่งชุดขาวเต็มยศรอต้อนรับ โดย นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เพื่อเป็นการฟื้นฟูประเพณีที่ดีงามในอดีต พระราชอำนาจเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรเทิดทูนไว้เหนือหัว

ด้าน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ว่าที่ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า มั่นใจในการทำหน้าที่ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเคยรับหน้าที่ดังกล่าวมาแล้ว โดยจะยึดหลักความเป็นกลาง และปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด พร้อมขอให้บรรดา ส.ส. ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง โดยยึดหลักความสมานฉันท์เพื่อบ้านเมือง น้อมรับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องความรัก ความสามัคคี

ขณะที่ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ว่าที่ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 กล่าวว่า การทำหน้าที่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นครั้งแรกและเป็นงานที่ท้าทาย เชื่อมั่นว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้เป็นมาตรฐาน ที่มีทั้งหลักการ เหตุผลและการสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของประชาชน

สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ว่าด้วย มาตรา 1 “อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย”

โดย มุทิตา เชื้อชั่ง และชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
ที่มา
ประชาไท
24 มกราคม 2550

หลังประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 สถานการณ์ทางการเมืองก็ดูเหมือนจะเข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น และพรรคใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศก็ลดระดับความแข็งแกร่งลงไป นี่เป็นการโผล่พ้นจากปัญหาประชาธิปไตยแล้วหรือยัง? เส้นทางข้างหน้าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง? ระหว่างเส้นทางฟื้นฟู ‘คุณธรรม จริยธรรม’ ในพื้นที่การเมืองเราเสียต้นทุนอะไรไปแค่ไหน? และถึงที่สุดแล้ว หลายคนอาจกำลังงงว่า การรัฐประหารที่ผ่านมาบรรลุจุดหมายใด? ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาว่าด้วยหลักกฎหมายที่ต่างคนก็ต่างอ้าง กระทั่งหลักนิติธรรมก็ยังถูกบิด เพื่อรับใช้เป้าหมายทางการเมือง

ท่ามกลางคำถามมากมาย ‘วรเจตน์ ภาคีรัตน์’ เป็นนักกฎหมายมหาชนหนึ่งในจำนวนไม่กี่คน ที่จำต้องกลาย ‘เสาหลัก’ แม้อาจไม่มีผลฉุดรั้งผลลัพธ์ทางการเมืองที่เกิดมากมายตลอดสองปีที่ผ่านมา แต่อย่างน้อยก็เป็นเสาหลักเพื่อตอบคำถาม ให้ความคิดเห็นด้านกฎหมาย กระทั่งหลังรัฐประหารเขากลายเป็นนักวิชาการส่วนน้อยที่ป๊อบปูล่าร์มากที่สุดคนหนึ่ง ในฐานะที่กล้ายืนยันต่อต้านการรัฐประหารอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา ขณะที่กระแสสังคมเป็นไปในทางตรงข้าม

แม้สถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลาย แต่ช่วยไม่ได้ที่หลายคำถามยังค้างคาเป็นหนามยอกอก ‘ประชาไท’ ถือโอกาสพูดคุยกับนักกฎหมายเสียงข้างน้อยคนนี้อีกครั้ง เพื่อสรุปรวมประเด็นปัญหาสังคมการเมืองไทยที่ผ่านมาในเชิงหลักการและปรัชญาความคิด รวมทั้งสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เผชิญอยู่ ทั้งเรื่องการยุบพรรค การแจกใบเหลือง-ใบแดง การแก้รัฐธรรมนูญ ฯ ซึ่งน่าจะเป็นบทสรุปที่ลึก (และยาว) ที่สุดบทหนึ่ง

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ เว็บไซต์ประชาไท
http://www.prachatai.com/05web/th/home/10967

“อ้างพระเจ้าในนามของพระเจ้าโดยศาสนจักร ทำให้ศาสนจักรกลับกลายเป็นคนที่กุมอำนาจ ทำอะไรหลายอย่างที่ปัจจุบันก็ยอมรับว่ารับไม่ได้ เช่น การทรมานคน การเผาทั้งเป็นฯ สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคกลางนั้น คล้ายกันกับบ้านเรา เรากำลังบอกว่าประชาชนของเราไม่รู้เรื่อง ต้องเลือกคนดี ต้องเชิดชูคุณธรรม จริยธรรม ตัวคุณธรรม ตัวจริยธรรมนั้นดี แต่คนมากุมอำนาจแล้วอ้างคุณธรรมจริยธรรมนั้นก็คล้ายกับศาสนจักรในยุคกลาง และนี่คือสิ่งที่บ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่”

วรเจตน์ ภาคีรัตน์
18 มกราคม 2551

จาก Thai E-News