WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 28, 2008

โฟกัส 'อำนาจ-หน้าที่' 'ประธานสภา' เก้าอี้นี้ 'สำคัญไฉน?'

โหวตแรกหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ก็คือการโหวตเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” และ รองประธาน ซึ่งกับรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเป็นรูปเป็นร่างสมบูรณ์ในไม่กี่วันนี้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช คือประธานสภา และมีรองอีก 2 คนคือ คนที่หนึ่ง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และคนที่สอง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ซึ่งทั้ง 3 ล้วนมีที่มาจากพรรคพลังประชาชน-พรรคแกนนำจัดตั้ง รัฐบาล

ประธานสภาก็เป็นตำแหน่งที่มีการจับตากันมาก...

ประเด็นน่าพิจารณาก็คือ...ตำแหน่งนี้สำคัญไฉน ??

ทั้งนี้ หากจะดูกันตามตัวอักษรตามรัฐธรรมนูญใหม่ พ.ศ. 2550 ในหมวดรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา หรือสภาในส่วนของ ส.ว. ในการประชุมร่วมของ 2 สภานี้เพื่อปฏิบัติงานบริหารราชการแผ่นดิน “ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นประธานรัฐสภาด้วย” ขณะที่ประธานวุฒิสภาจะทำหน้าที่เป็นรองประธานรัฐสภา ซึ่งจุดสำคัญคือ “ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่” โดยที่ประธานรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของรัฐสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ

ขณะที่เฉพาะกับสถานะในตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ตำแหน่งนี้ก็ยังมีหน้าที่ “เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” ด้วย

รศ.ประหยัด หงส์ทองคำ นักวิชาการอาวุโสทางด้านรัฐศาสตร์ ขยายความถึงบทบาทหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาในการประชุมของ 2 สภาด้วย โดยบอกว่า... ผู้ที่จะทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ต้องไม่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเข้าร่วมกับกิจกรรมของพรรคการเมือง (ทั้งประธานสภาและรอง)

“สิ่งสำคัญนี้จะเรียกว่าเป็นมารยาททางการเมือง ประเพณีทางการเมือง ก็ว่าได้ ในอดีตก็เคยมีการท้วงติงถึงความไม่เหมาะสมอยู่บ่อย ๆ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับเก่าไม่ได้ระบุไว้ แต่สำหรับรัฐธรรมนูญใหม่ได้มีการระบุไว้ชัดว่าต้องลาออกก่อนถึงจะรับตำแหน่งได้” ...รศ.ประหยัดกล่าว

จุดนี้ก็เป็นคำตอบว่าทำไมจึงมีข่าวตั้งแต่ก่อนหน้าการโหวตเลือกประธานสภาและรองว่า นายยงยุทธได้ลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าและกรรมการบริหารของพรรคพลังประชาชน

ส่วนประเด็นที่มีการตั้งขอสังเกตว่าตำแหน่งประธานสภาและรอง “ให้คุณ-ให้โทษอะไรได้หรือไม่ ??” โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เกมการเมืองเข้มข้นลึกซึ้งยิ่ง รศ.ประหยัดบอกว่า... ก็คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะถูกมองแบบนี้

“ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก...เพราะเป็นมาทุกยุคทุกสมัย !!” ดังนั้น คนที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างไม่มีปัญหาก็จำเป็นต้องยึดมั่น-ตั้งมั่นในความเป็นกลางอย่างถึงที่สุด โดยยึดตามระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...สำหรับการอภิปราย” หากทำให้รู้สึกได้ว่าสมาชิกทุกคนได้รับการจัดสรรเวลาหรือได้รับการวินิจฉัยที่เป็นธรรม ก็จะได้รับคำชมเชย และแก้ภาพลบได้

สำหรับการตรวจสอบการทำหน้าที่ของประธานสภา-ประธานรัฐสภาโดยประชาชน นักวิชาการคนเดิมบอกว่า... หน้าที่หนักคงต้องตกอยู่กับสื่อมวลชน ที่ต้องทำหน้าที่เก็บข้อมูลมาเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ เพราะจะให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมทุกครั้งก็คงจะลำบาก แต่ก็ควรจะมีในเรื่องสำคัญ ๆ ที่ประชาชนควรได้รับรู้

“คนที่มานั่งทำหน้าที่นี้ ไม่ง่าย พรรษาการเมืองต้องมาก ข้อกฎหมายต้องแม่น เครดิตสำหรับสังคมต้องพอ โดยเฉพาะความน่าเชื่อถือในหมู่สมาชิกสภา เพราะถ้าหากคุณสมบัติไม่ได้ ไม่เก่ง ไม่แม่น แล้วเจอ ส.ส. ที่เก่งข้อกฎหมาย แทนที่จะเป็นผลดีก็อาจกลายเป็นผลร้าย” ...รศ.ประหยัดระบุ

ด้าน รศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ก็บอกว่า... บทบาทและหน้าที่ของ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ที่จะเป็นประธานรัฐสภาด้วยนั้น “ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างมากในระบอบประชาธิปไตย ถือว่าเป็นตำแหน่งประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ”

กับประเด็นที่ว่าตำแหน่งนี้จะมีผลกับพรรคการเมืองบางฝ่ายหรือไม่-อย่างไร ?? รศ.ดร.ไชยวัฒน์ระบุว่า... ก็คงจะห้ามไม่ให้คนคิดได้ยาก เนื่องจาก “ตำแหน่งนี้มีผลสำคัญในการควบคุมการประชุมในสภา” โดยเฉพาะควบคุมการอภิปรายของ ส.ส. ซึ่งหากประธานไม่สามารถควบคุมให้เกิดความเป็นกลางได้ หรือทำให้บางฝ่ายเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม บรรยากาศการประชุม-การอภิปรายโดยรวมก็จะดูไม่ดี

ทั้งนี้ การที่ภาคประชาชนอาจสนใจตรวจสอบหรือติดตามการทำหน้าที่ จุดนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความใจกว้างของรัฐบาลเป็นหลัก หากต้องการทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นธรรม-โปร่งใสก็ต้องยอมให้ถ่ายทอดสดการประชุมโดยตลอด เพื่อที่ประชาชนจะได้มีโอกาสติดตามดูการทำหน้าที่ได้อย่างใกล้ชิด

“ไม่ว่าคนที่นั่งตำแหน่งนี้จะมาจากฝ่ายไหน ส่วนใหญ่ก็จะถูกมองในแง่ลบไว้ระดับหนึ่งก่อนแล้ว เว้นเสียแต่จะแสดงให้เห็นว่าเป็นธรรม ตาชั่งไม่เอียง หรือสามารถควบคุมสภาให้เกิดความเรียบร้อยได้ ก็อาจจะได้รับคำชื่นชมในภายหลัง” ...รศ.ดร.ไชยวัฒน์ระบุ

เหล่านี้ก็เป็นการโฟกัสจุดหลักของอำนาจ-บทบาท-หน้าที่

โฟกัสตรง ๆ ไปที่ตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร”

ตอบโจทย์ว่า “สำคัญไฉน ??” เหตุใดจึงถูกจับตา ??.


โอกาสทอง???!!!

เมื่อพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้ง
“รัฐบาล” ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่า.....
อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคไทย
รักไทย “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” จะเดินทางกลับ
ประเทศไทยไม่เกินเดือนพฤษภาคมที่จะถึง
เพื่อต่อสู้คดี “หลายข้อกล่าวหา” ตาม
กระบวนการยุติธรรม จากผลพวงการยึดอำนาจของ
คมช. ซึ่งคนภายในค่อนข้างจะมั่นใจภายใต้ธงนำของ
พลังประชาชน
ซึ่งเวลาก่อนหน้า “ทักษิณ” บ่นข้ามฟ้าหลาย
คราครั้ง “คิดถึงบ้าน เพราะอยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือน
บ้านเรา”...ใช่....อยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนแผ่นดิน
ประเทศไทย!!!
ทว่าก่อนหน้านี้ก็เช่นกัน เพราะหลังจากที่
พลังประชาชนได้รับฉันทามติเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เป็นพรรคที่ได้เก้าอี้ ส.ส. เข้านั่งในสภาผู้แทนมากที่สุด
ก็มีสัญญาณข้ามฟ้าจากทักษิณถึงประเทศไทย
เช่นกันว่า...
“หัวหน้าพรรค” ก็ควรที่จะได้เป็น “นายก
รัฐมนตรี” ซึ่งก็คือ “นายสมัคร สุนทรเวช” แม้ว่าจะ
มีเสียงของสมาชิกบางจำนวนไม่สนับสนุน!!!
นี่คือ “ความแปลกแยก” ภายใน!!???
เป็นความแปลกแยกภายใน ที่ไม่นับรวมกับอีก
“หลายเงื่อนไข” ของ 2 ใน 5 พรรคที่ตอบรับ
เข้าร่วมรัฐบาล
นั่นก็คือ 5 ข้อจากพรรคชาติไทยและรวมใจ
ไทยชาติพัฒนา...นั่นก็คือการจัดแบ่งโควตา
“รัฐมนตรี-รัฐมนตรีช่วยฯ” ที่จะต้องแบ่งกระจาย
ให้ทุกพรรค ตามสัดส่วนและความเหมาะสม
ฉะนั้น...ก็ต้องดูกันว่า “แกนนำ พปช.”
จะบริหารจัดการได้ในระดับใด เพื่อร่วมกันบริหาร
ประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ศักยภาพ และ
เอกภาพ..??!!!
โดยเฉพาะเรื่อง “ปากไว” เช่นที่อดีตนายกฯ
ทักษิณเคยได้ส่งสัญญาณ “นายสมัครอาจจะปากไว
แต่ก็เหมาะที่จะเป็นนายกฯ”!!!!
ใช่...เหมาะ เพราะผ่านตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้ว
หลายต่อหลายกระทรวง เป็น “รองนายกรัฐมนตรี”
มาก็หลายยุคหลายสมัย
ซึ่งหลังสุดก็ผ่านตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.” จึง
ถือได้ว่า “ประสบการณ์” เหลือล้น...คร่ำหวอดและ
โชกโชนเหนือคลื่นทะเลการเมือง
แต่เหนือทุกสรรพสิ่ง... “คุณสมบัติ” ของ
นายกรัฐมนตรี จะต้องมีความสุขุมคัมภีรภาพ มีวิสัย
ทัศน์และโลกทัศน์ที่ยาวไกล???!!!
โดยเฉพาะต้องไม่ยึดติด “อัตตา”...“กูคือกู”
และที่สำคัญ สุดยอดต้องยึดหลักการ “ผล
ประโยชน์ชาติ” รวดเร็วฉับไวในการแก้ไขปัญหา
“วิกฤติเศรษฐกิจ” ที่หนักหนาสากรรจ์ขณะนี้!!!
ขณะเดียวกันก็ “มองข้ามไม่ได้” กับ
ปัญหาสังคม-การเมือง-การทหาร-ความมั่นคง “ของ
แผ่นดิน”..??!!
เพราะถ้ามืดบอด “หลงตัว-เหลิงอำนาจ”
เมื่อไหร่ “โอกาสทอง” เช่นว่า จะไม่หวนกลับหา
คุณอีก?!

● เหยี่ยว อหังการ์ ●


ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

ปืนลอบสังหาร

ไร้สาระแต่น่าวิเคราะห์มากราวๆ 8 โมงเศษ เช้าวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ขบวนรถของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แห่งประเทศไทย ได้ออกจาก “บ้านจันทร์ส่องหล้า” มุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อทำงานตามปกติขณะที่รถวิ่งออกจากบ้านมาได้ประมาณ 1 กิโลเมตร มาตามถนนศิรินธร ห่างจากแยกบางพลัด หรือแยกซังฮี้ ราว 300 เมตร ขบวนได้วิ่งผ่านรถเก๋งแดวู สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ฐฉ 3085 กรุงเทพมหานคร ที่จอดเสียอยู่เลนขวา ติดกับเชิงสะพาน ประตูรถด้านซ้ายเปิดออกทั้ง 2 บานเมื่อขบวนรถนายกรัฐมนตรีผ่านไปแล้ว ตำรวจหน่วยอรินทราช ที่ทำหน้าที่คุ้มกันขบวนรถนายกฯ จึงได้วิทยุแจ้งไปให้ จ.ส.ต.ภูวนาท นิ่มนวล กับ ส.ต.ท.สุธี เปลี่ยนขุนทด สายตรวจ จยย.สน.บางพลัด ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณนั้น มาตรวจสอบรถแดวูคันดังกล่าว เป็นรถต้องสงสัย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีคนเห็นมาขับวนรอบๆ บ้านจันทร์ส่องหล้า แล้ว 2 รอบ เกรงจะเป็นรถซุ่มลอบสังหารนายกรัฐมนตรีโป๊ะเชะเป็นรถขนระเบิดมาดักฆ่าทักษิณจริงๆ

และเป็นไปตามรายงานของหน่วยข่าวกรอง ที่แจ้งไว้ก่อนหน้านี้แล้ว 2 สัปดาห์ว่า มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังดำเนินความพยายามลอบสังหารนายกรัฐมนตรีอยู่ในรถเก๋งแดวู ตำรวจพบชายคนหนึ่งในชุดเสื้อซาฟารีสีน้ำเงิน ใส่หมวกจ็อกกี้นั่งอยู่ในรถ และกำลังจะออกรถจึงเรียกหยุดขอตรวจสอบ ชายดังกล่าวแสดงบัตรประจำตัวว่าเป็นทหาร กอ.รมน. ชื่อ ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชนะภายในตัวรถ บนเบาะหลังติดกับประตูขวา มีกระสอบทรายอยู่ 4 ใบ แกลลอนน้ำมัน จำนวนหนึ่ง มีสายไฟระโยงระยางไปกระโปรงหลัง จึงขอตรวจค้น ตำรวจบางพลัดทั้งสองนายแทบช็อก เมื่อพบว่าในกระโปรงหลัง มีดินระเบิดทั้งทีเอ็นที ซีโฟร์ และน้ำมันดีเซลอีก 13แกลลอน จึงแจ้งกลับไปที่หน่วยอารักขานายกรัฐมนตรีแล้วข่าวลอบสังหารนายกฯ ก็ดังระเบิดเปรี้ยงปร้างขึ้นมา ด้วยการบอกเล่าสู่นักข่าวฟังโดยทักษิณเองตำรวจใหญ่วิ่งกันพล่าน คุมตัว ร.ท.ธวัชชัย มาสอบปากคำที่กองปราบปราม

“สื่อจัดตั้ง” ในฝ่ายเกลียดชังทักษิณ ประโคมทันทีเช่นกันว่า “คาร์บ๊อง” บรรยายในข่าวว่า เป็นการจัดฉาก เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเองของทักษิณขณะนั้นสถานการณ์ด้านทักษิณเป็นรองมาก เพราะถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไล่ตีหนักหน่วง สามารถก่อม็อบเคลื่อนย้ายไปตามสถานที่ต่างๆ ได้หลายแห่งในกรุงเทพฯ และประชาชนก็เข้าร่วมขับไล่มากขึ้นเรื่อยๆคาร์บ๊อง คาร์บวม จึงเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่เชื่อถือว่าทักษิณจัดฉากขึ้นมาจริงยิ่งเมื่อ “จ่ายักษ์” หรือ จ.ส.อ.ชาคริต จันทระ ทหารสังกัด กอ.รมน.อีกคนหนึ่ง หนีการไล่ล่าไม่ไหว ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจเมื่อวันที่ 4 ก.ย.49 ก็ทำให้ความน่าเชื่อถือของทักษิณ หมดไปเลย“จ่ายักษ์” ให้การว่า การขนระเบิดใส่รถแดวูมาดักฆ่าทักษิณ เป็นการดำเนินการตามคำสั่งของ “พลเอก” ที่ไม่พอใจการบริหารของรัฐบาล และต้องการที่จะหยุดยั้งการโกงกินของบริวารทักษิณ “จ่ายักษ์” แฉว่า แผนฆ่าเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.49 มีการส่งทีมไปดักที่สนามบิน บน.6 แต่ลงมือไม่ได้ จากนั้นก็ส่งคนขับรถระเบิดตาม ตั้งแต่วันที่ 22-23-24 ส.ค. โดยเฉพาะวันที่ 24 ส.ค. หากกดระเบิดสำเร็จ ก็จะมีอีกทีม ลงไปยิงซ้ำด้วยปืนสงคราม

และถ้าลอบสังหารไม่สำเร็จ แผนขั้นสุดท้ายก็คือปฏิวัติก๊ากสื่อฝ่ายเกลียดชังทักษิณ พากันลงข่าวยุยงให้ประชาชน หัวเราะก๊ากหนักข้อขึ้น เพราะเรื่องราวที่ “จ่ายักษ์” เอามาปูดมันไร้สาระสิ้นดี คนระดับแค่จ่าจะรู้แผนลึกขนาดนี้ได้ยังไง
ขณะที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รองผอ.รมน. ที่โดนทักษิณสั่งปลดทันที ที่ ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชนะ อดีตคนขับรถของเขาถูกจับได้บนรถแดวูขนระเบิด ก็ได้ออกมาบอกนักข่าวว่า “จ่ายักษ์” ติงต๊อง ดูหนังฝรั่งมากเกินไป ก็เลยนึกว่าตัวเองเป็นพระเอก
พล.อ.พัลลภ คุยข่มทักษิณด้วยว่า ถ้าจะลอบสังหารจริงจะไม่ใช้รถขนระเบิดวิ่งไปทั่วกรุง จะทำเนียนกว่านี้ และทักษิณไม่มีทางรอดจากคำสารภาพของ “จ่ายักษ์” ทำให้ต่อมาตำรวจจับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า ร่วมขบวนการลอบสังหารทักษิณ ที่เป็นทหาร กอ.รมน. อีก 3 คน คือ พล.ต.ไพโรจน์ ธีรภาพ พ.ท.สุรพล สุประดิษฐ์ พ.ท.มนัส สุขประเสริฐอัยการสั่งฟ้อง ต่อศาลทหาร 4 คน พล.ต.ไพโรจน์ พ.ท.สุรพล พ.ท.มนัส ร.ท.ธวัชชัย“จ่ายักษ์” ตำรวจกันไว้เป็นพยานไร้สาระ“จ่ายักษ์” บอกคนไทยทั้งประเทศว่า หากแผนการลอบสังหารทักษิณไม่ตาย แผนสุดท้ายก็คือปฏิวัติ มีแต่คนหัวร่อว่าไร้สาระสิ้นดี

วันนั้นไม่มีใครเชื่อเลย 4 ก.ย.49 “จ่ายักษ์” แฉ ซึ่งห่างมาอีกเพียง 15 วัน ก็เกิดการรัฐประหารจริงๆทักษิณเองก็รู้ว่าตัวเองจะโดนปฏิวัติ เช้าวันที่ 8 ก.ย.49 ทักษิณนัดเพื่อน ตท.10 ที่คุมกำลังในกรุงเทพฯ ไปกินกาแฟกันที่ห้องรับรองสนามบิน ฮ.พล.ม 2 สนามเป้า ฝากฝังให้สู้หากมีการปฏิวัติเกิดขึ้น แล้วเช้า 9 ก.ย.เขาก็ขึ้นเครื่องบินไปประเทศเม็กซิโก แล้วไปสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมประชุมสหประชาชาติที่ มหานครนิวยอร์กและก็เสร็จ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่นำทหาร 4 เหล่าทัพยึดอำนาจในคืน 19 กันยา 49 เรื่องราวอันไร้สาระของ “จ่ายักษ์” เป็นจริงมาถึงบรรทัดนี้ก็ขอบอกว่า การที่เอาเรื่องราวไร้สาระของ “จ่ายักษ์” มาร่ายซะยาวนั้น เพราะวันนี้กำลังจะเขียนถึงเรื่องที่มีคนโพสต์ข้อความเข้าไปในเว็บไฮทักษิณ เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วว่า

มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังตระเวนต่างประเทศ หาซื้อปืน Sniper Rifle ซึ่งเป็นปืนลอบสังหารบุคคล เพื่อเอาเข้ามาปฏิบัติการลอบสังหารในประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากต้อนตอของการปรากฏข่าวแล้ว จะต้องบอกว่าไร้สาระมาก เพราะการโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นเข้าไปในเว็บไซต์ทางการเมืองอย่างนี้ มันไม่น่าเชื่อถือเลย เพราะไม่รู้ตัวตนคนเขียนแต่เมื่อเอาความเคลื่อนไหวอื่นๆ มาประกอบกันเข้าจะเห็นว่า มีสาระน่าติดตาม และน่าเอามาวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่งว่า มันจะเป็นไปได้หรือไม่มันน่าวิเคราะห์ เพราะว่าเมื่อวันที่ 24 ม.ค.51 นักข่าวไปถามจ้ำจี้จ้ำไชเอากับ “นพดล ปัทมะ” ว่า ทำไมวันเวลากลับไทยของ “ทักษิณ ชินวัตร” จึงเลื่อนๆ ไปเรื่อยๆ“เฉลิม อยู่บำรุง” ประกาศบนเวทีสนามหลวง 21 ธ.ค.50 ว่าจะกลับ 14 กุมภาฯ วันวาเลนไทน์ ปี 51 ตัวทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อไทยที่ฮ่องกงว่า จะกลับสงกรานต์ เมษายนปีนี้

คุณหญิงพจมาน ชินวัตร แจ้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ในการขึ้นศาลนัดแรกเมื่อ 23 ม.ค.ว่า ทักษิณจะกลับมาสู้คดีในเดือนพฤษภาคมปีนี้คำถามนี้ ทนายนพดลตอบว่า การจะกลับบ้านของอดีตนายกฯ ทักษิณ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายประการ ทั้งสถานการณ์ประเทศชาติ ความเหมาะสม และต้องคำนึงถึงความปลอดภัย จากการที่เคยโดนลอบสังหารมาแล้วคำบอกของทนายนพดล ให้ความชัดเจนว่า ทักษิณเองก็ยังห่วงเรื่องจะถูกลอบฆ่าก่อนหน้านี้ ในวันก่อนเลือกตั้ง ทักษิณให้สัมภาษณ์ “จรัญ พงษ์จีน” จากค่ายมติชน ที่ไปสัมภาษณ์ในร้านกาแฟสตาร์บัค ใกล้ๆ โรงแรมมาร์โคโปโล เกตเวย์ ฝั่งเกาลูน ประเด็นลอบสังหารว่า เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องเคลียร์ก่อนว่า คำสั่งดังกล่าวยังอยู่หรือเปล่า

แสดงว่า ทักษิณเองก็ไม่แน่ใจตรงนี้แหละที่เราได้หยิบยกประเด็น ทักษิณจะโดนลอบสังหารอีกขึ้นมาวิเคราะห์ในวันนี้ทักษิณ เล่าด้วยว่า วันที่โดนที่เชิงสะพานบางพลัดนั้น เสธ.กดรีโมตแล้ว แต่ระเบิดไม่ทำงาน เพราะยืนบังโคนเสาสะพาน ซึ่งสัญญาณรีโมตที่เอามาจากรีโมตรถยนต์บังคับ สัญญาณผ่านเสาคอนกรีตที่มีเหล็กอยู่ภายในไม่ได้ทักษิณ...ยังไม่ถึงคราวตายทีนี้เมื่อมาถามกันว่า คำสั่งฆ่าทักษิณยังอยู่หรือไม่ กลับมาจะโดนอีกหรือไม่ เราขอฟันธงว่า เรื่องยังไม่จบหมายความว่า การพิพาทบาดหมางระหว่างทักษิณ กับ ตท.6 ที่ยึดอำนาจการปกครองไปจากเขาเมื่อ 19 กันยา 2549 มาถึงวันนี้เรื่องราวก็ยังไม่จบ ทุกปมปัญหายังไม่สามารถที่จะเคลียร์กันได้และการลอบสังหารครั้งใหม่ อาจจะเร่าร้อนกว่าเดิมเสียอีกเพราะทำยังไงก็ยังย่อยสลายทักษิณไม่ได้หลังปฏิวัติ 19 กันยา 49 คมช. ทำลายทักษิณด้วยวิธีการหลายอย่างมาก สลายพรรคไทยรักไทย ด้วยการยุบพรรค ตามมาด้วยการตัดสิทธิการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คน อายัดทรัพย์ทักษิณกับวงศ์วานว่านเครือ เพื่อไม่ให้มีเงินไปใช้ในการเลือกตั้ง หวังผลให้ลูกพรรคแตกออก แต่ก็ไม่ได้ผล มีคนแตกออกมานิดเดียว และเมื่อเลือกตั้งใหญ่ก็แพ้ ทั้งที่โกงสารพัด จัดเลือกตั้งล่วงหน้ากาคะแนนยัดหีบให้เขตละถึง 20,000 เสียง แต่ทางอีสานกับเหนือก็แพ้ไม่เป็นท่า

ขณะนี้ พรรคพลังประชาชนจัดรัฐบาลยังไม่เสร็จ แต่บริวารทักษิณ ที่พากันแตกหนีไปหลบซ่อนในช่วงหลังปฏิวัติใหม่ๆ ทั้งกบดานต่างประเทศ หายหัวไปจากสังคมไทย บัดนี้ได้พากันกลับมาเสนอหน้าสลอนและส่อแววจะหากินชั่วร้ายกว่าเดิมเฉพาะอย่างยิ่ง การโกงที่ยังไม่จบ เพราะโดนปฏิวัติซะก่อน ต่างพากันตั้งเค้าจะงาบกันต่ออีกแล้วที่ว่าจะชั่วร้ายกว่าเดิมก็ตรงที่ มีการส่งตัว “นอมินี” เข้ามาเป็นรัฐมนตรีก็เลยทำให้ชัดเจนว่า สภาพของรัฐบาลใหม่จะเลวร้ายกว่ารัฐบาลที่กุมบังเหียนด้วยมือของทักษิณรัฐมนตรีนอมินี จะมูมมาม ทุเรศทุรังนอกจากนี้ยังส่อท่าทีว่า ตท.6 โดนแน่เช่น กรณีที่ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แบไต๋ออกมาแล้วว่า เมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จจะเสนอให้มีการจัดตั้ง กมธ.สอบสวนลงโทษข้าราชการมหาดไทย ที่ร่วมในการสั่งการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน รวมทั้งไต่สวนการออกกฎหมายของ สนช.ที่เอื้อพวกโจร

การกำหนดสเปก คนที่จะมาเป็น รมว.กลาโหม โดย คมช.ถึงขั้นออกเป็น “มติคมช.” เมื่อวันที่ 22 ม.ค.51 โดยคนมาเป็นจะต้อง 1.เป็นทหาร 2.เป็นคนกลาง 3.ไม่สังกัดพรรคการเมือง คือ เครื่องยืนยันว่า ตท.6 กับทักษิณ...ยังเคลียร์กันไม่ได้
ถ้าเคลียร์กันได้จะไม่มีการประกาศสเปก รมว.กลาโหมผ่านนักข่าวกระทั่งวันอาทิตย์ 27 ม.ค.51 ข่าวก็ยังแรงอยู่ว่า “สมัคร สุนทรเวช” จะเป็นนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กลาโหมและวันเสาร์ 27 ม.ค.51 ก็มีการปล่อยข่าวออกมาว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่กลับมาประเทศไทยอีกแล้ว จะไปลี้ภัยการเมืองในประเทศมาเลเซีย โดยเตรียมบ้านไว้แล้ว ร้อนถึง “เว็บไซต์” ฝ่ายนิยมสนธิ ต้องรีบออกข่าวมาปฏิเสธว่า ไม่จริง และคนสนิทของพล.อ.สนธิ ที่แจ้งเรื่องข่าวลือไปให้ทราบขณะที่ยังทัวร์ต่างประเทศได้รับคำสั่งกลับมาว่า ไม่มีความจำเป็นจะต้องแก้ข่าวลือและในเว็บไซต์สายนิยมพล.อ.สนธิ ออกมาด้วยว่า 8.30 น.วันที่30 ม.ค.51 พล.อ.สนธิ นัดนักข่าวไปฟังเปิดใจ ที่ห้องรับรองพิเศษ สนามบินสุวรรณภูมิ ขณะกลับจากทัวร์ตะวันออกกลาง จะพูดทั้งหมด ก่อนหมดหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีไร้สาระเมื่อกลับมาพิจารณาข้อความที่โพสต์ในเว็บไฮทักษิณ ที่บอกว่ามีผู้ชายคนหนึ่ง ไปตระเวนหาซื้อฟืนไรเฟิลลอบสังหาร มาใช้ในภารกิจลอบสังหารบุคคลในประเทศไทยแล้วเห็นชัดว่ามันไร้สาระจริงๆเพราะการซื้อปืนไรเฟิลสังหาร แม้จะซื้อในต่างประเทศ แต่มันก็ต้องมีหลักฐานว่าใครซื้อ และในการนำเข้าไทย โดยผ่านทางสนามบินก็ใช่ว่าจะเอาเข้ามาอย่างง่ายๆ จะต้องมีกระบวนการทางราชการหลายอย่างมากจึงจะเอาเข้ามาได้และปืนไรเฟิล ที่ใช้ในภารกิจลอบสังหารบุคคลนั้น คนธรรมดาซื้อไม่ได้ จะซื้อได้ก็เฉพาะหน่วยราชการทหาร ที่ปฏิบัติการพิเศษเท่านั้นว่ากันตรงๆ ปืน Sniper Rifle ในประเทศไทยมีพร้อมอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องไปซื้อถึงเมืองนอกให้เป็นที่เอิกเกริกดังนั้นสุดท้าย ก็เห็นทีต้องถามว่า ทักษิณกลับมาจะโดนอีกมั้ยตอบว่าคณะบุคคลที่ร่วมกันลอบสังหารทักษิณคราวก่อน ยังมีชีวิตอยู่ครบทีม


ดีเดย์เวลา09.30น.วันนี้ ลงมติเลือกนายกฯคนที่25 [28 ม.ค. 51 - 06:34]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 09.30 น.วันนี้ (28 ม.ค.) ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นการลงมติแบบเปิดเผย โดยหลังจากได้นายกรัฐมนตรีแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อถึงความคืบหน้ารายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ภายหลังการลงมติแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เย็นวันเดียวกันนี้ มีงานเลี้ยงสังสรรค์ ที่โรงแรมเอสซี พาร์ค โดยกลุ่มกรุงเทพมหานคร (กทม.) ของพรรคพลังประชาชนจัดขึ้น มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ร่วมด้วย คาดเป็นการหารือโควตารัฐมนตรี ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมจัดสัมมนา ที่ จ.ชลบุรี ในวันที่ 30 ม.ค.-1 ก.พ.นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานต่ออีกว่า ในส่วนของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี แม้จะใกล้หมดวาระหน้าที่แล้ว แต่ยังมีภารกิจอย่างเป็นทางโดยในวันนี้มีกำหนดการเป็นประธานในพิธีเปิดหอเกียรติยศนายกรัฐมนตรี ที่บ้านมนังคศิลา ถนนหลานหลวง รวบรวมประวัติและผลงานของนายกรัฐมนตรีทุกคน และพรุ่งนี้มีกำหนดการเดินทางไปอำลาตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กระทรวงมหาดไทย พร้อมแจกหนังสือสรุปแถลงผลงาน 1 ปี 5 เดือนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางจากประเทศในตะวันออกกลางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 30 ม.ค.นี้ พร้อมเปิดแถลงที่ห้องวีไอพี สนามบินสุวรรณภูมิ โดยจะเปิดให้สื่อซักถามในทุกประเด็น

สงครามซาตาน [28 ม.ค. 51 - 18:30]

แข่งเรือแข่งพายยังพอแข่งขันวัดดวงกันได้แต่เรื่องของบุญวาสนาโบราณว่าไว้อย่าได้คิด แข่งขันเป็นอันขาด

เพราะมันขึ้นอยู่กับบุญทำกรรมแต่ง ประเภทบุญมีแต่กรรมบังก็เห็นมาเยอะ!!!

ไม่ต้องดูอื่นไกล ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกจัดอันดับให้เป็นเต็งจ๋าคั่วเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

แต่สุดท้ายผลการเลือกตั้งออกมา กลายเป็นว่าต้องมารับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน

ในขณะที่ “น้าหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช ก่อนเข้ามารับหน้าเสื่อเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

หลายคนมองว่าหมดน้ำอิ๊ว ถึงวัยเวลาอันสมควรที่ต้องกลับไปเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน

แต่ที่ไหนได้ หลังรับออเดอร์จากลอนดอนเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ฝ่าด่านโหด คมช. นำทัพชนะเลือกตั้ง รวบรวมเสียง 6 พรรค จัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ

“เจ้าตำรับซี่โครงไก่ต้มฟัก” กลับมา ผงาดบนเวทีการเมืองอีกครั้ง แบบฉุดไม่ อยู่ ดวงพุ่งปรี๊ดดดด...ขึ้นชั้นผู้นำประเทศ

วันนี้ 28 ม.ค. 9 โมงครึ่ง สภาผู้แทนราษฎร ได้ฤกษ์ประชุมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค 313 เสียง นัดเฮโลสาระพา โหวตส่ง “น้าหมัก” ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯคนที่ 25 ของประเทศไทย

ไอ้ที่เสียวว่าจะมีเสียงแตกแหกคอก งดออกเสียง หรือแอบไปลงคะแนนให้คนของฝ่ายค้าน เหมือนเมื่อตอนเลือกประธานและรองประธานสภาฯ

หวังหักหน้า “น้าหมัก” หักเหลี่ยมพรรคแกนนำรัฐบาล

เลิกคิด เลิกฝันกันได้เลยโยม!!!

เพราะการโหวตเลือกนายกฯ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ลงมติโดยเปิดเผย ใช้วิธีขานชื่อยืนโหวตทีละคน ใครกล้าเบี้ยวให้มันรู้ไป

ที่สำคัญ พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรค ต่างกำชับให้ ส.ส.ลูกพรรคของตัวเองเตรียมตัวมาโหวตกันเต็มสตีม

ห้ามลา ห้ามสาย ห้ามเจ็บ ห้ามป่วย!!!

ถึงจะเกิดเหตุฉุกเฉินกะทันหัน ไข่ดันบวม ฝีมะม่วงเป่ง ริดสีดวงกำเริบ ก็ต้องหามกันมาลงคะแนน

เพราะไม่อย่างงั้นโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี อาจหดหาย โดนพรรคแกนนำสลับสับเปลี่ยนเอากระทรวงเกรดรองๆให้รับประทานแทน

เหนืออื่นใด การโหวตเลือกนายกฯใช้ เกณฑ์คะแนนเสียงเกินครึ่งสภาฯเป็นตัวตัดสิน

ยังไงๆ “น้าหมัก” ก็ต้องเข้าวิน เป็นนายกฯชัวร์ป้าด ปลอดภัยไร้กังวล!!!

ดังนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงของฝ่ายรัฐบาลตอนนี้ จึงไม่ใช่เรื่องการโหวตเลือกนายกฯ

แต่เป็นปัญหาเรื่องการแก่งแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีในแต่ละพรรคที่เริ่มเปิดฉากต่อรองกดดัน โหวกเหวกโวยวาย ว้ากเพ้ยใส่กันลั่นไปหมด

พรรคพลังประชาชน กลุ่ม ส.ส.อีสานรวมตัวเคลื่อนไหวขอแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี อ้างตามสัดส่วน 9 ต่อ 1 ต้องได้ 10 เก้าอี้ กลุ่ม ส.ส.กทม.ก็ไม่น้อยหน้า วางเป้าไว้ 2 ตำแหน่ง

พรรคชาติไทยมีการเคลื่อนไหวเงียบๆภายในพรรค ช่วงชิงเก้าอี้ รมว.เกษตรฯที่ได้ โควตามาแล้วกันให้ง่วนไปหมด

พรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่ม ส.ส.บ้านริมน้ำเดินเกมเขย่า ขอแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีให้คนในกลุ่มตัวเองเต็มลูกสูบ

พรรคมัชฌิมาธิปไตย นายประชัย เลี่ยว-ไพรัตน์ หัวหน้าพรรค เปิดเกมยื้อเก้าอี้รัฐมนตรีกับกลุ่มมัชฌิมาของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค อย่างเคร่งเครียด

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กลุ่มอดีตผู้สมัคร ส.ส.อีสาน เล่นเกมแรงป่วนแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี ถึงขั้นประกาศขับไล่นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค

แบ่งกลุ่ม แบ่งก๊ก ฟัดกันเละเทะ

เฮ้อ... “สงครามนางฟ้า” เคลียร์ปรับบท ลดโทนตบตีไปแล้ว

แต่ “สงครามซาตาน” แย่งชิงตำแหน่ง ยังดุเดือดเหมือนเดิมนะโยม!!!

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียง

จัดระบบมาตรฐาน [28 ม.ค. 51 - 18:28]

วันนี้ได้รู้หมู่รู้จ่ากับ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ท่ามกลางสังคม ที่หวาดระแวง ก็อย่างว่าภายใต้ สังคมระบบอุปถัมภ์ มีทั้งบวกและลบ แง่หนึ่งก็เป็นการอะลุ้มอล่วยให้เกิดสังคมเอื้ออาทร แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการทำลาย ประสิทธิภาพและระบบคุณธรรมโดยสิ้นเชิง

ผมจะยกตัวอย่าง เอกสารร้องเรียนจาก ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ของกระทรวงมหาดไทย ท่านหนึ่งที่ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ไปแล้ว แน่นอนว่าชื่อเสียงในสังคม ย่อมเสียหาย แม้แต่ประวัติชีวิตข้าราชการก็มีตำหนิ

แต่ความยุติธรรมจะต้องปรากฏ

เรื่องของเรื่องก็คือว่า สตง.ได้ทำหนังสือถึง รมว.มหาดไทย ให้ตรวจสอบการจัดซื้อมิเตอร์ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยอ้างว่ามีการจัดซื้อในราคาที่แพงกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้ ในรายละเอียดทางด้านเทคนิคต่างๆ ผมคงไม่ต้องนำมาต่อความยาวสาวความยืดผลสรุปก็คือ มีผู้รับผิดชอบสองคนด้วยกันก็คือ คุณชัยฤกษ์ ดิษฐอำนาจ อธิบดีกรมที่ดิน และ คุณสมเจตน์ เตรคุพ รองเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ถูกตั้งข้อกล่าวหาในเวลาต่อมา

กระทรวงมหาดไทยจึงได้ตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน คุณชัยฤกษ์ ต้องรับผิดชอบ ในฐานะประธานกรรมการ ขณะเดียวกันทางสภาพัฒน์ฯก็ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวน คุณสมเจตน์ ในฐานะกรรมการ เช่นกัน

ต่อมาปรากฏว่าเกิดความแตกต่างในการลงโทษทางวินัยขึ้นระหว่างสองหน่วยงาน ทั้งๆที่ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาของสภา-พัฒน์ฯและมหาดไทย เพื่อดำเนินการสอบสวนทางวินัย เป็นข้อหาเดียวกัน

โดยคำสั่งของสภาพัฒน์ฯลงโทษคุณสมเจตน์ ในฐานะกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการและประมาทเลินเล่อ

จึงลงโทษภาคทัณฑ์

แต่กรณีของคุณชัยฤกษ์ คณะกรรมการสอบสวนของมหาดไทย เสนอให้ไล่ออก ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ อย่างน้อยก็เรื่องของมาตรฐานในการลงโทษ ทางวินัยของข้าราชการ

ที่กลายเป็นสองมาตรฐานไปฉิบ

ต่อมา ก็คือความไม่ชอบมาพากลในการสอบสวน ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า จะมีความชอบธรรมและเป็นธรรมหรือไม่ สมมติถ้าเรื่องนี้มี สิงห์ดำ-สิงห์แดง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ก่อนอื่น รมว.มหาดไทยจะต้องทบทวนให้เกิดความเป็นธรรมจริงๆและผมอยากจะตั้งข้อสังเกต ไว้เช่นกันว่า ระบบอุปถัมภ์ระบบรุ่น จะเป็นตัวถ่วงหรือตัวทำลายการพัฒนา ของระบบข้าราชการหรือไม่

รุ่นใครก็รุ่นมัน พวกใครก็พวกมัน คนมีความรู้ มีประ-

สิทธิภาพ แต่ไม่มีพวก ก็จะตกขอบไม่มีอนาคต เข้าสู่หนทางเช้าชามเย็นชาม ตรงนี้ควรจะหาเกราะมาป้องกันเพื่อรักษาบุคลากรเอาไว้หรือไม่

ที่สำคัญระบบยุติธรรมจะต้องชัดเจน.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

ล็อกเป้าตัวแสบได้แล้ว [28 ม.ค. 51 - 04:05]

ในอารมณ์เหมือนรัฐบาลพลัดถิ่นยังไงยังงั้น โดยกระแสตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นมีแต่ข่าว ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไปเดินเพ่นพ่านๆที่ฮ่องกง

บินตรงกองบัญชาการใหญ่

นอกจากลูกทีมพรรคพลังประชาชนที่พอมีเหตุผลที่เอ่ยอ้างกันได้ว่า แห่ไปเยี่ยมเจ้านายฉลองชัยชนะในสนามเลือกตั้ง

แก้ข่าว โผล่ไปเสนอหน้าขอลุ้นเก้าอี้รัฐมนตรี

แต่ที่มันหาเหตุเอ่ยอ้างกันไม่ได้เต็มปากเต็มคำ กับคิวของคนนอกอย่าง “ลูกท็อป” นายวราวุธ ศิลปอาชา ลูกชาย “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ออกมายอมรับว่า พาเมียบินไปช็อปปิ้ง และได้พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ใหญ่ที่เคยเป็นประธานในพิธีแต่งงาน

ชิงปัดเป็นเรื่องบังเอิญ

ท่ามกลางอาการกระเพื่อมภายในพรรคชาติไทย ภายหลังมีข่าวว่า “เสี่ยเม้ง” นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค จะไม่ติดโผรัฐมนตรีในโควตา เพราะ “บิ๊กเติ้ง” ไม่สบอารมณ์ ฐานไม่ยอมควักค่าต๋งจ่ายกองกลางช่วงเลือกตั้ง

แต่ชื่อ “ประภัตร” อยู่ในบัญชีเพื่อนแท้ของ “ทักษิณ” ต่อสายตรงได้

จัดอยู่ในโควตาพิเศษ

โดยเงื่อนไขวัดใจ ตามรูปการณ์ก็เป็นไปได้ “บิ๊กเติ้ง” บินไปฮ่องกงเองก็จะฮือฮากันใหญ่ เลยส่งไม้ต่อให้ “ลูกท็อป” เป็นผู้นำสารเจรจา

คิวถัดมาเป็นกระแสข่าวลือสะพัด นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ได้หนีบเอาเพื่อนซี้คือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ “เจ๊เป้า” นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย บินไปพบนายใหญ่ที่ฮ่องกง

ท่ามกลางคิววุ่นๆกับคนชื่อ “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์”

เปิดศึกยื้อสถานการณ์นำพรรค ต่างฝ่ายต่างชิงต่อสายตรงถึงอดีตนายกฯทักษิณ แย่งโควตารัฐมนตรี ที่ได้เกลี่ยมา 2 ตำแหน่งไม่พอแบ่ง จะขอเพิ่มเป็น 3 เก้าอี้

ตามเกมเลย กับคิวของนายสมศักดิ์หากจะไปต่อรองขอโควตารัฐมนตรีเพิ่มจริง โดยตัวเลขต้นทุนของพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่มีอยู่ไม่ถึง 10 เก้าอี้

แทบไม่ต้องคุย

หากไม่มีมัดจำล่วงหน้า เงื่อนไขของการหวนกลับไปเป็นเนื้อเดียวกันในอนาคต

ในสถานภาพและเงื่อนไขเดียวกับพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา โดยเสียงที่มีอยู่ 9 เสียง ตามสัดส่วนรัฐมนตรี

ได้แค่ 1 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการก็หรูแล้ว

คงไม่ได้โบนัสอีก 1 เก้าอี้ไปแย่งกันวุ่นวาย กลายเป็นศึกภายในระหว่าง “เสี่ยอ๊อด” ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค กับฝ่ายที่หนุน “บิ๊กเหวียง” พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรค

ส่อเค้าวงแตกตามค่ายมัชฌิมาธิปไตย

แต่ที่ยังระอุอยู่ภายใน คิวของพรรคเพื่อแผ่นดินที่มีกระแสแว่วๆ จะมีพวกป่วนในเวทีโหวตเลือกนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี

“เฮี้ยว” จะขอเป็นรัฐมนตรีให้ได้

เปิดเกมต่อรอง เล่นเอาล่อเอาเถิดจนนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค และแกนนำ หงุดหงิดและอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน

ที่พลิกความคาดหมาย “ตัวแสบ” ที่มีปัญหากลับไม่ใช่ นักการเมืองเขี้ยวลากดิน พวกขาเก่าเจ้าประจำที่คุ้นกันเป็นสันดาน

แต่เป็นผู้แทนฯหน้าใหม่ซิงๆที่ทำตัวกร่างเกินพรรษาทางการเมือง

ส่อเค้าเกิดเร็วตายไว

เพราะเท่าที่ได้ยินมา ตัวจริงเสียงจริงที่มีสิทธิทุบโต๊ะจัดวางตัวคนเป็นรัฐมนตรีในพรรคเพื่อแผ่นดินยังนิ่ง

ไม่ให้ราคา ไม่บ้าจี้เต้นตามเกมกรรโชกของ “มือใหม่ หัดเขี้ยว”

ในทางตรงกันข้ามมีการล็อกเป้า จับมือดมได้แล้วว่าเป็นทีมเดียวกับที่ทำแต้มเพี้ยนตั้งแต่คิวโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้ายังกล้าลองของในวันโหวตนายกรัฐมนตรี

จะได้รอเช็กบิลทีเดียวเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

โพลชี้คนส่วนใหญ่หนุนสมัครนั่งนายกขอรบ.ใหม่แก้สินค้าแพง

เอแบคโพลล์ชี้ประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน 'สมัคร' เป็นนายกรัฐมนตรี คือ 44.3 ต่อ 38.4 ขณะเดียวกัน ต้องการให้รัฐบาลใหม่ ยกปัญหาราคาสินค้าเป็นวาระแห่งชาติ รองลงมาเป็นปัญหายาเสพติด

ศูนย์วิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน 27 จังหวัด จำนวน 3,506 คน เกี่ยวกับ ความหวัง/ความกลัวของประชาชนต่อสถานการณ์ของประเทศ และคนไทยกลุ่มไหนที่สนับสนุน / ไม่สนับสนุน นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่า ปัญหาสำคัญที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ยกเป็นปัญหาหลักหรือที่เรียกว่า เป็นวาระแห่งชาติ คือ ปัญหาราคาสินค้าและบริการ ในชีวิตประจำวันที่สูงขึ้น ร้อยละ 75.4 รองลงมาเป็นปัญหายาเสพติดร้อยละ 68.3 ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร้อยละ 65.2 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่า ปัญหาทางการเมือง เช่น การนิรโทษกรรม 111 อดีตผู้บริหารพรรคไทยรักไทย และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับกลายเป็นปัญหาที่ประชาชนให้ความสนใจในอันดับท้ายๆ

ผลการสำรวจดังกล่าว ยังพบว่า คนไทยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 55.4 ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่แก้ปัญหาทันที ในขณะที่ร้อยละ 13.4 ยังให้เวลาเตรียมตัว 1-3 เดือน ร้อยละ 19.6 ให้เวลา 3-6 เดือน และร้อยละ 11.6 เท่านั้น ที่ให้เวลารัฐบาลชุดใหม่เตรียมตัวเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ มากกว่า 6 เดือนขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงระดับความเชื่อมั่นต่อประเด็นสำคัญของประเทศในรายละเอียด กลับพบว่าค่าคะแนนความเชื่อมั่นโดยเฉลี่ยไม่ถึงครึ่งของค่าคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยเฉพาะเรื่องความสงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เพียง 3.10 คะแนน เรื่องปัญหายาเสพติดจะหมดไปได้เพียง 3.39 คะแนน เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตของ กลุ่มนักการเมืองได้เพียง 3.43 คะแนน เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนได้เพียง 4.11 คะแนน เรื่องรัฐบาลชุดใหม่จะอยู่จนครบวาระ ได้เพียง 4.22 คะแนน เป็นต้น

ส่วนประชาชนกลุ่มไหนที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 44.3 ให้การสนับสนุน ในขณะที่ร้อยละ 38.4 ไม่ให้การสนับสนุน และร้อยละ 17.3 ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดหรือขออยู่ตรงกลาง ทั้งนี้ จากผลสำรวจพบว่า นายสมัคร ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม พ่อบ้าน แม่บ้าน กลุ่มผู้เกษียณอายุ และกลุ่มผู้รับจ้างทั่วไป สูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น และกลุ่มประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ยังคงให้การสนับสนุน นายสมัครสูงกว่ากลุ่มประชาชนในภาคอื่นๆ คือ ร้อยละ 55.3 และร้อยละ 51.9 ในขณะที่ประชาชนในภาคใต้มีร้อยละ 18.1 ที่สนับสนุน นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนเกือบครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 48 ต้องการให้พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลนาน 3 ปีถึงจนครบวาระ มีเพียงร้อยละ 16.5 เท่านั้น ที่ต้องการให้เป็นรัฐบาลไม่เกิน 6 เดือน

ปชป.มีมติส่ง 'อภิสิทธิ์' ชิงนายกฯ

วันนี้ (27 ม.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงบ่าย ได้มีการประชุมกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. เพื่อพิจารณาการเสนอชื่อบุคคลเข้าแข่งขันในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 28 ม.ค.นี้ หรือไม่ โดยภายหลังการประชุม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า

ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะเสนอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าแข่งขัน เป็นนายกฯ โดยมีเหตุผล 3 ประการ คือ 1.เป็นไปตามประเพณีของระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องมีการแข่งขันกัน 2.พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่ามีบุคลากรที่มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่นายกฯ และ 3.ประชาชนจะได้เปรียบเทียบว่าบุคคลจากพรรคใดมีความเหมาะสมกว่ากัน

นายองอาจ กล่าวว่า การเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ดังกล่าวจะไม่มีผลลบต่อพรรค เพราะเป็นเรื่องของการแข่งขัน ในระบอบประชาธิปไตย การเมืองไม่ใช่การแพ้ชนะด้วยการยกมืออย่างเดียว เพราะนอกจากจะชอบด้วยกฎหมายแล้ว ควรมีความชอบธรรมด้วย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่านายอภิสิทธิ์มีความชอบธรรมในการทำหน้าที่นายกฯ

เมื่อถามว่า จะมีการเสนอให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯอภิปรายในสภาก่อนโหวตหรือไม่ นายองอาจกล่าวว่า การขึ้นเป็นนายกฯมีเหตุผลอะไรที่จะไม่มีการพูดคุยกันก่อน ซึ่งการเสนอให้มีการอภิปรายฯถือเป็นสิทธิของ ส.ส.ในสภาที่จะหยิบยกให้มีการอภิปรายหรือไม่ แต่ขอยืนยีนว่า พรรคไม่ได้พิจารณาและมีมติในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม การโหวตเลือกนายกฯพรรคไม่ได้คิดว่าจะมีกลุ่มงูเห่า หรือมีเสียงจากรัฐบาลเทมาให้ นายอภิสิทธิ์ เพราะจะยึดทุกอย่างตามข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่สามารถตอบแทนส.ส.คนอื่นได้ ว่าจะโหวตกันอย่างไร เพราะรัฐธรรมนูญให้เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ในการพิจารณาเลือกบุคคลขึ้นเป็นนายกฯ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญ และการใช้ดุลยพินิจของ ส.ส.แต่ละคน

'ทักษิณ' ไม่โกรธ-ไม่ฟ้องมติชนตัดต่อภาพบวช

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ได้ต่อสายคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ถึงกรณีหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ตัดต่อภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ บวชเป็นพระภิกษุ

โดยมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แม้จะไม่ได้โกรธแต่จะขอความเป็นธรรม ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับ กรณีของ จอมพลถนอม กิตติขจร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ทำอะไรควรให้เกียรติกัน ยืนยันไม่มีการฟ้องร้องเพราะต้องการให้บ้านเมืองปรองดอง

ส่วนการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี นายนพดล ระบุว่าคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ตามที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคฯ ระบุไว้ ยืนยันเป็นเรื่องในระดับผู้บริหารพรรค ไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่นายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายค้านอ้างถึง แต่ยอมรับมี ส.ส.ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกงจริง แต่ไปเพราะความเคารพและคิดถึง