WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 25, 2008

ผิดที่ใครกัน

โดย ดร.ทอง


ปัญหาความถดถอยในการแก้ปัญหาบ้านเมืองและเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ มีคนตั้งคำถามกับผมอยู่หลายคนว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะแต่ละท่านที่ตั้งคำถามก็มีคมความคิดในการให้เหตุผลประกอบมาด้วย อย่างเช่น จะโทษรัฐบาลปัจจุบันของพลเอกสุรยุทธ์ฯได้ไหม เพราะเป็นผู้บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้
ในขณะที่อีกท่านหนึ่งก็มองว่าเป็นผลจากการที่เราได้รัฐบาลใหม่ที่มีคนกล่าวหากันว่าเป็นนอมินีของรัฐบาลทักษิณ เลยทำให้ทั้งหุ้นทั้งเงินบาทและปัญหาอื่นๆที่ทับถมกันมานานยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
เมื่อเป็นดังนี้ผมเองจะเก็บงำความคิดเห็นส่วนตัวไว้ตามลำพังได้อย่างไร ทำให้ต้องใช้พื้นที่ตรงนี้แสดงทรรศนะที่จะผิดถูกแค่ไหนขอให้ท่านผู้อ่านตัดสินได้ตามที่ท่านเห็นควรเลยนะครับ

ปัญหาในขณะนี้คงยากจะ “ปัด” ให้พ้นตัวว่ามิได้เกิดจากผลการบริหารจัดการของรัฐบาลปัจจุบันที่คณะรัฐมนตรีก็ยังนั่งบริหารกันอยู่เกือบเต็ม ครม. ถึงแม้จะมีคนโยนกลองให้เป็นผลจากปัญหาหนี้เน่าหรือ “ซับไพรม์” ที่ลุกลามระบาดมาจากสหรัฐอเมริกาก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธว่าผลจากปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพในสหรัฐเป็นปัญหาหนึ่ง แต่ในขณะนี้ถ้ามองในด้านเศรษฐกิจมหภาค ก็ต้องบอกว่าแนวโน้มความถดถอยของเศรษฐกิจในสังคมไทยนั้นเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีกลาย และเป็นมาก่อนที่จะมีการพูดถึงปัญหาซับไพรม์เป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถใช้ปัญหาภายนอกมายกประโยชน์กับผลงาน “การบริหารจัดการที่ผิดพลาดหลายต่อหลายเรื่องจากคนหลายคน หลายหน่วยงานในรัฐบาลชุดนี้ได้” อย่างไรก็ตาม นับจากที่รัฐบาลชุดใหม่เข้าแก้ไขปัญหา ซึ่งคาดว่าเราน่าจะได้รัฐบาลใหม่ภายในสิ้นเดือนนี้ เราต้องมานับหนึ่งกันดูถึงผลงานของรัฐบาลชุดใหม่ ที่คงไม่มีเวลาปล่อยให้มีการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ทอดเวลาการทำงานให้ยืดยาวโดยไม่จำเป็น

หากเราได้ “หมอเลี้ยบ” หรือนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มาคุมกระทรวงการคลังตามโผที่ออกมา ก็คงไม่น่าเป็นห่วงนัก เพราะการทำงานในเชิงแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านๆมามักร่วมกันดูแลรับผิดชอบในลักษณะของ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ไม่เพียงแต่ตัวรัฐมนตรีคลังที่จะบริหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติไปตามลำพัง ยังมีบุคคลและคณะบุคคลผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องคอยเป็นคนคัดท้ายหรือต้นหนคอยดูทิศทางความเป็นไปต่างๆอย่างรัดกุม เพราะจะว่าไปแล้วเราเคยมีคนจบกฎหมายอย่าง ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย มานั่งบริหารกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลทักษิณอยู่ครั้งหนึ่ง มาคราวนี้มี “หมอ” มาดูคลังบ้างก็คงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าไรนัก เพราะเราเคยลองคนเด่นคนดัง คนมีชื่อเสียง มานั่งทำงานหลายต่อหลายครั้ง บางยุคบางสมัยคนเหล่านี้คือคนที่พาพวกเราไปเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟกันอยู่หลายปี จึงมั่นใจว่าลำพัง “ชื่อเสียงเกียรติคุณ” คงวัดอะไรได้ไม่เท่ากับฝีไม้ลายมือที่จะแสดงออกมาจริงๆตอนนั่งทำงานอย่างมืออาชีพ

คอลัมน์ ยิ่งเกายิ่งคัน จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2210 ประจำวัน ศุกร์ที่ 25 มกราคม 2008

นายหน้าค้าเผด็จการ

โดย กาหลิบ


ว่าจะเลิกคุยถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้วเชียวนา แต่พอข่าวออกว่าท่านผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่ากองทัพบกไม่ได้เสนอชื่อ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ มาดำรงตำแหน่งนี้ และขอไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ พลเอกสมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารบกอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเลือกใหม่ ก็เลยต้องเปลี่ยนความคิดที่จะนั่งเงียบ
เพราะเบื้องหลังเรื่องนี้มันแสบสันต์นัก ไม่รู้ไม่ได้
ชื่อของพลเอกประวิตรไม่ได้ลอยมาตามน้ำเหมือนผักตบชวาหรอกครับ เขานำใส่เรือหรูหราฝ่าทวนน้ำมาส่งมอบให้เลยทีเดียว
เพราะเป็นชื่อที่ลงตัวมากที่สุดสำหรับผู้ก่อการยึดอำนาจรัฐเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในความเป็นคนในเครื่องแบบที่รู้จักนักการเมือง นักเลง นักธุรกิจ และผู้ที่เป็นใหญ่เหนือนักทั้งหลายเหล่านี้
การเสนอชื่อพลเอกประวิตรจะโดยใครก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกแหวกแนว และถ้ามองในระยะยาวแล้ว อาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะอยู่ “ร่วมกัน” ระหว่างอำนาจเดิมกับอำนาจใหม่ที่เขาพยายามจะเรียกว่า “อำนาจเก่า” ได้

แต่นั่นคือประเด็นที่เราเคยพูดกันมาแล้วหลายครั้ง ประเด็นใหม่สำหรับวันนี้คือ ชื่อของพลเอกประวิตรเข้ามาอยู่ในลู่วิ่งนี้ได้อย่างไร? ใครเป็นผู้ประสานงานตั้งแต่ต้นจนบัดนี้? และทำเช่นนั้นไปเพื่อประโยชน์ของใคร? เรื่องนี้ต้องเล่ากันแบบใส่รหัส เพราะตัวละครมีมากมายหลายตัว ถ้าเอ่ยชื่อออกมาตรงๆ ก็เห็นจะแตกหักกันเสียก่อนที่จะเล่าจบ ทุกอย่างเริ่มต้นที่คนคนหนึ่งซึ่งเห็นใครในวงการเขาเรียกกันว่าเจ๊ จะเพราะอะไรก็ไม่รู้ได้ จู่ๆเจ๊ก็นัดหมายเข้าไปพบนายทหารใหญ่ นายทหารใหญ่คนที่กำลังเป็นตัวแปรสำคัญว่าบ้านเมืองจะคงความเป็นเผด็จการหรือจะเป็นประชาธิปไตยนั่นแหละครับ ไปถึงแล้วเสนอตัวว่า กองทัพอยากได้ใครเป็นผู้ประสานงานกับฝ่ายทหารในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ขอให้บอกตน หลังจากใช้ศิลปะกระซิกกระซี้อันเป็นความชำนาญเฉพาะบุคคลแล้ว นายทหารผู้นั้นก็ใจอ่อนยอมเอ่ยชื่อคนที่ตนคิดว่าน่าจะเหมาะสมขึ้นมา ชื่อนั้นคือพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อได้ชื่อแล้ว เธอผู้นั้นก็ประสานต่อไปยังบุคคลที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งก็ราวกับนำระเบิดลูกใหญ่ไปทิ้งให้ถอดสลัก เพราะทำให้หนักอกหนักใจเต็มที บุคคลผู้นั้นรู้ทันทีว่าพลเอกประวิตรเป็นตัวแทนของใครและของอะไร ระหว่างรอการตัดสินใจนั่นเอง เรื่องก็พลันเข้มข้นขึ้น เมื่อเธอก็เดินเรื่องต่อไปยังบุคคลที่แสนสำคัญอีกคนหนึ่ง ซึ่งเชื่อมต่อกับบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยอดยิ่งได้

แล้วรายงานอย่างภาคภูมิใจว่า บัดนี้เธอได้เดินเรื่องไปถึงขนาดนี้ให้แล้ว ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าบุคคลผู้นั้นจะพอใจอย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมานั้นกลับตาลปัตร เมื่อบุคคลสำคัญผู้นั้นรู้ข่าว ก็เรียกตัวนายทหารใหญ่ผู้นั้นมาพบในทันที จะพูดจาอย่างไรไม่มีใครรู้ได้ แต่นายทหารใหญ่กลับออกมาในกิริยาอาการของคนที่หงุดหงิดเต็มที เล่นงานใครต่อใครรอบตัววุ่นวายไปหมด แต่ที่สำคัญคือออกคำสั่งด้วยวาจาว่า ห้าม “เจ๊” คนนี้เข้ามาพบอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ไหนก็ตาม ชะรอยว่าสิ่งที่เธอได้ลงมือกระทำลงไป โดยจุดประสงค์ที่อ่านได้ชัดอย่างไม่ต้องแปลความก็คือ ต้องการจะสร้างบทบาทผู้ประสานงานอันเยี่ยมยอด เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอันยิ่งใหญ่ของตนเอง แต่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน เขากลับตรวจสอบกันและรู้เท่าทันหมด รู้ว่าเป็นการแอบอ้างบุคคลสำคัญผู้นั้นโดยแท้ แล้วสะพานก็ขาดผึงลงอย่างฉับพลัน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน คนที่อันตรายพอๆกับเผด็จการ ก็คือคนที่ชอบทำตัวเป็นนายหน้าให้เผด็จการแล้วมาแสร้งทำหน้าเป็นประชาธิปไตยนั่นแหละครับ.

คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2210 ประจำวัน ศุกร์ที่ 25 มกราคม 2008

'มีชัย'ฝากงาน'ยงยุทธ' สร้างรัฐสภาใหม่-ดันกม. [25 ม.ค. 51 - 17:32]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันนี้ (25 ม.ค.) ที่รัฐสภา นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯ ได้เข้าหารือกับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และนางสาวพจนีย์ ธนวรานิช รองประธาน สนช. เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการทำงานและแนวทางการทำงานของ สนช. ในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายมีชัย กล่าวว่า ขอให้นายยงยุทธช่วยดำเนินการเรื่องการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ณ คลังแสง จ.นนทบุรี ที่ใช้เวลามานานแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ โดยอยากให้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว ส่วนเรื่องแบบแปลนจะเป็นอย่างไรนั้น ให้พิจารณาตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังฝากให้ช่วยดูเรื่องกฎหมายที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอีกหลายฉบับ โดยเฉพาะฉบับใดที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลก็อยากให้ช่วยผลักดัน

ด้าน นายยงยุทธ กล่าวถึงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ว่า ยินดีและพร้อมที่จะสานงานต่อ แต่ส่วนตัวอยากให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะฝ่ายค้านเนื่องจากรัฐสภาเป็นของสมาชิกทุกคน ส่วนเรื่องของกฎหมายนั้น ก็พร้อมรับไว้พิจารณา อย่างไรก็ตาม การทำงานจะยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

‘มีชัย'ฟันธงกกต.มีมติสอบสวน‘ยงยุทธ์'ไม่กระทบตำแหน่ง

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าไม่มีความกังวล เพราะกฎหมายที่ สนช. ทำไว้จะถูกรือ เพราะกฎหมายนั้นสามารถแก้ไขได้อยู่แล้ว เพราะทางพรรคพลังประชาชนไม่สามารถตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำหน้าที่ของสนช.ได้ เนื่องจากสภาล่างนั้นไม่มีอำนาจในการตรวจสอบสภาสูง และอาจเกิดปัญหาได้หากสภาสูงลุกขึ้นมาตรวจสอบสภาล่างบ้างก้จะทำให้เกิดภาพในที่ไม่ดี อย่างไรก็ตามเห็นว่าทางพรรคพลังประชาชนคงไม่มีจุดมุ่งหมายในเรื่องดังกล่าว แต่คงศึกษาในเรื่องข้อกฎหมายมากกว่า ซึ่งกฎหมายที่นั้นก็สามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้

ทั้งนี้ นายมีชัย ยังเห็นว่าตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติสอบสวนการทุจริตเลือกตั้งของ นายยงยุทธ ต่อนั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสง่างามของการดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะ กกต. จะไม่มีการชี้มูลความผิด--จบ--


จาก hi-thaksin

‘พปช.'มั่นใจนโยบายที่หาเสียงเป็นจริงภายใน 6 เดือน

(25มค.) นายนิสิต สินธุไพร กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงงานนัดสังสรรค์ส.ส.อีสาน วานนี้(24 ม.ค.) ว่า เป็นการพบกันเพื่อแสดงความยินดีที่พรรคได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่กล่าวแสดงความยินดีที่สมาชิกพรรคได้รับเลือกเข้ามา ซึ่งส.ส.อีสานมีความเป็นปึกแผ่นกันมาก ไม่มีมุ้ง ถือเป็นมิติใหม่ ต่างจากที่ผ่านมา และไม่มีใครออกนอกลู่นอกทาง เพื่อต้องการแก้ปัญหาชาติ เพราะกว่าจะได้ชัยชนะทุกคนต้องเหนื่อยยาก ใช้ความอดทนสูง ยืนยันว่า ส.ส.อีสานไม่มีใครเรียกร้องตำแหน่ง เพราะต้องการให้พรรคสงบ เพื่อจะได้นำนโยบายที่หาเสียงไปปฏิบัติ เชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะทำเสร็จภายใน 6 เดือน และเมื่อนั้นประชาชนก็จะสนับสนุนพรรคพลังประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน หากนโยบายที่พูดไว้ทำเสร็จเร็ว ประชาชนก็ยิ่งรักพรรคมากขึ้น ส่งผลให้พรรคได้คะแนนนิยมในภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับภาคใต้ที่ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้เกิดภาวะภาคนิยมกับพรรคพลังประชาชนขึ้น ซึ่งต่อไปเงินจะไม่มีความหมายอะไรอีก

นายนิสิต กล่าวอีกว่า การจัดสรรโควตารมต.จะเห็นโฉมหน้าชัดหลังจากที่มีการเลือกนายกฯเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งส.ส.อีสานเชื่อมั่นในคณะผู้บริหารพรรคที่จะวางตัวบุคคลอย่างเหมาะสม จะสังเกตเห็นว่าบรรดาส.ส.อีสานจะอยู่กันอย่างเรียบร้อยไม่มีการเคลื่อนไหว เพราะต้องการให้พรรคเป็นสถาบันทางการเมือง เมื่อถามว่า นายเนวินเป็นหัวหน้ากลุ่มอีสานจริงหรือไม่ เพราะเห็นว่าส.ส.ส่วนใหญ่เรียกว่าหัวหน้า นายนิสิต กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะนายเนวินยังเรียกตนว่าลูกพี่เลย อย่างไรก็ตาม นายเนวินไม่ได้เกี่ยวข้องทางการเมืองแล้ว

นายนิสิต กล่าวด้วยว่า ในระยะนี้นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ได้โทรศัพท์มาหาตนเพื่อให้ช่วยประเมินทิศทางทางการเมืองเป็นระยะด้วย ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายนพดลถูกวางตัวให้เป็นรมว.ศึกษาธิการ ซึ่งหากชวนไปร่วมงานด้วยในฐานะรัฐมนตรีช่วยจะรับหรือไม่ นายนิสิต กล่าวว่า ตนพร้อม เพราะเคยผ่านการเป็นครูประชาบาลมาตลอดทั้งชีวิต นายนพดลถือเป็นครูอินเตอร์ ซึ่งก็มีความสมดุลกัน นอกจากนี้ตนเป็นส.ส.ที่ได้คะแนนสูงสุดในภาคอีสาน 140,261 คะแนน อีกทั้งยังเป็นประธานกลุ่มคนรักทักษิณ ที่นำอดีตส.ส.ขึ้นเวทีขับไล่เผด็จการที่ท้องสนามหลวงด้วย--จบ--


จาก hi-thaksin

'สุรพงษ์' ยื่นหนังสือร้องเลิกกฎอัยการศึกเชียงใหม่

ส.ส.เขต 1 เชียงใหม่ ยื่นหนังสือ ต่อ ประธานสภาฯร้องนายกฯยกเลิกกฎอัยการศึก ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่อ้างกระทบเทศกาลดอกไม้

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ขอให้ยุติกฎอัยการศึกในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยนายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ คณะมนตรีความมั่นคง แห่งชาติ (คมช.)ได้ประกาศยุติบทบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าการประกาศกฎอัยการศึกในหลายจังหวัด ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวยังดำรงอยู่ เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หากรอรัฐบาลใหม่ขึ้นมาประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกอาจเป็นการเสียเวลา โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ จะมีงานเทศกาลดอกไม้ช่วงต้นเดือน ก.พ.หากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเห็นว่า จ.เชียงใหม่ยังคงกฎอัยการศึกอยู่ ก็จะยกเลิกโปรแกรมการท่องเที่ยว ส่งผลให้สูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก


นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการประกาศกฎอัยการศึกอยู่ประมาณ 30 จังหวัด ตนขอให้ยกเลิก กฎอัยการศึก ในจังหวัดท่องเที่ยวเท่านั้น หากพื้นที่บางแห่งจำเป็นที่ต้องคงกฎไว้ เช่น พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหายาเสพติดก็ไม่จำเป็นต้องยกเลิก


‘สมัคร'เตรียมพร้อมนั่งเก้าอี้นายกฯ-ส่งทีมงานสำรวจห้อง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า หลังจากที่ทีมงานของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี รวมทั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เริ่มทยอยเก็บของแล้ว ได้มีทีมงานรักษาความปลอดภัยของ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เดินทางมาที่ทำเนียบฯ เพื่อดูสถานที่ทำงาน และเส้นทางเข้า-ออกตามจุดต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน มีรายงานแจ้งว่า ทีมงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้จัดพิมพ์หนังสือรวบรวมผลงาน 1 ปี 5 เดือน ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จำนวน 3,000 เล่ม โดยได้เตรียมที่จะนำมาแจกในวันอำลาตำแหน่ง ทั้งนี้ ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.สุรยุทธ์ มีกำหนดการที่จะไปอำลาข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 29 ม.ค.นี้ เวลา 10.00 น.--จบ--


จาก hi-thaksin

‘ยงยุทธ'นัดโหวตเลือกนายกฯ28ม.ค.

วันนี้ 25 ม.ค.51ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งให้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 23 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1(สมัยสามัญทั่วไป)ในวันจันทร์ที่ 28 มกราคม เวลา09.30 น. แจ้งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส.ส.ไปประชุมตามกำหนดวันและเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ มีระเบียบวาระการประชุม การรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดหม่อมแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

สำหรับนายกรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ต้องเป็น ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก
โดยขั้นตอนการเสนอชื่อ ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสมาชิกสภาฯซึ่งการรับรองจะใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนน ในการออกเสียงลงคะแนน การเสนอชื่อ หากมีการเสนอชื่อเพียงชื่อเดียว หรือหลายชื่อต้องมีการออกเสียงลงคะแนน และใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผย จะให้เลขาธิการสภาฯเรียกชื่อสมาชิกตามลำดับอักษรเป็นรายคน โดยให้สมาชิกขานว่า"เห็นชอบ"หรือ"ไม่เห็นชอบ"หรือ"งดออกเสียง"ซึ่งประธานตั้งกรรมการตรวจนับคะแนนจำนวน 6 คน

เมื่อตรวจนับคะแนนเสร็จแล้ว ประธานประกาศผลการออหกเสียงลงคะแนน โดยผลการลงคะแนน ผู้ได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนฯ ให้ถือว่าผู้นั้น เป็นผู้ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามในการเลือกนายกรัฐมนตรีในปี 2544 และ2548 ไม่มีการแสดงวิสัยทัศน์--จบ--


จาก hi-thaksin

'ยงยุทธ' เล็งหารือ 'มีชัย' ปูทางทำงานร่วมสนช. [25 ม.ค. 51 - 13:51]

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า วันนี้ (25 ม.ค.) ตั้งแต่เวลา 09.30 น. นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานทั้ง 2 คน คือ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ได้เข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสักการะศาลพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมืองและพระภูมิเจ้าที่

ทั้งนี้ นายยงยุทธ กล่าวว่า หลังจากนี้ จะทยอยเดินทางไปตรวจเยี่ยมและรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานในสังกัดรัฐสภาทั้ง 20 สำนัก โดยจะถอดตำแหน่งประธานและรองประธานสภาฯ ออก เพื่อให้เกิดบรรยากาศการทำงานร่วมกันและรับฟังความคิดเห็นในลักษณะของเพื่อนร่วมงาน โดยจะไม่พูดถึงความเป็นผู้บังคับบัญชา หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชา

เมื่อถามถึงแนวคิดการปรับลดจำนวนคณะกรรมาธิการประจำสภาฯ ประธานสภาฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของสภาฯ ที่ต้องปรึกษาหารือกันถึงความเหมาะสม อำนาจของประธานสภาฯ คงไม่ไปทำเช่นนั้น เรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป) ที่จะเป็นผู้พิจารณา

นายยงยุทธ กล่าวถึงกรณีที่วิปรัฐบาลเสนอให้เปิดเผยรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ไม่เข้าประชุมสภาฯ เพื่อป้องกันปัญหาสภาล่มว่า ข้อบังคับการประชุมสภาฯ ได้กำหนดให้เปิดเผยรายชื่อสมาชิกที่เข้าประชุมอยู่แล้วหากไม่ใช่การประชุมลับ ที่จะต้องติดรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมและสื่อมวลชนสามารถทราบได้อยู่แล้ว

สำหรับกำหนดการเข้าพบนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอคำปรึกษาในการทำงานนั้น ประธานสภาฯ กล่าวว่า นายมีชัยเป็นผู้อาวุโส อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้ามารับงานต่อเนื่องจากสภาฯ ชุดที่แล้ว หากมีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เป็นการรับฟังความคิดเห็นและเพื่อไม่ให้งานสะดุดคิดว่า จะไปหารือและคารวะนายมีชัย

“ในเรื่องการทำงานร่วมกับ สนช. นั้น คิดว่า การทำงานเป็นการรับช่วงต่อ โดยสิ่งใดที่เป็นเรื่องของกฎหมาย หรือประเด็นการเมืองที่ต้องเสนอต่อรัฐบาล คงจะปรึกษาหารือกับ สนช. เพื่อจัดลำดับความสำคัญขอบเขตการนำเสนอ โดยถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขอยืนยันว่า จะไม่มีการแทรกแซงการทำงานของสนช. อย่างแน่นอน” นายยงยุทธ กล่าว

‘สุรยุทธ์'เก็บของแล้ว!ลาทำเนียบรัฐบาล

(25มค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า สำหรับความเคลื่อนไหวพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ภายหลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาฯ คนใหม่ได้เรียกประชุมสภาฯ นัดแรกในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ปรากฎว่า ตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ให้คณะทำงานเริ่มทะยอยเก็บของใช้ส่วนตัวและเอกสารต่าง ๆ บนห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า กลับไปยังบ้านพักแล้วบางส่วน อีกทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่เก็บของและเอกสารต่าง ๆ ที่เหลือให้เสร็จเรียบร้อยภายในวันที่ 25 ม.ค.นี้ อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรียังคงมีภารกิจที่เป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เวลา 15.00 น. ในการเป็นประธานพิธีเปิดหอเกียรติยศนายกรัฐมนตรี ที่บ้านมนังคศิลา ซึ่งหอเกียรติยศดังกล่าวจะเป็นที่รวบรวมประวัติและผลงานของนายกรัฐมนตรีทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่รองนายกรัฐมนตรี และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้เริ่มทยอยให้เจ้าหน้าที่เก็บของใช้ส่วนตัวแล้วเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ของทำเนียบรัฐบาลยังเปิดเผยด้วยว่า ได้มีทีมงานของว่าที่รัฐมนตรีบางคน ได้โทรศัพท์มาสอบถามถึงสถานที่และห้องทำงานต่าง ๆ แล้วเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.45 น. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีสวนสนามเทิดพระเกียรติศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร พร้อมทั้งมอบรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2551 ที่โรงเรียนเตรียมทหาร อ.บ้านนา จ.นครนายก ซึ่งภารกิจดังกล่าวเสร็จสิ้นในเวลา 13.45 น. แต่นายกรัฐมนตรีก็ได้นัดออกรอบตีกอล์ฟที่สนามกอล์ฟ จปร.ต่อ ซึ่งคาดว่า พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม และนายทหารระดับสูงจะร่วมก๊วนกอล์ฟกับนายกรัฐมนตรีด้วย--จบ--


จาก hi-thaksin