WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 30, 2008

เสนอให้แต่งตั้งท่านทักษิณ ชินวัตร เป็น 'รัฐบุรุษแห่งชาติ'

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด
ประชาไท
29 มกราคม 2551

ท่านสมัคร ควรเสนอท่านอดีตนายกฯทักษิณ เป็น "รัฐบุรุษแห่งชาติ"

เพราะตอนที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัน เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้เป็นผู้เสนอแต่งตั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี 8 ปี ที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งใด ๆ จากประชาชนทั้งสิ้น เป็น "รัฐบุรุษอาวุโส"

ผมเชื่อว่า ท่านทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างคุณูปการต่อประเทศไทย และมีคนรักท่านมากมายกว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งใดๆ เลย ประชาชน ไม่เคยได้มีโอกาสเลือก "อดีตนายกฯ คนนี้"

ในเมื่อ ตำแหน่ง "รัฐบุรุษ" นั้น เสนอแต่งตั้งประกาศเกียรติคุณจากรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลของ ฯพณฯท่านสมัคร สุนทรเวช จึงมีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ ที่จะประกาศแต่งตั้งท่านทักษิณ เป็น "รัฐบุรุษแห่งชาติ"

ปล. 1 พวกที่ไม่ชอบทักษิณ อาจโวยวาย แต่ พวกผมที่ไม่ชอบ พล.อ.เปรม ก็ยังไม่เห็นจะมีสิทธิโวยวายอะไรเลย อีกอย่าง พวกที่เกลียดทักษิณ ก็อาจจะสบายใจว่า "ท่านรัฐบุรุษแห่งชาติ ทักษิณ ชินวัตร" จะไม่ลงมาเป็นนายกฯ อีก เป็นการยกขึ้นหิ้งอีกวิธีหนึ่ง

ปล. 2 ตำแหน่ง "รัฐบุรุษแห่งชาติ" นั้นจะต้องจัดไว้สูงกว่า "รัฐบุรุษอาวุโส"


จาก Thai E-News

การ์ตูน: สื่อไทยคือกระจกเงาเบี้ยวๆ


จาก Thai E-News

สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (2) : แล่เนื้อเถือหนัง ‘ตุลาการภิวัฒน์’ แบบไทยๆ

สัมภาษณ์โดย มุทิตา เชื้อชั่ง และชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
ที่มา
ประชาไท
24 มกราคม 2551

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ผ่านมาตลอด 2 ปี อำนาจตุลาการได้มีบทบาทสำคัญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กระทั่งมีนักวิชาการออกมาชื่นชม และเรียกขานอำนาจตุลาการในยุคนี้ว่า ‘ตุลาการภิวัฒน์’

การที่ศาลกลายเป็นตัวแปรสำคัญในทางการเมือง การที่กฎหมายถูกกำหนดขึ้น ถูกใช้ ถูกตีความท่ามกลางคำถามและการวิพากษ์วิจารณ์ที่พุ่งตรงไปในระดับหลักการอย่างมากมาย คนใช้กฎหมายกับการเมือง แนบชิดกันอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นโดยไม่เคอะเขิน และได้รับแรงสนับสนุนจากสังคม ฯลฯ เหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อหลักนิติรัฐ และทำให้อำนาจตุลาการ ได้ หรือ เสีย อะไรไปบ้างระหว่างทาง

*****************************

ตอนที่ ๑ อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย


“เราใช้ต้นทุนต่างๆ มาเยอะในช่วงปีกว่าๆ อำนาจ พลัง บารมี ในหลายๆ เรื่อง แล้วมันสึกหรอไปหมด วันนี้ต้นทุนทางสังคมของชนชั้นนำจำนวนมากก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว แม้แต่ศาล ตั้งแต่คุณให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ตั้งแต่คุณไม่ให้ประกันตัว กกต.หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องดี เป็นตุลาการภิวัตน์ แต่ผมมองในทางกลับกันว่า อีกด้านหนึ่งมันกัดเซาะตัวระบบโดยที่เราอาจไม่รู้ตัวก็ได้”

*****************************

ตอนที่ ๒ แล่เนื้อเถือหนัง ‘ตุลาการภิวัฒน์’ แบบไทยๆ
ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องตุลาการภิวัฒน์

*** ทุกวันนี้ เนื้อหาของกฎหมายเป็นยังไง โดยเฉพาะกฎหมายสูงสุด
ผมว่าเนื้อความของกฎหมายมีปัญหาแล้วในหลายเรื่อง ก็เหลือแต่คนใช้ คุณจะใช้กฎหมายในลักษณะที่เป็นธรรมไหม ที่ผ่านมา เราใช้ต้นทุนต่างๆ มาเยอะในช่วงปีกว่าๆ อำนาจ พลัง บารมี ในหลายๆ เรื่องเข้ามาแล้วมันสึกหรอไปหมด วันนี้ต้นทุนทางสังคมของชนชั้นนำจำนวนมากก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว แม้แต่ศาล ตั้งแต่คุณให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ตั้งแต่คุณไม่ให้ประกันตัว กกต.หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องดี เป็นตุลาการภิวัตน์ แต่ผมมองในทางกลับกันว่าอีกด้านหนึ่งมันกัดเซาะตัวระบบโดยที่เราอาจไม่รู้ตัวก็ได้ แต่ผมตอบไม่ได้ว่าการกัดเซาะแบบนี้มันจะนานเท่าไรถึงจะทำลายตัวโครงกฎหมายทั้งโครง

*** ที่ผ่านมา นักกฎหมายก็ไม่เห็นทำอะไรในการพยายามตรวจสอบการใช้อำนาจศาล นักวิชาการด้านอื่นๆ ยิ่งไปกันใหญ่ เรียกขานกันเลยว่า ‘ตุลาการภิวัตน์’
ก็จริง อำนาจตุลาการถือเป็นอำนาจที่ 3 ในระบอบประชาธิปไตย เขาบอกว่ามันเป็นอำนาจที่อันตรายน้อยที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจที่ active ศาลเริ่มการเองไม่ได้ ที่ไหนไม่มีการฟ้องคดีที่นั่นไม่มีการพิพากษา แต่เราก็รับรู้เหมือนกันในมุมหนึ่งว่าอำนาจที่อันตรายน้อยที่สุดอาจเป็นอันตรายมากที่สุดได้ถ้ามันเริ่ม active หรือขยายหรือก้าวล่วงไปสู่อำนาจอื่น

ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้เราอาจไม่ได้ไปมองศาล วงการกฎหมายเองก็คงไม่ได้มองระบบต่างๆ มองในแง่ดีมันทำให้เราเห็นอะไรมากขึ้น วิพากษ์วิจารณ์อะไรได้มากขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่าน ในช่วงที่มีปัญหา มันจะเสียอะไรไปบ้าง

ปัญหาคือโดยพลังที่อำนาจตุลาการมีแต่เดิม มันทำให้คนจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ และในบ้านเราก็มีกฎหมายบังคับอยู่ จริงๆ การมีกฎหมายคุ้มครองอำนาจรัฐไม่ใช่เรื่องแปลก มันต้องมีความคุ้มครองคนทำงาน แต่ปัญหาคือความพอดีซึ่งขาดมากในบ้านเรา เมื่อไม่พอเหมาะพอประมาณ มันก็คือการกดขี่ในอีกด้านหนึ่ง ทำให้พูดไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี่แหละที่ยุ่งยาก ใครจะเอากระดิ่งไปผูกคอแมว

แต่เอาเข้าจริง มันก็มีความเปลี่ยนแปลง สังคมมีวิวัฒนาการ อะไรที่ถูกตั้งคำถามมันก็จะถูกถามมากขึ้น ผมเชื่อในดุลยภาพของสังคม อะไรที่เกินเลยไปจะต้องถูกดึงกลับมา แต่จะใช้เวลาแค่ไหนเท่านั้นเอง

*** ‘ตุลาการภิวัฒน์’
ตุลาภิวัฒน์ ถ้าไปดูรากฐานที่มาในภาษาอังกฤษ เรียกว่า judicial review คือการที่ฝ่ายศาลหรือฝ่ายตุลาการ ใช้อำนาจในทางตุลาการไปทบทวน ตรวจสอบการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติ และทางบริหารหรือทางปกครอง

มันคือการเข้าตรวจสอบว่าการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่น กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปตรวจสอบการตรากฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภาว่าอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญไหม ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานอันหนึ่งของนิติรัฐ หรือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ที่ถือรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ....

ในอเมริกาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ judicial review เขาจะมองว่า หลักประชาธิปไตยต้องถูกกำกับโดยนิติรัฐด้วย สองเสาหลักนี้เป็นเสาหลักในการค้ำยันประเทศเอาไว้ เพราะถ้าคุณปล่อยให้ผู้แทนราษฎรออกกฎหมายยังไงก็ได้ โดยไม่มีใครเหนี่ยวรั้งเลย อันตรายก็จะเกิด ประเทศที่เจอกับปัญหานี้ชัดเจนคือ เยอรมนี เยอรมนีจึงเกิดศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วเขาก็ใช้อำนาจในทางตุลาการไปทบทวน

อีกกรณีคือการทบทวนการใช้อำนาจในทางปกครอง คือกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองออกกฎ สั่งการไปกระทบสิทธิประชาชน หลักนิติรัฐก็เรียกร้องว่าเวลาที่พวกนี้ใช้อำนาจต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย เมื่อเขาใช้อำนาจล่วงกรอบของกฎหมาย ต้องมีองค์กรที่เป็นกลางเข้ามาตรวจสอบว่าการใช้อำนาจนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็คือศาลปกครองนั่นเอง หรือในประเทศที่ไม่มีศาลปกครองก็ใช้ศาลยุติธรรมแทน

*** หมายความว่าต้องสำรวมในการใช้อำนาจด้วย
ใช่ เพราะมันมีหลักอยู่ว่า การที่เราใช้อำนาจตุลาการเข้าไปควบคุม ตรวจสอบอำนาจพวกนี้ ฝ่ายศาลเองต้องระวังและสำรวมการใช้อำนาจ หมายความว่า ศาลต้องเห็นประเด็นกฎหมายที่อยู่ในบรรดาปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นกฎหมายในปัญหาทางการเมือง ซึ่งมันยุ่งยากซับซ้อนมาก ศาลจะต้องดึงเอาประเด็นทางกฎหมายออกมาแล้วทำให้เป็นประเด็นที่มันชัด แล้วมีเหตุผลในทางกฎหมายเวลาที่ตัดสิน แล้วตัดสินบนพื้นฐานของหลักกฎหมาย

ศาลต้องระวังไม่ไปแสดงออกซึ่งเจตจำนงของการเมืองแทนองค์กรอื่น เช่น ถ้าจะไปวินิจฉัยว่า กฎหมายที่สภาตราขึ้นขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลต้องชี้ให้ได้ว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างไร แล้วมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่ศาลเห็นว่า ศาลไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ หรือเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่เหมาะ แม้ว่าศาลเห็นเช่นนั้นจริงก็เอาเจตจำนงของตัวเองไปแทนที่เจตจำนงของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ ศาลไม่มีอำนาจ ถ้าศาลทำอย่างนั้นเท่ากับว่าศาลทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ...

คำพิพากษาที่ดีต้อง educate หรือให้การศึกษากับทั้งคู่ความและสาธารณะ การให้เหตุผลอย่างที่ผมพูดไปตั้งแต่ตอนต้นว่า คุณให้เหตุผลสั้นๆ ไม่ได้ เรื่องที่มันยิ่งสำคัญคุณต้องให้เหตุผลยาว และต้องชั่งน้ำหนักทุกด้าน

คุณยอมบอกว่า การเลือกตั้งโมฆะ เพราะเหตุว่า กกต. จัดคูหาเลือกตั้งถูกหรือผิด หันคูหาเข้าผนัง เท่านี้ไม่ได้ แต่คุณต้องให้เหตุผลต่อไปว่า มันทำลายเจตจำนงประชาชนอย่างไร แล้วคะแนนเสียงที่ออกมามันไม่นับเป็นเจตจำนงของประชาชนด้วยเหตุอะไร การที่ศาลจะไปตัดสินแบบนี้ ศาลไปทำลายอำนาจของปวงชนหรือไม่ อำนาจอธิปไตยของปวงชนคืออะไร คุณต้องให้เหตุผลในเชิงหลักการทั้งหมด แล้วคุณถึงจะบอกว่าคุณจะตัดสิน...

ผู้พิพากษาของศาลออกมาจากกระบวนยุติธรรม คุณเข้าไปทำงานในทางบริหาร ภายใต้การนำของรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจ ส่งคนออกไปในหน่วยงานอื่น โดยเชื่อว่า คนที่มาจากศาลนั้นเป็นคนดีกว่าคนที่อยู่ในหน่วยงานอื่น ทำไมเราถึงคิดอย่างนั้น ทำไมไม่คิดว่าคนที่อยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เป็นคนดีมีคุณธรรมเหมือนกับคนในตุลาการ คนของกรมสรรพากรที่เขาเก่งทำไมไม่คิดว่าเขาเป็นคนดี ผมไม่ได้บอกว่าศาลไม่ดี ผมรู้จักผู้พิพากษาหลายคน มีเพื่อนเป็นผู้พิพากษา มีลูกศิษย์เป็นผู้พิพากษา หลายคนเป็นคนดี มีคนมีความสามารถเยอะ

แต่ในทุกวงการมีทั้งคนดีและคนไม่ดี เราต้องยอมรับตรงนี้ก่อน แล้วคนดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรที่ถูกต้องเสมอ คนดีกับความถูกต้องมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน มันอาจจะเป็นคนละเรื่องก็ได้ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องในทางการเมืองที่มีความสลับซับซ้อน แล้วท่านผู้พิพากษาที่อยู่ระบบอย่างนี้ไม่คุ้นเคยหรอกกับไอ้ระบบการเมืองที่มันซับซ้อน

*** แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือ เขาอ้างศาสตร์ของอาจารย์ไปแล้วเรียบร้อย แล้วก็เคลือบด้วยเรื่องของคุณธรรม ศีลธรรม เรื่องนี้จะแยกแยะยังไง เพราะมันถูกผูกโยงกันไป แล้วความดีก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ตัวคุณธรรมนั้นดี มนุษย์ต้องมีคุณธรรม เราก็ยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องแยกระหว่างตัวคุณธรรมกับตัวคนซึ่งอ้างคุณธรรมซึ่งเป็นคนละส่วนกัน เหมือนกับที่ผมพยายามจะแยกว่า คุณต้องแยกระหว่างพระเจ้าในศาสนาคริสต์กับศาสนจักรซึ่งอ้างพระเจ้ามาดำเนินการต่างๆ ในนามของพระเจ้า เพราะทั้งศาสนจักรในยุคสมัยกลางที่อ้างพระเจ้า และคนที่อ้างว่าตัวเองมีคุณธรรมในยุคสมัยแห่งเรา ก็ต่างจะอ้างเอาพระเจ้าหรือคุณธรรม มาใช้ในทางซึ่งเป็นประโยชน์กับตัว

แน่นอน คนบางคนเป็นคนดีมีคุณธรรมก็ได้ แต่ถามว่าคนดีมีคุณธรรมทำอะไรไม่ผิดเลยเหรอ มันผิดกันได้ ปัญหาคือ เมื่อคุณอ้างว่าคุณเป็นคนดีมีคุณธรรมแล้ว ในด้านหนึ่งคุณก็มีความคิด ความฝัน ความเชื่อของคุณ แต่มันมีคนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งมีความคิด ความเชื่อ ความฝันไม่ตรงกับคุณ อย่างผมอาจมีความคิด ความฝัน ความเชื่อ ไม่ตรงกับคนซึ่งเป็นคนดีมีคุณธรรม หรืออ้างตัวเองเป็นคนดีมีคุณธรรม ถามว่าถ้าอย่างนั้น ผมเป็นเลวใช่ไหมครับ ที่สุดแล้วหลักแบบนี้มันใช้ไม่ได้

เหมือนเวลาที่บอกให้ประชาชนเลือกคนดีเวลาที่มีการเลือกตั้ง มันเป็นไปไม่ได้ นี่เป็นเรื่องการเมือง การเมืองคือเรื่องผลประโยชน์ คนชั้นล่างก็ต้องเลือกคนที่มีผลประโยชน์ให้เขา ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูงก็เหมือนกัน คุณเลือกคนที่คุณใกล้ชิด คุณมีผลประโยชน์เกี่ยวพัน มันก็เป็นอย่างนี้ แล้วถามว่าทำไมคุณไม่ตำหนิชนชั้นสูงบ้าง แค่เพียงคุณอ้างว่าด้านนี้มีคุณธรรมเท่านั้นหรือ พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะเข้าข้างอีกด้านหนึ่ง แต่ผมกำลังจะบอกว่า มันคือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งหมดเหมือนกัน ผมยังไม่เคยเห็นสถาบันไหนไม่มีผลประโยชน์ทางการเมือง

--------------------------------------------

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ เว็บไซต์ประชาไท
http://www.prachatai.com/05web/th/home/11007

--------------------------------------------

จาก Thai E-News

แบบสมัคร [30 ม.ค. 51 - 18:37]

การโหวตเลือก นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยที่ผ่านมา จะมีอะไรขลุกขลัก จะมีรายการโชว์ออฟอยู่บ้าง โดยเฉพาะความไม่เป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็ใช่ว่าสาเหตุจะเกิดจากตัว คุณสมัคร สุนทรเวช แต่เป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาลที่ส่วนใหญ่ตั้งขึ้นมาใหม่ เป็นพรรครวมการเฉพาะกิจ

ความเป็นเอกภาพจึงยังไม่มี

จะต่อรองผลประโยชน์ ต่อรองตำแหน่ง รมต. อะไรก็ว่ากันไปอีกเรื่อง ธรรมชาติของการเมือง ไม่ว่าจะน้ำดีน้ำเน่าไม่ค่อยจะมีอะไรแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยด่าทักษิณ คนที่ไม่ชอบทักษิณ คนที่เคยวิจารณ์ทักษิณ คนที่อยู่คนละขั้วกับทักษิณ

บินไปทัศนศึกษากันที่ฮ่องกงกันหมด

ในภาคของหมอดู คุณลักษณ์ เรขานิเทศ หรือหมอลักษณ์ ฟันธงก็น่าจะฮอตขึ้นมาอีกกระทอก เพราะเป็นหมอดูคนเดียวที่ฟันธงว่าคุณสมัครจะเป็นนายกฯ พอดีผมได้ฟังหมอดูกิตติมศักดิ์อีกท่านหนึ่งเอ่ยชื่อต้องร้องอ๋อ เคยบอกผมเอาไว้ว่า แม้คุณสมัครได้เป็นนายกฯ แต่ดวงก็ก้ำกึ่ง ให้ระวังเรื่องของสุขภาพและคดีความ ส่วนคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วงนี้ไม่มีดวงเลยด้วยซ้ำ

ทีนี้ผมอยากจะชวนคุยเรื่องของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อันที่จริงผมกับคุณสมัครรู้จักกันมานานเต็มที ในฐานะผู้สื่อข่าวกับนักการเมือง ก็เหมือนลิ้นกับฟัน ดีกันบ้างไม่ดีกันบ้าง เป็นของธรรมดา สมัยที่คุณสมัคร เป็น รมว.คมนาคม ผมก็เป็นผู้สื่อข่าวประจำกระทรวง

บางวันก็ถูกด่าไฟแลบ

แต่บางวันก็ไปนั่งกินขนมจีนน้ำยากันหลังกระทรวง ก็เลยพอรู้จัก นิสัยคุณสมัครอยู่บ้าง อาทิ คุณสมัครจะเข้าข่ายปากร้ายแต่ใจดี ไม่อย่างนั้นคงไม่ขยันเลี้ยงแมว ถ้าจะเอาเรื่องปากคุณสมัครมาเป็นอารมณ์ในการวัดความเป็นผู้นำประเทศ ผมรับประกันได้เลยว่า ผิดหวัง

ก็คุณสมัครก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร จะให้มายกเลิกเอาตอนแก่น่าจะเป็นเรื่องยาก เป็นคุณสมัครที่เป็นทั้งนักบ่นนักชิม เป็นคุณสมัครที่ชอบพกแบงก์ย่อย 20 บาท 50 บาทเต็มกระเป๋า

และคุณสมัครก็ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

จะไปคาดหวังว่าจะต้องถอดแบบกันออกมา หรือที่บอกว่าจะเป็น นอมินี เต็มตัว ผมก็ว่าไม่ถึงขนาดนั้น ความสามารถของคุณสมัครก็พอตัว อาทิ โครงการคมนาคม การจราจรต่างๆ ไปนั่งคุยกับคุณสมัครทั้งวันก็ไม่จบ รู้ไปหมดทุกตรอกซอกซอย

ผมจึงพอสรุปความจำกัดความของนายกฯ คนใหม่ได้ว่า ก็เป็นนายกฯ ชาวบ้านๆ นี่แหละ ปากอาจจะจัดจ้านไปหน่อย แต่ความ ตั้งใจในการทำงาน ต้นทุนทางสังคม ความสามารถก็มีพอตัว

ในฐานะประชาชนคนหนึ่งผมก็อยากเห็น ผู้นำพาประเทศไปสู่อนาคตที่สดใส เพียงแต่ว่าอยากจะให้ลดความดื้อลงมาบ้าง เปิดใจกว้างซักนิด ลดปัญหาอย่างที่ทุกคนเป็นห่วง ถ้าคนในประเทศขัดแย้งกับคนต่างประเทศเมื่อไหร่ ท่าจะแย่.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก


ตอนเกิดเอาเท้าออก ลิขิตชะตานายกฯคนที่ 25 [30 ม.ค. 51 - 18:16]

ด้วยคะแนนเสียง 310 ต่อ163 ในการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2551 ส่งผลให้นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย

แน่นอน...เป็นเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมาย มิต้องหวั่นหวาดต่อใบแดง ใบเหลืองแต่อย่างใด

เส้นทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ผันผ่านมาอย่างโชกโชน เคยเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง เด่นดังมาทั้งกระทรวงมหาดไทย และคมนาคม

“ความอัจฉริยะของคุณสมัคร สุนทรเวช มีความจำดี พูดจาปราศรัยบันทึกเทปขายได้เป็นเรือนล้าน พระเถรานุเถระ พระหนุ่มเณรน้อย กระทั่งผู้ที่ไม่ชอบคุณสมัคร ก็ยังฟังเทปนั้นๆ...คุณสมัคร สุนทรเวช มีแฟนทั่วบ้านทั่วเมือง มีคนจำนวนไม่น้อยอยากให้คุณสมัคร สุนทรเวช มีโอกาสแสดงฝีมือ”

พระธรรมราชานุวัตร วัดพระเชตุพน แสดงธรรมทัศน์ไว้ในหนังสือ สมัคร 60 ปี คล้ายๆทำนายอนาคตไว้น้อยๆ ก่อนที่ความฝันจะเป็นจริง

สืบสาวเส้นทางการเมืองของ สมัคร สุนทรเวช ย่อมพบว่ายอกย้อนยาวไกล แต่ไกลกว่านั้นคือ สาแหรก “สุนทรเวช” อันทรงเกียรติ

“ผมเกิดหน้าวังบางขุนพรหม”

นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ประกาศไว้ในหนังสือ สมัคร 60 ปี

และให้รายละเอียดว่า “บ้านที่ผมเกิดอยู่ริมถนนสามเสน ตอนตรงกันข้ามกับกำแพงบางขุนพรหม ซึ่งเมื่อ 40 กว่าปีก่อนนั้น แถวตรงข้ามกับกำแพงวังเป็นบ้านเช่าตั้งเรียงราย ระหว่างบ้านเช่าหลายหลังนั้น ก็มีประตูใหม่เปิดเข้าไปข้างใน เป็นบ้านตึกมีเนื้อที่กว้างใหญ่ ด้านหลังลึกเข้าไปถึงวัดอินทรวิหาร”

พลางสรุปว่า “ผมเกิดที่บ้านคุณตาผมหลังนี้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2478”

สาแหรกข้างพ่อมาทางจันทบุรี “มีประวัติพอสืบกันขึ้นไปได้ถึง 3 ปีหลังจากสร้างกรุงเทพฯ คือราว พ.ศ. 2328 จนกระทั่งเรื่อยลงมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อรัชกาลที่ 6 พี่น้องสามคนก็ได้เข้ามารับราชการอยู่ในราชสำนัก”

พี่ชายของพ่อชื่อ สุ่น ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นถึง มหาเสวกตรีพระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี มีตำแหน่งเป็นนายแพทย์ประจำพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า สุนทรเวช

อาของท่านนายกฯ 25 ชื่อ แจ่ม ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นอมรดรุณารักษ์

ส่วนพ่อของท่านนายกฯชื่อ เสมียน ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร

สาแหรกข้างแม่เล่า

ตาของนายกฯชื่อ จันทร์ เป็นชาวบางลำพู เข้ารับราชการอยู่ในราชสำนัก โดยความอุปการะของกรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ

ท่านนายกฯเล่าว่า “คุณตาผมเป็นช่างเขียนมีฝีมือ รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัว ในราชวงศ์จักรีต่อกันมา 3 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้ายเป็น มหาเสวกตรีพระยาอนุศาสตร์จิตรกร”

และได้รับพระราชทานนามสกุลว่า จิตรกร

ผลงานของ จันทร์ จิตรกร ตาของท่านนายกฯเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างคือ ภาพวาดผนังพระอุโบสถวัดสุวรรณดารารามวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นภาพพระราชประวัติ และพระกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พ่อและแม่นายกฯแต่งงานปลายสมัยรัชกาลที่ 6

หลังรัชกาลที่ 6 สวรรคต เศรษฐกิจบ้านเมืองไม่ดี มีการให้ข้าราชการออก เพื่อปรับดุลงบประมาณประเทศให้สมดุล พ่อท่านนายกฯต้องออกจากราชการในราชสำนัก หางานทำใหม่ และได้งานอยู่กรมโฆษณาการ หรือกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน

หลังพ่อแม่แต่งงาน มีลูกด้วยกัน 9 คน สมัคร สุนทรเวช เป็นคนที่ 7

เป็นคนที่ 7 ที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ เพราะว่า “ที่ผมเกิดนั้น ผมเกิดผิดกว่าลูกทุกคน และค่อนข้างจะผิดปกติกว่าคนธรรมดาเขาด้วย เพราะแทนที่จะเอาหัวออก ผมกลับเอาเท้าออกก่อน คุณแม่เคยเล่าให้ฟังเมื่อโตแล้วว่า เมื่อทำคลอดเสร็จคุณหมอก็หันมาบอกคุณแม่...”

ว่า “คุณหญิง ลูกคุณหญิงคนนี้เอาเท้าออก ขอให้เลี้ยงเอาไว้ให้ดี วันข้างหน้าจะช่วยครอบครัว ช่วยวงศ์สกุล และจะเป็นคนช่วยบ้านช่วยเมืองได้”

วัยเยาว์ท่านนายกฯ ซุกซนจนโดนหอยหนีบมือ

ท่านเล่าว่า “เมื่อตอนที่ผมอายุ 3 ขวบ และคุณแม่ยังอยู่ในบ้านของคุณตานั้น บ้านผมยังมีคนใช้ มีพี่เลี้ยง คนที่เป็นพี่เลี้ยงผมนั้น มีหน้าที่เป็นแม่ครัวด้วย เพราะยังงั้นตั้งแต่ผมยังเดินไม่ได้ ผมก็เริ่มถูกแม่ครัวอุ้มเข้ากระเอวเอาไปตลาดด้วยแล้ว”

เมื่อโตเดินได้แล้ว “ผมจึงมักจะเดินตามคนเลี้ยงไปตลาดด้วยบ่อยๆ ยังจำได้จนทุกวันนี้ แล้วได้เก็บเอามาสอนลูกตัวเองเวลาไปตลาด”

ยังมีภาพในความทรงจำคือ “ผมเคยไปยืนอยู่กับแม่ครัวที่หน้าแผงลอยขายปู ขายหอยแครง มีไอ้หอยตัวใหญ่อ้าปาก และเห็นเนื้อสีแดง ก็เอานิ้วไปจี้เล่น หอยแครงยังไม่ตาย มันหนีบเอานิ้วไว้ จนผมแหกปากร้องลั่นตลาด”

แรงเหวี่ยงของชะตากรรม เป็นเรื่องที่ไม่มีใครควบคุมได้ จึงต้องตกระกำลำบากอย่างไม่คาดฝัน

เมื่อ “คุณพ่อออกจากกระทรวงวัง มารับราชการวิสามัญอยู่กรมโฆษณาการ เขาจ้างในอัตราชั้นโท เงินเดือน 80 บาท คุณพ่อได้เบี้ยบำนาญอีกเดือนละ 115 บาท รวมเป็น 195 บาท เลี้ยงลูกตั้ง 6 คน อยู่จนถึงปลายปี พ.ศ. 2482 ที่ครอบครัวผมต้องเริ่มออกไปผจญภัยกับความยากลำบาก ด้วยการที่ทั้งพ่อแม่ลูกต้องออกไปหาบ้านเช่าอยู่เองโดยไม่มีคนใช้”

แต่ความลำบากทำให้ได้พบเหตุการณ์สำคัญ เสมือนเป็นแรงกระตุ้นให้สนใจการเมือง มาเป็นดาวสภา และนักการเมืองฝีปากกล้า

บ้านเช่านั้นอยู่แถวเทเวศร์ซอย 2 แล้วย้ายไปอยู่ซอยนามบัญญัติ ตรงที่ตั้งโรงเรียนอนุบาลสวนเด็กอยู่ในขณะนี้

“ผมจำได้ว่า เพิ่งจะเป็นยุคสมัยแรกๆ ของท่านนายกรัฐมนตรีชื่อ พันเอก แปลก พิบูลสงคราม อยู่แถวนั้นไม่ได้นานเขาก็มีการเรียกร้องดินแดนคืน และว่าจะมีการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องดินแดนคืนกัน เวลานั้นพี่สาวผมคนโตเป็นยุวนารี นุ่งกระโปรงสีเขียวเหมือนทหาร แล้วสวมหมวกหนีบ พี่ชายผมคนโตเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์...เวลาแต่งยุวชนทหารจึงได้ผ้าพันหมวกสีแดง”

แล้ววันหนึ่ง “เขาก็มีคนเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนกัน ผมออกมายืนดูขบวนเขาอยู่ที่ริมถนนประชาธิปไตย ตอนหน้าบ้านเช่าหลังสีเทาๆ ของวัดมกุฏที่ตอนนี้รื้อออกไปสร้างห้องแถวสูงแหงนคอตั้งบ่าเสียหมดแล้ว”

บรรยากาศตอนนั้น “ผู้คนแน่นหนา เขาเดินผ่านแถวนั้นกันตอนเวลาพลบจวนค่ำ จำได้ว่ามีการถือคบเพลงเดินแห่กันมาในขบวนด้วย พวกพ้องผมออกไปยืนกันหมดทั้งบ้าน เพื่อจะคอยขะเย้อแขย่งดูพี่ชายกับพี่สาวเดินผ่าน”

นายกฯสรุปว่า “พอจะถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ทางการเมืองครั้งแรกในชีวิตของผม”

คาดฝันหรือไม่ก็ตาม เส้นทางการเมืองสมัคร สุนทรเวช จากแรงบันดาลใจที่ชะเง้อดูที่ริมรั้วบ้านเช่า ได้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 เรียบร้อยแล้ว.

“บิ๊กเติ้ง” เสี่ยงเล่นแรง [30 ม.ค. 51 - 03:08]

เวลา 16.30 น. วันที่ 29 มกราคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายร่างประกาศพระบรมราชโองการ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

เรียกกันได้เต็มปากอย่างเป็นทางการ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

และช็อตต่อไปก็ได้เวลาฟันธง ส่งคำตอบสุดท้าย โผ ครม.ชุด “สมัคร 1”

ถึงเวลาหักดิบ

ประเดิมด้วยคิวเซอร์ไพรส์ รายการหักกันอย่างแรงในพรรคชาติไทย “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ตัดสินใจลบชื่อของ “เสี่ยเม้ง” นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค ออกจากบัญชีรัฐมนตรี

ริบเก้าอี้กันต่อหน้าต่อตา

รวมถึงคนมือหนักใจถึงที่มีข่าวติดโผตัวเต็งมาตั้งแต่ต้นอย่างนายนพดล พลเสน ส.ส.อุทัยธานี ที่จะได้เปิดซิงเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ

เอาเข้าจริงก็ชื่อหาย

มีแต่ลูกรักว่านอนสอนง่าย “เสี่ยตือ” นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นั่งเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็น รมว.การท่องเที่ยวฯ

หลงจู๊กินรวบรอบวง

อันที่จริง “บิ๊กเติ้ง” ก็ส่งซิกล่วงหน้าเป็นนัยๆแล้วว่า สื่ออย่าเสนอโผล่วงหน้า เพราะถึงเวลาคนไม่ได้เป็นจะยิ่งเสียใจ

เบื้องหลังในรายของ “เสี่ยเม้ง” นั้น รู้กันอยู่ว่า ไม่ควักต๋งจ่ายกองกลางเลือกตั้ง แต่คิวของนายนพดลไม่แน่ใจจะเกี่ยวกับเรื่องวุฒิการศึกษาที่ยังไม่เคลียร์หรือไม่

ที่แน่ๆ พรรคชาติไทยมีหวังป่วน

ไอ้ที่วางโปรแกรมกันไว้ล่วงหน้าจะขอปรับ ครม.กันอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม ได้เวลาที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอายุครบ 35 ปี เข้าเกณฑ์เป็นรัฐมนตรีได้

ต้องตีรวนกันอีกหลายยก

เช่นเดียวกัน ในสถานการณ์ที่ยังไม่ลงตัวง่ายๆ ค่ายเพื่อแผ่นดินนาทีนี้ชัวร์แค่นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค ยึดรองนายกรัฐมนตรี ควบเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม

ขณะที่โควตานิ่งแล้วที่ รมว.ไอซีที รมช.มหาดไทย กับ รมช.คลัง

โดยปรากฏชื่อแคนดิเดต “เสี่ยอี๊ด” นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ คนสนิทของนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ นายมั่น พัธโนทัย สายตรงที่นายวัฒนา อัศวเหม และนายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร เด็กในคาถาของนายสุชาติ ตันเจริญ

และชื่อแปลกๆไม่ค่อยคุ้นหู นายพิชัย นริพทะพันธุ์ นายหัวใหญ่ เจ้าของเหมืองจากจังหวัดพังงา ว่ากันว่าเป็นนายทุนของพรรค และเป็นพ่อของหมอประจำตัวนายสุวิทย์

ตัวเก็งมากกว่าเก้าอี้รัฐมนตรี

ท่ามกลางโผปล่อยหลายสาย เด็กๆในพรรคส่งเสียงเชียร์นายใครนายมัน

แต่แว่วๆแกนนำพรรคทำข้อตกลงกันเป็นการภายใน จะหมุนกันนั่ง

แฮปปี้กว่าใครก็น่าจะเป็นพรรคมัชฌิมาธิปไตย “เจ๊เป้า” นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน สลับโผจาก รมว.แรงงาน ไปเป็น รมว.ทรัพยากรฯ หลังควงนายสมศักดิ์ เทพสุทิน สามี ติดสอยห้อยตามนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย บินไปพบคนที่ฮ่องกง

แถมโบนัส รมช.กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

ด้วยบารมีของ “สุริยะ” เพียวๆเลย

ที่พลิกโผนาทีสุดท้าย โควตาของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เดิมที “บิ๊กติ้ง” พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ ชื่อเต็งจ๋าเป็น รมว.พลังงาน ในโควตาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แต่ไปๆมาๆชื่อไปโผล่เป็น รมว. สาธารณสุข

เปลี่ยนอารมณ์กะทันหัน

แต่ที่ต้องยกให้อิทธิปาฏิหาริย์ยาสั่งเขมรยี่ห้อ “เนวิน ชิดชอบ”

หามปีก “ลุงชัย” นายชัย ชิดชอบ ผู้เป็นพ่อ มานั่งเก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเกียรติประวัติของชีวิตในวัยย่างเข้า 80 ขวบ ส่งนอมินีตัวจริงอย่างนายทรงศักดิ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ ในฐานะลูกพี่ลูกน้องที่ถือกระเป๋าแทนนายเนวิน ได้นั่งเก้าอี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์

แม้แต่มวยโนเนมอย่างนายสุพล ฟองงาม ส.ส.อุบลราชธานี ได้เปิดซิงในตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ในโควตาอีสาน

ยาสั่งเขมรฤทธิ์แรงเหลือร้ายจริงๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

Tuesday, January 29, 2008

'สมัคร' ลั่นไม่ปล่อยวางกลุ่มใช้เบื้องสูงมาย่ำยี

นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ประกาศปกป้องสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ลั่นไม่ปล่อยวางกลุ่มใช้สถาบันเบื้องสูงมาย่ำยี เพื่อใช้เป็นข้ออ้างหักล้างการเมือง จนรัฐบาล"ทักษิณ"ถูกยึดอำนาจ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ได้กล่าวเปิดใจภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อหน้ากองทัพสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศที่มารอเฝ้าทำข่าวตั้งแต่เช้าว่า ค่อนชีวิตที่ผ่านมาตนได้ทำงานด้านการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ถึงระดับชาติ และดำรงตำแหน่งทางการเมืองมามากมาย และตั้งใจจะเกษียณอายุทางการเมืองในตำแหน่งวุฒิสมาชิก เมื่อการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่สุดท้ายก็เกิดการทำรัฐประหการ จนทำให้เหตุการณ์ผันแปร มานั่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนและชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งถึง 233 เสียง

นายสมัคร กล่าวประกาศว่าจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และจะชำระแค้นกลุ่มบุคคลที่นำสถาบันเบื้องสูงมาย่ำยี เพียงเพื่อใช้เป็นเหตถุผลในการหักล้างทางเมือง รวมทั้งกลุ่มที่มีแนวคิดฝ่ายข้ามและพยายามสกัดกั้นไม่ให้พลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง และขอขืนยันว่าตนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่านายกรัฐฐมนตรีทั้ง 24 คนที่ผ่านมา โดยรัฐบาลผสม 6 พรรค จะร่วมใจกันแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองต่อไป

คณะรัฐมนตรีของคุณสมัคร

กาหลิบ

แล้วคุณสมัคร สุนทรเวช ผู้รักแมว และเป็นแมวเก้าชีวิตทางการเมือง ก็ได้รับเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเพียงพอที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๕ ของราชอาณาจักรไทย
เสียงนั้นคือ ๓๑๐ ต่อ ๑๖๓ โดยไม่มีเสียงแตกหรือกบฏแบบที่นิยมเรียกกันว่างูเห่า ในการลงคะแนนอย่างเปิดเผยแบบที่เรียกว่าขานชื่อ ในช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๑
โอกาสที่จะเพี้ยนไปเป็นชื่ออื่นเหมือนกรณี พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ ซึ่งถึงขนาดแต่งชุดปรกติขาวรอรับพระบรมราชโองการอยู่ที่บ้านพักแล้วคงจะไม่มี ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะนี้ถือได้ว่าลงตัวและไม่ควรเป็นประเด็นอีก
ประเด็นต่อไปคือ การเลือกสรรบุคคลที่มาประกอบกันเป็นคณะรัฐมนตรี
ประสบการณ์อันยาวนานของว่าที่นายกรัฐมนตรีสมัคร บวกกับความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อความผันผวนแห่งการเมืองไทยปัจจุบัน คือปัจจัยอันจำเป็นในเรื่องนี้
สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือเบื้องหลังการจัดคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ค่อนข้างง่ายและมีความขัดแย้งไม่สูงนัก ถึงจะมีพรรคการเมืองมารวมกันถึง ๖ พรรคก็ตาม ส่วนใหญ่จะเป็นการคุยกันเองในบ้านว่าจะส่งใครมาดำรงตำแหน่งที่ได้รับการแบ่งส่วนมา
บางกรณีอย่างของคุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ แห่งรวมใจไทยชาติพัฒนา ก็โฉ่งฉ่างหน่อย มีคนแบกป้ายมาประท้วงกันอย่างเปิดเผยที่หน้าพรรค
เช่นเดียวกับพรรคเพื่อแผ่นดินที่รู้สึกว่าจะคุยกันเครียด
คุณบรรหาร ศิลปะอาชา ก็ปวดหัวไม่หยุดกับคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ประท้วงเลยเถิดมาถึงหน้าสภาวันที่เขาลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีกัน ตอนนี้รู้สึกจะตบะแตก สั่งให้ทนายความฟ้องหมิ่นประมาทไปเรียบร้อยโรงเรียนพรรคชาติไทยแล้ว มูลค่าฟ้องสูงถึง ๑๐๐ ล้านบาท
ล้วนแต่เป็นเรื่องสีสันที่ไม่น่าวิตกกังวลอะไร
ปัญหาใหญ่อยู่ที่พรรคพลังประชาชนและนายกรัฐมนตรีคนใหม่เองว่าจะจัดสรรบุคคลมาลงตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญๆ อันเป็นส่วนของพรรคอย่างไร
การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ทันใจคน ขณะเดียวกันก็ไม่สร้างปัญหาระยะยาวทิ้งไว้ จำเป็นที่จะต้องได้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำงานเข้าขากันได้ดีเป็นอย่างน้อย
ถ้าอยู่ในตัวคนคนเดียวกันอย่างคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เสียแล้วก็หมดห่วงไปเปลาะหนึ่ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเที่ยวนี้เก่งการเงินและการคลังอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีหมัดเด็ดทางการเมืองอย่างที่เขาเรียกว่า political clout เพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายที่ต้องสู้กันทางความคิดไม่น้อยกับฝ่ายข้าราชการ โดยเฉพาะกับธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายควบคุมทุน (capital controls) ที่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์เข็นออกมา หรือพระราชบัญญัติการประกอบกิจการธุรกิจต่างด้าว ที่หอการค้าต่างชาติทั้งหลายรู้สึกอึดอัดขัดใจ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ชัดเจน และเราได้พูดถึงกันแล้วหลายครั้งว่า การโยกย้ายในเดือนเมษายนและตุลาคมของปีนี้จะมีความสำคัญอย่างที่สุด ขนาดกำหนดได้ว่าการรัฐประหารครั้งต่อไปจะมีหรือไม่ และจะรุนแรงแค่ไหน
และอย่าลืมตำแหน่งรัฐมนตรีที่มีฐานะพิเศษในสังคมไทย เพราะได้รับความสนใจอย่างมากจากบุคคลสุดยอดในบ้านเมืองนี้ ต้องทำงานใกล้ชิดและช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับรัฐบาลได้ทั้งรัฐบาล นั่นคือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ของอย่างนี้เชื่อได้ว่าว่าที่นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ท่านเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะเข้านอกออกในมาตลอดชีวิตทางการเมือง
คณะรัฐมนตรีในขณะนี้ถูกคาดหวังว่าจะต้องเข้าทำงานและแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างรวดเร็วที่สุด ไม่ว่าใครที่ถูกทาบทามหรือทาบทามตัวเองเข้ามา จะต้องตระหนักในจังหวะก้าวอันรวดเร็วในการทำงาน ไม่มีเวลาสำหรับร่ายรำฟ้อนเล็บ และไม่ควรที่จะหลุดปากว่าขอเวลาศึกษางานก่อน
คณะรัฐมนตรีเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว ต้องไม่ลืมว่าตำแหน่งที่ลดหลั่นลงมาก็มีความหมายอย่างมากต่อการเมืองในระยะนี้
โดยเฉพาะเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพราะต้องประสานฟ้าประสานดินให้กับนายกรัฐมนตรี
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่จะเป็นกลไกสื่อสารสำคัญที่สุดในสังคมที่ยังตั้งแง่ต่อกันอย่างไม่เลิกรา
คณะรัฐมนตรีก็สำคัญทุกชุดล่ะครับ แต่คณะที่ต้องหักเลี้ยวประเทศออกจากทิศทางที่นำไปสู่เหวลึกย่อมมีความสำคัญเป็นพิเศษ.--จบ-

////////////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง:จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

จาก hi-thaksin

‘สนธิ'ปัดลี้ภัยตปท.-แสดงความยินดีนายกฯ‘สมัคร'

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธข่าวลือกรณีเขาขอลี้ภัยไปต่างประเทศ เผยการเดินทางไปต่างประเทศ เป็นเพียงมาดูงานเกี่ยวกับเรื่องศาสนาในประเทศแถบตะวันออกกลางเท่านั้น
"ไม่มี ไม่ได้ลี้ภัย ไปเอาข่าวนี้มาจากไหน ผมมาดูงาน มาพักผ่อน" พล.อ.สนธิ กล่าวให้สัมภาษณ์กับ"รอยเตอร์" ผ่านทางโทรศัพท์จากประเทศดูไบ
พล.อ.สนธิ อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) เดินทางไปต่างประเทศตั้งแต่ต้นสัปดาห์ก่อน ซึ่งต่อมา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.สนธิมาขอลาไปดูงานเกี่ยวกับเรื่องศาสนาในประเทศแถบตะวันออกกลาง ระหว่างวันที่ 21-29 ม.ค.นี้
แต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวลือระบุว่า พล.อ.สนธิ อาจขอลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่มาเลเซีย หลังจากไทยจัดการเลือกตั้งเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีพรรคพลังประชาชน(พปช.) เป็นแกนนำ
พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เขาไม่รู้สึกกังวลเมื่อประเทศไทยจะมีรัฐบาลชุดใหม่ และไม่รู้สึกท้อหรือหมดกำลังใจ
"ตอนนี้ยังไม่มี ก็เอาไว้ให้เจอกันก่อน แล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้ยังไม่มีอะไร" พล.อ.สนธิ กล่าวตอบคำถามที่ว่า มีอะไรบ้างที่จะฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะฝากอะไรถึงนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค พปช. และว่าที่นายกรัฐมนตรี หรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวเพียงว่า ขอแสดงความยินดีด้วย
พล.อ.สนธิ มีกำหนดเดินทางกลับถึงไทย ในเวลาประมาณ 08.00 น.วันพรุ่งนี้ (30 ม.ค.)


จาก hi-thaksin

‘สุรยุทธ์'ชี้เป็นสิทธิ์รัฐบาลใหม่ฟื้นนโยบายประชานิยม‘ทักษิณ'

วันนี้ (29 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อประชุมเทเลคอนเฟอร์เร้นร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวถึง กรณีการกำหนดสเปครัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ว่า ไม่ทราบ อยู่ที่นายสมัคร สุนทรเวช ว ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่พิจารณา ตนมากระทรวงมหาดไทยวันนี้ถือว่า เป็นการประชุมผ่านเทเลคอนเฟอร์เร้นของเดือนนี้และคิดว่าน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ขอบคุณผู้ว่าราชการต่างๆ ที่ได้ทำงานร่วมกันมาในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นอกจากนี้ได้ฝากเรื่องการพัฒนาชุมชน หมู่บ้านซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะสร้างความมั่นคง

เมื่อถามว่ามีงานที่จะให้รัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาสานต่อหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไม่มีอะไร เพราะงานของกระทรวงมหาดไทยมีขอบเขตที่กว้างขวางมากในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข หากรัฐมนตรีใหม่เข้ามารับหน้าที่แล้ว ปลัดกระทรวงคงจะชี้แจงให้ทราบ

เมื่อถามว่ารัฐบาลใหม่จะมีการฟื้นฟูนโยบายเก่าของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลของท่านได้ยุบไป พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของแต่ละรัฐบาลอยู่แล้วที่จะดำเนินการได้ ก็เป็นเรื่องของนโยบายที่แต่ละรัฐบาลเห็นความแตกต่างกัน

จาก hi-thaksin