WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 27, 2008

พรรคชาติไทยปฎิเสธเสนอนายบรรหาร เป็นนายกฯ หากการโหวตมีปัญหา

นนทบุรี 27 ม.ค. - พรรคชาติไทยปฎิเสธเสนอชื่อหัวหน้าพรรค ชิงนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี หากการโหวตเลือกหัวหน้าพรรคพลังประชาชนมีปัญหา

ความเคลื่อนไหวที่บ้านพักสนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี ของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย สื่อมวลชนจำนวนมากเดินทางไปเพื่อสัมภาษณ์ พล.ต.สนั่น ถึงท่าทีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ แต่ปรากฎว่า พล.ต.สนั่น ไม่ให้สัมภาษณ์ โดยนายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.ระบบสัดส่วนพรรคชาติไทย แจ้งว่า พล.ต.สนั่น ป่วยเป็นไข้หวัดจึงต้องการพักผ่อน เพื่อเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ รวมทั้งประชุมร่วมกับ ส.ส. พรรคชาติไทย

นายอัศวิน กล่าวถึงท่าทีของพรรคต่อการสนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าขึ้นอยู่กับมติของพรรค ที่จะหารือในช่วงเช้าพรุ่งนี้ก่อนลงมติ ส่วนกระแสข่าวว่าพรรคเตรียมเสนอชื่อ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี หากการลงมติเลือกนายสมัคร มีปัญหานั้น ปฎิเสธว่าผู้ใหญ่ในพรรคไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้. -สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-27 16:08:40

พปช. ยอมรับทาบทาม “ดร.โกร่ง” เป็นรมว.คลัง [27 ม.ค. 51 - 16:30]

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ในฐานะกรรมการยกร่างนโยบายรัฐบาลของพรรค กล่าววันนี้ (27 ม.ค.) ว่า ขณะนี้ ร่างนโยบายรัฐบาลในส่วนของพรรคพลังประชาชน จะเสร็จแน่นอนในวันพรุ่งนี้ (28 ม.ค.) จากนั้นในวันพุธที่ 30 ม.ค.2551 จะประชุมร่วมกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค เพื่อกำหนดนโยบายรัฐบาล คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวด้วยว่า ส่วนการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดนี้ ทุกอย่างใกล้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน คาดว่าต้นเดือน กงพ.2551 จะทราบรายชื่อ ว่าใครดำรงตำแหน่งอะไร แต่ส่วนตนเองยอมรับว่ามีการติดต่อ นายวีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจริง


‘พปช.'ยืนยันฟื้นนโยบายประชานิยม‘ทรท.'

วันนี้ (27 ม.ค.) นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวก่อนที่พรรคพลังประชาชนจะมีการประชุมซักซ้อมความเข้าใจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในเวลา 16.00 น.ว่า มีวาระสำคัญเพื่อประชุมคณะกรรมการร่างนโยบายรัฐบาล ก่อนเชิญแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ที่ดูแลนโยบายของแต่ละพรรคหารือร่วมกันในวันพุธที่ 30 มกราคมนี้ ยืนยันจะใช้นโยบายของพรรคพลังประชาชนที่ใช้ในการหาเสียงเป็นนโยบายหลัก พร้อมต่อยอดและฟื้นนโยบายเดิมของพรรคไทยรักไทย เช่น โคล้านตัว หวยบนดิน ผู้ว่าฯ ซีอีโอ กองทุนหมู่บ้าน และเพิ่มนโยบายดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น คาดว่านโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกับทีมรัฐมนตรี
ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีกระแสข่าวว่ามีการทาบทามนายวีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง อดีตรองนายกรัฐมนตรีนั้น นายนพดลปฏิเสธที่จะให้ความชัดเจน เนื่องจากเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติ และมีการทาบทามไว้หลายคนมีทั้งคนนอกและคนใน--จบ--


จาก hi-thaksin

วิพากษ์นักวิชาการ (สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช) : ใช้การวิจัยตอบสนองทัศนคติทางการเมือง


โดย คุณอ้า ...
ที่มา เวบบอร์ด
sameskybooks
26 มกราคม 2551

คือเท่าที่ผมมองนะ สมเกียรติ (ตั้งกิจวาณิช)เจริญรอยตาม ธีรยุทธ์ (บุญมี) มาติดๆ แล้วที่แย่ก็คือ ใช้การวิจัยตอบสนองทัศนคติทางการเมือง

คือ หัวข้อการวิจัยช่วงนึงของเขาจะเป็นเรื่องหนี้ครัวเรือน ว่า หนี้ครัวเรือนพุ่งมากในยุคทักษิณ แต่ล่าสุด ธปท.คงรำคาญพวกไม่มีความเข้าใจเศรษศาสตร์ดีพอ แล้ววิจัยอย่างมีอคติ เขาเลยวิจัยเรื่อง "หนี้" กับ "รายได้" ไปพร้อมๆ กัน แล้วก็แสดงออกมาว่า หนี้ครัวเรือนนั้นเพิ่มมากจริง แต่ "รายได้" ก็เพิ่มมากตามไปด้วย ข้อสรุปของฝ่ายวิจัย ธปท.คือ หนี้ครัวเรือน ไม่ถือว่ามีปัญหา เพราะรายได้เพิ่มตามกัน

อีกเคสที่จำได้ เค้าวิจัยเรื่องราคาหุ้นของบริษัทของตระกูลชิน แล้วก็สรุปประมาณว่า เนี่ยแหละ เข้ามามีการเมืองก็ได้ผลประโยชน์ทางราคาหุ้นมากมายเป็นแสนล้าน ซึ่งมันสามารถสะท้อนไปถึงอำนาจการเมืองทำให้ธุรกิจได้ประโยชน์

ในแง่ตัวเลขที่เก็บรวบมา มันไม่ผิดพลาด แต่ปัญหาของเขาที่มีมาตลอดคือ "การตีความข้อมูล" ซึ่งมักจะตีความโน้มเอียงไปทางหนึ่ง หรือพูดได้ว่า มีอคติหรืออยู่ภายใต้ทัศนคติทางการเมือง ซึ่งสามารถพูดได้ว่า ทำวิจัยโดย "ตั้งธง" ตั้งแต่ หัวข้อ กระบวนการ ไปจนถึงการตีความสรุป

กรณี แปรสัมปทานโทรคมนาคม และ พรก.สรรพสามิตโทรคมนาคม ก็แย่นะ คนในวงการโทรคมนาคมพูดว่า อย่ามองเราเป็น "ผู้ร้าย"

สมเกียรติ มองนายทุน เป็น "ผู้ร้าย"ได้ แต่ในแง่การวิจัย คุณทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะ มันเหมือนมี "ธง" ตั้งไว้แต่แรก

มันเหมือนกับการวิจัยเรื่องโลกร้อน คุณตั้งธงว่า สรอ.และบรรดานายทุนอุตสาหกรรมเป็น ผู้ร้าย ไม่ได้ คุณต้อง วิจัย โดยไม่มีความรักชอบเกลียดใคร คุณต้องเคารพหลักของกระบวนการวิจัย ไม่ใช่ตั้ง ธง เพื่อพิสูจน์ ความเป็น "ผู้ร้าย" ของใครก็ตาม

ในกรณีของ พรก.สรรพสามิตและการแปรสัญญา มันละเอียดอ่อนนะ สมเกียรติ ไม่คำนึงถึงการแข่งขันอย่างเป็นธรรม (ถึงคำนึงแต่ก็มีการตีความโดยเอนเอียง) สรุปง่ายๆ คือ ไม่ให้แปรสัญญา แม้ว่าจะเปิดเสรีโทรคมนาคม โดยให้บริษัทเดิมจ่ายสัมปทานต่อไป คัดค้านการแปรสัญญา ซึ่งหมายถึงเข้ามาเล่นในขอบเขต "การเมือง" ผลสุดท้ายคือ บุญชัย กับ ตระกูลชิน ขายกิจการพวกนี้ออกไป แม้ว่าจะแปรค่าสัมปทานบางส่วนเป็นภาษีแล้วก็ตาม (รัฐบาลขิงแก่เชื่อพวกนี้ เลยยกเลิก พรก.ที่ว่า)

นี่คือ สิ่งที่แย่ของ สมเกียรติ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง แล้วแสดงความเห็นทางผลประโยชน์มากมาย ไม่ว่า การขึ้นศาลแสดงความเห็นกรณีชินแซทได้ boi การไปฟ้องคตส.กลายๆ หลังรัฐประหาร

ซึ่งนักวิจัยหรือนักวิชาการ ไม่พึงทำอย่างนี้ นายทุนโทรคมนาคม เค้า เซ้นส์ดี เค้าพูดว่า อย่ามองเราเป็น "ผู้ร้าย" ตรงนี้มันสรุปได้หมด คือ สมเกียรติ มีการจำแนก คนดี-คนเลว ไว้ในใจ แล้วการวิจัยของเขาตอบสนองการจำแนก ดี-เลว ของเขา หรือพูดอีกอย่างว่า เขาวิจัยโดยใช้ "ศีลธรรม" ซึ่งถือเป็น "อคติ" ที่มิพึงมีอย่างยิ่งของการทำงานวิชาการ หริอวิจัย

การที่เขาไป ศึกษาวิจัยเรื่อง ทีวีสาธารณะ แล้วผลักดันขายไอเดีย จนในที่สุด ออกเป็นกฎหมายออกมา นักวิจัย ทำอย่างนี้กันเหรอ มันถูกต้องตามหลักการ และบทหน้าที่หรือไม่อย่างไร ?

ตามประวัติที่ทราบ สมเกียรติ ได้ ดร.จากสาขาคอมพิวเตอร์ ทำให้ชวนฉงนว่า เข้าไปวิจัยตลาดหุ้น-ราคาหุ้น วิจัยหนี้ วิจัยผลประโชน์ของกิจการสัมปทานโทรคมนาคม จนกระทั่ง การจัดตั้งสถานีทีวี เคยสงสัยกันไหมว่า เอาพื้นฐานความรู้ของแต่ละด้านมาจากไหน ?

สรุปก็คือ ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่สำหรับ นักวิชาการและนักวิจัย แล้ว มัน "ต้องห้าม" นะ คือ นักวิชาการและนักวิจัย ควรนำเสนอโดยไม่มีอคติ เพราะสังคมให้ความไว้วางใจการวิจัยไว้สูง

แล้วที่ให้ความไว้วางใจ ก็เพราะเชื่อว่า นักวิจัยและนักวิชาการ จะวางตัวเป็นกลาง ซื่อตรงในการนำเสนอสิ่งต่างๆ

ควรจะอ่านบทสัมภาษณ์ของ วรเจตน์ ในประชาไทประกอบ วรเจตน์ ไปได้สวยในการอธิบายการใช้ศีลธรรมทางการเมือง

สิ่งที่ควรขบคิดคือ ทำไมคนที่คิดจะ "ทำดี" ในพื้นที่การเมืองจึงสร้างปัญหา ไม่ว่า ธีรยุทธ์ สมเกียรติ ขิงแก่ คมช. สนช. คตส. ? ผมก็อยากอ่านถ้าใครมีคำอธิบาย

จาก Thai E-News

พปช.ยันสมัคร เป็นนายก4ปี [27 ม.ค. 51 - 03:46]

หลังจากที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติ เลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และกำหนดให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรี ในขณะที่พรรคพลังประชาชนก็มีปัญหาถูกมองว่าเป็นรัฐบาลสีเทานั้น


ปัดข่าว “สมัคร” นั่งนายกฯชั่วคราว

ที่พรรคพลังประชาชน อาคารไอเอฟซีที ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 26 ม.ค. ร.ท. กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ไม่นาน เมื่อทำภารกิจเสร็จก็จะไป โดยอาจให้แกนนำพรรคคนอื่นรับตำแหน่งต่อไปว่า ภารกิจที่นายสมัครพูดนั้น หมายถึงการรวมพรรคพลังประชาชนให้เป็นปึกแผ่น เพราะก่อนหน้านี้พรรคไทยรักไทยถูกสับเป็นท่อนๆ จากพรรคใหญ่ถูกทำให้เป็นพรรคเล็ก จึงต้องการเข้ามาหลอมรวมสมาชิกพรรคที่แตกกระเซ็นให้มาร่วมสร้างพรรค โดยนายสมัครเข้ามาเป็นผู้นำ และช่วยสร้างพรรคให้เข้มแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ก็ทำจนประสบความสำเร็จ ขณะนี้ภารกิจรวบรวมพลเสร็จสิ้นแล้ว แต่ก็ยังมีภารกิจที่จะต้องร่วมกันทำต่อไป คือการเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ นายสมัครต้องเป็นหัวหน้ารัฐบาลจนครบอายุของสภาฯ ต่อข้อถามว่า ภารกิจที่นายสมัครพูดถึงรวมถึงการนิรโทษกรรม ให้กับ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยด้วยหรือไม่ ร.ท.กุเทพตอบว่า คงไม่เกี่ยวกัน และเรื่องดังกล่าวคงไม่สามารถทำได้ในทันทีทันใด เหมือนการเสียบปลั๊ก จะมาถอดปลั๊กออกทันทีและมาเสียบแทนกันได้เลย เพราะถ้าทำเช่นนั้นคงน่าเกลียดเกินไป

ติง ส.ส.อีสานกดดันต่อรองเก้าอี้

ร.ท.กุเทพกล่าวว่า ส่วนกรณี ส.ส.อีสานทวงโควตารัฐมนตรีนั้น ถือเป็นเพียงการแสดงความเห็นส่วนตัว ยืนยันไม่มีเรื่องการต่อรอง หลังการเลือกตั้งได้พบปะพูดคุยกับ ส.ส.อีสาน ก็ไม่พบความเคลื่อนไหวในแนวทางดังกล่าว เพราะต่างรู้ดีว่าการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น นายสมัครและคณะกรรมการบริหารพรรคจะเป็นผู้พิจารณา ทุกอย่างจะเดินไปตามกรอบกติกา จะต้องดูความเหมาะสมให้เกิดความสมดุลในแต่ละภาค และพิจารณาจาก ความรู้ความสามารถ ฉะนั้น จะไม่มีการไปวิ่งเต้นต่อรองให้เกิดความสับสน บางจังหวัดถึงแม้จะได้ ส.ส.ยกจังหวัด แต่ถ้าคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรียังไม่ถึงขั้นก็เป็นไม่ได้ และจริงๆ แล้วการจะไปพูดถึงตัวเองว่ามีความเหมาะสม นักการเมืองจะไม่พูดกัน นักการเมืองสมัยใหม่จะต้องแสดงท่าทีเสียสละที่จะเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ที่มีความสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ

อย่าเชียร์ตัวเองเหมือนกลองจัญไร

“ปัญหาของประเทศไม่ได้สักแต่ว่าได้จำนวน ส.ส. มาแล้ว มีความสามารถแก้ปัญหาได้เลย พรรคจะต้องดูประสบการณ์ ภูมิหลังของคนๆนั้นเกี่ยวกับงานที่จะทำ ว่าสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ เพราะพรรคจะต้องรับผิดชอบกับประชาชนทั้งประเทศ แต่ ส.ส.จะรับผิดชอบต่อประชาชนเฉพาะในเขตเลือกตั้ง ดังนั้น จะเอาจำนวนที่นั่งในเขตมาพูดถึงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ได้ เพราะรัฐมนตรี เป็นการแก้ปัญหาของคนทั้งประเทศ กลองที่มันจะดังจะต้องให้คนอื่นตี ไม่ใช่ดังเอง มันถือว่าเป็นกลองจัญไร งานรัฐมนตรีเป็นงานหนัก ไม่ใช่เอามาเป็นเรื่องประดับศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูล และถ้าผลงานไม่ออกมา จะทำให้เกิดความเสียหายแก่พรรค” โฆษกพรรคพลังประชาชนกล่าว

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ

“ยงยุทธ” พร้อมแจง กกต.คดีซื้อเสียง [27 ม.ค. 51 - 04:02]

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ ไม่ให้นายวิจิตร ยอดสุวรรณ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เชียงราย พรรคชาติไทย ถอนคำร้องคัดค้านตนเองว่า มีความยินดีและพร้อมเสมอที่จะเดินทางไปชี้แจงต่อ กกต.ด้วยตนเอง แต่ขอรอให้มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีให้เรียบร้อยก่อน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้ส่งเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปให้ กกต.หมดแล้ว ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะเป็นเรื่องที่ ถูกกลั่นแกล้ง ส่วนการทำงานในตำแหน่งประธานสภาฯหลังจากนี้ไป ก็คงจะมีการแต่งตั้งทีมเลขานุการและคณะทำงานเพื่อมาช่วยงาน โดยตั้งใจจะแต่งตั้ง พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 1 และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน มาดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานรัฐสภา เพราะ พ.ต.ท.กานต์ถือเป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่หนึ่ง ที่ สมควรจะได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญๆ

อ่านรายละเอียด ข่าวการเมืองไทยรัฐ

ตั้งครม.รอชัดเจนหลังเลือกนายกฯ

หมอเลี้ยบ มั่นใจเลือกนายกฯ พรุ่งนี้ เสียงไม่แตกแถว เรียประชุม ส.ส.เย็นนี้ ซ้อมโหวต

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ จะไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนครั้งเลือกประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่มีเสียงแตกออกไปบางส่วน เพราะในส่วนของคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรคได้มีการพูดคุยกันแล้ว และการลงมติครั้งนี้เป็นการลงมติแบบเปิดเผย ส่วนความชัดเจน ในตำแหน่งต่างๆของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องรอให้ผ่านพ้นการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไปก่อนจึงจะตอบได้

เลขาธิการพรรคพลังประชาชนกล่าวต่อกรณีระบุว่า หากศาลฎีกาพิจารณารับพิจารณาคดีของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรไว้พิจารณา จะส่งผลให้นายยงยุทธ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานสภาผู้ทนราษฎร ต่อไปได้ ว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่ชัดเจนในข้อกฎหมาย ต้องดูรายละเอียดก่อนจึงจะตอบอะไรได้มากกว่านี้

ส่วนบรรยากาศบ้านพักของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับเลือกจากบรรดา ส.ส.ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ภายในหมู่บ้านโอฬาร ซอยนวมินทร์ 81 ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น โดยคาดว่า นายสมัคร จะใช้เวลาในช่วงเช้าพักผ่อนอยู่ภายในบ้านก่อนที่ช่วงบ่ายจะเดินทางไปยังที่ทำการพรรคพลังประชาชน อาคารไอเอฟซีที เพื่อร่วมประชุมกับคณะกรรมการและ ส.ส.ของพรรค เวลา 16.00 น. ที่จะมีการซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกฯ ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ที่อาคารรัฐสภา

อย่างไรก็ตามจากการสังเกตยังไม่พบว่ามีกลุ่มบุคคลทางการเมืองเดินทางเข้าพบ นายสมัคร แต่อย่างใด.

อภิสิทธิ์ยังไม่รู้ปชป.เสนอตนเองร่วมโหวตเป็นนายกฯหรือไม่

'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' ยันพรรคจะเสนอชื่อตนเองเข้าร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ต้องผ่านที่ประชุมก่อน ขณะที่ 'สุเทพ เทือกสุบรรณ' ยืนยัน พร้อมดัน อภิสิทธิ์ เต็มที่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ กล่าวถึงการโหวตเลือกตัวนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ว่า ยังไม่ทราบว่าจะมีการเสนอชื่อตนเองเข้าร่วม การโหวตด้วยหรือไม่ เพราะจะต้องมีการประชุมพรรคในช่วงเย็นวันนี้ก่อน จึงจะทราบว่าที่ประชุมมีมติเช่นไร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปปัตย์ ออกมายืนยันแล้วว่าโดยส่วนตัวยังเห็นว่านายอภิสิทธิ เหมาะสมที่จะได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการโหวตตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคิดว่านายอภิสิทธิ์มีความเหมาะสมกว่านายสมัคร สุนทรเวช อยู่ดี แต่อย่างไรก็ตามการจตะเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์เข้าร่วมการโหวตหรือไม่นั้นคงต้องผ่านการประชุมพรรคก่อนจึงจะตอบได้

"สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" ยุคขาดแคลนตัวเลือก

โดย การ์ตอง

เป็นความเข้าใจและเห็นใจเมื่อพรรคพลังประชาชนพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะหาบุคคลภายนอกที่ได้รับการยอมรับในความรู้ความสามารถเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่คนที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นและพอไว้วางใจได้ว่าจะเดินไปในแนวเดียวกับที่ทีมเศรษฐกิจของพรรคต้องการ กลับหาได้ยากเย็นยิ่งด้วยปัจจัยไม่เอื้ออำนวยสารพัด ทั้งเรื่องกฎหมายที่กำหนดให้ตรวจสอบจนเกินพอดี และเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่หลุดจากความขัดแย้ง แตกแยก

คนไม่อยากเดือดร้อน และไม่อยากถูกจับเข้าเป็นพวกใดพวกหนึ่ง แม้ใจหนึ่งคิดถึงวาสนา แต่อีกใจหนึ่งย่อมไม่ละเลยความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นตามมา

ทุกคนที่ได้รับการทาบทามล้วนปฏิเสธ

ตัวเลือกจึงเหมือนจะมาลงที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค

ย้อนกลับไปหลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค กรรมการบริหาร 111 คนถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี สมาชิกที่เหลือจากการย้ายออกไปอยู่พรรคอื่น หรือจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ รวมตัวเข้าทำงานในนาม "พรรคพลังประชาชน" ไปเชิญนายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นหัวหน้าพรรค และดึงตัว "นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" ซึ่งลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวแล้วกลับเข้ามาใหม่ในหน้าที่เลขาธิการพรรค

แม้ในยุคที่เป็นรัฐมนตรีภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บทบาทของ นพ.สุรพงษ์ไม่โดดเด่นมากนัก แต่ในบทบาทเลขาธิการพรรคที่มีนายสมัครเป็นหัวหน้า บุคลิกภาพที่แสดงให้เห็นถึงความสุขุม แต่หนักแน่นในหลักการก่อให้เกิดการยอมรับขึ้นในความรู้สึกของคนทั่วไป

ยอมรับถึงระดับ หากเลือกคนในพรรคพลังประชาชนมาเป็นนายกรัฐมนตรี ความรู้สึกทั่วไปเทให้ นพ.สุรพงษ์อยู่ไม่น้อย

หลายคนเชื่อว่าในสภาพขาดแคลนตัวเลือก นพ.สุรพงษ์เป็นทางเลือกที่น่าจะมีความหวังที่สุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์โดยรวมหนีไม่พ้นที่จะต้องให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี การยอมรับในหมอสุรพงษ์ก็ยังไม่หมดไป

ทว่าแม้ลึกไปถึงระดับยอมรับที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น กระแสทั่วไปค่อนข้างตะลึงอยู่ไม่น้อยว่าประเทศไทยไม่มีทางเลือกถึงระดับนั้นเชียวหรือ

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่นับวันยิ่งชัดเจนว่ามีแนวโน้มที่จะเสื่อมทรุด ทั้งผลกระทบที่เกิดจากหนี้เน่ามหาศาลในระดับธนาคารของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก ทั้งจากศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยเราที่รู้กันดีว่านับวันยิ่งอ่อนด้อย ถอยหลัง

ท่ามกลางการเมืองที่เป็นปัจจัยในทางลบ

ความเชื่อมั่นในตัวบุคคลที่จะมาบริหารเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่จำเป็นยิ่ง จะต้องมีภาพของผู้มีความรู้ความสามารถในด้านการเงินการคลัง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นพ.สุรพงษ์ไม่มีอยู่

รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมัครจะต้องถูกกดดันให้ต้องเร่งสร้างการยอมรับ เร่งสร้างความเชื่อมั่นว่าเป็นความหวัง เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะก่อเสถียรภาพให้เกิดขึ้นได้ในระดับมีความมั่นคง

ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นปัจจัยสำคัญ

ด้วยภาพของผู้มีความสุขุมยึดมั่นในหลักการของ นพ.สุรพงษ์อาจจะเป็นจุดแข็งของรัฐบาลชุดนี้ หากทำงานในตำแหน่งอื่น

แต่สำหรับกระทรวงการคลังซึ่งสำคัญต่อการจัดการเศรษฐกิจของประเทศ นพ.สุรพงษ์น่าจะกลายเป็นจุดอ่อนอย่างน่าเสียดาย

คอลัมน์ โครงร่างตำนานคน

มุ้งเล็ก"พปช."รวมพลัง เตือนภัย"รัฐบาล พปช." ท้าทายภาวะผู้นำ"สมัคร"

วิเคราะห์


วันที่ 28 มกราคม 2551 เป็นวันดีเดย์ที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร นัดหมายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

คาดหมายกันว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย

เหตุที่ต้อง "คาดหมาย" ก็เพราะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 กำหนดให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย

นั่นหมายความว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ควรจะรู้ผลกันในวันที่ลงมติ

ไม่อาจจะใช้มติพรรค ประกาศตัวนายกรัฐมนตรีก่อนวันลงมติ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดโอกาสให้เช่นนั้น

ดังนั้น จึงต้องรอจนถึงวันที่ 28 มกราคม ตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรนัดหมาย

และคาดว่า การลงมติเลือกนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีคงจะผ่านฉลุย

ทั้งนี้เพราะก่อนวันนัดประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ได้ปรากฏข่าวการตกลงโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีของรัฐบาลพรรคพลังประชาชนว่า "ลงตัวแล้ว"

ตามข้อมูลคอลัมน์ "เคียงข่าว" หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 25 มกราคม 2551 สรุปการแบ่งโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีของแต่ละพรรค สรุปได้ ดังนี้

รัฐบาลใหม่มี 315 เสียง ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน 233 เสียง พรรคชาติไทย 37 เสียง พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 เสียง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 7 เสียง พรรคประชาราช 5 เสียง

รัฐบาลใหม่มีรัฐมนตรีได้ 35 คน ไม่นับนายกรัฐมนตรี

ใช้สูตรคำนวณแบ่งสรรโควต้ารัฐมนตรีตามหลักเกณฑ์ที่นิยมกันโดยทั่วไป คือเอาจำนวนรัฐมนตรี (35 คน) ไปหารจำนวนเสียงของรัฐบาล (315 คน) จะเท่ากับโควต้าการได้เก้าอี้รัฐมนตรี

นั่นคือ เมื่อเอา 35 ไปหาร 315 จะได้จำนวน 9

หมายถึง ตำแหน่งรัฐมนตรี 1 คนต่อจำนวน ส.ส. 9 คน

คอลัมน์ "เคียงข่าว" ยังได้สรุปจำนวนตัวเลขรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคที่มีการตกลงกันแล้ว ดังนี้

พรรคชาติไทย ขอ 5 ที่นั่ง จาก ส.ส. 37 คน หรือ 1 ต่อ 7 คน

พรรคเพื่อแผ่นดิน ขอ 4 ที่นั่ง จาก ส.ส. 24 คน หรือ 1 ต่อ 6 คน

พรรครวมใจไทยฯ ขอ 2 ที่นั่ง จาก ส.ส. 9 คน หรือ 1 ต่อ 4.5 คน

พรรคมัชฌิมาธิปไตย ขอ 2 ที่นั่ง จาก ส.ส. 7 คน หรือ 1 ต่อ 3.5 คน

พรรคประชาราช ขอ 1 ที่นั่ง จาก ส.ส. 5 คน หรือ 1 ต่อ 5 คน

ส่วนพรรคพลังประชาชน ได้ 21 ที่นั่ง จาก ส.ส. 233 คน หรือคิดเป็น 1 ต่อ 11 คน

นี่เท่ากับว่า พรรคพลังประชาชนเสียเปรียบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล เพราะแทนที่จะได้ ส.ส.มากกว่า 21 ที่นั่ง กลับต้องแบ่งให้กับพรรคการเมืองอื่นไป

เท่ากับว่าตัวแทนของพรรคพลังประชาชนที่ไปเจรจาต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล ยอม "อ่อนข้อ" ให้กับพรรคร่วมรัฐบาล

และการยอมอ่อนข้อนี้เองที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์การชุมนุมทางการเมืองตามมา เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคอีสานของพรรคพลังประชาชนจำนวน 80 คน นัดชุมนุมรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารบัว โดยมีข่าวว่านายเนวิน ชิดชอบ เป็นเจ้าภาพ

การนัดชุมนุมกันครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับข่าวความไม่พอใจของ ส.ส.ภาคเหนือ และภาคอีสาน ต่อผลการเจรจาตำแหน่งรัฐมนตรี

แม้รูปลักษณ์ภายนอกการร่วมรับประทานอาหารกันอาจจะเป็นเพียงเรื่องปกติธรรมดา

หากแต่ในทางการเมืองแล้ว ถือว่าผู้ที่สามารถรวบรวม ส.ส. มาชุมนุมพร้อมกันได้ถึง 80 คน นับว่าไม่ธรรมดา

นี่ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมพลังภายในพรรคที่น่าจับตามองไม่น้อย

นี่ย่อมส่งสัญญาณให้พรรคพลังประชาชนระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นภายใน

และย่อมสะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า พรรคพลังประชาชนมิได้เผชิญหน้ากับการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น หากแต่ยังเผชิญหน้ากับการต่อรองภายในพรรคตัวเองด้วย

และผู้ที่ต้องรับบทบาทในการถ่วงดุลอำนาจเพื่อต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล และมุ้งเล็กภายในพรรคพลังประชาชน คงหนีไม่พ้นนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน

อย่างไรก็ตาม ขณะที่เกิดปัญหาที่ต้องตัดสินใจขึ้น แม้ตามฐานะตำแหน่งแล้ว นายสมัครในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนจะต้องเป็นผู้ดำเนินการ

แต่ทุกครั้งที่มีข่าวคราวเกี่ยวกับการตัดสินใจของพรรค กระแสข่าวมักจะพาดพิงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

จึงเกิดปัญหาขึ้นว่า เมื่อพรรคพลังประชาชนมีปัญหา หรือเมื่อรัฐบาลพรรคพลังประชาชนมีปัญหา ผู้ที่ตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่แท้จริงคือใคร

คือนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีกระแสข่าวว่าเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เนืองๆ

หากผู้ตัดสินใจแก้ปัญหาคือนายสมัคร ปัญหาทุกอย่างก็จะได้รับการแก้ไขให้คลี่คลายลง

แต่หากผู้ตัดสินใจแก้ปัญหาคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังกระแสข่าวที่พาดพิงถึง

ปัญหาย่อมเกิดขึ้นแก่ตัวนายสมัครอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

ก็ในเมื่อนายสมัคร ไม่ใช่ "คำตอบสุดท้าย" ในการแก้ไขปัญหา คู่กรณีที่ก่อปัญหาย่อมต้องพยายามจะมุ่งไปติดต่อผู้แก้ไขปัญหา "ตัวจริง"

เท่ากับว่านายสมัคร ซึ่งมีอำนาจ กลับไม่ใช่ผู้แก้ไขปัญหา "ตัวจริง"

แต่ผู้แก้ไขปัญหาตัวจริง กลับไร้อำนาจ

ลักษณะเช่นนี้ย่อมกระทบต่อภาวะผู้นำของนายสมัคร สุนทรเวช อย่างแน่นอน

แม้วันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช จะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

แม้วันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช จะได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้ารัฐบาล แต่หากนายสมัคร ไม่ใช่ "คำตอบสุดท้าย" ในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง

คำกล่าวและคำมั่นสัญญาของนายสมัครจะได้รับความเชื่อมั่นได้อย่างไร

นี่คือสิ่งที่ท้าทายภาวะผู้นำของ "สมัคร สุนทรเวช"