WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 24, 2008

นายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นหน.ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเหมาะสมที่สุด

อดีตรมว.คลังเห็นว่า นายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นหน.ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลผู้ที่เหมาะสมที่สุด

หม่อมราชวงศ์ปรีดียาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง "รัฐบาลใหม่ต้องทำอะไรต่อไป" โดยกล่าวว่า ปัญหาซับไพร์มของสหรัฐฯ จะไม่กระทบต่อประเทศไทยมาก ตราบใดที่ภาคการผลิตยังสามารถขยายตัวต่อไปได้ ส่วนการส่งออกแม้จะชะลอตัว แต่หากรัฐบาลใหม่พยายามเร่งให้เกิดการลงทุนภายในประเทศ เพื่อเพิ่มการบริโภค เศรษฐกิจก็จะเดินหน้าต่อไปได้ แต่สิ่งที่เป็นห่วงมาก คือ ปัญหาซับไพร์มจะส่งผลกระทบต่อภาคการเงิน เนื่องจากปัจจุบัน สถาบันการเงินไทยมีการนำเงินในลงทุนในกองทุนต่างๆ ทั่วโลก

ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเลือกผู้ที่จะเข้ามาเป็นหัวหน้าทีมบริหารเศรษฐกิจที่ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ สามารถรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดการเงินได้ดี โดยเห็นว่า นายวีรพงษ์ รามางกูร มีความเหมาะสมมากที่สุดที่จะเข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลดูแลภาวะเศรษฐกิจได้ โดยอาจไม่จำเป็นต้องเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่อาจเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจก็ได้

ส่วนมาตรการกันสำรองเงินทุน 30 เปอร์เซ็นต์ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เห็นว่า รัฐบาลไม่ควรด่วนตัดสินใจยกเลิกมาตรการเร็วเกินไป แต่ควรรอจังหวะที่เหมาะสม เพื่อให้ค่าเงินของประเทศอื่น ๆ แข็งค่าขึ้นมาใกล้เคียงกับเงินบาทก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคส่งออก

สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจในปีนี้ เชื่อว่า ยังมีความหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้ แต่รัฐบาลต้องเร่งผลักดันการลงทุนที่ค้างคาอยู่ 11 โครงการ มูลค่า 2 แสนล้านบาท ให้เดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้ง เร่งประมูลโครงการระบบขนส่งมวลชน และโครงการลงทุนเซาท์เทริน์ ซีบอร์ด ซึ่งจะทำให้การลงทุนในประเทศปีนี้ขยายตัวได้เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ จากที่ติดลบในปีที่แล้ว

ข่าว ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ

วิปรัฐบาลชั่วคราวเสนอประจานชื่อ ส.ส.โดดประชุม

วิปรัฐบาล เสนอแนวคิดเปิดชื่อ ส.ส.โดดประชุมต่อสื่อ เพื่อป้องกันปัญหาสภาล่ม

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ โฆษกวิปรัฐบาลชั่วคราว แถลงผลการประชุมวิปวันนี้ว่าได้มีการหารือกันถึงองค์ประกอบของวิปรัฐบาลชุดที่เป็นทางการว่าน่าจะมีประมาณ 65 คน เป็นตัวแทนของ ครม. , ส.ส.รัฐบาล และผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ขณะเดียวกันเห็นควรให้คณะกรรมธิการสามัญ และวิสามัญของสภา นัดประชุม
วันอื่นๆ ด้วย นอกเหนือจากวันพุธ และพฤหัสบดี เพราะเพื่อที่ ส.ส.จะได้ไม่ต้องโดดประชุมสภาไปประชุมคณะกรรมาธิการ และให้การประชุมสภาวันพฤหัสบดีเป็นการพิจารณาร่างกฎหมายด้วย ไม่ใช่พิจารณาแต่กระทู้และญัตติเหมือนที่ผ่านมา กฎหมายสำคัญจะได้ผ่านสภาเร็วขึ้น

ส่วนมาตรการป้องกันปัญหาสภาล่ม นอกเหนือจากการให้คณะกรรมาธิการประชุมวันอื่นแล้ว วิปชั่วคราวยังเสนอให้มีการเปิดเผยชื่อ ส.ส.ที่ไม่ได้มาประชุม หรือที่มาแต่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมต่อสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็นมาตรการทางสังคมที่จะควบคุม ส.ส.ไม่โดดประชุม โดยให้แต่ละพรรคไปหารือกันว่าสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน

สำหรับการประชุมวิปรัฐบาลครั้งต่อไปจะมีการหารือกันถึงการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุม


"บุญรอด" เชื่อทักษิณเลือกคนที่เหมาะสม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฝากรัฐบาลใหม่แก้ไขปัญหาภาคใต้ พร้อมเชื่อมั่นว่าอดีตนายกรัฐมนตรีจะเลือกรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหมที่เข้าใจกองทัพ ขณะที่ ผบ.ทอ. เผยรัฐมนตรีกลาโหมไม่ใช่คนที่ระบุไว้ในสเป็ค ก็จะทำให้กองทัพรู้สึกผิดหวัง

พลเอกบุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยระหว่างเป็นผู้แทนนายกรัฐมนตรี ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ณ โรงพยาบาลทหารผ่านศึก โดยเชื่อว่าพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะพิจารณาผู้ที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นคนที่เข้าใจกองทัพมากกว่าเป็นคนที่อดีตนายกรัฐมนตรีจะสามารถสั่งการได้ "คนที่ฉลาดย่อมรู้ว่าจะเลือกคนอย่างไร เพื่อที่ให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้" ทั้งนี้ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ ผู้บัญชาการเหล่าทัพก็พร้อมที่จะร่วมงานด้วย แม้ว่าจะไม่ใช่คนที่อยู่ในสเป็คที่กองทัพต้องการก็ตาม แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในสเป็คก็จะทำให้บรรยากาศการทำงานระหว่างกองทัพและรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ ก็ยังกล่าวด้วยว่า โผผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้นเปลี่ยนทุกวัน จึงไม่สามารถที่จะบอกได้ว่า เป็นใคร พร้อมก้บบอกใบ้กับผู้สื่อข่าว ไม่เกินเตรียมทหารรุ่น 1 และยังปฏิบัติไม่ตอบคำถามว่า พร้อมที่จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต่ออีกสมัยหรือไม่ อย่างไรก็ตามยังได้ฝากให้รัฐบาลใหม่ช่วยกันแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ต่างประเทศเข้ามาก้าวก่ายหรือยุ่งเกี่ยว

ขณะที่พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะรองประธาน คมช. ปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน คมช. กล่าวว่าอยากให้ทางพรรคพลังประชาชนรับฟังแนวความคิดเกี่ยวกับสเป็คผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ คมช.ได้เสนอไป ทั้งนี้หากผู้ที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ ไม่ได้เป็นไปตามแนวความคิด หรือสเป็คที่ คมช.กำหนดไว้ ทางกองทัพก็จะรู้สึกผิดหวัง รวมถึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าในอนาคตจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในบ้านเมือง

หมอเลี้ยบ พร้อมนั่งคลัง เล็งขอคำปรึกษา ทักษิณ

“หมอเลี้ยบ” พร้อมรับตำแหน่ง รมว.คลัง หากมีคนในพรรคเสนอชื่อ ชี้ภาวะเศรษฐกิจทรุด รับมือลำบาก อาจต้องขอคำชี้แนะจาก “ทักษิณ” ขณะที่ภาคเอกชน ย้ำต้องการมืออาชีพ เพราะปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีความสลับซับซ้อน “เฉลิม” ยันไม่มีการเช็คบิลแน่ และยังไม่มีการพูดถึงเก้าอี้ มท.1

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 22 มกราคมส ที่ผ่านมา ว่า ตนเองมีความพร้อมหากได้รับเลือกจากพรรคให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยยอมรับว่า มีผู้เสนอชื่อให้เข้ามานั่งเก้าอี้ดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนที่จะมีข้อสรุปผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในคณะรัฐมนตรี เนื่องจากจะมีการหารือหลังจากได้ตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะทูลเกล้าฯ เสนอรายชื่อแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

“ถ้าได้รับมอบหมาย ถึงเวลาที่ต้องรับผิดชอบ ผมก็พร้อมที่จะทำ และเชื่อว่า ทำงานได้ ถึงจะมีคนสบประมาท ก็ไม่มีปัญหา ในสมัยที่ทำเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค ตอนที่เป็น รมว.สาธารณสุข ก็ยังผ่านมาได้ แต่ผมก็ไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่มีทีมงานที่ช่วยอยู่เบื้องหลัง”

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ได้มีการทาบทามคนนอกเข้ามาทำงานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ระหว่างการตัดสินใจ โดยอาจจะเข้ามารับตำแหน่ง รมว.คลัง หรือตำแหน่ง รมช.คลัง

นพ.สุรพงศ์ ยอมรับว่า การหาคนมานั่งตำแหน่ง รมว.คลัง ในตอนนี้เป็นเรื่องค่อนข้างยาก เนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านกฎหมายที่ห้ามรับตำแหน่งในสถาบันการเงิน หรือบริษัทเอกชน หลังจากที่พ้นตำแหน่ง และบรรยากาศทางการเมืองตอนนี้ ทำให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถไม่ต้องการเข้ามาเปลืองตัว หรือกลัวว่าจะถูกเช็กบิลทีหลัง

นพ.สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า พรรคมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่จะเข้ามาเร่งรัดทำงานเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดภายใน 6 เดือน โดยยอมรับว่าปัญหาขณะนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบมาจากภายนอกเป็นหลัก ทั้งปัญหาซับไพรม์ ราคาน้ำมัน และค่าเงินหยวน ขณะที่ในประเทศ ค่าเงินบาทยังมีปัญหา การส่งออกยังไม่ชัดเจนว่าจะเติบโตได้มากน้อยเพียงใด

นพ.สุรพงษ์ ยังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ ว่า หากตนเองได้รับตำแหน่งแล้ว ก็มีแนวคิดจะขอคำปรึกษางานด้านเศรษฐกิจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หากมีช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ที่มีความคิดนอกกรอบในการคิดแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

“ถ้ามีโอกาสและเวลาที่เหมาะสมก็จะขอคำปรึกษางานด้านเศรษฐกิจจากอดีตนายกรัฐมนตรี เพราะหลายครั้งที่ทำงานร่วมกันได้เห็นว่าท่านมีความคิดนอกกรอบที่นำมาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ”

ขณะเดียวกัน บรรดานักธุรกิจ และนักลงทุน ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ หน้าตาทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่อย่างกว้างขวาง โดย นายแสงธรรม จรณชัยกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต จำกัด กล่าวว่า โผรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่คลอดออกมา โดยเฉพาะรายชื่อผู้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดดันบรรยากาศการลงทุน เพราะปรากฏรายชื่อของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

“สำหรับข่าวที่ หมอเลี้ยบ จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง นั้น มองว่า ยังไม่ใช่บุคคลที่ตลาดทุนคาดหวัง และเชื่อมั่นในการเข้ามาบริหารงานด้านเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้จริง”

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนยังห่วงการจัดตั้งรัฐบาลผสม และขอให้รัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมั่นภายใน 3-6 เดือน โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่น ขณะนี้พบว่าการทาบทามคนนอกให้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจยังมีปัญหา ในเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติที่เข้มงวดของรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้ผู้มีความรู้ความสามารถแวดวงธุรกิจ ต้องคิดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเข้ามาดำรงตำแหน่ง

ส่วนกระแสข่าว นพ.สุรพงษ์ จะมาดำรงตำแหน่งขุนคลังนั้น ถ้าอยากเข้ามานั่งจริงๆ ก็ต้องใช้ทีมเศรษฐกิจที่ต้องเก่งระดับสุดยอดมากๆ เนื่องจาก นพ.สุรพงษ์ ยังไม่มีภาพบริหารการเงินการคลัง

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เห็นว่า ตำแหน่ง รมว.คลัง มีความสำคัญมากไม่น้อยกว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งการหาบุคคลที่มีความเหมาะสมค่อนข้างยาก และมีข้อจำกัด แต่ส่วนตัวอยากให้บุคคลที่มีความเข้าใจเรื่องตลาดทุน เพราะตลาดทุนมีบทบาทสำคัญเป็นแหล่งระดมทุนให้กับนักธุรกิจ และเป็นแหล่งออมเงินของประชาชน

นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. กล่าวว่า ให้น้ำหนักกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ถึงร้อยละ 75 เพราะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะนโยบายระดับรากหญ้า ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจจะต้องสรรหาบุคคลที่มีความสามารถ

นายสมหมาย ภาษี อดีต รมช.คลัง กล่าวภายหลังการเดินทางมาเยี่ยมข้าราชการกระทรวงการคลัง โดยระบุว่า ได้ฝากให้ข้าราชการกระทรวงการคลังประสานงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่เพื่อดำเนินโครงการต่างๆ ให้ดี และเชื่อว่า ทุกคนมีฝีมือการทำงานอยู่แล้ว จึงไม่น่ามีปัญหา

“สำหรับสิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ และขุนคลังคนใหม่เข้ามาบริหารงานด้านเศรษฐกิจนั้น ในภาพรวมแล้วมองว่าเศรษฐกิจไทยไม่มีปัญหามากจนเกินไป ดังนั้น ในการทำงานของรัฐบาลต้องไม่ทะเลาะหรือขัดแย้งกันมากเกินไป เพราะจะหวังให้ รมว.คลัง คนเดียวมาแก้ไขคงไม่ได้ ต้องช่วยกันทำงานเป็นทีม เชื่อว่าก็น่าจะช่วยคลี่คลายเศรษฐกิจได้

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว รมว.คลัง มีความสำคัญมากกว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะจะมีบทบาทสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในภาวะที่ชะลอตัว ดังนั้น รมว.คลัง ต้องเป็นที่ยอมรับมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก มีบารมี และมีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง โดยต้องกล้าดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและประเทศ เพื่อประโยชน์ในระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินเฉพาะนโยบายประชานิยมและที่สำคัญจะต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์ และไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมือง

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีอื่นๆ นั้น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านั้นว่ากล่าวถึงการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีว่า เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลในส่วนของตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงในรายละเอียดเพราะอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีก โดยหลังจากนี้อีก 2-3 วันจะมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากนั้นจึงจะมีบทสรุปที่ชัดเจนออกมาอีกครั้งหนึ่ง

นพ.สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการแบ่งจะแบ่งตามสัดส่วน เบื้องต้น ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 315 คน จะแบ่งได้อยู่ที่สัดส่วน 9 คนต่อรัฐมนตรี 1 คน ส่วนรายละเอียดนั้นจะมีการพูดคุยอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่งหลังจากเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ทั้งนี้ ทิศทางของ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเบื้องต้นตรงกัน คือ ต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาของประเทศและหาบทสรุปร่วมกัน ดังนั้น โผรัฐมนตรีที่เป็นข่าวเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของแหล่งข่าว เพราะขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนใดๆ หากสังเกตดูจะพบว่าแต่ละสัปดาห์จะมีการเปลี่ยนโผรัฐมนตรีอยู่ตลอดเวลา

ส่วนตำแหน่ง รมว.คลัง นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้คนนอกหลายคนกังวลใจ รวมถึงการมีกฎหมายที่กำหนดให้มีการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งหลายครั้งทำให้คนนอกกังวลใจ นอกจากนี้ การเมืองที่มีการทำลายล้างกันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนที่มีความสามารถไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ สำหรับบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น พรรคพลังประชาชนอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยจะเป็นบุคคลที่ทำนโยบายของพรรคมาตังแต่ต้น แต่ยังไม่ปรากฏต่อหน้าสื่อ นอกจากนี้ยังมีทีมงานอีกหลายคนที่อยู่เบื้องหลัง

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้นต้องเป็นผู้นำและกล้าตัดสินใจ พรรคพลังประชาชนไม่ได้คิดว่าจะมีรัฐมนตรีคลังเพียงคนเดียวที่ดูแลแก้ปัญหาทั้งหมด แต่มีการจัดสรรทีมงานเพื่อแก้ปัญหา โดยทีมเศรษฐกิจจะมีทั้งคนในพรรคพลังประชาชนและนักวิชาการที่พร้อมเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยทุกคนต่างรู้ว่าต้องทำงานหนัก เมื่อพรรคพลังประชาชนได้เข้ามาบริหารประเทศ สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศคือรัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากขณะนี้นักลงทุนต่างชาติมีเงินแต่ไม่กล้าลงทุน เนื่องจากปัญหาสถานการณ์การเมือง

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 6 กล่าวถึงการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่า ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงกลาโหมตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ขึ้นอยู่กับมติของพรรค โดยตนก็พร้อมทำหน้าที่ทุกตำแหน่งอยู่แล้ว

ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันด้วยว่า เลือกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลแล้วจะไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีความแตกต่างของครอบครัวชินวัตร และจะไม่มีการโยกย้ายผู้บัญชาการทหารบก หรือล้างแค้นใครทั้งสิ้น ทั้งยังไม่มีการยกเลิกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ด้วย

“ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็น “มท.1” เพราะการปราศรัยของตนประกาศมาตลอดว่าอยากเป็นมท.1 อีกทั้งในพรรคก็ยังไม่ได้พิจารณา วันนี้ยังไม่ใช่ คำตอบสุดท้ายยังไม่มี ต้องให้มีการเลือกประธานสภาฯก่อน แต่ยืนยันว่ายังไม่มีการพิจารณาตำแหน่งในครม. มีเพียงตำแหน่งเดียวที่ชัดเจนคือ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่รู้ว่าจะควบเก้าอี้รมว.กลาโหมหรือไม่ ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าใครจะเป็น แต่ชื่อของตนบางครั้งก็มีชื่อโผล่ไปเป็นรมว.ยุติธรรม ซึ่งผมยืนยันว่า ยังไม่ยุติ ส่วนที่มีข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณรับปากว่าจะให้เก้าอี้มท.1 นั้นก็ไม่จริง ท่านทักษิณไม่ได้มาเกี่ยวข้องด้วย และผมก็ไม่ใช่ Play Maker แต่อย่างใด” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องตั้งกรรมการมาเช็คบิลใครนั้น คงไม่มี ในพรรคไม่มีใครอาฆาตมาดร้ายจะไปลงโทษใคร รวมถึงข่าวที่พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาบวชนั้น ก็ไม่ทราบ แต่สมัยที่ท่านเป็นนายกฯ ท่านถูกลอบสังหารถึง 5 ครั้ง แต่ยืนยันว่า กลับนะกลับมาแน่

ทางด้าน นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีข่าวว่าจะได้รับการคาดหมายให้ดำรงตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่า พรรคประชาราชจะได้คุมกระทรวงสาธารณสุขว่า ตนยังไม่แน่ใจว่าได้ข้อยุติแล้วว่า กระทรวงสาธารณสุขจะมอบหมายให้พรรคประชาราช เพราะกระทรวงนี้มีงบประมาณสูงถึง 6-7 หมื่นล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวเรื่องการจัดโผครม.ออกมา 2 สูตร โดยสูตรที่ 1 ระบุว่า นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช จะได้เก้าอี้รมว.สาธารณสุข ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะได้ตำแหน่งรมว.มหาดไทย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบรมว.วัฒนธรรม ทั้งนี้เป็นการโยกมาจาก รมว.ยุติธรรม เพื่อป้องกันข้อครหาเรื่องคดีต่างๆ ของพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว

สำหรับรมว.ยุติธรรม เป็นของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ พี่ชายของพล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ตำแหน่งหลักอื่นๆ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กลาโหม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลัง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรคมัชิมาธิปไตย เป็น รมว. แรงงาน

ขณะที่โผครม.สูตรที่ 2 ระบุว่า นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.ยุติธรรม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายนพดล ปัทมะ รมว.ศึกษาธิการ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.การคลัง พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รมว.กลาโหม นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.การคลัง ส่วนนายสมพงษ์อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค นายสุธา ชันแสง ยังต้องรอการเจรจากับพรรคต่างๆ ให้ลงตัวก่อน จึงจะได้รับตำแหน่งที่ขอไว้ โดยนายสมพงษ์แสดงความต้องการเป็น รมว.พาณิชย์ ดังนั้น นายมิ่งขวัญอาจจะเป็นรองนายกฯ เพียงตำแหน่งเดียว และอาจดึงนพ.สุชัย เจริญรัตนกุล กลับมาเป็น รมว.สาธารณสุข

สำหรับกระทรวงคมนาคมคนในสายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คือ นายศรีสุข จันทรางศุ กับคนสาย นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล คือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ นั้นกำลังเจรจากันอยู่ และหากตกลงกันไม่ได้ก็จะต้องนั่ง รมว.หนึ่งคน ส่วนอีกคนจะเป็น รมช.

ส่วนที่มีข่าวว่านายสมัครจะเป็น รมว.กลาโหมนั้นเป็นแค่ข่าว ปล่อย เพราะนายสมัครรู้ดีว่าหากดำรงตำแหน่งนี้มีปัญหาแน่ ฉะนั้น เก้าอี้นี้จะเป็นของ พล.อ.เรืองโรจน์ หรือไม่ก็เป็นพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตามคำขอของกองทัพ

ส่วนโควตาของพรรคชาติไทยมี 5 ตำแหน่ง ดังนี้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกฯ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายประภัตร โพธสุธน รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมช.ศึกษาธิการ

โควตาพรรคเพื่อแผ่นดินมี 4 ตำแหน่ง ดังนี้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรองนายกฯและรมว.เทคโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นายวัชระ พรรณเชษฐ์ รมว.อุตสาหกรรม นายจิรายุ วสุรัตน์ รมช.การคลัง นอกจากนี้ พรรคอาจได้โควตา 1 รมช.มหาดไทย ด้วย

โควตาพรรครวมใจไทยชาติพัฒนามี 3 ตำแหน่ง ดังนี้ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนพล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรค ที่ขอเป็นรองนายกฯ พรรคอาจมอบตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯให้แทน ส่วน รมว.พลังงาน เป็นโควตาของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

โควตาพรรคมัชฌิมาธิปไตยมี 2 ตำแหน่ง ดังนี้ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็นรมว.แรงงาน พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รมช.มหาดไทย หรือรมช.เกษตรฯ ส่วนพรรคประชาราช 1 ตำแหน่ง คือ นางอุไรวรรณ เทียนทอง เป็น รมช. มหาดไทย หรือ รมว.การพัฒนาสังคมและควมมั่นคงของมนุษย์

รายงานข่าวกล่าวว่า บางพรรคที่ได้โควตารัฐมนตรีน้อย เช่น พรรคเพื่อแผ่นดิน ต่อรองขอเก้าอี้ประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ให้ แกนนำพรรคที่โดนตัดสิทธิการเมือง 5 ปีด้วย อาทิ ปตท. การบินไทย ทีโอที เป็นต้น เนื่องจากถือว่าประธานบอร์ดต่างๆ เปรียบเสมือนเก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง

‘คมช.'รับผิดหวังหากรมว.กลาโหมไม่ตรงสเปก-ฝัน‘บุญรอด'เป็นอีกสมัย

(24มค.) พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ และรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทภารกิจของ คมช. หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่ว่า เมื่อจบภารกิจก็จบกัน และปล่อยให้เป็นหน้าที่ ผบ.เหล่าทัพทำงานตามปกติ ทั้งนี้ คมช.จะทำหน้าที่จนครบเวลาเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อถามว่า เป็นห่วงรัฐบาลชุดใหม่ที่อาจจะมีการยุบคตส.และองค์กรต่างๆที่คมช.ตั้งขึ้นมาจะทำอย่างไร พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เป็นอำนาจของรัฐบาล รัฐบาลสามารถทำได้ ส่วน สนช.ก็ต้องดำเนินการกันต่อไปตามวาระ
เมื่อถามว่า การที่คมช.มีการเสนอแนะ รมว.กลาโหมคนใหม่ แสดงว่า คมช. เป็นห่วงใช่หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เป็นการให้ข้อเสนอแนะ เพราะเป็นภาระของผู้ที่จะวางตัว คมช.จึงได้เสนอแนะไปว่าสิ่งใดที่เหมาะสม ทั้งนี้ต้องไปดูที่ห้องประชุมของ รมว.กลาโหม จะเห็นว่ามีรูปภาพเป็นพลเรือน 2 คนที่ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เมื่อถามว่า เหตุใดต้องเสนรัฐบาลไปอย่างนั้น พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ต้องไปดูที่รูปภาพที่หน้าห้องรมว.กลาโหมเพราะคนที่เข้าใจเนื้อ หา และความจำเป็นในเนื้องานคือทหาร เมื่อถามว่า คมช. เกรงว่า นายสมัครจะเข้ามาเป็น รมว.กลาโหม จึงได้เสนอไปว่าควรจะเป็นทหารมากกว่า พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ตนไม่ได้เกรงว่าใครจะขึ้นมาเป็น แต่เอาเป็นว่าคนที่เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ และเป็นผลดีต่อประเทศชาติมากที่สุด
เมื่อถามว่า พลังประชาชนออกมาคัดค้านแนวคิดคมช. พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เมื่อถามว่า สถานการณ์เช่นนี้ควรให้ทหารเข้ามาเป็นคนคลี่คลายเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า จะทำให้งานราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เพราะภาระของกระทรวงกลาโหม และ เรื่องความมั่นคงยังมีอีกมากมาย ทั้งประเทศ และปัญหาในพื้นที่ภาคใต้
เมื่อถามว่า การกลับประเทศไทยของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดูแล้วจะกลับมาสร้างความสมานฉันหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ทางรัฐบาลหรือที่ คมช.ได้เสนอไปก็อยากให้กลับมา เพียงแต่ท่านไม่ได้กลับมา ท่านต้องกลับมาชี้แจงคดีให้เรียบร้อย และจะได้เคลียร์ตัวเองด้วย เมื่อถามว่า ดูแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลังการตั้งคณะมนตรีชุดใหม่ แล้วอย่างนี้จะทำให้เกิดปัญหาหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า ไม่ทราบ สื่อ และ ประชาชนคงทราบเองว่าอะไรเป็นอะไร
เมื่อถามว่า จะทำให้ความสมานฉันท์หรือเกิดความแตกแยกมากขึ้น พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่รู้ ขึ้นอยู่การกระทำ เมื่อถามว่า คมช.บริสุทธ์ใจในการกำหนดสเปกรมว.กลาโหมหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้บริหาร ทหารเป็นประชาชนเหมือนกัน เมื่อถามว่า หากสเปก รมว.กลาโหม ไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ก็ผิดหวัง
เมื่อถามว่า กองทัพพร้อมทำงานกับรัฐบาลชุดนี้ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ก็เป็นหน้าที่ทุกคนในทุกกระทรวงที่จะต้องทำงานไม่อย่างนั้นก็ถูกไล่ออก เมื่อถามว่า ใครป็น รมว.กลาโหม ผบ.เหล่าทัพต้องยอมรับ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ เมื่อถามว่า ถ้าผิดจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเหมือนเหตุการณ์ในอดีตหรือไม่ พล.อ.อ.ขชลิต กล่าวว่า ไม่ทราบเหมือนกัน ไม่น่าจะมีเหตุการณ์แบบนั้น
เมื่อถามว่า ตำแหน่ง รมว.กลาโหม ที่มีแคนดิเดตอยู่ 3 คน คือพล.อ.สำเภา ชูศรี อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ตท.1 พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีต ผบ.หารสูงสุด ตท.3 และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. ตท.6 อยากให้ใครเป็น รมว.กลาโหม พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า อยากให้ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม--จบ--


จาก hi-thaksin

‘หมอเลี้ยบ'เผยรบ.ใหม่เตรียมยกเลิกกฎอัยการศึก-แก้รธน.

"เมื่อไม่มีเหตุ เราจะไปคงไว้ทำไม เราก็นำกฎหมายอื่นที่มีอีกหลายฉบับมาใช้แทนก็ได้ มันไม่มีความจำเป็นต้องใช้กฎอัยการศึกแล้ว ยกเว้นพื้นที่ที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น" นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าว
ก่อนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.50 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกกฎอัยการศึกใน 221 อำเภอ จากที่ประกาศใช้ใน 400 อำเภอทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นอำเภอที่ติดชายแดน
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พปช.ประกาศจัดตั้งรัฐบาลร่วม 6 พรรค พร้อมระบุว่าจะเร่งแก้ปัญหาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองไปได้
เขายังกล่าวถึงแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 ว่า เรื่องนี้พรรคต้องทำอย่างแน่นอน เพราะหลายเรื่องในกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 50 มีจุดอ่อน อีกทั้งยังทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายตามมาอีกหลายเรื่อง
โดยเฉพาะประเด็นที่เห็นว่าต้องมีการแก้ไขก็คือการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)ที่มาจากการสรรหา ,การอนุญาตให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) สามารถออกเสียงได้อิสระโดยไม่ต้องเคารพมติพรรค หรือแม้แต่การจัดการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 2 คนหรือ 3 คน
ส่วนกรณีนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย(ทรท.)111 คน นั้น นพ. สุรพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่พรรคต้องทำ รวมถึงคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัว ก็ยืนยันได้ว่า แม้พรรคพลังประชาชนจะได้เป็นรัฐบาล แต่ก็จะไม่ใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
"เราเข้าไปยุ่งไม่ได้เลย เรื่องนี้ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่าน ถ้าท่านไม่ผิดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าท่านคิดว่าผิด ก็ต้องต่อสู้ หาทนายเก่งมาแก้ต่างคดี แต่เราจะไม่เข้าไปแทรกแซงศาลอย่างแน่นอน"เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าว


จาก hi-thaksin

‘พปช.'ย้ำขอคุมกระทรวงหลัก-เชิญพรรคร่วมกำหนดนโยบาย

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน(พปช.) ยืนยันว่าพรรคจะคุมงานหลักในรัฐบาลชุดใหม่ ได้แก่ กลาโหม-มหาดไทย-การคลัง-พาณิชย์-ศึกษาธิการ-คมนาคม-ยุติธรรม-สาธารณสุข-ต่างประเทศ แต่การวางตัวผู้ที่จะมารับตำแหน่งต่าง ๆ ยังไม่นิ่ง โดยเฉพาะ รมว.คลัง ส่วนพรรคร่วมในเบื้องต้นโควต้าเก้าอี้เกษตรฯ คาดว่าเป็นของพรรคชาติไทย, แรงงานของพรรคมัชฌิมาธิปไตย และพลังงานเป็นของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
รัฐบาลใหม่จะมีรองนายกรัฐมนตรี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ, ด้านกฎหมาย, ด้านความมั่นคง และด้านสังคม ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอาจมี 2-3 คน ซึ่งในส่วนของพรรค พปช.จะมี น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้ดูแลการจัดสรรตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งนี้ พรรคเตรียมเชิญตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลมาหารือเพื่อร่วมกำหนดนโยบายรัฐบาลในวันที่ 28-29 ม.ค.นี้
นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรค พปช.เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคจะได้รับมอบหมายให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งควบตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ หรือ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา
"บางตำแหน่งเราสามารถควบได้ อย่างเช่น คุณมิ่งขวัญ อาจจะนั่งรองนายกฯ ควบกับกระทรวงพาณิชย์หรือว่าการการท่องเที่ยว มีความเป็นไปได้สูง" นายนพดล กล่าวกับผู้สื่อข่าว
ส่วนตำแหน่ง รมว.คลัง ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะเป็นใคร แต่หาก น.พ.สุรพงษ์ ได้รับมอบหมายให้ทำงานในตำแหน่งนี้ก็เชื่อว่าจะสามารถทำงานได้แน่นอน แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นมือใหม่ก็ตาม
"ในขณะนี้ตำแหน่งรัฐมนตรีคลังยังไม่นิ่ง ถ้าพลังประชาชนคัดเลือกหมอเลี๊ยบเป็นรัฐมนตรีคลังจริง ท่านไม่ใช่ลูกแหง่แน่นอน ไม่ใช้รัฐมนตรีสมัครเล่น"นายนพดล กล่าว
สำหรับสัดส่วนรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส.ภาคอีสานนั้นก็จะให้ความเป็นธรรม เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด โดยเบื้องต้นกำหนดสัดส่วนการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ว่า ส.ส. 9 คนต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง แต่อาจมีการอะลุ้มอล่วยให้กับพรรคร่วมรัฐบาลได้


จาก hi-thaksin

นพดล ยืนยัน รมว.คลังของพรรคไม่ใช่มือสมัครเล่น

พรรคพลังประชาชน 24 ม.ค. - นพดล ปัทมะ ย้ำ นพ.สุรพงษ์ มีความสามารถเป็น รมว.คลังได้ แต่ขณะนี้ตำแหน่งดังกล่าวยังไม่นิ่ง ปัดข่าวขัดแย้งกับพรรคชาติไทยเรื่องโควตารัฐมนตรี ระบุให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคการเมือง ส่วน พปช.คุม 9 กระทรวงหลัก ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงถึงกรณีที่นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วิจารณ์ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ที่คาดหมายจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นมือใหม่ว่า ขณะนี้การจัดสรรคนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มีความคืบหน้าไปมาก แต่ในส่วนที่มีข่าวระบุว่า นพ.สุรพงษ์ จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น ขณะนี้เรื่องการจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ยังไม่นิ่ง อย่างไรก็ตามหากในท้ายที่สุด นพ.สุรพงษ์ จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวจริง ก็ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีสมัครเล่น และไม่ใช่ลูกแหง่ ที่ต้องมีพี่เลี้ยง แต่เป็นตัวจริง เสียงจริงแน่นอน เพราะคนที่เป็นแพทย์ ถือว่าเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ และทำอะไรได้หลายอย่าง

“การทำงานเรามีที่ปรึกษา มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เราจะทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชน พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ สภาอุตสาหกรรม หอการค้า และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจ และเรารู้ว่า ปัญหาของประเทศมีอะไร ดังนั้น การจะตีคน ต้องให้โอกาสทำงานก่อน ถ้าอยากจะวิพากษ์วิจารณ์ ก็ให้วิจารณ์นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว” นายนพดล กล่าว

รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า หลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว ในวันรุ่งขึ้น จะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล กับพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรค โดยมีตน และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรค ไปร่วมหารือ ถึงแนวคิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐและเอกชน การอนุมัติโครงการต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ อาทิ โครงการรถไฟฟ้า 5 สาย เป็นต้น

นายนพดล กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าว ส.ส.อีสานของพรรคต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีว่า ในภาคอีสาน ได้ส.ส.จำนวนมาก และทุกคนมีความสามารถ ซึ่งการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ทางพรรคยืนยันว่า จะจัดสรรตำแหน่งให้อย่างเป็นธรรม ส่วนกรณีที่พรรคชาติไทยต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี โดยจะขอโควตา ส.ส. 5 คน ต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง นั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้ง เพราะจะต้องมีการพูดคุยกันเรื่องโควตา ถ้าคิดจากจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 315 คน หารด้วยจำนวนรัฐมนตรี 36 คน จะอยู่ที่ ส.ส.8-9 คน ต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง แต่สามารถอะลุ่มอล่วยให้พรรคร่วมรัฐบาลได้ตำแหน่งให้มากขึ้น เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ก็ต้องมีการจัดสรรให้เหมาะสม และดูว่า พรรคใดต้องการงานด้านใด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่มีข้อครหาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

“ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษกับพรรคชาติไทย และต้องบอกว่า ผมไม่ได้เป็นคนเคาะ นพ.สุรพงษ์ กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะเป็นคนเคาะ แต่โดยหลักการจะยึดแนวทางดังกล่าวกับทุกพรรคการเมือง” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวว่า พรรคพลังประชาชน จะดูแล 9 กระทรวงหลัก คือกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ระหว่างการเจรจากับพรรคชาติไทย กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการเจรจากับพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ซึ่งความจริงทางพรรคต้องการดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการหารายได้ สำหรับตำแหน่งรองนายกรฐมนตรี คาดว่าจะมี 4 คน ดูแล 4 ด้าน คือความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะมีประมาณ 4-5 คน .- สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-24 14:20:49

ใครลอบกัด

แหลมคมขึ้นลงเล่นใต้ดินลึกขึ้นนี่คือสถานการณ์แห่งการแก่งแย่งตำแหน่ง“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม” ตามสายตาที่“บางกอกทูเดย์” มองเห็นอยู่ว่า
มันไม่ได้เป็นแค่การแก่งแย่งระหว่าง คมช. กับ“ทักษิณ ชินวัตร” เท่านั้นแต่มีภาพแห่งความขัดแย้งในกองทัพ ที่ค่อยๆปริและชัดขึ้นแล้วในเวลานี้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตกเป็นเป้าวันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่า ใครที่กำลังลอบกัด พล.อ.อนุพงษ์ อยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ใช่ ตท.6 พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ตท.10
รุ่นเดียวกับ “ทักษิณ ชินวัตร”แต่ที่พูดเช่นนี้ เราไม่ได้สื่อว่า พล.อ.อนุพงษ์ เป็นพวกเดียวกับทักษิณ และคอยให้ความช่วยเหลือทักษิณอยู่พล.อ.อนุพงษ์ คือทหารอาชีพที่ตรงไปตรงมา และมีส่วนร่วมในการยึดอำนาจการปกครองไปเสียจากทักษิณ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยเมื่อเห็นว่ารัฐบาลขณะนั้นทำไม่ถูกหลายเรื่องและหากไม่ลงมือประเทศชาติก็จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงกว่า ก็จัดการซะ

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน บอกกับนักข่าวว่า ตัวเขาไม่ได้เลือก พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ. แต่ได้รับเลือกมาจาก“คณะกรรมการ” ที่กองทัพตั้งขึ้นมาพล.อ.อนุพงษ์ แม้ว่าจะเป็น 1 ใน 4 พลเอกแห่ง คมช. สายกองทัพบก ที่ลงนามในหนังสือ “ลับ” ของ คมช. ที่ออกมาเพื่อสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ฉบับลงวันที่ 14 ก.ย.2550 แต่เมื่อขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. เต็มตัว เมื่อวันที่ 1 ต.ค.50 พล.อ.อนุพงษ์ก็ไม่ได้สนองตอบแผนลับ คมช.โดยไม่ยอมส่ง “กำลังพล” ของกองทัพบก ออกไปสกัดกั้นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ในสนามเลือกตั้งและได้ออก “สมุดปกขาว” กองทัพบก กำหนดแนวทางปฏิบัติให้กำลังพลกองทัพบก “วางตัวเป็นกลาง” ในการ
เลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ทำให้กองทัพบกไม่เสื่อมเสีย ไม่ถูกประชาชนด่าและเมื่อ พ.ต.อ.พณาเจือเพ็ชร กฤษณะราช ผู้สมัครส.ส.ระบบสัดส่วน กรุงเทพฯ ของพรรคพลังประชาชนแจ้งความต่อตำรวจ สน.ดุสิต กล่าวโทษ พ.ท.พลศักดิ์ ศรีเพ็ญ ผบ.ร.1 พัน 3 รอ. ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจัดเลี้ยงกำลังพลกับแม่บ้านและพูดจาโน้มน้าวให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ กับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เขต 1กรุงเทพฯพล.อ.อนุพงษ์ ก็ไม่พูดจาปกป้อง เปิดไฟเขียวให้ดำเนินการตามกฎหมายได้เต็มที่ บอกว่าเป็นเรื่องอัตตาที่ทำไปเอง กองทัพบกไม่มีแนวทางให้ทำอย่างนั้น
การวางตัวของ พล.อ.อนุพงษ์ ในทางการเมือง

สวยงามยิ่งแล้วการ “ลอบกัด” ก็เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ต่อเนื่อง และเพิ่มดีกรีเป็นช่วงๆมีการขอร้องให้นักข่าวเขียนข่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ได้พบกับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร แล้ว หลังจากที่กลับมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 ม.ค.51 และพูดจาเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณให้เป็น รมว.กลาโหม ซึ่งฝ่าย “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มาคุมเชิงอยู่ฮ่องกงเห็นชอบด้วยแล้วพล.อ.อนุพงษ์ ต้องออกมาบอกกับนักข่าวสายทหารว่า “อย่าหลงประเด็น” ความจริงยังไม่ได้พบกับ คุณหญิงพจมานแต่กระนั้นก็มีการกระตุ้นนักข่าวให้เขียนข่าวออกมาต่อเนื่องว่า พล.อ.อนุพงษ์ เป็นคนขอ พล.อ.ประวิตร เพราะเป็นนายกับลูกน้องกันมาก่อนค ว า ม จ ริง ค น ที่เ อ่ย ชื่อ พล.อ.ประวิตร กับ “ผู้แทน” ทักษิณ ในการพบกันเมื่อวันที่ 10 ม.ค.51 เป็น ตท.6 เพราะ พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน ตท.6 เช้าวันที่ 23 ม.ค.51 พล.อ. บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ แห่ง ตท.6 ก็ยังย้ำชื่อ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ ประธานรุ่น อยู่เหมือนเดิม ด้วยการให้สัมภาษณ์

นักข่าวว่า“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควรจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และเข้าใจจิตใจของบรรดาทหารเป็นอย่างดีเนื่องจากจะต้องปฏิบัติภารกิจในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ดูเหมือนจะเป็นผู้ที่เข้ากับคุณสมบัติดังกล่าวได้มากที่สุด”แต่ขณะเดียวกัน แม้ ตท.6 จะยังย้ำชื่อ พล.อ.ประวิตร แต่ก็ได้มีการยัดชื่อ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ จปร.14 ใส่มือนักข่าวให้เอาไปประโคมให้ด้วยให้เขียนข่าวเน้นว่า “ทักษิณ ชินวัตร” หัก...พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ยอมเอา พล.อ.ประวิตร เป็น รมว.กลาโหม ตามที่ตกลงกันไว้และแถมประเด็นให้ด้วยว่า พล.อ.สมทัต สนิทกับ ตท.10หลายคน ทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ พล.ท.พฤณท์ สุวรรณทัต อดีตผบ.พล.ร.1 รอ. กับ พล.ท.จิรสิทธิ์ เกษะโกมล อดีตแม่ทัพน้อยที่ 1 ที่โดนเด้งหลังปฏิวัตินอกจากนี้ น.ส.ชุติมา อัตตะนันทน์ ลูกสาวของ พล.อ.สมทัต ยังทำงานอยู่บริษัทในเครือชินวัตรด้วยและเช้า 23 ม.ค. ในขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ ไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน ทบ. ดอนเมือง ก็มีคำถามหนักๆ มาขยี้ซ้ำว่าด้วยความสัมพันธ์กับคูณหญิงพจมานกับทักษิณ จน พล.อ.อนุพงษ์ เกิดอาการคำถามแรก นักข่าวถามเกี่ยวกับการประกาศยุติบทบาท ของ คมช. ซึ่ง พล.อนุพงษ์ ตอบว่า“ในส่วนของ คมช. น่าจะหมดหน้าที่ในส่วนของ คมช.ไม่เกี่ยวกับพอใจหรือไม่พอใจ ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ก็ดำเนินการไปตามกลไกที่เป็น ด้านการเมืองก็เข้ามาใช้อำนาจในการบริหารบ้านเมืองไป

นักข่าว...เกรงหรือไม่ว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาแทรกแซงในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารช่วงเดือนเมษายนพล.อ.อนุพงษ์...ไม่มีความกังวลครับนักข่าว...กรณีที่ คมช. เสนอแนวคิดว่าด้วยคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น คมช. มีความเป็นห่วงอะไรหรือไม่จึงเสนอไปอย่างนั้นพล.อ.อนุพงษ์...ไม่มี ผมถือว่าจบแล้ว คมช. เพียงแสดงความเห็นไปแค่นั้นเอง แล้วก็จบแล้วนักข่าว...กลัวหรือไม่ว่าการที่ คมช. แสดงความคิดเห็นไปอย่างนั้น จะถูกการเมืองออกมาโจมตี พล.อ.อนุพงษ์...ไม่กลัว ไม่มีอะไรนักข่าว...กระแสข่าวว่าท่านพยายามผลักดัน พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็น รมว.กลาโหม เนื่องจากมีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวจริงหรือไม่พล.อ.อนุพงษ์...ผมไม่ได้ไปให้สัมภาษณ์ที่ไหนว่าไปเลือกใครท่านไปถามคนที่เขาว่าก็แล้วกันนักข่าว...หลังจากนี้ไป ฝ่ายการเมืองอาจจะวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของ คมช. เกี่ยวกับสเปกตำแหน่ง รมว.กลาโหมพล.อ.อนุพงษ์...คงไม่มีความเห็น คมช. ได้พูดไปแล้วก็ถือว่าจบ เพราะเสนอความเห็นไปแล้ว และไม่มีความเห็นเพิ่มเติมนักข่าว...ความเห็นของ คมช. ที่เสนอไป เป็นความคิดเห็นที่บริสุทธิ์ใจใช่หรือไม่พล.อ.อนุพงษ์...ไม่ทราบนักข่าว...รูปแบบการทำงานของ คมช. ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร

พล.อ.อนุพงษ์...พูดไม่ได้ เดี๋ยวพูดไปแล้วไปเขียนจะยุ่งนักข่าว...ขอถามถึงกระแสข่าวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เตรียม ผลักดัน พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหมพล.อ.อนุพงษ์...ไม่มีความเห็นนักข่าว...ทางกองทัพพร้อมยอมรับ ไม่ว่ารัฐบาลตัดสินใจเลือกใครใช่หรือไม่พล.อ.อนุพงษ์...ไม่มีความเห็นในส่วนนี้นักข่าว...คมช. ยังมีอะไรที่ไม่สบายใจอะไรอีกหรือไม่พล.อ.อนุพงษ์...ไม่มี สบายใจดีนักข่าว...ขอถามถึงกรณีความชัดเจนเกี่ยวกับการหารือระหว่างท่านกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมานพล.อ.อนุพงษ์...เขียนกันไปเอง ผมไม่เห็นมีความสัมพันธ์อะไรและไม่อยากจะพูด เพราะสื่อก็รู้กันอยู่นักข่าว...ได้มีการติดต่อกันหรือไม่พล.อ.อนุพงษ์...ท่านคงจะมาถามอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้เพราะท่านยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ และเราก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พล.อ.อนุพงษ์ มาถึงที่ ขส.ทบ.

ได้เดินทางเข้าไปในห้องรับรอง พอดีขณะนั้นทีวีเปิดรายการข่าวขอรายการ “สถานีสนามเป้า” กำลังสัมภาษณ์สด พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก คมช. ที่ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง กรณีที่ในที่ประชุม คมช. มีแนวความคิดเกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า จะต้องเป็นคนกลาง ไม่ยุ่ง
เกี่ยวกับการเมือง และไม่สังกัดพรรคการเมืองพล.อ.อนุพงษ์ ได้ยินดังนั้น จึงได้หันสอบถามนายทหารที่อยู่ภายในห้องว่า พ.อ.สรรเสริญ ออกทีวีให้สัมภาษณ์ได้อย่างไรเพราะภารกิจของ คมช. ถือว่าจบสิ้นแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 มกราฯจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจนถึง ณ วันที่มีการโยนชื่อ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ ออกมา ทำให้เราเห็นภาพชัดว่า พล.อ.อนุพงษ์ ถูกผู้ไม่หวังดีลอบกัดอยู่อย่างเอาเป็นเอาตายและประเด็นคุณสมบัติ รมว.กลาโหม ก็ได้เป็นเรื่องขึ้นมาจริงๆ เมื่อ “นักการเมือง” ร่วมแสดงความคิดเห็นออกมาแล้วว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล“เป็นความเห็นของ คมช. ว่า รมว.กลาโหม ควรจะเป็นทหาร ส่วนจะเป็นทหารนอกราชการหรือในราชการยังตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่จะเลือกใครก็เป็นสิทธิ์ ใครเป็นนายกฯ มีสิทธิ์เลือกใครก็ได้”

“บรรหาร ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทย ตอบนักข่าวเมื่อตอนเช้า 23 ม.ค. และไม่ขอแสดงความคิดเห็น หาก “สมัคร สุนทรเวช” จะควบรมว.กลาโหม จริงๆขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงข้อเสนอของคมช. ว่า“ก็เป็นความเห็นแต่คนที่จะจัดตั้งรัฐบาลก็ต้องตัดสินใจ และต้องอธิบายก็เท่านั้นเอง”นักข่าวถามว่าเป็นเพราะ คมช.กลัวโดนเช็กบิลหรือไม่ จึงเสนออ ก ม า อ ย่า ง นี้อภิสิทธิ์ตอบว่า“ผมคิดว่าในแง่ของการเลือกตัวบุคคล ก็เป็นหน้าที่ของคนที่เป็นนายกฯแ ต่จ ะ เ ป็น ค น ก ล า งหรือสังกัดพรรคหรือไม่ไม่สำคัญเท่ากับว่าปฏิบัติต่อกองทัพอย่างไร เพราะกองทัพเป็นหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติตามนโยบาย สิ่งที่ผมคิดว่าไม่ควรจะเกิดขึ้นซ้ำซาก คือ ความพยายามที่จะใช้กองทัพ ตำรวจ หรือข้าราชการในส่วนอื่นๆ ก็ดีมาเป็นฐานทางการเมือง คือ อย่าเอาการเมืองเข้าไปในกองทัพควรให้กองทัพปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นภารกิจสำคัญของเขาตามปกติแต่แน่นอนว่าต้องสนองนโยบายรัฐบาลด้วย”อภิสิทธิ์ตอบได้ดีและใน “คำถาม” ของนักข่าวสายพรรคประชาธิปัตย์นี้ เราอยากจะบอก คมช. ให้เห็นด้วยก็คือนักข่าวทุกสายจับทางได้ว่า “เพราะกลัวถูกล้างแค้น” จึงมีเงื่อนไขกำหนดสเปก รมว.กลาโหม ออกมา
เมื่อเรื่องราวทั้งหมดเดินทางมาถึงบรรทัดนี้

แล้ว เราก็ขอย้อนกลับไปหาประเด็นคำถามที่ตั้งเป็นชื่อเรื่องเอาไว้ว่าใครลอบกัด พล.อ.อนุพงษ์ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่นักการเมืองแน่นอนเพราะนักการเมืองทั้งบรรหารและอภิสิทธิ์ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี ที่จะกำหนดตัวรมว.กลาโหม แล้วทำไมข่าวจึงย้ำอยู่นั่นแหละว่าพล.อ.อนุพงษ์ ต้องการ พล.อ.ประวิตรทั้งๆ ที่ความจริงไม่ใช่พล.อ.อนุพงษ์ เอ่ยปากขอจึงตอบได้เลย
ว่า คนที่เล่นงานพล.อ.อนุพงษ์อยู่ก็อ ยู่ ใ นก อ ง ทัพ นั่นแหละ


พรรคร่วมรัฐบาลคุมเข้มเสียงในสภาฯ

รัฐสภา 24 ม.ค. - วิปรัฐบาลชั่วคราวประชุมกำหนดมาตรการเข้มคุมเสียงในสภาฯ ให้วิป 1 คน คุม ส.ส. 6 คน และเปิดเผยชื่อ ส.ส. ทั้งลาประชุม-ขาดประชุม ต่อสื่อฯ ปิดประตูปัญหาองค์ประชุม “สุขุมพงศ์ โง่นคำ” ออกตัว ไม่ใช่เพื่อป้องกันเสียงแตกเลือกนายกรัฐมนตรี

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.พรรคพลังประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลชั่วคราว (วิปรัฐบาลชั่วคราว) ที่รัฐสภา วันนี้ (24 ม.ค.) มีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นประธาน มีตัวแทนจาก 6 พรรคร่วมรัฐบาลเข้าร่วมประชุม ว่า ที่ประชุมมีมติว่า ในอนาคตวิปรัฐบาลที่จะตั้งขึ้น จะมีจำนวน 65 คน เท่าครั้งที่แล้ว โดยให้มีตัวแทนรัฐมนตรี 3-5 คน ตัวแทนพรรคการเมืองสัดส่วน ส.ส. 6 คน ต่อวิป 1 คน หรือไม่น้อยกว่าพรรคละ 2 คน และยังจะให้มีคนนอกหรือผู้ทรงคุณวุฒิร่วมด้วย และจะมีการเปิดเผยรายชื่อ ส.ส.ที่ขาดและลาประชุมต่อสื่อมวลชน เพื่อแก้ปัญหาองค์ประชุมในสภาฯ

นอกจากนี้ นายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นควรให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพุธและวันพฤหัสบดี โดยวันพุธจะเป็นการพิจารณากฎหมาย ส่วนวันพฤหัสบดีจะพิจารณากระทู้และญัตติ ต่อด้วยการพิจารณากฎหมาย จะไม่เลิกประชุมเร็วเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ส่วนจะเริ่มประชุมในเวลาใด จะมีการกำหนดอีกครั้ง และเพื่อให้การทำงานของกรรมาธิการมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมเห็นว่า การประชุมกรรมาธิการของสภาฯ ที่จะตั้งขึ้นในอนาคต ควรกระจายวันประชุมได้ตลอดสัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องเป็นวันพุธและวันพฤหัสบดีเหมือนในอดีต

“ขอยืนยันว่า การประชุมวิปชั่วคราว วันนี้ ไม่ได้มีการหารือเรื่องการป้องกันรัฐบาลเสียงแตกในวันเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะถึงขณะนี้ยังไม่ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และยังไม่ได้มีการกำหนดวันประชุมสภาฯ แต่อย่างใด” นายสุขุมพงศ์ กล่าว. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-24 13:19:20