นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน(พปช.) ยืนยันว่าพรรคจะคุมงานหลักในรัฐบาลชุดใหม่ ได้แก่ กลาโหม-มหาดไทย-การคลัง-พาณิชย์-ศึกษาธิการ-คมนาคม-ยุติธรรม-สาธารณสุข-ต่างประเทศ แต่การวางตัวผู้ที่จะมารับตำแหน่งต่าง ๆ ยังไม่นิ่ง โดยเฉพาะ รมว.คลัง ส่วนพรรคร่วมในเบื้องต้นโควต้าเก้าอี้เกษตรฯ คาดว่าเป็นของพรรคชาติไทย, แรงงานของพรรคมัชฌิมาธิปไตย และพลังงานเป็นของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
รัฐบาลใหม่จะมีรองนายกรัฐมนตรี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ, ด้านกฎหมาย, ด้านความมั่นคง และด้านสังคม ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอาจมี 2-3 คน ซึ่งในส่วนของพรรค พปช.จะมี น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้ดูแลการจัดสรรตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งนี้ พรรคเตรียมเชิญตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลมาหารือเพื่อร่วมกำหนดนโยบายรัฐบาลในวันที่ 28-29 ม.ค.นี้
นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรค พปช.เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคจะได้รับมอบหมายให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งควบตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ หรือ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา
"บางตำแหน่งเราสามารถควบได้ อย่างเช่น คุณมิ่งขวัญ อาจจะนั่งรองนายกฯ ควบกับกระทรวงพาณิชย์หรือว่าการการท่องเที่ยว มีความเป็นไปได้สูง" นายนพดล กล่าวกับผู้สื่อข่าว
ส่วนตำแหน่ง รมว.คลัง ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะเป็นใคร แต่หาก น.พ.สุรพงษ์ ได้รับมอบหมายให้ทำงานในตำแหน่งนี้ก็เชื่อว่าจะสามารถทำงานได้แน่นอน แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นมือใหม่ก็ตาม
"ในขณะนี้ตำแหน่งรัฐมนตรีคลังยังไม่นิ่ง ถ้าพลังประชาชนคัดเลือกหมอเลี๊ยบเป็นรัฐมนตรีคลังจริง ท่านไม่ใช่ลูกแหง่แน่นอน ไม่ใช้รัฐมนตรีสมัครเล่น"นายนพดล กล่าว
สำหรับสัดส่วนรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส.ภาคอีสานนั้นก็จะให้ความเป็นธรรม เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด โดยเบื้องต้นกำหนดสัดส่วนการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ว่า ส.ส. 9 คนต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง แต่อาจมีการอะลุ้มอล่วยให้กับพรรคร่วมรัฐบาลได้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, January 24, 2008
‘พปช.'ย้ำขอคุมกระทรวงหลัก-เชิญพรรคร่วมกำหนดนโยบาย
นพดล ยืนยัน รมว.คลังของพรรคไม่ใช่มือสมัครเล่น
พรรคพลังประชาชน 24 ม.ค. - นพดล ปัทมะ ย้ำ นพ.สุรพงษ์ มีความสามารถเป็น รมว.คลังได้ แต่ขณะนี้ตำแหน่งดังกล่าวยังไม่นิ่ง ปัดข่าวขัดแย้งกับพรรคชาติไทยเรื่องโควตารัฐมนตรี ระบุให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคการเมือง ส่วน พปช.คุม 9 กระทรวงหลัก ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ
นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงถึงกรณีที่นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วิจารณ์ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ที่คาดหมายจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นมือใหม่ว่า ขณะนี้การจัดสรรคนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มีความคืบหน้าไปมาก แต่ในส่วนที่มีข่าวระบุว่า นพ.สุรพงษ์ จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น ขณะนี้เรื่องการจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ยังไม่นิ่ง อย่างไรก็ตามหากในท้ายที่สุด นพ.สุรพงษ์ จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวจริง ก็ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีสมัครเล่น และไม่ใช่ลูกแหง่ ที่ต้องมีพี่เลี้ยง แต่เป็นตัวจริง เสียงจริงแน่นอน เพราะคนที่เป็นแพทย์ ถือว่าเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ และทำอะไรได้หลายอย่าง
“การทำงานเรามีที่ปรึกษา มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เราจะทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชน พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ สภาอุตสาหกรรม หอการค้า และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจ และเรารู้ว่า ปัญหาของประเทศมีอะไร ดังนั้น การจะตีคน ต้องให้โอกาสทำงานก่อน ถ้าอยากจะวิพากษ์วิจารณ์ ก็ให้วิจารณ์นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว” นายนพดล กล่าว
รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว ในวันรุ่งขึ้น จะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล กับพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรค โดยมีตน และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค ไปร่วมหารือ ถึงแนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐและเอกชน การอนุมัติโครงการต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ อาทิ โครงการรถไฟฟ้า 5 สาย เป็นต้น
นายนพดล กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าว ส.ส.อีสานของพรรคต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีว่า ในภาคอีสาน ได้ส.ส.จำนวนมาก และทุกคนมีความสามารถ ซึ่งการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ทางพรรคยืนยันว่า จะจัดสรรตำแหน่งให้อย่างเป็นธรรม ส่วนกรณีที่พรรคชาติไทยต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี โดยจะขอโควตา ส.ส. 5 คน ต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง นั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้ง เพราะจะต้องมีการพูดคุยกันเรื่องโควตา ถ้าคิดจากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 315 คน หารด้วยจำนวนรัฐมนตรี 36 คน จะอยู่ที่ ส.ส.8-9 คน ต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง แต่สามารถอะลุ่มอล่วยให้พรรคร่วมรัฐบาลได้ตำแหน่งให้มากขึ้น เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ก็ต้องมีการจัดสรรให้เหมาะสม และดูว่า พรรคใดต้องการงานด้านใด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่มีข้อครหาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
“ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษกับพรรคชาติไทย และต้องบอกว่า ผมไม่ได้เป็นคนเคาะ นพ.สุรพงษ์ กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะเป็นคนเคาะ แต่โดยหลักการจะยึดแนวทางดังกล่าวกับทุกพรรคการเมือง” นายนพดล กล่าว
นายนพดล กล่าวว่า พรรคพลังประชาชน จะดูแล 9 กระทรวงหลัก คือกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ระหว่างการเจรจากับพรรคชาติไทย กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการเจรจากับพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ซึ่งความจริงทางพรรคต้องการดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการหารายได้ สำหรับตำแหน่งรองนายกรฐมนตรี คาดว่าจะมี 4 คน ดูแล 4 ด้าน คือความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะมีประมาณ 4-5 คน .- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-01-24 14:20:49
ใครลอบกัด
แหลมคมขึ้นลงเล่นใต้ดินลึกขึ้นนี่คือสถานการณ์แห่งการแก่งแย่งตำแหน่ง“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม” ตามสายตาที่“บางกอกทูเดย์” มองเห็นอยู่ว่า
มันไม่ได้เป็นแค่การแก่งแย่งระหว่าง คมช. กับ“ทักษิณ ชินวัตร” เท่านั้นแต่มีภาพแห่งความขัดแย้งในกองทัพ ที่ค่อยๆปริและชัดขึ้นแล้วในเวลานี้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตกเป็นเป้าวันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่า ใครที่กำลังลอบกัด พล.อ.อนุพงษ์ อยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ใช่ ตท.6 พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ตท.10
รุ่นเดียวกับ “ทักษิณ ชินวัตร”แต่ที่พูดเช่นนี้ เราไม่ได้สื่อว่า พล.อ.อนุพงษ์ เป็นพวกเดียวกับทักษิณ และคอยให้ความช่วยเหลือทักษิณอยู่พล.อ.อนุพงษ์ คือทหารอาชีพที่ตรงไปตรงมา และมีส่วนร่วมในการยึดอำนาจการปกครองไปเสียจากทักษิณ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยเมื่อเห็นว่ารัฐบาลขณะนั้นทำไม่ถูกหลายเรื่องและหากไม่ลงมือประเทศชาติก็จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงกว่า ก็จัดการซะ
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน บอกกับนักข่าวว่า ตัวเขาไม่ได้เลือก พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ. แต่ได้รับเลือกมาจาก“คณะกรรมการ” ที่กองทัพตั้งขึ้นมาพล.อ.อนุพงษ์ แม้ว่าจะเป็น 1 ใน 4 พลเอกแห่ง คมช. สายกองทัพบก ที่ลงนามในหนังสือ “ลับ” ของ คมช. ที่ออกมาเพื่อสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ฉบับลงวันที่ 14 ก.ย.2550 แต่เมื่อขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. เต็มตัว เมื่อวันที่ 1 ต.ค.50 พล.อ.อนุพงษ์ก็ไม่ได้สนองตอบแผนลับ คมช.โดยไม่ยอมส่ง “กำลังพล” ของกองทัพบก ออกไปสกัดกั้นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ในสนามเลือกตั้งและได้ออก “สมุดปกขาว” กองทัพบก กำหนดแนวทางปฏิบัติให้กำลังพลกองทัพบก “วางตัวเป็นกลาง” ในการ
เลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ทำให้กองทัพบกไม่เสื่อมเสีย ไม่ถูกประชาชนด่าและเมื่อ พ.ต.อ.พณาเจือเพ็ชร กฤษณะราช ผู้สมัครส.ส.ระบบสัดส่วน กรุงเทพฯ ของพรรคพลังประชาชนแจ้งความต่อตำรวจ สน.ดุสิต กล่าวโทษ พ.ท.พลศักดิ์ ศรีเพ็ญ ผบ.ร.1 พัน 3 รอ. ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจัดเลี้ยงกำลังพลกับแม่บ้านและพูดจาโน้มน้าวให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ กับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เขต 1กรุงเทพฯพล.อ.อนุพงษ์ ก็ไม่พูดจาปกป้อง เปิดไฟเขียวให้ดำเนินการตามกฎหมายได้เต็มที่ บอกว่าเป็นเรื่องอัตตาที่ทำไปเอง กองทัพบกไม่มีแนวทางให้ทำอย่างนั้น
การวางตัวของ พล.อ.อนุพงษ์ ในทางการเมือง
สวยงามยิ่งแล้วการ “ลอบกัด” ก็เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ต่อเนื่อง และเพิ่มดีกรีเป็นช่วงๆมีการขอร้องให้นักข่าวเขียนข่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ได้พบกับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร แล้ว หลังจากที่กลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ม.ค.51 และพูดจาเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณให้เป็น รมว.กลาโหม ซึ่งฝ่าย “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มาคุมเชิงอยู่ฮ่องกงเห็นชอบด้วยแล้วพล.อ.อนุพงษ์ ต้องออกมาบอกกับนักข่าวสายทหารว่า “อย่าหลงประเด็น” ความจริงยังไม่ได้พบกับ คุณหญิงพจมานแต่กระนั้นก็มีการกระตุ้นนักข่าวให้เขียนข่าวออกมาต่อเนื่องว่า พล.อ.อนุพงษ์ เป็นคนขอ พล.อ.ประวิตร เพราะเป็นนายกับลูกน้องกันมาก่อนค ว า ม จ ริง ค น ที่เ อ่ย ชื่อ พล.อ.ประวิตร กับ “ผู้แทน” ทักษิณ ในการพบกันเมื่อวันที่ 10 ม.ค.51 เป็น ตท.6 เพราะ พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน ตท.6 เช้าวันที่ 23 ม.ค.51 พล.อ. บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ แห่ง ตท.6 ก็ยังย้ำชื่อ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ ประธานรุ่น อยู่เหมือนเดิม ด้วยการให้สัมภาษณ์
นักข่าวว่า“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควรจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และเข้าใจจิตใจของบรรดาทหารเป็นอย่างดีเนื่องจากจะต้องปฏิบัติภารกิจในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ดูเหมือนจะเป็นผู้ที่เข้ากับคุณสมบัติดังกล่าวได้มากที่สุด”แต่ขณะเดียวกัน แม้ ตท.6 จะยังย้ำชื่อ พล.อ.ประวิตร แต่ก็ได้มีการยัดชื่อ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ จปร.14 ใส่มือนักข่าวให้เอาไปประโคมให้ด้วยให้เขียนข่าวเน้นว่า “ทักษิณ ชินวัตร” หัก...พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ยอมเอา พล.อ.ประวิตร เป็น รมว.กลาโหม ตามที่ตกลงกันไว้และแถมประเด็นให้ด้วยว่า พล.อ.สมทัต สนิทกับ ตท.10หลายคน ทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ พล.ท.พฤณท์ สุวรรณทัต อดีตผบ.พล.ร.1 รอ. กับ พล.ท.จิรสิทธิ์ เกษะโกมล อดีตแม่ทัพน้อยที่ 1 ที่โดนเด้งหลังปฏิวัตินอกจากนี้ น.ส.ชุติมา อัตตะนันทน์ ลูกสาวของ พล.อ.สมทัต ยังทำงานอยู่บริษัทในเครือชินวัตรด้วยและเช้า 23 ม.ค. ในขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ ไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน ทบ. ดอนเมือง ก็มีคำถามหนักๆ มาขยี้ซ้ำว่าด้วยความสัมพันธ์กับคูณหญิงพจมานกับทักษิณ จน พล.อ.อนุพงษ์ เกิดอาการคำถามแรก นักข่าวถามเกี่ยวกับการประกาศยุติบทบาท ของ คมช. ซึ่ง พล.อนุพงษ์ ตอบว่า“ในส่วนของ คมช. น่าจะหมดหน้าที่ในส่วนของ คมช.ไม่เกี่ยวกับพอใจหรือไม่พอใจ ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ก็ดำเนินการไปตามกลไกที่เป็น ด้านการเมืองก็เข้ามาใช้อำนาจในการบริหารบ้านเมืองไป
นักข่าว...เกรงหรือไม่ว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาแทรกแซงในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารช่วงเดือนเมษายนพล.อ.อนุพงษ์...ไม่มีความกังวลครับนักข่าว...กรณีที่ คมช. เสนอแนวคิดว่าด้วยคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น คมช. มีความเป็นห่วงอะไรหรือไม่จึงเสนอไปอย่างนั้นพล.อ.อนุพงษ์...ไม่มี ผมถือว่าจบแล้ว คมช. เพียงแสดงความเห็นไปแค่นั้นเอง แล้วก็จบแล้วนักข่าว...กลัวหรือไม่ว่าการที่ คมช. แสดงความคิดเห็นไปอย่างนั้น จะถูกการเมืองออกมาโจมตี พล.อ.อนุพงษ์...ไม่กลัว ไม่มีอะไรนักข่าว...กระแสข่าวว่าท่านพยายามผลักดัน พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็น รมว.กลาโหม เนื่องจากมีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวจริงหรือไม่พล.อ.อนุพงษ์...ผมไม่ได้ไปให้สัมภาษณ์ที่ไหนว่าไปเลือกใครท่านไปถามคนที่เขาว่าก็แล้วกันนักข่าว...หลังจากนี้ไป ฝ่ายการเมืองอาจจะวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของ คมช. เกี่ยวกับสเปกตำแหน่ง รมว.กลาโหมพล.อ.อนุพงษ์...คงไม่มีความเห็น คมช. ได้พูดไปแล้วก็ถือว่าจบ เพราะเสนอความเห็นไปแล้ว และไม่มีความเห็นเพิ่มเติมนักข่าว...ความเห็นของ คมช. ที่เสนอไป เป็นความคิดเห็นที่บริสุทธิ์ใจใช่หรือไม่พล.อ.อนุพงษ์...ไม่ทราบนักข่าว...รูปแบบการทำงานของ คมช. ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร
พล.อ.อนุพงษ์...พูดไม่ได้ เดี๋ยวพูดไปแล้วไปเขียนจะยุ่งนักข่าว...ขอถามถึงกระแสข่าวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เตรียม ผลักดัน พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหมพล.อ.อนุพงษ์...ไม่มีความเห็นนักข่าว...ทางกองทัพพร้อมยอมรับ ไม่ว่ารัฐบาลตัดสินใจเลือกใครใช่หรือไม่พล.อ.อนุพงษ์...ไม่มีความเห็นในส่วนนี้นักข่าว...คมช. ยังมีอะไรที่ไม่สบายใจอะไรอีกหรือไม่พล.อ.อนุพงษ์...ไม่มี สบายใจดีนักข่าว...ขอถามถึงกรณีความชัดเจนเกี่ยวกับการหารือระหว่างท่านกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมานพล.อ.อนุพงษ์...เขียนกันไปเอง ผมไม่เห็นมีความสัมพันธ์อะไรและไม่อยากจะพูด เพราะสื่อก็รู้กันอยู่นักข่าว...ได้มีการติดต่อกันหรือไม่พล.อ.อนุพงษ์...ท่านคงจะมาถามอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้เพราะท่านยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ และเราก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พล.อ.อนุพงษ์ มาถึงที่ ขส.ทบ.
ได้เดินทางเข้าไปในห้องรับรอง พอดีขณะนั้นทีวีเปิดรายการข่าวขอรายการ “สถานีสนามเป้า” กำลังสัมภาษณ์สด พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก คมช. ที่ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง กรณีที่ในที่ประชุม คมช. มีแนวความคิดเกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า จะต้องเป็นคนกลาง ไม่ยุ่ง
เกี่ยวกับการเมือง และไม่สังกัดพรรคการเมืองพล.อ.อนุพงษ์ ได้ยินดังนั้น จึงได้หันสอบถามนายทหารที่อยู่ภายในห้องว่า พ.อ.สรรเสริญ ออกทีวีให้สัมภาษณ์ได้อย่างไรเพราะภารกิจของ คมช. ถือว่าจบสิ้นแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 มกราฯจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจนถึง ณ วันที่มีการโยนชื่อ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ ออกมา ทำให้เราเห็นภาพชัดว่า พล.อ.อนุพงษ์ ถูกผู้ไม่หวังดีลอบกัดอยู่อย่างเอาเป็นเอาตายและประเด็นคุณสมบัติ รมว.กลาโหม ก็ได้เป็นเรื่องขึ้นมาจริงๆ เมื่อ “นักการเมือง” ร่วมแสดงความคิดเห็นออกมาแล้วว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล“เป็นความเห็นของ คมช. ว่า รมว.กลาโหม ควรจะเป็นทหาร ส่วนจะเป็นทหารนอกราชการหรือในราชการยังตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่จะเลือกใครก็เป็นสิทธิ์ ใครเป็นนายกฯ มีสิทธิ์เลือกใครก็ได้”
“บรรหาร ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทย ตอบนักข่าวเมื่อตอนเช้า 23 ม.ค. และไม่ขอแสดงความคิดเห็น หาก “สมัคร สุนทรเวช” จะควบรมว.กลาโหม จริงๆขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงข้อเสนอของคมช. ว่า“ก็เป็นความเห็นแต่คนที่จะจัดตั้งรัฐบาลก็ต้องตัดสินใจ และต้องอธิบายก็เท่านั้นเอง”นักข่าวถามว่าเป็นเพราะ คมช.กลัวโดนเช็กบิลหรือไม่ จึงเสนออ ก ม า อ ย่า ง นี้อภิสิทธิ์ตอบว่า“ผมคิดว่าในแง่ของการเลือกตัวบุคคล ก็เป็นหน้าที่ของคนที่เป็นนายกฯแ ต่จ ะ เ ป็น ค น ก ล า งหรือสังกัดพรรคหรือไม่ไม่สำคัญเท่ากับว่าปฏิบัติต่อกองทัพอย่างไร เพราะกองทัพเป็นหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติตามนโยบาย สิ่งที่ผมคิดว่าไม่ควรจะเกิดขึ้นซ้ำซาก คือ ความพยายามที่จะใช้กองทัพ ตำรวจ หรือข้าราชการในส่วนอื่นๆ ก็ดีมาเป็นฐานทางการเมือง คือ อย่าเอาการเมืองเข้าไปในกองทัพควรให้กองทัพปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นภารกิจสำคัญของเขาตามปกติแต่แน่นอนว่าต้องสนองนโยบายรัฐบาลด้วย”อภิสิทธิ์ตอบได้ดีและใน “คำถาม” ของนักข่าวสายพรรคประชาธิปัตย์นี้ เราอยากจะบอก คมช. ให้เห็นด้วยก็คือนักข่าวทุกสายจับทางได้ว่า “เพราะกลัวถูกล้างแค้น” จึงมีเงื่อนไขกำหนดสเปก รมว.กลาโหม ออกมา
เมื่อเรื่องราวทั้งหมดเดินทางมาถึงบรรทัดนี้
แล้ว เราก็ขอย้อนกลับไปหาประเด็นคำถามที่ตั้งเป็นชื่อเรื่องเอาไว้ว่าใครลอบกัด พล.อ.อนุพงษ์ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่นักการเมืองแน่นอนเพราะนักการเมืองทั้งบรรหารและอภิสิทธิ์ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี ที่จะกำหนดตัวรมว.กลาโหม แล้วทำไมข่าวจึงย้ำอยู่นั่นแหละว่าพล.อ.อนุพงษ์ ต้องการ พล.อ.ประวิตรทั้งๆ ที่ความจริงไม่ใช่พล.อ.อนุพงษ์ เอ่ยปากขอจึงตอบได้เลย
ว่า คนที่เล่นงานพล.อ.อนุพงษ์อยู่ก็อ ยู่ ใ นก อ ง ทัพ นั่นแหละ
พรรคร่วมรัฐบาลคุมเข้มเสียงในสภาฯ
รัฐสภา 24 ม.ค. - วิปรัฐบาลชั่วคราวประชุมกำหนดมาตรการเข้มคุมเสียงในสภาฯ ให้วิป 1 คน คุม ส.ส. 6 คน และเปิดเผยชื่อ ส.ส. ทั้งลาประชุม-ขาดประชุม ต่อสื่อฯ ปิดประตูปัญหาองค์ประชุม “สุขุมพงศ์ โง่นคำ” ออกตัว ไม่ใช่เพื่อป้องกันเสียงแตกเลือกนายกรัฐมนตรีนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.พรรคพลังประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลชั่วคราว (วิปรัฐบาลชั่วคราว) ที่รัฐสภา วันนี้ (24 ม.ค.) มีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นประธาน มีตัวแทนจาก 6 พรรคร่วมรัฐบาลเข้าร่วมประชุม ว่า ที่ประชุมมีมติว่า ในอนาคตวิปรัฐบาลที่จะตั้งขึ้น จะมีจำนวน 65 คน เท่าครั้งที่แล้ว โดยให้มีตัวแทนรัฐมนตรี 3-5 คน ตัวแทนพรรคการเมืองสัดส่วน ส.ส. 6 คน ต่อวิป 1 คน หรือไม่น้อยกว่าพรรคละ 2 คน และยังจะให้มีคนนอกหรือผู้ทรงคุณวุฒิร่วมด้วย และจะมีการเปิดเผยรายชื่อ ส.ส.ที่ขาดและลาประชุมต่อสื่อมวลชน เพื่อแก้ปัญหาองค์ประชุมในสภาฯ
นอกจากนี้ นายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นควรให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพุธและวันพฤหัสบดี โดยวันพุธจะเป็นการพิจารณากฎหมาย ส่วนวันพฤหัสบดีจะพิจารณากระทู้และญัตติ ต่อด้วยการพิจารณากฎหมาย จะไม่เลิกประชุมเร็วเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ส่วนจะเริ่มประชุมในเวลาใด จะมีการกำหนดอีกครั้ง และเพื่อให้การทำงานของกรรมาธิการมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมเห็นว่า การประชุมกรรมาธิการของสภาฯ ที่จะตั้งขึ้นในอนาคต ควรกระจายวันประชุมได้ตลอดสัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องเป็นวันพุธและวันพฤหัสบดีเหมือนในอดีต
“ขอยืนยันว่า การประชุมวิปชั่วคราว วันนี้ ไม่ได้มีการหารือเรื่องการป้องกันรัฐบาลเสียงแตกในวันเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะถึงขณะนี้ยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และยังไม่ได้มีการกำหนดวันประชุมสภาฯ แต่อย่างใด” นายสุขุมพงศ์ กล่าว. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-01-24 13:19:20
'ยงยุทธ'รอรับสนองพระบรมราชโองการฯวันนี้
วันนี้ (24 ม.ค.) ที่อาคารรัฐสภา ได้มีการจัดเตรียมสถานที่ด้วยพานพุ่ม พวงมาลัย เพื่อเตรียมประกอบพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร
ได้เดินทางเข้ามายังอาคารรัฐสภา ซึ่งกล่าวถึงการจัดเตรียมสถานที่และพิธีการในการรับสนอง พระบรมราชโองการ ว่า ในฐานะที่เป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ ต้องยกย่องเทิดทูนไว้เหนือหัว และเพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการแสดงออกถึงความจงรักภักดี รวมทั้งยังเป็นการฟื้นฟูประเพณีที่เคยปฏิบัติมาช้านานด้วย
ขณะที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ว่าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และคนที่ 2 ได้เดินทางมายังอาคารรัฐสภา แล้วเช่นกัน พร้อมเข้าตรวจความพร้อมของห้องทำงานที่บริเวณชั้น 2 ของอาคารรัฐสภาด้วย.
ปัดวิจารณ์รมว.กห.ใหม่ เชื่อการเมืองไม่แทรกกองทัพ
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
กล่าวก่อนเดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกองกำลังป้องกันชายแดนจังหวัดระนอง และ จังหวัดชุมพร วันนี้ (23 ม.ค.) ถึงการประกาศยุติการประชุมในสถานภาพของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ว่า
ในส่วนของ คมช. ขณะนี้ถือว่าหมดหน้าที่แล้ว ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกที่ฝ่ายการเมืองจะเข้ามาใช้อำนาจรัฐเพื่อบริหารบ้านเมือง
ในส่วนของตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ คมช.เสนอว่า ควรเป็นคนกลางที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและต้องเป็นทหาร โดยมีการระบุว่า พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก จะมารับตำแหน่งนี้นั้น เมื่อ คมช.เสนอความเห็นดังกล่าวแล้ว ตนจึงไม่มีความเห็นเพิ่มเติม ยืนยันไม่เคยเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า รัฐบาลชุดใหม่จะไม่เข้ามาก้าวก่ายกิจการภายในของกองทัพ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร
ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวต่อว่า ตนเองไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดส่วนตัวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว รวมทั้ง คมช. และครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่มีการหารือถึงเรื่องการเดินทางกลับประเทศ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับมาตรการเพื่อยุติปัญหาให้เร็วที่สุด จากการประเมินความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้นมาก ยืนยันยังยึดแนวสันติวิธีการในการแก้ไขปัญหา
ชื่อ'บิ๊กจิ๋ว'โผล่ร่วมวงพปช.
สำหรับความเคลื่อนไหวในการจัดสรรตำแหน่งรมต.ในพรรคพลังประชาชน ที่คาดว่าจะกันไว้ 23 ที่นั่ง
ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชนได้ทาบทาม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯเข้าร่วมงานอีกครั้ง โดยได้รับการยืนยันว่าภายในพรรคมีกระแสข่าวนี้จริง โดยมี 2 สูตร สูตรแรก คือ อาจจะเสนอชื่อพล.อ.ชวลิตเป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง นายสมัครอาจจะควบนายกฯและรมว.กลาโหม ส่วนพล.อ.เรืองโรจน์อาจจะได้รับตำแหน่ง รมช.กลาโหม ส่วนสูตรสอง ให้พล.อ.ชวลิต ควบตำแหน่งรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กับรมว.กลาโหม โดยให้พล.อ.เรืองโรจน์เป็น รมช.กลาโหม
สำหรับกระทรวงมหาดไทย พรรคอาจจะเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม เป็น รมว.มหาดไทย และอาจจะกันตำแหน่ง รมช.มหาดไทยไว้อีก 1 ที่นั่ง
โดยโควต้ารมช.มหาดไทย มีความพยายามของกลุ่มส.ส.ภาคกลาง ส.ส.ผลักดันให้ส.ส.ในภาคกลางได้รับตำแหน่ง โดยคาดว่าผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อ คือ นายไชยา สะสมทรัพย์ รองหัวหน้าพรรค นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.อยุธยา และนายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน ในส่วนของกระทรวงการคลัง ล่าสุดมีความพยายามทาบทาม นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้ารับตำแหน่งรมว.การคลังด้วย
‘สนธิ'เก็บของ!ลาทำเนียบรัฐบาล-เตรียมกลับไทยสิ้นม.ค.
วันนี้(23 ม.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการเก็บของในห้องทำงาน ชั้น 2 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่หน้าห้องของพล.อ.สนธิเองก็ได้เก็บของแล้วเช่นเดียวกันในสัปดาห์นี้ ซึ่งรายงานข่าวแจ้งว่า ที่ห้องทำงานของพล.อ.สนธิเหลือแต่เพียงรูปภริยา
ส่วนการประชุมคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไข ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) ที่ยังคงเหลืออีก 1 วาระ พล.อ.สนธิก็ได้สั่งให้งดการประชุมแล้ว
ขณะเดียวกัน พล.อ.สนธิกล่าวยืนยันถึงการเดินทางกลับประเทศไทย ว่า กำหนดการณ์ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าจะเป็นในช่วงสิ้นเดือนมกราคมนี้ และจะมีการแจ้งข่าวให้ทราบก่อนเดินทางกลับอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีการกล่าวถึงการเดินทางไปต่างประเทศของ พล.อ.สนธิ ว่า เป็นเพราะประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้วและกำลังมีการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เป็นพรรคพลังประชาชน จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าการเดินทางไปต่างประเทศของพล.อ.สนธิ เป็นการเลี่ยงไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากับรัฐบาลใหม่
ขณะที่มีรายงานข่าวแจ้งว่า การเดินทางไปต่างประเทศของ พล.อ.สนธิ ในครั้งนี้ เป็นการเดินทางไปประเทศในแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อปฏิบัติกิจทางศาสนาเท่านั้น
สิ้น คมช.
ความล้มเหลวของ คมช. มิได้ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการรัฐประหารอีกครั้งลดลงไป และย้ำด้วยว่าคนที่สั่งการให้รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่คนกลุ่มนี้ การสิ้นยุค คมช. จึงไม่ใช่การสิ้นสุดของระบอบทหารนอกแถวอย่างแน่นอน
ถ้าผมเป็น พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข รักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. ผมจะแถลงการสิ้นสภาพของ คมช. ด้วยตนเอง แทนที่จะให้คนระดับ พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ที่เป็นเพียงโฆษกออกมาแถลง
ก็ตอนที่แถลงเปิดตัวคณะที่กรีธาทัพเข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เห็นนั่งกันสลอนไปตั้งแต่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเลขาธิการ คมช. มั่นใจเต็มที่ว่ากำลังทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองมิใช่หรือ
ทำไมตอนจากถึงได้ทำเงียบๆหงิมๆเหมือนไม่อยากให้ใครเห็น
อย่าลืมนะครับ การยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเป็นอนันตริยกรรมหรือกรรมอันแสนหนักในทางการเมือง ทำแล้วก็เท่ากับได้สร้างกรรมอันใหญ่หลวงไว้ในประวัติของชาติบ้านเมือง จะเป็นเกียรติประวัติหรือเกลียดประวัติก็แล้วแต่บุญแต่กรรมของคนมอง
จู่ๆบอกว่าขอโยนผ้ายอมแพ้ หรือขอเดินออกจากปมปัญหาที่ตัวเองเป็นคนสร้างไว้ โดยไม่สื่อสารกับสังคมอย่างสมควรนั้นไม่ใช่เรื่องที่มีวุฒิภาวะนัก
ถามว่าแล้วที่สมควรนั้นคืออย่างไร
ทางเลือกก็มี ๒ ทางเท่านั้น ทางแรกคือยืนยันว่าการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยการแสดงหลักฐานว่ายึดอำนาจมาจนบัดนี้แล้วประเทศไทยและคนไทยดีขึ้นในทุกทาง
ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมก็นึกภาพไม่ออกว่าเขาจะแสดงกันได้อย่างไร
ทางที่สองคือยอมรับว่าการรัฐประหารประสบความล้มเหลว ล้มเหลวมาตั้งแต่ความคิดที่จะกระทำรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงการฉีกรัฐธรรมนูญของประชาชนและสร้างระบบการเมืองพิกลพิการเอาไว้แทนที่ ตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ และทำลายเครดิตของประเทศไทยในภาพรวม
ถึงไม่กล้าหาญพอที่จะยอมรับและพูดถึงขนาดนี้ อย่างน้อยก็ควรจะยืนยันกับพี่น้องร่วมชาติว่าการรัฐประหารไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาใดๆ และเป็นการผูกปมปัญหาใหม่ไว้ในบ้านเมือง เพื่อจะได้ไม่ต้องผ่านความทุรกรรมทุรเวรเช่นนี้อีก
ผมเข้าใจเอาเองว่าความผลุนผลันเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าของผู้ก่อการรัฐประหารคณะนี้ น่าจะมาจากความตระหนักว่าตนไม่ใช่ต้นคิดของการรัฐประหาร
แต่เป็นเพียงผู้กระทำตามคำสั่งของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ตัวเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความถูกต้องของบ้านเมืองเท่านั้น
ซึ่งก็ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงหนักขึ้น
เพราะเท่ากับว่า ความล้มเหลวของ คมช. มิได้ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการรัฐประหารอีกครั้งลดลงไป และย้ำด้วยว่าคนที่สั่งการให้รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่คนกลุ่มนี้
การแถลงข่าวแบบซ่อนรูป หรือ low-key อย่างที่คุณสรรเสริญทำ อาจเป็นวิธีสื่อสารในสิ่งที่คน คมช. พูดตรงๆไม่ได้ นั่นคือไม่ได้ภูมิใจในตนเอง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นผู้แบกรับภาระจากการตัดสินใจที่ล้มเหลวคราวนี้ทั้งหมด
หมดหน้าที่ของ "นายหน้า" แล้วก็แล้วกัน อาจจะคิดเพียงเท่านั้น
ต่อไป "เจ้าของ" เขาก็คงว่าเองต่อไป จะเรียกตัวกลับมาใช้งานอีกหรือจะสร้างมือปืนซุ้มใหม่ก็แล้วแต่เขา
ฝ่ายที่รักและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่าเพิ่งได้ลิงโลดใจจนเกินไป เพราะการสิ้นสุดยุค คมช. อาจมีความหมายเพียงเท่านี้ก็ได้
สิ่งที่จะเป็นผลกระทบสำคัญก็คือ การสิ้นสุดของคณะนี้ เท่ากับว่าจะต้องเกิดคณะใหม่ขึ้นมาแทนที่ อาจประกอบด้วยบุคคลที่เห็นหน้ากันอยู่อย่างพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา พลโทประยุทธ์ จันทร์โอชา พลตรีไพบูลย์ คุ้มฉายา พลตรีวิลาศ อรุณศรี พันเอกทรงวิทย์ อิศรภักดี ฯลฯ ไปจนถึงรุ่น ๒๔ อย่าง "คุณยอง" หรือคนอีกเป็นจำนวนมากที่เราไม่เคยเห็นหน้า รวมทั้งพวกที่เห็นหน้าแต่ไม่รู้ใจ
การสิ้นยุค คมช. จึงไม่ใช่การสิ้นสุดของระบอบทหารนอกแถวอย่างแน่นอน
การต่อสู้ในเชิงโครงสร้างยังอีกยาวไกลครับ.--จบ-
/////////////////////////////////////////
คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้
จาก hi-thaksin
ไล่'ชวน'กลับไปสอนหน.ปชป.
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน
แถลงตอบโต้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวก่อนปิดประชุมเลือกประธานสภาว่า พรรคพลังประชาชนไม่ควรเตรียมประชุมสภา เพื่อเลือกนายกฯ ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาว่า ยืนยันว่ากระบวนการดังกล่าว นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค มีประสบการณ์มากและรู้ว่าขั้นตอนใดสมควรทำหรือไม่ และเป็นไปไม่ได้ที่จะเตรียมการประชุมไว้ล่วงหน้าก่อนโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาแน่นอน
ร.ท.กุเทพกล่าวอีกว่า สิ่งที่นายชวนพูดเหมือนตีปลาหน้าไซ เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม
จึงอยากเสนอนายชวนว่าควรไปสอนหัวหน้าพรรคตัวเองที่เคยขอ นายกฯ พระราชทานจนได้ฉายา มาร์ค ม.7 และการที่พรรคประชาธิปัตย์พูดถึงเสียงสนับสนุน 3 เสียงจากรัฐบาลในการเลือกประธานสภานั้น อยากให้เล่นเกมในสภา เพราะประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่อยากให้นำเรื่องเล็กน้อยมาเอาเปรียบคนอื่น ส่วนการตั้งวิปรัฐบาลโดยมีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค เป็นประธานชั่วคราวนั้น เป็นเพียงเตรียมการขั้นพื้นฐานและจะเลือกวิปอีกครั้งหลังจากตั้งครม.เสร็จสิ้น





