การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเริ่มขึ้นเวลา 09.30 น. วันนี้ (28 ม.ค.) มีวาระสำคัญคือ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยหลังจากรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ที่ประชุมได้ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จากนั้น นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับสมาชิกในที่ประชุมว่า จะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ดังนั้นขอให้สมาชิกมั่นใจ แม้ตนเองมาจากพรรคการเมืองที่สมาชิกหลายคนไม่สบายใจก็ตาม จากนั้นจึงเข้าสู่วาระการให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
โดย นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เสนอชื่อนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าชิงตำแหน่งด้วย โดยพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์ด้วย และที่ประชุมอภิปรายอย่างกว้างขวาง เพราะจึงทำให้กระบวนการการเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องล่าช้าจากกำหนดเดิม อย่างไรก็ตามในที่สุดที่ประชุมก็ลงมติว่า ไม่ต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และขณะนี้อยู่ระหว่างการลงมติ โดยเป็นการขานชื่อตามตัวอักษร
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, January 28, 2008
สภาฯเริ่มลงมติเลือกนายกฯระหว่าง‘สมัคร-อภิสิทธิ์'
อภิสิทธิ์แจงชิงเก้าอี้นายกเพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แจงเหตุขึ้นชิงเก้าอี้นายกฯ เพื่อให้ประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์ไม่มุ่งหวังเสียง รัฐบาลสนับสนุน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชิงตำแหน่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี กับ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่า เป็นการทำตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการย้ำจุดยืน ของพรรค ที่ประชาชน 12 ล้านเสียง เลือกเข้ามาทำหน้าที่ ทั้งถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ให้ ส.ส. ได้ตัดสินใจด้วย โดยในการโหวตครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังว่า จะมีพรรคร่วมรัฐบาลแหกโผมาโหวตให้กับตน
ด้าน น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เห็นว่า การลงชิงเก้าอี้รัฐมนตรีของหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย พร้อมมั่นใจ สมาชิกพรรคพลังประชาชน จะเลือกนายสมัคร เป็นนายกฯ เพราะมีมติเป็นเอกฉันท์แล้ววานนี้ ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล จะมีการโหวตสวนมติหรือไม่ ก็จะต้องรอติดตามในการประชุม
เปิดโหวตนายกฯ
ประชุมสภาฯคึกคัก 'ยงยุทธ' ประเดิมทำหน้าที่ ปธ.เปิดโหวตนายกฯ ส.ส.เข้าที่ประชุมครบถ้วน 'กัญจนา' ปฏิญาณตน ส.ส.โต้กันเดือดเรื่องให้ผู้ท้าชิงนายกฯ แสดงวิสัยทัศน์ก่อนลงคะแนน
ที่รัฐสภาวันนี้ (28 ม.ค.) นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งเรียกประชุมสภา ผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ครั้งที่ 2 ซึ่งมีวาระสำคัญในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางพรรคพลังประชาชนได้เสนอให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีมติส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เข้าชิงตำแหน่งดังกล่าว
ทั้งนี้ การพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี จะเปิดโอกาสให้ ส.ส.แต่ละคนมีสิทธิ์เสนอชื่อบุคคลที่เห็นว่ามี ความเหมาะสมได้ 1 ชื่อ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของ จำนวน ส.ส.ทั้งหมดที่มีอยู่ และให้ออกเสียงลงคะแนน โดยเปิดเผยด้วยการขานชื่อสมาชิกตามลำดับอักษร และให้สมาชิกขานว่าจะเห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง ซึ่งหากใครได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 239 เสียง ให้ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือก ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากไม่มีใครได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ก็ให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ โดยผู้ที่รับคะแนนเสียงสูงสุดจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ขณะที่บรรยากาศที่อาคารรัฐสภาเริ่มคึกคัก เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสื่อมวลชน ทยอยเข้ามายังรัฐสภาแล้ว ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา มีการตรวจสอบยานพาหนะและสถานะบุคคลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ สำหรับการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร นอกจากจะเป็นการเลือกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังเป็นการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับ ส.ส.ที่เดินทางมาถึงรัฐสภาเป็นคนแรก คือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร เขต 2 พรรคชาติไทย ขณะที่นายสมัคร ได้เดินทางมาถึงยังอาคารรัฐสภาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และให้สื่อมวลชนได้ถ่ายรูป แต่ทั้งนี้ไม่ยอมตอบคำถามเรื่องการนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
กระทั่งเวลา 09.30น. การประชุมสภาฯ ได้เริ่มขึ้น ประธานสภาได้เชิญให้สมาชิกสภาผู้แทนลุกขึ้น ยืนถวายอาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จากนั้นเมื่อเข้าสู่วาระการประชุมเลือกนายกรัฐมนตรี น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ส.ส.ระบบสัดส่วนพรรคชาติไทย ได้ลุกขึ้นปฏิญาณตนเพียงคนเดียว หลังจากที่การเลือกประธานสภาฯ ครั้งก่อน น.ส.กัญจนา ไม่ได้เข้าร่วมปฏิญาณตน ก่อน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ส.ส.ระบบสัดส่วน ตัวแทนพรรคพลังประชาชน ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี
จากนั้นประธานสภาฯได้เปิดโอกาสให้ ส.ส.ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นก่อนลงคะแนน โดยนายชำนิ ศักดิเศรษฐ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นขอหารือที่ประชุมเสนอให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ควรแสดงวิสัยทัศน์ก่อนการลงคะแนน จนเป็นการถกเถียงกันระหว่าง ส.ส.พรรคพลังประชาชน กับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งฝ่าย ส.ส.พลังประชาชน ไม่เห็นด้วยที่จะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ แค่ให้ลงคะแนนเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ
สารพัดม็อบเชียร์'สมัคร-พลังประชาชน'เต็มหน้าสภา
สารพัดม็อบเชียร์'สมัคร-พรรคพลังประชาชน' แห่กันมาแน่นสภา เรียกร้องสารพัด ค้านชาติไทยคุมศึกษาธิการ กลุ่มเอ๋งเอ๋งขอให้ฝังไมโครชิพหมา-แมว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สำหรับบรรยากาศบริเวณหน้ารัฐสภาตั้งแต่ในช่วงเช้านั้น มีประชาชนจากหลากหลายกลุ่มเดินทางมาชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เช่น กลุ่มสหภาพแรงงาน องค์การค้าของคุรุสภา ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อพรรคพลังประชาชน โดยมีนายพีระพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนมารับหนังสือ โดยเนื้อหาในหนังสือร้องเรียนนั้นระบุว่า ขอให้พรรคพลังประชาชนยับยั้ง การให้โควตา กระทรวงศึกษาธิการกับพรรคชาติไทย เพราะพรรคชาติไทยเคยทำมาแล้วและทำเกิดปัญหาในกระทรวงศึกษาฯมากมาย ซึ่งกระทรวงศึกษาฯเป็นกระทรวงใหญ่ควรจะให้พรรคที่มีเสียงข้างมากอย่างพรรคพลังประชาชน
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนรักทักษิณอีสาน นำป้ายข้อความาเรียกร้องให้ส.ส.โหวตเลือกนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งระบุด้วยว่า หากเลือกนายสมัครเป็นนายกฯ ก็เหมือนกับได้ ้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมา ทั้งนี้ ได้มีการนำคณะสิงโตมาเชิดสนับสนุนนายสมัครอีกด้วย
ส่วนกลุ่มทำดีรักประชาธิปไตย ได้นำป้ายข้อความมาเรียกร้องให้ส.ส.มีความปรองดองและสมานฉันท์ ขณะที่กลุ่มสามัญสำนึกช่วยเอ๋งเอ๋ง ของสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ก็มาเรียกร้องให้รัฐบาลฝังไมโครชิพ ให้กับสุนัขและแมว ขณะที่กลุ่มนปก.ซึ่งเดินทางมากันมากที่สุดกว่า 100 คน ได้นำดอกกุหลาบและป้ายข้อความ สนับสนุนนายสมัครเป็นนายกฯ มาให้กำลังใจที่รัฐสภา โดยมีพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯคนที่ 2 ออกมารับหนังสือด้วยตัวเอง
สมัคร...อยู่นานแค่ไหนไม่สำคัญเท่า?
วันนี้จะเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเป็นวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตัดสินใจเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย
ที่น่าสนใจเป็นการเลือกภายใต้กติการัฐธรรมนูญใหม่ 2550 ซึ่งหลายท่านเข้าใจว่าเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระในการตัดสินใจสนับสนุนใครโดยไม่จำเป็นต้องฟังมติพรรค พรรคไม่สามารถลงโทษได้
ครับ จากประเด็นนี้ผมไปพลิกรัฐธรรมนูญแล้ว พบว่ามาตรา 162 วรรคท้าย เขียนไว้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระจากมติพรรคการเมืองในการตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายและการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ไม่ได้พูดถึงการลงมติสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีไว้ด้วย
ฉะนั้น ความเป็นอิสระของ ส.ส.ในการลงมติเรื่องนี้ไม่เป็นไปตามที่พูดหรือเข้าใจผิดกัน ยิ่งมาตราที่ 172 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า การลงมติในกรณีนี้ให้กระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย ยิ่งจำกัดความเป็นอิสระของ ส.ส.ที่จะแหกโผไว้โดยตรงทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน มีหวังได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้กฎกติกาที่ใช้อยู่ขณะนี้แน่นอน
ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าได้เป็นหรือไม่ได้เป็น แต่อยู่ที่เป็นแล้วเป็นได้ดีมีประสิทธิภาพแค่ไหน จะพารัฐนาวาแห่งนี้สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ฝ่ามรสุมไปถึงฝั่งหรือไม่ ตรงนี้ต่างหาก
ในการลงมติสนับสนุนอาจจะมี ส.ส.บางคน กระอักกระอ่วน กังวลใจ ต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคิด ท่าที บุคลิกภาพของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะเป็นชนวนทำให้รัฐบาลเกิดปัญหาก็ตาม
แต่เชื่อเถอะครับ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำคัญ เป็นผู้นำฝ่ายบริหาร เป็นหน้าตาของประเทศชาติบ้านเมือง เป็นผู้นำของพลเมืองกว่า 60 ล้านคน ซึ่งประกอบด้วยผู้คนหลากหลาย มีความแตกต่างทางความผิดและผลประโยชน์มากมาย
การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช่เรื่องแค่บุญวาสนา บารมีของใครคนใดคนหนึ่ง คิดว่าเป็นเรื่องเล็ก มีเสียงข้างมากเสียอย่างพอแล้ว ไม่ว่านายกรัฐมนตรีนอมินีหรือตัวจริงก็ตาม จะทำหน้าที่อย่างไรก็ได้
บทบาทภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับไว้บนบ่า การนำพาบ้านเมืองให้อยู่รอด ลดปัญหาความขัดแย้ง ความไม่เป็นธรรม ธำรงความเป็นชาติที่มีความสามารถที่จะอยู่ร่วมโลกกับประเทศต่างๆ อย่างเท่าเทียม และเจริญก้าวหน้าต่อไป ภายใต้ความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชน จึงเป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก
แม้นายสมัครจะบอกว่า คงเข้ามาอยู่ไม่นาน มาทำภารกิจเดียวตามที่ได้รับมอบหมาย หากบ้านเมืองกลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยและสามารถเดินหน้าไปได้แล้วถือว่าบรรลุภารกิจก็ตาม
การจะบรรลุภารกิจดังกล่าวใช้เวลาสั้นหรือยาวเพียงไร ไม่มีความหมายเท่าภายใต้ห้วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งได้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแค่ไหนต่างหาก
ฉะนั้น คนที่ต้องตัดสินใจเลือกแม้จะรู้สึกว่าหนักใจ ลำบากใจ ผมอยากจะบอกว่าผู้ที่ถูกเลือกให้ขึ้นมาแบกรับภาระหน้าที่อันหนักหน่วงต่างหาก หนักใจ ลำบากใจยิ่งกว่าหลายเท่านัก
เพราะมีอนาคตของชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนเป็นเดิมพัน จะต้องธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นสถาบันชาติให้ปลอดภัยและเจริญก้าวหน้าต่อไปได้
อายุจะยืนยาวแค่ไหน เงื่อนไขสนับสนุนไม่ได้อยู่ที่จำนวนมือมากน้อยอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีการใช้อำนาจบริหาร จัดการอย่างไร มีธรรมาภิบาล เปิดเผยโปร่งใสหรือไม่
การจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ด้วยการเรียกร้องเชิญชวน เสริมสร้างความสามัคคีกลมเกลียว สมานฉันท์ ร่วมไม้ร่วมมือ ภายใต้กฎกติกาที่เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติหรือทำเพื่อตอบแทนคนส่วนน้อยยิ่งกว่าชาติบ้านเมือง
ภาระหน้าที่กำลังท้าทายอยู่เวลานี้ คือการเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ นายกรัฐมนตรีใหม่จะเป็นผู้นำในการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนฝ่าฟันออกไปอย่างไร
คนที่เข้ามารับหน้าที่ย่อมต้องสรุปบทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตมาเป็นแนวทาง วางท่าทีต่อปัญหาแต่ละเรื่องด้วยความระมัดระวังรอบคอบ อดกลั้น อดทน ไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่ ข้าคือความถูกต้อง อีกต่อไป
ต้องโทษตัวเองก่อน เรานี้ไร้ความสามารถ เรานี้บกพร่อง โทษคนอื่นภายหลัง
ถ้าเป็นไปเช่นนี้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่เป็นธรรมในสังคมจะลดลง มีบทสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับและอยู่ร่วมกันอย่างสันติต่อไป ความรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างที่หวั่นเกรงกัน
'ชูวิทย์' มาแล้ว! เปิดเทปแฉคำ 'เติ้ง' หน้าสภา
วันนี้ (28 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบริเวณหน้ารัฐสภา ระหว่างมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ได้มี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้นำรถโมบายยูนิต พร้อมกับเปิดเทปที่ครั้งหนึ่ง นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย
เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคพลังประชาชนเพราะจะเปรียบเสมือนกินน้ำใต้ศอกของพรรคพลังประชาชนพร้อมกันนี้ นายชูวิทย์ ได้นำผ้ามาปิดตาและกล่าวว่าวันนี้ไม่จำเป็นต้องมีการโหวตเลือกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะนายกรัฐมนตรี ตัวจริงเสียงจริงอยู่ที่ประเทศฮ่องกง
นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่าตนจะนำรถโมบายยูนิตดังกล่าวแห่ไปรอบ ๆ กทม. เพื่อให้ประชาชนได้ดูเทปเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
โลกกว้างทางแคบรวมใจไทยชาติพัฒนา
คงต้องเคลียร์ปัญหาคาใจกันพอสมควร เพราะการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาไม่ราบรื่นเหมือนพรรคอื่น
ถึงขนาดลูกพรรคเตรียมยื่นหนังสือขับไล่นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า ไม่ใคร่ดูแลลูกพรรคเท่าที่ควร
อันที่จริงพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นการผนึกกำลังของ 2 แกนนำ คือนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ จากนั้นก็ไปเชิญ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร มาเป็น หัวหน้าพรรค
แต่ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาได้เก้าอี้รัฐมนตรีแค่ 2 ตำแหน่ง
นายสุวัจน์มี ส.ส. ในสังกัดมากที่สุด จึงมีความชอบธรรมที่จะคว้าเก้าอี้รัฐมนตรีไปนั่งก่อนเป็นคนแรก
ขณะที่นายประดิษฐ์ เป็น ส.ส.สอบตก และมี ส.ส.ในสังกัด 2 คน จึงทำให้มีน้ำหนักก้ำกึ่งกับ พล.อ.เชษฐา ที่เป็นหัวหน้าพรรคและเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ
หากนายประดิษฐ์ เอาเก้าอี้รัฐมนตรีไปนั่ง ก็หมายความว่า พล.อ.เชษฐา จะเป็นหัวหน้าพรรคที่ไม่มีตำแหน่งใน ครม.
และมีแนวโน้มว่า นายประดิษฐ์ จะเป็นผู้คว้าเก้าอี้รัฐมนตรีที่เหลืออยู่ 1 ตำแหน่งไปนั่งเสียเอง ปล่อยให้ พล.อ.เชษฐา ต้องไปเดิน โต๋เต๋อยู่แถวใต้ถุนสภา
แม้ว่าก่อนหน้านี้ พล.อ.เชษฐา ได้แสดงความเป็นผู้ใหญ่ ประกาศไม่รับตำแหน่งเพื่อหลีกทางให้กับนายประดิษฐ์ไปแล้ว
แต่บรรดากองเชียร์อาจจะไม่พอใจ เพราะถ้า พล.อ.เชษฐา ไม่ได้ตำแหน่ง กองเชียร์เหล่านี้ก็จะไม่ได้ตำแหน่งตามไปด้วย
จึงมีความเป็นไปได้ที่ว่า ปัญหาการช่วงชิงเก้าอี้รัฐมนตรี เป็นแรงจูงใจกระตุ้นให้ลูกพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาออกมาเคลื่อนไหวขับไล่นายประดิษฐ์
ถ้าถูกเบี้ยวเงินเลือกตั้งตั้งแต่แรก ก็น่าจะมีการโวยวายตอนที่ประกาศผลออกมา ใหม่ ๆ แต่นี่มาทวงถามตอนที่เกิดปัญหาการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ ลงตัว
ปัญหาโลกกว้างทางแคบที่เกิดขึ้น ประกอบกับแรงยุของกองเชียร์ อาจจะทำให้เลขาธิการพรรคกับหัวหน้าพรรคเกิดความบาดหมางจริง ๆ จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพที่เปราะบางของรัฐบาลพรรคพลังประชาชนในที่สุด.
โฟกัส 'อำนาจ-หน้าที่' 'ประธานสภา' เก้าอี้นี้ 'สำคัญไฉน?'
โหวตแรกหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. ก็คือการโหวตเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” และ รองประธาน ซึ่งกับรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเป็นรูปเป็นร่างสมบูรณ์ในไม่กี่วันนี้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช คือประธานสภา และมีรองอีก 2 คนคือ คนที่หนึ่ง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และคนที่สอง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ซึ่งทั้ง 3 ล้วนมีที่มาจากพรรคพลังประชาชน-พรรคแกนนำจัดตั้ง รัฐบาล
ประธานสภาก็เป็นตำแหน่งที่มีการจับตากันมาก...
ประเด็นน่าพิจารณาก็คือ...ตำแหน่งนี้สำคัญไฉน ??
ทั้งนี้ หากจะดูกันตามตัวอักษรตามรัฐธรรมนูญใหม่ พ.ศ. 2550 ในหมวดรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา หรือสภาในส่วนของ ส.ว. ในการประชุมร่วมของ 2 สภานี้เพื่อปฏิบัติงานบริหารราชการแผ่นดิน “ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นประธานรัฐสภาด้วย” ขณะที่ประธานวุฒิสภาจะทำหน้าที่เป็นรองประธานรัฐสภา ซึ่งจุดสำคัญคือ “ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่” โดยที่ประธานรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของรัฐสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ
ขณะที่เฉพาะกับสถานะในตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ตำแหน่งนี้ก็ยังมีหน้าที่ “เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” ด้วย
รศ.ประหยัด หงส์ทองคำ นักวิชาการอาวุโสทางด้านรัฐศาสตร์ ขยายความถึงบทบาทหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีหน้าที่เป็นประธานรัฐสภาในการประชุมของ 2 สภาด้วย โดยบอกว่า... ผู้ที่จะทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ต้องไม่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเข้าร่วมกับกิจกรรมของพรรคการเมือง (ทั้งประธานสภาและรอง)
“สิ่งสำคัญนี้จะเรียกว่าเป็นมารยาททางการเมือง ประเพณีทางการเมือง ก็ว่าได้ ในอดีตก็เคยมีการท้วงติงถึงความไม่เหมาะสมอยู่บ่อย ๆ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับเก่าไม่ได้ระบุไว้ แต่สำหรับรัฐธรรมนูญใหม่ได้มีการระบุไว้ชัดว่าต้องลาออกก่อนถึงจะรับตำแหน่งได้” ...รศ.ประหยัดกล่าว
จุดนี้ก็เป็นคำตอบว่าทำไมจึงมีข่าวตั้งแต่ก่อนหน้าการโหวตเลือกประธานสภาและรองว่า นายยงยุทธได้ลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าและกรรมการบริหารของพรรคพลังประชาชน
ส่วนประเด็นที่มีการตั้งขอสังเกตว่าตำแหน่งประธานสภาและรอง “ให้คุณ-ให้โทษอะไรได้หรือไม่ ??” โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เกมการเมืองเข้มข้นลึกซึ้งยิ่ง รศ.ประหยัดบอกว่า... ก็คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะถูกมองแบบนี้
“ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก...เพราะเป็นมาทุกยุคทุกสมัย !!” ดังนั้น คนที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างไม่มีปัญหาก็จำเป็นต้องยึดมั่น-ตั้งมั่นในความเป็นกลางอย่างถึงที่สุด โดยยึดตามระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...สำหรับการอภิปราย” หากทำให้รู้สึกได้ว่าสมาชิกทุกคนได้รับการจัดสรรเวลาหรือได้รับการวินิจฉัยที่เป็นธรรม ก็จะได้รับคำชมเชย และแก้ภาพลบได้
สำหรับการตรวจสอบการทำหน้าที่ของประธานสภา-ประธานรัฐสภาโดยประชาชน นักวิชาการคนเดิมบอกว่า... หน้าที่หนักคงต้องตกอยู่กับสื่อมวลชน ที่ต้องทำหน้าที่เก็บข้อมูลมาเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ เพราะจะให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมทุกครั้งก็คงจะลำบาก แต่ก็ควรจะมีในเรื่องสำคัญ ๆ ที่ประชาชนควรได้รับรู้
“คนที่มานั่งทำหน้าที่นี้ ไม่ง่าย พรรษาการเมืองต้องมาก ข้อกฎหมายต้องแม่น เครดิตสำหรับสังคมต้องพอ โดยเฉพาะความน่าเชื่อถือในหมู่สมาชิกสภา เพราะถ้าหากคุณสมบัติไม่ได้ ไม่เก่ง ไม่แม่น แล้วเจอ ส.ส. ที่เก่งข้อกฎหมาย แทนที่จะเป็นผลดีก็อาจกลายเป็นผลร้าย” ...รศ.ประหยัดระบุ
ด้าน รศ.ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ก็บอกว่า... บทบาทและหน้าที่ของ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ที่จะเป็นประธานรัฐสภาด้วยนั้น “ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างมากในระบอบประชาธิปไตย ถือว่าเป็นตำแหน่งประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ”
กับประเด็นที่ว่าตำแหน่งนี้จะมีผลกับพรรคการเมืองบางฝ่ายหรือไม่-อย่างไร ?? รศ.ดร.ไชยวัฒน์ระบุว่า... ก็คงจะห้ามไม่ให้คนคิดได้ยาก เนื่องจาก “ตำแหน่งนี้มีผลสำคัญในการควบคุมการประชุมในสภา” โดยเฉพาะควบคุมการอภิปรายของ ส.ส. ซึ่งหากประธานไม่สามารถควบคุมให้เกิดความเป็นกลางได้ หรือทำให้บางฝ่ายเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม บรรยากาศการประชุม-การอภิปรายโดยรวมก็จะดูไม่ดี
ทั้งนี้ การที่ภาคประชาชนอาจสนใจตรวจสอบหรือติดตามการทำหน้าที่ จุดนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความใจกว้างของรัฐบาลเป็นหลัก หากต้องการทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นธรรม-โปร่งใสก็ต้องยอมให้ถ่ายทอดสดการประชุมโดยตลอด เพื่อที่ประชาชนจะได้มีโอกาสติดตามดูการทำหน้าที่ได้อย่างใกล้ชิด
“ไม่ว่าคนที่นั่งตำแหน่งนี้จะมาจากฝ่ายไหน ส่วนใหญ่ก็จะถูกมองในแง่ลบไว้ระดับหนึ่งก่อนแล้ว เว้นเสียแต่จะแสดงให้เห็นว่าเป็นธรรม ตาชั่งไม่เอียง หรือสามารถควบคุมสภาให้เกิดความเรียบร้อยได้ ก็อาจจะได้รับคำชื่นชมในภายหลัง” ...รศ.ดร.ไชยวัฒน์ระบุ
เหล่านี้ก็เป็นการโฟกัสจุดหลักของอำนาจ-บทบาท-หน้าที่
โฟกัสตรง ๆ ไปที่ตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร”
ตอบโจทย์ว่า “สำคัญไฉน ??” เหตุใดจึงถูกจับตา ??.
โอกาสทอง???!!!
เมื่อพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้ง
“รัฐบาล” ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่า.....
อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคไทย
รักไทย “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” จะเดินทางกลับ
ประเทศไทยไม่เกินเดือนพฤษภาคมที่จะถึง
เพื่อต่อสู้คดี “หลายข้อกล่าวหา” ตาม
กระบวนการยุติธรรม จากผลพวงการยึดอำนาจของ
คมช. ซึ่งคนภายในค่อนข้างจะมั่นใจภายใต้ธงนำของ
พลังประชาชน
ซึ่งเวลาก่อนหน้า “ทักษิณ” บ่นข้ามฟ้าหลาย
คราครั้ง “คิดถึงบ้าน เพราะอยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือน
บ้านเรา”...ใช่....อยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนแผ่นดิน
ประเทศไทย!!!
ทว่าก่อนหน้านี้ก็เช่นกัน เพราะหลังจากที่
พลังประชาชนได้รับฉันทามติเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เป็นพรรคที่ได้เก้าอี้ ส.ส. เข้านั่งในสภาผู้แทนมากที่สุด
ก็มีสัญญาณข้ามฟ้าจากทักษิณถึงประเทศไทย
เช่นกันว่า...
“หัวหน้าพรรค” ก็ควรที่จะได้เป็น “นายก
รัฐมนตรี” ซึ่งก็คือ “นายสมัคร สุนทรเวช” แม้ว่าจะ
มีเสียงของสมาชิกบางจำนวนไม่สนับสนุน!!!
นี่คือ “ความแปลกแยก” ภายใน!!???
เป็นความแปลกแยกภายใน ที่ไม่นับรวมกับอีก
“หลายเงื่อนไข” ของ 2 ใน 5 พรรคที่ตอบรับ
เข้าร่วมรัฐบาล
นั่นก็คือ 5 ข้อจากพรรคชาติไทยและรวมใจ
ไทยชาติพัฒนา...นั่นก็คือการจัดแบ่งโควตา
“รัฐมนตรี-รัฐมนตรีช่วยฯ” ที่จะต้องแบ่งกระจาย
ให้ทุกพรรค ตามสัดส่วนและความเหมาะสม
ฉะนั้น...ก็ต้องดูกันว่า “แกนนำ พปช.”
จะบริหารจัดการได้ในระดับใด เพื่อร่วมกันบริหาร
ประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ศักยภาพ และ
เอกภาพ..??!!!
โดยเฉพาะเรื่อง “ปากไว” เช่นที่อดีตนายกฯ
ทักษิณเคยได้ส่งสัญญาณ “นายสมัครอาจจะปากไว
แต่ก็เหมาะที่จะเป็นนายกฯ”!!!!
ใช่...เหมาะ เพราะผ่านตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้ว
หลายต่อหลายกระทรวง เป็น “รองนายกรัฐมนตรี”
มาก็หลายยุคหลายสมัย
ซึ่งหลังสุดก็ผ่านตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.” จึง
ถือได้ว่า “ประสบการณ์” เหลือล้น...คร่ำหวอดและ
โชกโชนเหนือคลื่นทะเลการเมือง
แต่เหนือทุกสรรพสิ่ง... “คุณสมบัติ” ของ
นายกรัฐมนตรี จะต้องมีความสุขุมคัมภีรภาพ มีวิสัย
ทัศน์และโลกทัศน์ที่ยาวไกล???!!!
โดยเฉพาะต้องไม่ยึดติด “อัตตา”...“กูคือกู”
และที่สำคัญ สุดยอดต้องยึดหลักการ “ผล
ประโยชน์ชาติ” รวดเร็วฉับไวในการแก้ไขปัญหา
“วิกฤติเศรษฐกิจ” ที่หนักหนาสากรรจ์ขณะนี้!!!
ขณะเดียวกันก็ “มองข้ามไม่ได้” กับ
ปัญหาสังคม-การเมือง-การทหาร-ความมั่นคง “ของ
แผ่นดิน”..??!!
เพราะถ้ามืดบอด “หลงตัว-เหลิงอำนาจ”
เมื่อไหร่ “โอกาสทอง” เช่นว่า จะไม่หวนกลับหา
คุณอีก?!
● เหยี่ยว อหังการ์ ●
ปืนลอบสังหาร
ไร้สาระแต่น่าวิเคราะห์มากราวๆ 8 โมงเศษ เช้าวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ขบวนรถของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แห่งประเทศไทย ได้ออกจาก “บ้านจันทร์ส่องหล้า” มุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อทำงานตามปกติขณะที่รถวิ่งออกจากบ้านมาได้ประมาณ 1 กิโลเมตร มาตามถนนศิรินธร ห่างจากแยกบางพลัด หรือแยกซังฮี้ ราว 300 เมตร ขบวนได้วิ่งผ่านรถเก๋งแดวู สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ฐฉ 3085 กรุงเทพมหานคร ที่จอดเสียอยู่เลนขวา ติดกับเชิงสะพาน ประตูรถด้านซ้ายเปิดออกทั้ง 2 บานเมื่อขบวนรถนายกรัฐมนตรีผ่านไปแล้ว ตำรวจหน่วยอรินทราช ที่ทำหน้าที่คุ้มกันขบวนรถนายกฯ จึงได้วิทยุแจ้งไปให้ จ.ส.ต.ภูวนาท นิ่มนวล กับ ส.ต.ท.สุธี เปลี่ยนขุนทด สายตรวจ จยย.สน.บางพลัด ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณนั้น มาตรวจสอบรถแดวูคันดังกล่าว เป็นรถต้องสงสัย เนื่องจากก่อนหน้านี้มีคนเห็นมาขับวนรอบๆ บ้านจันทร์ส่องหล้า แล้ว 2 รอบ เกรงจะเป็นรถซุ่มลอบสังหารนายกรัฐมนตรีโป๊ะเชะเป็นรถขนระเบิดมาดักฆ่าทักษิณจริงๆ
และเป็นไปตามรายงานของหน่วยข่าวกรอง ที่แจ้งไว้ก่อนหน้านี้แล้ว 2 สัปดาห์ว่า มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังดำเนินความพยายามลอบสังหารนายกรัฐมนตรีอยู่ในรถเก๋งแดวู ตำรวจพบชายคนหนึ่งในชุดเสื้อซาฟารีสีน้ำเงิน ใส่หมวกจ็อกกี้นั่งอยู่ในรถ และกำลังจะออกรถจึงเรียกหยุดขอตรวจสอบ ชายดังกล่าวแสดงบัตรประจำตัวว่าเป็นทหาร กอ.รมน. ชื่อ ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชนะภายในตัวรถ บนเบาะหลังติดกับประตูขวา มีกระสอบทรายอยู่ 4 ใบ แกลลอนน้ำมัน จำนวนหนึ่ง มีสายไฟระโยงระยางไปกระโปรงหลัง จึงขอตรวจค้น ตำรวจบางพลัดทั้งสองนายแทบช็อก เมื่อพบว่าในกระโปรงหลัง มีดินระเบิดทั้งทีเอ็นที ซีโฟร์ และน้ำมันดีเซลอีก 13แกลลอน จึงแจ้งกลับไปที่หน่วยอารักขานายกรัฐมนตรีแล้วข่าวลอบสังหารนายกฯ ก็ดังระเบิดเปรี้ยงปร้างขึ้นมา ด้วยการบอกเล่าสู่นักข่าวฟังโดยทักษิณเองตำรวจใหญ่วิ่งกันพล่าน คุมตัว ร.ท.ธวัชชัย มาสอบปากคำที่กองปราบปราม
“สื่อจัดตั้ง” ในฝ่ายเกลียดชังทักษิณ ประโคมทันทีเช่นกันว่า “คาร์บ๊อง” บรรยายในข่าวว่า เป็นการจัดฉาก เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเองของทักษิณขณะนั้นสถานการณ์ด้านทักษิณเป็นรองมาก เพราะถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไล่ตีหนักหน่วง สามารถก่อม็อบเคลื่อนย้ายไปตามสถานที่ต่างๆ ได้หลายแห่งในกรุงเทพฯ และประชาชนก็เข้าร่วมขับไล่มากขึ้นเรื่อยๆคาร์บ๊อง คาร์บวม จึงเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่เชื่อถือว่าทักษิณจัดฉากขึ้นมาจริงยิ่งเมื่อ “จ่ายักษ์” หรือ จ.ส.อ.ชาคริต จันทระ ทหารสังกัด กอ.รมน.อีกคนหนึ่ง หนีการไล่ล่าไม่ไหว ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจเมื่อวันที่ 4 ก.ย.49 ก็ทำให้ความน่าเชื่อถือของทักษิณ หมดไปเลย“จ่ายักษ์” ให้การว่า การขนระเบิดใส่รถแดวูมาดักฆ่าทักษิณ เป็นการดำเนินการตามคำสั่งของ “พลเอก” ที่ไม่พอใจการบริหารของรัฐบาล และต้องการที่จะหยุดยั้งการโกงกินของบริวารทักษิณ “จ่ายักษ์” แฉว่า แผนฆ่าเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.49 มีการส่งทีมไปดักที่สนามบิน บน.6 แต่ลงมือไม่ได้ จากนั้นก็ส่งคนขับรถระเบิดตาม ตั้งแต่วันที่ 22-23-24 ส.ค. โดยเฉพาะวันที่ 24 ส.ค. หากกดระเบิดสำเร็จ ก็จะมีอีกทีม ลงไปยิงซ้ำด้วยปืนสงคราม
และถ้าลอบสังหารไม่สำเร็จ แผนขั้นสุดท้ายก็คือปฏิวัติก๊ากสื่อฝ่ายเกลียดชังทักษิณ พากันลงข่าวยุยงให้ประชาชน หัวเราะก๊ากหนักข้อขึ้น เพราะเรื่องราวที่ “จ่ายักษ์” เอามาปูดมันไร้สาระสิ้นดี คนระดับแค่จ่าจะรู้แผนลึกขนาดนี้ได้ยังไง
ขณะที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รองผอ.รมน. ที่โดนทักษิณสั่งปลดทันที ที่ ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชนะ อดีตคนขับรถของเขาถูกจับได้บนรถแดวูขนระเบิด ก็ได้ออกมาบอกนักข่าวว่า “จ่ายักษ์” ติงต๊อง ดูหนังฝรั่งมากเกินไป ก็เลยนึกว่าตัวเองเป็นพระเอก
พล.อ.พัลลภ คุยข่มทักษิณด้วยว่า ถ้าจะลอบสังหารจริงจะไม่ใช้รถขนระเบิดวิ่งไปทั่วกรุง จะทำเนียนกว่านี้ และทักษิณไม่มีทางรอดจากคำสารภาพของ “จ่ายักษ์” ทำให้ต่อมาตำรวจจับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า ร่วมขบวนการลอบสังหารทักษิณ ที่เป็นทหาร กอ.รมน. อีก 3 คน คือ พล.ต.ไพโรจน์ ธีรภาพ พ.ท.สุรพล สุประดิษฐ์ พ.ท.มนัส สุขประเสริฐอัยการสั่งฟ้อง ต่อศาลทหาร 4 คน พล.ต.ไพโรจน์ พ.ท.สุรพล พ.ท.มนัส ร.ท.ธวัชชัย“จ่ายักษ์” ตำรวจกันไว้เป็นพยานไร้สาระ“จ่ายักษ์” บอกคนไทยทั้งประเทศว่า หากแผนการลอบสังหารทักษิณไม่ตาย แผนสุดท้ายก็คือปฏิวัติ มีแต่คนหัวร่อว่าไร้สาระสิ้นดี
วันนั้นไม่มีใครเชื่อเลย 4 ก.ย.49 “จ่ายักษ์” แฉ ซึ่งห่างมาอีกเพียง 15 วัน ก็เกิดการรัฐประหารจริงๆทักษิณเองก็รู้ว่าตัวเองจะโดนปฏิวัติ เช้าวันที่ 8 ก.ย.49 ทักษิณนัดเพื่อน ตท.10 ที่คุมกำลังในกรุงเทพฯ ไปกินกาแฟกันที่ห้องรับรองสนามบิน ฮ.พล.ม 2 สนามเป้า ฝากฝังให้สู้หากมีการปฏิวัติเกิดขึ้น แล้วเช้า 9 ก.ย.เขาก็ขึ้นเครื่องบินไปประเทศเม็กซิโก แล้วไปสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมประชุมสหประชาชาติที่ มหานครนิวยอร์กและก็เสร็จ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่นำทหาร 4 เหล่าทัพยึดอำนาจในคืน 19 กันยา 49 เรื่องราวอันไร้สาระของ “จ่ายักษ์” เป็นจริงมาถึงบรรทัดนี้ก็ขอบอกว่า การที่เอาเรื่องราวไร้สาระของ “จ่ายักษ์” มาร่ายซะยาวนั้น เพราะวันนี้กำลังจะเขียนถึงเรื่องที่มีคนโพสต์ข้อความเข้าไปในเว็บไฮทักษิณ เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วว่า
มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังตระเวนต่างประเทศ หาซื้อปืน Sniper Rifle ซึ่งเป็นปืนลอบสังหารบุคคล เพื่อเอาเข้ามาปฏิบัติการลอบสังหารในประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากต้อนตอของการปรากฏข่าวแล้ว จะต้องบอกว่าไร้สาระมาก เพราะการโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นเข้าไปในเว็บไซต์ทางการเมืองอย่างนี้ มันไม่น่าเชื่อถือเลย เพราะไม่รู้ตัวตนคนเขียนแต่เมื่อเอาความเคลื่อนไหวอื่นๆ มาประกอบกันเข้าจะเห็นว่า มีสาระน่าติดตาม และน่าเอามาวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่งว่า มันจะเป็นไปได้หรือไม่มันน่าวิเคราะห์ เพราะว่าเมื่อวันที่ 24 ม.ค.51 นักข่าวไปถามจ้ำจี้จ้ำไชเอากับ “นพดล ปัทมะ” ว่า ทำไมวันเวลากลับไทยของ “ทักษิณ ชินวัตร” จึงเลื่อนๆ ไปเรื่อยๆ“เฉลิม อยู่บำรุง” ประกาศบนเวทีสนามหลวง 21 ธ.ค.50 ว่าจะกลับ 14 กุมภาฯ วันวาเลนไทน์ ปี 51 ตัวทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อไทยที่ฮ่องกงว่า จะกลับสงกรานต์ เมษายนปีนี้
คุณหญิงพจมาน ชินวัตร แจ้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ในการขึ้นศาลนัดแรกเมื่อ 23 ม.ค.ว่า ทักษิณจะกลับมาสู้คดีในเดือนพฤษภาคมปีนี้คำถามนี้ ทนายนพดลตอบว่า การจะกลับบ้านของอดีตนายกฯ ทักษิณ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายประการ ทั้งสถานการณ์ประเทศชาติ ความเหมาะสม และต้องคำนึงถึงความปลอดภัย จากการที่เคยโดนลอบสังหารมาแล้วคำบอกของทนายนพดล ให้ความชัดเจนว่า ทักษิณเองก็ยังห่วงเรื่องจะถูกลอบฆ่าก่อนหน้านี้ ในวันก่อนเลือกตั้ง ทักษิณให้สัมภาษณ์ “จรัญ พงษ์จีน” จากค่ายมติชน ที่ไปสัมภาษณ์ในร้านกาแฟสตาร์บัค ใกล้ๆ โรงแรมมาร์โคโปโล เกตเวย์ ฝั่งเกาลูน ประเด็นลอบสังหารว่า เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องเคลียร์ก่อนว่า คำสั่งดังกล่าวยังอยู่หรือเปล่า
แสดงว่า ทักษิณเองก็ไม่แน่ใจตรงนี้แหละที่เราได้หยิบยกประเด็น ทักษิณจะโดนลอบสังหารอีกขึ้นมาวิเคราะห์ในวันนี้ทักษิณ เล่าด้วยว่า วันที่โดนที่เชิงสะพานบางพลัดนั้น เสธ.กดรีโมตแล้ว แต่ระเบิดไม่ทำงาน เพราะยืนบังโคนเสาสะพาน ซึ่งสัญญาณรีโมตที่เอามาจากรีโมตรถยนต์บังคับ สัญญาณผ่านเสาคอนกรีตที่มีเหล็กอยู่ภายในไม่ได้ทักษิณ...ยังไม่ถึงคราวตายทีนี้เมื่อมาถามกันว่า คำสั่งฆ่าทักษิณยังอยู่หรือไม่ กลับมาจะโดนอีกหรือไม่ เราขอฟันธงว่า เรื่องยังไม่จบหมายความว่า การพิพาทบาดหมางระหว่างทักษิณ กับ ตท.6 ที่ยึดอำนาจการปกครองไปจากเขาเมื่อ 19 กันยา 2549 มาถึงวันนี้เรื่องราวก็ยังไม่จบ ทุกปมปัญหายังไม่สามารถที่จะเคลียร์กันได้และการลอบสังหารครั้งใหม่ อาจจะเร่าร้อนกว่าเดิมเสียอีกเพราะทำยังไงก็ยังย่อยสลายทักษิณไม่ได้หลังปฏิวัติ 19 กันยา 49 คมช. ทำลายทักษิณด้วยวิธีการหลายอย่างมาก สลายพรรคไทยรักไทย ด้วยการยุบพรรค ตามมาด้วยการตัดสิทธิการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คน อายัดทรัพย์ทักษิณกับวงศ์วานว่านเครือ เพื่อไม่ให้มีเงินไปใช้ในการเลือกตั้ง หวังผลให้ลูกพรรคแตกออก แต่ก็ไม่ได้ผล มีคนแตกออกมานิดเดียว และเมื่อเลือกตั้งใหญ่ก็แพ้ ทั้งที่โกงสารพัด จัดเลือกตั้งล่วงหน้ากาคะแนนยัดหีบให้เขตละถึง 20,000 เสียง แต่ทางอีสานกับเหนือก็แพ้ไม่เป็นท่า
ขณะนี้ พรรคพลังประชาชนจัดรัฐบาลยังไม่เสร็จ แต่บริวารทักษิณ ที่พากันแตกหนีไปหลบซ่อนในช่วงหลังปฏิวัติใหม่ๆ ทั้งกบดานต่างประเทศ หายหัวไปจากสังคมไทย บัดนี้ได้พากันกลับมาเสนอหน้าสลอนและส่อแววจะหากินชั่วร้ายกว่าเดิมเฉพาะอย่างยิ่ง การโกงที่ยังไม่จบ เพราะโดนปฏิวัติซะก่อน ต่างพากันตั้งเค้าจะงาบกันต่ออีกแล้วที่ว่าจะชั่วร้ายกว่าเดิมก็ตรงที่ มีการส่งตัว “นอมินี” เข้ามาเป็นรัฐมนตรีก็เลยทำให้ชัดเจนว่า สภาพของรัฐบาลใหม่จะเลวร้ายกว่ารัฐบาลที่กุมบังเหียนด้วยมือของทักษิณรัฐมนตรีนอมินี จะมูมมาม ทุเรศทุรังนอกจากนี้ยังส่อท่าทีว่า ตท.6 โดนแน่เช่น กรณีที่ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แบไต๋ออกมาแล้วว่า เมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จจะเสนอให้มีการจัดตั้ง กมธ.สอบสวนลงโทษข้าราชการมหาดไทย ที่ร่วมในการสั่งการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน รวมทั้งไต่สวนการออกกฎหมายของ สนช.ที่เอื้อพวกโจร
การกำหนดสเปก คนที่จะมาเป็น รมว.กลาโหม โดย คมช.ถึงขั้นออกเป็น “มติคมช.” เมื่อวันที่ 22 ม.ค.51 โดยคนมาเป็นจะต้อง 1.เป็นทหาร 2.เป็นคนกลาง 3.ไม่สังกัดพรรคการเมือง คือ เครื่องยืนยันว่า ตท.6 กับทักษิณ...ยังเคลียร์กันไม่ได้
ถ้าเคลียร์กันได้จะไม่มีการประกาศสเปก รมว.กลาโหมผ่านนักข่าวกระทั่งวันอาทิตย์ 27 ม.ค.51 ข่าวก็ยังแรงอยู่ว่า “สมัคร สุนทรเวช” จะเป็นนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.กลาโหมและวันเสาร์ 27 ม.ค.51 ก็มีการปล่อยข่าวออกมาว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่กลับมาประเทศไทยอีกแล้ว จะไปลี้ภัยการเมืองในประเทศมาเลเซีย โดยเตรียมบ้านไว้แล้ว ร้อนถึง “เว็บไซต์” ฝ่ายนิยมสนธิ ต้องรีบออกข่าวมาปฏิเสธว่า ไม่จริง และคนสนิทของพล.อ.สนธิ ที่แจ้งเรื่องข่าวลือไปให้ทราบขณะที่ยังทัวร์ต่างประเทศได้รับคำสั่งกลับมาว่า ไม่มีความจำเป็นจะต้องแก้ข่าวลือและในเว็บไซต์สายนิยมพล.อ.สนธิ ออกมาด้วยว่า 8.30 น.วันที่30 ม.ค.51 พล.อ.สนธิ นัดนักข่าวไปฟังเปิดใจ ที่ห้องรับรองพิเศษ สนามบินสุวรรณภูมิ ขณะกลับจากทัวร์ตะวันออกกลาง จะพูดทั้งหมด ก่อนหมดหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีไร้สาระเมื่อกลับมาพิจารณาข้อความที่โพสต์ในเว็บไฮทักษิณ ที่บอกว่ามีผู้ชายคนหนึ่ง ไปตระเวนหาซื้อฟืนไรเฟิลลอบสังหาร มาใช้ในภารกิจลอบสังหารบุคคลในประเทศไทยแล้วเห็นชัดว่ามันไร้สาระจริงๆเพราะการซื้อปืนไรเฟิลสังหาร แม้จะซื้อในต่างประเทศ แต่มันก็ต้องมีหลักฐานว่าใครซื้อ และในการนำเข้าไทย โดยผ่านทางสนามบินก็ใช่ว่าจะเอาเข้ามาอย่างง่ายๆ จะต้องมีกระบวนการทางราชการหลายอย่างมากจึงจะเอาเข้ามาได้และปืนไรเฟิล ที่ใช้ในภารกิจลอบสังหารบุคคลนั้น คนธรรมดาซื้อไม่ได้ จะซื้อได้ก็เฉพาะหน่วยราชการทหาร ที่ปฏิบัติการพิเศษเท่านั้นว่ากันตรงๆ ปืน Sniper Rifle ในประเทศไทยมีพร้อมอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องไปซื้อถึงเมืองนอกให้เป็นที่เอิกเกริกดังนั้นสุดท้าย ก็เห็นทีต้องถามว่า ทักษิณกลับมาจะโดนอีกมั้ยตอบว่าคณะบุคคลที่ร่วมกันลอบสังหารทักษิณคราวก่อน ยังมีชีวิตอยู่ครบทีม








