WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 26, 2008

คตส.เตรียมดึงสภาทนายความร่วมทีมสอบคดีหวยบนดิน

คตส. 25 ม.ค. - โฆษก คตส. เผย คตส. และอัยการสูงสุด ยังเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับสำนวนคดีหวยบนดิน นัดประชุมอีกรอบ 1 ก.พ.นี้ เตรียมดึงสภาทนายความร่วมทีม ระบุถ้ายังเห็นไม่ตรงกันอีก คตส.สามารถฟ้องร้องได้เอง

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลงภายหลังการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างตัวแทนอัยการสูงสุด (อสส.) และ คตส. เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์พอของสำนวนการดำเนินคดีการออกสลากพิเศษ 2-3 ตัว หรือหวยบนดิน หลังจากใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง ว่า ที่ประชุมคณะทำงานของอัยการสูงสุดยืนยันข้อเท็จจริงตามหนังสือที่ได้แจ้งสำนวนไม่สมบูรณ์ทั้ง 5 ประเด็นเกี่ยวกับสำนวนการดำเนินคดี ขณะที่ตัวแทนของ คตส. เห็นว่าสำนวนของ คตส.ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องดำเนินการสอบสวนพยานหรือรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก ดังนั้น ที่ประชุมทั้ง 2 ฝ่าย จึงมีความเห็นไม่ตรงกันทั้ง 5 ประเด็น โดยจะนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 1 ก.พ. 2551 เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาว่าจะมีทางออกอย่างไรบ้าง

“ทางออกเรื่องนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาตรา 10 ระบุว่า เมื่อ คตส.ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดสั่งฟ้องคดี แต่อัยการสูงสุดเห็นว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์ ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงภายใน 14 วัน แต่หากอัยการสูงสุดยังยืนยันที่จะไม่ดำเนินการ หากครบกำหนดภายใน 30 วัน ตามมาตรา 11 วรรค 2 ของกฎหมายดังกล่าว คตส.สามารถดำเนินการแต่งตั้งทีมทนาย หรือดำเนินการฟ้องร้องเองภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง คตส.ได้มีมติตั้งคณะทำงานร่วม” โฆษก คตส. กล่าว

เมื่อถามว่า ตัวแทนอัยการสูงสุดได้ให้เหตุผลหรือไม่ถึงการยืนยันทั้ง 5 ประเด็น นายสัก กล่าวว่า ที่ประชุมต้องมีการหารือในครั้งต่อไป และต้องดูว่าการประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันหรือไม่ ถ้าหากเห็นตรงกันก็หาทางออกได้ แต่หากมีความเห็นไม่ตรงกันอีก คตส.สามารถดำเนินการของ คตส.เอง ซึ่งจะต้องมีการมาคุยกันอีกครั้ง

นายสัก กล่าวด้วยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. ได้ส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ขอความร่วมมือไปยังสภาทนายความ เพื่อส่งทีมทนายเข้ามาพิจารณาสำนวนร่วมกับ คตส. โดยล่าสุดสภาทนายความได้ส่งทนายความอาวุโส จำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1. นายสิทธิโชค ศรีเจริญ ประธานคณะกรรมการมารยาทสภาทนายความ 2. นายบำรุง ตันจิตติวัฒน์ อดีตอุปนายกสภาทนายความ 3. นายสุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล อุปนายกสภาทนายความ 4. นายสมชาย หอมละออ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสภาทนายความ และ 5. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตอุปนายกสภาทนายความ โดยนายนามได้มีการลงนามออกคำสั่งแต่งตั้งตัวแทนจากสภาทนายความทั้ง 5 คน เป็นอนุกรรมการตรวจสอบสำนวนในคดีนี้แล้ว โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมีการประชุมครั้งแรกในวันที่ 28 ม.ค.นี้

“คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงหลักฐานว่า สำนวนดังกล่าวมีพยานหลักฐานถูกต้องเพียงพอที่จะสั่งฟ้องต่อหรือไม่ เพราะทั้ง 5 คน เป็นทนายความที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และสามารถดำเนินการให้ทันภายในระยะเวลา 14 วัน” นายสัก กล่าว

เมื่อถามว่า ทั้ง 5 คนนี้จะต้องเป็นทีมทนายความฟ้องร้องให้กับ คตส.ด้วยหรือไม่ นายสัก กล่าวว่า ต้องรอการประชุมร่วม คตส. กับอัยการสูงสุด วันที่ 1 ก.พ.นี้ก่อน หากทั้ง 2 ฝ่าย ยังยืนยันเหมือนเดิม คตส.จำเป็นต้องใช้ช่องทางออกตามกฎหมาย เพื่อดำเนินคดีความให้เสร็จสิ้น ส่วนเรื่องงบประมาณไม่น่าจะมีปัญหา เพราะตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ได้กำหนดให้รัฐบาลเป็นผู้จัดสรรสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินคดี ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าจะมีข้อจำกัด ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาสภาทนายความดำเนินการฟ้องร้องก็ไม่ได้เรียกร้องเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งหากไม่มีงบประมาณจริง ๆ ก็จะต้องมีการเปิดให้มีการบริจาค

ด้านนายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการ คตส. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีหวยบนดิน กล่าวว่า ยืนยันว่าสำนวน คตส.แน่นหนาพอแล้ว และการที่ คตส.ให้สภาทนายความส่งทนายความเข้ามาร่วมพิจารณาตรวจสอบสำนวน เนื่องจากต้องการให้กระบวนการยุติธรรมในส่วนของภาคเอกชนร่วมพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น และหากอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่ตรงกับ คตส.อีก คตส.ก็มีอำนาจดำเนินการฟ้องตามช่องทางกฎหมายได้ ทั้งนี้ ต้องหารือในที่ประชุม คตส. วันที่ 28 ม.ค.นี้ ว่าจะมีความเห็นอย่างไร

นายอุดม กล่าวอีกว่า การแต่งตั้งคณะทำงานจากสภาทนายความทั้ง 5 คน เป็นไปตามระเบียบของ คตส. ข้อ 10 ที่ให้อำนาจ คตส.แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาสำนวนอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การตั้งคณะทำงานขึ้นมานี้ ไม่ได้มีปัญหากับทางอัยการสูงสุด แต่ในเมื่อความเห็นทางกฎหมายในสำนวนไม่ตรงกัน คตส.จำเป็นต้องหาข้อยุติ ซึ่งตามกฎหมายเปิดโอกาสให้ คตส.ได้แต่งตั้งทีมทนายความฟ้องร้องเองได้. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-25 19:17:50

The Economist: ไปเสียได้ก็ดี

Jan 24th 2008
From The Economist print edition
แปลโดย Thai Report Blog

หลังจากการเลือกตั้งของประเทศไทยเสร็จสิ้นลงแล้ว บรรดานายพลก็ควรจะออกไปเสียที

บรรดาทหารซื่อบื้อที่ขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตรเมื่อปี พ.ศ. 2549 ดูเหมือนจะทำอะไรเข้าท่าสักที สัปดาห์นี้เราได้เห็นการฟื้นฟูรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเมื่อเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยดูจะย้อนกลับไปในสมัยประชาธิปไตยหลายพรรคเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นอีก นี่เป็นข่าวดีสำหรับคนไทย 65 ล้านกว่าคน และจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกกว่าครึ่งพันล้านคนและชาวจีนมากกว่าพันล้านคน อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกว่าพวกนายทหารทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ เหตุผลในการรัฐประหารยังคงเป็นเรื่องไร้เหตุผล

คณะเผด็จการทหารพยายามอย่างที่สุดเพื่อจะป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่เป็นอันตรายซึ่งตอนนี้ดูจะเป็นไปได้จริง? เขาสั่งตัดสิทธิ์ทางการเมืองของทักษิณและสมาชิกพรรค 100 กว่าคนเป็นเวลา 5 ปี พรรคไทยรักไทยถูกยุบแต่พวกเขาก็รวมตัวกันใหม่ในชื่อพรรคพลังประชาชน (พปช.) พวกเขาสร้างความกังวลใจกับบรรดานายทหารเป็นอย่างมากที่พวกเขาได้รับเสียงมากกว่าพรรคอื่นๆอย่างทิ้งขาดและเกือบจะได้ที่นั่งเกินครึ่งของสภา ประชาชนไทยโดยเฉพาะคนชนบทที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายการพัฒนาของทักษิณเสียงดังกว่า พวกเขาส่งเสียงไปยังพวกทหารรอยัลลิสต์ในกรุงเทพฯว่าพวกเขายังคงต้องการทักษิณหรือคนที่คิดแบบทักษิณ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนอารมณ์ร้อนอดีตฝ่ายขวา ยอมรับอย่างร่าเริงว่าเขาเป็น”ตัวแทน”ของทักษิณ และบอกในสัปดาห์นี้ว่าเขาพร้อมจะเป็นนายกฯและพร้อมจะนำพรรคทั้ง 6 พรรคแล้ว

การใช้หลักกฏหมายอย่างแบบเฉโก ได้สร้างความกังลวให้พปช. พรรคที่ประชาชนเทคะแนนให้ คณะกรรมการเลือกตั้งตั้งข้อสงสัยการทุจริตในการเลือกตั้งมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของพรรค พปช. ศาลฎีการับคำร้องที่อาจทำให้ชัยชนะของพรรค พปช.ต้องเป็นโมฆะ ไม่ว่าองค์กรเหล่านี้จะถูกกดดันหรือไม่ ท้ายที่สุดพวกเขาก็ทำในสิ่งที่ถูก ไม่มีผู้สมัครโดนใบแดงหรือใบเหลืองมากพอที่จะทำให้พรรคพลังประชาชนไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าพรรคพลังประชาชนยังมีคดีความอยู่อีกหลายคดี แต่การที่ศาลฎีกายกคำร้องกรณียุบพรรค พปช. ไป ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ประชาธิปไตยของไทยจะได้เดินหน้าอีกครั้ง

รัฐบาลใหม่ควรจะมีเสียงข้างมากในระดับที่ทำงานได้ แต่ไม่ควรจะเหมือนยุคคุณทักษิณที่ดูจะมากเกินควร พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านทำได้ดีกว่าเดิมในการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น เราคงได้เห็นการประชันฝีปากที่เข้มข้นขึ้นในรัฐบาลชุดใหม่ กกต.ได้แสดงความกระตือรือร้นในการกำจัดการซื้อเสียงให้เห็นแล้ว โดยภาพรวมแล้ว ประชาธิปไตยของไทยได้ผ่านจากความยุ่งยากมาสู่การมีภาพรวมที่ดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวายต่างๆก็ยังไม่จบเสียทีเดียว การเมืองของไทยมีแนวโน้มจะเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธเคือง การกล่าวหา และการใช้ถ้อยคำรุนแรง นายสมัครเป็นคนหนึ่งที่พูดจารุนแรง มีความกังวลเป็นอย่างมากว่าเขาอาจจะเอานโยบายที่แย่ที่สุดของทักษิณมาใช้ เช่น นโยบายทำสงครามกับยาเสพติด ที่ดูเหมือนจะเป็นการฆ่าปิดปากผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่ การที่ทักษิณวางแผนจะกลับประเทศไทยได้สร้างความกังวลใจเช่นกัน ภรรยาของเขาอยู่ประเทศไทยแล้วและได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุจริตเรื่องการประมูลซื้อที่ดินและรับการประกันตัวออกมา ทักษิณผู้กำลังเพลิดเพลินกับชัยชนะอาจจะวางแผนแก้แค้นคณะรัฐประหารซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น คงจะดีกว่าถ้าเขาจะรักษาสัญญาว่าจะเลิกเล่นการเมืองไปตลอด

หน้าที่สุดท้าย
คงจะยังเป็นทางเลือกที่ดี หากพลเอกสนธิ บุญรัตกลิน ผู้นำรัฐประหารและลูกน้องของเขาจะลงจากตำแหน่งอย่างสง่างามและให้สัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับการเมืองเพื่อหาความสุขกับการนิรโทษกรรมที่พวกเขาออกให้ตัวเอง บรรดาชนชั้นนำในไทยเริ่มเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ระบอบการเมืองแบบรัฐสภากำลังจะกลับมา พวก liberal (ในที่นี้น่าจะแปลว่า พวกต้านโลกาภิวัฒน์) หลายคนที่เกลียดทักษิณและชื่นชมกับรัฐประหารอาจจะบอกว่าพวก คมช. หมดภาระแล้ว พวกเขาทำหน้าที่ได้ดีแล้ว ไร้สาระสิ้นดี ไม่เพียงแต่คมช.ล้มเหลวที่จะหาหลักฐานเอาผิดทักษิณทั้งในเรื่องคอรัปชั่นและการลุแก่อำนาจ ที่เป็นเรื่องที่พวกเขาใช้เป็นเหตุผลหลักในการทำรัฐประหาร พวกเขายังทำให้ขุนศึกทหารเห็นช่องในการเอาข้อกล่าวหาเรื่องข้อพิพาททางการเมือง หรือข้อกล่าวหาคอรัปชั่นมาเป็นข้ออ้างทำรัฐประหาร ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ที่ซึ่งประชาธิปไตยยังคงอยู่ในช่วงผลิดอกเริ่มต้น

ผู้ก่อการรัฐประหารล้มเหลว เพราะรัฐบาลเต่าคลานและนายทหารเกษียณที่เขาแต่งตั้งขึ้นได้สร้างผลงานเน่าๆ สิ่งเหล่านี้และรวมไปถึงความไม่แน่นอนในการที่เหล่าบรรดาเผด็จการทหารจะออกจากความยุ่งยากที่เขาได้ก่อขึ้น ได้ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างเชื่องช้ามากกว่าปี เช่นเดียวกับรัฐประหารหลายๆ ครั้งที่ได้กระทำมา การก่อการครั้งนี้ได้สร้างปัญหามากกว่าที่มันได้แก้ไขเสียอีก


จาก Thai E-News

ไร้ศีลธรรมสุดๆ มติชนตัดต่อภาพฆราวาสใส่จีวร

25 มกราคม 2551

ประชาชนก่นด่าทั่วเน็ต สร้างความเสื่อมในวงการสื่อ ตัดต่อภาพคนธรรมดาให้กลายเป็นพระด้วยความไม่ละอายและเกรงต่อศาสนิกชน มีความจงใจย้อนรอยกรณีจอมพลถนอมบวชเข้าประเทศปี 19 เพื่อสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมือง ให้ข้อมูลเท็จแก่ผู้รับสาร จงใจสร้างภาพให้ร้ายผู้อื่นว่าจะเข้าประเทศไทยต้องปลอมบวชมา เชื่อ การกระทำดังกล่าวจะติดตัวมติชนไปตลอดในฐานะสื่อไร้คุณภาพ

เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อคุณ tikoo3 ได้นำเสนอภาพหน้าปก
นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุด ในเว็บบอร์ดสนทนาพันทิปดอตคอม โดยเป็นภาพของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในสภาพการห่มจีวรของพระภิกษุ และโปรยพาดหัวว่า "Welcome Home ทักษิโณ ภิกขุ"
เพื่อนสมาชิกกระดานสนทนาดังกล่าว ต่างได้แสดงความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกัน คือ ตำหนิสื่อมวลชนกลุ่มดังกล่าวที่ไร้ความคิด ไม่ได้คำนึงถึงว่า การกระทำดังกล่าวจะสร้างความเสื่อมเสียเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่น อีกทั้งยังมีแง่มุมทางพุทธศาสนา ที่ภาพดังกล่าวได้ไปลบหลู่ศรัทธาของศาสนิกชน เนื่องจากจีวรพระนั้น ถือเป็นธงชัยของพระอรหันต์ การนำบุคคลธรรมดามาตัดต่อภาพดังกล่าวให้กลายเป็นพระ ย่อมสร้างความเสื่อมให้กับพุทธศาสนาและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระภิกษุสงฆ์ เหมือนกับเห็นจีวรเป็นของเล่นของตน ของต่ำเหมือนจิตใจตัว มีจิตใจหลู่ดูถูกพุทธศาสนา

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ได้แสดงความคิดเห็นว่า มติชน จงใจผูกเรื่อง เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2519 นั้น เหตุการณ์ที่เป็นชนวนของความรุนแรงคือ การเดินทางกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร หลังจากการบวชเณรที่ประเทศสิงค์โปร์

ศีลธรรมที่ต่ำกว่าคนธรรมดาของสื่อสารมวลชนกลุ่มดังกล่าว ยังแสดงออกด้วยการไม่คำนึงว่า การใส่สีตีไข่ สร้างภาพให้ผู้อื่น ในกรณีดังกล่าวคือคุณทักษิณ มีภาพลักษณ์ที่ไม่อาจหาญ เนื่องจากคิดเอาเองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กล้ากลับมาโดยตรง ต้องบวชเป็นพระก่อน รวมถึงการเชื่อมโยงภาพคุณทักษิณ กับจอมพลถนอม อดีตเผด็จการทหาร การให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้ ไม่ถือเป็นสื่อที่ดี หรือมีจรรยาบรรณ ไม่สามารถมีชื่อได้ว่าเป็นสื่อที่สร้างสรรค์สังคม ไม่ได้แสดงมติของปวงชน แต่เป็นสื่อที่เลวอย่างชัดเจน (ภาพประกอบจากคุณโต้มอญ)

ทั้งนี้เราจะขออนุญาตนำความเห็นของประชาชนที่มีต่อกรณีดังกล่าวมาแสดงดังตัวอย่างดังนี้

สื่อชั่วกะจะเล่นข่าวนี้แต่มุกแป๊ก ในภาพ เป็นเครื่องแบบภิกษุพม่าครับ แล้วก็ไม่โกนคิ้ว

เดี๋ยวสาวกสนธิก็เล่นงานคุณทักษิณอีกหรอก โทษฐานไม่โกนคิ้ว (ฮา)

สื่อเลว
จากคุณ : ที่ต้องการสมัคร
คงพยายามสร้างภาพว่าทักษิณเป็นเผด็จการเหมือนสมัยเมื่อครั้น จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทยด้วยการนุ่งผ้าเหลืองเข้าประเทศครับ ท่ามกลางความขัดแย้งของคนในชาติในเรื่องความคิดการปกครองในขณะนั้น...

อย่าไปสนใจเลยครับ เพราะสมัยนี้สื่อเองก็ชั่วพอๆกัน ดีก็แค่สร้างภาพจอมปลอมไปวันๆ
จากคุณ : หมีน้อยสอยดาว
การตัดต่ออย่างนี้ไม่สมควร เพราะคุณทักษิณยังไม่ได้ทำพิธีบวช มติชนนี่เขานับถือศาสนาอะไรกัน ไม่มีพระมีเจ้าในใจเลยหรือ เสียแรงที่คุณขรรชัย ธรรมะธรรมโม แต่ลูกน้องนี่ไม่รู้จักการควรไม่ควร นักการเมืองก็ส่วนนักการเมือง นี่เล่นเอาไปพาดพิงศาสนา
จากคุณ : PKT
แม้ความผิดทางโลกอาจเอาผิดไม่ได้ แต่ทางธรรมหาพ้นผิดไม่ เพราะการตัดต่อภาพโดยการนำผ้ากาสาวพัตร์(ผ้าเหลือง) อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา มาทำเยี่ยงนี้ หาควรไม่

บัณฑิตชน วิญญูชน อริยชน ไม่ควรทำเช่นนี้ คุณเสถียรพงษ์ วรรณปก ป.ธ. 9 ราชบัณฑิต ก็เขียนบทความลงมติชน น่าจะเตือน ๆ กันบ้าง ในทางธรรม หากแม้นภิกษุนำเอาเครื่องนุ่งห่มคฤหัสถ์(เสื้อผ้า)มาสวมใส่เล่น ๆ ก็ต้องอาบัติ แล้วมติชน ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นสื่อคุณภาพ ไฉนจึงได้ทำสิ่งที่เลวทรามอย่างนี้เล่า ?
จากคุณ : ที่ต้องการสมัคร
เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นำภาพ ฆราวาส มาตัดต่อ เป็น ภิกษุสงฆ์ ถือเป็นการไม่เคารพต่อ พุทธศาสนา และทำให้ผู้ถูกตัดต่อได้รับความอับอาย เพราะหากคุณทักษิณอยู่ในฐานะภิกษุสงฆ์จริง ก็เป็นสิ่งที่ควรอนุโมทนา แต่นี่ไม่ใช่ความจริง ทางมติชน ทำแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเจตนาอย่างไร แต่ผลคือ ทำให้มติชนเสื่อมเสียเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันสื่อว่าคุณไม่เคารพในศาสนาพุทธ (ไม่ใช่นับถือ แต่เคารพ ให้เกียรติในทุกศาสนา) และคุณยัง ไม่เคารพในสิทธิขั้นพื้นฐาน ของบุคคล แม้การกระทำเยี่ยงนี้ จะไม่ใช่กับคุณทักษิณ ทำกับตาสี ตาสา ก็มีสิทธิ์โดนฟ้องร้องได้

สรุปว่า การกระทำนี้ ไม่เหมาะสม ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง สื่อ ควรมีภาพของความน่าเชื่อถือ แต่บัดนี้ คุณได้ทำลายมันลงไปแล้ว
จากคุณ : ยินดียิ่ง
น่าจะมีใครสักคนเอาภาพปกมติชนนี้ ขยายใหญ่ๆ ใส่รถปิคอัพ และเขียนข้อความว่า "ฉบับนี้ เต้าข้าวหรือไม่ เชิญพี่น้องช่วยตัดสินที" แห่ประจานไปทั่วเมือง
จากคุณ : บ้านนอกคอกนา

ถึงบรรณาธิการบริหารหนังสือมติชนสุดสัปดาห์(ฉบับที่ 1432) เห็นหน้าปกหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุดแล้ว รับไม่ได้กับภาพและข้อความที่หน้าปกอย่างมาก จนต้องขอแสดงความเห็น
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ดูเป็นการล้อเลียนที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวบุคคล และพุทธศาสนา และผิด พรบ.การพิมพ์อีกด้วย
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือของสื่อเสียเอง เพราะนับแต่นี้ไป ไม่อาจมั่นใจกับภาพที่นำเสนอของมติชนสุดสัปดาห์
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ไม่สามารถอ้างในลักษณะของการหยอกล้อสนุกสนานให้กับบรรดาขาประจำ หรือคอการเมืองของมติชนสดสัปดาห์
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว คาดว่าต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของทีมงานแล้ว คงต้องทบทวนถึงจรรยาบรรณ และการแสดงความรับผิดชอบในฐานะของสื่อ
จากคุณ : ritenour

จาก Thai E-News

'รมว.กห.'แบบไหนถูกใจบิ๊กเหล่าทัพ

'ในช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสถาน การณ์บ้านเมืองเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่มีความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของทุกฝ่าย ทางกองทัพเองไม่ควรเข้าไปยุ่ง กับเรื่องของทางการเมือง และขณะเดียวกันการเมืองก็ไม่ควรเข้ามาแทรกแซงกองทัพเช่นกัน ดังนั้น คมช.จึงมีแนวคิด ที่ว่าผู้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ สมควรเป็นคนกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด และควรจะต้องเป็นทหาร เพราะทหารย่อมเข้าใจในทหาร ทั้งในเรื่องของบุคลากร และกิจการภายในกองทัพ นอกจากนี้ยังส่งผลให้บรรยากาศของการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายดีขึ้น'

คำแถลงของพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ถึงสเป๊กของรมว.กลาโหมคนใหม่ ของคมช.ที่ส่งผ่านไปถึงรัฐบาลพรรคพลังประชาชน หลังจากพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ในฐานะรักษาการประธานคมช. นั่งหัวโต๊ะประชุมคมช.นัดสั่งลา เมื่ออังคารที่ผ่านมา

โดยมีพล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม คนปัจจุบันร่วม แจมด้วย

เปิดสเป๊กท่ามกลางกระแสข่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะควบเก้าอี้รมว. กลาโหม อีกหนึ่งตำแหน่งนอกเหนือจากเก้าอี้ผู้นำประเทศ

ขณะเดียวกัน ภายในพรรคพลังประชาชนเองก็พยายามเสนอบุคคลอื่นเข้ามาประกบ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคและอดีตผบ.สส. หรือลองกระแสพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ทบ.และผบ.สส.ที่ไม่ได้สังกัดพรรคใด แต่นามสกุลมันฟ้อง และพล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีตรมว.มหาดไทยและอดีตผบ.ทอ.

แต่ทั้งหมดถือว่าไม่ผ่านการประเมินของฝ่ายกองทัพ

จึงเกิดความเคลื่อนไหวของบุคคลในกองทัพ แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงสเป๊กของบุคคล ที่จะมาคุมกระทรวงกลาโหม เพราะบทบาทนี้ ในอดีตส่วนใหญ่จะมาจากอดีตนายทหารระดับสูง มีเพียงนายชวน หลีกภัย นายกฯ ในขณะนั้นที่นั่งควบรมว.กลาโหม แต่ก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ จากคนในกองทัพเท่าไหร่นัก

สเป๊กที่คมช.เสนอ จึงถูกโฟกัสไปที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. ตท.6 ที่ได้รับการผลักดัน จากพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา และมีความสนิทสนม กับพล.อ.ประวิตร เมื่อครั้งรับราชการด้วยกันที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ (ทหารเสือราชินี) และกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.)

ประกอบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ยังอยู่ในตำแหน่งผบ.เหล่าทัพ และล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกคมช. ก็พร้อมสนับสนุน

แต่ล่าสุดมีชื่อพล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผบ.ทบ. และ อดีตผบ.สส. ตท.3 เข้ามาเป็นตัวเลือกที่สำคัญ

เพราะมีแรงสนับสนุนโดยตรงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมองว่าเป็นคนกลางและประสานงาน ระหว่างกองทัพและฝ่ายการเมืองได

เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ เกรงว่าหากนำคนที่กองทัพเสนอเข้ามา จะทำให้การเมืองอยู่ใต้อาณัติกองทัพ มากเกินไป

แต่ไม่ว่าพลังการต่อรองจะออกมาอย่างไร บรรดาผู้นำเหล่าทัพ ได้ให้มุมมองสเป๊กของผู้ที่เหมาะสม ต่อเก้าอี้รมว.กลาโหมคนใหม่ไว้ ดังนี้

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม มองว่า ผู้ที่จะขึ้นมานั่งตำแหน่งดังกล่าว ควรเป็นคนที่มีความรู้ ความเข้าใจงานด้านทหาร และต้องผ่านการเป็นทหารมา ต้องได้รับการยอมรับจากกำลังของในกองทัพ

'ที่สำคัญ ต้องทำให้ทหารอยู่ในกรอบของกองทัพได้ ไม่ใช่ว่าพลเรือนจะเข้ามาเป็นรมว.กลาโหมไม่ได้ แต่ความเหมาะสม และความเข้าใจทหารด้วยกัน จะสู้อดีตนายทหารไม่ได้ ผมไม่ได้เจาะลงว่าต้องเป็นใคร แต่เชื่อว่าคนจะมาคุมกองทัพได้จะต้องสื่อสารภาษาเดียวกัน ต้องเป็นทหาร ถึงจะเหมาะสมที่สุด'

นอกจากนี้ พล.อ.บุญรอด บอกด้วยว่า คุณสมบัติรมว.กลาโหม ต้องเป็นทหารเพราะสถานการณ์ขณะนี้ ี้อยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยน เป็นสถานการณ์ที่อ่อนไหวได้ง่าย ฉะนั้นคนที่จะมาดูแลกระทรวงกลาโหม ต้องเป็นคนที่ กองทัพมีความศรัทธา ซึ่งได้แก่ อดีตนายทหารระดับสูงของกองทัพ เพราะแต่ละคนที่ขึ้นมาในระดับสูงล้วน แต่ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการความสมานฉันท์ และต้องการให้ประเทศชาติ ิเดินไปด้วยดี

สถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์ละเอียดอ่อน ดังนั้น การจะทำให้เกิดสมานฉันท์ต้องฟังกัน

แต่หากจะถามว่าระหว่าง พล.อ.สมทัต กับ พล.อ.ประวิตร ใครเหมาะสมจะเป็นรมว.กลาโหม ในสถานการณ์เช่นนี้มากกว่า ส่วนตัวผมเห็นว่าเป็นได้ทั้งคู่ เพราะเป็นที่ยอมรับของกองทัพอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพบก

ขณะที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ระบุว่า ความละเอียดอ่อนระหว่างพลเรือน กับทหาร มีสิ่งแตกต่างให้เห็น ในฐานะที่ผมเป็นผู้นำสูงสุดในกองทัพเวลานี้ เห็นว่าคนที่จะก้าวเข้ามารับหน้าที่ รมว.กลาโหม ต้องมีบารมีพอและได้รับการยอมรับจากกองทัพ การที่เป็นทหารเข้ามาดูแล บังคับบัญชาทหารด้วยกันจะมีความเข้าใจได้ง่าย

ดังนั้น หากฝ่ายรัฐบาลถามไถ่ทางกองทัพมา ต้องเสนอแนะว่าควรตัดสินใจให้ถูก แต่เรื่องนี้อยู่ที่รัฐบาล ต้องมีความเข้าใจว่าควรจะทำอย่างไรที่เหมาะสม เพราะบางจุดละเอียดอ่อน บางจุดปกติอาจจะไม่ละเอียดอ่อน แต่เวลาเช่นนี้อาจจะต้องละเอียดอ่อน ซึ่งตำแหน่งรมว.กลาโหม น่าจะเป็นจุดที่ละเอียดอ่อนพอสมควรในเวลาเช่นนี้ รัฐบาลจะต้องคิดให้รอบคอบ

ส่วนที่มีการเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. เป็นรมว.กลาโหม ขึ้นอยู่ที่รัฐบาล จะต้องพิจารณา ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ก็เห็นว่าเหมาะสม เพราะเคยผ่านการเป็นผบ.ทบ. คนที่เป็นผบ.ทบ. ได้รับการคัดเลือกมาแล้วอย่างถูกต้องตามขั้นตอนต่างๆ และท่านเป็นคนที่มีความสามารถ มีศักยภาพ ระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้ง มีความ สร้างสรรค์ และมุ่งมั่นในการทำงาน

'เพราะหาก รมว.กลาโหม เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และเข้าใจจิตใจของทหาร จะทำให้การปฏิบัติภารกิจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะในห้วงนี้มีปัญหาหลายอย่างซับซ้อน และมีเรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งนั้น โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องได้ผู้ที่เข้ากับคุณสมบัติดังกล่าวได้มากที่สุด'

พล.อ.บุญสร้างมองว่า ความรู้เรื่องการทหาร เป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งที่กองทัพต้องการคนที่มีความรู้เป็นอย่างดี และเป็นที่นิยมชมชอบของคนในกองทัพ เข้าใจจิตใจของทหารเป็นอย่างดี เนื่องจากจะต้องปฏิบัติภารกิจในหลายมิติ ดังนั้น หากได้คนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวได้มากที่สุดกองทัพพร้อมให้การสนับสนุน เพราะทหารมีวินัย

ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เชื่อว่า ทางการเมืองคงทราบดีว่า สิ่งที่กองทัพอยากได้ สิ่งที่กองทัพต้องการเห็นความสมานฉันท์ ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาเป็นรมว.กลาโหม น่าจะเป็นทหาร ที่มาจากคนกลาง เพื่อการประสานระหว่างกองทัพกับรัฐบาลได้ คนนั้นต้องมีบารมีความเหมาะสมได้รับความน่าเชื่อถือ จากสถาบันทหารและมีความสามารถ

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. เชื่อมั่นว่า ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นห่วงกับสถานการณ์บ้านเมือง ดังนั้น การจัดตั้งรัฐบาลโดยเฉพาะรมว.กลาโหม ต้องยอมรับว่าการเมืองมีโอกาสแทรกแซงกองทัพ แต่กองทัพ จะต้องควบคุมกำลัง มีคุณธรรมและความยุติธรรม สามารถปกป้องกองทัพได้ สำหรับการพิจารณาผู้ที่จะมา เป็นรมว.กลาโหม จะต้องเป็นบุคคลที่เหมาะสม มีสติปัญญา มีความรู้ความสามารถควบคุมกองทัพได้อย่างสง่างาม ได้รับการยอมรับ และคุณธรรมในการปกครองกองทัพ

สุดท้าย พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. เผยว่า สเป๊กรมว.กลาโหม ในสายตาของผม ควรเป็นคนที่มี ความเข้าใจทหารอย่างแท้จริงและเป็นทหารเก่าได้ การทำงานจะง่ายขึ้น ไม่ว่าจะทำงานร่วมกับ รัฐบาล หรือสนับสนุนรัฐบาลก็จะง่ายและพูดกันรู้เรื่องขึ้น เราไม่ได้ปิดกั้นพลเรือนที่จะเข้ามานั่ง หากบุคคลที่เหมาะสม กับเนื้องาน เข้าใจกองทัพ ก็ควรจะต้องเป็นทหารเก่า

หากถามว่าระหว่าง พล.อ.สมทัต กับ พล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นอดีตผบ.ทบ.ทั้งคู่ ใครเหมาะสมกว่านั้น เรื่องทหารบกผมไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ดีทั้งนั้น ถ้าเป็นทหาร เพราะเราพูดกันรู้เรื่อง พูดคำหนึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจแล้วว่าคืออะไร ถ้าเผื่อว่าไม่ใช่ทหาร อาจจะต้องอธิบายกันนานหน่อย ว่าอาวุธเป็นอย่างไร มันเสียเวลา หรือบางครั้งอาจจะสื่อกันผิด


Friday, January 25, 2008

ผิดที่ใครกัน

โดย ดร.ทอง


ปัญหาความถดถอยในการแก้ปัญหาบ้านเมืองและเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ มีคนตั้งคำถามกับผมอยู่หลายคนว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะแต่ละท่านที่ตั้งคำถามก็มีคมความคิดในการให้เหตุผลประกอบมาด้วย อย่างเช่น จะโทษรัฐบาลปัจจุบันของพลเอกสุรยุทธ์ฯได้ไหม เพราะเป็นผู้บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้
ในขณะที่อีกท่านหนึ่งก็มองว่าเป็นผลจากการที่เราได้รัฐบาลใหม่ที่มีคนกล่าวหากันว่าเป็นนอมินีของรัฐบาลทักษิณ เลยทำให้ทั้งหุ้นทั้งเงินบาทและปัญหาอื่นๆที่ทับถมกันมานานยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
เมื่อเป็นดังนี้ผมเองจะเก็บงำความคิดเห็นส่วนตัวไว้ตามลำพังได้อย่างไร ทำให้ต้องใช้พื้นที่ตรงนี้แสดงทรรศนะที่จะผิดถูกแค่ไหนขอให้ท่านผู้อ่านตัดสินได้ตามที่ท่านเห็นควรเลยนะครับ

ปัญหาในขณะนี้คงยากจะ “ปัด” ให้พ้นตัวว่ามิได้เกิดจากผลการบริหารจัดการของรัฐบาลปัจจุบันที่คณะรัฐมนตรีก็ยังนั่งบริหารกันอยู่เกือบเต็ม ครม. ถึงแม้จะมีคนโยนกลองให้เป็นผลจากปัญหาหนี้เน่าหรือ “ซับไพรม์” ที่ลุกลามระบาดมาจากสหรัฐอเมริกาก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธว่าผลจากปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพในสหรัฐเป็นปัญหาหนึ่ง แต่ในขณะนี้ถ้ามองในด้านเศรษฐกิจมหภาค ก็ต้องบอกว่าแนวโน้มความถดถอยของเศรษฐกิจในสังคมไทยนั้นเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีกลาย และเป็นมาก่อนที่จะมีการพูดถึงปัญหาซับไพรม์เป็นเวลานาน ทำให้ไม่สามารถใช้ปัญหาภายนอกมายกประโยชน์กับผลงาน “การบริหารจัดการที่ผิดพลาดหลายต่อหลายเรื่องจากคนหลายคน หลายหน่วยงานในรัฐบาลชุดนี้ได้” อย่างไรก็ตาม นับจากที่รัฐบาลชุดใหม่เข้าแก้ไขปัญหา ซึ่งคาดว่าเราน่าจะได้รัฐบาลใหม่ภายในสิ้นเดือนนี้ เราต้องมานับหนึ่งกันดูถึงผลงานของรัฐบาลชุดใหม่ ที่คงไม่มีเวลาปล่อยให้มีการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ทอดเวลาการทำงานให้ยืดยาวโดยไม่จำเป็น

หากเราได้ “หมอเลี้ยบ” หรือนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มาคุมกระทรวงการคลังตามโผที่ออกมา ก็คงไม่น่าเป็นห่วงนัก เพราะการทำงานในเชิงแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านๆมามักร่วมกันดูแลรับผิดชอบในลักษณะของ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ไม่เพียงแต่ตัวรัฐมนตรีคลังที่จะบริหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติไปตามลำพัง ยังมีบุคคลและคณะบุคคลผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องคอยเป็นคนคัดท้ายหรือต้นหนคอยดูทิศทางความเป็นไปต่างๆอย่างรัดกุม เพราะจะว่าไปแล้วเราเคยมีคนจบกฎหมายอย่าง ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย มานั่งบริหารกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลทักษิณอยู่ครั้งหนึ่ง มาคราวนี้มี “หมอ” มาดูคลังบ้างก็คงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าไรนัก เพราะเราเคยลองคนเด่นคนดัง คนมีชื่อเสียง มานั่งทำงานหลายต่อหลายครั้ง บางยุคบางสมัยคนเหล่านี้คือคนที่พาพวกเราไปเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟกันอยู่หลายปี จึงมั่นใจว่าลำพัง “ชื่อเสียงเกียรติคุณ” คงวัดอะไรได้ไม่เท่ากับฝีไม้ลายมือที่จะแสดงออกมาจริงๆตอนนั่งทำงานอย่างมืออาชีพ

คอลัมน์ ยิ่งเกายิ่งคัน จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2210 ประจำวัน ศุกร์ที่ 25 มกราคม 2008

นายหน้าค้าเผด็จการ

โดย กาหลิบ


ว่าจะเลิกคุยถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้วเชียวนา แต่พอข่าวออกว่าท่านผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่ากองทัพบกไม่ได้เสนอชื่อ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ มาดำรงตำแหน่งนี้ และขอไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ พลเอกสมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผู้บัญชาการทหารบกอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเลือกใหม่ ก็เลยต้องเปลี่ยนความคิดที่จะนั่งเงียบ
เพราะเบื้องหลังเรื่องนี้มันแสบสันต์นัก ไม่รู้ไม่ได้
ชื่อของพลเอกประวิตรไม่ได้ลอยมาตามน้ำเหมือนผักตบชวาหรอกครับ เขานำใส่เรือหรูหราฝ่าทวนน้ำมาส่งมอบให้เลยทีเดียว
เพราะเป็นชื่อที่ลงตัวมากที่สุดสำหรับผู้ก่อการยึดอำนาจรัฐเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ในความเป็นคนในเครื่องแบบที่รู้จักนักการเมือง นักเลง นักธุรกิจ และผู้ที่เป็นใหญ่เหนือนักทั้งหลายเหล่านี้
การเสนอชื่อพลเอกประวิตรจะโดยใครก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกแหวกแนว และถ้ามองในระยะยาวแล้ว อาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะอยู่ “ร่วมกัน” ระหว่างอำนาจเดิมกับอำนาจใหม่ที่เขาพยายามจะเรียกว่า “อำนาจเก่า” ได้

แต่นั่นคือประเด็นที่เราเคยพูดกันมาแล้วหลายครั้ง ประเด็นใหม่สำหรับวันนี้คือ ชื่อของพลเอกประวิตรเข้ามาอยู่ในลู่วิ่งนี้ได้อย่างไร? ใครเป็นผู้ประสานงานตั้งแต่ต้นจนบัดนี้? และทำเช่นนั้นไปเพื่อประโยชน์ของใคร? เรื่องนี้ต้องเล่ากันแบบใส่รหัส เพราะตัวละครมีมากมายหลายตัว ถ้าเอ่ยชื่อออกมาตรงๆ ก็เห็นจะแตกหักกันเสียก่อนที่จะเล่าจบ ทุกอย่างเริ่มต้นที่คนคนหนึ่งซึ่งเห็นใครในวงการเขาเรียกกันว่าเจ๊ จะเพราะอะไรก็ไม่รู้ได้ จู่ๆเจ๊ก็นัดหมายเข้าไปพบนายทหารใหญ่ นายทหารใหญ่คนที่กำลังเป็นตัวแปรสำคัญว่าบ้านเมืองจะคงความเป็นเผด็จการหรือจะเป็นประชาธิปไตยนั่นแหละครับ ไปถึงแล้วเสนอตัวว่า กองทัพอยากได้ใครเป็นผู้ประสานงานกับฝ่ายทหารในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ขอให้บอกตน หลังจากใช้ศิลปะกระซิกกระซี้อันเป็นความชำนาญเฉพาะบุคคลแล้ว นายทหารผู้นั้นก็ใจอ่อนยอมเอ่ยชื่อคนที่ตนคิดว่าน่าจะเหมาะสมขึ้นมา ชื่อนั้นคือพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อได้ชื่อแล้ว เธอผู้นั้นก็ประสานต่อไปยังบุคคลที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งก็ราวกับนำระเบิดลูกใหญ่ไปทิ้งให้ถอดสลัก เพราะทำให้หนักอกหนักใจเต็มที บุคคลผู้นั้นรู้ทันทีว่าพลเอกประวิตรเป็นตัวแทนของใครและของอะไร ระหว่างรอการตัดสินใจนั่นเอง เรื่องก็พลันเข้มข้นขึ้น เมื่อเธอก็เดินเรื่องต่อไปยังบุคคลที่แสนสำคัญอีกคนหนึ่ง ซึ่งเชื่อมต่อกับบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยอดยิ่งได้

แล้วรายงานอย่างภาคภูมิใจว่า บัดนี้เธอได้เดินเรื่องไปถึงขนาดนี้ให้แล้ว ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าบุคคลผู้นั้นจะพอใจอย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมานั้นกลับตาลปัตร เมื่อบุคคลสำคัญผู้นั้นรู้ข่าว ก็เรียกตัวนายทหารใหญ่ผู้นั้นมาพบในทันที จะพูดจาอย่างไรไม่มีใครรู้ได้ แต่นายทหารใหญ่กลับออกมาในกิริยาอาการของคนที่หงุดหงิดเต็มที เล่นงานใครต่อใครรอบตัววุ่นวายไปหมด แต่ที่สำคัญคือออกคำสั่งด้วยวาจาว่า ห้าม “เจ๊” คนนี้เข้ามาพบอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่ไหนก็ตาม ชะรอยว่าสิ่งที่เธอได้ลงมือกระทำลงไป โดยจุดประสงค์ที่อ่านได้ชัดอย่างไม่ต้องแปลความก็คือ ต้องการจะสร้างบทบาทผู้ประสานงานอันเยี่ยมยอด เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอันยิ่งใหญ่ของตนเอง แต่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน เขากลับตรวจสอบกันและรู้เท่าทันหมด รู้ว่าเป็นการแอบอ้างบุคคลสำคัญผู้นั้นโดยแท้ แล้วสะพานก็ขาดผึงลงอย่างฉับพลัน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน คนที่อันตรายพอๆกับเผด็จการ ก็คือคนที่ชอบทำตัวเป็นนายหน้าให้เผด็จการแล้วมาแสร้งทำหน้าเป็นประชาธิปไตยนั่นแหละครับ.

คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2210 ประจำวัน ศุกร์ที่ 25 มกราคม 2008

'มีชัย'ฝากงาน'ยงยุทธ' สร้างรัฐสภาใหม่-ดันกม. [25 ม.ค. 51 - 17:32]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันนี้ (25 ม.ค.) ที่รัฐสภา นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯ ได้เข้าหารือกับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และนางสาวพจนีย์ ธนวรานิช รองประธาน สนช. เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการทำงานและแนวทางการทำงานของ สนช. ในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายมีชัย กล่าวว่า ขอให้นายยงยุทธช่วยดำเนินการเรื่องการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ณ คลังแสง จ.นนทบุรี ที่ใช้เวลามานานแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ โดยอยากให้ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว ส่วนเรื่องแบบแปลนจะเป็นอย่างไรนั้น ให้พิจารณาตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังฝากให้ช่วยดูเรื่องกฎหมายที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอีกหลายฉบับ โดยเฉพาะฉบับใดที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลก็อยากให้ช่วยผลักดัน

ด้าน นายยงยุทธ กล่าวถึงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ว่า ยินดีและพร้อมที่จะสานงานต่อ แต่ส่วนตัวอยากให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะฝ่ายค้านเนื่องจากรัฐสภาเป็นของสมาชิกทุกคน ส่วนเรื่องของกฎหมายนั้น ก็พร้อมรับไว้พิจารณา อย่างไรก็ตาม การทำงานจะยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

‘มีชัย'ฟันธงกกต.มีมติสอบสวน‘ยงยุทธ์'ไม่กระทบตำแหน่ง

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าไม่มีความกังวล เพราะกฎหมายที่ สนช. ทำไว้จะถูกรือ เพราะกฎหมายนั้นสามารถแก้ไขได้อยู่แล้ว เพราะทางพรรคพลังประชาชนไม่สามารถตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำหน้าที่ของสนช.ได้ เนื่องจากสภาล่างนั้นไม่มีอำนาจในการตรวจสอบสภาสูง และอาจเกิดปัญหาได้หากสภาสูงลุกขึ้นมาตรวจสอบสภาล่างบ้างก้จะทำให้เกิดภาพในที่ไม่ดี อย่างไรก็ตามเห็นว่าทางพรรคพลังประชาชนคงไม่มีจุดมุ่งหมายในเรื่องดังกล่าว แต่คงศึกษาในเรื่องข้อกฎหมายมากกว่า ซึ่งกฎหมายที่นั้นก็สามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้

ทั้งนี้ นายมีชัย ยังเห็นว่าตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติสอบสวนการทุจริตเลือกตั้งของ นายยงยุทธ ต่อนั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสง่างามของการดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะ กกต. จะไม่มีการชี้มูลความผิด--จบ--


จาก hi-thaksin

‘พปช.'มั่นใจนโยบายที่หาเสียงเป็นจริงภายใน 6 เดือน

(25มค.) นายนิสิต สินธุไพร กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงงานนัดสังสรรค์ส.ส.อีสาน วานนี้(24 ม.ค.) ว่า เป็นการพบกันเพื่อแสดงความยินดีที่พรรคได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่กล่าวแสดงความยินดีที่สมาชิกพรรคได้รับเลือกเข้ามา ซึ่งส.ส.อีสานมีความเป็นปึกแผ่นกันมาก ไม่มีมุ้ง ถือเป็นมิติใหม่ ต่างจากที่ผ่านมา และไม่มีใครออกนอกลู่นอกทาง เพื่อต้องการแก้ปัญหาชาติ เพราะกว่าจะได้ชัยชนะทุกคนต้องเหนื่อยยาก ใช้ความอดทนสูง ยืนยันว่า ส.ส.อีสานไม่มีใครเรียกร้องตำแหน่ง เพราะต้องการให้พรรคสงบ เพื่อจะได้นำนโยบายที่หาเสียงไปปฏิบัติ เชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะทำเสร็จภายใน 6 เดือน และเมื่อนั้นประชาชนก็จะสนับสนุนพรรคพลังประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน หากนโยบายที่พูดไว้ทำเสร็จเร็ว ประชาชนก็ยิ่งรักพรรคมากขึ้น ส่งผลให้พรรคได้คะแนนนิยมในภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับภาคใต้ที่ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้เกิดภาวะภาคนิยมกับพรรคพลังประชาชนขึ้น ซึ่งต่อไปเงินจะไม่มีความหมายอะไรอีก

นายนิสิต กล่าวอีกว่า การจัดสรรโควตารมต.จะเห็นโฉมหน้าชัดหลังจากที่มีการเลือกนายกฯเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งส.ส.อีสานเชื่อมั่นในคณะผู้บริหารพรรคที่จะวางตัวบุคคลอย่างเหมาะสม จะสังเกตเห็นว่าบรรดาส.ส.อีสานจะอยู่กันอย่างเรียบร้อยไม่มีการเคลื่อนไหว เพราะต้องการให้พรรคเป็นสถาบันทางการเมือง เมื่อถามว่า นายเนวินเป็นหัวหน้ากลุ่มอีสานจริงหรือไม่ เพราะเห็นว่าส.ส.ส่วนใหญ่เรียกว่าหัวหน้า นายนิสิต กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะนายเนวินยังเรียกตนว่าลูกพี่เลย อย่างไรก็ตาม นายเนวินไม่ได้เกี่ยวข้องทางการเมืองแล้ว

นายนิสิต กล่าวด้วยว่า ในระยะนี้นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ได้โทรศัพท์มาหาตนเพื่อให้ช่วยประเมินทิศทางทางการเมืองเป็นระยะด้วย ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายนพดลถูกวางตัวให้เป็นรมว.ศึกษาธิการ ซึ่งหากชวนไปร่วมงานด้วยในฐานะรัฐมนตรีช่วยจะรับหรือไม่ นายนิสิต กล่าวว่า ตนพร้อม เพราะเคยผ่านการเป็นครูประชาบาลมาตลอดทั้งชีวิต นายนพดลถือเป็นครูอินเตอร์ ซึ่งก็มีความสมดุลกัน นอกจากนี้ตนเป็นส.ส.ที่ได้คะแนนสูงสุดในภาคอีสาน 140,261 คะแนน อีกทั้งยังเป็นประธานกลุ่มคนรักทักษิณ ที่นำอดีตส.ส.ขึ้นเวทีขับไล่เผด็จการที่ท้องสนามหลวงด้วย--จบ--


จาก hi-thaksin

'สุรพงษ์' ยื่นหนังสือร้องเลิกกฎอัยการศึกเชียงใหม่

ส.ส.เขต 1 เชียงใหม่ ยื่นหนังสือ ต่อ ประธานสภาฯร้องนายกฯยกเลิกกฎอัยการศึก ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่อ้างกระทบเทศกาลดอกไม้

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ขอให้ยุติกฎอัยการศึกในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยนายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ คณะมนตรีความมั่นคง แห่งชาติ (คมช.)ได้ประกาศยุติบทบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าการประกาศกฎอัยการศึกในหลายจังหวัด ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวยังดำรงอยู่ เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หากรอรัฐบาลใหม่ขึ้นมาประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกอาจเป็นการเสียเวลา โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ จะมีงานเทศกาลดอกไม้ช่วงต้นเดือน ก.พ.หากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเห็นว่า จ.เชียงใหม่ยังคงกฎอัยการศึกอยู่ ก็จะยกเลิกโปรแกรมการท่องเที่ยว ส่งผลให้สูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก


นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการประกาศกฎอัยการศึกอยู่ประมาณ 30 จังหวัด ตนขอให้ยกเลิก กฎอัยการศึก ในจังหวัดท่องเที่ยวเท่านั้น หากพื้นที่บางแห่งจำเป็นที่ต้องคงกฎไว้ เช่น พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หรือพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหายาเสพติดก็ไม่จำเป็นต้องยกเลิก