WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 28, 2008

‘สมัคร'ยันจะทำหน้าที่นายกฯให้ดีที่สุด-จัดรายการอาหารเหมือนเดิม

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะได้รับเลือกจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ว่า ต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีก่อน ทุกอย่างจะมีความชัดเจน ซึ่งจะมีคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกอยู่แล้ว คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการแต่งตั้ง อย่างไรก็ตามยอมรับว่า การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ก็อยากทำหน้าที่นี้ เพราะเมื่ออาสาเข้ามาทำงานแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด

ขณะเดียวกัน นายสมัครเปิดเผยว่า หลังจากได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ชีวิตตนก็จะเป็นปกติเหมือนเดิม โดยเย็นวันนี้จะไปซื้อกับข้าวที่ตลาด อ.ต.ก. แต่ไม่ได้เป็นการเลี้ยงฉลอง สำหรับการจัดรายการ "สนทนาประสาสมัคร" นั้น ในเบื้องต้นเตรียมให้เป็นรูปแบบนำเที่ยว ส่วนรายการทำอาหารจะยังคงอยู่ต่อไป เพราะไม่ได้มีข้อห้ามนายกรัฐมนตรีทำอาหารระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า ในวันนี้ไม่ได้นั่งพับนกในห้องประชุม เพราะมีคนขอร้อง

จาก hi-thaksin

สภาผู้แทนฯลงมติเห็นชอบ‘สมัคร'เป็นนายกคนที่ 25 แล้ว

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้(28 ม.ค.51) มีวาระสำคัญ คือ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยหลังจากรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ที่ประชุมได้ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อไว้อาลัยให้กับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จากนั้นนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับสมาชิกในที่ประชุมว่า จะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ดังนั้น ขอให้สมาชิกมั่นใจว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด จากนั้นจึงเข้าสู่วาระการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

โดย น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เสนอชื่อนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้มีสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์หลายคน เสนอให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุม

ทั้งนี้หลังอภิปรายอย่างกว้างขวางแล้ว ในที่สุดที่ประชุมก็ลงมติว่าไม่ต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ จากนั้น จึงเริ่มลงมติโดยใช้วิธีการลงคะแนนแบบเปิดเผย ด้วยการขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทีละคนเรียงตามตัวอักษร ซึ่งผลการลงมติปรากฏว่า นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายสมัครได้รับคะแนน 310 นายอภิสิทธิ์ 163 คะแนน ออกเสียง 3 คะแนน จากนั้นจึงปิดการประชุม

ขณะเดียวกัน นายยงยุทธ ได้นัดหมายที่จะประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3 ในวันพุธที่ 30 ม.ค.นี้ เพื่อหารือถึงแนวทางในการกำหนดข้อบังคับการประชุม--จบ-

จาก hi-thaksin

ที่ประชุมสภาฯ เลือกนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเสียง 310 ต่อ 163

รัฐสภา 28 ม.ค.- นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเสียงสนับสนุน ให้เป็นนายกฯ 310 เสียง ส่วนนายอภิสิทธิ์ ได้รับคะแนนเสียง 163 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ไม่อยู่ในที่ประชุม 1

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาลงคะแนนแบบขานชื่อ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี หลังจากที่มีผู้เสนอชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช หน.พรรคพลังประชาชน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ในที่สุดเมื่อนับคะแนน นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเสียงสนับสนุน ให้เป็นนายกฯ 310 เสียง ส่วนนายอภิสิทธิ์ ได้รับ163 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ไม่อยู่ในที่ประชุม 1 เสยง.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-28 12:43:12

สภาฯเริ่มลงมติเลือกนายกฯระหว่าง‘สมัคร-อภิสิทธิ์'

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเริ่มขึ้นเวลา 09.30 น. วันนี้ (28 ม.ค.) มีวาระสำคัญคือ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยหลังจากรับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ที่ประชุมได้ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จากนั้น นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับสมาชิกในที่ประชุมว่า จะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ดังนั้นขอให้สมาชิกมั่นใจ แม้ตนเองมาจากพรรคการเมืองที่สมาชิกหลายคนไม่สบายใจก็ตาม จากนั้นจึงเข้าสู่วาระการให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

โดย นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เสนอชื่อนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าชิงตำแหน่งด้วย โดยพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์ด้วย และที่ประชุมอภิปรายอย่างกว้างขวาง เพราะจึงทำให้กระบวนการการเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องล่าช้าจากกำหนดเดิม อย่างไรก็ตามในที่สุดที่ประชุมก็ลงมติว่า ไม่ต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และขณะนี้อยู่ระหว่างการลงมติ โดยเป็นการขานชื่อตามตัวอักษร


จาก hi-thaksin

อภิสิทธิ์แจงชิงเก้าอี้นายกเพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แจงเหตุขึ้นชิงเก้าอี้นายกฯ เพื่อให้ประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์ไม่มุ่งหวังเสียง รัฐบาลสนับสนุน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชิงตำแหน่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี กับ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่า เป็นการทำตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการย้ำจุดยืน ของพรรค ที่ประชาชน 12 ล้านเสียง เลือกเข้ามาทำหน้าที่ ทั้งถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ให้ ส.ส. ได้ตัดสินใจด้วย โดยในการโหวตครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังว่า จะมีพรรคร่วมรัฐบาลแหกโผมาโหวตให้กับตน

ด้าน น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เห็นว่า การลงชิงเก้าอี้รัฐมนตรีของหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย พร้อมมั่นใจ สมาชิกพรรคพลังประชาชน จะเลือกนายสมัคร เป็นนายกฯ เพราะมีมติเป็นเอกฉันท์แล้ววานนี้ ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล จะมีการโหวตสวนมติหรือไม่ ก็จะต้องรอติดตามในการประชุม

เปิดโหวตนายกฯ

ประชุมสภาฯคึกคัก 'ยงยุทธ' ประเดิมทำหน้าที่ ปธ.เปิดโหวตนายกฯ ส.ส.เข้าที่ประชุมครบถ้วน 'กัญจนา' ปฏิญาณตน ส.ส.โต้กันเดือดเรื่องให้ผู้ท้าชิงนายกฯ แสดงวิสัยทัศน์ก่อนลงคะแนน

ที่รัฐสภาวันนี้ (28 ม.ค.) นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งเรียกประชุมสภา ผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ครั้งที่ 2 ซึ่งมีวาระสำคัญในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางพรรคพลังประชาชนได้เสนอให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีมติส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เข้าชิงตำแหน่งดังกล่าว

ทั้งนี้ การพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี จะเปิดโอกาสให้ ส.ส.แต่ละคนมีสิทธิ์เสนอชื่อบุคคลที่เห็นว่ามี ความเหมาะสมได้ 1 ชื่อ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของ จำนวน ส.ส.ทั้งหมดที่มีอยู่ และให้ออกเสียงลงคะแนน โดยเปิดเผยด้วยการขานชื่อสมาชิกตามลำดับอักษร และให้สมาชิกขานว่าจะเห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง ซึ่งหากใครได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 239 เสียง ให้ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือก ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากไม่มีใครได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ก็ให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ โดยผู้ที่รับคะแนนเสียงสูงสุดจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ขณะที่บรรยากาศที่อาคารรัฐสภาเริ่มคึกคัก เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสื่อมวลชน ทยอยเข้ามายังรัฐสภาแล้ว ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา มีการตรวจสอบยานพาหนะและสถานะบุคคลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ สำหรับการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร นอกจากจะเป็นการเลือกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังเป็นการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับ ส.ส.ที่เดินทางมาถึงรัฐสภาเป็นคนแรก คือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร เขต 2 พรรคชาติไทย ขณะที่นายสมัคร ได้เดินทางมาถึงยังอาคารรัฐสภาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และให้สื่อมวลชนได้ถ่ายรูป แต่ทั้งนี้ไม่ยอมตอบคำถามเรื่องการนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

กระทั่งเวลา 09.30น. การประชุมสภาฯ ได้เริ่มขึ้น ประธานสภาได้เชิญให้สมาชิกสภาผู้แทนลุกขึ้น ยืนถวายอาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จากนั้นเมื่อเข้าสู่วาระการประชุมเลือกนายกรัฐมนตรี น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ส.ส.ระบบสัดส่วนพรรคชาติไทย ได้ลุกขึ้นปฏิญาณตนเพียงคนเดียว หลังจากที่การเลือกประธานสภาฯ ครั้งก่อน น.ส.กัญจนา ไม่ได้เข้าร่วมปฏิญาณตน ก่อน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ส.ส.ระบบสัดส่วน ตัวแทนพรรคพลังประชาชน ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี

จากนั้นประธานสภาฯได้เปิดโอกาสให้ ส.ส.ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นก่อนลงคะแนน โดยนายชำนิ ศักดิเศรษฐ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นขอหารือที่ประชุมเสนอให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ควรแสดงวิสัยทัศน์ก่อนการลงคะแนน จนเป็นการถกเถียงกันระหว่าง ส.ส.พรรคพลังประชาชน กับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งฝ่าย ส.ส.พลังประชาชน ไม่เห็นด้วยที่จะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ แค่ให้ลงคะแนนเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ

สารพัดม็อบเชียร์'สมัคร-พลังประชาชน'เต็มหน้าสภา

สารพัดม็อบเชียร์'สมัคร-พรรคพลังประชาชน' แห่กันมาแน่นสภา เรียกร้องสารพัด ค้านชาติไทยคุมศึกษาธิการ กลุ่มเอ๋งเอ๋งขอให้ฝังไมโครชิพหมา-แมว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สำหรับบรรยากาศบริเวณหน้ารัฐสภาตั้งแต่ในช่วงเช้านั้น มีประชาชนจากหลากหลายกลุ่มเดินทางมาชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เช่น กลุ่มสหภาพแรงงาน องค์การค้าของคุรุสภา ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อพรรคพลังประชาชน โดยมีนายพีระพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนมารับหนังสือ โดยเนื้อหาในหนังสือร้องเรียนนั้นระบุว่า ขอให้พรรคพลังประชาชนยับยั้ง การให้โควตา กระทรวงศึกษาธิการกับพรรคชาติไทย เพราะพรรคชาติไทยเคยทำมาแล้วและทำเกิดปัญหาในกระทรวงศึกษาฯมากมาย ซึ่งกระทรวงศึกษาฯเป็นกระทรวงใหญ่ควรจะให้พรรคที่มีเสียงข้างมากอย่างพรรคพลังประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนรักทักษิณอีสาน นำป้ายข้อความาเรียกร้องให้ส.ส.โหวตเลือกนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งระบุด้วยว่า หากเลือกนายสมัครเป็นนายกฯ ก็เหมือนกับได้ ้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมา ทั้งนี้ ได้มีการนำคณะสิงโตมาเชิดสนับสนุนนายสมัครอีกด้วย

ส่วนกลุ่มทำดีรักประชาธิปไตย ได้นำป้ายข้อความมาเรียกร้องให้ส.ส.มีความปรองดองและสมานฉันท์ ขณะที่กลุ่มสามัญสำนึกช่วยเอ๋งเอ๋ง ของสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ก็มาเรียกร้องให้รัฐบาลฝังไมโครชิพ ให้กับสุนัขและแมว ขณะที่กลุ่มนปก.ซึ่งเดินทางมากันมากที่สุดกว่า 100 คน ได้นำดอกกุหลาบและป้ายข้อความ สนับสนุนนายสมัครเป็นนายกฯ มาให้กำลังใจที่รัฐสภา โดยมีพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯคนที่ 2 ออกมารับหนังสือด้วยตัวเอง

สมัคร...อยู่นานแค่ไหนไม่สำคัญเท่า?

วันนี้จะเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเป็นวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตัดสินใจเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย
ที่น่าสนใจเป็นการเลือกภายใต้กติการัฐธรรมนูญใหม่ 2550 ซึ่งหลายท่านเข้าใจว่าเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระในการตัดสินใจสนับสนุนใครโดยไม่จำเป็นต้องฟังมติพรรค พรรคไม่สามารถลงโทษได้
ครับ จากประเด็นนี้ผมไปพลิกรัฐธรรมนูญแล้ว พบว่ามาตรา 162 วรรคท้าย เขียนไว้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระจากมติพรรคการเมืองในการตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายและการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ไม่ได้พูดถึงการลงมติสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีไว้ด้วย
ฉะนั้น ความเป็นอิสระของ ส.ส.ในการลงมติเรื่องนี้ไม่เป็นไปตามที่พูดหรือเข้าใจผิดกัน ยิ่งมาตราที่ 172 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า การลงมติในกรณีนี้ให้กระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย ยิ่งจำกัดความเป็นอิสระของ ส.ส.ที่จะแหกโผไว้โดยตรงทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน มีหวังได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้กฎกติกาที่ใช้อยู่ขณะนี้แน่นอน
ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าได้เป็นหรือไม่ได้เป็น แต่อยู่ที่เป็นแล้วเป็นได้ดีมีประสิทธิภาพแค่ไหน จะพารัฐนาวาแห่งนี้สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ฝ่ามรสุมไปถึงฝั่งหรือไม่ ตรงนี้ต่างหาก
ในการลงมติสนับสนุนอาจจะมี ส.ส.บางคน กระอักกระอ่วน กังวลใจ ต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคิด ท่าที บุคลิกภาพของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะเป็นชนวนทำให้รัฐบาลเกิดปัญหาก็ตาม
แต่เชื่อเถอะครับ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำคัญ เป็นผู้นำฝ่ายบริหาร เป็นหน้าตาของประเทศชาติบ้านเมือง เป็นผู้นำของพลเมืองกว่า 60 ล้านคน ซึ่งประกอบด้วยผู้คนหลากหลาย มีความแตกต่างทางความผิดและผลประโยชน์มากมาย
การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช่เรื่องแค่บุญวาสนา บารมีของใครคนใดคนหนึ่ง คิดว่าเป็นเรื่องเล็ก มีเสียงข้างมากเสียอย่างพอแล้ว ไม่ว่านายกรัฐมนตรีนอมินีหรือตัวจริงก็ตาม จะทำหน้าที่อย่างไรก็ได้
บทบาทภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับไว้บนบ่า การนำพาบ้านเมืองให้อยู่รอด ลดปัญหาความขัดแย้ง ความไม่เป็นธรรม ธำรงความเป็นชาติที่มีความสามารถที่จะอยู่ร่วมโลกกับประเทศต่างๆ อย่างเท่าเทียม และเจริญก้าวหน้าต่อไป ภายใต้ความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชน จึงเป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก
แม้นายสมัครจะบอกว่า คงเข้ามาอยู่ไม่นาน มาทำภารกิจเดียวตามที่ได้รับมอบหมาย หากบ้านเมืองกลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยและสามารถเดินหน้าไปได้แล้วถือว่าบรรลุภารกิจก็ตาม
การจะบรรลุภารกิจดังกล่าวใช้เวลาสั้นหรือยาวเพียงไร ไม่มีความหมายเท่าภายใต้ห้วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งได้ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแค่ไหนต่างหาก
ฉะนั้น คนที่ต้องตัดสินใจเลือกแม้จะรู้สึกว่าหนักใจ ลำบากใจ ผมอยากจะบอกว่าผู้ที่ถูกเลือกให้ขึ้นมาแบกรับภาระหน้าที่อันหนักหน่วงต่างหาก หนักใจ ลำบากใจยิ่งกว่าหลายเท่านัก
เพราะมีอนาคตของชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนเป็นเดิมพัน จะต้องธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นสถาบันชาติให้ปลอดภัยและเจริญก้าวหน้าต่อไปได้
อายุจะยืนยาวแค่ไหน เงื่อนไขสนับสนุนไม่ได้อยู่ที่จำนวนมือมากน้อยอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีการใช้อำนาจบริหาร จัดการอย่างไร มีธรรมาภิบาล เปิดเผยโปร่งใสหรือไม่
การจะเป็นเช่นนั้นได้ก็ด้วยการเรียกร้องเชิญชวน เสริมสร้างความสามัคคีกลมเกลียว สมานฉันท์ ร่วมไม้ร่วมมือ ภายใต้กฎกติกาที่เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติหรือทำเพื่อตอบแทนคนส่วนน้อยยิ่งกว่าชาติบ้านเมือง
ภาระหน้าที่กำลังท้าทายอยู่เวลานี้ คือการเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ นายกรัฐมนตรีใหม่จะเป็นผู้นำในการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนฝ่าฟันออกไปอย่างไร
คนที่เข้ามารับหน้าที่ย่อมต้องสรุปบทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตมาเป็นแนวทาง วางท่าทีต่อปัญหาแต่ละเรื่องด้วยความระมัดระวังรอบคอบ อดกลั้น อดทน ไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่ ข้าคือความถูกต้อง อีกต่อไป
ต้องโทษตัวเองก่อน เรานี้ไร้ความสามารถ เรานี้บกพร่อง โทษคนอื่นภายหลัง
ถ้าเป็นไปเช่นนี้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่เป็นธรรมในสังคมจะลดลง มีบทสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับและอยู่ร่วมกันอย่างสันติต่อไป ความรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างที่หวั่นเกรงกัน


////////////////////////

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่....

โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์...จากหนังสือพิมพ์มติชน

'ชูวิทย์' มาแล้ว! เปิดเทปแฉคำ 'เติ้ง' หน้าสภา

วันนี้ (28 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบริเวณหน้ารัฐสภา ระหว่างมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ได้มี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้นำรถโมบายยูนิต พร้อมกับเปิดเทปที่ครั้งหนึ่ง นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย

เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคพลังประชาชนเพราะจะเปรียบเสมือนกินน้ำใต้ศอกของพรรคพลังประชาชนพร้อมกันนี้ นายชูวิทย์ ได้นำผ้ามาปิดตาและกล่าวว่าวันนี้ไม่จำเป็นต้องมีการโหวตเลือกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะนายกรัฐมนตรี ตัวจริงเสียงจริงอยู่ที่ประเทศฮ่องกง

นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่าตนจะนำรถโมบายยูนิตดังกล่าวแห่ไปรอบ ๆ กทม. เพื่อให้ประชาชนได้ดูเทปเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

โลกกว้างทางแคบรวมใจไทยชาติพัฒนา

คงต้องเคลียร์ปัญหาคาใจกันพอสมควร เพราะการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาไม่ราบรื่นเหมือนพรรคอื่น

ถึงขนาดลูกพรรคเตรียมยื่นหนังสือขับไล่นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า ไม่ใคร่ดูแลลูกพรรคเท่าที่ควร

อันที่จริงพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นการผนึกกำลังของ 2 แกนนำ คือนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ จากนั้นก็ไปเชิญ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร มาเป็น หัวหน้าพรรค

แต่ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาได้เก้าอี้รัฐมนตรีแค่ 2 ตำแหน่ง

นายสุวัจน์มี ส.ส. ในสังกัดมากที่สุด จึงมีความชอบธรรมที่จะคว้าเก้าอี้รัฐมนตรีไปนั่งก่อนเป็นคนแรก

ขณะที่นายประดิษฐ์ เป็น ส.ส.สอบตก และมี ส.ส.ในสังกัด 2 คน จึงทำให้มีน้ำหนักก้ำกึ่งกับ พล.อ.เชษฐา ที่เป็นหัวหน้าพรรคและเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

หากนายประดิษฐ์ เอาเก้าอี้รัฐมนตรีไปนั่ง ก็หมายความว่า พล.อ.เชษฐา จะเป็นหัวหน้าพรรคที่ไม่มีตำแหน่งใน ครม.

และมีแนวโน้มว่า นายประดิษฐ์ จะเป็นผู้คว้าเก้าอี้รัฐมนตรีที่เหลืออยู่ 1 ตำแหน่งไปนั่งเสียเอง ปล่อยให้ พล.อ.เชษฐา ต้องไปเดิน โต๋เต๋อยู่แถวใต้ถุนสภา

แม้ว่าก่อนหน้านี้ พล.อ.เชษฐา ได้แสดงความเป็นผู้ใหญ่ ประกาศไม่รับตำแหน่งเพื่อหลีกทางให้กับนายประดิษฐ์ไปแล้ว

แต่บรรดากองเชียร์อาจจะไม่พอใจ เพราะถ้า พล.อ.เชษฐา ไม่ได้ตำแหน่ง กองเชียร์เหล่านี้ก็จะไม่ได้ตำแหน่งตามไปด้วย

จึงมีความเป็นไปได้ที่ว่า ปัญหาการช่วงชิงเก้าอี้รัฐมนตรี เป็นแรงจูงใจกระตุ้นให้ลูกพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาออกมาเคลื่อนไหวขับไล่นายประดิษฐ์

ถ้าถูกเบี้ยวเงินเลือกตั้งตั้งแต่แรก ก็น่าจะมีการโวยวายตอนที่ประกาศผลออกมา ใหม่ ๆ แต่นี่มาทวงถามตอนที่เกิดปัญหาการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ ลงตัว

ปัญหาโลกกว้างทางแคบที่เกิดขึ้น ประกอบกับแรงยุของกองเชียร์ อาจจะทำให้เลขาธิการพรรคกับหัวหน้าพรรคเกิดความบาดหมางจริง ๆ จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพที่เปราะบางของรัฐบาลพรรคพลังประชาชนในที่สุด.