โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์ thai-journalist-democratic-front
29 มกราคม 2551
สิ่งที่ทำให้นักประชาธิปไตย “เซ็ง” เป็นอันดับแรกๆ ในการต่อสู้กับ เผด็จการ คมช. ก็คือ คมช. นั้น ทำตัวเหมือน “มังกรเจ็ดหัว”
หัวหนึ่งพูดอะไร พ่นอะไรออกมา นักประชาธิปไตย ที่คิดจะจับคำพูดนั้น มาเป็นประเด็น ในการโจมตี ไปๆ มาๆ ต้องมาเจอกับคำพูดอีกแบบ อีกด้าน ของ มังกรอีกตัวในเจ็ดตัวนั้น เรียกได้ว่า การจับเอาคนในฝ่ายเผด็จการ มายำ นั้นยากมาก
เช่นในขณะที่ มังกรหัวบัง กำลังวางแผนทำลาย ทรท. หรือ พปช. แบบอีแอบ ที่รั่วออกมาบ่อย แต่มังกรอีกหัวเช่น สุรยุทธ ก็บอกว่า ต้องสมานฉันท์ กำลังพยายามสมานฉันท์ ส่วนมังกรอีกหัว คือพวกแผนกข่าวของ คมช. ก็ออก สปอร์ทโฆษณา เช้า สาย บ่าย เย็น เรื่อง ความสามัคคีในชาติ ส่วนอีกหัวเก่า ของมังกรคือสพรั่ง พี่คนนี้แกก็ออก “ซัด” อำนาจเก่าตรงๆ ทุกวี่ทุกวัน
สรุปคือ นักประชาธิปไตย “ปวดหัว” คือไม่เหมือนกับตอนทักษิณเป็นนายก ที่ทุกอย่างสายตรงถึงทักษิณ แล้วทุกคนทั้งหมด พยายามเดินไปทางเดียวกัน พูดเหมือนกันด้านนั้นด้านนี้ ให้มีเอกภาพ ทำเหมือนกันหมด แบบทักษิณเลยถูกโจมตีง่าย เพราะมันมีอยู่หัวเดียว ข้อความเดียว ข้อมูลเดียว ให้จับมายำได้ง่ายๆ แต่แบบมังกรเจ็ดหัวนี่สิ มันน่าคิด
คือที่น่าคิด คือว่า จะให้น้ำหนักมังกรตัวไหนอย่างไรดี เพราะมันก็ตัวเดียวกันคือ เผด็จการทั้งหมดทุกตัว เช่น พอบังหลุดพูดเรื่องแผนเป็นขั้นๆ ออกมา คนก็ด่าบังกันตรึม เพียงแต่ว่า เสียงด่านั้น มันก็ถูก “กลบให้อ่อนลง” ด้วยคำพูดจากอีกหัวของมังกร คือ สุรยุทธ ที่ออกมาบอกว่า กำลังพยายามสมานฉันท์ “เต็มที่” แล้วก็ผนวกเข้าไปกับฝ่ายข่าวของ คมช. เลย ที่ออกข่าวลือมาว่า คนระดับสูงของ คมช. แอบไปเจอทักษิณถึงลอนดอน เพื่อสมานฉันท์ แล้วโฆษณา กระตุ้นความสามัคคีในไทย ก็เทกันออกมา “ตรึม”
กลายเป็นว่า คนทั่วไป ที่ไม่ได้ยืนอยู่กับนักประชาธิปไตย หรือ เผด็จการ “งง” เป็นไก่ตาแตก ไม่รู้จะเชื่อใครดี สรุปคือ ถูก Marginalized หรือทำให้เสียงของคนคนนั้น ที่น่าจะออกมาด่า บัง เรื่องอีแอบทำลาย ทรท. และ พปช.กลายเป็นว่า “ไม่ส่งเสียงอะไร” นี่ก็เป็นกลยุทธ ที่ตำรวจใช้มาอย่างช้านาน คือ Good Cop และ Bad Cop สลับกันคุยกับผู้ต้องสงสัย คนหนึ่งดีด้วย อีกคนตบหัว จนในที่สุด “ล้วงตับ” คนต้องสงสัยได้หมด “คุมเกมอยู่หมัด”
มาวันนี้ มองดูพลพรรคนักประชาธิปไตยแล้ว ก็ดีใจที่ “เรียนรู้กลยุทธมังกรเจ็ดหัว” มาเรียบร้อยแล้ว จาก คมช. เช่น ลุงสมัคร สมานฉันท์เต็มที่ พูดอะไรทำอะไร สมานฉันท์เต็มร้อย ทั้ง “กกต.ดี ทหารดี ป๋าดี” สมัครกวาดคะแนนคนชอบสมานฉันท์ เข้าบ้านหมด ทำตัวเหมือนสุรยุทธไม่มีผิด ในขณะเดียวกัน มังกรตัวอื่นของฝ่ายประชาธิปไตย เช่น Hi-Thaksin “ออกจิก” ฝ่ายเผด็จการแรงๆ ตลอดเวลา ชนิด “ลากไส้มาให้ดูกันเลย” แล้วไง ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจาก “สื่อ” กระแสหลักส่วนมาก ของ เผด็จการ วิ่งกัน “เป็นฝูง” ไปหา สมัคร กะจะเอาการกระทำของมังกรตัวนั้นตัวนี้ “มามัดสมัคร”
แบบเช่นตอน กกต. ถูก ฝ่ายประชาธิปไตย หลายหัว “อัดเสียยับ เปิดโปงจนเห็นหมด ถึงความเอนเอียงและแผนชั่ว” แล้วสมัคร ว่าไงกับสื่อเป็นฝูงๆ นั้น สมัครเขาก็บอกว่า “ผมพูดมาตลอดว่าขอบคุณและเชื่อในความยุติธรรมของ กกต.” ตกลง “สื่องง” ไม่รู้จะต่อเรื่องยังไงดี ถามสมัครว่า แต่นั่นมันไม่เหมือนกับที่คนอื่นในฝ่ายท่านทำ สมัครก็ตอบว่า “ความแตกต่างเป็นสิ่งที่ดีในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิมีเสียง แสดงออกได้” ตกลง “สื่องง” มากขึ้นไปอีก พอสื่อตอกย้ำว่า แล้วเอกภาพและการเป็นผู้นำของท่าน ไม่ถูกท้าทายหรือ สมัครตอบว่า “คุณต้องไปถามเขาเอง ผมไม่เกี่ยวข้องกับ Hi-Thaksin” สรุปคือ เหมือน มังกรเจ็ดหัวของ เผด็จการไม่มีผิด “คือยำยากมาก”
เรื่องนี้จริงๆ ก็จะจบลงตรงนี้ แต่เพื่อนวงในที่ได้อ่านบทความนี้ก่อน โทรมาถามว่า “เราชอบสมัครเพราะปากกับใจตรงกัน” คือเพื่อนเขาสงสัยว่า แบบมังกรเจ็ดหัวนี้ มันฟังดูไม่มี จริยธรรม และ จรรยาบรรณ ยังไงไม่รู้ เพราะมันเหมือน “โกหก หลอกลวง และ ปลิ้นปล้อน เอาแต่ได้”
ก็เป็นประเด็นที่น่าคิดทีเดียว แต่ถ้าย้อนรอยแล้วไปศึกษา มังกรเจ็ดหัวของ คมช. ให้ดีๆ มันเหมือน “ต่างหัวของมังกร ต่างทำในสิ่งที่ตัวเองทำ” โดยไม่มองมังกรตัวอื่นมากนัก คือมันดูเหมือนไม่มีแผนใหญ่ ที่วันหนึ่ง บังมาคุยกับสุรยุทธ ว่ากำลังเร่งการทำลายล้าง ทรท.นะ จนอาจจะมีกระแสต่อต้าน ฉะนั้น ขอให้ออกตัวเรื่อง “สมานฉันท์บ่อยๆหน่อย” คนฟังจะได้สับสนแล้ว Maginalize กันไปให้เฉยๆ แต่เท่าที่ดู มันเหมือนแค่มีการ “จับกลุ่มแบบหลวมๆ” เพื่อที่จะทำงานร่วมกันไปทางเดียวกัน คือหมายความว่า ในขณะที่ บัง ออกมาทำลาย ทรท. และสุรยุทธ ออกมาพูดเรื่องสมานฉันท์ คงจะไม่มีใครบอกว่า สุรยุทธ “ไม่เชื่อ” เรื่องสมานฉันท์ และ บัง “เชื่อ” เรื่องสมานฉันท์ เพียงแต่ว่า ในการกระทำของมังกรทั้งสอง ที่ทำไปตามธรรมชาติของตัวมันเอง “มันสนับสนุนกันอยู่”
ก็เหมือนสมัคร ที่ออกมาพูดเรื่องสมานฉันท์ กับ กกต. พวกเผด็จการ และป๋า ก็เพราะเขาเชื่อว่าสำคัญจริงๆ และเป็นแนวทางของเขาที่จะทำอย่างนั้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องปล่อยให้แบบ Hi-Thaksin ทำตามหน้าที่ของเขาไป ใครจะมาด่าว่า “ทำไมไม่โทรไป Hi-Thaksin แล้วสั่งให้เขาสมานฉันท์ด้วย” ก็คงจะเหมือนการที่ไม่มีใคร ไปถาม บัง ว่าเมื่อไหร่จะสั่งให้ สุรยุทธ “เลิกเฉยๆ กับอำนาจเก่า เลิกสมานฉันท์ แล้วอัดอำนาจเก่า” หรือมีคนไปถามสุรยุทธ ว่า “เมื่อไหร่จะสั่งให้ ป๋า บัง และ สพรั่ง เบาๆ ลงแล้ว สมานฉันท์เสียที เสียบ้าง” คือจริงๆ แล้ว มังกรมันมีความเป็นตัวของตัวเอง มากพอดู ถ้าจะให้สรุปกลยุทธ มันคือ “แยกกันตี แต่ร่วมกันป้องกัน” คือเวลาเห็นภัย มัน “จูน” เข้าหากันเอง
สุดท้ายแล้ว สมัคร “พูดตรงกับใจ” หรือไม่ หรือว่า “ติดนิสัยพลิ้ว” มาจาก คมช. เรียบร้อยแล้ว ผมก็ขอเชิญให้ท่านผู้อ่านสรุปเอาเองนะครับ ส่วนตัวผม อย่างที่บางท่านอาจจะทราบ สนิท กับทาง ลุงใหม่ หรือ สมัครมานาน คือผมรู้จักท่านดี ก็ขอบอกเท่านั้นว่า ลุงใหม่ ไม่ใช่แบบทักษิณ ที่เป็น CEO ที่มีภาวะการเป็นผู้นำ “สูงส่งจริงๆ” แต่ลุงใหม่ เป็นนายกฯ ของรัฐบาล 6 พรรค ลุงใหม่อาจจะมีจุดยืนที่ต่างไปจากคนอื่นในรัฐบาล และ ฝ่ายประชาธิปไตย ได้ง่ายๆ แต่ก็อย่างที่ลุงใหม่จะสอน สส. ใหม่ของพรรคประชากรไทยเสมอ เมื่อสักสิบกว่าปีที่แล้ว ว่า “แตกต่างได้ แต่อย่าแตกแยก”
ผมว่ามังกรเจ็ดหัวของฝ่ายประชาธิปไตย ก็คงจะทำให้ฝ่ายอำมาตร “ปวดหัวบ้าง” เพราะลุงใหม่นั้น พูดมาเป็นสิบปีแล้ว เรื่อง แตกต่างได้ คือเคารพในสิทธิเสียงคนอื่น แต่อย่าแตกแยก คือยังไงก็ตาม ท้ายสุดแล้ว ก็ต้องทำงานร่วมกันในทางเดียวกัน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, January 29, 2008
มังกรเจ็ดหัวของ “นักประชาธิปไตย”
คนวันเสาร์ฯทดลองออกอากาศทีวีออนไลน์ จุดประกายการต่อสู้สื่ออภิสิทธิ์ชน
เปิดตัวทดลองออนไลน์ครั้งแรกวันนี้ โดยมีคุณพิชิตมาร สมาชิกคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ เป็นหัวหอกในการดำเนินการ ถือเป็นการปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องในการต่อสู้กับระบอบอุปถัมภ์และเครือข่ายขุนนางศักดินาอำมาตยาธิปไตย หลังจากก่อนหน้านี้ต้องออกทำงานภาคสนามในการเผยแพร่ความรู้และต่อสู้กับแนวคิดเผด็จการอย่างหนักหน่วงตลอดระยะเวลากว่าปีที่ผ่านมาจนกระทั่งมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในวันนี้
การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นตัวจุดประกายครั้งสำคัญต่อสังคมออนไลน์ หลังเหตุการณ์การยึดทีไอทีวีไปดื้อๆ ของโจรในคราบสื่อและนักวิชาการ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างทางเลือกในการเผยแพร่สาระ ความรู้ และบันเทิงแก่ผู้รับสารนอกเหนือไปจากสื่ออภิสิทธิ์ชน
ทั้งนี้ท่านสามารถรับชมการทดลองออกอากาศพร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นหรือให้กำลังใจแก่ผู้จัดทำได้ตามลิงค์ดังนี้
คลิ๊กเพื่อรับชมรายการ
http://saturdayvoice.com/tv1.html
สนทนา พูดคุย แสดงความคิดเห็น
http://saturdayvoice.com/live.html
โปรแกรมรายการ สถานีคนวันเสาร์ฯ
เวลา 16.00 น. หนังสั้นสารคดี ทองปาน
เวลา 17.00 น. รายการ Freedom music
เวลา 17.10 น. หนังสารคดี ผจญภัยสุดขั้วโลก
เวลา 18.10 น. เทปงานรำลึกลุงนวมทอง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550
เวลา 20.00 น. รายการ Freedom music
เวลา 20.10 น. รายการ บันทึกการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตอน บันทึกสีม่วง
เวลา 20.10 น. เทปงานเสวนาประชาธิปไตย กับฉลาดวรฉัตร ณ ท้องสนามหลวง
เวลา 22.00 น. หนังจีนเรื่อง ยาจกซู นำแสดงโดย โจวซิงฉือ
หมายเหตุจากคุณพิชิตมาร: รายการและเวลา ต่างๆ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม ช่วงทดสอบ ทีวีออนไลน์ อาจจะปิดๆ เปิดๆ สถานีบ้าง เนื่องจากเรายังไม่มีที่ตั้งสถานีที่แน่นอน ทำให้ระบบการส่งข้อมูลขนาดใหญ่อาจจะมีปัญหา ไม่สามารถถ่ายทอดได้บ้าง กระตุกบ้าง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ครับ
ต้องด่าตัวเองบ้าง [29 ม.ค. 51 - 18:03]
จำได้ว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลขิงแก่และ กกต.ต่างก็ดีอกดีใจจนออก นอกหน้าที่ประชาชนคนไทยพากันตื่นตัว ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันถล่มทลายเมื่อปลายปี 50 รวมถึงมีการใช้สิทธิโหวตลงประชามติรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมากกว่า 20 ล้านเสียง
หลายคนในรัฐบาลขิงแก่ รวมถึงบิ๊กใน คมช.บางคนถึงกับคุยโตว่า แม้เป็นยุคเผด็จการแต่ประชาชนตื่นตัวไปใช้สิทธิมากกว่ายุคประชาธิปไตยเสียอีก แต่หารู้ไม่ว่า เหตุที่ประชาชนตื่นตัว อาจเป็นเพราะเกลียดเผด็จการก็เลยแห่ไปใช้สิทธิทวงคืนประชาธิปไตยให้กลับมาไวๆก็ได้
วันนี้ ผมขอหยิบยกเรื่องการสมัคร ส.ว.แบบเขตจังหวัด ภายใต้ กติกาใหม่เอี่ยมของรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ปี 50 มาถกกันในวงกว้าง เหตุก็เพราะกฎเหล็กที่มีมากมาย ทำให้บรรยากาศของการสมัคร ส.ว. ส่วนใหญ่เป็นไปอย่างเงียบเหงาวังเวง บางจังหวัดก็สมัครกันเพียงรายเดียว บางจังหวัดก็แค่สองราย
ไม่น่าเชื่อว่า ยุคที่เผด็จการคุยนักคุยหนาว่า ประชาชนตื่นตัวทางการเมือง แต่ความตื่นตัวของประชาชนในการสมัคร ส.ว.กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม ผมได้ฟังคำชี้แจงจาก กกต.ก็อ้างว่า เพราะมีกฎเหล็กเพื่อป้องกันข้อครหาสภาผัวเมีย รัฐธรรมนูญก็เลยบัญญัติข้อห้ามเอาไว้ มากมาย
ผลก็คือ เป็นการทำลายความตื่นตัวของประชาชนไปโดยปริยาย
หากพิจารณาอย่างรอบคอบ จะพบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนความผิดพลาดบกพร่องของผู้เกี่ยวข้องหลายประการ เริ่มจากคนเขียนรัฐธรรมนูญที่ใช้จินตนาการในลักษณะสวนทางกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังเป็นการใช้ทัศนะแบบมองโลกด้านเดียวมาเขียนรัฐธรรมนูญอีกด้วย
เชื่อว่า สมมุติฐานของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ คงคิดผิดๆว่า มีคนจำนวนมากต้องการสมัคร ส.ว. แต่สู้อิทธิพลของนักการเมืองระดับชาติรวมถึงบรรดาญาติพี่น้องคนใกล้ชิดไม่ได้ ก็เลยวางกฎเหล็กให้เข้มข้นเพื่อเล่นงานนักการเมืองระดับชาติ เปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเล่นการเมือง
แต่ประทานโทษ แนวคิดทั้งหมดกลายเป็นเรื่องฝันกลางวันดีๆนี่เอง เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยรักสงบ ไม่นิยมใช้ชีวิตผาดโผนด้วยการเล่นการเมือง แม้แต่ลูกหลานนักการเมือง หรือญาติสนิทนักการเมือง ก็ไม่ได้สนใจ แต่ที่ต้องเข้าไปเล่นการเมืองก็เพราะเหตุผลอื่น เช่น ปกป้องและขยายธุรกิจของครอบครัว
ประชาชนที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ต้องการเล่นการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชนจริงๆ จึงมีอยู่จำนวนน้อยมาก
และนี่ก็คือความเป็นจริงที่สวนทางกับจิตนาการของ ผู้เขียนรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง
ต่อมาก็เกิดข้อผิดพลาดบกพร่องต่อเนื่องขึ้นมาอีก เมื่อคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต.รวมทั้งรัฐบาลขิงแก่ มัวแต่เอาใจใส่แต่การรณรงค์ให้คนออกไปใช้สิทธิลงประชามติ และเลือกตั้งปลายปี 50 แต่หารู้ไม่ว่า การรณรงค์ให้เลือดใหม่ๆ ไหลถ่ายเทเข้าสู่วงการเมือง โดยเฉพาะวุฒิสภา ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกับการรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ เลือกตั้งเช่นกัน
มิหนำซ้ำ สื่อมวลชนที่คอยตรวจสอบ สังเกตการณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างผมก็บกพร่องต่อ หน้าที่ไม่ฉุกคิดตักเตือนกันแต่เนิ่นๆ ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับระบอบประชาธิปไตย
ฉะนั้น เหตุการณ์ทั้งหมด จึงผิดด้วยกันทุกฝ่าย โทษใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้
แต่ก็ยังไม่สายเกินไป ยังไง กกต.ควรทำเป็นบันทึกเก็บไว้ เพื่อส่งมอบให้ กกต.รุ่นต่อๆ ไปนำไปศึกษาไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอยขึ้นมาอีก
บางครั้งการยอมรับความจริงและด่าตัวเองเมื่อทำผิดพลาด ก็ทำให้รู้สึกดีเหมือนกัน ไม่ใช่คิดแต่จะเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่นร่ำไป ผมว่าทำแบบนี้ ไม่ว่าใครก็มั่นใจได้ว่า ยังสามารถทำงานอย่างตรงไปตรงมาไม่เข้าใครออกใครได้ต่อไป.
"เห่าดง"
คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย
ยุติธรรมฝ่าวิกฤติ [29 ม.ค. 51 - 18:08]
ผมว่าสิ่งหนึ่งที่จะนำประเทศเข้าสู่ภาวะปกติหลุดพ้นจากวิกฤติแห่งความขัดแย้งได้ ก็คือ ระบบยุติธรรม ตราบใดที่ทุกคนทุกฝ่าย ทุกสถาบัน ยึดระบบยุติธรรม ยึดกฎเกณฑ์กติกาเป็นหลัก
จะเกิดความชอบธรรมและเป็นธรรมขึ้นในสังคม
ถ้าบ้านเมืองใดไม่มีขื่อแป หรือ ระบบยุติธรรมอ่อนแอ มีอำนาจอื่นเข้ามาครอบงำ ก็จะเกิดวิกฤติเต็มไปด้วยความขัดแย้ง บ้านเมืองลุกเป็นไฟ วันนี้คนไทย ประเทศไทย จำเป็นที่จะต้องหันมาพึ่งและยึดเหนี่ยวระบบยุติธรรม เพื่อให้ชาติสิ้นวิกฤติเสียที
เพราะฉะนั้น ผมอยากจะนำคำปราศรัยของ คุณวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา ที่ได้กล่าวเอาไว้กับผู้เข้ารับการอบรมผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูงเมื่อเร็วๆนี้ จะได้เห็นจุดยืนการทำงาน ของศาลสถิตยุติธรรมที่ชัดเจน เป็นศาลที่ประชาชนเข้าถึง ถูกต้อง ประหยัด และเป็นธรรม
“ข้อมูลความคิดใหม่ๆในกระบวนการยุติธรรม ทั้งจากแหล่งความรู้ข้อมูลภายในและจากต่างประเทศ เพื่อให้เราสามารถบรรลุถึงการบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรมที่มีคุณภาพทั้งระบบ เพื่อเป็นกระบวนการยุติธรรมที่เราปรารถนา ไม่เพียงแต่โปร่งใสเท่านั้น แต่จะต้องมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม สมเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ อย่างแท้จริง”
“กระบวนการยุติธรรมในขั้นแรก ต้องให้ความคุ้มครองแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องสงสัยในสิทธิส่วนบุคคลของคนคนนั้น รวมถึงการปกป้องไม่ให้สื่อมวลชนจูงใจหรือสร้างมิติมหาชนในทางใดทางหนึ่ง ก่อนที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นจะได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลยุติธรรม การสืบสวนสอบสวนกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานนั้นจะต้องมีความชอบธรรม การฟ้องคดีต้องให้โอกาสจำเลยสู้คดีอย่างเต็มที่ การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายจากรัฐในกรณีที่จำเลยประสงค์”
“ผมขออัญเชิญพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่นักศึกษา ของสำนักอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2515 ดังนี้”
“กฎหมายทั้งปวงนั้นเราบัญญัติขึ้น เพื่อใช้เป็นปัจจัยสำหรับรักษาความยุติธรรม กล่าวโดยสรุปคือใช้เป็นแบบแผนแห่งความประพฤติปฏิบัติของมหาชนสถานหนึ่งกับใช้เป็น แผนแม่บทในการพิจารณาตัดสินความประพฤติปฏิบัตินั้นๆ ให้เป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงธรรม อีกสถานหนึ่งโดยที่กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่ควรที่จะถือว่ามีความสำคัญไปกว่าความยุติธรรม หากควรถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมายและอยู่เหนือกฎหมาย การพิจารณาอรรถคดีใดๆ โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายเท่านั้นดูจะไม่เป็นการพอเพียง จึงต้องคำนึงถึงความยุติธรรมซึ่งเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ”
“ท่านทั้งหลายมีหน้าที่โดยตรงที่จะสร้างความถูกต้อง ความชอบธรรมให้กับสังคม ท่านต้องใช้กฎหมายและภาวะหน้าที่ของท่านที่มีอยู่ เพื่อบรรลุสิ่งสำคัญที่สุดของวิชาชีพของพวกท่านทุกคน นั่นคือ ความยุติธรรม”.
“หมัดเหล็ก”
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
สกัดกินรวบ [29 ม.ค. 51 - 19:46]
การเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎร มาถึงวันนี้ถือได้ว่าลงล็อกลงตัวหมดแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อ “ทั่นประธานสายล่อฟ้า” นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นครั้งแรก
ในการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงมติเลือก “น้าหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี
คนของพรรคพลังประชาชนได้นั่งคุมอำนาจทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร
เบ็ดเสร็จเรียบร้อย “ลอนดอน-ฮ่องกง”
หลังจากนี้ ในพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคก็จะเข้าสู่ช่วงชุลมุนกับการต่อรองโควตากระทรวง และการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ตก รางวัลให้แก่แกนนำพรรค และผู้มีอุปการคุณที่ช่วยเหลือเจือจุนปัจจัยในการทำศึกเลือกตั้ง
แต่ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ทุกตำแหน่งทุกเก้าอี้ก็คงสะเด็ดน้ำ!!!
สำหรับสถานการณ์ความเคลื่อนไหวอีกด้านหนึ่งในช่วงนี้ ที่น่าสนใจไม่แพ้ การฟอร์ม ครม.ก็คือ
การสรรหาและการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.
ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของรัฐสภา เพราะต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็นสภากลั่นกรองกฎหมาย และมีอำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้มี ส.ว. 150 คน แบ่งเป็น ส.ว.ที่มาจากการลากตั้ง คือมาจากการสรรหา 74 คน และ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน รวม 76 คน
ในส่วนของ ส.ว.ที่มาจากการสรรหา มีองค์กรต่างๆส่งรายชื่อบุคคลเข้าประกวดทั้งหมด 1,087 องค์กร
โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ก่อนส่งให้คณะกรรมการสรรหา 7 คน ที่ประกอบด้วย
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน กกต. ประธาน ป.ป.ช. ประธาน สตง. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และตุลาการศาลปกครองสูงสุด ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมศาลปกครองสูงสุดฝ่ายละ 1 คน
ใส่ตะแกรงร่อนคัดให้เหลือ 74 คน เข้าไปเป็น ส.ว.ระบบสรรหา โดยคาดว่าจะเห็นโฉม หน้ากันในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้
ส่วน ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน จะมีการเลือกตั้งกันในวันที่ 2 มีนาคมนี้
หลังจาก กกต.ได้เปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ว.เป็นเวลา 5 วัน ปรากฏว่าจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ มีผู้มาสมัครลงเลือกตั้งทั้งสิ้น 505 คน
ถือว่าน้อยมาก ไม่คึกคักเหมือนการเลือกตั้ง ส.ว.สองครั้งที่แล้ว
ยิ่งถ้าเจาะเป็นรายจังหวัด ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าน้อย จนเข้าขั้นหร็อมแหร็ม
กรุงเทพฯเมืองหลวง มีผู้สมัคร 35 คน จังหวัดเชียงใหม่ 18 คน สมุทรปราการ 15 คน อุบลราชธานี 14 คน ขอนแก่น 12 คน นคร-ราชสีมา 8 คน นนทบุรี 7 คน สงขลา 6 คน
สุราษฎร์ธานี 4 คน หนองบัวลำภู จันทบุรี จังหวัดละ 3 คน นครปฐม กาญจนบุรี สระแก้ว นราธิวาส สตูล ลพบุรี จังหวัดละ 2 คน
ขณะที่พังงามีผู้สมัครคนเดียวโด่เด่ ต้องใช้เกณฑ์คะแนนเสียง 20 เปอร์เซ็นต์ตัดสิน
ส่วนสาเหตุที่มีผู้สมัครลงเลือกตั้ง ส.ว.น้อย ผู้สันทัดกรณีชี้ว่าเป็นเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดสเปกผู้สมัคร ส.ว.ไว้แบบรัดติ้ว
ห้ามพ่อ แม่ คู่สมรส และบุตร ของบรรดา ส.ส.ลงสมัคร เพื่อป้องกันไม่ให้วุฒิสภากลายเป็นสภาผัวเมีย
ห้ามผู้ที่เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิก เคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พ้นจากตำแหน่งยังไม่เกิน 5 ปี ลงสมัคร
ตัดตอนคนที่มีสัมพันธ์กับพรรคการเมือง ไม่ให้แทรกเข้ามาเป็นยาดำในสภาสูง
แม้ตัวเลือกน้อยไปหน่อย แต่ถ้าสกัดนักการเมืองกินรวบได้ ก็คุ้มนะโยม!!!
“พ่อลูกอิน”
คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว
ต่อไปเป็นคิวตกรางวัล [29 ม.ค. 51 - 03:40]
ชัดเจนแล้ว นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ชื่อนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้รับคะแนนสนับสนุน 310 เสียง จาก ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค ทั้งหมด 313 เสียง
โดยคะแนนที่หายไป เพราะนายสมัครงดออกเสียงให้ตัวเอง และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็แสดงความเป็นกลางโดยการงดออกเสียง
นับหัวแล้วเพี้ยนไปแต้มเดียว
เป็นเสียงของ “ป้าหม่อม” ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เฉพาะเจาะจงมาป่วยตอนช่วงสำคัญในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งๆรู้กันดีว่า ทุกเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลมีความหมาย
สะท้อนนัยทางการเมือง
ที่น่าเอะใจ โดยท่าทีที่ผ่านมาของ “ป้าหม่อม” ก็ไม่ได้มีวี่แววจะตั้งแง่ใส่ “ลุงหมัก” ชัดเจนแต่อย่างใด เทียบกับอาการเฮี้ยวของกลุ่มสัจจานุภาพของ “หมอแว” นพ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ยังน่าลุ้นคิวป่วนมากกว่า
แว่วๆว่า เพิ่งมาออกอาการป่วยการเมืองกันนาทีสุดท้าย
เท่าที่เช็กเบื้องหลัง อาจจะเป็นอะไรที่ต่อเนื่องจากที่มีคนของพรรคพลังประชาชนแอบได้ยินเสียงคล้ายๆนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย สายตรง “ป้าหม่อม” หนึ่งในผู้ร่วมปลุกปั้นพรรคเพื่อแผ่นดิน ต่อสายโทรศัพท์ไปหาคนที่ฮ่องกง
เคลียร์กันไม่ลงล็อก
1 เสียงในสายของ “สุรเกียรติ์” จึงเพี้ยนไป
แต่อย่างไรก็ดี ตามรูปการณ์ที่ออกมามันก็ไม่ได้มีแรงเหวี่ยงทางการเมืองสักเท่าไหร่ เพราะถือเป็นโลกส่วนตัวของคนคนเดียว
และไม่ได้ชัดเจนในบทบาทมาตั้งแต่ต้น
ในขณะที่แต้มส่วนใหญ่อีก 23 เสียงของพรรคเพื่อแผ่นดินก็แสดงความจริงใจ เทให้นายสมัครเต็มเหยียด โดยเฉพาะ 4 เสียงของทีม “หมอแว” ก็ไม่กล้าแหกโผ
เอาจริงก็ทุบโต๊ะคุมเกมอยู่
และในทางลึกทีมงานสายตรงฮ่องกงเองก็รู้กันดี ตัวจริงเสียงจริงที่คุมมือโหวตในพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นใคร
มั่นใจในตัวเลขได้
เหนืออื่นใด ภายใต้เงื่อนไขซื้อใจล่วงหน้า แนวโน้มการไหลกลับไปรวมตัวขั้วเก่าของเหล่าอดีตขุนศึกพรรคไทยรักไทยเดิม
อย่างไรเสีย 20 กว่าเสียงของพรรคเพื่อแผ่นดินก็มีราคาต่อรองสูง
และผลจากรายการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีผ่านพ้นไปแบบราบรื่น เกมขี่ม้าส่ง “สมัคร” ชิงเมืองเป็นผลสำเร็จตามเป้าหมาย
ต่อไปก็เป็นรายการตกรางวัล
สัญญาณจาก “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน นัดล่วงหน้าในวันที่ 30 มกราคม จะมีการตั้งโต๊ะเจรจาเกลี่ยโควตารัฐมนตรีกับพรรคร่วมรัฐบาล
แจกเก้าอี้กันอย่างเป็นทางการ
ขณะที่นายสมัครแพลมไต๋ การจัดวางตัวคณะรัฐมนตรีคืบหน้าไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว หลังโปรดเกล้าฯนายกฯ 2-3 วันจะได้เห็นโฉมหน้า ครม.ใหม่
แต่ข่าววงในแว่วๆ บ่ายวันที่ 29 มกราคม ก็จะรู้แล้ว
ทีมงานจัดโผ ครม.ของพรรคพลังประชาชนจะบอกกับพรรคร่วมรัฐบาล ใครได้รับจัดสรรกระทรวงเกรดเอ เกรดบี ได้โควตารัฐมนตรีกี่เก้าอี้
ต่อรองคำตอบสุดท้าย
แต่ที่ลงตัวชัวร์ๆ คิววุ่นๆของพรรคชาติไทยจบ “เฮียเม้ง” นาย ประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค ต่อสายเคลียร์ใจกับ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคเรียบร้อย
แต่งตัวรอนั่งเก้าอี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์
ขณะที่พรรคเพื่อแผ่นดินยังได้ลุ้นกับโควตาที่คุยกันไว้หลวมๆ 1 เก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี 2 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ กับอีก 2 รัฐมนตรีช่วยฯ
ซื้อหวยล่วงหน้าได้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค จะได้นั่งตำแหน่งรองนายกฯ ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง
ทำสถิติใหม่ ชื่อนี้ไม่เคยห่างเก้าอี้รัฐมนตรี.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
นายกฯเชื่อทหารทำงานกับรัฐบาลใหม่ได้ [29 ม.ค. 51 - 05:28]
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ม.ค. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าไปทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นประธานประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข จากนั้นเวลา 15.00 น. ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปยังบ้านมนังคศิลา เพื่อเป็นประธานเปิดหอเกียรติภูมินายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิดหอดังกล่าว พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เดินลัดสนามหญ้าหน้าบ้านมนังคศิลาไปพบกับพ่อค้าแม่ค้าย่านสะพานขาวประมาณ 20 คน ที่พากันมายืนรอเพื่อรอมอบดอกกุหลาบแดงที่บริเวณประตูทางเข้า ในโอกาสที่ต้องพ้นวาระจากการเป็นนายกฯ จากนั้น พล.อ. สุรยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับการโหวตให้เป็นนายกฯว่า ต้องให้โอกาสนายสมัครทำงาน ส่วนจะสามารถทำงานไปในทิศทางที่หลายฝ่ายต้องการหรือไม่นั้น คิดว่าเมื่อรับหน้าที่แล้วทุกคนก็ต้องมีความตั้งใจ และพยายาม จะทำได้แค่ไหนก็ต้องติดตามต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะนัดคุยกับนายสมัครเมื่อไหร่ พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า ยังไม่ได้นัด ขณะนี้ยังไม่มีอะไร ถ้ามีโอกาสคงจะได้พูดคุยกันกับนายกฯคนใหม่ในโอกาสข้างหน้า สำหรับตนในขณะนี้ถือว่างานที่สำคัญไม่มีแล้ว จะไม่เข้าไปทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า งานเอกสารต่างๆที่ต้องเซ็นจะไปเซ็นที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมงานของนายสมัครมาดูสถานที่เพื่อเตรียมเข้าไปทำงาน
ต่อข้อถามถึงการแต่งตั้งบุคคลที่จะมาเป็น รมว. กลาโหม นายกฯมีข้อแนะนำหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า ไม่แนะนำอะไร รัฐบาลใหม่มีนายทหารอยู่หลายคน คิดว่าคงทราบกันดีว่าสิ่งที่ควรทำมีอะไรบ้าง เมื่อถามต่อว่า หากนายสมัครจะควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม เหมาะสมหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า ไม่ทราบว่ามีการหารือกันไว้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป ทั้งนี้ ไม่เป็นห่วงเรื่องในกองทัพ เพราะกองทัพไม่มีปัญหาอะไรที่สำคัญ เมื่อถามว่า เชื่อว่านายทหารรุ่นน้องจะสามารถทำงานกับรัฐบาล ใหม่ได้หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลก็ทำงานร่วมกันได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มาเป็น รมว.กลาโหม ไม่จำเป็นต้องมาจากทหาร อย่างในอดีตที่ผ่านมาก็เคย รมว.กลาโหมเป็นพลเรือน และกองทัพก็ไม่มีนโยบายที่จะต้องให้รัฐบาลตอบสนอง ตนทราบดีว่ารัฐบาลจะเป็นผู้มอบนโยบายให้มากกว่า
'พล.อ.เรืองโรจน์'แบไต๋ กลาโหมต้องคนในพปช.เมินคมช.
รองหัวหน้าพรรคพปช. อดีตผบ.สส. ยัน รมว.กลาโหม ต้องเป็นคนในพรรคฯ และเป็นพลเรือนก็ได้ คาดอีก 2วันได้ยลโฉมครม.'สมัคร1' ยันไม่จำเป็นต้องขอความเห็น คมช.
พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะทำงานด้านความมั่นคง พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า ความจริงตำแหน่งนี้จะต้องแต่งตั้ง จากคนในพรรค ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นอดีตนายทหาร เป็นพลเรือนก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดีเท่านั้น เพราะคนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่เพียงการดูแลนโยบายด้านความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม คาดว่าอีก 2วันนี้ โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีจะปรากฎต่อสาธารณะตามที่ นายสมัคร สุนทรเวช ว่าที่นายกรัฐมนตรี ระบุไว้
เมื่อถามว่า การแต่งตั้ง รมว.กลาโหม จำเป็นต้องขอความเห็นจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) หรือไม่ พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่า 'ไม่ต้องฟังใคร ขึ้นอยู่กับนายสมัคร เพราะเป็นผู้ที่จะต้องร่วมงานกันในอนาคต'
'ยงยุทธ'เตือน มือที่มองไม่เห็นยังคงคุกคาม พปช.
ประธานสภาผู้แทนราษฎร พบปะ ส.ส. ส.ก.และส.ข. ภาค กทม.พรรคพลังประชาชน เตือนให้สามัคดี สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย เพราะยังมีมือที่มองไม่เห็น เป็นภัยคุกคามอยู่
ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค คณะกรรมการประสานงานภาค กทม. ของพรรคพลังประชาชน(พปช.) จัดประชุมภาคกทม. นำโดย นายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล ประธานภาคฯ พร้อมด้วยส.ส. อดีตผู้สมัครส.ส. สมาชิกสภากรุงเทพฯ และสมาชิกสภาเขตของพรรคฯ กว่า 200คน เข้าร่วมประชุม รวมทั้งแกนนำสำคัญ เช่น พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรค
ต่อมาประมาณ 17.15 น. นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร มาร่วมงานด้วย โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ขอสวัสดีทั้งส.ก. ส.ข. และ ส.ส. ที่ถูกโกงด้วย หากไม่ถูกโกงคงจะได้มากกว่านี้ ทั้งนี้ที่ผ่านมามีขบวนการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้ประชาชนไม่ได้รับรู้ข้อเท็จจริง ทำให้เรามีปัญหา แต่วันนี้หากประเมิณสถานการณ์บ้านเมืองถือว่าดีแล้ว แม้การเมืองครั้งที่แล้วมีความพยายามใช้อำนาจรัฐก็แล้ว อำนาจเงินก็แล้ว โกงก็แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถชนะเราได้
ส่วนการทำหน้าที่ของตนในการเป็นประธานสภาฯ มีความตั้งใจว่าจะทำให้เป็นสภาที่ไม่สูงมากนัก นั่นคือจะให้เป็นสภาที่ประชาชนเข้าถึง รวมทั้งจะตั้งสภาภาคประชาชน ซึ่งใครมีเรื่องราวทั้งเอ็นจีโอ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถมาร้องเรียนได้ เรื่องใดเข้ากรรมาธิการได้ก็จะพิจารณา รวมทั้งตนยังมีความคิดขอให้คนบ้านเลขที่ 111 เข้ามาร่วมงานดังกล่าวด้วยในการรับฟังความคิดเห็นต่างๆ แต่ยังไม่อยากพูดมากเพราะมีกล้องอยู่ด้วยไม่รู้ว่าผิดกฎหมายหรือไม่
นายยงยุทธ ยังชี้แจงถึงกรณีถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียงว่า ขอพูดในฐานะเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับตำแหน่ง ประธานสภา เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ตนได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่กกต.คนหนึ่ง แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นใครมาเล่าให้ฟัง ซึ่งตรงกับข้อมูลของตนว่าคดีดังกล่าวตนถูกจัดฉากใส่ร้าย ซึ่งทั้งหมดเป็นกับดักจะจับผิดตนตั้งแต่กลับมาจาก สหรัฐอเมริกาแล้ว โดยใช้ผู้นำท้องถิ่นที่มีคดีความต่างๆ มาบีบบังคับให้เป็นพวกเขา มีการจ่ายเงินจ่ายทองโดยการใช้ผู้นำเหล่านั้นเป็นตัวล่อเพื่อให้ไปสู่การซื้อเสียง
ซึ่งมีการชักชวนให้มาเยี่ยมเยียนตนที่อยู่กทม มีการไปถ่ายภาพขณะขึ้นลงเครื่องบิน พร้อมกับถ่ายวีดิโอโดยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารขณะประชุม ซึ่งเนื้อหาการประชุมวันนั้นได้ประชุมที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค โดยเนื้อหาที่พูดคุยไม่มีอะไรเลย เป็นการขอความร่วมมือให้ตนเป็นคนทวงเงินจากอดีตสจ.คนหนึ่ง จากนั้นก็มีการสอบสวนเมื่อไปสู่กกต.แทนที่ข้อมูลจะเป็นประโยชน์กับเขากลับเป็นประโยชน์ต่อเรา นอกจากนี้ยังมีการขู่ต่างๆนานาและ กล่าวโทษพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ารวยแล้วเพราะโกงมา ขณะนี้ได้หอบเงินไปอยู่ต่างประเทศแล้วยังจะไปเลือกอีกหรือ
'พรรคตอนนี้ไม่ใช่แค่ถูกเรื่องเงินเข้ามาคุกคาม แต่เรายังมีภัยจากความพยายาม มือที่มองไม่เห็น มาคุกคามเราตลอด ไม่ใช่เวลาที่จะมาแก่งแย่งตำแหน่งหน้าที่เพราะว่าอาจเกิดอันตรายต่อพรรคได้ ภาวะไม่ปกติ ซึ่งพวกเราต้องช่วยประคับประคอง คลื่นที่ผ่านมาเป็นคลื่นเล็กและกลาง แต่คลื่นข้างหน้าที่เข้ามาใหม่ต้องคิดให้ดี จะหลบซ้ายหรือขวาและประคับประคองตลอดรอดฝั่งให้ได้ ไม่อย่างนั้นเรืออาจอับปาง ยอมรับว่าเหนื่อยแต่ก็พยายามจะเอาใจมาช่วย' นายยงยุทธ กล่าว
Monday, January 28, 2008
'อนุพงษ์' เชื่อเวลาจะพิสูจน์ 'สมัคร'
ที่กรมยุทธศึกษาทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคง แห่งชาติ(คมช.)กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้รับการโหวต ให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ว่า
ตนในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็คิดเหมือนประชาชนทุกคน หากประชาชนรับได้ตนก็รับได้ เมื่อท่านเข้ามาตามกฎหมายในรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ว่าใครในแผ่นดินนี้ก็ต้องรับได้ เมื่อถามว่า เชื่อว่านายสมัคร จะสามารถบริหารประเทศชาติในช่วงวิกฤติได้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ นิ่งสักครู่จึงตอบว่า 'ได! ้' เมื่อถามว่า ฝ่ายการเมืองจะประสบความสำเร็จหรือไม่ต้องวัดกันที่ผลงานใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถูก
'การเข้ามาสู่อำนาจยังไงก็ต้องเกิด ไม่ว่าตาสีตาสาคนไหนที่มาสมัครเป็นส.ส.แล้วได้คะแนนมากแล้ว เป็นรัฐมนตรี มันก็ต้องเป็น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามขั้นตามปกติทางกฎหมายที่จะต้องเข้ามาใช้อำนาจรัฐ ส่วนการใช้อำนาจรัฐจะดีหรือไม่ก็ต้องดูอีกระยะเวลาหนึ่ง'พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่า การแก้ปัญหาชาติ ฝ่ายการเมืองต้องยึดถือสิ่งใดเป็นหลัก พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องยึดถือ ผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก และทำให้ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีมีสุข เศรษฐกิจดี เมื่อถามว่า ต้องรอลุ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ว่าจะเป็นใคร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ต้องลุ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าสาเหตุใดจึงไม่อยากตอบคำถามเรื่องการเมือง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับ ตนที่ตนจะต้องไปยุ่ง และความจริงคมช.ก็เกือบจะจบไปโดยปริยาย ซึ่งในทางพฤตินัยแทบจะจบแล้ว เหลือแต่ทางกฎหมายเท่านั้น หากรัฐบาลเข้ารับหน้าที่เสร็จสมบูรณ์ก็ถือว่าจบสิ้น ดังนั้นไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องพูด เรื่องการเมือง เรื่องนี้คงต้องให้เขาแก้ไขกันไป มีปัญหาอะไรก็ให้เขาแก้กันเอง








