นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงการลงมติเรื่องนายกฯ ในวันที่ 28 ม.ค.ว่า พรรคเพื่อแผ่นดิน หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคได้มีคำสั่งกำชับไปยังส.ส.ของพรรคทุกคนว่า ในวันดังกล่าวห้ามลา ห้ามสาย ห้ามขาด หรือเดินทางเข้าร่วมประชุมสาย เพราะวาระการประชุมนี้ เป็นวาระการประชุมที่มีความสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาล และทุกพรรคจะต้องดำเนินการตามมติของพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นตนจึงมีความมั่นใจว่า การลงมติในวันดังกล่าวพรรคเพื่อแผ่นดินจะไม่มีปัญหาเสียงแตกเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
"เรื่องนี้ผู้ใหญ่ในพรรคมีคำสั่งกำชับอย่างเด็ดขาดว่าส.ส.ของพรรคทุกคนจะต้องทำตามมติของวิปรัฐบาลชั่วคราวอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังมอบหมายให้ตัวแทนวิปของพรรคเราทั้ง 3 คน ให้นำผลการประชุมวิปรัฐบาล ที่จะออกมาก่อนการประชุม ให้นำมาแจ้งกับส.ส.ของพรรคให้ได้รับทราบให้ทั่วถึงกัน"
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, January 26, 2008
‘เพื่อแผ่นดิน'เตรียมพร้อมโหวตนายกฯ-คุมเข้มลูกพรรคห้ามลา-ขาด-สาย
'ลูกท็อป'รับไปฮ่องกงพบ'ทักษิณ'
'ลูกท็อป' ยอมรับ บินไปฮ่องกง พบ 'ทักษิณ'จริง แต่เป็นเรื่องส่วนตัว ปัด 'พ่อเติ้ง' ส่งต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี
จากกรณีที่มีข่าวว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ส่งนายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชาย เดินทางไปฮ่องกงเพื่อพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อยืนยัน และรักษาโควตารัฐมนตรีเดิมในสัดส่วนของพรรคชาติไทย คือ รองนายกรัฐมนตรี รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รมช.ศึกษา และรมช.คมนาคม เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวเรื่องแกนนำ รวมทั้ง ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อขอแลกเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมือง กับพ.ต.ท. ทักษิณ
นายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชายนายบรรหาร ศิลปอาชา กล่าวว่า ตนและภรรยาได้เดินทางไปเที่ยวฮ่องกงเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้ไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจริง แต่ไม่ได้ไปพบเพื่อต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรี 5 ตำแหน่ง ให้กับพรรคชาติไทย ทั้งนี้ การหารือเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรค ไม่ใช่หน้าที่ของตน แต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ซึ่งได้จัดการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนมีความนับถือ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการส่วนตัว เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เป็นประธานในพิธีมงคลสมรส
นายวราวุธ กล่าวว่า พรรคชาติไทยนัดประชุมส.ส. วันจันทร์นี้ (28 ม.ค.) เวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา เพื่อนัดหมายลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
‘ปชป.'เผยพรุ่งนี้ชัดเจน!ส่ง‘อภิสิทธิ์'ชิงนายกฯ
นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.) จะมีความชัดเจนว่า จะส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงแข่งขันเลือกนายกรัฐมนตรีกับนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนหรือไม่ ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ซึ่งจะมีขึ้นในเวลา 15.00 น.เพื่อหาข้อสรุปดังกล่าว และระหว่างวันที่ 30 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์นี้ พรรคจะจัดการสัมมนาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ ส.ส.ในฐานะฝ่ายค้านให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนรษฏรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งระบุว่า เพื่อการเตรียมพร้อมของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่นำไปสู่เป้าหมายการเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ไม่ระบุชัดเจนว่า การเตรียมการดังกล่าว เพราะไม่มั่นใจรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน จะบริหารงานประเทศได้นานมากน้อยเพียงใด แต่กล่าวว่า พรรคขอเตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลา นายเทพไท เรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ชี้แจงถึงคำกล่าวที่ว่า หากได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จะอยู่ในตำแหน่งไม่นานนั้น เป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง จึงอยากเรียกร้องให้ชี้แจงเพื่อสร้างความชัดเจนกับทุกฝ่าย เพื่อให้ได้มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งจะมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจของประเทศได้
‘พปช.'เรียกประชุมส.ส.พรรคพรุ่งนี้!ซ้อมโหวต‘สมัคร'นั่งนายกฯ
วันนี้(26 ม.ค.) ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในวันที่ 28 มกราคมนี้ พรรคพลังประชาชนจะเสนอชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคฯ เป็นนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่า นายสมัคร จะเป็นนายกรัฐมนตรีจนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสร้างพรรคให้เข้มแข็ง และเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ไม่ใช่การเร่งนิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรคไทยรักไทย
ร.ท.กุเทพ ยังเปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.) เวลา 16.00 น. ทางพรรคฯ จะเรียกประชุม ส.ส.ของพรรค เพื่อทำความเข้าใจในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี และกำชับให้ ส.ส.มาก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น และให้อยู่จนกว่าการประชุมจะเสร็จสิ้น
โฆษกพรรคพลังประชาชน เชื่อมั่นว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะโหวตให้นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่กังวลกรณีสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลจะใช้เอกสิทธิ์ในการโหวตให้แก่บุคคลอื่น เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่พรรคนั้นจะต้องไปดำเนินการกับสมาชิกของตัวเอง
โฆษกพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า ไม่มีการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรค หลังมีข่าว ส.ส.ภาคอีสาน กดดัน เพราะการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นเป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรค ที่จะต้องดูความเหมาะสมและความสมดุลในแต่ละภาค การนำจำนวน ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งมากดดันขอตำแหน่งนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และขอร้องอย่านำประเด็นดังกล่าวมาสร้างชื่อเพื่อให้เป็นข่าว
ส่วนบรรยากาศความเคลื่อนไหวที่บ้านพักของนายสมัคร ว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ณ หมู่บ้านโอฬาร ซ.นวมินทร์ 81 ยังคงเป็นไปด้วยความเงียบเหงา ไม่มีแม้แต่บุคคลใดในแวดวงทางการเมืองเดินทางเข้าพบ ท่ามกลางเกาะติดสถานการณ์ของสื่อมวลชน และไม่แน่ชัดว่า นายสมัครได้อยู่ภายในบ้านหรือไม่
คมช.ตายแล้ว !
ในที่สุด ก็อดไม่ไหว ห้ามใจไม่อยู่ ต้องเขียนบทเชิดชูคมช. เจ้าพ่อเผด็จการตกยุค อีกสักยก ก่อนจากกันด้วยแค้นฝังใจที่ยากจะลบเลือน
ผมอยากจะรู้นัก ว่ามีใครเอ่ยปากถาม คมช. บ้างไหม ว่าอยากได้ใครเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ผมอยากจะรู้นัก ว่าคนที่คมช. เสนอมาไม่ได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คมช.จะทำอย่างไร จะปฏิวัติ จะรัฐประหาร จะยึดอำนาจ จะฉีกรัฐธรรมนูญ หรือจะไปฟ้อง “ป๋า” ที่เคารพ ให้มาช่วยวางแผนล้มรัฐบาลอีก
ผมอยากจะรู้นัก ว่ามีใครไปชักชวนคมช. มาร่วมแสดงความเห็นหรือไม่ ว่ารัฐบาลใหม่ต้องทำอะไร และต้องทำตามคำแนะนำของคมช. มากน้อยแค่ไหน
ผมอยากจะรู้นัก ว่าคมช. เคยดูเงาหัวตัวเองหรือไม่ หากเคยดู แล้วเคยคิดหรือไม่ว่าเงาลูกกลมๆ ที่อยู่เหนือบ่าขึ้นไปนั้น เป็นกระโหลก หรือ กะลา กันแน่
ผมอยากจะรู้นัก ว่าคมช. เข้ามาเกี่ยวข้อง (แบบสุภาพ) หรือ เข้ามาเสือก (แบบไม่สุภาพ) อะไรกับการจัดตั้งรัฐบาลด้วย
พรรคพลังประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาลกันอย่างไร ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ใครจะเป็นรัฐมนตรีว่า การกระทรวงกลาโหม ใครจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงใด ใหญ่ หรือ เล็ก ก็เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่ได้รับฉันทานุมัติมาจากประชาชน ให้มาดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศ เป็นการได้มาซึ่งอำนาจเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ด้วยความชอบธรรมอย่างยิ่ง
ในสถานการณ์เช่นนี้ คมช. ซึ่งรู้จักแต่การปล้นอำนาจ ใช้อำนาจเป็นธรรม ไม่เคยรู้จักใช้ธรรมเป็นอำนาจ ควรจะหุบปาก แล้วสงบปากสงบคำ ได้แล้ว ไม่ใช่มาเสนอชื่อนายทหารคนนั้น นายพลคนนี้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่มาชี้แนะ มาเจรจาต่อรองผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ กระทั่งมากำหนดสเปกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องมีคุณสมบัติเช่นไร
นายพลทั้งหลาย ชื่อคนทั้งหมดที่ คมช.เสนอมานั้น มีประชาชนคนไหนเลือกให้มาเป็นผู้บริหารประเทศบ้าง
ไม่มีเลยสักชื่อ ไม่มีเลยสักคน
ในขณะที่ พรรคพลังประชาชน คือ พรรคการเมืองที่ประชาชนพิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสมจะมาเป็นผู้บริหารประเทศ ในฐานะรัฐบาล เพราะเหตุว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับ คมช. และต่อต้านคมช.
หากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นด้วยกับคมช. เห็นชอบกับวิธีการแก้ไขปัญหาของประ เทศด้วยการใช้กำลัง ด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร ของคมช. ว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้อง พรรคพลังประชาชน ก็คงไม่ได้รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนนสูงสุด และ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง คมช.สนับสนุนอยู่ ก็คงจะได้เป็นรัฐบาล ไปแล้ว
พิจารณาผลคะแนนเลือกตั้งที่ปรากฎ ก็จะเห็นนัยยะ หรือ สัญญาณที่ประชาชนส่งให้แก่คมช. ได้โดยไม่ยาก และคมช. ก็น่าจะรู้ตัวดีว่า ควรจะวางตัวเช่นไรในสถานการณ์เช่นนี้
การเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่ยืนตรงข้ามกับคมช. คือ พรรคพลังประชาชน และ ถูกคมช.กำหนดให้เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง เป็นศัตรูที่จะมาแย่งอำนาจไปจากกระบวนการสืบทอดอำนาจของคมช. ซึ่งวางเครือข่ายโยงใยไว้ในหลายพรรคการเมือง
เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง พรรคการเมืองพรรคเดียวที่ไม่เอาคมช. และคมช. ไม่เอา คือ พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้ง ได้จำนวนส.ส.มากที่สุด จึงเท่ากับว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ต้องการคมช. และ ปฏิเสธการใช้อำนาจของคมช. อย่างสิ้นเชิง
เพราะฉะนั้น คมช.จึงควรรู้ตัวเอง และควรไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ อย่าสะเออะมาเสนอแนะ มาชี้นำ มากำหนดอะไรอีกต่อไป
เวลาของเผด็จการหมดแล้ว ยุคสมัยของคมช.ผ่านพ้นไปแล้ว
ต่อจากนี้ไปคือเวลาของประชาธิปไตย เป็นยุคสมัยของพลังประชาชน
หากข้อเสนอแนะของคมช. ดีจริง ปฏิบัติตามแล้วบังเกิดสัมฤทธิผลจริง 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ภายใต้การปกครองของระบอบเผด็จการคมช. คงไม่นำพาความพินาศฉิบหายมาสู่ประเทศชาติหนักหนาสาหัส เช่นนี้หรอก
สถานการณ์ในขณะนี้ คมช.ควรจะช่วยกันคิดว่าจะหาทางเยียวยาประเทศชาติ ให้บรรเทาความเสียหายอย่างไร เพื่อรับผิดชอบต่อการกระทำด้วยความบ้าอำนาจของตนเอง ในฐานะที่ยังรับราชการเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพกันอยู่เกือบครบถ้วน ทั้ง บก เรือ อากาศ และ ตำรวจ ขาดไปก็เพียง หัวหน้าใหญ่ใจกบฎ “บังชายกระโปรง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพียงคนเดียว
สถานการณ์ในขณะนี้ คมช.ควรจะเลิกคิดเรื่องการต่อรองหาบุคคลที่สามารถเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อความปลอดภัยในชีวิตราชการและตำแหน่งของตนเอง
สถานการณ์ในขณะนี้ คมช. ควรจะเห็นแก่ประเทศชาติ มากกว่าเห็นแก่ตัว
ไม่ใช่มัวแต่ข่มขู่ว่าหากรัฐบาลไม่ทำตามคำแนะนำของคมช. ไม่ทำตามที่คมช. กำหนด อาจจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นอีก หรือ ไม่รับรองว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกในอนาคตหรือไม่
สเปกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แบบ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ ดีอย่างไร เป็นที่ประทับใจพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก มากมายจนอยากให้เป็นต่อเนื่องอีกสมัย เพราะอะไร
เพราะตามใจกองทัพ อากาศ อนุมัติเงินซื้อเครื่องบินรบจากสวีเดน มูลค่าหลายพันล้านบาท มีคอมมิชชั่นหล่นแถวดอนเมืองจำนวนมากพอที่จะทำให้ชีวิตบั้นปลายของทหารเกษียณ มีกินมีใช้สบายไปจนชั่วลูกชั่วหลาน ใช่หรือไม่
คมช. ควรจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้ และยอมรับความเป็นจริงได้แล้วว่าประชาชน ไม่ต้องการให้คมช.มีอำนาจปกครองประเทศ ไม่ต้องการให้คมช.ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารประเทศ อีกต่อไป
หากประชาชนมีความประทับใจ และต้องการให้คมช.มีบทบาทปกครองบ้านเมืองบริหารประเทศต่อไปไม่หยุดยั้ง ก็คงจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว เพราะรู้กันล่วงหน้าอยู่แล้วว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ คมช. ก็จะช่วยบริหารประเทศกันครบถ้วนหน้าทุกตัวคน
แต่เมื่อประชาชนเจ้าของประเทศ ได้แสดงความต้องการออกมาแล้วว่าอยากเห็นรัฐบาลเป็นอย่างไร อยากเห็นประเทศไปในทิศทางใด และไม่อยากให้คมช. เข้ามาเกี่ยวข้องอีก ก็เป็นเรื่องที่คมช. จะต้องรู้ตัว ต้องสำนึกบ้างว่าจะอยู่อย่างไรในสังคมประชาธิปไตย ที่ไม่มีที่ว่างให้แก่คมช. เว้นแต่ที่สำหรับทำสุสานเผด็จการเท่านั้น
หากยังไม่รู้สึก ไม่มีสำนึก เพราะไม่รู้ตัวว่าตายไปแล้ว ผมก็อยากจะสะกิดเตือน คมช. (ทุกคน) ให้ได้รู้ตัวว่า ณ บัดนี้ คมช.ได้ตายไปแล้ว เพราะถูกประชาชนรวมพลังกันฆ่าตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550
เมื่อท่านตายไปแล้ว ก็ควรจะอยู่ในโลกแห่งความตาย อย่าได้มายุ่งเกี่ยว อย่าได้ตามมาหลอกหลอนกันอีกเลย เว้นเสียแต่ อยากจะ “ตายซ้ำตายซาก”
สำหรับผมแล้ว วันนี้ คมช.ตายไปแล้ว และผมก็ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้แล้ว
ที่เหลืออยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นเหล่าทหารของกองทัพ ที่ผมได้แต่ภาวนาให้เป็นทหารที่ดี เป็นทหารของประเทศ เป็นทหารของประชาชน ไม่ถูกชักนำไปในทางที่ผิด เหมือน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อีก
หากสำนึกได้ ผมเชื่อว่าประชาชนพร้อมจะให้อภัยแก่ทหารทุกคน
แต่หากยังไม่รู้สำนึก ยังหวนระลึกที่จะใช้อำนาจเป็นธรรม และละเลยที่จะเรียนรู้การใช้ธรรมเป็นอำนาจ กันอีก
วันหนึ่งข้างหน้า ท่านจะต้องเสียใจ เพราะประชาชนจะไม่อภัยให้แก่ท่านอีกแล้ว
ประดาบ
จาก hi-thaksin
ปธน.บุช เห็นดีนโยบายประชานิยม สั่งแจกเงินภาษีคืนคนอเมริกัน หวังกู้เศรษฐกิจ เลียนแบบทักษิโณมิก
ทำไปได้นะบุช
ประชาธิปัตย์สมันชวน-ธารินทร์ที่ขึ้นดอกเบี้ย 20%
ปิดไฟแนนซ์ ทำลายชาติ
บุชนะบุชไม่ไว้หน้าซะเร้ย
บทสัมภาษณ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นักรบแนวหน้าเเห่ง นปก. โดย อ.มังกรดำ และ คุณกิ๊บเก๋
1 ชั่วโมงเต็ม กับ ณัฐวุฒิ “ความสง่างามของประชาธิปไตย”
สัมภาษณ์ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ
เมื่อเย็นวันที่ 25/1/2551
ทั้งหมดแบ่งเป็น 4 ตอน
ตอนที่ 1 สารทุกข์สุขดิบของพี่น้องประชาธิปไตย ช่วงที่1
ตอนที่ 2 หนทางประชาธิปไตย ช่วงที่2
ตอนที่ 3 นายกคนที่ 25 ชื่อสมัคร สุนทรเวช ช่วงที่3
ตอนที่ 4 ความสง่างามของประชาธิปไตย ช่วงที่4
แต่ละตอน ล้วนกลั่นออกมาแทนใจ และได้ความรู้สึกถึงความผูกพันของพี่น้องร่วมประชาธิปไตย
โดยเฉพาะตอนที่ 4
คลิปทั้งหมดโหลด และฟัง ที่ thaifreenews.com
หากที่นั่นแบนด์วิทช์ไม่พอ ไปโหลดได้ที่ thaitimeradio.com
pantip น่าจะมีให้เอาไฟล์เสียงไปวางได้ด้วย
จาก พันทิปราชดำเนิน
สดศรี เตือนเข้าร่วมรัฐบาลต้องเป็นตามมติพรรค
กกต.ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง ชี้การเข้าร่วมรัฐบาล ต้องเป็นไปตามมติของพรรค เผยกกต. พร้อมรับคำร้องไว้พิจารณาแจง ตัดสินสถานะ'ประชัย' สัปดาห์หน้า
นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีการ เข้าร่วมรัฐบาลของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่มีความขัดแย้งภายในพรรคว่า ตามปกติการเข้าร่วมรัฐบาล ต้องทำตามมติพรรค แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า
ข้อบังคับของแต่ละพรรคที่จดทะเบียนไว้กับ กกต. จะกำหนดเอาไว้อย่างไร ซึ่งพรรคก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น นางสดศรีกล่าวอีกว่า หากตัวแทน พรรคมัชฌิมาธิปไตย ร้องเรียนถึงการเข้าร่วมรัฐบาลว่า เป็นไปตามมติพรรคหรือไม่ กกต. ก็พร้อมรับคำร้องไว้พิจารณา ส่วนสถานะการเป็นหัวหน้าพรรคของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กกต.จะชี้ขาดให้แล้วเสร็จในสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีข่าวว่า การเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา อาจเป็นการตัดสินใจโดยลำพังของแกนนำพรรคบางคนเท่านั้น
ยังอึมครึม [26 ม.ค. 51 - 17:51]
คมช.ประกาศยุติบทบาทการเมืองทันทีที่มีการเปิดประชุม สภาผู้แทนฯไปเรียบร้อยแล้วหลังจากยึดอำนาจมาได้ 1 ปี 4 เดือน บรรดาแม่ทัพนายกองต่างกลับเข้ากรมกองยืนยันจะไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง
แต่เรื่องปฏิวัติก็ต้องว่ากันไป เพลง ผบ.ทบ.ดูเหมือนจะยืนยันหนักแน่นกว่าใครเพื่อนว่าไม่ยุ่งแล้วการเมือง การปฏิวัติ แต่นายทหารบางท่านก็บอกว่ายืนยันไม่ได้ แล้วแต่สถานการณ์ นั่นแสดงว่ายังไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ
เพราะเหตุผลนี้มันเกี่ยวโยงกับการเมืองโดยตรง อย่างเรื่องที่ คมช.พยายามจะผลักดันรัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ด้วยคุณสมบัติ 3 ประการ
1. เป็นกลาง 2. ไม่สังกัดพรรคการเมือง 3. ต้องเป็นทหาร
แม้จะออกตัวว่าเป็นเพียงข้อเสนอแนะไม่ได้กดดันหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เพื่อไม่ให้กองทัพเกิดปัญหา
นี่ถือว่าเป็นข้อเสนอที่แหลมคม ถือว่าเปิดเกมรุกใส่การเมือง โดยเฉพาะพรรคพลังประชาชนและผู้มีบทบาทอยู่ข้างหลังและมีการตั้งตุ๊กตาอย่าง พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ.ว่าน่าจะเหมาะกับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม
คำตอบก็ชัดทันควันว่าไม่สนใจในข้อเสนอ แต่ทว่าก็ไม่ได้ ปฏิเสธเพราะข่าวที่ออกมาทำนองว่าจะให้ พล.อ.สมทัต อัตตะนันท์ มานั่งเก้าอี้ตัวนี้ก็พอจะเห็นว่ามีแนวทางประนีประนอมมากขึ้น แม้จะรู้ดีว่ามีความใกล้ชิดกับอดีตผู้นำประเทศ
หรือพูดง่ายๆก็คนของเขา เพียงแต่ห่างมานิดหนึ่ง
แน่นอนว่าตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมนั้นถือว่าเป็นการประลองกำลังกันกลายๆและวัดใจว่าจะ “สมานฉันท์” กันได้แค่ไหน?
ณ วันนี้ต้องยอมรับว่าการเมืองเข้ามาเต็มตัว คมช.หรือกองทัพก็คงได้แค่ตั้งรับและหาทางออกเพื่อให้สถานการณ์ต่างๆไม่ ตึงเครียดเกินไป
หากมองอีกมุมหนึ่งการตัดสินใจจะตั้งใครเป็นรัฐมนตรีกลาโหมนั้น พรรคพลังประชาชนก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน เพราะหากตั้งคนใกล้ชิด พวกเดียวกัน แต่ไร้ประสิทธิภาพหรือกองทัพรับไม่ได้
ก็ยุ่งเหมือนกัน
จริงๆแล้วหากพลังประชาชนคิดจะแก้ไขปัญหาขัดแย้งจริงๆก็ต้อง หาคนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ มีความรู้ความสามารถ ประสานกับกองทัพและเป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะทำให้ช่องว่างต่างๆแคบเข้า
เพราะปัญหาความมั่นคงของประเทศไทยนั้น ไม่ใช่การเมืองเรื่องเดียว ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องระดมศักยภาพในการแก้ไข รัฐมนตรีกลาโหมต้องเป็นระดับนำที่จะใช้กำลังกาย กำลังสมองเข้าไปคลี่คลาย
อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเพราะอำนาจการเมืองไปอยู่ในมือนักการเมืองแล้ว คมช.ก็แทบจะหมดน้ำยา เพียงแต่ต้องแปลงร่างคืนกลับไปสู่กองทัพ ดังนั้น ก้าวต่อไปก็คือจะทำยังไงให้ความสัมพันธ์ กับการเมืองราบรื่นมากขึ้น เพราะมันคงไม่มีทางเลือกมากนัก
1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมาคงเป็นฉากผ่านการเมืองเท่านั้น และอย่าได้คิดที่จะทำเป็นอันขาด เพราะมันไม่ใช่หนทางที่จะแก้ไขปัญหา
เช่นกันรัฐบาลใหม่ก็ต้องหยิบบทเรียนที่ผ่านมาสดๆร้อนๆเมื่อมีอำนาจ ก็ต้องใช้อย่างถูกต้องเป็นธรรม เพราะเวลามีอำนาจก็ใช้อย่างไร้สติ ไม่มีความยั้งคิด ทีเวลาโดนบ้างทำมาร้องโอดโอยชวนสงสาร
ยังเชื่อว่าพลังประชาชนคงไม่ต้องการเปิดศึกกับทหาร โดยตรงเพราะยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องยุ่ง เช่น เศรษฐกิจ คดีความของอดีตหัวหน้าพรรคเก่า แค่ 2 เรื่องนี้ก็หนักเอาการ
อยู่ที่ว่าจะเล่นแบบไหนเท่านั้น...ต้องวัดใจกันล่ะครับ.
"สายล่อฟ้า"
คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย
ปัจจัยจากภายนอก [26 ม.ค. 51 - 17:54]
เรากำลังจะได้รัฐบาลใหม่ภายใต้ผู้นำที่ชื่อว่า สมัคร สุนทรเวช ก็แน่นอนว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่มั่นใจและหวาดระแวงในตัวของคุณสมัคร ซึ่งก็เป็นพฤติกรรมส่วนตัวของคุณสมัครเอง แต่อย่างว่า บางครั้งเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานก็แยกกันลำบาก
เห็นทีจะต้องเอาผลงานเป็นตัววัด
ปัญหาที่จ่อคอหอยรัฐบาลใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรียงหน้าเป็นโจทย์ให้รัฐบาลแก้ไข นอกจากวิสัยทัศน์ของคุณสมัครแล้วทีมเศรษฐกิจก็จะเป็นตัวตัดสิน
สำคัญอยู่ที่ว่าปัญหาเศรษฐกิจเที่ยวนี้ไม่ธรรมดา เป็นปัจจัยลบจากนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำมันหรือ เศรษฐกิจฟองสบู่แตกของสหรัฐฯ แม้จะตาลีตาเหลือกหามาตรการมารับมือกันแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับฉายาว่าเป็นพ่อมดทางการเงินก็คือ จอร์จ โซรอส ยังออกปาก
การเงินและการลงทุนจะเป็นอัมพาต
บ้านเราเอาแค่ผลกระทบเรื่องปากเรื่องท้องอย่างเดียวก็หืดขึ้นคอ ผมก็แปลกใจว่านโยบายเศรษฐกิจบ้านเราทำไมถึงขึ้นๆลงๆ ไม่มีการคาดการณ์หรือป้องกันเอาไว้ล่วงหน้า ยกตัวอย่างเรื่องของน้ำมันปาล์ม สมัยหนึ่งก็บอกว่าล้นตลาด เกษตรกรขาดทุนจนต้องเลิกปลูก พอเลิกปลูกความต้องการเพิ่มขึ้น ราคาแพงขึ้น ปาล์มขาดแคลน ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อทดแทน
เป็นไปตามสูตร
วนเวียนเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ คนที่รับกรรมก็คือชาวบ้านตาดำๆ ล่าสุดดูจากข่าว คุณยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้ สัมภาษณ์ว่า อาจจะต้องมีการควบคุมราคาอาหารในศูนย์อาหารตามห้างสรรพสินค้าให้อยู่ในระดับราคา 25-30 บาท ไม่แน่ว่าจะกำหนดเป็นสินค้าควบคุมไปฉิบ
แก้ปัญหาแบบเด็กอมมือ แก้ปัญหากันแบบง่ายๆ โยนภาระให้ ผู้บริโภคท่าเดียว ก็ในเมื่อวัตถุดิบแพงขึ้น พ่อค้าแม่ค้าที่ไหนจะมาทนขายขาดทุนกันอยู่ ก็ต้องขึ้นราคาตามวัตถุดิบ หนีไม่พ้น ว้าเหว่จริงๆ
ผมเห็นวิธีแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของผู้บริหารบ้านเรา ทำกันแบบขอไปที ไม่ชดเชย ก็ตรึงราคา ไม่ตรึงราคาก็ดึงกองนี้ไปโปะกองโน้น ถ้าโปะไม่ไหวก็ขอขึ้นราคาเอาดื้อๆ
อีกเรื่องที่ผมเป็นห่วงอย่างมากก็คือ ปัญหาไฟใต้ ข่าวที่ผมได้ยินเต็มมาสองรูหู ได้แต่ว้าเหว่ อย่าว่าแต่ประชาชนธรรมดาๆ แม้แต่ทหารหาญที่เป็นรั้วของชาติก็ถูกกระทำย่ำยี ถูกจ่อยิง ถูกตัดหัว และมีการกระทำอันเป็นการดูถูกและหยามเกียรติอย่างยิ่ง
ทั้งโหดเหี้ยมและบ้าคลั่ง
เจ้าหน้าที่ยังรักษาชีวิตไว้ลำบาก แล้วชาวบ้านจะคิดอย่างไร ผมคงไม่ต้องอธิบายไปถึงเรื่องของจิตวิทยามวลชน และความเป็นห่วงที่ตามมาก็คือ เมื่อเจ้าหน้าที่ถูกกดดันจากฝ่ายตรงกันข้ามก็เลยทำงานในภาวะกดดัน การเข้าจับกุมคนร้ายแบบปะฉะดะ เหวี่ยงแห เหมาทั้งหมู่บ้านยิ่งจะเป็นการกระพือเชื้อไฟหรือไม่ ส่วนการสนับสนุนจากภายนอกก็เป็นอีกเรื่อง ลึกซึ้งและละเอียดอ่อน เข้าล็อกเมื่อไหร่ก็จบ.
“หมัดเหล็ก”
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก





