WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 25, 2008

พปช.ไม่หวั่นหาก'อภิสิทธิ์'ลงชิงนายกฯชี้เป็นไปตามปชต

โฆษกพรรคพลังประชาชน เผยนัดประชุมส.ส. 27 ม.ค. ซักซ้อมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่หวั่น ส่ง'อภิสิทธิ์'ชิงตำแหน่งกับ'สมัคร' เชื่อได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โษฆกพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ ที่ 27 ม.ค.นี้ เวลา 16.00น. จะมีการนัดประชุม ส.ส.ของพรรคเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หลังนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ได้เรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในวันจันทร์ที่ 28 ม.ค.

ขณะที่เห็นว่าเป็นเรื่องดี หากพรรคประชาธิปัตย์ จะส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ลงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแข่งกับนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนด้วยเพราะถือว่าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเห็นว่าหากพรรคร่วมรัฐบาลคนใด จะเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรีก็สามารถกระทำได้ เนื่องจากเป็นเอกสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า นายสมัคร จะได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน ส่วนบรรยากาศความเคลื่อนไหว ณ ที่ทำการพรรคเช้านี้ ก็ไม่ค่อยคึกคักมากนัก เนื่องจากไม่ปรากฏเห็นแกนนำพรรคคนสำคัญเดินทางเข้าพรรคแต่อย่างใด

'ยงยุทธ'พร้อมทำหน้าที่ปธ.สภายันไม่เคยคิดตั้งแง่สนช.

'ยงยุทธ ติยะไพรัช' ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยพร้อมทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติยึดหลักอะลุ่มอล่วย ขณะที่ยืนยันการย้ายรัฐสภาไม่เคยคิดตั้งแง่สนช.

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทรราษฎรให้สัมภาษณ์เปิดเผยถึงการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทรราษฎรว่า ตนเองมีหลักในการปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ในใจแล้วคือยึดหลักอะลุ่มอล่วย ปรึกษากัน ให้เกียรติกัน เชื่อว่าทำงานด้วยการมอบใจให้กัน และปฏิบัติหน้าที่ของตนเองโดยให้ความร่วมมือกันจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น

อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับที่มีผู้กล่าวว่า นายยงยุทธ อาจคัดค้านเรื่องการย้ายอาคารรัฐสภาไปสถานที่แห่งใหม่เพราะ เป็นเรื่องที่เสนอมาจากทาง สนช.นายยงยุทธกล่าวยืนยันว่าไม่อยากให้มองแบบนั้นเพราะตนเองปฏิบัติหน้าที่โดยยึดความถูกต้องถ้าเหมาะสม หรือดีแล้ว ก็ต้องเห็นด้วย ไม่ได้ตั้งแง่อะไร กับใครทั้งสิ้น

มติ จาก "คมช." คือ อำมาตยาธิปไตย แห่ง รัฐประหาร

หลังจาก ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ไปประชุมร่วมกันแล้วมีมติออกมาว่า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควรเป็นทหาร เป็นกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด
ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมธนารักษ์ ไปประชุมร่วมกันแล้วมีมติออกมาว่า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังควรเป็นข้าราชการกระทรวงการคลัง เป็นกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด
ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมที่ดิน ไปประชุมร่วมกันแล้วมีมติออกมาว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยควรเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด
บรรยากาศทางการเมืองของไทยคงดูไม่จืด
คำถามที่เสนอเข้ามาก็คือ แล้วจะต้องมีพรรคการเมืองไปทำไม แล้วจะต้องมีการเลือกตั้งไปทำไม
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จะไม่เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าหรอกหรือ
คำถามเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน พลันที่โฆษกคมช. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ออกมาแถลงยาวเหยียดในเรื่อง "มติ" จากที่ประชุมของคมช. เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 เกี่ยวกับการกำหนดสเป๊กของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เพราะว่าประธานคมช. พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ
เพราะว่าเลขาธิการคมช. พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม
เพราะว่าผู้ช่วยเลขาธิการคมช. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้บัญชาการทหารบก
เพราะว่าสมาชิกคมช. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เพราะว่าสมาชิกคมช. พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ
เมื่อใดที่คนระดับ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ มาประชุมร่วมกันและมีมติอันสะท้อนความเห็นร่วมเสนอสู่สาธารณะ
ย่อมเป็นเรื่อง
เป็นเรื่องหากข้าราชการระดับสูงของแต่ละกระทรวงจะเกิดโรค "ลัทธิเอาอย่าง" และกำหนดสเป๊กรัฐมนตรีกระทรวงของตนออกมาเหมือนกับที่ "คมช." ได้เสนอออกมาแล้วบ้าง
ตอนที่มีการหารือในที่ประชุมคมช.บรรดาสมาชิกคมช.คงไม่ได้คิดอะไรให้ซับซ้อน เพียงแต่ต้องการกำหนดสเป๊กรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน 1 ในการตัดสินใจของพรรคพลังประชาชนเท่านั้น
แต่ท่านเหล่านี้ลืมนึกไปว่า "กาละ" ทางการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว
นั่นก็คือ คมช.มิได้อยู่ในสถานการณ์ที่เพิ่งแปรเปลี่ยนจากคปค.มาเป็น คมช. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549
ตรงกันข้าม นี่เป็นสถานการณ์ในวันที่ 22 มกราคม 2551
เป็นสถานการณ์ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป สมัย 23 ธันวาคม 2550 ได้ผ่านพ้นมาแล้วด้วยความคึกคัก
เป็นความคึกคักที่ประชาชนเลือกคนของพรรคพลังประชาชนมามากถึง 233 คน
จำนวนส.ส.ที่พรรคพลังประชาชนได้มาโดยการเลือกของประชาชนนั้นเองคือฉันทานุมัติที่ประชาชนมอบให้พรรคพลังประชาชนมาบริหารราชการแผ่นดินตามที่ให้คำมั่นสัญญาเอาไว้
ตรงนี้ต่างหากที่เหล่าคมช.ทั้งหลายขาดความสำเหนียก
เมื่อขาดความสำเหนียกก็ย่อมจะทำอะไรเร่อร่าออกมาอันเท่ากับเป็นการฟ้องให้เห็นถึงอาการของความเข้าใจผิดอย่างเด่นชัด
หากคมช.สามารถทำเช่นนั้นได้แล้วทำไมจะต้องมีการเลือกตั้งของประชาชนเล่า
เพราะบทบาทของคมช.คือเงาสะท้อนแห่งความคิดอำมาตยาธิปไตย คือเงาสะท้อนความคิดที่ติดอยู่กับความเคยชินในระบบราชการ มองไม่เห็นถึงสิทธิและเสียงของประชาชน
ตรงนี้แหละคือพลังแฝงที่ดำรงอยู่ภายหลังสถานการณ์ "รัฐประหาร"


/////////////////////////////////

คอลัมน์ หักทองขวาง...จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด


พรบ. ความมั่นคงฯ สุดท้ายก็อยู่ในมือสมัคร และเฉลิม

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
25 มกราคม 2551

สรุปแล้วงานนี้ คมช. สร้างอาวุธเสร็จ คนที่ได้ใช้คือ ศัตรูของ คมช.เอง

เรียกว่านี่คือ สุดยอดวิชา ยืมหอกสนองผู้ใช้ หรือที่ ฯพณฯท่าน นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช พูดว่า "หอกทมิฬ แทงทมิฬ" โดยแท้

ผมไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี สุดท้าย ก็ต้องยืมสำนวนนิยายจีนกำลังภายในที่ว่า "คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต" หรืออีกสำนวนหนึ่งว่า "การกระทำเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้าดิน"

ตอนนี้ คมช. สร้างเครื่องมือเอาไว้สำหรับสังหารพรรค พลังประชาชน และขบวนการประชาชนเพียบ

แต่สุดท้ายเครื่องมือเหล่านี้ ก็ดันกลับมาตกอยู่ในมือ พปช.อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง

ที่จริง พรบ.ความมั่นคงฯ ที่ให้อำนาจ กอ.รมน.นั้น รัฐบาล พปช.ควรแก้ไขเสียให้เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่หยิบเอามาใช้เอง เพราะจะกลายเป็นข้อ ครหาได้

แต่ในช่วงวุ่นวายนี้ ฝ่ายตรงข้ามยังไม่ยอมสงบจริง ๆ ก็อาจต้องใช้สยบปัญหาก่อนก็ได้ แต่ต้องนุ่มนวล และมีศิลปะ

จาก Thai E-News

ภัยพิบัติของชาติ [25 ม.ค. 51 - 17:38]

มือที่มองไม่เห็นกับเสียงโหวต ประธานสภาและรองประธานสภา ที่หายไป และไปเพิ่มเสียงให้กับฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร นานาจิตตัง เป็นธรรมชาติของรัฐบาลผสม เป็นธรรมชาติของการเมือง ตอกย้ำถึงคำว่าความเป็นเอกภาพที่หาได้ยากมากสำหรับรัฐบาลผสมอย่างที่ผมได้เคยเกริ่น เอาไว้แล้ว อย่าไปตั้งความหวังอะไรเอาไว้มากมายจนเกินไป

มีจุดที่เป็นข้อสังเกตในทางการเมืองกับรัฐบาลผสม อันที่จริงอาจจะเข้าใจกันผิดๆว่า รัฐบาลผสมมีเสียงสนับสนุนยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ในความเป็นจริงผมว่าไม่ใช่ เสียงมาก การต่อรองผลประโยชน์ก็มาก ความขัดแย้งก็เยอะ

ในขณะที่เสียงน้อย แต่ มีความเหนียวแน่นกลมกลืน ความคิดความเห็นเป็นไปในทางเดียวกัน ควบคุมง่ายกว่า ความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาลก็มากกว่า

การเป็นรัฐบาล 254 เสียง หรือรัฐบาล 316 เสียง ไม่มีความแตกต่าง ถ้าขาดเสถียรภาพและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผมอยากจะสรุปภารกิจสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่จากปรากฏการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศ ที่ผ่านมา เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ซะด้วย

นั่นคือ ความเสื่อมโทรมของชาติ ความปรารถนาของประชาชนที่เป็นความต้องการเร่งด่วน ปัจจัยเวลาที่มีจำกัดอาจไม่มีแม้กระทั่งเวลาฮันนีมูน

บนเงื่อนไขที่ว่า จะต้องไม่ให้มีการแสวงหา หนทางพิเศษอื่นที่นอกกติกา ต้องไม่ขัดขวางตัวบทกฎหมายที่ได้ดำเนินการมาแล้ว ใช้สิ่งที่มีอยู่ดำเนินการต่อเนื่องให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เพื่อนำไปสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤติที่ถาวรต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นวิธีหาผู้มีประสบการณ์ในบ้านเมือง มาช่วยกันกอบกู้ชาติบ้านเมือง ให้มากที่สุด ยุติปัญหาความขัดแย้งทั้งปวง ไม่มีขั้วไม่มีข้าง ไม่มีการตามล้างแค้น

ที่สำคัญ ทุกคนจะต้องอยู่ในกฎกติกา

ผมว่า สิ่งที่ทุกคนจะต้องช่วยกันคือการฟื้นคืนชาติ และรัฐบาลจะต้องเป็นรัฐบาลของประชาชน ต้องตระหนักว่าไม่ใช่รัฐบาลของคุณสมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่รัฐบาลนอมินี ไม่ใช่รัฐบาลของใครทั้งนั้น

แต่เป็นรัฐบาลของชาติ

จะต้องมีการระดมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ สังคมจะต้องเลิกหวาดระแวง วิกฤติไฟใต้หนักหนาสาหัสแค่ไหน เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟัง ภาพที่เห็นไม่ใช่ข้อเท็จจริง กองทัพ อธิปไตยถูกเหยียดหยามขนาดไหน ถ้าคนไทยได้รับรู้ข้อมูลคงรับไม่ได้

วิกฤติเศรษฐกิจกระทอกใหญ่ที่กำลังกระจายไปทั่วโลก ถล่มตลาดหุ้นตลาดทุนจนยับเยิน นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น วิกฤติปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐฯที่ตั้งชื่อกันว่า แฮมเบอร์เกอร์ ครายซิส กำลังพ่นพิษ ฟองสบู่ในสหรัฐฯคาดกันว่าจะส่งผลกระทบกับความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชียโดยตรง

การเมืองจึงเป็นคำตอบสำหรับอนาคตของบ้านเมือง.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

ขิงแก่ลาโรง [25 ม.ค. 51 - 18:39]

รัฐบาลขิงแก่ของนายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประชุมครม.นัดสั่งลา ขอบคุณรัฐมนตรีทุกคนที่ร่วมทำงานในช่วงสั้นๆ 1 ปี 4 เดือน

ถือเป็นการสลายตัวอย่างเรียบง่ายไม่อึกทึกครึกโครม

ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ ไม่มีความเศร้าสลดฟูมฟาย

มีแต่ความโล่งใจจะได้หมดเวรหมดกรรมซะที

“แม่ลูกจันทร์” ก็โล่งใจที่รัฐบาลเต่าจะเก็บฉากลาโรง เพราะปีเศษที่ผ่านมา รัฐบาลเอาแต่ใส่เกียร์ว่างตะพึดตะพือ

แต่จะฟันธงว่า รัฐบาลขิงแก่ไม่มีผลงานก็ไม่แฟร์

ผลงานรัฐบาลต้องมีบ้าง เพียงแต่ ยังนึกไม่ออกว่าเรื่องอะไร??

อย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นผู้นำระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมา อย่างราบรื่นพอสมควร

“แม่ลูกจันทร์” แอบถามใจตัวเองว่า รัฐมนตรีคนไหนที่ทำงานดีที่สุดใน ครม.??

คำตอบก็คือ “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” รมว.พลังงาน

ถามว่า รัฐมนตรีคนไหนที่น่าผิดหวังที่สุดในรัฐบาล??

คำตอบคือ “ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์” รมว.คลัง

คนที่เก่งแต่วิจารณ์คนอื่น พอได้ โอกาสแสดงฝีมือเอง กลับบ้อเท่าโล่ยิ่งกว่าคนที่ตัวเองเคยวิจารณ์

สรุปคะแนนเฉลี่ย ครม.รัฐบาลขิงแก่สอบตกยกทีม!!

เอวังก็มีประการฉะนี้แหละโยม

ทีนี้กลับมาดูผลงานของรัฐบาลนายกฯสุรยุทธ์ในภาพรวมว่าบรรลุเป้าหมายซักกี่เปอร์เซ็นต์??

ปรากฏว่า พลาดเป้าไปบานตะเกียง

“แม่ลูกจันทร์” ผิดหวังมากก็คือ โครงการเมกะโปรเจกต์ก่อสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแก้วิกฤติพลังงานและแก้ ปัญหาจราจร

ผิดหวัง...เพราะสิ่งที่นายกฯสัญญาไว้ไม่เป็นจริง

เสียดายเวลา 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านไปฟรีๆ

นายกฯสุรยุทธ์ เคยประกาศจะผลักดันโครงการสร้างรถไฟฟ้า 5 สาย ให้มีการเปิดประมูลเซ็นสัญญา และเริ่มก่อสร้างภายในอายุของรัฐบาล

มาถึงวันนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง สีม่วง สีเขียว ฯลฯ ยังอยู่ในกระดาษเหมือนเดิม

ยังไม่มีการเซ็นสัญญา ยังไม่เริ่มก่อสร้างแม้แต่สายเดียว

เพราะรัฐบาลมัวเสียเวลาตัดสินใจว่าจะเริ่มโครงการไหนดี

แถมต้องรอผลเจรจาแหล่งเงินกู้ที่จะใช้ลงทุน

มีการทบทวนปรับลดเส้นทางทำ ให้แผนก่อสร้างล่าช้าไปอีกหลายเดือน

โครงการที่จะเดินหน้าก็เลยติดแหง็กฉะนี้แล

สุดท้ายต้องเลื่อนเส้นตาย จาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน เป็น 1 ปี

จนกลายเป็นโรคไส้เลื่อนเรื้อรัง

โครงการรถไฟฟ้าจึงเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลขิงแก่ที่น่าผิดหวังอย่างแรง!!

แต่ผลงานที่ “แม่ลูกจันทร์” ผิดหวังมากที่สุดคือ การแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ที่ยังบานทะโร่หุบไม่ลง

ผิดหวังเพราะรัฐบาลชุดนี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ

นายกรัฐมนตรีก็เป็นอดีต ผบ.ทบ.ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ของรัฐบาลนี้ก็มีความเป็นเอกภาพ 100 เปอร์เซ็นต์

แถมมีกระแสสังคมช่วยเป็น กำลังใจ

ตอนแรกรัฐบาลมั่นใจว่านโยบายสมานฉันท์จะดับไฟใต้ได้อย่างสันติวิธี

มั่นใจว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง

แต่ล่าสุด...นายกฯเพิ่งยอมรับว่า การทำงานไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

เพราะเรายึดมั่นแนวทางสันติวิธี

แต่โจรมันไม่สันติวิธีตอบเรา

เฮ้อ...พูดแล้วมันปวดใจ.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

มุ่งแก้ฮวงจุ้ยกันดีกว่า [25 ม.ค. 51 - 03:37]

ชัวร์ถึงขั้นล้างบ้านรอรับงานใหญ่กันแล้ว

ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้สั่งแม่บ้านปัดกวาดเช็ดถูนิวาสถานในหมู่บ้านโอฬาร ย่านนวมินทร์ เป็นการใหญ่

พร้อมนิมนต์พระสงฆ์ทำพิธีสวดนพเคราะห์และทำพิธีทางศาสนา เพื่อเสริมสิริมงคล

ตามรูปการณ์คงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเตรียมการสถานที่รับขวัญตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย

มั่นอกมั่นใจไม่มีคิวพลิกโผ

ล็อกกันถึงขั้นที่ว่า คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป) สั่งให้วิปแต่ละพรรคประกบ ส.ส.แบบ 1 ต่อ 6

เช็กชื่อ ส.ส.ขาด ลา ลงชื่อแล้วแต่โดดประชุม ส่งให้นักข่าวเพื่อป้องกันคะแนนสับสน

โดยสัญญาณที่พรรคพลังประชาชนส่งเสียงฮึ่มๆเตือนพรรคร่วมรัฐบาลให้คำนึงถึงมารยาทการอยู่ร่วมกัน พร้อมๆกับการส่งมือกฎหมายอย่างนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรค ออกมาดักคอล่วงหน้า

เชื่อว่าคิวโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะไม่เสียงแตก

เพราะต้องใช้วิธีขานชื่อ และประชาชนทั่วประเทศจะได้เห็นการถ่ายทอดสด แม้รัฐธรรมนูญจะให้เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ในการตัดสินใจ แต่คงไม่มี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลออกนอกลู่นอกทาง

โหวตแบบเปิดเผยไล่เช็กรายตัวได้

ใครกล้าหักกันซึ่งๆหน้า ก็คงได้วัดใจ

ต้องไม่ลืมว่า ไพ่เด็ดที่เครือข่ายสายตรงฮ่องกงถืออยู่ในมือ การจัดโควตารัฐมนตรีต้องไปว่ากันหลังโหวตเลือกนายกฯ

สัดส่วน 9 ต่อ 1 หรือ 5 ต่อ 1 มันอยู่ที่ใครว่านอนสอนง่าย

ที่แน่ๆ รีบแสดงความจริงใจก่อนเลย นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้เรียกประชุมลูกพรรคเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

การันตีไม่มีคิวแหกโผ

อย่างน้อยก็เป็นการรับประกัน 1 เก้าอี้รองนายกฯ 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกรดเอ เกรดบี กับอีก 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ

“เพื่อแผ่นดิน” ที่ว่าเฮี้ยวๆ รีบปิดเกมหวาดระแวงก่อนใคร

โดยวิสัยของเซียนที่อ่านหมากทะลุ “เชื่อง” ยังมีโอกาสกว่าปั่นราคาต่อรอง

แต่ที่จ้องเล่นเกมเอาล่อเอาเถิด ไม่แน่ใจว่าเป็นความเห็นส่วนตัวหรือเป็นความเห็นส่วนใหญ่ กับคิวที่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ตั้งป้อมเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แข่งกับนายสมัคร ในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

เหมือนกำลังได้ใจจากเสียงงูเห่าซีกรัฐบาลที่เทให้นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กับคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในวันโหวตเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ปั่นกระแสแต้มเพี้ยน

เดินเกมหักหน้า ดิสเครดิตรัฐบาลพรรคพลังประชาชน

ตอกลิ่มกันสนุกสนาน

โดยที่หารู้ไม่ ในทางตรงกันข้ามมันเหมือนเป็นการตอกย้ำความพ่ายแพ้ของนายอภิสิทธิ์แบบจะจะกลางสภาฯ

เลือกตั้งก็พลาดท่า แข่งจัดรัฐบาลก็ฟาวล์ จะโหนแย่งนายกฯ ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าแพ้แน่ๆ

แพ้แล้วแพ้อีก

มวยที่บอบช้ำอยู่แล้ว จะยิ่งราคาตกกันไปใหญ่

และถ้าหนักถึงขนาดที่ “อภิสิทธิ์” กู่ไม่กลับ ประชาธิปัตย์นั่นแหละจะเหนื่อยไปตามๆกัน เพราะเท่าที่เห็นวันนี้ถ้าหมดหล่อใหญ่อย่างนายอภิสิทธิ์ไป

ยังมองไม่เห็นใครจะเป็นสินค้าขึ้นห้างแทน

ตามรูปการณ์ยื้อไปก็เท่านั้น สู้เอาเวลาไปปรับยุทธศาสตร์ กลบจุดอ่อนก่อนดีกว่า

เบื้องต้นแว่วๆว่า ซินแสแนะนำให้เปลี่ยนฮวงจุ้ย

เนื่องจากทำเลที่ตั้งของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในจุดอับ เพราะ อยู่ติดกับโรงพยาบาล มีทั้งศพคนตายและคนป่วย สูงท่วมที่ทำการพรรค

ทางออกที่พอจะแก้ได้ก็คือ ต้องซื้อตึกโรงพยาบาลวิชัยยุทธแล้วขยายที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ไปสุดมุมถนนพระราม 6

อันดับแรกเลย กล้าลงทุนหรือเปล่า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

ยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่

• ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลาย เพื่อไม่ให้จำเจกับลีลาแบบเดิมๆ ประดาบ จึงมามาดใหม่ เขียนกันแบบสั้นๆ ให้ได้ใจความ กระชับ ฉับไว ต่อการทำความเข้าใจข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่งของประเทศไทย ไม่เยิ่นเย้อ ยืดยาว แบบที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่น่าเห็นใจสำหรับผู้อ่านที่มีเวลาน้อย ประดาบ จึงต้องปรับตัวเข้ากับสภาพอันจำกัดของผู้อ่าน ด้วยลีลาแบบนี้

• ขอแสดงความยินดีกับท่านประธานที่เคารพ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ใครจะบอกว่าคนคนนี้คบยาก แต่พฤติกรรมที่เห็นมาตลอด 6 ปี ไม่ว่าจะยามทุกข์ ยามสุข ประดาบ กลับเห็นแย้ง และเห็นว่า ยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่น่าเคารพ และยกมือไหว้ได้โดยไม่ต้องฝืนใจ คนเรายามทุกข์ไม่ทิ้งกัน ยังร่วมสู้ ร่วมฝ่าฟันอุปสรรคนาๆ ก็ถือได้ว่าน่าคบหาและน่าเคารพแล้วล่ะครับ

• อีกไม่กี่วัน เราก็จะมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ชื่อ สมัคร สุนทรเวช ประดาบ เอาหัวเป็นเดิมพัน หากพลิกจากชื่อนี้เป็นชื่ออื่น รับรองได้ว่าประเทศไทย จะอยู่ต่ำใต้กว่าอิรัก และ อัฟกานิสถาน ในสายตาของชาวโลก จึงขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เอาไว้แต่ตรงนี้เลยแล้วกัน

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อยู่ที่ไหน มารายงานตัวกับประชาชนผู้จ่ายภาษีเป็นเงินเดือน และเป็นเจ้านายของท่านด่วนที่สุด ก่อนที่จะหมดวาระ สิ้นอายุขัยตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ไปเสียก่อน อย่ากระทำตนเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว งานไม่มาทำแต่จะรับเงินเดือน กลับมาจากแสวงบุญตะวันออกกลางเมื่อไร ก็มาชี้แจงแถลงไขด้วยแล้วกันว่าเงินค่าตั๋วเครื่องบิน เป็นเงินภาษี หรือ เงินส่วนตัว

• ประดาบ อยากจะบอกว่า การไปแสวงบุญไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นหรอกท่านสนธิ ขอเพียงแต่อย่าได้ทำบาปเป็นนิตย์ อย่าได้โกหกเป็นกิจวัตร อย่าได้ทำชั่วเป็นนิสัย ก็เท่ากับว่าท่านได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่ให้แก่ประเทศชาติและบ้านเมืองแล้ว คนทำร้ายบ้านเมืองอย่างท่านจัดเป็นคนบาปหนาสูงสุด ตายไปแล้วเกิดใหม่ ยังชำระล้างบาปไม่หมดสิ้นเลย เพราะฉะนั้นการไปแสวงบุญในต่างแดน ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย เว้นเสีย แต่ว่าจะไปโดยไม่กลับมาอีกเลย นั่นล่ะท่านจะได้บุญอักโข เพราะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ

• พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เข้าร่วมประชุมคมช. ครั้งสุดท้าย ที่บ้านพักรับรองกองทัพ อากาศ เพราะเหตุผลเดียวคือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่มาร่วมด้วย แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อกันว่าเหลืออยู่ที่ระดับใดได้เป็นอย่างดี โชคดีที่ พล.อ.สนธิ เป็นมุสลิม จึงไม่ต้องตะโกนใส่หน้าแบบเต็มๆ คำว่า “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ” เหลือเพียงแค่ “เงาไม่เหยียบ” เพียงคำเดียว

• พรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล ให้จับตาดู เสรี วงศ์มณฑา ให้ดีว่า จะแอบดอดเข้ามาหากินกับโครงการไหนในรัฐบาล หรือไม่ โดยเฉพาะในกระทรวงที่พรรคชาติไทยกำกับดูแลใครมีหลักฐานเป็นพยาน จับปอบสูบงบประมาณแผ่นดินตัวนี้ มาลงโทษ ขอได้โปรดส่งมาที่ ประดาบ ด่วน จะได้ช่วยกันตามจิกตามจี้ตามบี้ให้ตายคามือ คิดเสียว่าทำบุญเพื่อประเทศชาติก็แล้วกัน

• ถ้ามันลำบากใจกันนัก ก็เป็นฝ่ายค้านจะดีไหม สามพ่อลูกศิลปอาชา อย่าทำให้เข้าตำรา “เกลียดปลาไหล กินน้ำแกง” จะได้ไหม แถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล ศิลปอาชาผู้พ่อ ก็ไม่ร่วม ถ่ายรูปที่ระลึกวันเปิดสภาฯ ก็หนีหน้าหายหัวทั้งสามคน โหวตเลือกประธานสภา ศิลปอาชาลูกสาว ก็บินหนีไปต่างประเทศ ลาประชุมตั้งแต่นัดที่หนึ่ง บางทีเป็นฝ่ายค้านน่าจะสบายใจด้วยกันทั้งทุกฝ่าย เห็นด้วยไหม?

• อยากได้อำนาจ อยากมีตำแหน่ง แต่ไม่อยากอยู่ร่วมด้วย ทำงานการเมืองมาสามสิบปี สปิริตต้องมี มารยาทต้องมี จริงไหม บรรหาร ศิลปอาชา เคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี มาแล้ว ควรรู้กติกามารยาทการอยู่ร่วมกันของรัฐบาลผสม และไม่ใช่รู้แล้วเก็บไว้คนเดียว ต้องสอนสั่งลูกๆ ด้วยว่าเป็นนักการเมืองต้องอดทน กลืนเลือดในปากได้โดยไม่ให้ใครเห็น

• น่าเห็นใจ “คุณหญิงหน่อย” อยู่ไม่น้อย ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเกมปล่อยข่าวสกัด สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี อุตส่าห์เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่เงียบๆ กับสามีและลูก ยังถูกจับไปเป็นจำเลยของสังคมจนได้ รูปการณ์แบบนี้เข้าทำนองเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกแขวนคอ ประดาบ ก็ได้แต่ให้กำลังใจ คุณหญิงหน่อย อย่าเพิ่งท้ออย่าเพิ่งถอย

พรรคพลังประชาชนแพ้หมดรูปในสนามกทม. “คุณหญิงหน่อย” ก็ช้ำใจพออยู่แล้ว ยังถูกชี้หน้ากล่าวหาว่าเป็นตัวปัญหา บั่นทอนความเจริญ ก้าวหน้าของว่าที่นายก รัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช แบบนี้ จะไม่ให้ชีช้ำหัวใจเป็นสองเท่าได้อย่างไร ลำพังแค่เด็กเล็กเด็กน้อยกล่าวให้ร้าย ยังพอทำใจได้ แต่หลังสุดถูก “นายใหญ่” ตวาดผ่านโทรศัพท์ สำทับให้ไปชี้แจงแถลงแก้ข่าว หัวใจของ “คุณหญิงหน่อย” จึงแหลกสลายทันทีเมื่อสิ้นสัญญาเสียงจากต่างแดน

ถ้า ประดาบ เป็น “คุณหญิงหน่อย” จะไม่มัวนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ฝ่ายเดียว แต่จะท้าพิสูจน์ความจริง ด้วยการฟ้องหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ และทุกคนที่ต้องสงสัยว่าให้ร้ายตัวเรา จะได้เอาความจริงออกมาจากปากคอลัมน์นิสต์น้อยใหญ่ทั้งหลายว่า ไปเอาข้อมูลจาก “ผู้หญิง” คนไหน มาเขียนเป็นตุ เป็นตะ ลากตัวออกมาพูดกันให้จะๆ ไปเลย จะได้รู้ว่า “ผู้หญิง” คนนั้น เป็นคนเดียวกับ “คุณหญิงหน่อย” หรือไม่

• แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ไม่ใช่มีแต่คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์เท่านั้น ที่ปั่นเรื่องนี้ออกมาให้ประชาชนได้อ่านกันว่า มีคนในพรรคพลังประชาชน ไม่เห็นด้วยที่สมัคร สุนทรเวช จะเป็นนายกรัฐมนตรี ยังมีหัวหน้าพรรคการเมือง และแกนนำพรรคการเมืองอย่างน้อยสองพรรค ได้รับข้อมูลแบบเดียวกันจาก “ผู้หญิง” คนเดียวกัน ยังเลยเถิดไปถึงขั้นที่ว่า ทั้ง “นายใหญ่” และ “นายหญิง” ก็ไม่เอาเหมือนกัน

• ที่น่าประหลาดใจอีกเรื่องก็คือ ทำไมหนอ คอลัมนิสต์ทั้งหลาย เวลาเขียนเรื่องมีคนไม่เห็นด้วยกับ สมัคร สุนทรเวช จะเป็นนายกรัฐมนตรี จึงต้องเขียนให้ประชาชนคนทั่วไปเข้าใจว่า แหล่งข่าว หรือ คนให้ข่าว มีลักษณะใกล้เคียงกับ “คุณหญิงหน่อย” เหมือนกันทุกคน ทุกฉบับ ไม่รู้จักปกปิดรักษาแหล่งข่าว ตามจรรยา บรรณนักข่าว บ้างเลย

• เรื่องแบบนี้ จะเป็นจริงไปได้อย่างไร ในเมื่อ “คุณหญิงหน่อย” ถูกจับขังกรงอยู่ในบ้านเลขที่ 111 จะไปเจ้ากี้เจ้าการบัญชาเกมจะเอาคนนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี เอาคนนี้เป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร ถ้าพรรคพลังประชาชน ทำตามใจคุณหญิงหน่อย ก็เท่ากับเอามีดเชือดคอตัวเองเท่านั้นเอง ยิ่งถูกหาเหตุยุบพรรคอยู่ทุกนาทีแล้ว

• เพราะฉะนั้นหากเรื่องที่พูดกันมาปากต่อปาก เป็นเรื่องจริง รรคพลังประชาชนก็ต้องทำสวนทางกับ “คุณหญิงหน่อย” ทุกเรื่อง เพื่อจะได้เป็นเหตุให้เชื่อได้ว่า คุณหญิงหน่อย ไม่ได้เข้ามายุ่มย่ามในพรรคพลังประชาชน

ประดาบ เชื่อว่าเรื่องเข้าใจผิดแค่นี้ ไม่น่าจะเกินกำลัง ไม่เหนือกว่าฝีมือที่ “คุณหญิงหน่อย” จะทำความเข้าใจกับพี่น้อง ผู้คนที่เคยร่วมงานกันมา ให้ได้รู้ว่าในหัวใจของ “คุณหญิงหน่อย” ไม่ได้มีเจตนาชั่วร้ายใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่คมช.ทั้งคณะ “คุณหญิงหน่อย” ยังไปนั่งเจรจามาด้วยแล้ว

• ด้วยลีลาการเจรจาแบบเอาน้ำเย็นเข้าลูบ จนกระทั่งคมช.วูบไปหลายครั้ง แม้จะเจรจาภาพรวมไม่สำเร็จ จนกลายมาเป็นเหตุอายัดทรัพย์ตระกูลชินวัตร แต่ภารกิจบางเรื่องบางประการของคุณหญิงหน่อย ก็ลุล่วงไปด้วยดี เพราะฉะนั้นเรื่องเข้าใจผิดบ้าง ถูกบ้างที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จึงน่าจะทำความเข้าใจกันได้ ไม่ควรมาสาวไว้ให้กากินกันเองแบบนี้เลย

• ที่ ประดาบ เป็นห่วงเหลือเกิน ก็คือ การยื้อแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี และ ตำแหน่งทางการเมืองที่มีอยู่จำนวนจำกัด ซึ่งไม่อาจจะรองรับความต้องการอันไม่จำกัดของผู้คนที่มีจำนวนมากมายเต็มพรรคพลังประชาชน หากการจัดสรรปันตำแหน่ง มีการเลือกที่รักมักที่ชัง คนมาทีหลังได้ก่อน คนมาก่อนได้แต่ยืนดู ไม่มีวัฒนธรรมการเข้าคิว ความสับสนอลหม่านก็จะเกิดขึ้นจนยากจะควบคุมได้

• เป็นธรรมดาของนักรบ เมื่อเข้าสู่สมรภูมิ รับใช้พรรค ต่อสู้เพื่อส่วนรวม ก็ย่อมจะต้องมีบาดแผลติดตัวจากคมศาสตราวุธของศัตรข้าศึก เหมือนกับเหล่าขุนทัพแดนอีสานที่ตีแหกด่านฝ่าวงล้อมของคมช. คว้าธงชัยมาได้เกือบ 100 ผืน ได้ส.ส.เกือบ 100 คน หากไม่ได้รับรางวัลอย่างสมน้ำสมเนื้อ วันข้างหน้าใครจะรบให้ ใครจะขายชีวิตให้กับสัญญาลมปาก กันอีก

• ลองมองย้อนกลับไปดู หากไม่มีขุนทัพแดนอีสานนับร้อยคน ที่แหกด่านเข้ามาจนถึงกลางเมืองหลวง ยึดอำนาจกลับคืนมาไว้ในมือได้อีกครั้ง ป่านนี้เหตุการณ์จะพลิกผันไปขนาดไหน ยังไม่กล้าคาดเดา ที่รอดมาก็ดีใจ ที่ตายไปในสนามรบ ก็อย่าได้ทอดทิ้งศพไว้กลางสมรภูมิ ควรจะดูแลเยียวยาให้สมเกียรติบ้าง เป็นกำลังใจแก่คนรุ่นหลังที่จะทำเพื่อพรรคต่อไป

• ที่จะลืมไม่ได้ ก็คือเหล่าขุนศึกสนามหลวง ที่วันนี้มีบาดแผลเต็มตัว มีคดีความติดตามตัวนับร้อยคดี แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน โดยตรง แต่อานิสงส์ที่ นปก.สร้างไว้ ก็ตกแก่พรรคพลังประชาชน เป็นกอบเป็นกำ หากไม่นำมาพิจารณาประกอบ การตัดสินใจปูนบำเหน็จรางวัล ก็อาจจะถูกครหาได้เหมือนกัน

ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ต่อสายถึงคนใกล้ตัวอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ที่อยู่ในต่างแดน ให้ช่วยเจรจาขอตำแหน่งรัฐมนตรีให้หนึ่งตำแหน่ง กระทรวงอะไรก็ได้ ใหญ่เล็กแค่ไหนได้ทั้งนั้น ขอเพียงแค่มีชื่อเป็นรัฐมนตรีสักครั้งในชีวิต ให้คุ้มกับเงินที่เสียไปมากกว่า 1,000 ล้านบาท แลกกับประสบการณ์ทางการเมือง

• ไม่น่าเชื่อ คนอย่างเจ้าพ่อทีพีไอ มีเงินแสนล้าน ก็จะต้องมีวันนี้ด้วยเหมือนกัน วันที่ต้องคุกเข่าเอาหัวโขกพื้นกล่าวสำนึกเสียใจกับอดีตของตนเองที่กระทำลงไป ต่อหน้าผู้อื่น เพราะความโกรธบังใจความแค้นบังตา กว่าจะรู้ตัวว่าไร้เดียงสาการเมือง ก็สายเสียแล้ว ที่เคยทะนงตัวว่าเป็นมังกรตัวหนึ่ง จึ่งรู้ตัวว่างูเขียวยังน่ากลัวกว่าตนเอง

• เรื่องเล่าตลกๆ ได้ฟังมาตั้งแต่ครั้งเด็กๆ มีคนสองคน คนหนึ่งมีประสบการณ์มากมาย คนหนึ่งมีเงินทองมหาศาล สองคนร่วมกันทำธุรกิจ วันหนึ่งธุรกิจเจ๊งจนต้องปิดกิจการ สองคนสำรวจความเสียหายและรายได้ของตนเองในรอบหนึ่งปีที่ร่วมธุรกิจกันมา ปรากฎว่า คนที่เคยมีเงินทองมหาศาล ได้รับประสบการณ์ไปมากมาย คนที่มีประสบการณ์มากมาย ได้รับเงินทองไปมหาศาล นิทานเรื่องนี้จบลงตรงที่ว่า เมื่อต้องแยกจากกันไป ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ได้ประสบการณ์การเมืองมากมาย ใน ขณะที่สมศักดิ์ เทพสุทิน ได้กำไรมหาศาล

• ลือกันหึ่ง ปิดกันให้แซ่ด เก้าอี้สมาชิกวุฒิสภาประเภทสรรหา 74 ตัว เคาะราคาครั้งที่หนึ่ง 20 ล้านบาทขาดตัว ใครอยากได้ติดต่อนายทหารใหญ่แห่งสำนักเลขาธิการคมช. ด่วน งานนี้ต้องรีบ เพราะมีจำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย ไม่มีล็อตสอง เหมือนกับเก้าอี้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ประดาบ

จาก hi-thaksin

Thursday, January 24, 2008

ปชป.เล็งส่ง 'มาร์ค' ชิงเก้าอี้ผู้นำ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กล่าวถึง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่ลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องของบุคคล อีกส่วนคิดว่าพรรครัฐบาลคงต้องไปพูดคุยกัน

ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า

เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการโหวตเลือกประธานและรองประธานสภาคนที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมมากกว่า เพราะมีสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลได้เทคะแนนให้ 3 เสียง และ 6 เสียง สะท้อนให้เห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่ยอมรับบุคลากรที่ถูกเสนอ

'พรรคจะนำเรื่องเข้าที่ประชุม ส.ส.อีกครั้งว่าจะส่งหัวหน้าพรรคเข้าแข่งขันการโหวตเลือกนายกฯหรือไม่ แต่หากมติให้ส่งแข่งขัน เชื่อว่าน่าจับตามอง แต่เสียดายที่การโหวตโดยเปิดเผย ถ้าเป็นการลงมติแบบลับเชื่อว่าคะแนนก็จะเพิ่มมากกว่านี้' นายเทพไทกล่าว

ปชป.วอน 2 พรรคร่วมรัฐบาลใช้ดุลพินิจเลือกนายกฯ ให้ดี

ผู้ช่วยเลขาฯพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ควรทำหนังสือชี้แจง เพื่อเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ พร้อมเรียกร้องให้พรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ใช้ดุลพินิจในการเลือกนายกรัฐมนตรี

นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันพรุ่งนี้ ว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องทำหนังสือ ตามข้อบังคับระเบียบการประชุมข้อที่ 13 ว่าการนัดประชุมต้องทำหนังสือแจง เว้นแต่ได้บอกนัดล่วงหน้าไว้ไม่น้อยกว่า 3 วัน และประธานสภาฯ เห็นสมควรก็สามารถทำได้ แต่การนัดประชุมจะต้องทำเป็นหนังสือเท่านั้น โดยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ข้อคิดไปแล้ว เว้นแต่พรรคพลังประชาชนจะถือฤกษ์ยามบางอย่าง ที่จะต้องรีบประชุมให้ได้ในวันพรุ่งนี้ เช่น การเตรียมบ้านพักเพื่อทำบุญ เป็นการแก้เคล็ดหรือสร้างความสงสัยให้กับสังคม โดยยืนยัน พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเข้าประชุมในวันพรุ่งนี้ แต่จะถามถึงความเหมาะสมในที่ประชุมด้วย

สำหรับกรณีที่ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ระบุว่า จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำงานของข้าราชการนั้น เป็นพฤติกรรมที่ข่มขู่ข้าราชการ ที่ต้องการให้ยอมเป็นลูกน้อง ซึ่งไม่แตกต่างจากระบอบทักษิณ ซึ่งหากเห็นว่าในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง พบว่ามีข้าราชการวางตัวไม่เหมาะสม ก็ควรร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งหากยังมีการดำเนินการเช่นนี้ เชื่อว่าความสมานฉันท์ก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเรียกร้องให้พรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน พิจารณาให้ดีในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ข้อเสนอของ 2 พรรคต้องการสร้างความสมานฉันท์ในชาติ เป็นการสนองต่อเงื่อนไข 5 ข้อ ที่ได้ประกาศไว้หรือไม่