WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 26, 2008

'รมว.กห.'แบบไหนถูกใจบิ๊กเหล่าทัพ

'ในช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสถาน การณ์บ้านเมืองเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่มีความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของทุกฝ่าย ทางกองทัพเองไม่ควรเข้าไปยุ่ง กับเรื่องของทางการเมือง และขณะเดียวกันการเมืองก็ไม่ควรเข้ามาแทรกแซงกองทัพเช่นกัน ดังนั้น คมช.จึงมีแนวคิด ที่ว่าผู้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ สมควรเป็นคนกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด และควรจะต้องเป็นทหาร เพราะทหารย่อมเข้าใจในทหาร ทั้งในเรื่องของบุคลากร และกิจการภายในกองทัพ นอกจากนี้ยังส่งผลให้บรรยากาศของการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายดีขึ้น'

คำแถลงของพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ถึงสเป๊กของรมว.กลาโหมคนใหม่ ของคมช.ที่ส่งผ่านไปถึงรัฐบาลพรรคพลังประชาชน หลังจากพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ในฐานะรักษาการประธานคมช. นั่งหัวโต๊ะประชุมคมช.นัดสั่งลา เมื่ออังคารที่ผ่านมา

โดยมีพล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม คนปัจจุบันร่วม แจมด้วย

เปิดสเป๊กท่ามกลางกระแสข่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะควบเก้าอี้รมว. กลาโหม อีกหนึ่งตำแหน่งนอกเหนือจากเก้าอี้ผู้นำประเทศ

ขณะเดียวกัน ภายในพรรคพลังประชาชนเองก็พยายามเสนอบุคคลอื่นเข้ามาประกบ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคและอดีตผบ.สส. หรือลองกระแสพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ทบ.และผบ.สส.ที่ไม่ได้สังกัดพรรคใด แต่นามสกุลมันฟ้อง และพล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีตรมว.มหาดไทยและอดีตผบ.ทอ.

แต่ทั้งหมดถือว่าไม่ผ่านการประเมินของฝ่ายกองทัพ

จึงเกิดความเคลื่อนไหวของบุคคลในกองทัพ แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงสเป๊กของบุคคล ที่จะมาคุมกระทรวงกลาโหม เพราะบทบาทนี้ ในอดีตส่วนใหญ่จะมาจากอดีตนายทหารระดับสูง มีเพียงนายชวน หลีกภัย นายกฯ ในขณะนั้นที่นั่งควบรมว.กลาโหม แต่ก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ จากคนในกองทัพเท่าไหร่นัก

สเป๊กที่คมช.เสนอ จึงถูกโฟกัสไปที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. ตท.6 ที่ได้รับการผลักดัน จากพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา และมีความสนิทสนม กับพล.อ.ประวิตร เมื่อครั้งรับราชการด้วยกันที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ (ทหารเสือราชินี) และกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.)

ประกอบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ยังอยู่ในตำแหน่งผบ.เหล่าทัพ และล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกคมช. ก็พร้อมสนับสนุน

แต่ล่าสุดมีชื่อพล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผบ.ทบ. และ อดีตผบ.สส. ตท.3 เข้ามาเป็นตัวเลือกที่สำคัญ

เพราะมีแรงสนับสนุนโดยตรงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมองว่าเป็นคนกลางและประสานงาน ระหว่างกองทัพและฝ่ายการเมืองได

เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ เกรงว่าหากนำคนที่กองทัพเสนอเข้ามา จะทำให้การเมืองอยู่ใต้อาณัติกองทัพ มากเกินไป

แต่ไม่ว่าพลังการต่อรองจะออกมาอย่างไร บรรดาผู้นำเหล่าทัพ ได้ให้มุมมองสเป๊กของผู้ที่เหมาะสม ต่อเก้าอี้รมว.กลาโหมคนใหม่ไว้ ดังนี้

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม มองว่า ผู้ที่จะขึ้นมานั่งตำแหน่งดังกล่าว ควรเป็นคนที่มีความรู้ ความเข้าใจงานด้านทหาร และต้องผ่านการเป็นทหารมา ต้องได้รับการยอมรับจากกำลังของในกองทัพ

'ที่สำคัญ ต้องทำให้ทหารอยู่ในกรอบของกองทัพได้ ไม่ใช่ว่าพลเรือนจะเข้ามาเป็นรมว.กลาโหมไม่ได้ แต่ความเหมาะสม และความเข้าใจทหารด้วยกัน จะสู้อดีตนายทหารไม่ได้ ผมไม่ได้เจาะลงว่าต้องเป็นใคร แต่เชื่อว่าคนจะมาคุมกองทัพได้จะต้องสื่อสารภาษาเดียวกัน ต้องเป็นทหาร ถึงจะเหมาะสมที่สุด'

นอกจากนี้ พล.อ.บุญรอด บอกด้วยว่า คุณสมบัติรมว.กลาโหม ต้องเป็นทหารเพราะสถานการณ์ขณะนี้ ี้อยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยน เป็นสถานการณ์ที่อ่อนไหวได้ง่าย ฉะนั้นคนที่จะมาดูแลกระทรวงกลาโหม ต้องเป็นคนที่ กองทัพมีความศรัทธา ซึ่งได้แก่ อดีตนายทหารระดับสูงของกองทัพ เพราะแต่ละคนที่ขึ้นมาในระดับสูงล้วน แต่ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการความสมานฉันท์ และต้องการให้ประเทศชาติ ิเดินไปด้วยดี

สถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์ละเอียดอ่อน ดังนั้น การจะทำให้เกิดสมานฉันท์ต้องฟังกัน

แต่หากจะถามว่าระหว่าง พล.อ.สมทัต กับ พล.อ.ประวิตร ใครเหมาะสมจะเป็นรมว.กลาโหม ในสถานการณ์เช่นนี้มากกว่า ส่วนตัวผมเห็นว่าเป็นได้ทั้งคู่ เพราะเป็นที่ยอมรับของกองทัพอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพบก

ขณะที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ระบุว่า ความละเอียดอ่อนระหว่างพลเรือน กับทหาร มีสิ่งแตกต่างให้เห็น ในฐานะที่ผมเป็นผู้นำสูงสุดในกองทัพเวลานี้ เห็นว่าคนที่จะก้าวเข้ามารับหน้าที่ รมว.กลาโหม ต้องมีบารมีพอและได้รับการยอมรับจากกองทัพ การที่เป็นทหารเข้ามาดูแล บังคับบัญชาทหารด้วยกันจะมีความเข้าใจได้ง่าย

ดังนั้น หากฝ่ายรัฐบาลถามไถ่ทางกองทัพมา ต้องเสนอแนะว่าควรตัดสินใจให้ถูก แต่เรื่องนี้อยู่ที่รัฐบาล ต้องมีความเข้าใจว่าควรจะทำอย่างไรที่เหมาะสม เพราะบางจุดละเอียดอ่อน บางจุดปกติอาจจะไม่ละเอียดอ่อน แต่เวลาเช่นนี้อาจจะต้องละเอียดอ่อน ซึ่งตำแหน่งรมว.กลาโหม น่าจะเป็นจุดที่ละเอียดอ่อนพอสมควรในเวลาเช่นนี้ รัฐบาลจะต้องคิดให้รอบคอบ

ส่วนที่มีการเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. เป็นรมว.กลาโหม ขึ้นอยู่ที่รัฐบาล จะต้องพิจารณา ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ก็เห็นว่าเหมาะสม เพราะเคยผ่านการเป็นผบ.ทบ. คนที่เป็นผบ.ทบ. ได้รับการคัดเลือกมาแล้วอย่างถูกต้องตามขั้นตอนต่างๆ และท่านเป็นคนที่มีความสามารถ มีศักยภาพ ระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้ง มีความ สร้างสรรค์ และมุ่งมั่นในการทำงาน

'เพราะหาก รมว.กลาโหม เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และเข้าใจจิตใจของทหาร จะทำให้การปฏิบัติภารกิจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะในห้วงนี้มีปัญหาหลายอย่างซับซ้อน และมีเรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งนั้น โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องได้ผู้ที่เข้ากับคุณสมบัติดังกล่าวได้มากที่สุด'

พล.อ.บุญสร้างมองว่า ความรู้เรื่องการทหาร เป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งที่กองทัพต้องการคนที่มีความรู้เป็นอย่างดี และเป็นที่นิยมชมชอบของคนในกองทัพ เข้าใจจิตใจของทหารเป็นอย่างดี เนื่องจากจะต้องปฏิบัติภารกิจในหลายมิติ ดังนั้น หากได้คนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวได้มากที่สุดกองทัพพร้อมให้การสนับสนุน เพราะทหารมีวินัย

ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เชื่อว่า ทางการเมืองคงทราบดีว่า สิ่งที่กองทัพอยากได้ สิ่งที่กองทัพต้องการเห็นความสมานฉันท์ ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาเป็นรมว.กลาโหม น่าจะเป็นทหาร ที่มาจากคนกลาง เพื่อการประสานระหว่างกองทัพกับรัฐบาลได้ คนนั้นต้องมีบารมีความเหมาะสมได้รับความน่าเชื่อถือ จากสถาบันทหารและมีความสามารถ

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. เชื่อมั่นว่า ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นห่วงกับสถานการณ์บ้านเมือง ดังนั้น การจัดตั้งรัฐบาลโดยเฉพาะรมว.กลาโหม ต้องยอมรับว่าการเมืองมีโอกาสแทรกแซงกองทัพ แต่กองทัพ จะต้องควบคุมกำลัง มีคุณธรรมและความยุติธรรม สามารถปกป้องกองทัพได้ สำหรับการพิจารณาผู้ที่จะมา เป็นรมว.กลาโหม จะต้องเป็นบุคคลที่เหมาะสม มีสติปัญญา มีความรู้ความสามารถควบคุมกองทัพได้อย่างสง่างาม ได้รับการยอมรับ และคุณธรรมในการปกครองกองทัพ

สุดท้าย พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. เผยว่า สเป๊กรมว.กลาโหม ในสายตาของผม ควรเป็นคนที่มี ความเข้าใจทหารอย่างแท้จริงและเป็นทหารเก่าได้ การทำงานจะง่ายขึ้น ไม่ว่าจะทำงานร่วมกับ รัฐบาล หรือสนับสนุนรัฐบาลก็จะง่ายและพูดกันรู้เรื่องขึ้น เราไม่ได้ปิดกั้นพลเรือนที่จะเข้ามานั่ง หากบุคคลที่เหมาะสม กับเนื้องาน เข้าใจกองทัพ ก็ควรจะต้องเป็นทหารเก่า

หากถามว่าระหว่าง พล.อ.สมทัต กับ พล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นอดีตผบ.ทบ.ทั้งคู่ ใครเหมาะสมกว่านั้น เรื่องทหารบกผมไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ดีทั้งนั้น ถ้าเป็นทหาร เพราะเราพูดกันรู้เรื่อง พูดคำหนึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจแล้วว่าคืออะไร ถ้าเผื่อว่าไม่ใช่ทหาร อาจจะต้องอธิบายกันนานหน่อย ว่าอาวุธเป็นอย่างไร มันเสียเวลา หรือบางครั้งอาจจะสื่อกันผิด


Friday, January 25, 2008

ผิดที่ใครกัน

โดย ดร.ทอง


ปัญหาความถดถอยในการแก้ปัญหาบ้านเมืองและเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ มีคนตั้งคำถามกับผมอยู่หลายคนว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะแต่ละท่านที่ตั้งคำถามก็มีคมความคิดในการให้เหตุผลประกอบมาด้วย อย่างเช่น จะโทษรัฐบาลปัจจุบันของพลเอกสุรยุทธ์ฯได้ไหม เพราะเป็นผู้บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้
ในขณะที่อีกท่านหนึ่งก็มองว่าเป็นผลจากการที่เราได้รัฐบาลใหม่ที่มีคนกล่าวหากันว่าเป็นนอมินีของรัฐบาลทักษิณ เลยทำให้ทั้งหุ้นทั้งเงินบาทและปัญหาอื่นๆที่ทับถมกันมานานยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
เมื่อเป็นดังนี้ผมเองจะเก็บงำความคิดเห็นส่วนตัวไว้ตามลำพังได้อย่างไร ทำให้ต้องใช้พื้นที่ตรงนี้แสดงทรรศนะที่จะผิดถูกแค่ไหนขอให้ท่านผู้อ่านตัดสินได้ตามที่ท่านเห็นควรเลยนะครับ

ปัญหาในขณะนี้คงยากจะ “ปัด” ให้พ้นตัวว่ามิได้เกิดจากผลการบริหารจัดการของรัฐบาลปัจจุบันที่คณะรัฐมนตรีก็ยังนั่งบริหารกันอยู่เกือบเต็ม ครม. ถึงแม้จะมีคนโยนกลองให้เป็นผลจากปัญหาหนี้เน่าหรือ “ซับไพรม์” ที่ลุกลามระบาดมาจากสหรัฐอเมริกาก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธว่าผลจากปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพในสหรัฐเป็นปัญหาหนึ่ง แต่ในขณะนี้ถ้ามองในด้านเศรษฐกิจมหภาค ก็ต้องบอกว่าแนวโน้มความถดถอยของเศรษฐกิจในสังคมไทยนั้นเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีกลาย และเป็นมาก่อนที่จะมีการพูดถึงปัญหาซับไพรม์เป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถใช้ปัญหาภายนอกมายกประโยชน์กับผลงาน “การบริหารจัดการที่ผิดพลาดหลายต่อหลายเรื่องจากคนหลายคน หลายหน่วยงานในรัฐบาลชุดนี้ได้” อย่างไรก็ตาม นับจากที่รัฐบาลชุดใหม่เข้าแก้ไขปัญหา ซึ่งคาดว่าเราน่าจะได้รัฐบาลใหม่ภายในสิ้นเดือนนี้ เราต้องมานับหนึ่งกันดูถึงผลงานของรัฐบาลชุดใหม่ ที่คงไม่มีเวลาปล่อยให้มีการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ทอดเวลาการทำงานให้ยืดยาวโดยไม่จำเป็น

หากเราได้ “หมอเลี้ยบ” หรือนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มาคุมกระทรวงการคลังตามโผที่ออกมา ก็คงไม่น่าเป็นห่วงนัก เพราะการทำงานในเชิงแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านๆมามักร่วมกันดูแลรับผิดชอบในลักษณะของ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ไม่เพียงแต่ตัวรัฐมนตรีคลังที่จะบริหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติไปตามลำพัง ยังมีบุคคลและคณะบุคคลผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องคอยเป็นคนคัดท้ายหรือต้นหนคอยดูทิศทางความเป็นไปต่างๆอย่างรัดกุม เพราะจะว่าไปแล้วเราเคยมีคนจบกฎหมายอย่าง ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย มานั่งบริหารกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลทักษิณอยู่ครั้งหนึ่ง มาคราวนี้มี “หมอ” มาดูคลังบ้างก็คงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าไรนัก เพราะเราเคยลองคนเด่นคนดัง คนมีชื่อเสียง มานั่งทำงานหลายต่อหลายครั้ง บางยุคบางสมัยคนเหล่านี้คือคนที่พาพวกเราไปเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟกันอยู่หลายปี จึงมั่นใจว่าลำพัง “ชื่อเสียงเกียรติคุณ” คงวัดอะไรได้ไม่เท่ากับฝีไม้ลายมือที่จะแสดงออกมาจริงๆตอนนั่งทำงานอย่างมืออาชีพ

คอลัมน์ ยิ่งเกายิ่งคัน จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2210 ประจำวัน ศุกร์ที่ 25 มกราคม 2008

นายหน้าค้าเผด็จการ

โดย กาหลิบ


ว่าจะเลิกคุยถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้วเชียวนา แต่พอข่าวออกว่าท่านผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่ากองทัพบกไม่ได้เสนอชื่อ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ มาดำรงตำแหน่งนี้ และขอไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ พลเอกสมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารบกอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเลือกใหม่ ก็เลยต้องเปลี่ยนความคิดที่จะนั่งเงียบ
เพราะเบื้องหลังเรื่องนี้มันแสบสันต์นัก ไม่รู้ไม่ได้
ชื่อของพลเอกประวิตรไม่ได้ลอยมาตามน้ำเหมือนผักตบชวาหรอกครับ เขานำใส่เรือหรูหราฝ่าทวนน้ำมาส่งมอบให้เลยทีเดียว
เพราะเป็นชื่อที่ลงตัวมากที่สุดสำหรับผู้ก่อการยึดอำนาจรัฐเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในความเป็นคนในเครื่องแบบที่รู้จักนักการเมือง นักเลง นักธุรกิจ และผู้ที่เป็นใหญ่เหนือนักทั้งหลายเหล่านี้
การเสนอชื่อพลเอกประวิตรจะโดยใครก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกแหวกแนว และถ้ามองในระยะยาวแล้ว อาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะอยู่ “ร่วมกัน” ระหว่างอำนาจเดิมกับอำนาจใหม่ที่เขาพยายามจะเรียกว่า “อำนาจเก่า” ได้

แต่นั่นคือประเด็นที่เราเคยพูดกันมาแล้วหลายครั้ง ประเด็นใหม่สำหรับวันนี้คือ ชื่อของพลเอกประวิตรเข้ามาอยู่ในลู่วิ่งนี้ได้อย่างไร? ใครเป็นผู้ประสานงานตั้งแต่ต้นจนบัดนี้? และทำเช่นนั้นไปเพื่อประโยชน์ของใคร? เรื่องนี้ต้องเล่ากันแบบใส่รหัส เพราะตัวละครมีมากมายหลายตัว ถ้าเอ่ยชื่อออกมาตรงๆ ก็เห็นจะแตกหักกันเสียก่อนที่จะเล่าจบ ทุกอย่างเริ่มต้นที่คนคนหนึ่งซึ่งเห็นใครในวงการเขาเรียกกันว่าเจ๊ จะเพราะอะไรก็ไม่รู้ได้ จู่ๆเจ๊ก็นัดหมายเข้าไปพบนายทหารใหญ่ นายทหารใหญ่คนที่กำลังเป็นตัวแปรสำคัญว่าบ้านเมืองจะคงความเป็นเผด็จการหรือจะเป็นประชาธิปไตยนั่นแหละครับ ไปถึงแล้วเสนอตัวว่า กองทัพอยากได้ใครเป็นผู้ประสานงานกับฝ่ายทหารในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ขอให้บอกตน หลังจากใช้ศิลปะกระซิกกระซี้อันเป็นความชำนาญเฉพาะบุคคลแล้ว นายทหารผู้นั้นก็ใจอ่อนยอมเอ่ยชื่อคนที่ตนคิดว่าน่าจะเหมาะสมขึ้นมา ชื่อนั้นคือพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อได้ชื่อแล้ว เธอผู้นั้นก็ประสานต่อไปยังบุคคลที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งก็ราวกับนำระเบิดลูกใหญ่ไปทิ้งให้ถอดสลัก เพราะทำให้หนักอกหนักใจเต็มที บุคคลผู้นั้นรู้ทันทีว่าพลเอกประวิตรเป็นตัวแทนของใครและของอะไร ระหว่างรอการตัดสินใจนั่นเอง เรื่องก็พลันเข้มข้นขึ้น เมื่อเธอก็เดินเรื่องต่อไปยังบุคคลที่แสนสำคัญอีกคนหนึ่ง ซึ่งเชื่อมต่อกับบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยอดยิ่งได้

แล้วรายงานอย่างภาคภูมิใจว่า บัดนี้เธอได้เดินเรื่องไปถึงขนาดนี้ให้แล้ว ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าบุคคลผู้นั้นจะพอใจอย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมานั้นกลับตาลปัตร เมื่อบุคคลสำคัญผู้นั้นรู้ข่าว ก็เรียกตัวนายทหารใหญ่ผู้นั้นมาพบในทันที จะพูดจาอย่างไรไม่มีใครรู้ได้ แต่นายทหารใหญ่กลับออกมาในกิริยาอาการของคนที่หงุดหงิดเต็มที เล่นงานใครต่อใครรอบตัววุ่นวายไปหมด แต่ที่สำคัญคือออกคำสั่งด้วยวาจาว่า ห้าม “เจ๊” คนนี้เข้ามาพบอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ไหนก็ตาม ชะรอยว่าสิ่งที่เธอได้ลงมือกระทำลงไป โดยจุดประสงค์ที่อ่านได้ชัดอย่างไม่ต้องแปลความก็คือ ต้องการจะสร้างบทบาทผู้ประสานงานอันเยี่ยมยอด เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอันยิ่งใหญ่ของตนเอง แต่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน เขากลับตรวจสอบกันและรู้เท่าทันหมด รู้ว่าเป็นการแอบอ้างบุคคลสำคัญผู้นั้นโดยแท้ แล้วสะพานก็ขาดผึงลงอย่างฉับพลัน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน คนที่อันตรายพอๆกับเผด็จการ ก็คือคนที่ชอบทำตัวเป็นนายหน้าให้เผด็จการแล้วมาแสร้งทำหน้าเป็นประชาธิปไตยนั่นแหละครับ.

คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2210 ประจำวัน ศุกร์ที่ 25 มกราคม 2008

'มีชัย'ฝากงาน'ยงยุทธ' สร้างรัฐสภาใหม่-ดันกม. [25 ม.ค. 51 - 17:32]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันนี้ (25 ม.ค.) ที่รัฐสภา นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯ ได้เข้าหารือกับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และนางสาวพจนีย์ ธนวรานิช รองประธาน สนช. เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการทำงานและแนวทางการทำงานของ สนช. ในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายมีชัย กล่าวว่า ขอให้นายยงยุทธช่วยดำเนินการเรื่องการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ณ คลังแสง จ.นนทบุรี ที่ใช้เวลามานานแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ โดยอยากให้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว ส่วนเรื่องแบบแปลนจะเป็นอย่างไรนั้น ให้พิจารณาตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังฝากให้ช่วยดูเรื่องกฎหมายที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอีกหลายฉบับ โดยเฉพาะฉบับใดที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลก็อยากให้ช่วยผลักดัน

ด้าน นายยงยุทธ กล่าวถึงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ว่า ยินดีและพร้อมที่จะสานงานต่อ แต่ส่วนตัวอยากให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะฝ่ายค้านเนื่องจากรัฐสภาเป็นของสมาชิกทุกคน ส่วนเรื่องของกฎหมายนั้น ก็พร้อมรับไว้พิจารณา อย่างไรก็ตาม การทำงานจะยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

‘มีชัย'ฟันธงกกต.มีมติสอบสวน‘ยงยุทธ์'ไม่กระทบตำแหน่ง

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าไม่มีความกังวล เพราะกฎหมายที่ สนช. ทำไว้จะถูกรือ เพราะกฎหมายนั้นสามารถแก้ไขได้อยู่แล้ว เพราะทางพรรคพลังประชาชนไม่สามารถตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำหน้าที่ของสนช.ได้ เนื่องจากสภาล่างนั้นไม่มีอำนาจในการตรวจสอบสภาสูง และอาจเกิดปัญหาได้หากสภาสูงลุกขึ้นมาตรวจสอบสภาล่างบ้างก้จะทำให้เกิดภาพในที่ไม่ดี อย่างไรก็ตามเห็นว่าทางพรรคพลังประชาชนคงไม่มีจุดมุ่งหมายในเรื่องดังกล่าว แต่คงศึกษาในเรื่องข้อกฎหมายมากกว่า ซึ่งกฎหมายที่นั้นก็สามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้

ทั้งนี้ นายมีชัย ยังเห็นว่าตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติสอบสวนการทุจริตเลือกตั้งของ นายยงยุทธ ต่อนั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสง่างามของการดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะ กกต. จะไม่มีการชี้มูลความผิด--จบ--


จาก hi-thaksin

‘พปช.'มั่นใจนโยบายที่หาเสียงเป็นจริงภายใน 6 เดือน

(25มค.) นายนิสิต สินธุไพร กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงงานนัดสังสรรค์ส.ส.อีสาน วานนี้(24 ม.ค.) ว่า เป็นการพบกันเพื่อแสดงความยินดีที่พรรคได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่กล่าวแสดงความยินดีที่สมาชิกพรรคได้รับเลือกเข้ามา ซึ่งส.ส.อีสานมีความเป็นปึกแผ่นกันมาก ไม่มีมุ้ง ถือเป็นมิติใหม่ ต่างจากที่ผ่านมา และไม่มีใครออกนอกลู่นอกทาง เพื่อต้องการแก้ปัญหาชาติ เพราะกว่าจะได้ชัยชนะทุกคนต้องเหนื่อยยาก ใช้ความอดทนสูง ยืนยันว่า ส.ส.อีสานไม่มีใครเรียกร้องตำแหน่ง เพราะต้องการให้พรรคสงบ เพื่อจะได้นำนโยบายที่หาเสียงไปปฏิบัติ เชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะทำเสร็จภายใน 6 เดือน และเมื่อนั้นประชาชนก็จะสนับสนุนพรรคพลังประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน หากนโยบายที่พูดไว้ทำเสร็จเร็ว ประชาชนก็ยิ่งรักพรรคมากขึ้น ส่งผลให้พรรคได้คะแนนนิยมในภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับภาคใต้ที่ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้เกิดภาวะภาคนิยมกับพรรคพลังประชาชนขึ้น ซึ่งต่อไปเงินจะไม่มีความหมายอะไรอีก

นายนิสิต กล่าวอีกว่า การจัดสรรโควตารมต.จะเห็นโฉมหน้าชัดหลังจากที่มีการเลือกนายกฯเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งส.ส.อีสานเชื่อมั่นในคณะผู้บริหารพรรคที่จะวางตัวบุคคลอย่างเหมาะสม จะสังเกตเห็นว่าบรรดาส.ส.อีสานจะอยู่กันอย่างเรียบร้อยไม่มีการเคลื่อนไหว เพราะต้องการให้พรรคเป็นสถาบันทางการเมือง เมื่อถามว่า นายเนวินเป็นหัวหน้ากลุ่มอีสานจริงหรือไม่ เพราะเห็นว่าส.ส.ส่วนใหญ่เรียกว่าหัวหน้า นายนิสิต กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะนายเนวินยังเรียกตนว่าลูกพี่เลย อย่างไรก็ตาม นายเนวินไม่ได้เกี่ยวข้องทางการเมืองแล้ว

นายนิสิต กล่าวด้วยว่า ในระยะนี้นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ได้โทรศัพท์มาหาตนเพื่อให้ช่วยประเมินทิศทางทางการเมืองเป็นระยะด้วย ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายนพดลถูกวางตัวให้เป็นรมว.ศึกษาธิการ ซึ่งหากชวนไปร่วมงานด้วยในฐานะรัฐมนตรีช่วยจะรับหรือไม่ นายนิสิต กล่าวว่า ตนพร้อม เพราะเคยผ่านการเป็นครูประชาบาลมาตลอดทั้งชีวิต นายนพดลถือเป็นครูอินเตอร์ ซึ่งก็มีความสมดุลกัน นอกจากนี้ตนเป็นส.ส.ที่ได้คะแนนสูงสุดในภาคอีสาน 140,261 คะแนน อีกทั้งยังเป็นประธานกลุ่มคนรักทักษิณ ที่นำอดีตส.ส.ขึ้นเวทีขับไล่เผด็จการที่ท้องสนามหลวงด้วย--จบ--


จาก hi-thaksin

'สุรพงษ์' ยื่นหนังสือร้องเลิกกฎอัยการศึกเชียงใหม่

ส.ส.เขต 1 เชียงใหม่ ยื่นหนังสือ ต่อ ประธานสภาฯร้องนายกฯยกเลิกกฎอัยการศึก ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่อ้างกระทบเทศกาลดอกไม้

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ขอให้ยุติกฎอัยการศึกในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยนายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ คณะมนตรีความมั่นคง แห่งชาติ (คมช.)ได้ประกาศยุติบทบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าการประกาศกฎอัยการศึกในหลายจังหวัด ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวยังดำรงอยู่ เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หากรอรัฐบาลใหม่ขึ้นมาประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกอาจเป็นการเสียเวลา โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ จะมีงานเทศกาลดอกไม้ช่วงต้นเดือน ก.พ.หากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเห็นว่า จ.เชียงใหม่ยังคงกฎอัยการศึกอยู่ ก็จะยกเลิกโปรแกรมการท่องเที่ยว ส่งผลให้สูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก


นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการประกาศกฎอัยการศึกอยู่ประมาณ 30 จังหวัด ตนขอให้ยกเลิก กฎอัยการศึก ในจังหวัดท่องเที่ยวเท่านั้น หากพื้นที่บางแห่งจำเป็นที่ต้องคงกฎไว้ เช่น พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหายาเสพติดก็ไม่จำเป็นต้องยกเลิก


‘สมัคร'เตรียมพร้อมนั่งเก้าอี้นายกฯ-ส่งทีมงานสำรวจห้อง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า หลังจากที่ทีมงานของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี รวมทั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เริ่มทยอยเก็บของแล้ว ได้มีทีมงานรักษาความปลอดภัยของ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เดินทางมาที่ทำเนียบฯ เพื่อดูสถานที่ทำงาน และเส้นทางเข้า-ออกตามจุดต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน มีรายงานแจ้งว่า ทีมงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้จัดพิมพ์หนังสือรวบรวมผลงาน 1 ปี 5 เดือน ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี จำนวน 3,000 เล่ม โดยได้เตรียมที่จะนำมาแจกในวันอำลาตำแหน่ง ทั้งนี้ ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.สุรยุทธ์ มีกำหนดการที่จะไปอำลาข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 29 ม.ค.นี้ เวลา 10.00 น.--จบ--


จาก hi-thaksin

‘ยงยุทธ'นัดโหวตเลือกนายกฯ28ม.ค.

วันนี้ 25 ม.ค.51ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งให้นัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 23 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1(สมัยสามัญทั่วไป)ในวันจันทร์ที่ 28 มกราคม เวลา09.30 น. แจ้งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส.ส.ไปประชุมตามกำหนดวันและเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ มีระเบียบวาระการประชุม การรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดหม่อมแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

สำหรับนายกรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ต้องเป็น ส.ส. สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก
โดยขั้นตอนการเสนอชื่อ ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสมาชิกสภาฯซึ่งการรับรองจะใช้เครื่องออกเสียงลงคะแนน ในการออกเสียงลงคะแนน การเสนอชื่อ หากมีการเสนอชื่อเพียงชื่อเดียว หรือหลายชื่อต้องมีการออกเสียงลงคะแนน และใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผย จะให้เลขาธิการสภาฯเรียกชื่อสมาชิกตามลำดับอักษรเป็นรายคน โดยให้สมาชิกขานว่า"เห็นชอบ"หรือ"ไม่เห็นชอบ"หรือ"งดออกเสียง"ซึ่งประธานตั้งกรรมการตรวจนับคะแนนจำนวน 6 คน

เมื่อตรวจนับคะแนนเสร็จแล้ว ประธานประกาศผลการออหกเสียงลงคะแนน โดยผลการลงคะแนน ผู้ได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนฯ ให้ถือว่าผู้นั้น เป็นผู้ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามในการเลือกนายกรัฐมนตรีในปี 2544 และ2548 ไม่มีการแสดงวิสัยทัศน์--จบ--


จาก hi-thaksin

'ยงยุทธ' เล็งหารือ 'มีชัย' ปูทางทำงานร่วมสนช. [25 ม.ค. 51 - 13:51]

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า วันนี้ (25 ม.ค.) ตั้งแต่เวลา 09.30 น. นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานทั้ง 2 คน คือ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ได้เข้าถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสักการะศาลพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมืองและพระภูมิเจ้าที่

ทั้งนี้ นายยงยุทธ กล่าวว่า หลังจากนี้ จะทยอยเดินทางไปตรวจเยี่ยมและรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานในสังกัดรัฐสภาทั้ง 20 สำนัก โดยจะถอดตำแหน่งประธานและรองประธานสภาฯ ออก เพื่อให้เกิดบรรยากาศการทำงานร่วมกันและรับฟังความคิดเห็นในลักษณะของเพื่อนร่วมงาน โดยจะไม่พูดถึงความเป็นผู้บังคับบัญชา หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชา

เมื่อถามถึงแนวคิดการปรับลดจำนวนคณะกรรมาธิการประจำสภาฯ ประธานสภาฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของสภาฯ ที่ต้องปรึกษาหารือกันถึงความเหมาะสม อำนาจของประธานสภาฯ คงไม่ไปทำเช่นนั้น เรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป) ที่จะเป็นผู้พิจารณา

นายยงยุทธ กล่าวถึงกรณีที่วิปรัฐบาลเสนอให้เปิดเผยรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ไม่เข้าประชุมสภาฯ เพื่อป้องกันปัญหาสภาล่มว่า ข้อบังคับการประชุมสภาฯ ได้กำหนดให้เปิดเผยรายชื่อสมาชิกที่เข้าประชุมอยู่แล้วหากไม่ใช่การประชุมลับ ที่จะต้องติดรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมและสื่อมวลชนสามารถทราบได้อยู่แล้ว

สำหรับกำหนดการเข้าพบนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอคำปรึกษาในการทำงานนั้น ประธานสภาฯ กล่าวว่า นายมีชัยเป็นผู้อาวุโส อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้ามารับงานต่อเนื่องจากสภาฯ ชุดที่แล้ว หากมีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เป็นการรับฟังความคิดเห็นและเพื่อไม่ให้งานสะดุดคิดว่า จะไปหารือและคารวะนายมีชัย

“ในเรื่องการทำงานร่วมกับ สนช. นั้น คิดว่า การทำงานเป็นการรับช่วงต่อ โดยสิ่งใดที่เป็นเรื่องของกฎหมาย หรือประเด็นการเมืองที่ต้องเสนอต่อรัฐบาล คงจะปรึกษาหารือกับ สนช. เพื่อจัดลำดับความสำคัญขอบเขตการนำเสนอ โดยถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขอยืนยันว่า จะไม่มีการแทรกแซงการทำงานของสนช. อย่างแน่นอน” นายยงยุทธ กล่าว