WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 27, 2008

พปช.ยันสมัคร เป็นนายก4ปี [27 ม.ค. 51 - 03:46]

หลังจากที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติ เลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และกำหนดให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรี ในขณะที่พรรคพลังประชาชนก็มีปัญหาถูกมองว่าเป็นรัฐบาลสีเทานั้น


ปัดข่าว “สมัคร” นั่งนายกฯชั่วคราว

ที่พรรคพลังประชาชน อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 26 ม.ค. ร.ท. กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ไม่นาน เมื่อทำภารกิจเสร็จก็จะไป โดยอาจให้แกนนำพรรคคนอื่นรับตำแหน่งต่อไปว่า ภารกิจที่นายสมัครพูดนั้น หมายถึงการรวมพรรคพลังประชาชนให้เป็นปึกแผ่น เพราะก่อนหน้านี้พรรคไทยรักไทยถูกสับเป็นท่อนๆ จากพรรคใหญ่ถูกทำให้เป็นพรรคเล็ก จึงต้องการเข้ามาหลอมรวมสมาชิกพรรคที่แตกกระเซ็นให้มาร่วมสร้างพรรค โดยนายสมัครเข้ามาเป็นผู้นำ และช่วยสร้างพรรคให้เข้มแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ก็ทำจนประสบความสำเร็จ ขณะนี้ภารกิจรวบรวมพลเสร็จสิ้นแล้ว แต่ก็ยังมีภารกิจที่จะต้องร่วมกันทำต่อไป คือการเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ นายสมัครต้องเป็นหัวหน้ารัฐบาลจนครบอายุของสภาฯ ต่อข้อถามว่า ภารกิจที่นายสมัครพูดถึงรวมถึงการนิรโทษกรรม ให้กับ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยด้วยหรือไม่ ร.ท.กุเทพตอบว่า คงไม่เกี่ยวกัน และเรื่องดังกล่าวคงไม่สามารถทำได้ในทันทีทันใด เหมือนการเสียบปลั๊ก จะมาถอดปลั๊กออกทันทีและมาเสียบแทนกันได้เลย เพราะถ้าทำเช่นนั้นคงน่าเกลียดเกินไป

ติง ส.ส.อีสานกดดันต่อรองเก้าอี้

ร.ท.กุเทพกล่าวว่า ส่วนกรณี ส.ส.อีสานทวงโควตารัฐมนตรีนั้น ถือเป็นเพียงการแสดงความเห็นส่วนตัว ยืนยันไม่มีเรื่องการต่อรอง หลังการเลือกตั้งได้พบปะพูดคุยกับ ส.ส.อีสาน ก็ไม่พบความเคลื่อนไหวในแนวทางดังกล่าว เพราะต่างรู้ดีว่าการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น นายสมัครและคณะกรรมการบริหารพรรคจะเป็นผู้พิจารณา ทุกอย่างจะเดินไปตามกรอบกติกา จะต้องดูความเหมาะสมให้เกิดความสมดุลในแต่ละภาค และพิจารณาจาก ความรู้ความสามารถ ฉะนั้น จะไม่มีการไปวิ่งเต้นต่อรองให้เกิดความสับสน บางจังหวัดถึงแม้จะได้ ส.ส.ยกจังหวัด แต่ถ้าคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรียังไม่ถึงขั้นก็เป็นไม่ได้ และจริงๆ แล้วการจะไปพูดถึงตัวเองว่ามีความเหมาะสม นักการเมืองจะไม่พูดกัน นักการเมืองสมัยใหม่จะต้องแสดงท่าทีเสียสละที่จะเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่มีความสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ

อย่าเชียร์ตัวเองเหมือนกลองจัญไร

“ปัญหาของประเทศไม่ได้สักแต่ว่าได้จำนวน ส.ส. มาแล้ว มีความสามารถแก้ปัญหาได้เลย พรรคจะต้องดูประสบการณ์ ภูมิหลังของคนๆนั้นเกี่ยวกับงานที่จะทำ ว่าสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ เพราะพรรคจะต้องรับผิดชอบกับประชาชนทั้งประเทศ แต่ ส.ส.จะรับผิดชอบต่อประชาชนเฉพาะในเขตเลือกตั้ง ดังนั้น จะเอาจำนวนที่นั่งในเขตมาพูดถึงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะรัฐมนตรี เป็นการแก้ปัญหาของคนทั้งประเทศ กลองที่มันจะดังจะต้องให้คนอื่นตี ไม่ใช่ดังเอง มันถือว่าเป็นกลองจัญไร งานรัฐมนตรีเป็นงานหนัก ไม่ใช่เอามาเป็นเรื่องประดับศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูล และถ้าผลงานไม่ออกมา จะทำให้เกิดความเสียหายแก่พรรค” โฆษกพรรคพลังประชาชนกล่าว

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ

“ยงยุทธ” พร้อมแจง กกต.คดีซื้อเสียง [27 ม.ค. 51 - 04:02]

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ ไม่ให้นายวิจิตร ยอดสุวรรณ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เชียงราย พรรคชาติไทย ถอนคำร้องคัดค้านตนเองว่า มีความยินดีและพร้อมเสมอที่จะเดินทางไปชี้แจงต่อ กกต.ด้วยตนเอง แต่ขอรอให้มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีให้เรียบร้อยก่อน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้ส่งเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปให้ กกต.หมดแล้ว ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะเป็นเรื่องที่ ถูกกลั่นแกล้ง ส่วนการทำงานในตำแหน่งประธานสภาฯหลังจากนี้ไป ก็คงจะมีการแต่งตั้งทีมเลขานุการและคณะทำงานเพื่อมาช่วยงาน โดยตั้งใจจะแต่งตั้ง พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 1 และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน มาดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานรัฐสภา เพราะ พ.ต.ท.กานต์ถือเป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่หนึ่ง ที่ สมควรจะได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญๆ

อ่านรายละเอียด ข่าวการเมืองไทยรัฐ

ตั้งครม.รอชัดเจนหลังเลือกนายกฯ

หมอเลี้ยบ มั่นใจเลือกนายกฯ พรุ่งนี้ เสียงไม่แตกแถว เรียประชุม ส.ส.เย็นนี้ ซ้อมโหวต

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ จะไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนครั้งเลือกประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่มีเสียงแตกออกไปบางส่วน เพราะในส่วนของคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรคได้มีการพูดคุยกันแล้ว และการลงมติครั้งนี้เป็นการลงมติแบบเปิดเผย ส่วนความชัดเจน ในตำแหน่งต่างๆของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องรอให้ผ่านพ้นการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไปก่อนจึงจะตอบได้

เลขาธิการพรรคพลังประชาชนกล่าวต่อกรณีระบุว่า หากศาลฎีกาพิจารณารับพิจารณาคดีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรไว้พิจารณา จะส่งผลให้นายยงยุทธ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานสภาผู้ทนราษฎร ต่อไปได้ ว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ชัดเจนในข้อกฎหมาย ต้องดูรายละเอียดก่อนจึงจะตอบอะไรได้มากกว่านี้

ส่วนบรรยากาศบ้านพักของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับเลือกจากบรรดา ส.ส.ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ภายในหมู่บ้านโอฬาร ซอยนวมินทร์ 81 ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น โดยคาดว่า นายสมัคร จะใช้เวลาในช่วงเช้าพักผ่อนอยู่ภายในบ้านก่อนที่ช่วงบ่ายจะเดินทางไปยังที่ทำการพรรคพลังประชาชน อาคารไอเอฟซีที เพื่อร่วมประชุมกับคณะกรรมการและ ส.ส.ของพรรค เวลา 16.00 น. ที่จะมีการซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกฯ ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ที่อาคารรัฐสภา

อย่างไรก็ตามจากการสังเกตยังไม่พบว่ามีกลุ่มบุคคลทางการเมืองเดินทางเข้าพบ นายสมัคร แต่อย่างใด.

อภิสิทธิ์ยังไม่รู้ปชป.เสนอตนเองร่วมโหวตเป็นนายกฯหรือไม่

'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' ยันพรรคจะเสนอชื่อตนเองเข้าร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ต้องผ่านที่ประชุมก่อน ขณะที่ 'สุเทพ เทือกสุบรรณ' ยืนยัน พร้อมดัน อภิสิทธิ์ เต็มที่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ กล่าวถึงการโหวตเลือกตัวนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ว่า ยังไม่ทราบว่าจะมีการเสนอชื่อตนเองเข้าร่วม การโหวตด้วยหรือไม่ เพราะจะต้องมีการประชุมพรรคในช่วงเย็นวันนี้ก่อน จึงจะทราบว่าที่ประชุมมีมติเช่นไร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปปัตย์ ออกมายืนยันแล้วว่าโดยส่วนตัวยังเห็นว่านายอภิสิทธิ เหมาะสมที่จะได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการโหวตตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคิดว่านายอภิสิทธิ์มีความเหมาะสมกว่านายสมัคร สุนทรเวช อยู่ดี แต่อย่างไรก็ตามการจตะเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์เข้าร่วมการโหวตหรือไม่นั้นคงต้องผ่านการประชุมพรรคก่อนจึงจะตอบได้

"สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" ยุคขาดแคลนตัวเลือก

โดย การ์ตอง

เป็นความเข้าใจและเห็นใจเมื่อพรรคพลังประชาชนพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะหาบุคคลภายนอกที่ได้รับการยอมรับในความรู้ความสามารถเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่คนที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นและพอไว้วางใจได้ว่าจะเดินไปในแนวเดียวกับที่ทีมเศรษฐกิจของพรรคต้องการ กลับหาได้ยากเย็นยิ่งด้วยปัจจัยไม่เอื้ออำนวยสารพัด ทั้งเรื่องกฎหมายที่กำหนดให้ตรวจสอบจนเกินพอดี และเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่หลุดจากความขัดแย้ง แตกแยก

คนไม่อยากเดือดร้อน และไม่อยากถูกจับเข้าเป็นพวกใดพวกหนึ่ง แม้ใจหนึ่งคิดถึงวาสนา แต่อีกใจหนึ่งย่อมไม่ละเลยความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นตามมา

ทุกคนที่ได้รับการทาบทามล้วนปฏิเสธ

ตัวเลือกจึงเหมือนจะมาลงที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค

ย้อนกลับไปหลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค กรรมการบริหาร 111 คนถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี สมาชิกที่เหลือจากการย้ายออกไปอยู่พรรคอื่น หรือจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ รวมตัวเข้าทำงานในนาม "พรรคพลังประชาชน" ไปเชิญนายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นหัวหน้าพรรค และดึงตัว "นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" ซึ่งลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวแล้วกลับเข้ามาใหม่ในหน้าที่เลขาธิการพรรค

แม้ในยุคที่เป็นรัฐมนตรีภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บทบาทของ นพ.สุรพงษ์ไม่โดดเด่นมากนัก แต่ในบทบาทเลขาธิการพรรคที่มีนายสมัครเป็นหัวหน้า บุคลิกภาพที่แสดงให้เห็นถึงความสุขุม แต่หนักแน่นในหลักการก่อให้เกิดการยอมรับขึ้นในความรู้สึกของคนทั่วไป

ยอมรับถึงระดับ หากเลือกคนในพรรคพลังประชาชนมาเป็นนายกรัฐมนตรี ความรู้สึกทั่วไปเทให้ นพ.สุรพงษ์อยู่ไม่น้อย

หลายคนเชื่อว่าในสภาพขาดแคลนตัวเลือก นพ.สุรพงษ์เป็นทางเลือกที่น่าจะมีความหวังที่สุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์โดยรวมหนีไม่พ้นที่จะต้องให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี การยอมรับในหมอสุรพงษ์ก็ยังไม่หมดไป

ทว่าแม้ลึกไปถึงระดับยอมรับที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น กระแสทั่วไปค่อนข้างตะลึงอยู่ไม่น้อยว่าประเทศไทยไม่มีทางเลือกถึงระดับนั้นเชียวหรือ

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่นับวันยิ่งชัดเจนว่ามีแนวโน้มที่จะเสื่อมทรุด ทั้งผลกระทบที่เกิดจากหนี้เน่ามหาศาลในระดับธนาคารของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก ทั้งจากศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยเราที่รู้กันดีว่านับวันยิ่งอ่อนด้อย ถอยหลัง

ท่ามกลางการเมืองที่เป็นปัจจัยในทางลบ

ความเชื่อมั่นในตัวบุคคลที่จะมาบริหารเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่จำเป็นยิ่ง จะต้องมีภาพของผู้มีความรู้ความสามารถในด้านการเงินการคลัง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นพ.สุรพงษ์ไม่มีอยู่

รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมัครจะต้องถูกกดดันให้ต้องเร่งสร้างการยอมรับ เร่งสร้างความเชื่อมั่นว่าเป็นความหวัง เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะก่อเสถียรภาพให้เกิดขึ้นได้ในระดับมีความมั่นคง

ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นปัจจัยสำคัญ

ด้วยภาพของผู้มีความสุขุมยึดมั่นในหลักการของ นพ.สุรพงษ์อาจจะเป็นจุดแข็งของรัฐบาลชุดนี้ หากทำงานในตำแหน่งอื่น

แต่สำหรับกระทรวงการคลังซึ่งสำคัญต่อการจัดการเศรษฐกิจของประเทศ นพ.สุรพงษ์น่าจะกลายเป็นจุดอ่อนอย่างน่าเสียดาย

คอลัมน์ โครงร่างตำนานคน

มุ้งเล็ก"พปช."รวมพลัง เตือนภัย"รัฐบาล พปช." ท้าทายภาวะผู้นำ"สมัคร"

วิเคราะห์


วันที่ 28 มกราคม 2551 เป็นวันดีเดย์ที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร นัดหมายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

คาดหมายกันว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย

เหตุที่ต้อง "คาดหมาย" ก็เพราะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 กำหนดให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย

นั่นหมายความว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ควรจะรู้ผลกันในวันที่ลงมติ

ไม่อาจจะใช้มติพรรค ประกาศตัวนายกรัฐมนตรีก่อนวันลงมติ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดโอกาสให้เช่นนั้น

ดังนั้น จึงต้องรอจนถึงวันที่ 28 มกราคม ตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรนัดหมาย

และคาดว่า การลงมติเลือกนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีคงจะผ่านฉลุย

ทั้งนี้เพราะก่อนวันนัดประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ได้ปรากฏข่าวการตกลงโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีของรัฐบาลพรรคพลังประชาชนว่า "ลงตัวแล้ว"

ตามข้อมูลคอลัมน์ "เคียงข่าว" หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2551 สรุปการแบ่งโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีของแต่ละพรรค สรุปได้ ดังนี้

รัฐบาลใหม่มี 315 เสียง ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน 233 เสียง พรรคชาติไทย 37 เสียง พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 เสียง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 เสียง พรรคประชาราช 5 เสียง

รัฐบาลใหม่มีรัฐมนตรีได้ 35 คน ไม่นับนายกรัฐมนตรี

ใช้สูตรคำนวณแบ่งสรรโควต้ารัฐมนตรีตามหลักเกณฑ์ที่นิยมกันโดยทั่วไป คือเอาจำนวนรัฐมนตรี (35 คน) ไปหารจำนวนเสียงของรัฐบาล (315 คน) จะเท่ากับโควต้าการได้เก้าอี้รัฐมนตรี

นั่นคือ เมื่อเอา 35 ไปหาร 315 จะได้จำนวน 9

หมายถึง ตำแหน่งรัฐมนตรี 1 คนต่อจำนวน ส.ส. 9 คน

คอลัมน์ "เคียงข่าว" ยังได้สรุปจำนวนตัวเลขรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคที่มีการตกลงกันแล้ว ดังนี้

พรรคชาติไทย ขอ 5 ที่นั่ง จาก ส.ส. 37 คน หรือ 1 ต่อ 7 คน

พรรคเพื่อแผ่นดิน ขอ 4 ที่นั่ง จาก ส.ส. 24 คน หรือ 1 ต่อ 6 คน

พรรครวมใจไทยฯ ขอ 2 ที่นั่ง จาก ส.ส. 9 คน หรือ 1 ต่อ 4.5 คน

พรรคมัชฌิมาธิปไตย ขอ 2 ที่นั่ง จาก ส.ส. 7 คน หรือ 1 ต่อ 3.5 คน

พรรคประชาราช ขอ 1 ที่นั่ง จาก ส.ส. 5 คน หรือ 1 ต่อ 5 คน

ส่วนพรรคพลังประชาชน ได้ 21 ที่นั่ง จาก ส.ส. 233 คน หรือคิดเป็น 1 ต่อ 11 คน

นี่เท่ากับว่า พรรคพลังประชาชนเสียเปรียบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล เพราะแทนที่จะได้ ส.ส.มากกว่า 21 ที่นั่ง กลับต้องแบ่งให้กับพรรคการเมืองอื่นไป

เท่ากับว่าตัวแทนของพรรคพลังประชาชนที่ไปเจรจาต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล ยอม "อ่อนข้อ" ให้กับพรรคร่วมรัฐบาล

และการยอมอ่อนข้อนี้เองที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์การชุมนุมทางการเมืองตามมา เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคอีสานของพรรคพลังประชาชนจำนวน 80 คน นัดชุมนุมรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารบัว โดยมีข่าวว่านายเนวิน ชิดชอบ เป็นเจ้าภาพ

การนัดชุมนุมกันครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับข่าวความไม่พอใจของ ส.ส.ภาคเหนือ และภาคอีสาน ต่อผลการเจรจาตำแหน่งรัฐมนตรี

แม้รูปลักษณ์ภายนอกการร่วมรับประทานอาหารกันอาจจะเป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดา

หากแต่ในทางการเมืองแล้ว ถือว่าผู้ที่สามารถรวบรวม ส.ส. มาชุมนุมพร้อมกันได้ถึง 80 คน นับว่าไม่ธรรมดา

นี่ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมพลังภายในพรรคที่น่าจับตามองไม่น้อย

นี่ย่อมส่งสัญญาณให้พรรคพลังประชาชนระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นภายใน

และย่อมสะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า พรรคพลังประชาชนมิได้เผชิญหน้ากับการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ยังเผชิญหน้ากับการต่อรองภายในพรรคตัวเองด้วย

และผู้ที่ต้องรับบทบาทในการถ่วงดุลอำนาจเพื่อต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล และมุ้งเล็กภายในพรรคพลังประชาชน คงหนีไม่พ้นนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน

อย่างไรก็ตาม ขณะที่เกิดปัญหาที่ต้องตัดสินใจขึ้น แม้ตามฐานะตำแหน่งแล้ว นายสมัครในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนจะต้องเป็นผู้ดำเนินการ

แต่ทุกครั้งที่มีข่าวคราวเกี่ยวกับการตัดสินใจของพรรค กระแสข่าวมักจะพาดพิงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

จึงเกิดปัญหาขึ้นว่า เมื่อพรรคพลังประชาชนมีปัญหา หรือเมื่อรัฐบาลพรรคพลังประชาชนมีปัญหา ผู้ที่ตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่แท้จริงคือใคร

คือนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีกระแสข่าวว่าเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เนืองๆ

หากผู้ตัดสินใจแก้ปัญหาคือนายสมัคร ปัญหาทุกอย่างก็จะได้รับการแก้ไขให้คลี่คลายลง

แต่หากผู้ตัดสินใจแก้ปัญหาคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังกระแสข่าวที่พาดพิงถึง

ปัญหาย่อมเกิดขึ้นแก่ตัวนายสมัครอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

ก็ในเมื่อนายสมัคร ไม่ใช่ "คำตอบสุดท้าย" ในการแก้ไขปัญหา คู่กรณีที่ก่อปัญหาย่อมต้องพยายามจะมุ่งไปติดต่อผู้แก้ไขปัญหา "ตัวจริง"

เท่ากับว่านายสมัคร ซึ่งมีอำนาจ กลับไม่ใช่ผู้แก้ไขปัญหา "ตัวจริง"

แต่ผู้แก้ไขปัญหาตัวจริง กลับไร้อำนาจ

ลักษณะเช่นนี้ย่อมกระทบต่อภาวะผู้นำของนายสมัคร สุนทรเวช อย่างแน่นอน

แม้วันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช จะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

แม้วันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช จะได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้ารัฐบาล แต่หากนายสมัคร ไม่ใช่ "คำตอบสุดท้าย" ในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง

คำกล่าวและคำมั่นสัญญาของนายสมัครจะได้รับความเชื่อมั่นได้อย่างไร

นี่คือสิ่งที่ท้าทายภาวะผู้นำของ "สมัคร สุนทรเวช"

"ผมเป็นเหยื่อ...สำนวนไม่รั่ว แต่แผนชั่วรั่ว"



"มี สนช.คนหนึ่งเป็นตัวการสำคัญ เป็นคนเอาแผนร้ายมาให้ โดยตอนแรกเขาฝาก คุณชัยยะ ให้ทำงานด้วย ผมเห็นว่าไม่เป็นอะไรที่เขาจะมาเรียนรู้งานด้านสืบสวนสอบสวนใน กกต. แต่ใกล้เลือกตั้ง เขาก็ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นรองผู้บัญชาการสันติบาล แล้วถึงรับงานใหญ่มาทำ แผนร้ายที่คิดนี่รั่วไหล จึงโยนขี้ให้ผม แล้วก็มี กกต.อื่น ไม่ขอเอ่ยชื่อไปรับแผนชั่วร้ายเนี่ยมา และทำให้เขาด้วย โดยการขจัดผมออกไป"

"สมชัย จึงประเสริฐ" กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย อายุ 59 ปี เป็น กกต.ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีความชื่นชอบพรรคไทยรักไทย กระทั่ง กกต.ด้วยกันเสนอให้เปลี่ยนงานด้านการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยที่อยู่ในความดูแลให้ กกต.ท่านอื่นดูแลแทน ซึ่งหนักสุดได้ถูกครหาว่าทำเอกสารลับสำนวนร้องเรียนกรณี "ยุทธ ตู้เย็น" ยงยุทธ ติยะไพรัช รั่วไหลหลุดไปถึงนักการเมืองบางฝ่ายด้วย ซึ่ง สมชัย ได้เปิดอกให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของการถูกกล่าวโจมตีสำนวน "ยงยุทธ" รั่ว

๐ เหตุผลที่ไม่ยอมคืนสำนวน "ยงยุทธ" ให้ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล รอง ผบช.ส. เหมือนกับ กกต.อีก 4 คน


ผมไม่เข้าใจว่า สำนวนทุกเรื่องที่มาเสนอ หรือรายงาน (ย้ำ) ทั้งพนักงานสืบสวนสอบสวนของ กกต.เอง หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้กระทั่งสันติบาลก่อนหน้านั้น ทำมาเสนอ กกต.10 กว่าเรื่อง เขาไม่เคยเอาสำเนาเอกสารคืน เพื่อให้ กกต.แต่ละคนเก็บไว้ตรวจสอบ ไม่เช่นนั้นหากผู้ที่มารายงานเกิดเอาไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้ ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติและเป็นอย่างนี้ทุกเรื่อง

ผมเองก็ยังแปลกใจว่า ทำไมทุกเรื่องเขาแจกให้ กกต.แล้วเราจะยึดเอาไว้ตรวจสอบ แต่กรณีคุณยงยุทธ กรรมการท่านอื่นจึงคืนให้ และ กกต.หญิงคนหนึ่งออกมาพูดว่า กกต.คนอื่นคืน แต่ทำไมผมไม่คืน ผมก็เกิดความรู้สึกดูแคลน กกต.ในตอนนั้น สำหรับผมเอะ! เห็นเขารายงานเพียงปากเปล่าสั้นๆ ทำไม กกต.ต้องคืนให้เขา ผมจึงไม่คืนให้และเอาไว้ดูอย่างที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งผมต่อว่า กกต.ท่านนั้นก่อนจะออกจากห้องไป

เอกสารที่เอามาผมเก็บใส่ตู้อย่างดี ไม่ได้บอกใคร หรือเอาให้ใครดู ก็ยังสงสัยว่า พล.ต.ต.ชัยยะ หรือนายวีระ สมความคิด น่าจะมีส่วนรู้เห็นและต้องการให้เอกสารรั่ว เพราะหลังจากเอาเอกสารมารายงานเสนอต่อ กกต.แล้ว พล.ต.ต.ชัยยะ ก็เอาวีซีดีซึ่งถือเป็นวัตถุพยานในสำนวนสืบสวนสอบสวนไปเผยแพร่ทางเอเอสทีวี และการที่เขาเอาไปเผยแพร่นั่นแหละ คือ การทำให้สำนวนรั่วไหล ผมไม่ทราบว่าเขาเอาออกไปได้อย่างไร


ครั้งนั้น นายยงยุทธ จะ "วัวสันหลังหวะ" อยู่แล้วหรืออย่างไร ไม่ทราบจึงขอผลัดรับทราบแจ้งข้อกล่าวหา หรืออาจกำลังไปหาข้อมูลก็สุดแล้วแต่ ซึ่งระหว่างนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็โจมตี พล.ต.ต.ชัยยะ ผ่านสื่อว่า สนิทสนมกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จากนั้นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนทำหนังสือยื่น กกต.ให้ถอดถอน พล.ต.ต.ชัยยะ พ้นการสืบสวนสอบสวน ซึ่ง กกต. 4 คนลงมติถอดถอน โดยที่ผมไม่ได้อยู่ร่วมลงมติด้วย แต่เจ้าตัวไม่พอใจและแถลงข่าวว่ามี กกต.ท่านหนึ่งไม่คืนสำนวนและทำให้สำนวนรั่ว

แน่นอนที่สุด เรื่องนี้ผมเป็นเหยื่อ

มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนหนึ่งเป็นตัวการสำคัญ เป็นคนเอาแผนร้ายมาให้ โดยตอนแรกเขาฝากคุณชัยยะให้ทำงานด้วย ผมเห็นว่าไม่เป็นอะไรที่เขาจะมาเรียนรู้งานด้านสืบสวนสอบสวนใน กกต. แต่ใกล้เลือกตั้งเขาก็ได้รับการเลื่อนขั้นเป็นรองผู้บัญชาการสันติบาล แล้วถึงรับงานใหญ่มาทำ แผนร้ายที่คิดนี่รั่วไหลจึงโยนขี้ให้ผม แล้วก็มี กกต.อื่น ไม่ขอเอ่ยชื่อ ไปรับแผนชั่วร้ายเนี่ยมา และทำให้เขาด้วย โดยการขจัดผมออกไป

นี่คือ แผนชั่วรั่วไหล ไม่ใช่สำนวนรั่วไหล ท้ายที่สุด กกต.จึงโอนเรียกสำนวนคืนจาก พล.ต.ต.ชัยยะ ให้นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ เป็นประธานอนุกรรมการของ กกต. ดำเนินการสอบแทน เพราะสันติบาลได้รับแต่งตั้งจาก กกต. เมื่อเดือนธันวาคม แต่หลักฐานได้ทำตั้งแต่เดือนตุลาคม แสดงว่าเตรียมการกลั่นแกล้งไว้ล่วงหน้า จึงทำให้ พล.ต.ต.ชัยยะ ต้องขอเอกสารคืน

๐ เรื่องเป็นอย่างนี้ กกต.ดำเนินการอย่างไร

ตอนหลัง กกต.คงรู้ว่าไม่ชอบมาพากล คงคิดได้ตอนตัวเองจะตรวจเอกสารต้องไปขอจากสันติบาล ซึ่งเขาอาจไม่ให้ หรือตัดต่อก็ได้ วันนี้ กกต.เขารู้แล้วจึงไม่พูด นั่นคือ เขาหาบันไดลง การที่เราอดทนไม่พูดทำให้ปัญหาของ กกต.คลี่คลาย และแผนฝ่ายนั้นไม่สำเร็จ

คิดดูที่ไหนเขาทำ ที่จริงสำนวนเอกสารของ กกต. เราต้องมีอยู่และเก็บไว้ตรวจสอบได้ แต่เมื่อนายยงยุทธขอตรวจสอบหลักฐานกล่าวหา ซึ่งมีแต่กากสำนวนที่อยู่กับผม แต่เขาไม่ถูกกับผมเสียแล้ว จึงต้องไปขอจากสันติบาล ถามว่า เป็น กกต.ทำอย่างนี้อายเขา ซึ่ง กกต.ก็กลัวเขาฟ้องว่าผิดอาญาตามมาตรา 157 เพราะสิ่งที่สันติบาลได้เอามาเสนอรายงานต่อ กกต. แต่แรกเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงลงมติใหม่และเรียกเอาสำนวนนั้นกลับมาพิจารณาใหม่เพื่อให้ชอบด้วยกฎหมาย

๐ เมื่อถึงวันนี้ กกต.ด้วยกันแสดงออกอย่างไร

ผมไม่เปิดโอกาสให้เขาขอโทษ เนื่องจากกลืนน้ำลายตัวเอง ทำไม่ได้หรอก และตอนนี้เขาไม่ได้ทำงานตามใบสั่งของใครอีก เพราะจากบทเรียนนี้ทำให้รู้ว่าโง่กว่าเขา ถูกเขาหลอกใช้ และด้วยท่าทีของ กกต.ต่อผมในวันนี้ก็เปลี่ยนไป ซึ่งลึกๆ แล้วเขาก็ขอบคุณและขอโทษผมด้วยซ้ำ แต่เขาไม่ได้พูดออกมาและผมไม่ต้องการ เพียงแต่มิตรไมตรีที่เขาทำก็เพียงพอแล้ว

ที่ผ่านมา ผมไม่เคยพูดให้ใครฟัง และหากตอนนั้นเปิดเผยเรื่องสำนวนรั่วก็จะเกิดปัญหาวุ่นวาย เพราะถ้า กกต.ต้องลาออกก็จะกระทบต่อการประกาศรับรอง ส.ส. แล้วเปิดประชุมสภาไม่ได้ บ้านเมืองก็เดินต่อไปไม่ได้ ผมทนอดกลั้นทั้งๆ ที่ช้ำใจเพื่อให้ประเทศชาติมีการถ่ายอำนาจจากระบอบเผด็จการไปสู่ระบอบประชิปไตยได้ พยายามไม่หลงประเด็น ตรงนี้และบัดนี้ประชาธิปไตยเดินไปได้แล้ว ถือว่าภาระที่ยิ่งใหญ่หมดไปแล้ว

๐ มีแผนการเขียนสำนวนตุลาคมก่อนการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม

ผมไม่รู้เท็จจริงเป็นอย่างไร และไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งที่เขาทำถูก ไม่ถูก เพียงแต่ว่า มันเกิดก่อนที่สันติบาลจะได้รับการแต่งตั้งจาก กกต.ให้เข้ามาทำหน้าที่ เขามายืมมือ กกต.จัดการเพื่อเป็นไปตามแผนนั้น ซึ่งท้ายที่สุด กกต.ก็เสียหายอยู่ไม่ได้ติดคุก

แต่ฝ่ายที่ใช้ กกต.เป็นเครื่องมือ พวกที่ร้องเรียนว่าเราทำผิดอาญามาตรา 157 ลอยลำอยู่ข้างหลัง ผมไม่ถือว่าการแจกใบเหลือง ใบแดง เป็นวาระสำคัญรีบร้อนต้องทำอย่างที่ฝ่ายนี้เขาเรียกร้องให้ต้องรีบทำให้ได้ 60 ใบ

๐ ดังนั้น กกต.จึงประกาศรับรองนายยงยุทธก่อน แล้วสอยทีหลัง

โดยหลักการในตอนร่างรัฐธรรมนูญ อำนาจที่จะวินิจฉัยใบเหลือง ใบแดงให้อยู่ที่ศาลวินิจฉัยชี้ และ กกต.ก็เห็นอย่างนั้น ซึ่งตอนนั้น กกต.มีผมคนเดียวที่เห็นว่าถ้ายักษ์ไม่มีกระบอง จัดการเลือกตั้งไม่ได้ จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ต่างๆ ไปดิ้นรนหาอำนาจนี้กลับมา แต่เพื่อควบคุมผู้สมัคร ส.ส.ไม่แตกแถว และเมื่อจัดการเลือกตั้งได้เรียบร้อยแล้วอำนาจนี้เราก็ไม่ควรจะใช้

แต่สื่อและ กกต.ส่วนหนึ่งก็พุ่งมาเลยว่า ทำไมไม่ให้ใบเหลือง ใบแดง เขาร้องเรียนกันมาทั่วบ้านทั่วเมือง เป็นพันๆ เรื่อง ทำไมมีเรื่องสืบสวนสอบสวนเพียงร้อยกว่าเรื่อง ขณะที่ต่างจังหวัดจริงๆ แล้วค่อนข้างเงียบ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้ซื้อเสียง แต่มีคนพยามยามเรียกร้องต้องมีใบเหลือง ใบแดง 24 ใบทั้งที่ยังไม่ได้สืบสวนสอบสวนเลย หลังจากนั้นก็มาบี้ว่าฝ่ายสืบสวนสอบสวนไม่มีประสิทธิภาพ จากนั้นบอกว่าต้องรับผิดชอบร่วมกัน แล้วก็เอาสันติบาลมาใส่ตรงนี้

๐ การทำงานศาลกับ กกต.แตกต่างกันอย่างไร

การพิจารณาของศาลถ้ามีใครทำผิดกฎหมาย เราต้องดำเนินการจนสิ้นสุดกระบวนการ แต่การเลือกตั้งไม่ใช่ ซึ่งหากมองแล้วเห็นว่า คะแนนแตกต่างกันชัด ระหว่างคนแพ้ ชนะ ต่างกันเป็นหมื่นๆ เสียง แต่มีการกระทำผิดหน่วยเล็กๆ เพียง 200-300 เสียง กกต.อาจให้มีผลยุติไม่ต้องสืบสวน สอบสวนตามที่มีการร้องเรียน เพราะจัดเลือกตั้งใหม่ผลก็ไม่เปลี่ยนแปลง หากเราล้มฉันทามติประชาชนแล้วเขาได้รับเลือกตั้งกลับมาอีก สะท้อนว่าทำไม่ถูกต้อง การที่ กกต.ท่านอื่นบอกว่าไม่ได้ต้องบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ผมชี้เลยในสภาว่าเป็นไปไม่ได้

๐ จุดสมดุลระหว่างการกระทำผิดกฎหมายกับบทสรุปผลการเลือกตั้งอยู่ไหน

วางเป็นหลักตายตัวไม่ได้ ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป เพราะกฎหมายใหม่ทำให้กลั่นแกล้ง สร้างพยานหลักฐานเท็จง่าย และนำไปสู่ผลการยุบพรรคก็ได้ ความเสียหายมาก ดังนั้น กกต.ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ที่สำคัญหลายสำนวนส่วนใหญ่ฝ่ายที่แพ้มักจะเอาคนไม่กี่คนมาร้องเรียน และหลังจากรู้ผลการเลือกตั้งว่าแพ้แล้ว ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามจะมาเป็นผู้กำหนดอนาคตของบ้านเมืองเสียเองในการกำหนดตัวแทนที่จะเข้ามาบริหารประเทศ โดยมุ่งหวังชัยชนะทุกวิถีทางเพื่อหวังให้ได้ประชาธิปไตย แต่ไม่ใช้วิธีตามแบบอย่างประชาธิปไตย

๐ พีเน็ตเห็นว่า วาระงาน กกต.ควรหมดไปพร้อมกับ ครม.สุรยุทธ์

มันเป็นไปไม่ได้ เพราะภารกิจทั้งเลือกตั้ง ส.ส. สว. โดยเฉพาะท้องถิ่นอีก 4 พันกว่าแห่ง หาก กกต.ไปแล้วใครจะมาทำแทน คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร หรือ เขาทำงานได้ดีกว่า กกต.5 คนหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ควรมอบหมายให้ทำ

ขอขอบคุณ นสพ คมชัดลึก 26 มค. 2551

วิเคราะห์ข่าว

จาก กลุ่มสื่อประชาชน

...สมัครไม่เหมาะเป็นนายกรัฐมนตรี ?...


บทความโดย...ปลายอ้อกอแขม

...สมัครไม่เหมาะเป็นนายกรัฐมนตรี ?...

พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 230 คน เพราะจุดขายที่สำคัญประการหนึ่งในการหาเสียง ..ถ้าเลือกพรรคพลังประชาชนแล้ว นายสมัครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย

ชาวบ้านได้ยินดังนั้นแล้ว ก็หูผึ่ง อุทานดังๆออกมาว่า เฮ้ย ถ้าเลือก พปช.แล้ว หมักจะเป็นนายกเหรอ ? จึงพากันไปล็อบบี้ญาติสนิทมิตรสหายที่รู้จัก ปากต่อปากบอกให้เทคะแนนให้กับพรรคพลังประชาชนอย่างไม่ยั้ง..ตูอยากเห็น(ไอ้)หมักเป็นนายกฯว่ะ

ผมก็ทำอย่างนี้ มันผิดตรงไหน ?

ผมบอกได้เลยว่า ถ้าไม่โกงกันแบบหน้าด้านๆ ยกตัวอย่างการโกงคะแนนในกรุงเทพฯแล้วละก็ พรรคพลังประชาชนจะได้เสียงไม่ต่ำกว่า 300 เสียงแน่นอน ..เชื่อไม่เชื่อ พี่น้อง !

แหมเสียดาย ถ้าลองกันได้ อยากจะทดลองดูในกรุงเทพฯนี่แหละ ถ้า กกต.ให้จัดเลือกตั้งใหม่ทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครอีกครั้ง อยากจะดูซิว่าประชาธิปัตย์จะเหลือสักเท่าไหร่ ! ..เกิน 7 คนหรือไม่ ?

ทั้งๆที่ถูกสกัดขัดขวางอย่างออกหน้าจาก คมช.อย่างนี้แล้ว พรรคพลังประชาชนยังอุตส่าห์ฝ่าฟันออกมาได้ถึงขนาดนี้แล้ว ก็ยังมีคนทะลึ่งมาบอกอีกว่านายสมัครไม่เหมาะสมกับการเป็นนายกรัฐมนตรี ..ไอ้เวรตะไล !

ยังสงสัยอยู่ว่าคนพวกนี้มันเอานิ้วหัวแม่เท้าข้างไหนมาคิด เป็นไปได้ว่านิ้วหัวแม่เท้าอาจด้วน ..เลยไม่มีอะไรคิด

เปรียบเทียบระหว่างนายสมัครกับหัวหน้าพรรคทุกพรรค .. บอกผมหน่อยซิครับ ใคร ? เหมาะจะเป็นนายกฯมากกว่านายสมัคร

ท่านประชัยหรือเปล่า ? ท่านเสนาะหรือไง? ท่านบรรหารหรือไม่? ท่านเชษฐาหรือจ๊ะ? หรือว่าอภิสิทธิ์ของผม?

บรรดาท่านเหล่านี้ที่เอ่ยอ้างชื่อ ถ้าวัดกันชนิดนิ้วต่อนิ้ว คืบต่อคืบ ศอกต่อศอก ..สู้นายสมัครได้สักคนมั๊ย ?

นาทีนี้ ชั่วโมงนี้ วันนี้ พ.ศ.นี้ ! สมัคร สุนทรเวช เหมาะสมเป็นนายกฯ ..โดยประการทั้งปวง

สำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หรือคัดค้านนายสมัครว่าไม่เหมาะกับนายกฯนั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่มีอะไร นอกจากความเกลียดชังเท่านั้น ..อย่างเดียวจริงๆ

เกลียดปากนายสมัคร ..โดยเฉพาะสื่อชั่วๆ อย่างหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ..เครือของเจ้าหย่องกับเจ้าหยุ่น สองศรีพี่น้อง กับเครือของเจ้าปแป๊ะ

เหตุที่เกลียด เพราะนายสมัครไม่พูดประจบประแจง หรือต้องรีบไปอวยพรเมื่อครบรอบวันเกิดของเจ้าของหนังสือพิมพ์ แต่ตรงไปตรงมา ขวานฝ่าซาก ไม่กลัวใคร ..โดยเฉพาะสื่อชั่วๆอย่างพวกมัน

นั่นแหละที่พวกมันเกลียด จึงกลายมาเป็นว่านายสมัคร ไม่เหมาะสมกับการเป็นนายกรัฐมนตรี ..อย่างอื่นไม่มีอะไร

คนเหล่านี้นั่งเชียร์นอนเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ พยายามจับนายอภิสิทธิ์ขึ้นชั้นมาเทียบกับนายสมัคร ..ยิ่งเทียบยิ่งน่าสงสารนายอภิสิทธิ์

ภาษามวยเรียกว่า คนละชั้น กระดูกคนละเบอร์ ..ภาษาปะกิตเรียกว่า Out of class!

นายอภิสิทธิ์ผ่านประสบการณ์มาแค่เป็นรัฐมนตรีเทกระโถน(รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ) ความเข้มข้นทางการเมือง ความรอบรู้งานการเมือง ความเข้าใจระบบองค์รวมของประเทศยังน้อยมาก ..ไร้ผลงาน

ก็ขนาด คมช.เอย ตุลาการรัฐธรรมนูญเอย กกต.เอย อุตส่าห์หาเจ้าสาวมาประเคนให้ถึงห้อง อุ้มอภิสิทธิ์ขึ้นเตียง กางมุ้งให้ ปิดไฟ แถมให้กินไวอากร้าทีเดียว 2 เม็ด ..ตื่นเช้าขึ้นมาเจ้าสาวยังอยู่เฉย เซ็งที่สุด !

อย่างนี้จะเรียกว่าอะไร ..ถ้าไม่เรียกว่า No water medicine (ไร้น้ำยา ..อิอิอิ)

ส่วนนายสมัครนั้น ถ้าเป็นยา ก็ถือเป็นยาครอบจักรวาล มิใช่ยาหมดอายุเหมือนที่พลพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหา รักษาได้เกือบทุกโรค ยกเว้นโรคมะเร็งและโรคเอดส์ ..ผ่านงานการเป็นรัฐมนตรี 5 ครั้ง เป็นรองนายกรัฐมนตรี 3 ครั้ง

แล้วอย่างนี้ ยังบอกว่าสมัครไม่เหมาะกับนายกฯอีก ถ้าสมัครไม่เหมาะกับนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ไม่ต้องพูดถึง ..ลืมไปได้เลย !

ประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่จะให้คุณอภิสิทธิ์มาทดลองบริหารเล่น ..ถ้าไม่ผ่านค่อยว่ากันใหม่

นายสมัครและพรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งมาเป็นจำนวนมาก เพราะคนส่วนใหญ่เห็นความเหมาะสม อยากให้เขาเข้ามาบริหารประเทศ ..คนศรัทธา

แต่วันนี้ ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ มาบอกว่า นายสมัครไม่เหมาะกับการเป็นนายกฯ ..โถ อ้ายทุเรศเอ๊ย น่าสมเพชสุดๆ !

ก็เข้าใจนะครับว่าคนพวกนี้ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไรดี หมดปัญญา สิ้นหนทาง และเริ่มรู้ตัวว่าจะต้องโดนเช็คบิลย้อนหลัง ..เพราะเมื่อก่อนกินแล้วยังไม่จ่าย แถมกินจุเสียด้วย

ตอนนี้เริ่มกลัวแบบหางตก เลยพาลเกลียดนายสมัคร พยายามหาจุดอ่อนมาโจมตี ว่านายสมัครปากไม่ดี จะทำให้เกิดความแตกแยก ..เผื่อมีคนปัญญาอ่อนพันธุ์เดียวกันได้ยินได้ฟัง จะเชื่อบ้าง !

แต่ก็หมดหวัง เพราะคนพรรค์อย่างนี้ มีอยู่กลุ่มเดียวเท่านั้น และเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ..อยู่ในค่ายเครือผู้จัดการกับเครือเนชั่น

คำพังเพยไทยกล่าวไว้ไม่ผิด เกลียดขี้ ขี้ตาม เกลียดความ ความถึง หรือ เกลียดอะไร ได้อย่างนั้น” ..ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ

ถ้าคุณเกลียดคนอย่างทักษิณ คุณก็จะได้คนอย่างทักษิณ ถ้าคุณเกลียดคนอย่างนายสมัคร คุณก็จะได้คนอย่างนายสมัคร ..มันเป็นอย่างนี้จริงๆ

ถ้าใครไม่อยากได้คนอย่างทักษิณ ไม่อยากได้คนอย่างนายสมัคร คุณต้องให้ความรักกับเขาให้มากๆเข้าไว้ ..แล้วเขาจะหายหน้าไปเอง

เหมือนความรักของผมไง !

ผมน่ะรักพรรคประชาธิปัตย์มาก อยากให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผมรักคุณชวน ผมรักคุณอภิสิทธิ์ อยากให้ทั้งสองมาเป็นนายกฯ แถมรักเลขาธิการพรรคอย่างคุณสุเทพด้วย ..สุดหัวใจ

แล้วไงล่ะ เพราะความรักของผมและพี่น้องประชาชนจำนวนมากนี่เอง จึงทำให้วันนี้และวันต่อๆไป พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยคุณชวนและคุณอภิสิทธิ์ น่าจะเป็นฝ่ายค้านชนิดถาวรซะแล้ว ..โธ่ !!!

จาก กลุ่มสื่อประชาชน

เพิ่มดีกรีเผชิญหน้า สวนทางสมานฉันท์ [27 ม.ค. 51 - 00:30]

ในที่สุดกระบวนการเปลี่ยนผ่าน เพื่อกลับเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็เดินหน้าไปตามปฏิทินเวลา

โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เสียงส่วนใหญ่จากพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค ลงมติเลือก

นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

แน่นอน ผู้ที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องทำหน้าที่ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง

มีสถานะเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

และมาถึงวันนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายยงยุทธ ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2

ทั้งนี้ นายยงยุทธได้แถลงถึงการเข้ามาทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ว่า

การทำงานจากนี้ไปจะมุ่งเน้นเรื่องความรักความสามัคคี ปรองดอง จะไม่มีการเลือกข้างเลือกฝ่าย หรือเห็นแก่พรรคพวก

จะมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก จะสร้างบรรยากาศความเป็นพี่น้อง เป็นมิตร ในการทำงานร่วมกัน เสียงข้างมากหรือข้างน้อย ไม่สำคัญไปกว่าความตั้งใจ ความจริงใจ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเมืองภาคประชาชนที่ถูกละทิ้งมานาน ต่อไปนี้จะกลับคืนสู่พี่น้องประชาชน

จะสนับสนุนการเมืองภาคประชาชนในสภาฯให้มีการตรวจสอบเป็นระยะ เปิดให้ภาคประชาชนข้างนอกมีสิทธิเรียกร้อง โดยจัดเวทีรับฟังความเดือดร้อน การเสนอกฎหมายและแนวทางแก้ปัญหาบ้านเมือง

จากนี้ไปอะไรที่ไม่เข้าใจ ความบาดหมางใจ ขอให้ พี่น้องมั่นใจว่าเราจะเป็นกลไกอาสาสร้างความปรองดองของคนในชาติ

เพราะรู้ว่าความแตกแยก การขาดความรักความสามัคคี เป็นการทำลายความมั่นคงของชาติ การขจัดสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้บ้านเมืองมีความมั่นคงขึ้น เป็นเรื่องที่เราขอรับใช้ ประชาชน

ทุกประโยค ทุกถ้อยคำ สวยหรู มีหลักการ ฟังแล้วน่าสบายใจ

แต่อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีมติเลือกนายยงยุทธ เป็นประธานสภาฯ

ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ในช่วงนั้น ทั้งนายยงยุทธ และพรรคพลังประชาชน ต้องลุ้นกันเหงื่อตกกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาเรื่องร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ในฐานะว่าที่ ส.ส. ระบบสัดส่วน กลุ่ม 1

กรณีถูกกล่าวหาทุจริตการเลือกตั้งแจกเงินกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวคะแนน

ลุ้นเสียวโดน กกต.แจกใบแดง ลุ้นเสียวโดนคดียุบพรรค

ก่อนผ่านด่านมาได้ แบบหืดขึ้นคอ

เพราะ กกต.ปล่อยผี ประกาศรับรองผล ส.ส.ลอตสุดท้าย เพื่อให้สามารถเปิดประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกหลังการเลือกตั้งได้ทันกำหนดเวลา 30 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

และจากอานิสงส์ที่ กกต.ปล่อยผี ประกาศรับรองผล ส.ส.ลอตสุดท้าย

จึงเป็นโอกาสให้นายยงยุทธได้รับการเสนอชื่อจากพรรคพลังประชาชนให้เข้ามาชิงตำแหน่ง ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล เทเสียงโหวตถึง 307 เสียง ให้เป็นประธานสภาฯ

แม้เกิดปัญหาเสียงแตก มี ส.ส. ในฝ่ายรัฐบาล 3 คน แอบลงคะแนนให้นายบัญญัติ บรรทัดฐาน คู่ชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ จากฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์

แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติของนายยงยุทธ เพราะคะแนนเสียงชนะขาดอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การที่นายยงยุทธก้าวขึ้นมาเป็นประธานสภาฯทั้งๆที่ยังอยู่ในระหว่างโดน กกต.ตรวจสอบเกี่ยวกับปัญหาทุจริตการเลือกตั้ง

ตรงนี้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ขาดความสง่างาม

เพราะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ควรเป็นบุคคลที่ทุกฝ่ายยอมรับ

ไม่ควรมีริ้วรอย ที่ทำให้เกิดความคลางแคลงใจ เพราะฝ่ายนิติบัญญัติถือเป็น 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตยของประเทศ

ดังนั้น การที่พรรคพลังประชาชนส่งนายยงยุทธเข้ามาทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ จึงทำให้เกิดมุมสะท้อนว่า

คำพูดที่ประกาศ ต้องการสร้างความสมานฉันท์ ความปรองดอง ทำเพื่อชาติ กับการปฏิบัติในการส่งคนเข้ามาใช้อำนาจ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

ทั้งนี้ การส่งนายยงยุทธ เข้ามาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร อาจเป็นความจำเป็นของพรรคพลังประชาชน

ในฐานะที่นายยงยุทธ เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 เมื่อพรรคชนะการเลือกตั้งก็ควรได้รับรางวัล

และก็แน่นอน นักการเมืองทุกคนอยากไปอยู่ในฝ่ายบริหาร นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี

แต่ถ้านายยงยุทธในฐานะที่เป็นรองหัวหน้าพรรค ไปนั่งเป็นรัฐมนตรี แล้วบังเอิญ กกต.ตามสอยในกรณีถูกกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง และศาลฎีกาชี้ว่าผิด

หรืออาจไปดำเนินการอะไรในกรณีที่เป็นความผิดตามกฎหมายพรรคการเมือง หรือ กฎหมายเลือกตั้ง ก็อาจส่งผลกระทบต่อพรรคด้วย

ส่วนการเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญกำหนดให้วางตัวเป็นกลาง ต้องลาออกจากกรรมการบริหารพรรค

ตรงนี้จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พรรคพลังประชาชน วางตัววางตำแหน่งให้นายยงยุทธ มานั่งเป็นประธานสภาฯ

ส่งไปอยู่ในจุดที่อยู่นอกวงกรรมการบริหารพรรค เพื่อความปลอดภัย

แต่ขณะเดียวกัน ในท่ามกลางเสียงประกาศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชน

ที่บอกจะทำทุกอย่างเพื่อสร้างความสมานฉันท์และความปรองดองภายในชาติ

การส่งนายยงยุทธเข้ามาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่รู้อนาคตว่าจะอยู่ในตำแหน่งได้นานแค่ไหน

เพราะยังไม่มีคำตอบจาก กกต.ว่า “ขาว” หรือ “ดำ” ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

นักสังเกตการณ์ทางการเมือง ก็อาจมองได้ว่า เป็นการท้าทายหรือไม่

เหนืออื่นใด หลังจากพรรคพลังประชาชนประกาศจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค และมีการเจรจาแบ่งโควตากระทรวง เตรียมจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี

แน่นอน กระทรวงกลาโหม เป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

เพราะตำแหน่ง รมว.กลาโหม ของรัฐบาลชุดนี้

มีความสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านที่อำนาจเก่าหวนกลับเข้ามา คุมอำนาจรัฐและฝ่าย คมช.ต้องถอยร่นกลับที่ตั้ง

โดยคณะทหารผู้ยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลชุดที่แล้ว หลายคนยังอยู่ในตำแหน่งหลักๆของ กองทัพ ในขณะที่ผู้ถูกโค่นล้ม ได้กลับเข้ามาถือดุลอำนาจบริหารประเทศ

แม้งานนี้ ฝ่ายผู้ถือดุลอำนาจจะประกาศพร้อมสมานฉันท์ กับทุกฝ่าย

แต่เอาเข้าจริง กลับมีอาการสะท้อนกลับจากพรรคพลังประชาชน

มีการเสนอให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ว่าที่นายก รัฐมนตรี นั่งควบ รมว.กลาโหม

ในขณะที่ทาง คมช.ส่งสัญญาณออกมาชัดเจนว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.กลา-โหม ควรเป็นคนกลาง ไม่สังกัดพรรค การเมือง และต้องเป็นอดีตนายทหาร

เพราะทหารย่อมเข้าใจในทหาร รวมทั้งเรื่องของบุคลากรและภารกิจของกองทัพ

พร้อมทั้งมีข่าวกระเส็นกระสายว่า ทาง คมช.อยากให้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. ตท.6 รุ่นพี่ที่มีความสนิทสนมกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เข้ามาเป็น รมว.กลาโหม

เพราะอย่างน้อยก็ยังพอเป็นกันชน ไม่ให้ คมช.ถูกฝ่ายการเมืองเล่นงานเอาคืนได้ง่ายๆ

แต่ทางพรรคพลังประชาชนก็ไม่ได้ขานรับ

พร้อมทั้งมีการเสนอชื่ออดีตนายทหารคนอื่นๆเข้ามาประกบ อาทิ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ อดีต ผบ.ทบ. และ ผบ.ทหารสูงสุด ซึ่งมีความสนิทสนมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นพิเศษ

และล่าสุด นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ก็ออกมาประกาศย้ำว่า ตำแหน่ง รมว.กลาโหม ต้องเป็นคนของพรรคพลังประชาชน

รวมทั้งมีการเตรียมทีมงานเอาไว้แล้วเพื่อช่วยงานนายสมัคร หากต้องนั่งควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม

ปรากฏการณ์ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทางฝ่าย คมช. และกองทัพ กับฝ่ายที่ถือดุลอำนาจในการแต่งตั้ง รมว.กลาโหม

จูนคลื่นให้ตรงกันลำบาก

และเมื่อหันมามองตัวบุคคลที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี คือ นายสมัคร ก็เป็นที่รู้กันตั้งแต่ตอนเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนแล้วว่า

ถูกสั่งมาเป็นหัวหอก พร้อมแลกหมัดกับ คมช.

บุคลิก ลีลา ฝีปาก ไม่ใช่ผู้ประนีประนอม

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ทั้งตำแหน่งประธานสภาฯ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ผู้ถือดุลอำนาจ ไม่ยอมถอยให้ใครทั้งนั้น

ถือเป็นยุทธศาสตร์เผชิญหน้า

ตั้งท่าเขย่ากันแรงๆ

โดยมีเป้าหมายที่จะต่อรองอะไรบางสิ่งบางอย่าง เพื่อเอาสิ่งที่สูญเสียไป กลับคืนมา

เมื่อการต่อรองยังไม่บรรลุผล จึงมีความเคลื่อนไหวที่สวนทางกับแนวสมานฉันท์ออกมาให้เห็น

สไตล์แบบนี้ถ้าเป็นหนัง คงไม่ใช่หนังรักแน่ๆ

เพราะเปิดฉากออกมามีแต่พวกถนัดบทบู๊ทั้งนั้น.

“ทีมการเมือง”

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

อลงกรณ์ เรียกร้องศึกษาคดีทุจริตรถดับเพลิง ก่อนเลือกนายกรัฐมนตรี

ประชาธิปัตย์ 26 ม.ค. “อลงกรณ์ พลบุตร” เรียกร้องพรรคร่วมรัฐบาลศึกษาคดีทุจริตรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ให้ดี ก่อนโหวตให้ “สมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกรัฐมนตรี ชี้ถ้านายกรัฐมนตรีเริ่มต้นจากจุดที่ไม่ถูกต้อง เสถียรภาพของรัฐบาล-ความเชื่อถือจากต่างชาติก็จะไม่มี

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงวันนี้ (26 ม.ค.) เรียกร้องพรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีให้ดี โดยขอให้ยึดหลัก 4 ต้อง 2 ไม่ คือ ต้องไม่เลือกนายกรัฐมนตรีที่มีมลทินมัวหมอง ต้องสรรหารัฐมนตรีที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย ต้องยึดหลักมีความรู้และซื่อสัตย์ ต้องมีความสามารถและประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ และต้องไม่ตั้งคณะรัฐมนตรีนอมินีและรัฐมนตรีสีเทา

นายอลงกรณ์ยังขอให้พรรคร่วมรัฐบาลศึกษาผลคดีการทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ที่สร้างความเสียหายให้กับรัฐ เพราะนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นผู้ลงนามในการจัดซื้อดังกล่าว ในขณะที่เป็นผู้ว่าฯ กทม. และขอให้ศึกษาหนังสือเมนูคอร์รัปชั่ชนระบอบทักษิณ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี

“กรณีอย่างนี้ ผมคิดว่า ส.ส.และพรรคร่วมรัฐบาลควรจะได้นำมาเป็นประเด็นหนึ่งในการพิจารณา เพื่อให้เกิดความสง่างามในสายตาต่างประเทศ และคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งหมายถึงความมีเสถียรภาพหรือไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีเริ่มต้นจากจุดไม่ถูกต้องแล้ว ก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ต่อความมั่นคงของรัฐบาล และความเชื่อถือของต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ยังกล่าวถึงข่าวที่นายสมัครกล่าวในที่ประชุม ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนว่า จะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่นานด้วยว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้ได้ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง และได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อแก้ไขวิกฤติของบ้านเมือง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อทำงานเฉพาะกิจให้กับใคร ดังนั้น นายสมัครต้องตอบคำถามว่า ที่พูดเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร หรือจะเป็นเพียงนายกรัฐมนตรีของระบอบทักษิณ

“หลังการเลือกตั้ง ประชาชนมีความหวังว่าการเมืองจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้ ดังนั้น รัฐบาลใหม่คือความหวังของคนไทยทั้งประเทศ แต่ถ้ายังเป็นการเมืองที่ย้อนยุคไปสู่การเมืองนอมินีของระบอบทักษิณ ก็ไม่ช่วยให้เกิดความหวังในการแก้ไขปัญหาได้” นายอลงกรณ์ กล่าวและว่า ขอเรียกร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ยุติบทบาททางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมายังคงเคลื่อนไหวและอยู่เบื้องหลังในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ เพราะที่ผ่านมา คดีทุจริตของอดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง

ต่อข้อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอลงกรณ์ กล่าวว่า พรรคจะหารือกันในวันพรุ่งนี้ (27 ม.ค.) อีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจ โดยจะมีการประชุมพรรคเวลา 15.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-26 15:28:57