WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 26, 2008

สดศรี เตือนเข้าร่วมรัฐบาลต้องเป็นตามมติพรรค

กกต.ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง ชี้การเข้าร่วมรัฐบาล ต้องเป็นไปตามมติของพรรค เผยกกต. พร้อมรับคำร้องไว้พิจารณาแจง ตัดสินสถานะ'ประชัย' สัปดาห์หน้า

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีการ เข้าร่วมรัฐบาลของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่มีความขัดแย้งภายในพรรคว่า ตามปกติการเข้าร่วมรัฐบาล ต้องทำตามมติพรรค แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า

ข้อบังคับของแต่ละพรรคที่จดทะเบียนไว้กับ กกต. จะกำหนดเอาไว้อย่างไร ซึ่งพรรคก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น นางสดศรีกล่าวอีกว่า หากตัวแทน พรรคมัชฌิมาธิปไตย ร้องเรียนถึงการเข้าร่วมรัฐบาลว่า เป็นไปตามมติพรรคหรือไม่ กกต. ก็พร้อมรับคำร้องไว้พิจารณา ส่วนสถานะการเป็นหัวหน้าพรรคของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กกต.จะชี้ขาดให้แล้วเสร็จในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีข่าวว่า การเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อาจเป็นการตัดสินใจโดยลำพังของแกนนำพรรคบางคนเท่านั้น

ยังอึมครึม [26 ม.ค. 51 - 17:51]

คมช.ประกาศยุติบทบาทการเมืองทันทีที่มีการเปิดประชุม สภาผู้แทนฯไปเรียบร้อยแล้วหลังจากยึดอำนาจมาได้ 1 ปี 4 เดือน บรรดาแม่ทัพนายกองต่างกลับเข้ากรมกองยืนยันจะไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง

แต่เรื่องปฏิวัติก็ต้องว่ากันไป เพลง ผบ.ทบ.ดูเหมือนจะยืนยันหนักแน่นกว่าใครเพื่อนว่าไม่ยุ่งแล้วการเมือง การปฏิวัติ แต่นายทหารบางท่านก็บอกว่ายืนยันไม่ได้ แล้วแต่สถานการณ์ นั่นแสดงว่ายังไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ

เพราะเหตุผลนี้มันเกี่ยวโยงกับการเมืองโดยตรง อย่างเรื่องที่ คมช.พยายามจะผลักดันรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ด้วยคุณสมบัติ 3 ประการ

1. เป็นกลาง 2. ไม่สังกัดพรรคการเมือง 3. ต้องเป็นทหาร

แม้จะออกตัวว่าเป็นเพียงข้อเสนอแนะไม่ได้กดดันหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เพื่อไม่ให้กองทัพเกิดปัญหา

นี่ถือว่าเป็นข้อเสนอที่แหลมคม ถือว่าเปิดเกมรุกใส่การเมือง โดยเฉพาะพรรคพลังประชาชนและผู้มีบทบาทอยู่ข้างหลังและมีการตั้งตุ๊กตาอย่าง พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ.ว่าน่าจะเหมาะกับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม

คำตอบก็ชัดทันควันว่าไม่สนใจในข้อเสนอ แต่ทว่าก็ไม่ได้ ปฏิเสธเพราะข่าวที่ออกมาทำนองว่าจะให้ พล.อ.สมทัต อัตตะนันท์ มานั่งเก้าอี้ตัวนี้ก็พอจะเห็นว่ามีแนวทางประนีประนอมมากขึ้น แม้จะรู้ดีว่ามีความใกล้ชิดกับอดีตผู้นำประเทศ

หรือพูดง่ายๆก็คนของเขา เพียงแต่ห่างมานิดหนึ่ง

แน่นอนว่าตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมนั้นถือว่าเป็นการประลองกำลังกันกลายๆและวัดใจว่าจะ “สมานฉันท์” กันได้แค่ไหน?

ณ วันนี้ต้องยอมรับว่าการเมืองเข้ามาเต็มตัว คมช.หรือกองทัพก็คงได้แค่ตั้งรับและหาทางออกเพื่อให้สถานการณ์ต่างๆไม่ ตึงเครียดเกินไป

หากมองอีกมุมหนึ่งการตัดสินใจจะตั้งใครเป็นรัฐมนตรีกลาโหมนั้น พรรคพลังประชาชนก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน เพราะหากตั้งคนใกล้ชิด พวกเดียวกัน แต่ไร้ประสิทธิภาพหรือกองทัพรับไม่ได้

ก็ยุ่งเหมือนกัน

จริงๆแล้วหากพลังประชาชนคิดจะแก้ไขปัญหาขัดแย้งจริงๆก็ต้อง หาคนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ มีความรู้ความสามารถ ประสานกับกองทัพและเป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะทำให้ช่องว่างต่างๆแคบเข้า

เพราะปัญหาความมั่นคงของประเทศไทยนั้น ไม่ใช่การเมืองเรื่องเดียว ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องระดมศักยภาพในการแก้ไข รัฐมนตรีกลาโหมต้องเป็นระดับนำที่จะใช้กำลังกาย กำลังสมองเข้าไปคลี่คลาย

อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเพราะอำนาจการเมืองไปอยู่ในมือนักการเมืองแล้ว คมช.ก็แทบจะหมดน้ำยา เพียงแต่ต้องแปลงร่างคืนกลับไปสู่กองทัพ ดังนั้น ก้าวต่อไปก็คือจะทำยังไงให้ความสัมพันธ์ กับการเมืองราบรื่นมากขึ้น เพราะมันคงไม่มีทางเลือกมากนัก

1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมาคงเป็นฉากผ่านการเมืองเท่านั้น และอย่าได้คิดที่จะทำเป็นอันขาด เพราะมันไม่ใช่หนทางที่จะแก้ไขปัญหา

เช่นกันรัฐบาลใหม่ก็ต้องหยิบบทเรียนที่ผ่านมาสดๆร้อนๆเมื่อมีอำนาจ ก็ต้องใช้อย่างถูกต้องเป็นธรรม เพราะเวลามีอำนาจก็ใช้อย่างไร้สติ ไม่มีความยั้งคิด ทีเวลาโดนบ้างทำมาร้องโอดโอยชวนสงสาร

ยังเชื่อว่าพลังประชาชนคงไม่ต้องการเปิดศึกกับทหาร โดยตรงเพราะยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องยุ่ง เช่น เศรษฐกิจ คดีความของอดีตหัวหน้าพรรคเก่า แค่ 2 เรื่องนี้ก็หนักเอาการ

อยู่ที่ว่าจะเล่นแบบไหนเท่านั้น...ต้องวัดใจกันล่ะครับ.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย

ปัจจัยจากภายนอก [26 ม.ค. 51 - 17:54]

เรากำลังจะได้รัฐบาลใหม่ภายใต้ผู้นำที่ชื่อว่า สมัคร สุนทรเวช ก็แน่นอนว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่มั่นใจและหวาดระแวงในตัวของคุณสมัคร ซึ่งก็เป็นพฤติกรรมส่วนตัวของคุณสมัครเอง แต่อย่างว่า บางครั้งเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานก็แยกกันลำบาก

เห็นทีจะต้องเอาผลงานเป็นตัววัด

ปัญหาที่จ่อคอหอยรัฐบาลใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรียงหน้าเป็นโจทย์ให้รัฐบาลแก้ไข นอกจากวิสัยทัศน์ของคุณสมัครแล้วทีมเศรษฐกิจก็จะเป็นตัวตัดสิน

สำคัญอยู่ที่ว่าปัญหาเศรษฐกิจเที่ยวนี้ไม่ธรรมดา เป็นปัจจัยลบจากนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำมันหรือ เศรษฐกิจฟองสบู่แตกของสหรัฐฯ แม้จะตาลีตาเหลือกหามาตรการมารับมือกันแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับฉายาว่าเป็นพ่อมดทางการเงินก็คือ จอร์จ โซรอส ยังออกปาก

การเงินและการลงทุนจะเป็นอัมพาต

บ้านเราเอาแค่ผลกระทบเรื่องปากเรื่องท้องอย่างเดียวก็หืดขึ้นคอ ผมก็แปลกใจว่านโยบายเศรษฐกิจบ้านเราทำไมถึงขึ้นๆลงๆ ไม่มีการคาดการณ์หรือป้องกันเอาไว้ล่วงหน้า ยกตัวอย่างเรื่องของน้ำมันปาล์ม สมัยหนึ่งก็บอกว่าล้นตลาด เกษตรกรขาดทุนจนต้องเลิกปลูก พอเลิกปลูกความต้องการเพิ่มขึ้น ราคาแพงขึ้น ปาล์มขาดแคลน ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อทดแทน

เป็นไปตามสูตร

วนเวียนเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ คนที่รับกรรมก็คือชาวบ้านตาดำๆ ล่าสุดดูจากข่าว คุณยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้ สัมภาษณ์ว่า อาจจะต้องมีการควบคุมราคาอาหารในศูนย์อาหารตามห้างสรรพสินค้าให้อยู่ในระดับราคา 25-30 บาท ไม่แน่ว่าจะกำหนดเป็นสินค้าควบคุมไปฉิบ

แก้ปัญหาแบบเด็กอมมือ แก้ปัญหากันแบบง่ายๆ โยนภาระให้ ผู้บริโภคท่าเดียว ก็ในเมื่อวัตถุดิบแพงขึ้น พ่อค้าแม่ค้าที่ไหนจะมาทนขายขาดทุนกันอยู่ ก็ต้องขึ้นราคาตามวัตถุดิบ หนีไม่พ้น ว้าเหว่จริงๆ

ผมเห็นวิธีแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของผู้บริหารบ้านเรา ทำกันแบบขอไปที ไม่ชดเชย ก็ตรึงราคา ไม่ตรึงราคาก็ดึงกองนี้ไปโปะกองโน้น ถ้าโปะไม่ไหวก็ขอขึ้นราคาเอาดื้อๆ

อีกเรื่องที่ผมเป็นห่วงอย่างมากก็คือ ปัญหาไฟใต้ ข่าวที่ผมได้ยินเต็มมาสองรูหู ได้แต่ว้าเหว่ อย่าว่าแต่ประชาชนธรรมดาๆ แม้แต่ทหารหาญที่เป็นรั้วของชาติก็ถูกกระทำย่ำยี ถูกจ่อยิง ถูกตัดหัว และมีการกระทำอันเป็นการดูถูกและหยามเกียรติอย่างยิ่ง

ทั้งโหดเหี้ยมและบ้าคลั่ง

เจ้าหน้าที่ยังรักษาชีวิตไว้ลำบาก แล้วชาวบ้านจะคิดอย่างไร ผมคงไม่ต้องอธิบายไปถึงเรื่องของจิตวิทยามวลชน และความเป็นห่วงที่ตามมาก็คือ เมื่อเจ้าหน้าที่ถูกกดดันจากฝ่ายตรงกันข้ามก็เลยทำงานในภาวะกดดัน การเข้าจับกุมคนร้ายแบบปะฉะดะ เหวี่ยงแห เหมาทั้งหมู่บ้านยิ่งจะเป็นการกระพือเชื้อไฟหรือไม่ ส่วนการสนับสนุนจากภายนอกก็เป็นอีกเรื่อง ลึกซึ้งและละเอียดอ่อน เข้าล็อกเมื่อไหร่ก็จบ.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

วัดใจขุนศึกกับอีแร้ง [26 ม.ค. 51 - 02:56]

“คนที่ลงแรงควรได้อิ่มหนำ”

ไม่แน่ใจว่าตอนที่มหาบุรุษ “เหมา เจ๋อ ตุง” พูดประโยคอมตะนี้ มวลมหาประชาชนของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่กำลังอยู่ในอารมณ์ไหน

แต่ที่แน่ๆ ณ พ.ศ.นี้ ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มรัฐใหม่

นักการเมืองเผยสันดานธาตุแท้ แย่งตำแหน่งกันฝุ่นตลบ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ได้เอ่ยอ้างประโยคเด็ดของท่านประธานเหมา

ทวงบำเหน็จในการต่อสู้เพื่อ “นายใหญ่”

ออกโรงส่งเสียงทวงบุญคุณให้กับหน่วยหน้ากล้าตายในทีมแกนนำม็อบ นปก. ท้าตีท้าต่อยกับฝ่ายต่อต้าน “ทักษิณ”

ควรมีเก้าอี้รัฐมนตรีรองก้น

พร้อมจัดแจงเงื่อนไขเองเสร็จสรรพ หากแกนนำพรรคที่เป็น ส.ส.ระบบสัดส่วนคนใดขึ้นไปเป็นรัฐมนตรีก็ขอให้ลาออกจาก ส.ส. เพื่อจะได้ขยับเอาผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วนคนถัดมาให้มีโอกาสได้เป็น ส.ส.

เกลี่ยรางวัลได้ทั่วถึง

ในอารมณ์ที่สอดรับกันเป็นทอดๆ สายเหยี่ยวขยับปีกพรึบพรับ

นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์ หัวหอกสายฮาร์ดคอร์ ได้ระดมพล ส.ส.อีสานของพรรคพลังประชาชน นับแล้วกว่า 80 หัว เหมาห้องประชุมใหญ่ที่ร้านอาหารบัว ย่านศรีนครินทร์

ฉลองชัยชนะเป็นรอบที่สองติดๆกัน

ทั้งๆที่แว่วๆว่า ก่อนหน้านั้น ในการจัดระดมฉลองชัยชนะครั้งแรกก็มีประโยคร้อนๆประเภท ส.ส.อีสานต้องมือหนักๆ เกาะกลุ่มกันไว้จะได้ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีได้เยอะๆ หลุดไปถึงหูคนที่ฮ่องกง

ฉุนกึกควันออกหูมาแล้ว

แต่เหมือนจะไม่ยี่หระ ล่าสุด “เนวิน” ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ พูดกันชัดๆ

“การรวมตัว ส.ส.อีสานเพื่อให้แกนนำพรรคได้ขอบคุณ ส.ส.ที่ได้ช่วยกันหาเสียงในช่วงเลือกตั้งใหม่ในภาคอีสานหลายพื้นที่ ทำให้พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส.เพิ่มมากขึ้น การรวมตัวกันครั้งนี้เป็นการรวมตัวกันเฉพาะ ส.ส.อีสานเท่านั้น ไม่มีภาคอื่นเจือปน เพื่อแสดงความเป็นปึกแผ่นของภาคอีสาน”

ตรงๆไม่อ้อมค้อม

แปลไทยเป็นไทยได้ความว่า การที่พรรคพลังประชาชนได้ชัยชนะแบบถล่มทลายจนได้จัดรัฐบาล ก็เพราะฝีมือของทีมงาน ส.ส.อีสานเป็นหลัก

ต้องเรียกแกนนำพรรคมาแสดงความคารวะ

อย่าลืมทดแทนบุญคุณ

คนที่ฮ่องกงสำเหนียกไว้ด้วย

ออกฤทธิ์ออกเดชกันชนิดที่ลืมไปเลยว่า การที่คนของพรรคพลังประชาชนกวาดที่นั่งในภาคอีสานแบบม้วนเดียวจบ ไม่เว้นแม้แต่พวก ส.ส.นกแล

เพราะกระแสและกระสุนของใคร

ในมุมกลับกัน พวกที่ควรจะประกาศตัวแสดงตนกับผลงานอันยิ่งใหญ่ แต่ดันเงียบกริบ กับชัยชนะอันสวยหรูของกลุ่มวาดะห์ที่สามารถฝ่าด่านหินมาได้ถึง 3 เก้าอี้ ไล่ตั้งแต่นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ที่แทรกเข้าเป็นหนึ่งใน ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 8 นายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา และนายนัจมุจดิน อูมา ส.ส.นราธิวาส

สามารถปักธงพรรคพลังประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดน ใต้ได้อย่างสง่างาม ในท่ามกลางกระแสและกระสุน ปัจจัยเกื้อหนุนเจ้าถิ่นอย่างพรรคประชาธิปัตย์ทุกวิถีทาง

ทำให้พรรคพลังประชาชนคุยได้เต็มปากว่ามี ส.ส.ครบทุกภาค

เป็นแกนนำรัฐบาลของคนทั้งประเทศ

ทั้งๆที่โดยสถานภาพกลุ่มวาดะห์เป็นเสมือนลูกเมียน้อยในพรรคพลังประชาชน ถูกทอดทิ้งให้ช่วยเหลือตัวเองกันแบบตามมีตามเกิด

ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่คาดหวังแต้มตั้งแต่ต้น

ในขณะที่คนของทีมงานสายอีสานอู้ฟู่กระเป๋าตุงกันถ้วนหน้า กระสุนหนา แถมตุนคะแนนคนรัก “ทักษิณ” ไว้เป็นทุนอื้อซ่า

โดยมูลค่าของคำว่า “ขุนศึก”

ต่างกันสิ้นเชิงกับอีแร้งรุมทึ้งซากหมาเน่า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

สิ้นเสาหลัก (ด้วยโรคมะเร็งขั้วปอด)

ประเทศไทยได้สูญเสียหมอที่ดีพร้อมด้วยอุดมการณ์และตั้งใจทำงานอย่างไม่มีวันกลับเมื่อศุกร์ที่18 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยโรคมะเร็งขั้วปอด

หมอคนนั้นคือ นพ. สงวน นิตยารัมภ์พงศ์

เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สป.สช. หลังต่อสู้กับโรคร้ายนี้มา4-5ปี

ประวัติคุณหมอตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์จนจบ คือหมอตัวอย่าง ออกไปเป็นหมอชนบทยาวนาน มุ่งมั่นรักษาชาวบ้านยากจน

ใฝ่ฝันอยากให้คนไทยมีหลักประกันสุขภาพ เจ็บป่วย ได้รักษา ไม่นอนรอความตายอย่างอนาถา

ตอนรัฐบาลที่แล้วประกาศโครงการ30บาทรักษาทุกโรค มีคนค้านมากมายว่าทำไม่ได้ แค่หาเสียง

แต่มีคุณหมออีกคนนี่แหละ เป็นเสาหลัก บอกเสียงหนักแน่น ทำได้ !!!

เขียนให้กำลังใจคุณหมอไป ปรากฏว่าคุณหมอจดหมายมาขอบคุณไม่พอ ยังบุกมาถึง” เดลินิวส์” เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะบริหารยังไง เพื่อให้โครงการนี้ไป
ตลอดรอดฝั่ง

จากงบประมาณหัวละ1,300กว่าบาท ตอนนี้เพิ่มเป็น2,000กว่าบาท

30บาทรักษาโรคกลายเป็นโครงการอมตะที่ประชาชนเรียกร้องและไม่ยอมให้ยกเลิกเด็ดขาด

เพราะครอบคลุมคนกว่า30ล้านคนที่ไม่มีหลักประกันใดๆเรื่องสุขภาพ

คนจนไม่กล้าไปหาหมอ เพราะไม่มีเงินไป แต่บัตรทองทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป แม่ค้าขายส้มตำเจ้าประจำ บอกว่า แม่ไปผ่าตัดตาต้อด้วยบัตรทอง ถ้าไม่มีคงแย่

ลำพังแต่ละเดือนก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง จะเอาเงินที่ไหนไปรักษาแม่

บัตรทองทำให้อุ่นใจ อย่างน้อยไม่ตาย เป็นข้อพิสูจน์ได้ดีว่า โครงการนี้ สำเร็จหรือล้มเหลว

แต่ระหว่างทาง ใช่จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ มีข้อกล่าวหามากมาย ทั้งอยากเป็นใหญ่ หวงงบประมาณไว้เอง ทำให้หมองานมากขึ้น

แต่คุณหมอก็อดทนเพียรอธิบายและแสดงความจริงใจตลอดเวลา

จนมีพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในที่สุด จาก30บาทรักษาโรคต่อยอดเป็นรักษาฟรีในรัฐบาล “ขิงแก่” ล่าสุดขยายไปถึงการล้างไตด้วย

ทราบว่าสิ่งสุดท้ายที่คุณหมออยากทำคือ”กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เพื่อมิตรภาพเพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อเอาดอกผลมาดูแลอาสาสมัครและคนป่วยเพิ่มขึ้น

ใครอยากทำบุญน่าติดต่อไปที่สป.สช.เพื่อช่วยสานต่อเจตนารมณ์ของคุณหมอ เพราะไม่มีอะไรได้บุญเท่าการได้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์แล้ว

ขอให้ดวงวิญญาณของคุณหมอไปสู่สุคติ คุณหมอไม่ใช่แค่ใบไม้อีกใบที่ร่วงหล่นเลย แต่ตายดังขุนเขาอันยิ่งใหญ่และหนักแน่นโดยแท้

ดาวประกายพรึก

คอลัมน์ ฝ่าเปลวแดด

'ขยาดชมพู่'


ได้รับความอนุเคราะห์จาก “หญิงเป็ด” จารุวรรณ เมณฑกา มอบพื้นที่ดาดฟ้าชั้น 7 ตึก สตง. ให้บรรดากระจอกข่าว คตส. ได้จัดงานราตรี “เห่าเพื่อแผ่นดิน” อำลา “พี่หญิง” อัมพา สันติเมทนีดล และ “สุรศักดิ์ กล้าหาญ” 2 นักข่าวค่ายบางกอกโพสต์ ที่เปลี่ยนบทบาทไปจับอาชีพอื่น

หลังฟาดอาหารคาว ต้องตามล้างปากด้วยผลไม้ ทำเอา 10 เสือ คตส.ถึงกับสะดุ้งกับมุกของกระจอกข่าว เพราะผลไม้ที่เตรียมไว้มีอย่างเดียวคือ “ชมพู่” เล่นเอา “หญิงเป็ด” ถึงกับหลุดปากกรี๊ดออกมาทันควัน ... “ตายแล้ว ใครเอาผลไม้นี้มา ฉันไม่กินหรอก ผลไม้แสลง”

ส่วนอาจารย์นาม ไม่น้อยหน้าเปรยออกมาเบา ๆ ว่า .... “ผมไม่ค่อยชอบเลย ... ทำไมต้องเตรียมเอาชมพู่มาให้กินด้วย”

แต่รายนี้เด็ดกว่า ... “อาจารย์อุดม” ...อุดม เฟื่องฟุ้ง มือปราบที่ดินรัชดา พูดโพล่งขึ้นมาว่า ... “อย่างนี้ต้องกินมันก่อนที่มันจะกินเรา” จากนั้นก็เริ่มต้นหยิบ “ชมพู่” ของแสลงของ “หญิงเป็ด” เข้าปากเคี้ยวหมุบหมับอย่างเอร็ดอร่อย ตบท้ายงานนี้ด้วยการร้องเพลงร่วมกันของ 10 เสือ คตส. ด้วยบทเพลง “เย้ยฟ้าท้าดิน” เหมือนกับจะส่งสัญญาณบอกใครบางคนว่า ... “กูไม่กลัวมึง”

แมงโม้


คตส.เตรียมดึงสภาทนายความร่วมทีมสอบคดีหวยบนดิน

คตส. 25 ม.ค. - โฆษก คตส. เผย คตส. และอัยการสูงสุด ยังเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับสำนวนคดีหวยบนดิน นัดประชุมอีกรอบ 1 ก.พ.นี้ เตรียมดึงสภาทนายความร่วมทีม ระบุถ้ายังเห็นไม่ตรงกันอีก คตส.สามารถฟ้องร้องได้เอง

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลงภายหลังการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างตัวแทนอัยการสูงสุด (อสส.) และ คตส. เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์พอของสำนวนการดำเนินคดีการออกสลากพิเศษ 2-3 ตัว หรือหวยบนดิน หลังจากใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง ว่า ที่ประชุมคณะทำงานของอัยการสูงสุดยืนยันข้อเท็จจริงตามหนังสือที่ได้แจ้งสำนวนไม่สมบูรณ์ทั้ง 5 ประเด็นเกี่ยวกับสำนวนการดำเนินคดี ขณะที่ตัวแทนของ คตส. เห็นว่าสำนวนของ คตส.ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องดำเนินการสอบสวนพยานหรือรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก ดังนั้น ที่ประชุมทั้ง 2 ฝ่าย จึงมีความเห็นไม่ตรงกันทั้ง 5 ประเด็น โดยจะนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 1 ก.พ. 2551 เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาว่าจะมีทางออกอย่างไรบ้าง

“ทางออกเรื่องนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาตรา 10 ระบุว่า เมื่อ คตส.ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดสั่งฟ้องคดี แต่อัยการสูงสุดเห็นว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์ ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงภายใน 14 วัน แต่หากอัยการสูงสุดยังยืนยันที่จะไม่ดำเนินการ หากครบกำหนดภายใน 30 วัน ตามมาตรา 11 วรรค 2 ของกฎหมายดังกล่าว คตส.สามารถดำเนินการแต่งตั้งทีมทนาย หรือดำเนินการฟ้องร้องเองภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง คตส.ได้มีมติตั้งคณะทำงานร่วม” โฆษก คตส. กล่าว

เมื่อถามว่า ตัวแทนอัยการสูงสุดได้ให้เหตุผลหรือไม่ถึงการยืนยันทั้ง 5 ประเด็น นายสัก กล่าวว่า ที่ประชุมต้องมีการหารือในครั้งต่อไป และต้องดูว่าการประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันหรือไม่ ถ้าหากเห็นตรงกันก็หาทางออกได้ แต่หากมีความเห็นไม่ตรงกันอีก คตส.สามารถดำเนินการของ คตส.เอง ซึ่งจะต้องมีการมาคุยกันอีกครั้ง

นายสัก กล่าวด้วยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. ได้ส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ขอความร่วมมือไปยังสภาทนายความ เพื่อส่งทีมทนายเข้ามาพิจารณาสำนวนร่วมกับ คตส. โดยล่าสุดสภาทนายความได้ส่งทนายความอาวุโส จำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1. นายสิทธิโชค ศรีเจริญ ประธานคณะกรรมการมารยาทสภาทนายความ 2. นายบำรุง ตันจิตติวัฒน์ อดีตอุปนายกสภาทนายความ 3. นายสุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล อุปนายกสภาทนายความ 4. นายสมชาย หอมละออ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสภาทนายความ และ 5. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตอุปนายกสภาทนายความ โดยนายนามได้มีการลงนามออกคำสั่งแต่งตั้งตัวแทนจากสภาทนายความทั้ง 5 คน เป็นอนุกรรมการตรวจสอบสำนวนในคดีนี้แล้ว โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมีการประชุมครั้งแรกในวันที่ 28 ม.ค.นี้

“คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงหลักฐานว่า สำนวนดังกล่าวมีพยานหลักฐานถูกต้องเพียงพอที่จะสั่งฟ้องต่อหรือไม่ เพราะทั้ง 5 คน เป็นทนายความที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และสามารถดำเนินการให้ทันภายในระยะเวลา 14 วัน” นายสัก กล่าว

เมื่อถามว่า ทั้ง 5 คนนี้จะต้องเป็นทีมทนายความฟ้องร้องให้กับ คตส.ด้วยหรือไม่ นายสัก กล่าวว่า ต้องรอการประชุมร่วม คตส. กับอัยการสูงสุด วันที่ 1 ก.พ.นี้ก่อน หากทั้ง 2 ฝ่าย ยังยืนยันเหมือนเดิม คตส.จำเป็นต้องใช้ช่องทางออกตามกฎหมาย เพื่อดำเนินคดีความให้เสร็จสิ้น ส่วนเรื่องงบประมาณไม่น่าจะมีปัญหา เพราะตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ได้กำหนดให้รัฐบาลเป็นผู้จัดสรรสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินคดี ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าจะมีข้อจำกัด ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาสภาทนายความดำเนินการฟ้องร้องก็ไม่ได้เรียกร้องเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งหากไม่มีงบประมาณจริง ๆ ก็จะต้องมีการเปิดให้มีการบริจาค

ด้านนายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการ คตส. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีหวยบนดิน กล่าวว่า ยืนยันว่าสำนวน คตส.แน่นหนาพอแล้ว และการที่ คตส.ให้สภาทนายความส่งทนายความเข้ามาร่วมพิจารณาตรวจสอบสำนวน เนื่องจากต้องการให้กระบวนการยุติธรรมในส่วนของภาคเอกชนร่วมพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น และหากอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่ตรงกับ คตส.อีก คตส.ก็มีอำนาจดำเนินการฟ้องตามช่องทางกฎหมายได้ ทั้งนี้ ต้องหารือในที่ประชุม คตส. วันที่ 28 ม.ค.นี้ ว่าจะมีความเห็นอย่างไร

นายอุดม กล่าวอีกว่า การแต่งตั้งคณะทำงานจากสภาทนายความทั้ง 5 คน เป็นไปตามระเบียบของ คตส. ข้อ 10 ที่ให้อำนาจ คตส.แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาสำนวนอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การตั้งคณะทำงานขึ้นมานี้ ไม่ได้มีปัญหากับทางอัยการสูงสุด แต่ในเมื่อความเห็นทางกฎหมายในสำนวนไม่ตรงกัน คตส.จำเป็นต้องหาข้อยุติ ซึ่งตามกฎหมายเปิดโอกาสให้ คตส.ได้แต่งตั้งทีมทนายความฟ้องร้องเองได้. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-25 19:17:50

The Economist: ไปเสียได้ก็ดี

Jan 24th 2008
From The Economist print edition
แปลโดย Thai Report Blog

หลังจากการเลือกตั้งของประเทศไทยเสร็จสิ้นลงแล้ว บรรดานายพลก็ควรจะออกไปเสียที

บรรดาทหารซื่อบื้อที่ขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตรเมื่อปี พ.ศ. 2549 ดูเหมือนจะทำอะไรเข้าท่าสักที สัปดาห์นี้เราได้เห็นการฟื้นฟูรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเมื่อเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยดูจะย้อนกลับไปในสมัยประชาธิปไตยหลายพรรคเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นอีก นี่เป็นข่าวดีสำหรับคนไทย 65 ล้านกว่าคน และจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกกว่าครึ่งพันล้านคนและชาวจีนมากกว่าพันล้านคน อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกว่าพวกนายทหารทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ เหตุผลในการรัฐประหารยังคงเป็นเรื่องไร้เหตุผล

คณะเผด็จการทหารพยายามอย่างที่สุดเพื่อจะป้องกันผลลัพธ์ที่ไม่เป็นอันตรายซึ่งตอนนี้ดูจะเป็นไปได้จริง? เขาสั่งตัดสิทธิ์ทางการเมืองของทักษิณและสมาชิกพรรค 100 กว่าคนเป็นเวลา 5 ปี พรรคไทยรักไทยถูกยุบแต่พวกเขาก็รวมตัวกันใหม่ในชื่อพรรคพลังประชาชน (พปช.) พวกเขาสร้างความกังวลใจกับบรรดานายทหารเป็นอย่างมากที่พวกเขาได้รับเสียงมากกว่าพรรคอื่นๆอย่างทิ้งขาดและเกือบจะได้ที่นั่งเกินครึ่งของสภา ประชาชนไทยโดยเฉพาะคนชนบทที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายการพัฒนาของทักษิณเสียงดังกว่า พวกเขาส่งเสียงไปยังพวกทหารรอยัลลิสต์ในกรุงเทพฯว่าพวกเขายังคงต้องการทักษิณหรือคนที่คิดแบบทักษิณ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนอารมณ์ร้อนอดีตฝ่ายขวา ยอมรับอย่างร่าเริงว่าเขาเป็น”ตัวแทน”ของทักษิณ และบอกในสัปดาห์นี้ว่าเขาพร้อมจะเป็นนายกฯและพร้อมจะนำพรรคทั้ง 6 พรรคแล้ว

การใช้หลักกฏหมายอย่างแบบเฉโก ได้สร้างความกังลวให้พปช. พรรคที่ประชาชนเทคะแนนให้ คณะกรรมการเลือกตั้งตั้งข้อสงสัยการทุจริตในการเลือกตั้งมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของพรรค พปช. ศาลฎีการับคำร้องที่อาจทำให้ชัยชนะของพรรค พปช.ต้องเป็นโมฆะ ไม่ว่าองค์กรเหล่านี้จะถูกกดดันหรือไม่ ท้ายที่สุดพวกเขาก็ทำในสิ่งที่ถูก ไม่มีผู้สมัครโดนใบแดงหรือใบเหลืองมากพอที่จะทำให้พรรคพลังประชาชนไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าพรรคพลังประชาชนยังมีคดีความอยู่อีกหลายคดี แต่การที่ศาลฎีกายกคำร้องกรณียุบพรรค พปช. ไป ก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ประชาธิปไตยของไทยจะได้เดินหน้าอีกครั้ง

รัฐบาลใหม่ควรจะมีเสียงข้างมากในระดับที่ทำงานได้ แต่ไม่ควรจะเหมือนยุคคุณทักษิณที่ดูจะมากเกินควร พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านทำได้ดีกว่าเดิมในการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น เราคงได้เห็นการประชันฝีปากที่เข้มข้นขึ้นในรัฐบาลชุดใหม่ กกต.ได้แสดงความกระตือรือร้นในการกำจัดการซื้อเสียงให้เห็นแล้ว โดยภาพรวมแล้ว ประชาธิปไตยของไทยได้ผ่านจากความยุ่งยากมาสู่การมีภาพรวมที่ดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวายต่างๆก็ยังไม่จบเสียทีเดียว การเมืองของไทยมีแนวโน้มจะเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธเคือง การกล่าวหา และการใช้ถ้อยคำรุนแรง นายสมัครเป็นคนหนึ่งที่พูดจารุนแรง มีความกังวลเป็นอย่างมากว่าเขาอาจจะเอานโยบายที่แย่ที่สุดของทักษิณมาใช้ เช่น นโยบายทำสงครามกับยาเสพติด ที่ดูเหมือนจะเป็นการฆ่าปิดปากผู้กระทำผิดของเจ้าหน้าที่ การที่ทักษิณวางแผนจะกลับประเทศไทยได้สร้างความกังวลใจเช่นกัน ภรรยาของเขาอยู่ประเทศไทยแล้วและได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุจริตเรื่องการประมูลซื้อที่ดินและรับการประกันตัวออกมา ทักษิณผู้กำลังเพลิดเพลินกับชัยชนะอาจจะวางแผนแก้แค้นคณะรัฐประหารซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น คงจะดีกว่าถ้าเขาจะรักษาสัญญาว่าจะเลิกเล่นการเมืองไปตลอด

หน้าที่สุดท้าย
คงจะยังเป็นทางเลือกที่ดี หากพลเอกสนธิ บุญรัตกลิน ผู้นำรัฐประหารและลูกน้องของเขาจะลงจากตำแหน่งอย่างสง่างามและให้สัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับการเมืองเพื่อหาความสุขกับการนิรโทษกรรมที่พวกเขาออกให้ตัวเอง บรรดาชนชั้นนำในไทยเริ่มเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ระบอบการเมืองแบบรัฐสภากำลังจะกลับมา พวก liberal (ในที่นี้น่าจะแปลว่า พวกต้านโลกาภิวัฒน์) หลายคนที่เกลียดทักษิณและชื่นชมกับรัฐประหารอาจจะบอกว่าพวก คมช. หมดภาระแล้ว พวกเขาทำหน้าที่ได้ดีแล้ว ไร้สาระสิ้นดี ไม่เพียงแต่คมช.ล้มเหลวที่จะหาหลักฐานเอาผิดทักษิณทั้งในเรื่องคอรัปชั่นและการลุแก่อำนาจ ที่เป็นเรื่องที่พวกเขาใช้เป็นเหตุผลหลักในการทำรัฐประหาร พวกเขายังทำให้ขุนศึกทหารเห็นช่องในการเอาข้อกล่าวหาเรื่องข้อพิพาททางการเมือง หรือข้อกล่าวหาคอรัปชั่นมาเป็นข้ออ้างทำรัฐประหาร ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ที่ซึ่งประชาธิปไตยยังคงอยู่ในช่วงผลิดอกเริ่มต้น

ผู้ก่อการรัฐประหารล้มเหลว เพราะรัฐบาลเต่าคลานและนายทหารเกษียณที่เขาแต่งตั้งขึ้นได้สร้างผลงานเน่าๆ สิ่งเหล่านี้และรวมไปถึงความไม่แน่นอนในการที่เหล่าบรรดาเผด็จการทหารจะออกจากความยุ่งยากที่เขาได้ก่อขึ้น ได้ทำให้ประเทศพัฒนาอย่างเชื่องช้ามากกว่าปี เช่นเดียวกับรัฐประหารหลายๆ ครั้งที่ได้กระทำมา การก่อการครั้งนี้ได้สร้างปัญหามากกว่าที่มันได้แก้ไขเสียอีก


จาก Thai E-News

ไร้ศีลธรรมสุดๆ มติชนตัดต่อภาพฆราวาสใส่จีวร

25 มกราคม 2551

ประชาชนก่นด่าทั่วเน็ต สร้างความเสื่อมในวงการสื่อ ตัดต่อภาพคนธรรมดาให้กลายเป็นพระด้วยความไม่ละอายและเกรงต่อศาสนิกชน มีความจงใจย้อนรอยกรณีจอมพลถนอมบวชเข้าประเทศปี 19 เพื่อสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมือง ให้ข้อมูลเท็จแก่ผู้รับสาร จงใจสร้างภาพให้ร้ายผู้อื่นว่าจะเข้าประเทศไทยต้องปลอมบวชมา เชื่อ การกระทำดังกล่าวจะติดตัวมติชนไปตลอดในฐานะสื่อไร้คุณภาพ

เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อคุณ tikoo3 ได้นำเสนอภาพหน้าปก
นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับล่าสุด ในเว็บบอร์ดสนทนาพันทิปดอตคอม โดยเป็นภาพของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในสภาพการห่มจีวรของพระภิกษุ และโปรยพาดหัวว่า "Welcome Home ทักษิโณ ภิกขุ"
เพื่อนสมาชิกกระดานสนทนาดังกล่าว ต่างได้แสดงความคิดเห็นไปในทำนองเดียวกัน คือ ตำหนิสื่อมวลชนกลุ่มดังกล่าวที่ไร้ความคิด ไม่ได้คำนึงถึงว่า การกระทำดังกล่าวจะสร้างความเสื่อมเสียเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่น อีกทั้งยังมีแง่มุมทางพุทธศาสนา ที่ภาพดังกล่าวได้ไปลบหลู่ศรัทธาของศาสนิกชน เนื่องจากจีวรพระนั้น ถือเป็นธงชัยของพระอรหันต์ การนำบุคคลธรรมดามาตัดต่อภาพดังกล่าวให้กลายเป็นพระ ย่อมสร้างความเสื่อมให้กับพุทธศาสนาและศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระภิกษุสงฆ์ เหมือนกับเห็นจีวรเป็นของเล่นของตน ของต่ำเหมือนจิตใจตัว มีจิตใจหลู่ดูถูกพุทธศาสนา

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ได้แสดงความคิดเห็นว่า มติชน จงใจผูกเรื่อง เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2519 นั้น เหตุการณ์ที่เป็นชนวนของความรุนแรงคือ การเดินทางกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร หลังจากการบวชเณรที่ประเทศสิงค์โปร์

ศีลธรรมที่ต่ำกว่าคนธรรมดาของสื่อสารมวลชนกลุ่มดังกล่าว ยังแสดงออกด้วยการไม่คำนึงว่า การใส่สีตีไข่ สร้างภาพให้ผู้อื่น ในกรณีดังกล่าวคือคุณทักษิณ มีภาพลักษณ์ที่ไม่อาจหาญ เนื่องจากคิดเอาเองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กล้ากลับมาโดยตรง ต้องบวชเป็นพระก่อน รวมถึงการเชื่อมโยงภาพคุณทักษิณ กับจอมพลถนอม อดีตเผด็จการทหาร การให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้ ไม่ถือเป็นสื่อที่ดี หรือมีจรรยาบรรณ ไม่สามารถมีชื่อได้ว่าเป็นสื่อที่สร้างสรรค์สังคม ไม่ได้แสดงมติของปวงชน แต่เป็นสื่อที่เลวอย่างชัดเจน (ภาพประกอบจากคุณโต้มอญ)

ทั้งนี้เราจะขออนุญาตนำความเห็นของประชาชนที่มีต่อกรณีดังกล่าวมาแสดงดังตัวอย่างดังนี้

สื่อชั่วกะจะเล่นข่าวนี้แต่มุกแป๊ก ในภาพ เป็นเครื่องแบบภิกษุพม่าครับ แล้วก็ไม่โกนคิ้ว

เดี๋ยวสาวกสนธิก็เล่นงานคุณทักษิณอีกหรอก โทษฐานไม่โกนคิ้ว (ฮา)

สื่อเลว
จากคุณ : ที่ต้องการสมัคร
คงพยายามสร้างภาพว่าทักษิณเป็นเผด็จการเหมือนสมัยเมื่อครั้น จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทยด้วยการนุ่งผ้าเหลืองเข้าประเทศครับ ท่ามกลางความขัดแย้งของคนในชาติในเรื่องความคิดการปกครองในขณะนั้น...

อย่าไปสนใจเลยครับ เพราะสมัยนี้สื่อเองก็ชั่วพอๆกัน ดีก็แค่สร้างภาพจอมปลอมไปวันๆ
จากคุณ : หมีน้อยสอยดาว
การตัดต่ออย่างนี้ไม่สมควร เพราะคุณทักษิณยังไม่ได้ทำพิธีบวช มติชนนี่เขานับถือศาสนาอะไรกัน ไม่มีพระมีเจ้าในใจเลยหรือ เสียแรงที่คุณขรรชัย ธรรมะธรรมโม แต่ลูกน้องนี่ไม่รู้จักการควรไม่ควร นักการเมืองก็ส่วนนักการเมือง นี่เล่นเอาไปพาดพิงศาสนา
จากคุณ : PKT
แม้ความผิดทางโลกอาจเอาผิดไม่ได้ แต่ทางธรรมหาพ้นผิดไม่ เพราะการตัดต่อภาพโดยการนำผ้ากาสาวพัตร์(ผ้าเหลือง) อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา มาทำเยี่ยงนี้ หาควรไม่

บัณฑิตชน วิญญูชน อริยชน ไม่ควรทำเช่นนี้ คุณเสถียรพงษ์ วรรณปก ป.ธ. 9 ราชบัณฑิต ก็เขียนบทความลงมติชน น่าจะเตือน ๆ กันบ้าง ในทางธรรม หากแม้นภิกษุนำเอาเครื่องนุ่งห่มคฤหัสถ์(เสื้อผ้า)มาสวมใส่เล่น ๆ ก็ต้องอาบัติ แล้วมติชน ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นสื่อคุณภาพ ไฉนจึงได้ทำสิ่งที่เลวทรามอย่างนี้เล่า ?
จากคุณ : ที่ต้องการสมัคร
เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นำภาพ ฆราวาส มาตัดต่อ เป็น ภิกษุสงฆ์ ถือเป็นการไม่เคารพต่อ พุทธศาสนา และทำให้ผู้ถูกตัดต่อได้รับความอับอาย เพราะหากคุณทักษิณอยู่ในฐานะภิกษุสงฆ์จริง ก็เป็นสิ่งที่ควรอนุโมทนา แต่นี่ไม่ใช่ความจริง ทางมติชน ทำแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเจตนาอย่างไร แต่ผลคือ ทำให้มติชนเสื่อมเสียเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันสื่อว่าคุณไม่เคารพในศาสนาพุทธ (ไม่ใช่นับถือ แต่เคารพ ให้เกียรติในทุกศาสนา) และคุณยัง ไม่เคารพในสิทธิขั้นพื้นฐาน ของบุคคล แม้การกระทำเยี่ยงนี้ จะไม่ใช่กับคุณทักษิณ ทำกับตาสี ตาสา ก็มีสิทธิ์โดนฟ้องร้องได้

สรุปว่า การกระทำนี้ ไม่เหมาะสม ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง สื่อ ควรมีภาพของความน่าเชื่อถือ แต่บัดนี้ คุณได้ทำลายมันลงไปแล้ว
จากคุณ : ยินดียิ่ง
น่าจะมีใครสักคนเอาภาพปกมติชนนี้ ขยายใหญ่ๆ ใส่รถปิคอัพ และเขียนข้อความว่า "ฉบับนี้ เต้าข้าวหรือไม่ เชิญพี่น้องช่วยตัดสินที" แห่ประจานไปทั่วเมือง
จากคุณ : บ้านนอกคอกนา

ถึงบรรณาธิการบริหารหนังสือมติชนสุดสัปดาห์(ฉบับที่ 1432) เห็นหน้าปกหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุดแล้ว รับไม่ได้กับภาพและข้อความที่หน้าปกอย่างมาก จนต้องขอแสดงความเห็น
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ดูเป็นการล้อเลียนที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวบุคคล และพุทธศาสนา และผิด พรบ.การพิมพ์อีกด้วย
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือของสื่อเสียเอง เพราะนับแต่นี้ไป ไม่อาจมั่นใจกับภาพที่นำเสนอของมติชนสุดสัปดาห์
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว ไม่สามารถอ้างในลักษณะของการหยอกล้อสนุกสนานให้กับบรรดาขาประจำ หรือคอการเมืองของมติชนสดสัปดาห์
- การตัดต่อรูปภาพดังกล่าว คาดว่าต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของทีมงานแล้ว คงต้องทบทวนถึงจรรยาบรรณ และการแสดงความรับผิดชอบในฐานะของสื่อ
จากคุณ : ritenour

จาก Thai E-News

'รมว.กห.'แบบไหนถูกใจบิ๊กเหล่าทัพ

'ในช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสถาน การณ์บ้านเมืองเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่มีความละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของทุกฝ่าย ทางกองทัพเองไม่ควรเข้าไปยุ่ง กับเรื่องของทางการเมือง และขณะเดียวกันการเมืองก็ไม่ควรเข้ามาแทรกแซงกองทัพเช่นกัน ดังนั้น คมช.จึงมีแนวคิด ที่ว่าผู้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ในรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ สมควรเป็นคนกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด และควรจะต้องเป็นทหาร เพราะทหารย่อมเข้าใจในทหาร ทั้งในเรื่องของบุคลากร และกิจการภายในกองทัพ นอกจากนี้ยังส่งผลให้บรรยากาศของการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายดีขึ้น'

คำแถลงของพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ถึงสเป๊กของรมว.กลาโหมคนใหม่ ของคมช.ที่ส่งผ่านไปถึงรัฐบาลพรรคพลังประชาชน หลังจากพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. ในฐานะรักษาการประธานคมช. นั่งหัวโต๊ะประชุมคมช.นัดสั่งลา เมื่ออังคารที่ผ่านมา

โดยมีพล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม คนปัจจุบันร่วม แจมด้วย

เปิดสเป๊กท่ามกลางกระแสข่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะควบเก้าอี้รมว. กลาโหม อีกหนึ่งตำแหน่งนอกเหนือจากเก้าอี้ผู้นำประเทศ

ขณะเดียวกัน ภายในพรรคพลังประชาชนเองก็พยายามเสนอบุคคลอื่นเข้ามาประกบ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคและอดีตผบ.สส. หรือลองกระแสพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ทบ.และผบ.สส.ที่ไม่ได้สังกัดพรรคใด แต่นามสกุลมันฟ้อง และพล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีตรมว.มหาดไทยและอดีตผบ.ทอ.

แต่ทั้งหมดถือว่าไม่ผ่านการประเมินของฝ่ายกองทัพ

จึงเกิดความเคลื่อนไหวของบุคคลในกองทัพ แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงสเป๊กของบุคคล ที่จะมาคุมกระทรวงกลาโหม เพราะบทบาทนี้ ในอดีตส่วนใหญ่จะมาจากอดีตนายทหารระดับสูง มีเพียงนายชวน หลีกภัย นายกฯ ในขณะนั้นที่นั่งควบรมว.กลาโหม แต่ก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ จากคนในกองทัพเท่าไหร่นัก

สเป๊กที่คมช.เสนอ จึงถูกโฟกัสไปที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. ตท.6 ที่ได้รับการผลักดัน จากพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา และมีความสนิทสนม กับพล.อ.ประวิตร เมื่อครั้งรับราชการด้วยกันที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ (ทหารเสือราชินี) และกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.)

ประกอบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ยังอยู่ในตำแหน่งผบ.เหล่าทัพ และล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกคมช. ก็พร้อมสนับสนุน

แต่ล่าสุดมีชื่อพล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีตผบ.ทบ. และ อดีตผบ.สส. ตท.3 เข้ามาเป็นตัวเลือกที่สำคัญ

เพราะมีแรงสนับสนุนโดยตรงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมองว่าเป็นคนกลางและประสานงาน ระหว่างกองทัพและฝ่ายการเมืองได

เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ เกรงว่าหากนำคนที่กองทัพเสนอเข้ามา จะทำให้การเมืองอยู่ใต้อาณัติกองทัพ มากเกินไป

แต่ไม่ว่าพลังการต่อรองจะออกมาอย่างไร บรรดาผู้นำเหล่าทัพ ได้ให้มุมมองสเป๊กของผู้ที่เหมาะสม ต่อเก้าอี้รมว.กลาโหมคนใหม่ไว้ ดังนี้

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม มองว่า ผู้ที่จะขึ้นมานั่งตำแหน่งดังกล่าว ควรเป็นคนที่มีความรู้ ความเข้าใจงานด้านทหาร และต้องผ่านการเป็นทหารมา ต้องได้รับการยอมรับจากกำลังของในกองทัพ

'ที่สำคัญ ต้องทำให้ทหารอยู่ในกรอบของกองทัพได้ ไม่ใช่ว่าพลเรือนจะเข้ามาเป็นรมว.กลาโหมไม่ได้ แต่ความเหมาะสม และความเข้าใจทหารด้วยกัน จะสู้อดีตนายทหารไม่ได้ ผมไม่ได้เจาะลงว่าต้องเป็นใคร แต่เชื่อว่าคนจะมาคุมกองทัพได้จะต้องสื่อสารภาษาเดียวกัน ต้องเป็นทหาร ถึงจะเหมาะสมที่สุด'

นอกจากนี้ พล.อ.บุญรอด บอกด้วยว่า คุณสมบัติรมว.กลาโหม ต้องเป็นทหารเพราะสถานการณ์ขณะนี้ ี้อยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยน เป็นสถานการณ์ที่อ่อนไหวได้ง่าย ฉะนั้นคนที่จะมาดูแลกระทรวงกลาโหม ต้องเป็นคนที่ กองทัพมีความศรัทธา ซึ่งได้แก่ อดีตนายทหารระดับสูงของกองทัพ เพราะแต่ละคนที่ขึ้นมาในระดับสูงล้วน แต่ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการความสมานฉันท์ และต้องการให้ประเทศชาติ ิเดินไปด้วยดี

สถานการณ์ขณะนี้เป็นสถานการณ์ละเอียดอ่อน ดังนั้น การจะทำให้เกิดสมานฉันท์ต้องฟังกัน

แต่หากจะถามว่าระหว่าง พล.อ.สมทัต กับ พล.อ.ประวิตร ใครเหมาะสมจะเป็นรมว.กลาโหม ในสถานการณ์เช่นนี้มากกว่า ส่วนตัวผมเห็นว่าเป็นได้ทั้งคู่ เพราะเป็นที่ยอมรับของกองทัพอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพบก

ขณะที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ระบุว่า ความละเอียดอ่อนระหว่างพลเรือน กับทหาร มีสิ่งแตกต่างให้เห็น ในฐานะที่ผมเป็นผู้นำสูงสุดในกองทัพเวลานี้ เห็นว่าคนที่จะก้าวเข้ามารับหน้าที่ รมว.กลาโหม ต้องมีบารมีพอและได้รับการยอมรับจากกองทัพ การที่เป็นทหารเข้ามาดูแล บังคับบัญชาทหารด้วยกันจะมีความเข้าใจได้ง่าย

ดังนั้น หากฝ่ายรัฐบาลถามไถ่ทางกองทัพมา ต้องเสนอแนะว่าควรตัดสินใจให้ถูก แต่เรื่องนี้อยู่ที่รัฐบาล ต้องมีความเข้าใจว่าควรจะทำอย่างไรที่เหมาะสม เพราะบางจุดละเอียดอ่อน บางจุดปกติอาจจะไม่ละเอียดอ่อน แต่เวลาเช่นนี้อาจจะต้องละเอียดอ่อน ซึ่งตำแหน่งรมว.กลาโหม น่าจะเป็นจุดที่ละเอียดอ่อนพอสมควรในเวลาเช่นนี้ รัฐบาลจะต้องคิดให้รอบคอบ

ส่วนที่มีการเสนอชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. เป็นรมว.กลาโหม ขึ้นอยู่ที่รัฐบาล จะต้องพิจารณา ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ก็เห็นว่าเหมาะสม เพราะเคยผ่านการเป็นผบ.ทบ. คนที่เป็นผบ.ทบ. ได้รับการคัดเลือกมาแล้วอย่างถูกต้องตามขั้นตอนต่างๆ และท่านเป็นคนที่มีความสามารถ มีศักยภาพ ระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้ง มีความ สร้างสรรค์ และมุ่งมั่นในการทำงาน

'เพราะหาก รมว.กลาโหม เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และเข้าใจจิตใจของทหาร จะทำให้การปฏิบัติภารกิจในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะในห้วงนี้มีปัญหาหลายอย่างซับซ้อน และมีเรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งนั้น โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะต้องได้ผู้ที่เข้ากับคุณสมบัติดังกล่าวได้มากที่สุด'

พล.อ.บุญสร้างมองว่า ความรู้เรื่องการทหาร เป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งที่กองทัพต้องการคนที่มีความรู้เป็นอย่างดี และเป็นที่นิยมชมชอบของคนในกองทัพ เข้าใจจิตใจของทหารเป็นอย่างดี เนื่องจากจะต้องปฏิบัติภารกิจในหลายมิติ ดังนั้น หากได้คนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวได้มากที่สุดกองทัพพร้อมให้การสนับสนุน เพราะทหารมีวินัย

ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เชื่อว่า ทางการเมืองคงทราบดีว่า สิ่งที่กองทัพอยากได้ สิ่งที่กองทัพต้องการเห็นความสมานฉันท์ ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาเป็นรมว.กลาโหม น่าจะเป็นทหาร ที่มาจากคนกลาง เพื่อการประสานระหว่างกองทัพกับรัฐบาลได้ คนนั้นต้องมีบารมีความเหมาะสมได้รับความน่าเชื่อถือ จากสถาบันทหารและมีความสามารถ

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. เชื่อมั่นว่า ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นห่วงกับสถานการณ์บ้านเมือง ดังนั้น การจัดตั้งรัฐบาลโดยเฉพาะรมว.กลาโหม ต้องยอมรับว่าการเมืองมีโอกาสแทรกแซงกองทัพ แต่กองทัพ จะต้องควบคุมกำลัง มีคุณธรรมและความยุติธรรม สามารถปกป้องกองทัพได้ สำหรับการพิจารณาผู้ที่จะมา เป็นรมว.กลาโหม จะต้องเป็นบุคคลที่เหมาะสม มีสติปัญญา มีความรู้ความสามารถควบคุมกองทัพได้อย่างสง่างาม ได้รับการยอมรับ และคุณธรรมในการปกครองกองทัพ

สุดท้าย พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. เผยว่า สเป๊กรมว.กลาโหม ในสายตาของผม ควรเป็นคนที่มี ความเข้าใจทหารอย่างแท้จริงและเป็นทหารเก่าได้ การทำงานจะง่ายขึ้น ไม่ว่าจะทำงานร่วมกับ รัฐบาล หรือสนับสนุนรัฐบาลก็จะง่ายและพูดกันรู้เรื่องขึ้น เราไม่ได้ปิดกั้นพลเรือนที่จะเข้ามานั่ง หากบุคคลที่เหมาะสม กับเนื้องาน เข้าใจกองทัพ ก็ควรจะต้องเป็นทหารเก่า

หากถามว่าระหว่าง พล.อ.สมทัต กับ พล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นอดีตผบ.ทบ.ทั้งคู่ ใครเหมาะสมกว่านั้น เรื่องทหารบกผมไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ดีทั้งนั้น ถ้าเป็นทหาร เพราะเราพูดกันรู้เรื่อง พูดคำหนึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจแล้วว่าคืออะไร ถ้าเผื่อว่าไม่ใช่ทหาร อาจจะต้องอธิบายกันนานหน่อย ว่าอาวุธเป็นอย่างไร มันเสียเวลา หรือบางครั้งอาจจะสื่อกันผิด