ขอขอบคุณ นสพ คมชัดลึก 26 มค. 2551
วิเคราะห์ข่าว
จาก กลุ่มสื่อประชาชน
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ขอขอบคุณ นสพ คมชัดลึก 26 มค. 2551
วิเคราะห์ข่าว
จาก กลุ่มสื่อประชาชน
...สมัครไม่เหมาะเป็นนายกรัฐมนตรี ?...
พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 230 คน เพราะจุดขายที่สำคัญประการหนึ่งในการหาเสียง ..ถ้าเลือกพรรคพลังประชาชนแล้ว นายสมัครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย
ชาวบ้านได้ยินดังนั้นแล้ว ก็หูผึ่ง อุทานดังๆออกมาว่า “เฮ้ย ถ้าเลือก พปช.แล้ว หมักจะเป็นนายกเหรอ ?” จึงพากันไปล็อบบี้ญาติสนิทมิตรสหายที่รู้จัก ปากต่อปากบอกให้เทคะแนนให้กับพรรคพลังประชาชนอย่างไม่ยั้ง..ตูอยากเห็น(ไอ้)หมักเป็นนายกฯว่ะ
ผมก็ทำอย่างนี้ มันผิดตรงไหน ?
ผมบอกได้เลยว่า ถ้าไม่โกงกันแบบหน้าด้านๆ ยกตัวอย่างการโกงคะแนนในกรุงเทพฯแล้วละก็ พรรคพลังประชาชนจะได้เสียงไม่ต่ำกว่า 300 เสียงแน่นอน ..เชื่อไม่เชื่อ พี่น้อง !
แหมเสียดาย ถ้าลองกันได้ อยากจะทดลองดูในกรุงเทพฯนี่แหละ ถ้า กกต.ให้จัดเลือกตั้งใหม่ทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครอีกครั้ง อยากจะดูซิว่าประชาธิปัตย์จะเหลือสักเท่าไหร่ ! ..เกิน 7 คนหรือไม่ ?
ทั้งๆที่ถูกสกัดขัดขวางอย่างออกหน้าจาก คมช.อย่างนี้แล้ว พรรคพลังประชาชนยังอุตส่าห์ฝ่าฟันออกมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว ก็ยังมีคนทะลึ่งมาบอกอีกว่านายสมัครไม่เหมาะสมกับการเป็นนายกรัฐมนตรี ..ไอ้เวรตะไล !
ยังสงสัยอยู่ว่าคนพวกนี้มันเอานิ้วหัวแม่เท้าข้างไหนมาคิด เป็นไปได้ว่านิ้วหัวแม่เท้าอาจด้วน ..เลยไม่มีอะไรคิด
เปรียบเทียบระหว่างนายสมัครกับหัวหน้าพรรคทุกพรรค .. บอกผมหน่อยซิครับ ใคร ? เหมาะจะเป็นนายกฯมากกว่านายสมัคร
ท่านประชัยหรือเปล่า ? ท่านเสนาะหรือไง? ท่านบรรหารหรือไม่? ท่านเชษฐาหรือจ๊ะ? หรือว่าอภิสิทธิ์ของผม?
บรรดาท่านเหล่านี้ที่เอ่ยอ้างชื่อ ถ้าวัดกันชนิดนิ้วต่อนิ้ว คืบต่อคืบ ศอกต่อศอก ..สู้นายสมัครได้สักคนมั๊ย ?
นาทีนี้ ชั่วโมงนี้ วันนี้ พ.ศ.นี้ ! สมัคร สุนทรเวช เหมาะสมเป็นนายกฯ ..โดยประการทั้งปวง
สำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หรือคัดค้านนายสมัครว่าไม่เหมาะกับนายกฯนั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่มีอะไร นอกจากความเกลียดชังเท่านั้น ..อย่างเดียวจริงๆ
เกลียดปากนายสมัคร ..โดยเฉพาะสื่อชั่วๆ อย่างหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ..เครือของเจ้าหย่องกับเจ้าหยุ่น สองศรีพี่น้อง กับเครือของเจ้าปแป๊ะ
เหตุที่เกลียด เพราะนายสมัครไม่พูดประจบประแจง หรือต้องรีบไปอวยพรเมื่อครบรอบวันเกิดของเจ้าของหนังสือพิมพ์ แต่ตรงไปตรงมา ขวานฝ่าซาก ไม่กลัวใคร ..โดยเฉพาะสื่อชั่วๆอย่างพวกมัน
นั่นแหละที่พวกมันเกลียด จึงกลายมาเป็นว่านายสมัคร ไม่เหมาะสมกับการเป็นนายกรัฐมนตรี ..อย่างอื่นไม่มีอะไร
คนเหล่านี้นั่งเชียร์นอนเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ พยายามจับนายอภิสิทธิ์ขึ้นชั้นมาเทียบกับนายสมัคร ..ยิ่งเทียบยิ่งน่าสงสารนายอภิสิทธิ์
ภาษามวยเรียกว่า คนละชั้น กระดูกคนละเบอร์ ..ภาษาปะกิตเรียกว่า Out of class!
นายอภิสิทธิ์ผ่านประสบการณ์มาแค่เป็นรัฐมนตรีเทกระโถน(รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ) ความเข้มข้นทางการเมือง ความรอบรู้งานการเมือง ความเข้าใจระบบองค์รวมของประเทศยังน้อยมาก ..ไร้ผลงาน
ก็ขนาด คมช.เอย ตุลาการรัฐธรรมนูญเอย กกต.เอย อุตส่าห์หาเจ้าสาวมาประเคนให้ถึงห้อง อุ้มอภิสิทธิ์ขึ้นเตียง กางมุ้งให้ ปิดไฟ แถมให้กินไวอากร้าทีเดียว 2 เม็ด ..ตื่นเช้าขึ้นมาเจ้าสาวยังอยู่เฉย เซ็งที่สุด !
อย่างนี้จะเรียกว่าอะไร ..ถ้าไม่เรียกว่า No water medicine (ไร้น้ำยา ..อิอิอิ)
ส่วนนายสมัครนั้น ถ้าเป็นยา ก็ถือเป็นยาครอบจักรวาล มิใช่ยาหมดอายุเหมือนที่พลพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา รักษาได้เกือบทุกโรค ยกเว้นโรคมะเร็งและโรคเอดส์ ..ผ่านงานการเป็นรัฐมนตรี 5 ครั้ง เป็นรองนายกรัฐมนตรี 3 ครั้ง
แล้วอย่างนี้ ยังบอกว่าสมัครไม่เหมาะกับนายกฯอีก ถ้าสมัครไม่เหมาะกับนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ไม่ต้องพูดถึง ..ลืมไปได้เลย !
ประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่จะให้คุณอภิสิทธิ์มาทดลองบริหารเล่น ..ถ้าไม่ผ่านค่อยว่ากันใหม่
นายสมัครและพรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งมาเป็นจำนวนมาก เพราะคนส่วนใหญ่เห็นความเหมาะสม อยากให้เขาเข้ามาบริหารประเทศ ..คนศรัทธา
แต่วันนี้ ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ มาบอกว่า นายสมัครไม่เหมาะกับการเป็นนายกฯ ..โถ อ้ายทุเรศเอ๊ย น่าสมเพชสุดๆ !
ก็เข้าใจนะครับว่าคนพวกนี้ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไรดี หมดปัญญา สิ้นหนทาง และเริ่มรู้ตัวว่าจะต้องโดนเช็คบิลย้อนหลัง ..เพราะเมื่อก่อนกินแล้วยังไม่จ่าย แถมกินจุเสียด้วย
ตอนนี้เริ่มกลัวแบบหางตก เลยพาลเกลียดนายสมัคร พยายามหาจุดอ่อนมาโจมตี ว่านายสมัครปากไม่ดี จะทำให้เกิดความแตกแยก ..เผื่อมีคนปัญญาอ่อนพันธุ์เดียวกันได้ยินได้ฟัง จะเชื่อบ้าง !
แต่ก็หมดหวัง เพราะคนพรรค์อย่างนี้ มีอยู่กลุ่มเดียวเท่านั้น และเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ..อยู่ในค่ายเครือผู้จัดการกับเครือเนชั่น
คำพังเพยไทยกล่าวไว้ไม่ผิด “เกลียดขี้ ขี้ตาม เกลียดความ ความถึง” หรือ “เกลียดอะไร ได้อย่างนั้น” ..ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ
ถ้าคุณเกลียดคนอย่างทักษิณ คุณก็จะได้คนอย่างทักษิณ ถ้าคุณเกลียดคนอย่างนายสมัคร คุณก็จะได้คนอย่างนายสมัคร ..มันเป็นอย่างนี้จริงๆ
ถ้าใครไม่อยากได้คนอย่างทักษิณ ไม่อยากได้คนอย่างนายสมัคร คุณต้องให้ความรักกับเขาให้มากๆเข้าไว้ ..แล้วเขาจะหายหน้าไปเอง
เหมือนความรักของผมไง !
ผมน่ะรักพรรคประชาธิปัตย์มาก อยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผมรักคุณชวน ผมรักคุณอภิสิทธิ์ อยากให้ทั้งสองมาเป็นนายกฯ แถมรักเลขาธิการพรรคอย่างคุณสุเทพด้วย ..สุดหัวใจ
แล้วไงล่ะ เพราะความรักของผมและพี่น้องประชาชนจำนวนมากนี่เอง จึงทำให้วันนี้และวันต่อๆไป พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยคุณชวนและคุณอภิสิทธิ์ น่าจะเป็นฝ่ายค้านชนิดถาวรซะแล้ว ..โธ่ !!!
จาก กลุ่มสื่อประชาชน
ในที่สุดกระบวนการเปลี่ยนผ่าน เพื่อกลับเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็เดินหน้าไปตามปฏิทินเวลา
โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เสียงส่วนใหญ่จากพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค ลงมติเลือก
นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร
แน่นอน ผู้ที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องทำหน้าที่ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง
มีสถานะเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ
และมาถึงวันนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายยงยุทธ ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร
โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2
ทั้งนี้ นายยงยุทธได้แถลงถึงการเข้ามาทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ว่า
การทำงานจากนี้ไปจะมุ่งเน้นเรื่องความรักความสามัคคี ปรองดอง จะไม่มีการเลือกข้างเลือกฝ่าย หรือเห็นแก่พรรคพวก
จะมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก จะสร้างบรรยากาศความเป็นพี่น้อง เป็นมิตร ในการทำงานร่วมกัน เสียงข้างมากหรือข้างน้อย ไม่สำคัญไปกว่าความตั้งใจ ความจริงใจ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเมืองภาคประชาชนที่ถูกละทิ้งมานาน ต่อไปนี้จะกลับคืนสู่พี่น้องประชาชน
จะสนับสนุนการเมืองภาคประชาชนในสภาฯให้มีการตรวจสอบเป็นระยะ เปิดให้ภาคประชาชนข้างนอกมีสิทธิเรียกร้อง โดยจัดเวทีรับฟังความเดือดร้อน การเสนอกฎหมายและแนวทางแก้ปัญหาบ้านเมือง
จากนี้ไปอะไรที่ไม่เข้าใจ ความบาดหมางใจ ขอให้ พี่น้องมั่นใจว่าเราจะเป็นกลไกอาสาสร้างความปรองดองของคนในชาติ
เพราะรู้ว่าความแตกแยก การขาดความรักความสามัคคี เป็นการทำลายความมั่นคงของชาติ การขจัดสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้บ้านเมืองมีความมั่นคงขึ้น เป็นเรื่องที่เราขอรับใช้ ประชาชน
ทุกประโยค ทุกถ้อยคำ สวยหรู มีหลักการ ฟังแล้วน่าสบายใจ
แต่อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีมติเลือกนายยงยุทธ เป็นประธานสภาฯ
ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ในช่วงนั้น ทั้งนายยงยุทธ และพรรคพลังประชาชน ต้องลุ้นกันเหงื่อตกกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาเรื่องร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ในฐานะว่าที่ ส.ส. ระบบสัดส่วน กลุ่ม 1
กรณีถูกกล่าวหาทุจริตการเลือกตั้งแจกเงินกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวคะแนน
ลุ้นเสียวโดน กกต.แจกใบแดง ลุ้นเสียวโดนคดียุบพรรค
ก่อนผ่านด่านมาได้ แบบหืดขึ้นคอ
เพราะ กกต.ปล่อยผี ประกาศรับรองผล ส.ส.ลอตสุดท้าย เพื่อให้สามารถเปิดประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกหลังการเลือกตั้งได้ทันกำหนดเวลา 30 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
และจากอานิสงส์ที่ กกต.ปล่อยผี ประกาศรับรองผล ส.ส.ลอตสุดท้าย
จึงเป็นโอกาสให้นายยงยุทธได้รับการเสนอชื่อจากพรรคพลังประชาชนให้เข้ามาชิงตำแหน่ง ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล เทเสียงโหวตถึง 307 เสียง ให้เป็นประธานสภาฯ
แม้เกิดปัญหาเสียงแตก มี ส.ส. ในฝ่ายรัฐบาล 3 คน แอบลงคะแนนให้นายบัญญัติ บรรทัดฐาน คู่ชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ จากฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์
แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติของนายยงยุทธ เพราะคะแนนเสียงชนะขาดอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การที่นายยงยุทธก้าวขึ้นมาเป็นประธานสภาฯทั้งๆที่ยังอยู่ในระหว่างโดน กกต.ตรวจสอบเกี่ยวกับปัญหาทุจริตการเลือกตั้ง
ตรงนี้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ขาดความสง่างาม
เพราะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ควรเป็นบุคคลที่ทุกฝ่ายยอมรับ
ไม่ควรมีริ้วรอย ที่ทำให้เกิดความคลางแคลงใจ เพราะฝ่ายนิติบัญญัติถือเป็น 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตยของประเทศ
ดังนั้น การที่พรรคพลังประชาชนส่งนายยงยุทธเข้ามาทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ จึงทำให้เกิดมุมสะท้อนว่า
คำพูดที่ประกาศ ต้องการสร้างความสมานฉันท์ ความปรองดอง ทำเพื่อชาติ กับการปฏิบัติในการส่งคนเข้ามาใช้อำนาจ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
ทั้งนี้ การส่งนายยงยุทธ เข้ามาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร อาจเป็นความจำเป็นของพรรคพลังประชาชน
ในฐานะที่นายยงยุทธ เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 เมื่อพรรคชนะการเลือกตั้งก็ควรได้รับรางวัล
และก็แน่นอน นักการเมืองทุกคนอยากไปอยู่ในฝ่ายบริหาร นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี
แต่ถ้านายยงยุทธในฐานะที่เป็นรองหัวหน้าพรรค ไปนั่งเป็นรัฐมนตรี แล้วบังเอิญ กกต.ตามสอยในกรณีถูกกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง และศาลฎีกาชี้ว่าผิด
หรืออาจไปดำเนินการอะไรในกรณีที่เป็นความผิดตามกฎหมายพรรคการเมือง หรือ กฎหมายเลือกตั้ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อพรรคด้วย
ส่วนการเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญกำหนดให้วางตัวเป็นกลาง ต้องลาออกจากกรรมการบริหารพรรค
ตรงนี้จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พรรคพลังประชาชน วางตัววางตำแหน่งให้นายยงยุทธ มานั่งเป็นประธานสภาฯ
ส่งไปอยู่ในจุดที่อยู่นอกวงกรรมการบริหารพรรค เพื่อความปลอดภัย
แต่ขณะเดียวกัน ในท่ามกลางเสียงประกาศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชน
ที่บอกจะทำทุกอย่างเพื่อสร้างความสมานฉันท์และความปรองดองภายในชาติ
การส่งนายยงยุทธเข้ามาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่รู้อนาคตว่าจะอยู่ในตำแหน่งได้นานแค่ไหน
เพราะยังไม่มีคำตอบจาก กกต.ว่า “ขาว” หรือ “ดำ” ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
นักสังเกตการณ์ทางการเมือง ก็อาจมองได้ว่า เป็นการท้าทายหรือไม่
เหนืออื่นใด หลังจากพรรคพลังประชาชนประกาศจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค และมีการเจรจาแบ่งโควตากระทรวง เตรียมจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี
แน่นอน กระทรวงกลาโหม เป็นที่จับตาของทุกฝ่าย
เพราะตำแหน่ง รมว.กลาโหม ของรัฐบาลชุดนี้
มีความสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านที่อำนาจเก่าหวนกลับเข้ามา คุมอำนาจรัฐและฝ่าย คมช.ต้องถอยร่นกลับที่ตั้ง
โดยคณะทหารผู้ยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลชุดที่แล้ว หลายคนยังอยู่ในตำแหน่งหลักๆของ กองทัพ ในขณะที่ผู้ถูกโค่นล้ม ได้กลับเข้ามาถือดุลอำนาจบริหารประเทศ
แม้งานนี้ ฝ่ายผู้ถือดุลอำนาจจะประกาศพร้อมสมานฉันท์ กับทุกฝ่าย
แต่เอาเข้าจริง กลับมีอาการสะท้อนกลับจากพรรคพลังประชาชน
มีการเสนอให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ว่าที่นายก รัฐมนตรี นั่งควบ รมว.กลาโหม
ในขณะที่ทาง คมช.ส่งสัญญาณออกมาชัดเจนว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.กลา-โหม ควรเป็นคนกลาง ไม่สังกัดพรรค การเมือง และต้องเป็นอดีตนายทหาร
เพราะทหารย่อมเข้าใจในทหาร รวมทั้งเรื่องของบุคลากรและภารกิจของกองทัพ
พร้อมทั้งมีข่าวกระเส็นกระสายว่า ทาง คมช.อยากให้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. ตท.6 รุ่นพี่ที่มีความสนิทสนมกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เข้ามาเป็น รมว.กลาโหม
เพราะอย่างน้อยก็ยังพอเป็นกันชน ไม่ให้ คมช.ถูกฝ่ายการเมืองเล่นงานเอาคืนได้ง่ายๆ
แต่ทางพรรคพลังประชาชนก็ไม่ได้ขานรับ
พร้อมทั้งมีการเสนอชื่ออดีตนายทหารคนอื่นๆเข้ามาประกบ อาทิ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีต ผบ.ทบ. และ ผบ.ทหารสูงสุด ซึ่งมีความสนิทสนมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นพิเศษ
และล่าสุด นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ก็ออกมาประกาศย้ำว่า ตำแหน่ง รมว.กลาโหม ต้องเป็นคนของพรรคพลังประชาชน
รวมทั้งมีการเตรียมทีมงานเอาไว้แล้วเพื่อช่วยงานนายสมัคร หากต้องนั่งควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม
ปรากฏการณ์ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทางฝ่าย คมช. และกองทัพ กับฝ่ายที่ถือดุลอำนาจในการแต่งตั้ง รมว.กลาโหม
จูนคลื่นให้ตรงกันลำบาก
และเมื่อหันมามองตัวบุคคลที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี คือ นายสมัคร ก็เป็นที่รู้กันตั้งแต่ตอนเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนแล้วว่า
ถูกสั่งมาเป็นหัวหอก พร้อมแลกหมัดกับ คมช.
บุคลิก ลีลา ฝีปาก ไม่ใช่ผู้ประนีประนอม
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ทั้งตำแหน่งประธานสภาฯ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ผู้ถือดุลอำนาจ ไม่ยอมถอยให้ใครทั้งนั้น
ถือเป็นยุทธศาสตร์เผชิญหน้า
ตั้งท่าเขย่ากันแรงๆ
โดยมีเป้าหมายที่จะต่อรองอะไรบางสิ่งบางอย่าง เพื่อเอาสิ่งที่สูญเสียไป กลับคืนมา
เมื่อการต่อรองยังไม่บรรลุผล จึงมีความเคลื่อนไหวที่สวนทางกับแนวสมานฉันท์ออกมาให้เห็น
สไตล์แบบนี้ถ้าเป็นหนัง คงไม่ใช่หนังรักแน่ๆ
เพราะเปิดฉากออกมามีแต่พวกถนัดบทบู๊ทั้งนั้น.
“ทีมการเมือง”
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
ประชาธิปัตย์ 26 ม.ค. “อลงกรณ์ พลบุตร” เรียกร้องพรรคร่วมรัฐบาลศึกษาคดีทุจริตรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ให้ดี ก่อนโหวตให้ “สมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกรัฐมนตรี ชี้ถ้านายกรัฐมนตรีเริ่มต้นจากจุดที่ไม่ถูกต้อง เสถียรภาพของรัฐบาล-ความเชื่อถือจากต่างชาติก็จะไม่มี
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงวันนี้ (26 ม.ค.) เรียกร้องพรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีให้ดี โดยขอให้ยึดหลัก 4 ต้อง 2 ไม่ คือ ต้องไม่เลือกนายกรัฐมนตรีที่มีมลทินมัวหมอง ต้องสรรหารัฐมนตรีที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย ต้องยึดหลักมีความรู้และซื่อสัตย์ ต้องมีความสามารถและประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ และต้องไม่ตั้งคณะรัฐมนตรีนอมินีและรัฐมนตรีสีเทา
นายอลงกรณ์ยังขอให้พรรคร่วมรัฐบาลศึกษาผลคดีการทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ที่สร้างความเสียหายให้กับรัฐ เพราะนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นผู้ลงนามในการจัดซื้อดังกล่าว ในขณะที่เป็นผู้ว่าฯ กทม. และขอให้ศึกษาหนังสือเมนูคอร์รัปชั่ชนระบอบทักษิณ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี
“กรณีอย่างนี้ ผมคิดว่า ส.ส.และพรรคร่วมรัฐบาลควรจะได้นำมาเป็นประเด็นหนึ่งในการพิจารณา เพื่อให้เกิดความสง่างามในสายตาต่างประเทศ และคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งหมายถึงความมีเสถียรภาพหรือไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีเริ่มต้นจากจุดไม่ถูกต้องแล้ว ก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ต่อความมั่นคงของรัฐบาล และความเชื่อถือของต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย” นายอลงกรณ์ กล่าว
นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึงข่าวที่นายสมัครกล่าวในที่ประชุม ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนว่า จะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่นานด้วยว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้ได้ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง และได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อแก้ไขวิกฤติของบ้านเมือง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อทำงานเฉพาะกิจให้กับใคร ดังนั้น นายสมัครต้องตอบคำถามว่า ที่พูดเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร หรือจะเป็นเพียงนายกรัฐมนตรีของระบอบทักษิณ
“หลังการเลือกตั้ง ประชาชนมีความหวังว่าการเมืองจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้ ดังนั้น รัฐบาลใหม่คือความหวังของคนไทยทั้งประเทศ แต่ถ้ายังเป็นการเมืองที่ย้อนยุคไปสู่การเมืองนอมินีของระบอบทักษิณ ก็ไม่ช่วยให้เกิดความหวังในการแก้ไขปัญหาได้” นายอลงกรณ์ กล่าวและว่า ขอเรียกร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ยุติบทบาททางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมายังคงเคลื่อนไหวและอยู่เบื้องหลังในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ เพราะที่ผ่านมา คดีทุจริตของอดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง
ต่อข้อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอลงกรณ์ กล่าวว่า พรรคจะหารือกันในวันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.) อีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจ โดยจะมีการประชุมพรรคเวลา 15.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-01-26 15:28:57
ผมไม่เชื่อหรอกว่าคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จะมีความสุขกับฝันลมๆ แล้งๆ แบบที่กำลังฝันอยู่ในขณะนี้
ผมพยายามจะเข้าใจตรรกะของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าประชาธิปไตย ต้องมีทาง เลือกให้ประชาชน
ผมจึงไม่ตำหนิที่ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จะนำเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติในวันจันทร์นี้ แข่งกับ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรคพลังประชาชน ว่า ใครจะรับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี
คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ มีสิทธิที่จะเสนอได้ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากไม่เสนอชื่อคุณอภิสิทธิ์ จึงจะผิดปกติ
แต่ผมสงสาร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง ทั้งๆ ที่ไม่ควรต้องแพ้ เพราะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าไม่มีทางชนะ
ผมไม่รู้ว่าคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ มีเจตนาอย่างไรจึงต้องการให้มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีระหว่างนายอภิสิทธิ์ กับ นายสมัคร ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่านายอภิสิทธิ์ แพ้แน่ๆ
ผมไม่รู้ว่าทำไมคุณสุเทพ จึงอยากเห็นคุณอภิสิทธิ์ เป็นผู้แพ้ บ่อยๆ ซ้ำๆ เพิ่งแพ้เลือกตั้ง แล้วก็จะให้มาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี อีก
อย่าว่าแต่โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เลย สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ หากมีการโหวตเลือกรัฐมนตรีในสภา นายอภิสิทธิ์ ก็แพ้ เพราะกฎเกณฑ์ กติกามารยาททางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล กำหนดไว้หมดแล้วว่า การลงมติวันจันทร์นี้ นายสมัคร สุนทรเวช จะเป็นผู้ชนะในการลงมติ และจะได้เป็นายกรัฐมนตรี โดยสมบูรณ์ เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมา
เพราะฉะนั้น การดันนายอภิสิทธิ์ เข้าแข่งขันให้สมาชิกฯ ลงมติ ก็เท่ากับการดันนายอภิสิทธิ์ ให้ไปพบกับความพ่ายแพ้ อย่างตั้งใจและจงใจ
ผมจึงบอกว่าผมสงสารนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องทำตามคำสั่งของเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย และไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้
ผมพอจะเข้าใจว่าเจตนาของนายสุเทพ ว่าอยากจะกดดันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่งที่เคยจับไม้จับมือทำสัญญาปากเปล่า กับพรรคประชาธิปัตย์มาก่อนว่า จะสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าเมื่อถึงเวลาลงมติจริงๆ แล้ว จะขานมติเสียงดังฟังชัดเพียงใด และขานอย่างไร ตรงกับหัวใจของตัวเองหรือไม่
นายสุเทพ หวังว่าหากมีสมาชิกคนใดใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ หรือทนแรงกดดันไม่ไหว แหกมติพรรคร่วมรัฐบาล ไม่โหวตให้นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาลก็จะแตกแยกกันแต่วันแรก ซึ่งเป็นเกมการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์ “ได้ใจ” มาจากการลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และ รองประธานสภาผู้แทน ราษฎร ที่มีสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล แหกมติ ให้เห็นมาแล้ว
แต่เพื่อจะเอาชนะกันในเกมการเมือง (ซึ่งมีโอกาสน้อยจนแทบไม่มีเลย เพราะเป็นการโหวตเปิดเผย) ด้วยหวังว่าอาจจะมีงูเห่าเกิดขึ้นกลางสภา เหมือนเมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายชวน หลีกภัย ก่อตำนานงูเห่าทางการเมืองขึ้นสำเร็จมาแล้ว นายสุเทพ ถึงกับต้องใช้นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวล่อเป้า เลยกระนั้นหรือ
นายอภิสิทธิ์ จะต้องพบกับความพ่ายแพ้ เพื่อความสะใจบางประการของนายสุเทพ เพียงเท่านี้หรือ
แม้จะมีงูเห่าเกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่น่าจะมากมายหลายตัวหรือเป็นฝูงถึงขนาดที่ทำให้นายสมัคร ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่คาดการณ์กันไว้ และนั่นหมายความว่านายอภิสิทธิ์ ก็ต้องแพ้ และเป็นผู้นำพรรคฝ่ายค้านอยู่ดี จึงมีเหตุผลแล้วหรือที่จะจะผลักเข็นหัวหน้าพรรคตัวเองไปสู่ความพ่ายแพ้ที่รออยู่เบื้องหน้า โดยไม่ครณากับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นพรรคการเมืองที่ “แพ้แล้วไม่รู้จักแพ้”
หรือว่าจริงๆ แล้ว นายสุเทพ ไม่ได้คิดเช่นนี้ หากแต่คิดว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังมีโอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้จริงๆ และการลงมติในวันจันทร์นี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะพร้อมกันแหกโผ มาลงคะแนนให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่นายสุเทพ คิดฝันไว้แบบมโหฬารมหาศาลแต้ม จนเอาชนะนายสมัคร ได้อย่างขาดลอย
นายสุเทพ อาจจคิดแบบนี้จริงๆ ก็ได้ ไม่เช่นนั้น คงไม่ให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ นายอภิสิทธิ์ มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด
นายสุเทพ คงเป็นคนเดียวในประเทศที่เห็นว่านายอภิสิทธิ์ ยังมีโอกาส ซึ่งต้องชื่นชมว่าเป็นเลขาธิการพรรคที่ดีที่สุดเท่าที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยมีมา เพราะทั้งผลักและดันหัวหน้าพรรค ไปให้ถึงดวงดาวมาให้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม แม้ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ ถูกประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ส่งลงไปนอนอยู่ก้นหลุมแล้ว แต่นายสุเทพ ก็ยังฝันที่จะดันก้นนายอภิสิทธิ์ ให้ขึ้นไปนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแทนนายสมัคร ให้ได้
ผมไม่แน่ใจว่านายสุเทพ ยังเดินหน้าฝันต่อเนื่องแบบนี้ไปเพื่ออะไร หรือ ว่านายสุเทพ มีความสุขกับการอยู่กับความฝัน จนไม่กล้าตื่นมาพบกับความจริง เพราะกลัวว่าความฝันแสนสวยงามจะมลายหายไปเมื่อเปิดเปลือกตาขึ้น
แต่ถึงที่สุด นายสุเทพ ก็ต้องตื่นมาพบกับความจริง จะโหดร้ายแค่ไหน หรือเศร้าเพียง ใด ก็ต้องตื่น เว้นเสียแต่นายสุเทพ เลือกที่จะหลับฝันไปจนวันตายเท่านั้น
สถานการณ์ในวันนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เลือกแล้วที่จะให้พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล และส่งพรรคประชาธิปัตย์ ไปทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน นายสุเทพ ก็น่าจะยอมรับความจริง เช่นเดียวกับที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ทำใจยอมรับกันไปล่วงหน้าแล้ว
ประดาบ
จาก hi=thaksin
'กุเทพ' ยัน'สมัคร'มีภารกิจต้องการหลอมรวมพรรคให้เป็นปึกแผ่นหลังไทยรักไทยถูกสับเป็นท่อน เชื่อเป็นหัวหน้ารัฐบาลจนครบวาระ
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน(พปช.) กล่าวกรณีที่มีกระแสข่าวอ้างว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าจะอยู่ไม่นาน เมื่อทำภารกิจเสร็จก็จะไปนั้น ซึ่งมีการตีความหมายว่า นายสมัคร อาจเป็นนายกฯ ไม่นาน แล้วให้แกนนำพรรคคนอื่นรับตำแหน่งต่อนั้น
เขาระบุว่า ภารกิจที่นายสมัครพูดนั้นหมายถึงการรวมพรรคพลังประชาชนให้เป็นปึกแผ่น เพราะก่อนหน้านี้ ี้พรรคไทยรักไทย ถูกสับเป็นท่อน ๆ จากพรรคใหญ่ ถูกทำให้เป็นพรรคเล็ก จึงต้องการเข้ามาหลอมรวมสมาชิกพรรค ที่แตกกระเซ็นให้มาร่วมสร้างพรรค
โดยนายสมัครเข้ามาเป็นผู้นำและช่วยสร้างพรรคให้เข้มแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ก็ทำจน ประสบความสำเร็จ ขณะนี้ภารกิจรวบรวมพลเสร็จสิ้นแล้ว แต่ก็ยังมีภารกิจที่จะต้องร่วมกันทำต่อไป คือ การเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ซึ่งนายสมัครต้องเป็นหัวหน้ารัฐบาลจนครบอายุของสภาฯ
ต่อข้อถามว่า ภารกิจที่นายสมัครพูดถึง รวมถึงการนิรโทษกรรมให้กับ 111 อดีตกรรมการบริหาร พรรคไทยรักไทยด้วยหรือไม่ โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกัน และเรื่องดังกล่าวคงไม่สามารถทำได้ ในทันทีทันใด เหมือนการเสียบปลั๊ก จะมาถอดปลั๊กออกทันทีและมาเสียบแทนกันได้เลย คงไม่ใช่วิธีการปฏิบัติ เพราะถ้าทำเช่นนั้นคง
นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าววันนี้ (26 ม.ค.) ว่า ยืนยันว่า คตส. จะดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป แม้จะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็ตาม คือ ทำสำนวนแล้วเสร็จ ก็ส่งต่อไปยังอัยการสูงสุด
โฆษก คตส. กล่าวต่อว่า ตามกระบวนการยุติธรรมโดยปกติ แต่ละฝ่ายต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ส่วนตัวหวังว่าจะไม่มีการแทรกแซง ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ เพราะมั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรม ไม่หวั่นไหว ต่ออำนาจอื่น ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการเมือง หรือ กระแสสังคม ที่ผ่านมาไม่เคยมีความกังวลในการทำงาน เพราะ คตส.ถูกตรวจสอบการทำงานมาตลอดเวลา ทั้งถูกฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งแล้ว 18 คดี ค่าเสียหายแสนกว่าล้าน แต่ก็ไม่หวั่นไหวพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม แม้จะมีรัฐบาลใหม่ก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
นายสัก กล่าวอีกว่า ขณะนี้การตรวจสอบทุกโครงการ คาดว่า จะสรุปเป็นสำนวนได้ ไม่เกินเดือนมีนาคม ก่อนที่ คตส. จะหมดวาระในเดือนมิถุนายนนี้ อาทิ โครงการจัดซื้อเครื่องตรวจนับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 โครงการท่อร้อยสายไฟ โครงการทุจริตกล้ายาง แต่ยอมรับว่า โครงการบ้านเอื้ออาทรอาจจะไม่เสร็จ เพราะเกี่ยวพันกับสัญญาหลายโครงการ ถ้าไม่เสร็จจริงก็ส่งเรื่องต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปตรวจสอบต่อไป
โฆษก คตส. กล่าวด้วยว่า หลังหมดวาระการทำงานที่ คตส. คงไม่สนในลงเล่นการเมือง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยคิดจะเป็นนักการเมือง แต่ที่สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เพราะไม่ต้องการสังกัด พรรคการเมือง แต่ต้องการทำงานเพื่อประเทศ และคงกลับไปเป็นทนายความเหมือนเดิม ส่วนคนอื่นๆ เท่าที่ทราบยังไม่มีใครบอกว่าจะไปทำงานการเมือง
นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงการลงมติเรื่องนายกฯ ในวันที่ 28 ม.ค.ว่า พรรคเพื่อแผ่นดิน หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคได้มีคำสั่งกำชับไปยังส.ส.ของพรรคทุกคนว่า ในวันดังกล่าวห้ามลา ห้ามสาย ห้ามขาด หรือเดินทางเข้าร่วมประชุมสาย เพราะวาระการประชุมนี้ เป็นวาระการประชุมที่มีความสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาล และทุกพรรคจะต้องดำเนินการตามมติของพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นตนจึงมีความมั่นใจว่า การลงมติในวันดังกล่าวพรรคเพื่อแผ่นดินจะไม่มีปัญหาเสียงแตกเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
"เรื่องนี้ผู้ใหญ่ในพรรคมีคำสั่งกำชับอย่างเด็ดขาดว่าส.ส.ของพรรคทุกคนจะต้องทำตามมติของวิปรัฐบาลชั่วคราวอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังมอบหมายให้ตัวแทนวิปของพรรคเราทั้ง 3 คน ให้นำผลการประชุมวิปรัฐบาล ที่จะออกมาก่อนการประชุม ให้นำมาแจ้งกับส.ส.ของพรรคให้ได้รับทราบให้ทั่วถึงกัน"
'ลูกท็อป' ยอมรับ บินไปฮ่องกง พบ 'ทักษิณ'จริง แต่เป็นเรื่องส่วนตัว ปัด 'พ่อเติ้ง' ส่งต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี
จากกรณีที่มีข่าวว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ส่งนายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชาย เดินทางไปฮ่องกงเพื่อพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อยืนยัน และรักษาโควตารัฐมนตรีเดิมในสัดส่วนของพรรคชาติไทย คือ รองนายกรัฐมนตรี รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รมช.ศึกษา และรมช.คมนาคม เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวเรื่องแกนนำ รวมทั้ง ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อขอแลกเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมือง กับพ.ต.ท. ทักษิณ
นายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชายนายบรรหาร ศิลปอาชา กล่าวว่า ตนและภรรยาได้เดินทางไปเที่ยวฮ่องกงเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้ไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจริง แต่ไม่ได้ไปพบเพื่อต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรี 5 ตำแหน่ง ให้กับพรรคชาติไทย ทั้งนี้ การหารือเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรค ไม่ใช่หน้าที่ของตน แต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ซึ่งได้จัดการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนมีความนับถือ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการส่วนตัว เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เป็นประธานในพิธีมงคลสมรส
นายวราวุธ กล่าวว่า พรรคชาติไทยนัดประชุมส.ส. วันจันทร์นี้ (28 ม.ค.) เวลา 08.00 น. ที่รัฐสภา เพื่อนัดหมายลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
นายเทพไท เสนพงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.) จะมีความชัดเจนว่า จะส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงแข่งขันเลือกนายกรัฐมนตรีกับนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนหรือไม่ ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ซึ่งจะมีขึ้นในเวลา 15.00 น.เพื่อหาข้อสรุปดังกล่าว และระหว่างวันที่ 30 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์นี้ พรรคจะจัดการสัมมนาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ ส.ส.ในฐานะฝ่ายค้านให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนรษฏรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งระบุว่า เพื่อการเตรียมพร้อมของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่นำไปสู่เป้าหมายการเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ไม่ระบุชัดเจนว่า การเตรียมการดังกล่าว เพราะไม่มั่นใจรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน จะบริหารงานประเทศได้นานมากน้อยเพียงใด แต่กล่าวว่า พรรคขอเตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลา นายเทพไท เรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ชี้แจงถึงคำกล่าวที่ว่า หากได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จะอยู่ในตำแหน่งไม่นานนั้น เป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง จึงอยากเรียกร้องให้ชี้แจงเพื่อสร้างความชัดเจนกับทุกฝ่าย เพื่อให้ได้มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งจะมีผลกระทบด้านเศรษฐกิจของประเทศได้
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51