WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 29, 2008

บรรหาร ยันจัดสรร รมต.ของพรรคลงตัว ไม่ขัดแย้ง ประภัตร

กรุงเทพฯ 29 ม.ค. - นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคถึงการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรค ว่าพรรคจะได้โควตารัฐมนตรี 5 ตำแหน่งตามที่ตกลงไว้ แต่ไม่ทราบว่าได้กระทรวงใดบ้าง ส่วนที่เป็นข่าวอาจเขียนกันไปเอง ขณะนี้ ต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อน จากนั้น พรรคพลังประชาชน จะหารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 31 ม.ค. 2551 ในส่วนของพรรคจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใดบ้าง ขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชาชน ไม่มีปัญหาอะไร และยืนยันว่าภายในพรรคไม่มีปัญหาความขัดแย้งในการจัดสรร โดยเฉพาะกับนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค เชื่อว่าทุกอย่างจะลงตัว เพราะตนเคยจัดตั้งรัฐบาลมาหลายสมัยแล้ว


ส่วนกรณีที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย เดินทางไปฮ่องกง และมีข่าวว่าส่งสัญญาณไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น นายบรรหาร กล่าวว่า นายวราวุธ เดินทางไปเที่ยวกับครอบครัว ไม่ได้บอกตน และ ไม่เกี่ยวกับว่าเดินทางไปพบใคร ตนคงไม่ต้องส่งนายวราวุธ ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ หากมีอะไรสามารถโทรศัพท์หากันได้อยู่แล้ว.- สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-29 14:24:48

กกต.รับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.ครบ 480 คนแล้ว

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวภายหลังการประชุม กกต.ว่า กกต.มีมติประกาศรับรองผลการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดปราจีนบุรี ที่ นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ผู้สมัครจากพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้รับการเลือกตั้ง โดย กกต.จังหวัดปราจีนบุรีได้รับแจ้งจากผู้ร้องคัดค้านว่า ขอถอนคำคัดค้านเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ที่ถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่โดยไม่สุจริต นอกจากนี้ ยังรับรองผลการเลือกตั้งเขต 1 จังหวัดชัยนาท ที่ นางพรทิวา นาคาศัย ผู้สมัคร ส.ส.มัชฌิมาธิปไตย และนายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้รับการเลือกตั้ง เนื่องจาก กกต.ชัยนาท มีมติยกคำร้องเรื่องร้องคัดค้าน เพราะเป็นการร้องซ้ำในประเด็นเดิม ดังนั้น เมื่อไม่มีเรื่องร้องเรียน กกต.จึงมีมติประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของว่าที่ ส.ส.ทั้ง 3 คน ใน 2 เขตเลือกตั้ง ทำให้ขณะนี้ กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ครบ 480 คนแล้ว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-01-29 13:00:12

สมัครคึกได้รับพระเครื่องชื่อดัง-เตรียมงานเลี้ยงเย็นนี้

บรรยากาศในบ้านพักว่าที่นายกรัฐมนตรี มีการจัดเตรียมงานเลี้ยงอย่างคึกคัก โดยล่าสุด หลวงพ่ออินเตอร์ วัดอรุณฯได้นำพระเครื่องชื่อดังหลายองค์มามอบให้

บรรยากาศล่าสุดที่บ้านพักของ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ยังคงคึกคักไปด้วยสื่อมวลชนและรถถ่ายทอดสด โดยบริเวณด้านในได้มีการเตรียมการสำหรับจัดงานเลี้ยงในช่วงเย็นวันนี้ ขณะที่เมื่อสักครู่ผ่านมาพระมหาพระครูปลัดโสภิต ถิรธมฺโม หรือ หลวงพ่ออินเตอร์ วัดอรุณราชวราราม ได้เดินทางมาพบกับ นายสมัคร ที่บ้านพักพร้อมอบพระเครื่อง ตะกรุดหลวงปู่ศุข และเหรียญสมเด็จพ่อรัชกาลที่ 5 ด้านหลังพิมพ์สมเด็จวัดระฆังกระเบื้องเคลือบ และพระหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า ชัยนาท รุ่นที่ 1 พร้อมให้พรกับ นายสมัคร ให้เป็นนายกรัฐมนตรี นาน ๆ ให้มีความอดทนและอโหสิกรรมให้กับทุกคน พร้อมกับเปิดเผยว่านายสมัคร ได้ออกมาต้อนรับอย่างอารมณ์ดี

อนุพงษ์รับได้สมัครนายกฯ

ผบ.ทบ.ประกาศยอมรับ 'สมัคร' เป็นนายกรัฐมนตรี ชี้เข้ามาตามระบบทุกคนย่อมรับได้

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกและผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า การที่ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้รับการโหวตให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 นั้น ในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่งก็คิดเหมือนประชาชนทุกคนหากประชาชนรับได้ก็รับได้ เมื่อท่านเข้ามาตามกฎหมายในรัฐธรรมนูญ แล้วไม่ว่าใครในแผ่นดินนี้ก็ต้อง รับได้

'การเข้ามาสู่อำนาจยังไงก็ต้องเกิดไม่ว่าตาสีตาสาคนไหนที่มาสมัครเป็น สส.แล้วได้คะแนนมากเป็นรัฐมนตรี มันก็ต้องเป็น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามขั้นตอนตามปกติทางกฎหมายที่จะต้องเข้ามาใช้อำนาจรัฐ ส่วนการใช้อำนาจรัฐจะดีหรือ ไม่ก็ต้องดูอีกระยะเวลาหนึ่ง' พล.อ. อนุพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนคนที่จะมาเป็น รมว.กลาโหม ก็ไม่ต้องลุ้นอะไร

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้ นายสมัครเร่งทำงาน เพราะมีปัญหาของบ้านเมืองที่รอ อยู่ และเร่งเรียกความเชื่อมั่นกลับมาโดยเร็วที่สุดทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง

ทั้งนี้ การเลือกรัฐมนตรีเป็น ขั้นตอนการทำงานภายในของพรรคพลังประชาชน แต่อยากฝากให้ได้บุคคลที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ มีความรู้ความสามารถอาจไม่ต้องถึงขั้นที่มีความเชี่ยวชาญแต่ต้องจับประเด็นและบริหารงานตามนโยบายได้

สำหรับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนั้นไม่ได้อยู่ที่เงื่อนเวลาแต่ถ้ารัฐบาลทำในสิ่งที่ถูกต้องและอยู่ได้ 3-4 ปี ก็ไม่ควรจะไป ขัดขวาง แต่ถ้ารัฐบาลทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกก็ไม่มีเหตุผลใดที่ฝ่ายตรวจสอบจะละเว้น

นายเกษม สรศักดิ์เกษม ประธานที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคชาติไทย กล่าวว่า นาย บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ได้สั่งให้ฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทยทั้ง ในความผิดทางแพ่งและอาญาใน ข้อหาหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท

ด้านความผิดอาญาในถ้อยคำฐานหมิ่นประมาทนั้น จะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอาญาให้มีการดำเนินคดีจนถึงที่สุด

วันเดียวกัน นายชูวิทย์ได้นำรถบรรทุก 6 ล้อ ซึ่งติดตั้งจอแอลซีดี มาฉายภาพการให้สัมภาษณ์ของ นายบรรหาร ที่ยืนยันว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ที่หน้ารัฐสภาพร้อมประกาศว่า จะให้รถคันดังกล่าวตระเวนฉายภาพและคำให้สัมภาษณ์ของนายบรรหาร ไปทั่วกรุงเทพฯ เป็นเวลา 7 วัน 7 คืนด้วย

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ สส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะรองประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลชั่วคราว แถลงภายหลังการประชุมว่าหลังจากโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯ แล้วคงจะมีการกราบบังคมทูลฯ รายชื่อ ครม.ชุดใหม่ หลังจากนั้นก็คงจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 14-20 ก.พ.

ขอต้อนรับ ฯพณฯท่าน สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25

บทความโดย ... ลูกชาวนาไทย

แม้จะยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ผลโหวตในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเช้าวันที่ 28 มกราคม 2551 นี้ ก็ออกมาชัดเจนว่า จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ นอกจากท่าน สมัรค สุนทรเวช ผมก็เลยใจร้อน อดรนทนไม่ได้ที่จะขอแสดงความยินดีก่อน

นับว่าคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างสง่างามล๊ะครับ เพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเป็นผลผลิตของการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเข็มข้นในหนึ่งปีที่ผ่านมา คุณสมัครได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างยากเย็น ต้องต่อสู้กับอำนาจเผด็จการสารพัด แต่เมื่อมีประชาชนเป็นแนวร่วม เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กจึงทำให้พรรคพลังประชาชน สามารถฟันฝ่าอุปสรรคนานัปประการ ต้องเผชิญกับใบแดง และ กกต. ที่ไม่ค่อยจะเป็นกลางเท่าไหร่ ต้องเผชิญกับอำนาจทหาร ที่เข้าควบคุม ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนทุกกระเบียดนิ้ว จนจะขยับตัวไปทางไหน ก็จะต้องโดนหาเรื่อง "ยุบพรรค" ให้จงได้

ก็มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นแหละครับ ที่เลือกตั้งสู้ไม่ได้ ก็จะหาเรื่องยุบพรรคฝ่ายตรงข้าม พฤติกรรมอย่างนี้ไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกเขาทำกัน เพราะพรรคการเมืองเป็น การรวมตัวของประชาชน ต่อสู้กันทางการเมือง การยุบพรรคของประชาชนนั้น ในทางปฎิบัตินั้นมันทำไม่ได้ เพราะประชาชนก็จะรวมตัวกันตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาต่อสู้ ด้วยแนวคิด และอุดมการณ์อันนั้นอีก เมื่อแนวคิดและอุดมการณ์ รวมทั้งพลังแห่งความศรัทธา ยังมีพลังของมันอยู่ ก็ไม่มีใครหน้าไหนที่จะทำลายได้

คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จากการร่วมกันต่อสู้ของพี่น้องประชาชน จำนวนมาก ทั้ง "พลร่ม" ที่สนามหลวง ที่แม้แต่ฝนตกก็ไม่ยอมกลับบ้าน กางร่มสู้กับสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่เกรงกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น ยืนหยัดต่อสู้กับเผด็จการ เพื่อให้ได้มีวันนี้

นอกจากชาวสนามหลวงแล้ว ชาวรากหญ้าทั้งในภาคอีสาน และภาคเหนือ ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ได้รับชัยชนะครั้งนี้ ต้องขอบคุณชาวรากหญ้าเหล่านี้ ที่มี "อุดมการณ์อันหนักแน่น" แม้ภายใต้กฎอัยการศึก และการบีบคั้นของ เผด็จการ คมช. อย่างไร พี่น้องชาวรากหญ้าของผมเหล่านี้ก็ไม่ได้หวั่นไหว ยังเทคะแนนให้พรรคพลังประชาชน อย่างไม่หวั่นเกรงอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น แม้จะโดนใบแดง คะแนนเสียงก็ไม่เปลี่ยนข้าง โดนจูงใจ สารพัดทั้งวิชามารต่างๆ พี่น้องชาวรากหญ้าเหล่านี้ก็ไม่ได้หวั่นไหวแต่อย่างใด

การได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ของท่านสมัคร สุนทรเวช จึงไม่ใช่เพียงเพื่อ "เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลสุนทรเวช" แต่มันเป็น "เกียรติสำหรับประชาชนที่มีใจรักประชาธิปไตยทั้งหลาย" เป็นเกียรติแก่ เสรีชน ที่ไม่ยอมสยบต่ออำนาจเผด็จการ และการครอบงำของสื่อ รวมทั้งเป็นเกียรติแก่ชาวรากหญ้า ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับ "อำมาตรยาธิปไตย"

เกียรติครั้งนี้จึงถือว่าใหญ่หลวงนัก

ผมไม่ได้เป็นห่วงว่า พรรคพลังประชาชน และท่านสมัคร สุนทรเวช จะเหลิงกับชัยชนะครั้งนี้ และชะล่าใจไม่ยอมทำงานหนักเพื่อประชาชน เพราะการต่อสู้ในปีกว่าที่ผ่านมานั้นมันได้หล่อหลอม ดวงใจทุกดวงในพรรคพลังประชาชน และมวลชนที่สนุนสนุนพรรคพลังประชาชนทั้งหลาย ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน มีสุขร่วมเสพย์ มีทุกข์ร่วมต้าน

ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้เป็นชัยชนะของ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แต่เป็นชัยชนะของประชาชนทุกคน

คนไทยก็ได้สอนบทเรียนจำนวนหลายครั้งแล้วให้พวกนักรัฐประหารทั้งหลายว่า พวกคุณทำรัฐประหารนั้นมันง่าย แต่การจะรักษาอำนาจไว้ด้วยปากกระบอกปืนนั้นมันทำไม่ได้ ไม่มีอำนาจใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าอำนาจของประชาชน ต่อให้มหาอำมาตย์ ศักดินายิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่มีใครที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าอำนาจของประชาชน

หนึ่งเสียงของประชาชน ที่กาบัตรเลือกตั้ง มีอานุภาพมากกว่า ปืนและรถถังของเหล่าอำมาตย์ยิ่งนัก

ผมคงไม่ฝากอะไรถึงคุณสมัครแล้วครับ เพราะผมเชื่อว่าพรรคพลังประชาชน คงมีข้อมูลอยู่แล้วว่าจะต้องทำงานอย่างไร เพื่อให้เสียงสนับสนุนของประชาชนนั้นไม่ผิดหวัง พรรคพลังประชาชน คงมีทีมงานที่ได้วิเคราะห์ ปัญหาของประเทศแล้วว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง อะไรก่อนอะไรหลัง อะไรเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการทันที

ผมแค่ขอคารวะ และร่วม ส่งเสียง Cheer กับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของประชาธิปไตยครั้งนี้

ในฐานะ "นักรบไซเบอร์" คนหนึ่งที่ต้องต่อสู้มาอย่างยาวนาน ร่วมกับนักรบไซเบอร์ทั้งหลาย ตั้งแต่นายสนธิ ลิ้ม... เริ่มปฎิบัติการยุทธการอันชั่วช้า วันนี้เป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดวันหนึ่งครับ

แม้หลังวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผมจะรู้แล้วว่าพรรคพลังประชาชนชนะ แต่สถานการณ์มันคลุมเครือ จนไม่อาจจะไว้วางใจได้สิ้น เหล่าอำมาตย์ และอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ทำท่าจะไม่ยอมรับประกาศิตของประชาชน

มีวันนี้เท่านั้นครับ ที่ท้องฟ้าแจ่มใสที่สุด ฟ้าเป็นสีทองผ่องอำไพ


อรุณเบิกฟ้า สำหรับประชาธิปไตยไทย ปี 2551

แม้เราจะต้องเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง แต่บทเรียนที่เราได้รับ ทำให้เราไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ เราสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นใจ

ผมเชื่อว่า ประชาชนตื่นแล้ว ชาวรากหญ้าตื่นแล้ว และจะไม่มีใครแย่งอำนาจจากพวกเขาไปได้อีก

ไชโย ครับ ฯพณฯท่าน สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25

จาก thaifreenews

หลวงพ่อวัดอรุณฯ ให้พร สมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี นานๆ

กรุงเทพฯ 29 ม.ค.- “สมัคร” เก็บตัวเงียบ รอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ขณะที่ หลวงพ่ออินเตอร์วัดอรุณฯ ให้พร เป่ากระหม่อมแต่เช้า หวังให้เป็นนายกฯ นาน ๆ ชื่นชม “สมัคร” เป็นคนดี จริงใจ มีจิตใจเมตตา พร้อมมอบพระสมเด็จวัดระฆัง เป็นสิริมงคล

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบ้านพักเลขที่ 70/98 ในหมู่บ้านโอฬาร ซอยนวมินทร์ 81 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม ของ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ว่า ตั้งแต่ช่วงเช้า บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีบรรดากองทัพสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศทยอยมาปักหลักเฝ้าติดตามทำข่าวกันจำนวนมาก เมื่อเวลา 07.00 น. หลวงพ่ออินเตอร์ (พระมหา ดร.พระครูปลัดโสภิต โชติกุล) ประธานมูลนิธิส่งเสริมวัฒนธรรมฯ ผู้อำนวยการมูลนิธิธรรมชีวิน วัดอรุณราชวราราม เดินทางมาพบนายสมัคร พร้อมเปิดเผยว่า นายสมัคร เป็นลูกศิษย์ของตน เป็นคนดี จริงใจ เป็นที่รักของคนทั้งประเทศ มีจิตใจเมตตากับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน เป็นนักการเมืองที่ต่อสู้ สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ช่วยเหลือข้าราชการชั้นผู้น้อย ฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา เวลาที่ไปพบก็จะไปตีระฆัง อาราธนาศีลเอง และชอบตีพิณพาทย์“อาตมา มาวันนี้ก็ได้เป่ากระหม่อมคุณสมัคร และขอให้เป็นนายกฯ ยาวนาน ขอให้อดทน และได้มอบพระพุทธรูปสมเด็จพระมหาธรรมิกจักรพรรดิราช ซึ่งมีความหมายว่าจะเป็นผู้บริหารประเทศด้วยธรรมะ ซึ่งคุณสมัครเอง เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมเป็นผู้ที่มีธรรมในใจ มีพระสงฆ์ทั่วประเทศให้ความเมตตา อาตมาก็อยากให้ท่านเป็นผู้บริหารที่มีความสมบูรณ์ นอกจากนี้ อาตมายังได้มอบพระสมเด็จวัดระฆังทรงกระเบื้องเคลือบ ด้านหลังเป็นรูป ร.5 ซึ่งได้ขึ้นคล้องคอคุณสมัครเรียบร้อยแล้ว และยังได้มอบตะกรุด เหรียญหลวงปู่สุก จากวัดมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท ซึ่งมีพุทธคุณทางเมตตามหานิยมให้ด้วย” หลวงพ่ออินเตอร์ กล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมัคร เก็บตัวเงียบอยู่ภายในบ้านพัก โดยคนใกล้ชิด เปิดเผยว่า นายสมัคร จะไม่ออกไปไหน จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมา และวันนี้นายสมัครอารมณ์ดีเป็นพิเศษ สำหรับบรรยากาศที่บ้านพักของนายสมัคร ได้กันพื้นที่ด้านหนึ่งบริเวณต้นไทรใหญ่ให้สื่อมวลชนเข้ามาพักและรับประทานเช้า ซึ่งมีกลุ่มบริษัทซีพี ร้านอาหารชื่อดังที่นายสมัคร เคยไปชิมในรายการ “ยกโขยง 6 โมงเช้า” กับรายการ “ชิมไปบ่นไป” ได้นำอาหารและเครื่องดื่มมาออกซุ้มเลี้ยงแขกที่มาแสดงความยินดี เช่น กระเพาะปลาตุ๋นยาจีน จากร้านทองแท้ ซึ่งนายสมัครชื่นชอบและรับประทานเป็นอาหารเช้าในวันนี้ นอกจากนี้ ยังมีข้าวหน้าเป็ด เกี๊ยวกุ้งน้ำ ไส้กรอก ก๋วยเตี๋ยวนายหมา เป็นต้น ส่วนภายในบริเวณบ้านอีกฟากหนึ่ง ซึ่งได้เตรียมไว้สำหรับทำพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นนายกรัฐมนตรี ได้กันไว้ไม่ให้สื่อมวลชนเข้าไปสังเกตการณ์ โดยมีการจัดโต๊ะเก้าอี้ไว้สำหรับรับแขกที่มาร่วมพิธีเท่านั้นผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ลาดพร้าว ได้เดินทางมาจัดผังจราจรในหมู่บ้านโอฬารใหม่ โดยให้รถยนต์วิ่งเข้าทางซอยนวมินทร์ 81 และออกทางซอยนวมินทร์ 83 ไม่ให้วิ่งสวนเลน อย่างไรก็ตาม บรรดาเพื่อนบ้านของนายสมัคร ไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นอะไรมากนัก โดยให้เหตุผลว่า นายสมัคร เคยได้รับตำแหน่งใหญ่ๆ มาแล้วหลายครั้ง จะมีก็แต่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหน้าปากซอยนวมินทร์ 81 เท่านั้นที่มีเสียงบ่น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจขอความร่วมมือให้ไปจอดรอรับผู้โดยสารฝั่งตรงข้ามของถนนสุขาภิบาล 1 แทน เพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร เนื่องจากวันนี้จะมีรถจำนวนมากทยอยมายังบ้านพักของนายสมัคร. -

สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2008-01-29 10:51:34

มังกรเจ็ดหัวของ “นักประชาธิปไตย”

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์
thai-journalist-democratic-front
29 มกราคม 2551

สิ่งที่ทำให้นักประชาธิปไตย “เซ็ง” เป็นอันดับแรกๆ ในการต่อสู้กับ เผด็จการ คมช. ก็คือ คมช. นั้น ทำตัวเหมือน “มังกรเจ็ดหัว”

หัวหนึ่งพูดอะไร พ่นอะไรออกมา นักประชาธิปไตย ที่คิดจะจับคำพูดนั้น มาเป็นประเด็น ในการโจมตี ไปๆ มาๆ ต้องมาเจอกับคำพูดอีกแบบ อีกด้าน ของ มังกรอีกตัวในเจ็ดตัวนั้น เรียกได้ว่า การจับเอาคนในฝ่ายเผด็จการ มายำ นั้นยากมาก

เช่นในขณะที่ มังกรหัวบัง กำลังวางแผนทำลาย ทรท. หรือ พปช. แบบอีแอบ ที่รั่วออกมาบ่อย แต่มังกรอีกหัวเช่น สุรยุทธ ก็บอกว่า ต้องสมานฉันท์ กำลังพยายามสมานฉันท์ ส่วนมังกรอีกหัว คือพวกแผนกข่าวของ คมช. ก็ออก สปอร์ทโฆษณา เช้า สาย บ่าย เย็น เรื่อง ความสามัคคีในชาติ ส่วนอีกหัวเก่า ของมังกรคือสพรั่ง พี่คนนี้แกก็ออก “ซัด” อำนาจเก่าตรงๆ ทุกวี่ทุกวัน

สรุปคือ นักประชาธิปไตย “ปวดหัว” คือไม่เหมือนกับตอนทักษิณเป็นนายก ที่ทุกอย่างสายตรงถึงทักษิณ แล้วทุกคนทั้งหมด พยายามเดินไปทางเดียวกัน พูดเหมือนกันด้านนั้นด้านนี้ ให้มีเอกภาพ ทำเหมือนกันหมด แบบทักษิณเลยถูกโจมตีง่าย เพราะมันมีอยู่หัวเดียว ข้อความเดียว ข้อมูลเดียว ให้จับมายำได้ง่ายๆ แต่แบบมังกรเจ็ดหัวนี่สิ มันน่าคิด
คือที่น่าคิด คือว่า จะให้น้ำหนักมังกรตัวไหนอย่างไรดี เพราะมันก็ตัวเดียวกันคือ เผด็จการทั้งหมดทุกตัว เช่น พอบังหลุดพูดเรื่องแผนเป็นขั้นๆ ออกมา คนก็ด่าบังกันตรึม เพียงแต่ว่า เสียงด่านั้น มันก็ถูก “กลบให้อ่อนลง” ด้วยคำพูดจากอีกหัวของมังกร คือ สุรยุทธ ที่ออกมาบอกว่า กำลังพยายามสมานฉันท์ “เต็มที่” แล้วก็ผนวกเข้าไปกับฝ่ายข่าวของ คมช. เลย ที่ออกข่าวลือมาว่า คนระดับสูงของ คมช. แอบไปเจอทักษิณถึงลอนดอน เพื่อสมานฉันท์ แล้วโฆษณา กระตุ้นความสามัคคีในไทย ก็เทกันออกมา “ตรึม”

กลายเป็นว่า คนทั่วไป ที่ไม่ได้ยืนอยู่กับนักประชาธิปไตย หรือ เผด็จการ “งง” เป็นไก่ตาแตก ไม่รู้จะเชื่อใครดี สรุปคือ ถูก Marginalized หรือทำให้เสียงของคนคนนั้น ที่น่าจะออกมาด่า บัง เรื่องอีแอบทำลาย ทรท. และ พปช.กลายเป็นว่า “ไม่ส่งเสียงอะไร” นี่ก็เป็นกลยุทธ ที่ตำรวจใช้มาอย่างช้านาน คือ Good Cop และ Bad Cop สลับกันคุยกับผู้ต้องสงสัย คนหนึ่งดีด้วย อีกคนตบหัว จนในที่สุด “ล้วงตับ” คนต้องสงสัยได้หมด “คุมเกมอยู่หมัด”

มาวันนี้ มองดูพลพรรคนักประชาธิปไตยแล้ว ก็ดีใจที่ “เรียนรู้กลยุทธมังกรเจ็ดหัว” มาเรียบร้อยแล้ว จาก คมช. เช่น ลุงสมัคร สมานฉันท์เต็มที่ พูดอะไรทำอะไร สมานฉันท์เต็มร้อย ทั้ง “กกต.ดี ทหารดี ป๋าดี” สมัครกวาดคะแนนคนชอบสมานฉันท์ เข้าบ้านหมด ทำตัวเหมือนสุรยุทธไม่มีผิด ในขณะเดียวกัน มังกรตัวอื่นของฝ่ายประชาธิปไตย เช่น Hi-Thaksin “ออกจิก” ฝ่ายเผด็จการแรงๆ ตลอดเวลา ชนิด “ลากไส้มาให้ดูกันเลย” แล้วไง ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจาก “สื่อ” กระแสหลักส่วนมาก ของ เผด็จการ วิ่งกัน “เป็นฝูง” ไปหา สมัคร กะจะเอาการกระทำของมังกรตัวนั้นตัวนี้ “มามัดสมัคร”

แบบเช่นตอน กกต. ถูก ฝ่ายประชาธิปไตย หลายหัว “อัดเสียยับ เปิดโปงจนเห็นหมด ถึงความเอนเอียงและแผนชั่ว” แล้วสมัคร ว่าไงกับสื่อเป็นฝูงๆ นั้น สมัครเขาก็บอกว่า “ผมพูดมาตลอดว่าขอบคุณและเชื่อในความยุติธรรมของ กกต.” ตกลง “สื่องง” ไม่รู้จะต่อเรื่องยังไงดี ถามสมัครว่า แต่นั่นมันไม่เหมือนกับที่คนอื่นในฝ่ายท่านทำ สมัครก็ตอบว่า “ความแตกต่างเป็นสิ่งที่ดีในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิมีเสียง แสดงออกได้” ตกลง “สื่องง” มากขึ้นไปอีก พอสื่อตอกย้ำว่า แล้วเอกภาพและการเป็นผู้นำของท่าน ไม่ถูกท้าทายหรือ สมัครตอบว่า “คุณต้องไปถามเขาเอง ผมไม่เกี่ยวข้องกับ Hi-Thaksin” สรุปคือ เหมือน มังกรเจ็ดหัวของ เผด็จการไม่มีผิด “คือยำยากมาก”

เรื่องนี้จริงๆ ก็จะจบลงตรงนี้ แต่เพื่อนวงในที่ได้อ่านบทความนี้ก่อน โทรมาถามว่า “เราชอบสมัครเพราะปากกับใจตรงกัน” คือเพื่อนเขาสงสัยว่า แบบมังกรเจ็ดหัวนี้ มันฟังดูไม่มี จริยธรรม และ จรรยาบรรณ ยังไงไม่รู้ เพราะมันเหมือน “โกหก หลอกลวง และ ปลิ้นปล้อน เอาแต่ได้”

ก็เป็นประเด็นที่น่าคิดทีเดียว แต่ถ้าย้อนรอยแล้วไปศึกษา มังกรเจ็ดหัวของ คมช. ให้ดีๆ มันเหมือน “ต่างหัวของมังกร ต่างทำในสิ่งที่ตัวเองทำ” โดยไม่มองมังกรตัวอื่นมากนัก คือมันดูเหมือนไม่มีแผนใหญ่ ที่วันหนึ่ง บังมาคุยกับสุรยุทธ ว่ากำลังเร่งการทำลายล้าง ทรท.นะ จนอาจจะมีกระแสต่อต้าน ฉะนั้น ขอให้ออกตัวเรื่อง “สมานฉันท์บ่อยๆหน่อย” คนฟังจะได้สับสนแล้ว Maginalize กันไปให้เฉยๆ แต่เท่าที่ดู มันเหมือนแค่มีการ “จับกลุ่มแบบหลวมๆ” เพื่อที่จะทำงานร่วมกันไปทางเดียวกัน คือหมายความว่า ในขณะที่ บัง ออกมาทำลาย ทรท. และสุรยุทธ ออกมาพูดเรื่องสมานฉันท์ คงจะไม่มีใครบอกว่า สุรยุทธ “ไม่เชื่อ” เรื่องสมานฉันท์ และ บัง “เชื่อ” เรื่องสมานฉันท์ เพียงแต่ว่า ในการกระทำของมังกรทั้งสอง ที่ทำไปตามธรรมชาติของตัวมันเอง “มันสนับสนุนกันอยู่”

ก็เหมือนสมัคร ที่ออกมาพูดเรื่องสมานฉันท์ กับ กกต. พวกเผด็จการ และป๋า ก็เพราะเขาเชื่อว่าสำคัญจริงๆ และเป็นแนวทางของเขาที่จะทำอย่างนั้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องปล่อยให้แบบ Hi-Thaksin ทำตามหน้าที่ของเขาไป ใครจะมาด่าว่า “ทำไมไม่โทรไป Hi-Thaksin แล้วสั่งให้เขาสมานฉันท์ด้วย” ก็คงจะเหมือนการที่ไม่มีใคร ไปถาม บัง ว่าเมื่อไหร่จะสั่งให้ สุรยุทธ “เลิกเฉยๆ กับอำนาจเก่า เลิกสมานฉันท์ แล้วอัดอำนาจเก่า” หรือมีคนไปถามสุรยุทธ ว่า “เมื่อไหร่จะสั่งให้ ป๋า บัง และ สพรั่ง เบาๆ ลงแล้ว สมานฉันท์เสียที เสียบ้าง” คือจริงๆ แล้ว มังกรมันมีความเป็นตัวของตัวเอง มากพอดู ถ้าจะให้สรุปกลยุทธ มันคือ “แยกกันตี แต่ร่วมกันป้องกัน” คือเวลาเห็นภัย มัน “จูน” เข้าหากันเอง

สุดท้ายแล้ว สมัคร “พูดตรงกับใจ” หรือไม่ หรือว่า “ติดนิสัยพลิ้ว” มาจาก คมช. เรียบร้อยแล้ว ผมก็ขอเชิญให้ท่านผู้อ่านสรุปเอาเองนะครับ ส่วนตัวผม อย่างที่บางท่านอาจจะทราบ สนิท กับทาง ลุงใหม่ หรือ สมัครมานาน คือผมรู้จักท่านดี ก็ขอบอกเท่านั้นว่า ลุงใหม่ ไม่ใช่แบบทักษิณ ที่เป็น CEO ที่มีภาวะการเป็นผู้นำ “สูงส่งจริงๆ” แต่ลุงใหม่ เป็นนายกฯ ของรัฐบาล 6 พรรค ลุงใหม่อาจจะมีจุดยืนที่ต่างไปจากคนอื่นในรัฐบาล และ ฝ่ายประชาธิปไตย ได้ง่ายๆ แต่ก็อย่างที่ลุงใหม่จะสอน สส. ใหม่ของพรรคประชากรไทยเสมอ เมื่อสักสิบกว่าปีที่แล้ว ว่า “แตกต่างได้ แต่อย่าแตกแยก”

ผมว่ามังกรเจ็ดหัวของฝ่ายประชาธิปไตย ก็คงจะทำให้ฝ่ายอำมาตร “ปวดหัวบ้าง” เพราะลุงใหม่นั้น พูดมาเป็นสิบปีแล้ว เรื่อง แตกต่างได้ คือเคารพในสิทธิเสียงคนอื่น แต่อย่าแตกแยก คือยังไงก็ตาม ท้ายสุดแล้ว ก็ต้องทำงานร่วมกันในทางเดียวกัน


จาก Thai E-News

คนวันเสาร์ฯทดลองออกอากาศทีวีออนไลน์ จุดประกายการต่อสู้สื่ออภิสิทธิ์ชน


28 มกราคม 2551

เปิดตัวทดลองออนไลน์ครั้งแรกวันนี้ โดยมีคุณพิชิตมาร สมาชิกคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ เป็นหัวหอกในการดำเนินการ ถือเป็นการปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องในการต่อสู้กับระบอบอุปถัมภ์และเครือข่ายขุนนางศักดินาอำมาตยาธิปไตย หลังจากก่อนหน้านี้ต้องออกทำงานภาคสนามในการเผยแพร่ความรู้และต่อสู้กับแนวคิดเผด็จการอย่างหนักหน่วงตลอดระยะเวลากว่าปีที่ผ่านมาจนกระทั่งมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในวันนี้

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นตัวจุดประกายครั้งสำคัญต่อสังคมออนไลน์ หลังเหตุการณ์การยึดทีไอทีวีไปดื้อๆ ของโจรในคราบสื่อและนักวิชาการ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างทางเลือกในการเผยแพร่สาระ ความรู้ และบันเทิงแก่ผู้รับสารนอกเหนือไปจากสื่ออภิสิทธิ์ชน

ทั้งนี้ท่านสามารถรับชมการทดลองออกอากาศพร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นหรือให้กำลังใจแก่ผู้จัดทำได้ตามลิงค์ดังนี้

คลิ๊กเพื่อรับชมรายการ
http://saturdayvoice.com/tv1.html

สนทนา พูดคุย แสดงความคิดเห็น
http://saturdayvoice.com/live.html

โปรแกรมรายการ สถานีคนวันเสาร์ฯ
เวลา 16.00 น. หนังสั้นสารคดี ทองปาน
เวลา 17.00 น. รายการ Freedom music
เวลา 17.10 น. หนังสารคดี ผจญภัยสุดขั้วโลก
เวลา 18.10 น. เทปงานรำลึกลุงนวมทอง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550
เวลา 20.00 น. รายการ Freedom music
เวลา 20.10 น. รายการ บันทึกการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตอน บันทึกสีม่วง
เวลา 20.10 น. เทปงานเสวนาประชาธิปไตย กับฉลาดวรฉัตร ณ ท้องสนามหลวง
เวลา 22.00 น. หนังจีนเรื่อง ยาจกซู นำแสดงโดย โจวซิงฉือ

หมายเหตุจากคุณพิชิตมาร: รายการและเวลา ต่างๆ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม ช่วงทดสอบ ทีวีออนไลน์ อาจจะปิดๆ เปิดๆ สถานีบ้าง เนื่องจากเรายังไม่มีที่ตั้งสถานีที่แน่นอน ทำให้ระบบการส่งข้อมูลขนาดใหญ่อาจจะมีปัญหา ไม่สามารถถ่ายทอดได้บ้าง กระตุกบ้าง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ครับ


จาก Thai E-News

ต้องด่าตัวเองบ้าง [29 ม.ค. 51 - 18:03]

จำได้ว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลขิงแก่และ กกต.ต่างก็ดีอกดีใจจนออก นอกหน้าที่ประชาชนคนไทยพากันตื่นตัว ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันถล่มทลายเมื่อปลายปี 50 รวมถึงมีการใช้สิทธิโหวตลงประชามติรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมากกว่า 20 ล้านเสียง

หลายคนในรัฐบาลขิงแก่ รวมถึงบิ๊กใน คมช.บางคนถึงกับคุยโตว่า แม้เป็นยุคเผด็จการแต่ประชาชนตื่นตัวไปใช้สิทธิมากกว่ายุคประชาธิปไตยเสียอีก แต่หารู้ไม่ว่า เหตุที่ประชาชนตื่นตัว อาจเป็นเพราะเกลียดเผด็จการก็เลยแห่ไปใช้สิทธิทวงคืนประชาธิปไตยให้กลับมาไวๆก็ได้

วันนี้ ผมขอหยิบยกเรื่องการสมัคร ส.ว.แบบเขตจังหวัด ภายใต้ กติกาใหม่เอี่ยมของรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ปี 50 มาถกกันในวงกว้าง เหตุก็เพราะกฎเหล็กที่มีมากมาย ทำให้บรรยากาศของการสมัคร ส.ว. ส่วนใหญ่เป็นไปอย่างเงียบเหงาวังเวง บางจังหวัดก็สมัครกันเพียงรายเดียว บางจังหวัดก็แค่สองราย

ไม่น่าเชื่อว่า ยุคที่เผด็จการคุยนักคุยหนาว่า ประชาชนตื่นตัวทางการเมือง แต่ความตื่นตัวของประชาชนในการสมัคร ส.ว.กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม ผมได้ฟังคำชี้แจงจาก กกต.ก็อ้างว่า เพราะมีกฎเหล็กเพื่อป้องกันข้อครหาสภาผัวเมีย รัฐธรรมนูญก็เลยบัญญัติข้อห้ามเอาไว้ มากมาย

ผลก็คือ เป็นการทำลายความตื่นตัวของประชาชนไปโดยปริยาย

หากพิจารณาอย่างรอบคอบ จะพบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนความผิดพลาดบกพร่องของผู้เกี่ยวข้องหลายประการ เริ่มจากคนเขียนรัฐธรรมนูญที่ใช้จินตนาการในลักษณะสวนทางกับความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังเป็นการใช้ทัศนะแบบมองโลกด้านเดียวมาเขียนรัฐธรรมนูญอีกด้วย

เชื่อว่า สมมุติฐานของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ คงคิดผิดๆว่า มีคนจำนวนมากต้องการสมัคร ส.ว. แต่สู้อิทธิพลของนักการเมืองระดับชาติรวมถึงบรรดาญาติพี่น้องคนใกล้ชิดไม่ได้ ก็เลยวางกฎเหล็กให้เข้มข้นเพื่อเล่นงานนักการเมืองระดับชาติ เปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเล่นการเมือง

แต่ประทานโทษ แนวคิดทั้งหมดกลายเป็นเรื่องฝันกลางวันดีๆนี่เอง เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยรักสงบ ไม่นิยมใช้ชีวิตผาดโผนด้วยการเล่นการเมือง แม้แต่ลูกหลานนักการเมือง หรือญาติสนิทนักการเมือง ก็ไม่ได้สนใจ แต่ที่ต้องเข้าไปเล่นการเมืองก็เพราะเหตุผลอื่น เช่น ปกป้องและขยายธุรกิจของครอบครัว

ประชาชนที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ต้องการเล่นการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณชนจริงๆ จึงมีอยู่จำนวนน้อยมาก

และนี่ก็คือความเป็นจริงที่สวนทางกับจิตนาการของ ผู้เขียนรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง

ต่อมาก็เกิดข้อผิดพลาดบกพร่องต่อเนื่องขึ้นมาอีก เมื่อคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต.รวมทั้งรัฐบาลขิงแก่ มัวแต่เอาใจใส่แต่การรณรงค์ให้คนออกไปใช้สิทธิลงประชามติ และเลือกตั้งปลายปี 50 แต่หารู้ไม่ว่า การรณรงค์ให้เลือดใหม่ๆ ไหลถ่ายเทเข้าสู่วงการเมือง โดยเฉพาะวุฒิสภา ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกับการรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ เลือกตั้งเช่นกัน

มิหนำซ้ำ สื่อมวลชนที่คอยตรวจสอบ สังเกตการณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างผมก็บกพร่องต่อ หน้าที่ไม่ฉุกคิดตักเตือนกันแต่เนิ่นๆ ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับระบอบประชาธิปไตย

ฉะนั้น เหตุการณ์ทั้งหมด จึงผิดด้วยกันทุกฝ่าย โทษใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้

แต่ก็ยังไม่สายเกินไป ยังไง กกต.ควรทำเป็นบันทึกเก็บไว้ เพื่อส่งมอบให้ กกต.รุ่นต่อๆ ไปนำไปศึกษาไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอยขึ้นมาอีก

บางครั้งการยอมรับความจริงและด่าตัวเองเมื่อทำผิดพลาด ก็ทำให้รู้สึกดีเหมือนกัน ไม่ใช่คิดแต่จะเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่นร่ำไป ผมว่าทำแบบนี้ ไม่ว่าใครก็มั่นใจได้ว่า ยังสามารถทำงานอย่างตรงไปตรงมาไม่เข้าใครออกใครได้ต่อไป.

"เห่าดง"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย


ยุติธรรมฝ่าวิกฤติ [29 ม.ค. 51 - 18:08]

ผมว่าสิ่งหนึ่งที่จะนำประเทศเข้าสู่ภาวะปกติหลุดพ้นจากวิกฤติแห่งความขัดแย้งได้ ก็คือ ระบบยุติธรรม ตราบใดที่ทุกคนทุกฝ่าย ทุกสถาบัน ยึดระบบยุติธรรม ยึดกฎเกณฑ์กติกาเป็นหลัก

จะเกิดความชอบธรรมและเป็นธรรมขึ้นในสังคม

ถ้าบ้านเมืองใดไม่มีขื่อแป หรือ ระบบยุติธรรมอ่อนแอ มีอำนาจอื่นเข้ามาครอบงำ ก็จะเกิดวิกฤติเต็มไปด้วยความขัดแย้ง บ้านเมืองลุกเป็นไฟ วันนี้คนไทย ประเทศไทย จำเป็นที่จะต้องหันมาพึ่งและยึดเหนี่ยวระบบยุติธรรม เพื่อให้ชาติสิ้นวิกฤติเสียที

เพราะฉะนั้น ผมอยากจะนำคำปราศรัยของ คุณวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา ที่ได้กล่าวเอาไว้กับผู้เข้ารับการอบรมผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูงเมื่อเร็วๆนี้ จะได้เห็นจุดยืนการทำงาน ของศาลสถิตยุติธรรมที่ชัดเจน เป็นศาลที่ประชาชนเข้าถึง ถูกต้อง ประหยัด และเป็นธรรม

“ข้อมูลความคิดใหม่ๆในกระบวนการยุติธรรม ทั้งจากแหล่งความรู้ข้อมูลภายในและจากต่างประเทศ เพื่อให้เราสามารถบรรลุถึงการบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรมที่มีคุณภาพทั้งระบบ เพื่อเป็นกระบวนการยุติธรรมที่เราปรารถนา ไม่เพียงแต่โปร่งใสเท่านั้น แต่จะต้องมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม สมเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ อย่างแท้จริง”

“กระบวนการยุติธรรมในขั้นแรก ต้องให้ความคุ้มครองแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องสงสัยในสิทธิส่วนบุคคลของคนคนนั้น รวมถึงการปกป้องไม่ให้สื่อมวลชนจูงใจหรือสร้างมิติมหาชนในทางใดทางหนึ่ง ก่อนที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นจะได้รับการพิจารณาพิพากษาโดยศาลยุติธรรม การสืบสวนสอบสวนกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานนั้นจะต้องมีความชอบธรรม การฟ้องคดีต้องให้โอกาสจำเลยสู้คดีอย่างเต็มที่ การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายจากรัฐในกรณีที่จำเลยประสงค์”

“ผมขออัญเชิญพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่นักศึกษา ของสำนักอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2515 ดังนี้”

“กฎหมายทั้งปวงนั้นเราบัญญัติขึ้น เพื่อใช้เป็นปัจจัยสำหรับรักษาความยุติธรรม กล่าวโดยสรุปคือใช้เป็นแบบแผนแห่งความประพฤติปฏิบัติของมหาชนสถานหนึ่งกับใช้เป็น แผนแม่บทในการพิจารณาตัดสินความประพฤติปฏิบัตินั้นๆ ให้เป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงธรรม อีกสถานหนึ่งโดยที่กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่ควรที่จะถือว่ามีความสำคัญไปกว่าความยุติธรรม หากควรถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมายและอยู่เหนือกฎหมาย การพิจารณาอรรถคดีใดๆ โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายเท่านั้นดูจะไม่เป็นการพอเพียง จึงต้องคำนึงถึงความยุติธรรมซึ่งเป็นจุดประสงค์ด้วยเสมอ”

“ท่านทั้งหลายมีหน้าที่โดยตรงที่จะสร้างความถูกต้อง ความชอบธรรมให้กับสังคม ท่านต้องใช้กฎหมายและภาวะหน้าที่ของท่านที่มีอยู่ เพื่อบรรลุสิ่งสำคัญที่สุดของวิชาชีพของพวกท่านทุกคน นั่นคือ ความยุติธรรม”.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก