WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 25, 2008

วีรบุรุษ

ถึงวันนี้
หลายๆ คนคงลืมชื่อ ไพรวัลย์ นวมทอง
อาชีพคนขับรถแท็กซี่ ที่ควบรถเก๋งออกไป
ชนรถถังของทหาร หลังปฏิวัติ 19 กันยายน
วันเปิดประชุมสภาฯ ครั้งล่าสุด
หาก ไพรวัลย์ นวมทอง ยังมีชีวิตอยู่
เขาน่าจะเป็นคนที่ดีใจที่สุด จากการกลับมา
ของระบอบประชาธิปไตยที่เขารักและ
ชื่นชอบ เพราะความรักในประชาธิปไตยของ
ไพรวัลย์ นวมทอง ย่อมไม่ใช่คำเพ้อเจ้อ...เพราะ
เขายืนยันมันด้วยชีวิตของเขาเอง
เกือบหนึ่งเดือนหลังคำปรามาสว่า.. .
พฤติกรรมรักประชาธิปไตยของเขา...มัน
แค่พฤติกรรมของคนอยากเด่นอยากดัง
ไพรวัลย์...นวมทอง...ยืนยันด้วยชีวิต
...เขาเลือกสะพานลอยหน้าหนังสือพิมพ์
ยักษ์ใหญ่...เป็น...ที่ตั้งอนุสาวรีย์ของเขา
อนุสาวรีย์แห่งประชาธิปไตยที่แท้จริง
ชีวิตเล็กๆ ชีวิตหนึ่ง...คนจากครอบครัว
ครอบครัวหนึ่ง...อาจจะไม่สลักสำคัญ...ใน
แผ่นดินที่มีผู้คนมากมายใกล้จะร้อยล้าน
อย่างประเทศไทย....
แต่...ชีวิตหนึ่งที่สละออกมานั้น...
ทำให้...ผู้ยึดอำนาจต้องคิดหนักไตร่ตรอง
มาก...เพราะมันไม่ใช่การท้าทายแต่เป็น
การสละชีวิต...
จะมีอาวุธอะไรที่น่ากลัวกว่า...คนที่ไม่
กลัวตาย...
วันหน้า...
หากประเทศนี้...ผลิตคนอย่าง ไพรวัลย์
นวมทอง ให้ได้มากกว่านี้...แน่นอนว่า...
ระบอบประชาธิปไตยจะได้รับการคุ้มครอง
ดูแล จนไม่มีใครกล้าเข้ามาโค่นล้ม...
ประชาธิปไตยที่มีผู้พลีชีพรักษา..ย่อม
ไม่ใช่ประชาธิปไตยของผู้โลภโมโทสัน
ไม่ใช่ประชาธิปไตยของปิศาจห่มสี...อย่าง
ที่เป็นอยู่
ไม่ว่าพลังประชาชนหรือประชาธิปัตย์
หนึ่งรูปแขวนผนังในพรรคท่าน...คือ
รูป ไพรวัลย์ นวมทอง...ผู้อุทิศชีวิตของ
เขา...เพื่ออำนาจของท่าน
พญาไม้


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

จี้เลิกอัยการศึกเชียงใหม่ ชี้กระทบเทศกาลไม้ดอก [25 ม.ค. 51 - 11:28]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 ม.ค.) นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ขอให้ยุติกฎอัยการศึกในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยนายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)ได้ประกาศยุติบทบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าการประกาศกฎอัยการศึกในหลายจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวยังดำรงอยู่ เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หากรอรัฐบาลใหม่ขึ้นมาประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกอาจเป็นการเสียเวลา โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่จะมีงานเทศกาลดอกไม้ช่วงต้นเดือน ก.พ.หากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเห็นว่า จ.เชียงใหม่ยังคงกฎอัยการศึกอยู่ ก็จะยกเลิกโปรแกรมการท่องเที่ยว ส่งผลให้สูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก

นายสุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีการประกาศกฎอัยการศึกอยู่ประมาณ 30 จังหวัด ตนขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึกในจังหวัดท่องเที่ยวเท่านั้น หากพื้นที่บางแห่งจำเป็นที่ต้องคงกฎไว้ เช่น พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหายาเสพติดก็ไม่จำเป็นต้องยกเลิก

บินกลับด่วนโหวตนายกฯ กัญจนาแจงขาดประชุม21มค. [25 ม.ค. 51 - 10:33]

น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าววันนี้ (25 ม.ค.) ว่า ตนจะเดินทางกลับมาประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันจันทร์ที่ 28 ม.ค.นี้ อย่างแน่นอน ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เพื่อลงมติเลือกตำแหน่งประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 21 ม.ค. ยืนยันว่า ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเหตุผลด้านการเมือง ใดๆ แต่เพราะติดภารกิจ ต้องเดินทางมาอบรมร่วมกับเพื่อน ๆ ในหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน หากไม่ร่วมเดินทาง อาจส่งผลกระทบต่อการเรียนได้ เพราะในช่วงหาเสียงขาดเรียนมาแล้วหลายครั้ง

รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวด้วยว่า การอบรมหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร กำหนดระหว่างวันที่ 21- 28 ม.ค. แต่ตนเองจะเดินทางกลับก่อน 1 วัน คือ วันที่ 27 ม.ค. เพื่อให้ทันประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

ด้าน นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึง การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้า ว่า ภายหลังจากการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วท่าทีของพรรคพลังประชาชนในการเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล จะไม่อะลุ้มอล่วย เช่นสัปดาห์นี้ เพราะอำนาจการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในมือพรรคพลังประชาชนแล้ว และต้องการรวบรัดให้การจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยโดยเร็ว จะไม่เปิดโอกาสให้พรรคร่วมรัฐบาลเจรจาเรื่องโควตารัฐมนตรีอีก


พปช.ไม่หวั่นหาก'อภิสิทธิ์'ลงชิงนายกฯชี้เป็นไปตามปชต

โฆษกพรรคพลังประชาชน เผยนัดประชุมส.ส. 27 ม.ค. ซักซ้อมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่หวั่น ส่ง'อภิสิทธิ์'ชิงตำแหน่งกับ'สมัคร' เชื่อได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โษฆกพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ ที่ 27 ม.ค.นี้ เวลา 16.00น. จะมีการนัดประชุม ส.ส.ของพรรคเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หลังนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ได้เรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในวันจันทร์ที่ 28 ม.ค.

ขณะที่เห็นว่าเป็นเรื่องดี หากพรรคประชาธิปัตย์ จะส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ลงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแข่งกับนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนด้วยเพราะถือว่าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเห็นว่าหากพรรคร่วมรัฐบาลคนใด จะเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรีก็สามารถกระทำได้ เนื่องจากเป็นเอกสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า นายสมัคร จะได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน ส่วนบรรยากาศความเคลื่อนไหว ณ ที่ทำการพรรคเช้านี้ ก็ไม่ค่อยคึกคักมากนัก เนื่องจากไม่ปรากฏเห็นแกนนำพรรคคนสำคัญเดินทางเข้าพรรคแต่อย่างใด

'ยงยุทธ'พร้อมทำหน้าที่ปธ.สภายันไม่เคยคิดตั้งแง่สนช.

'ยงยุทธ ติยะไพรัช' ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยพร้อมทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติยึดหลักอะลุ่มอล่วย ขณะที่ยืนยันการย้ายรัฐสภาไม่เคยคิดตั้งแง่สนช.

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทรราษฎรให้สัมภาษณ์เปิดเผยถึงการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทรราษฎรว่า ตนเองมีหลักในการปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ในใจแล้วคือยึดหลักอะลุ่มอล่วย ปรึกษากัน ให้เกียรติกัน เชื่อว่าทำงานด้วยการมอบใจให้กัน และปฏิบัติหน้าที่ของตนเองโดยให้ความร่วมมือกันจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น

อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับที่มีผู้กล่าวว่า นายยงยุทธ อาจคัดค้านเรื่องการย้ายอาคารรัฐสภาไปสถานที่แห่งใหม่เพราะ เป็นเรื่องที่เสนอมาจากทาง สนช.นายยงยุทธกล่าวยืนยันว่าไม่อยากให้มองแบบนั้นเพราะตนเองปฏิบัติหน้าที่โดยยึดความถูกต้องถ้าเหมาะสม หรือดีแล้ว ก็ต้องเห็นด้วย ไม่ได้ตั้งแง่อะไร กับใครทั้งสิ้น

มติ จาก "คมช." คือ อำมาตยาธิปไตย แห่ง รัฐประหาร

หลังจาก ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ไปประชุมร่วมกันแล้วมีมติออกมาว่า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควรเป็นทหาร เป็นกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด
ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมธนารักษ์ ไปประชุมร่วมกันแล้วมีมติออกมาว่า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังควรเป็นข้าราชการกระทรวงการคลัง เป็นกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด
ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมที่ดิน ไปประชุมร่วมกันแล้วมีมติออกมาว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยควรเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด
บรรยากาศทางการเมืองของไทยคงดูไม่จืด
คำถามที่เสนอเข้ามาก็คือ แล้วจะต้องมีพรรคการเมืองไปทำไม แล้วจะต้องมีการเลือกตั้งไปทำไม
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จะไม่เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าหรอกหรือ
คำถามเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน พลันที่โฆษกคมช. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ออกมาแถลงยาวเหยียดในเรื่อง "มติ" จากที่ประชุมของคมช. เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 เกี่ยวกับการกำหนดสเป๊กของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เพราะว่าประธานคมช. พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ
เพราะว่าเลขาธิการคมช. พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม
เพราะว่าผู้ช่วยเลขาธิการคมช. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้บัญชาการทหารบก
เพราะว่าสมาชิกคมช. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เพราะว่าสมาชิกคมช. พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ
เมื่อใดที่คนระดับ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ มาประชุมร่วมกันและมีมติอันสะท้อนความเห็นร่วมเสนอสู่สาธารณะ
ย่อมเป็นเรื่อง
เป็นเรื่องหากข้าราชการระดับสูงของแต่ละกระทรวงจะเกิดโรค "ลัทธิเอาอย่าง" และกำหนดสเป๊กรัฐมนตรีกระทรวงของตนออกมาเหมือนกับที่ "คมช." ได้เสนอออกมาแล้วบ้าง
ตอนที่มีการหารือในที่ประชุมคมช.บรรดาสมาชิกคมช.คงไม่ได้คิดอะไรให้ซับซ้อน เพียงแต่ต้องการกำหนดสเป๊กรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน 1 ในการตัดสินใจของพรรคพลังประชาชนเท่านั้น
แต่ท่านเหล่านี้ลืมนึกไปว่า "กาละ" ทางการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว
นั่นก็คือ คมช.มิได้อยู่ในสถานการณ์ที่เพิ่งแปรเปลี่ยนจากคปค.มาเป็น คมช. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549
ตรงกันข้าม นี่เป็นสถานการณ์ในวันที่ 22 มกราคม 2551
เป็นสถานการณ์ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป สมัย 23 ธันวาคม 2550 ได้ผ่านพ้นมาแล้วด้วยความคึกคัก
เป็นความคึกคักที่ประชาชนเลือกคนของพรรคพลังประชาชนมามากถึง 233 คน
จำนวนส.ส.ที่พรรคพลังประชาชนได้มาโดยการเลือกของประชาชนนั้นเองคือฉันทานุมัติที่ประชาชนมอบให้พรรคพลังประชาชนมาบริหารราชการแผ่นดินตามที่ให้คำมั่นสัญญาเอาไว้
ตรงนี้ต่างหากที่เหล่าคมช.ทั้งหลายขาดความสำเหนียก
เมื่อขาดความสำเหนียกก็ย่อมจะทำอะไรเร่อร่าออกมาอันเท่ากับเป็นการฟ้องให้เห็นถึงอาการของความเข้าใจผิดอย่างเด่นชัด
หากคมช.สามารถทำเช่นนั้นได้แล้วทำไมจะต้องมีการเลือกตั้งของประชาชนเล่า
เพราะบทบาทของคมช.คือเงาสะท้อนแห่งความคิดอำมาตยาธิปไตย คือเงาสะท้อนความคิดที่ติดอยู่กับความเคยชินในระบบราชการ มองไม่เห็นถึงสิทธิและเสียงของประชาชน
ตรงนี้แหละคือพลังแฝงที่ดำรงอยู่ภายหลังสถานการณ์ "รัฐประหาร"


/////////////////////////////////

คอลัมน์ หักทองขวาง...จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด


พรบ. ความมั่นคงฯ สุดท้ายก็อยู่ในมือสมัคร และเฉลิม

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
25 มกราคม 2551

สรุปแล้วงานนี้ คมช. สร้างอาวุธเสร็จ คนที่ได้ใช้คือ ศัตรูของ คมช.เอง

เรียกว่านี่คือ สุดยอดวิชา ยืมหอกสนองผู้ใช้ หรือที่ ฯพณฯท่าน นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช พูดว่า "หอกทมิฬ แทงทมิฬ" โดยแท้

ผมไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี สุดท้าย ก็ต้องยืมสำนวนนิยายจีนกำลังภายในที่ว่า "คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต" หรืออีกสำนวนหนึ่งว่า "การกระทำเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้าดิน"

ตอนนี้ คมช. สร้างเครื่องมือเอาไว้สำหรับสังหารพรรค พลังประชาชน และขบวนการประชาชนเพียบ

แต่สุดท้ายเครื่องมือเหล่านี้ ก็ดันกลับมาตกอยู่ในมือ พปช.อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง

ที่จริง พรบ.ความมั่นคงฯ ที่ให้อำนาจ กอ.รมน.นั้น รัฐบาล พปช.ควรแก้ไขเสียให้เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่หยิบเอามาใช้เอง เพราะจะกลายเป็นข้อ ครหาได้

แต่ในช่วงวุ่นวายนี้ ฝ่ายตรงข้ามยังไม่ยอมสงบจริง ๆ ก็อาจต้องใช้สยบปัญหาก่อนก็ได้ แต่ต้องนุ่มนวล และมีศิลปะ

จาก Thai E-News

ภัยพิบัติของชาติ [25 ม.ค. 51 - 17:38]

มือที่มองไม่เห็นกับเสียงโหวต ประธานสภาและรองประธานสภา ที่หายไป และไปเพิ่มเสียงให้กับฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร นานาจิตตัง เป็นธรรมชาติของรัฐบาลผสม เป็นธรรมชาติของการเมือง ตอกย้ำถึงคำว่าความเป็นเอกภาพที่หาได้ยากมากสำหรับรัฐบาลผสมอย่างที่ผมได้เคยเกริ่น เอาไว้แล้ว อย่าไปตั้งความหวังอะไรเอาไว้มากมายจนเกินไป

มีจุดที่เป็นข้อสังเกตในทางการเมืองกับรัฐบาลผสม อันที่จริงอาจจะเข้าใจกันผิดๆว่า รัฐบาลผสมมีเสียงสนับสนุนยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ในความเป็นจริงผมว่าไม่ใช่ เสียงมาก การต่อรองผลประโยชน์ก็มาก ความขัดแย้งก็เยอะ

ในขณะที่เสียงน้อย แต่ มีความเหนียวแน่นกลมกลืน ความคิดความเห็นเป็นไปในทางเดียวกัน ควบคุมง่ายกว่า ความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาลก็มากกว่า

การเป็นรัฐบาล 254 เสียง หรือรัฐบาล 316 เสียง ไม่มีความแตกต่าง ถ้าขาดเสถียรภาพและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผมอยากจะสรุปภารกิจสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่จากปรากฏการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศ ที่ผ่านมา เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ซะด้วย

นั่นคือ ความเสื่อมโทรมของชาติ ความปรารถนาของประชาชนที่เป็นความต้องการเร่งด่วน ปัจจัยเวลาที่มีจำกัดอาจไม่มีแม้กระทั่งเวลาฮันนีมูน

บนเงื่อนไขที่ว่า จะต้องไม่ให้มีการแสวงหา หนทางพิเศษอื่นที่นอกกติกา ต้องไม่ขัดขวางตัวบทกฎหมายที่ได้ดำเนินการมาแล้ว ใช้สิ่งที่มีอยู่ดำเนินการต่อเนื่องให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เพื่อนำไปสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤติที่ถาวรต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นวิธีหาผู้มีประสบการณ์ในบ้านเมือง มาช่วยกันกอบกู้ชาติบ้านเมือง ให้มากที่สุด ยุติปัญหาความขัดแย้งทั้งปวง ไม่มีขั้วไม่มีข้าง ไม่มีการตามล้างแค้น

ที่สำคัญ ทุกคนจะต้องอยู่ในกฎกติกา

ผมว่า สิ่งที่ทุกคนจะต้องช่วยกันคือการฟื้นคืนชาติ และรัฐบาลจะต้องเป็นรัฐบาลของประชาชน ต้องตระหนักว่าไม่ใช่รัฐบาลของคุณสมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่รัฐบาลนอมินี ไม่ใช่รัฐบาลของใครทั้งนั้น

แต่เป็นรัฐบาลของชาติ

จะต้องมีการระดมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ สังคมจะต้องเลิกหวาดระแวง วิกฤติไฟใต้หนักหนาสาหัสแค่ไหน เอาไว้ผมจะเล่าให้ฟัง ภาพที่เห็นไม่ใช่ข้อเท็จจริง กองทัพ อธิปไตยถูกเหยียดหยามขนาดไหน ถ้าคนไทยได้รับรู้ข้อมูลคงรับไม่ได้

วิกฤติเศรษฐกิจกระทอกใหญ่ที่กำลังกระจายไปทั่วโลก ถล่มตลาดหุ้นตลาดทุนจนยับเยิน นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น วิกฤติปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐฯที่ตั้งชื่อกันว่า แฮมเบอร์เกอร์ ครายซิส กำลังพ่นพิษ ฟองสบู่ในสหรัฐฯคาดกันว่าจะส่งผลกระทบกับความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในเอเชียโดยตรง

การเมืองจึงเป็นคำตอบสำหรับอนาคตของบ้านเมือง.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

ขิงแก่ลาโรง [25 ม.ค. 51 - 18:39]

รัฐบาลขิงแก่ของนายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประชุมครม.นัดสั่งลา ขอบคุณรัฐมนตรีทุกคนที่ร่วมทำงานในช่วงสั้นๆ 1 ปี 4 เดือน

ถือเป็นการสลายตัวอย่างเรียบง่ายไม่อึกทึกครึกโครม

ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ ไม่มีความเศร้าสลดฟูมฟาย

มีแต่ความโล่งใจจะได้หมดเวรหมดกรรมซะที

“แม่ลูกจันทร์” ก็โล่งใจที่รัฐบาลเต่าจะเก็บฉากลาโรง เพราะปีเศษที่ผ่านมา รัฐบาลเอาแต่ใส่เกียร์ว่างตะพึดตะพือ

แต่จะฟันธงว่า รัฐบาลขิงแก่ไม่มีผลงานก็ไม่แฟร์

ผลงานรัฐบาลต้องมีบ้าง เพียงแต่ ยังนึกไม่ออกว่าเรื่องอะไร??

อย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นผู้นำระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมา อย่างราบรื่นพอสมควร

“แม่ลูกจันทร์” แอบถามใจตัวเองว่า รัฐมนตรีคนไหนที่ทำงานดีที่สุดใน ครม.??

คำตอบก็คือ “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” รมว.พลังงาน

ถามว่า รัฐมนตรีคนไหนที่น่าผิดหวังที่สุดในรัฐบาล??

คำตอบคือ “ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์” รมว.คลัง

คนที่เก่งแต่วิจารณ์คนอื่น พอได้ โอกาสแสดงฝีมือเอง กลับบ้อเท่าโล่ยิ่งกว่าคนที่ตัวเองเคยวิจารณ์

สรุปคะแนนเฉลี่ย ครม.รัฐบาลขิงแก่สอบตกยกทีม!!

เอวังก็มีประการฉะนี้แหละโยม

ทีนี้กลับมาดูผลงานของรัฐบาลนายกฯสุรยุทธ์ในภาพรวมว่าบรรลุเป้าหมายซักกี่เปอร์เซ็นต์??

ปรากฏว่า พลาดเป้าไปบานตะเกียง

“แม่ลูกจันทร์” ผิดหวังมากก็คือ โครงการเมกะโปรเจกต์ก่อสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแก้วิกฤติพลังงานและแก้ ปัญหาจราจร

ผิดหวัง...เพราะสิ่งที่นายกฯสัญญาไว้ไม่เป็นจริง

เสียดายเวลา 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านไปฟรีๆ

นายกฯสุรยุทธ์ เคยประกาศจะผลักดันโครงการสร้างรถไฟฟ้า 5 สาย ให้มีการเปิดประมูลเซ็นสัญญา และเริ่มก่อสร้างภายในอายุของรัฐบาล

มาถึงวันนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง สีม่วง สีเขียว ฯลฯ ยังอยู่ในกระดาษเหมือนเดิม

ยังไม่มีการเซ็นสัญญา ยังไม่เริ่มก่อสร้างแม้แต่สายเดียว

เพราะรัฐบาลมัวเสียเวลาตัดสินใจว่าจะเริ่มโครงการไหนดี

แถมต้องรอผลเจรจาแหล่งเงินกู้ที่จะใช้ลงทุน

มีการทบทวนปรับลดเส้นทางทำ ให้แผนก่อสร้างล่าช้าไปอีกหลายเดือน

โครงการที่จะเดินหน้าก็เลยติดแหง็กฉะนี้แล

สุดท้ายต้องเลื่อนเส้นตาย จาก 3 เดือน เป็น 6 เดือน เป็น 1 ปี

จนกลายเป็นโรคไส้เลื่อนเรื้อรัง

โครงการรถไฟฟ้าจึงเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลขิงแก่ที่น่าผิดหวังอย่างแรง!!

แต่ผลงานที่ “แม่ลูกจันทร์” ผิดหวังมากที่สุดคือ การแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ที่ยังบานทะโร่หุบไม่ลง

ผิดหวังเพราะรัฐบาลชุดนี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ

นายกรัฐมนตรีก็เป็นอดีต ผบ.ทบ.ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ของรัฐบาลนี้ก็มีความเป็นเอกภาพ 100 เปอร์เซ็นต์

แถมมีกระแสสังคมช่วยเป็น กำลังใจ

ตอนแรกรัฐบาลมั่นใจว่านโยบายสมานฉันท์จะดับไฟใต้ได้อย่างสันติวิธี

มั่นใจว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง

แต่ล่าสุด...นายกฯเพิ่งยอมรับว่า การทำงานไม่คืบหน้าเท่าที่ควร

เพราะเรายึดมั่นแนวทางสันติวิธี

แต่โจรมันไม่สันติวิธีตอบเรา

เฮ้อ...พูดแล้วมันปวดใจ.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

มุ่งแก้ฮวงจุ้ยกันดีกว่า [25 ม.ค. 51 - 03:37]

ชัวร์ถึงขั้นล้างบ้านรอรับงานใหญ่กันแล้ว

ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้สั่งแม่บ้านปัดกวาดเช็ดถูนิวาสถานในหมู่บ้านโอฬาร ย่านนวมินทร์ เป็นการใหญ่

พร้อมนิมนต์พระสงฆ์ทำพิธีสวดนพเคราะห์และทำพิธีทางศาสนา เพื่อเสริมสิริมงคล

ตามรูปการณ์คงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเตรียมการสถานที่รับขวัญตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย

มั่นอกมั่นใจไม่มีคิวพลิกโผ

ล็อกกันถึงขั้นที่ว่า คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป) สั่งให้วิปแต่ละพรรคประกบ ส.ส.แบบ 1 ต่อ 6

เช็กชื่อ ส.ส.ขาด ลา ลงชื่อแล้วแต่โดดประชุม ส่งให้นักข่าวเพื่อป้องกันคะแนนสับสน

โดยสัญญาณที่พรรคพลังประชาชนส่งเสียงฮึ่มๆเตือนพรรคร่วมรัฐบาลให้คำนึงถึงมารยาทการอยู่ร่วมกัน พร้อมๆกับการส่งมือกฎหมายอย่างนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรค ออกมาดักคอล่วงหน้า

เชื่อว่าคิวโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะไม่เสียงแตก

เพราะต้องใช้วิธีขานชื่อ และประชาชนทั่วประเทศจะได้เห็นการถ่ายทอดสด แม้รัฐธรรมนูญจะให้เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ในการตัดสินใจ แต่คงไม่มี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลออกนอกลู่นอกทาง

โหวตแบบเปิดเผยไล่เช็กรายตัวได้

ใครกล้าหักกันซึ่งๆหน้า ก็คงได้วัดใจ

ต้องไม่ลืมว่า ไพ่เด็ดที่เครือข่ายสายตรงฮ่องกงถืออยู่ในมือ การจัดโควตารัฐมนตรีต้องไปว่ากันหลังโหวตเลือกนายกฯ

สัดส่วน 9 ต่อ 1 หรือ 5 ต่อ 1 มันอยู่ที่ใครว่านอนสอนง่าย

ที่แน่ๆ รีบแสดงความจริงใจก่อนเลย นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้เรียกประชุมลูกพรรคเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

การันตีไม่มีคิวแหกโผ

อย่างน้อยก็เป็นการรับประกัน 1 เก้าอี้รองนายกฯ 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกรดเอ เกรดบี กับอีก 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ

“เพื่อแผ่นดิน” ที่ว่าเฮี้ยวๆ รีบปิดเกมหวาดระแวงก่อนใคร

โดยวิสัยของเซียนที่อ่านหมากทะลุ “เชื่อง” ยังมีโอกาสกว่าปั่นราคาต่อรอง

แต่ที่จ้องเล่นเกมเอาล่อเอาเถิด ไม่แน่ใจว่าเป็นความเห็นส่วนตัวหรือเป็นความเห็นส่วนใหญ่ กับคิวที่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ตั้งป้อมเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แข่งกับนายสมัคร ในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

เหมือนกำลังได้ใจจากเสียงงูเห่าซีกรัฐบาลที่เทให้นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กับคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในวันโหวตเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ปั่นกระแสแต้มเพี้ยน

เดินเกมหักหน้า ดิสเครดิตรัฐบาลพรรคพลังประชาชน

ตอกลิ่มกันสนุกสนาน

โดยที่หารู้ไม่ ในทางตรงกันข้ามมันเหมือนเป็นการตอกย้ำความพ่ายแพ้ของนายอภิสิทธิ์แบบจะจะกลางสภาฯ

เลือกตั้งก็พลาดท่า แข่งจัดรัฐบาลก็ฟาวล์ จะโหนแย่งนายกฯ ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าแพ้แน่ๆ

แพ้แล้วแพ้อีก

มวยที่บอบช้ำอยู่แล้ว จะยิ่งราคาตกกันไปใหญ่

และถ้าหนักถึงขนาดที่ “อภิสิทธิ์” กู่ไม่กลับ ประชาธิปัตย์นั่นแหละจะเหนื่อยไปตามๆกัน เพราะเท่าที่เห็นวันนี้ถ้าหมดหล่อใหญ่อย่างนายอภิสิทธิ์ไป

ยังมองไม่เห็นใครจะเป็นสินค้าขึ้นห้างแทน

ตามรูปการณ์ยื้อไปก็เท่านั้น สู้เอาเวลาไปปรับยุทธศาสตร์ กลบจุดอ่อนก่อนดีกว่า

เบื้องต้นแว่วๆว่า ซินแสแนะนำให้เปลี่ยนฮวงจุ้ย

เนื่องจากทำเลที่ตั้งของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในจุดอับ เพราะ อยู่ติดกับโรงพยาบาล มีทั้งศพคนตายและคนป่วย สูงท่วมที่ทำการพรรค

ทางออกที่พอจะแก้ได้ก็คือ ต้องซื้อตึกโรงพยาบาลวิชัยยุทธแล้วขยายที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ไปสุดมุมถนนพระราม 6

อันดับแรกเลย กล้าลงทุนหรือเปล่า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)