WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 30, 2008

นายกรัฐมนตรีระบุรายชื่อ ครม.จะเสร็จสิ้นภายในวันนี้

รัฐสภา 30 ม.ค.- นายกรัฐมนตรีระบุรายชื่อ ครม.จะเสร็จสิ้นภายในวันนี้ หลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน

บรรยากาศที่อาคารรัฐสภาวันนี้คึกคักตั้งแต่เช้า แม้สภาพอากาศจะมีฝนตกรถติด โดยบรรดา ส.ส.ต่างเดินทางมาทำหน้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีวาระ คือการกำหนดวัน และเวลาประชุมสภาผู้แทนราษฎร กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสภาสมัยสามัญ และการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม

ในส่วนของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายสมัคร สุนทรเวช ได้เดินทางไปที่รัฐสภาตั้งแต่เช้า

นายสมัคร กล่าวถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรีว่า จะเสร็จสิ้นภายในวันนี้ หลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในช่วงบ่าย - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-01-30 11:02:20

กองทัพพร้อมหนุนสมัคร ทำงานเพื่อประเทศดีขึ้น [30 ม.ค. 51 - 10:21]

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวก่อนเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ วันนี้ (30 ม.ค.) กรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ขอกำลังใจในการทำงานว่า พร้อมให้การสนับสนุน หากทำแล้วประเทศชาติดีขึ้น กองทัพพร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาลในการใช้อำนาจปกครองประเทศ และทำให้ประเทศเจริญ และทุกคนได้รับสิ่งที่ดี ถือเป็นหน้าที่ของทุกคน

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวต่อว่า ไม่เคยได้พูดคุยกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นตัวกลางประสานความเข้าใจระหว่าง คมช. กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อมูลที่ระบุเป็นการนำเสนอของสื่อ จึงขอเรียกร้องสื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากตนเองไม่ได้มีการพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองในขณะนี้ เพราะอาจจะเป็นผลกระทบต่อรัฐบาลและพรรคการเมือง

สนธิปัดเกี้ยเซี้ยทักษิณ รับเคยต่อสายคุยอดีตนายกฯ [30 ม.ค. 51 - 10:50]

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิต รองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวภายหลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย ด้วยเที่ยวบิน ดูไบ -กรุงเทพมหานคร เที่ยวบินที่ ทีจี 518ที่ ห้องวีไอพี สนามบินสุวรรณภูมิ วันนี้ (30 ม.ค.) ว่า เป็นการเดินทางไปดูงานและเยี่ยมเยียนแรงงาน รวมถึงนักศึกษาไทยที่เดินทางไปศึกษาในประเทศแถบตะวันออกกลางไม่ได้ไปขอลี้ภัยตามที่มีข่าวลือแต่อย่างใด

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ชีวิตในช่วงที่ผ่านมา มีความสุขและรู้สึกสบายใจมาก ขอให้กำลังใจนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของประเทศไทย ในการบริหารประเทศชาติให้เดินหน้าต่อไปได้ ทุกฝ่ายต้องมีน้ำใจเป็นสุภาพบุรุษ แต่ขอให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา

อดีตประธาน คมช. กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าได้มีการติดต่อพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี ก่อนที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทย แต่เป็นการพูดคุยในฐานะพี่น้อง ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมือง จึงขอยืนยันต่อประชาชนว่าไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน เพราะที่ผ่านมาพอใจต่อหน้าที่ของตนเองในการปฏิรูปการปกครองเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ว่า เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้


ภารกิจของขบวนการประชาธิปไตย หลังการเลือกตั้ง 23/12/50

30 มกราคม 2551

บทความห้าดาวจากอาจารย์พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ นักวิชาการผู้เป็นแสงสว่าง เป็นแสงเทียนดวงน้อยในยุคมืดของประเทศไทย ภายในบทความ อาจารย์พยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างมวลชนฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อใช้ต่อสู้กับอำนาจของอำมาตย์และเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ได้ถูกแจกแจงออกมาให้เห็นอย่างแจ่มชัด การนำรัฐธรรมนูญปี 40 หรือรัฐธรรมนูญที่เป็นของมหาชนอย่างแท้จริง แทนที่จะใช้รัฐธรรมนูญของอำมาตย์ คือภารกิจสำคัญอันหนึ่งที่ได้ถูกกล่าวถึงในข้อเขียน

อาจารย์แจกแจงถึงกลุ่มอำนาจต่างๆ รวมถึงหมากกลหรือเครือข่ายที่มีอยู่ของอำมาตย์ที่พร้อมที่จะทำการเคลื่อนไหวหลังการจัดตั้งรัฐบาล ในขณะที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของฝ่ายประชาธิปไตยในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการเคลื่อนไหวสามประการ ได้แก่ ธงโลกาภิวัฒน์ ธงรัฐธรรมนูญปี 40 และธงความเป็นธรรมทางสังคม

ในบทความยังได้กล่าวถึงความสำคัญของสื่อออนไลน์ และการประยุกต์การใช้เครื่องมือดังกล่าวให้เกิดประโยชน์มากขึ้น อาจารย์ยังได้พยายามชี้ให้พรรคพลังประชาชนเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่ผ่านมา และแนะนำสิ่งต่างๆ ที่สามารถเสริมและใช้ตีโต้ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตย นอกเหนือไปจากสมรภูมิในสภาที่จะเป็นสมรภูมิหลักในการต่อสู้

ท่านสามารถติดตามอ่านบทความดังกล่าวได้จากเว็บไซต์ประชาไท
http://www.prachatai.com/05web/th/home/11032

ท่านสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังของอาจารย์พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ได้ที่
http://docs.google.com/Doc?docid=d7qgfs4_46c7w8pd&hl=en

จาก Thai E-News

ใบปลิวโผล่เน็ต ถามพล.อ.อ.ชลิต ยึดอำนาจเพื่อชาติหรือเพื่อใคร

30 มกราคม 2551

มีใบปลิวอิเลคโทรนิคในรูปแบบ PDF ไฟล์ ถูกปล่อยลงในเน็ตผ่านเว็บบอร์ดการเมืองชื่อดัง โดยมีชื่อไฟล์ว่า "สนิมในกองทัพอากาศ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข" เปิดเผยเหตุการณ์ในปัจจุบันเมื่อพล.อ.อ.ชลิต โดนลอยแพ หลังคนอื่นจมูกไวถอนสมอไปก่อนหน้าแล้ว พร้อมตั้งคำถามหลายข้อถึงความชอบธรรมในการจัดซื้อจัดจ้างงานต่างๆ ในห้วงระยะเวลาที่คมช.ครองอำนาจสูงสุด โดยมีรายละเอียดทั้งหมดในจดหมายดังได้แสดงไว้ด้านล่างนี้

อนึ่ง ขอให้ท่านผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เนื่องจากใบปลิวดังกล่าวไม่ได้แสดงหลักฐานได้ครบถ้วนทุกเรื่อง

สนิมในกองทัพอากาศ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข


ที่มา
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ คนปัจจุบัน และรักษาการประธานคมช. ยังเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ยังพยายามดิ้นรนต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อให้อยู่รอดในตำแหน่ง ผบ.ทอ. เนื่องจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำกำลังกองทัพบกกลับเข้า กรม กอง ประกาศตัวเป็นทหารอาชีพไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง พล.ร.อ.สถิรพันธ์ เกยานนท์ ถอนสมอไปนานแล้วตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เพราะลึกๆ มีสัมพันธ์อันดีกับหลังบ้าน พ.ต.ท.ทักษิณฯ และพล.อ.สนธิ ก็หายเข้ากลีบเมฆ ไปหลายสัปดาห์แล้ว มีแต่โดดเดียวผู้น่าสงสาร พล.อ.อ.ชลิตฯ ที่เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 อย่างบิ๊กบัง โยนขี้ไว้ให้ในตำแหน่งรักษาการประธาน คมช. มีเพียงกำลังกองทัพอากาศเล็กๆ ไร้ซึ่งอำนาจการต่อรองใดๆ ทางการเมืองในยามนี้

เหตุผล
ทำไม พล.อ.อ.ชลิตฯ ถึงต้องดิ้นรนต่อสู้ให้ถึงที่สุด ในการที่จะต่อท่ออำนาจ และพยายามส่งอำนาจต่อให้กับ พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ เสนาธิการทหารอากาศ ในปัจจุบัน

1. โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ (GRIPEN 39 C/D) ซึ่งเป็นการเร่งรัดโครงการ โดยการของอนุมัติคณะรัฐมนตรี และโอนงบประมาณในรายการต่างๆ ต่างที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2551 ไปดำเนินการ (ซึ่งเป็นโครงการเกี่ยวกับความมั่นคงภายในกองทัพอากาศ ที่มีความสำคัญยิ่ง ไปทดแทน)

2. โครงการพัฒนาระบบควบคุมและแจ้งเตือนการป้องกันทางอากาศ (RTADS Phase II) มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท ซึ่งมีการร้องเรียน และล้มการประมูลไปหลายครั้ง และสุดท้ายงุบงิบทำหลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยไม่มีใครกล้าตรวจสอบ

3. โครงการจัดซื้อเครื่องบิน Air bus และ Boeing มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ พล.อ.อ.ชลิตฯ ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดฯ

4. และงบประมาณอื่นๆ ในกองทัพอากาศ ที่งุบงิบ จัดหาโดยวิธีพิเศษ เป็นงบประมาณมหาศาล

คำถาม
1. ความเกี่ยวข้องของ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข กับ พล.อ.อ.ธเรศ ปุณณศรี และ นายอนุวัฒน์ วัฒนกิจ เจ้าของบริษัท เอ วิ เอ แซทคอม จำกัด ผู้ประสานงานโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ GRIPEN 39 C/D ของประเทศสวีเดน และผู้ประสานงานโครงการ RTADS Phase II และโครงการอื่นๆ ในกองทัพอากาศ เช่น การจัดซื้ออะไหล่เครื่องบินอัลฟ่าเจ็ท และอุปกรณ์สื่อสาร
ในการกองทัพอากาศ

2. ความจำเป็นของโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ GRIPEN 39 C/D เมื่อเปรียบเทียบกับ
..2.1 กำลังรบทางอากาศของเพื่อนบ้านใน 10 ปีข้างหน้า
..2.2 จำนวนงบประมาณที่ใช้เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องบินขับไล่แบบอื่น
..2.3 ความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องบินแบบ F16
..2.4 สภาวะเศรษฐกิจ ของประเทศไทยในปัจจุบัน
..2.5 ภัยคุกคามในอนาคตของชาติ

3. สาเหตุของการร่วมทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของ พล.อ.อ.ชลิตฯ เพื่อชาติ เพื่อตัวเอง หรือเพื่อใคร

4. การพยายามต่อรองกับรัฐบาล พรรคพลังประชาชน ในการเลือกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ด้วยเหตุผลใด สมานฉันท์ หรือเพื่อรักษาอำนาจ ต่อท่ออำนาจ เพื่อปกปิด ความชั่วร้ายของตัวเอง และพวกพ้อง หรือเพื่อใคร โดยอ้างเพื่อชาติ

5. การผลักดันให้ พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศให้ลาออกไปเข้าขบวนการสรรหา วุฒิสมาชิก เพื่อต้องการเปิดตำแหน่งให้ พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มาเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ แทนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น มีความสัมพันธ์อันดี กับป๋าเปรม (ลูกป๋า) และเกษียณอายุราชการในปี 2552 มาต่อท่ออำนาจ เมื่อตัวเองเกษียณอายุราชการในปี 2551

6. มีการสั่งการด้วยวาจา ให้หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงในกองทัพอากาศ สกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมาในเขตเลือกตั้ง ดอนเมืองสายไหม บางเขน โดยให้เลือก สส. เบอร์ 19 (เรืออากาศเอกวิชัย ราชานนท์ พรรคเพื่อแผ่นดิน), เบอร์ 4 (นางสาวจณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ พรรคชาติไทย)และเบอร์ 5 (นายฉมาดล หงสกุล พรรคชาติไทย) จริงหรือไม่ (กดฟังหลักฐานคลิปเสียงเรื่องดังกล่าวได้จากเพลย์เยอร์ด้านล่างนี้)
>


จาก Thai E-News

คลิปภาพในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกฯ

แปลงไฟล์โดย ก้อนดินก้อนหนึ่งบนแผ่นดินไทย
ที่มา ข่าวช่อง 3
29 มกราคม 2551

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาธิไธย ในพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี



พิธีรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ


คำแถลงเปิดใจของนายกรัฐมนตรีคนที่ 25

เสนอให้แต่งตั้งท่านทักษิณ ชินวัตร เป็น 'รัฐบุรุษแห่งชาติ'

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด
ประชาไท
29 มกราคม 2551

ท่านสมัคร ควรเสนอท่านอดีตนายกฯทักษิณ เป็น "รัฐบุรุษแห่งชาติ"

เพราะตอนที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัน เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้เป็นผู้เสนอแต่งตั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี 8 ปี ที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งใด ๆ จากประชาชนทั้งสิ้น เป็น "รัฐบุรุษอาวุโส"

ผมเชื่อว่า ท่านทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างคุณูปการต่อประเทศไทย และมีคนรักท่านมากมายกว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งใดๆ เลย ประชาชน ไม่เคยได้มีโอกาสเลือก "อดีตนายกฯ คนนี้"

ในเมื่อ ตำแหน่ง "รัฐบุรุษ" นั้น เสนอแต่งตั้งประกาศเกียรติคุณจากรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลของ ฯพณฯท่านสมัคร สุนทรเวช จึงมีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ ที่จะประกาศแต่งตั้งท่านทักษิณ เป็น "รัฐบุรุษแห่งชาติ"

ปล. 1 พวกที่ไม่ชอบทักษิณ อาจโวยวาย แต่ พวกผมที่ไม่ชอบ พล.อ.เปรม ก็ยังไม่เห็นจะมีสิทธิโวยวายอะไรเลย อีกอย่าง พวกที่เกลียดทักษิณ ก็อาจจะสบายใจว่า "ท่านรัฐบุรุษแห่งชาติ ทักษิณ ชินวัตร" จะไม่ลงมาเป็นนายกฯ อีก เป็นการยกขึ้นหิ้งอีกวิธีหนึ่ง

ปล. 2 ตำแหน่ง "รัฐบุรุษแห่งชาติ" นั้นจะต้องจัดไว้สูงกว่า "รัฐบุรุษอาวุโส"


จาก Thai E-News

การ์ตูน: สื่อไทยคือกระจกเงาเบี้ยวๆ


จาก Thai E-News

สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (2) : แล่เนื้อเถือหนัง ‘ตุลาการภิวัฒน์’ แบบไทยๆ

สัมภาษณ์โดย มุทิตา เชื้อชั่ง และชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
ที่มา
ประชาไท
24 มกราคม 2551

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ผ่านมาตลอด 2 ปี อำนาจตุลาการได้มีบทบาทสำคัญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กระทั่งมีนักวิชาการออกมาชื่นชม และเรียกขานอำนาจตุลาการในยุคนี้ว่า ‘ตุลาการภิวัฒน์’

การที่ศาลกลายเป็นตัวแปรสำคัญในทางการเมือง การที่กฎหมายถูกกำหนดขึ้น ถูกใช้ ถูกตีความท่ามกลางคำถามและการวิพากษ์วิจารณ์ที่พุ่งตรงไปในระดับหลักการอย่างมากมาย คนใช้กฎหมายกับการเมือง แนบชิดกันอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นโดยไม่เคอะเขิน และได้รับแรงสนับสนุนจากสังคม ฯลฯ เหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อหลักนิติรัฐ และทำให้อำนาจตุลาการ ได้ หรือ เสีย อะไรไปบ้างระหว่างทาง

*****************************

ตอนที่ ๑ อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย


“เราใช้ต้นทุนต่างๆ มาเยอะในช่วงปีกว่าๆ อำนาจ พลัง บารมี ในหลายๆ เรื่อง แล้วมันสึกหรอไปหมด วันนี้ต้นทุนทางสังคมของชนชั้นนำจำนวนมากก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว แม้แต่ศาล ตั้งแต่คุณให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ตั้งแต่คุณไม่ให้ประกันตัว กกต.หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องดี เป็นตุลาการภิวัตน์ แต่ผมมองในทางกลับกันว่า อีกด้านหนึ่งมันกัดเซาะตัวระบบโดยที่เราอาจไม่รู้ตัวก็ได้”

*****************************

ตอนที่ ๒ แล่เนื้อเถือหนัง ‘ตุลาการภิวัฒน์’ แบบไทยๆ
ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องตุลาการภิวัฒน์

*** ทุกวันนี้ เนื้อหาของกฎหมายเป็นยังไง โดยเฉพาะกฎหมายสูงสุด
ผมว่าเนื้อความของกฎหมายมีปัญหาแล้วในหลายเรื่อง ก็เหลือแต่คนใช้ คุณจะใช้กฎหมายในลักษณะที่เป็นธรรมไหม ที่ผ่านมา เราใช้ต้นทุนต่างๆ มาเยอะในช่วงปีกว่าๆ อำนาจ พลัง บารมี ในหลายๆ เรื่องเข้ามาแล้วมันสึกหรอไปหมด วันนี้ต้นทุนทางสังคมของชนชั้นนำจำนวนมากก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว แม้แต่ศาล ตั้งแต่คุณให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ตั้งแต่คุณไม่ให้ประกันตัว กกต.หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องดี เป็นตุลาการภิวัตน์ แต่ผมมองในทางกลับกันว่าอีกด้านหนึ่งมันกัดเซาะตัวระบบโดยที่เราอาจไม่รู้ตัวก็ได้ แต่ผมตอบไม่ได้ว่าการกัดเซาะแบบนี้มันจะนานเท่าไรถึงจะทำลายตัวโครงกฎหมายทั้งโครง

*** ที่ผ่านมา นักกฎหมายก็ไม่เห็นทำอะไรในการพยายามตรวจสอบการใช้อำนาจศาล นักวิชาการด้านอื่นๆ ยิ่งไปกันใหญ่ เรียกขานกันเลยว่า ‘ตุลาการภิวัตน์’
ก็จริง อำนาจตุลาการถือเป็นอำนาจที่ 3 ในระบอบประชาธิปไตย เขาบอกว่ามันเป็นอำนาจที่อันตรายน้อยที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจที่ active ศาลเริ่มการเองไม่ได้ ที่ไหนไม่มีการฟ้องคดีที่นั่นไม่มีการพิพากษา แต่เราก็รับรู้เหมือนกันในมุมหนึ่งว่าอำนาจที่อันตรายน้อยที่สุดอาจเป็นอันตรายมากที่สุดได้ถ้ามันเริ่ม active หรือขยายหรือก้าวล่วงไปสู่อำนาจอื่น

ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้เราอาจไม่ได้ไปมองศาล วงการกฎหมายเองก็คงไม่ได้มองระบบต่างๆ มองในแง่ดีมันทำให้เราเห็นอะไรมากขึ้น วิพากษ์วิจารณ์อะไรได้มากขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่าน ในช่วงที่มีปัญหา มันจะเสียอะไรไปบ้าง

ปัญหาคือโดยพลังที่อำนาจตุลาการมีแต่เดิม มันทำให้คนจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ และในบ้านเราก็มีกฎหมายบังคับอยู่ จริงๆ การมีกฎหมายคุ้มครองอำนาจรัฐไม่ใช่เรื่องแปลก มันต้องมีความคุ้มครองคนทำงาน แต่ปัญหาคือความพอดีซึ่งขาดมากในบ้านเรา เมื่อไม่พอเหมาะพอประมาณ มันก็คือการกดขี่ในอีกด้านหนึ่ง ทำให้พูดไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี่แหละที่ยุ่งยาก ใครจะเอากระดิ่งไปผูกคอแมว

แต่เอาเข้าจริง มันก็มีความเปลี่ยนแปลง สังคมมีวิวัฒนาการ อะไรที่ถูกตั้งคำถามมันก็จะถูกถามมากขึ้น ผมเชื่อในดุลยภาพของสังคม อะไรที่เกินเลยไปจะต้องถูกดึงกลับมา แต่จะใช้เวลาแค่ไหนเท่านั้นเอง

*** ‘ตุลาการภิวัฒน์’
ตุลาภิวัฒน์ ถ้าไปดูรากฐานที่มาในภาษาอังกฤษ เรียกว่า judicial review คือการที่ฝ่ายศาลหรือฝ่ายตุลาการ ใช้อำนาจในทางตุลาการไปทบทวน ตรวจสอบการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติ และทางบริหารหรือทางปกครอง

มันคือการเข้าตรวจสอบว่าการใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่น กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปตรวจสอบการตรากฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภาว่าอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญไหม ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานอันหนึ่งของนิติรัฐ หรือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ที่ถือรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ....

ในอเมริกาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ judicial review เขาจะมองว่า หลักประชาธิปไตยต้องถูกกำกับโดยนิติรัฐด้วย สองเสาหลักนี้เป็นเสาหลักในการค้ำยันประเทศเอาไว้ เพราะถ้าคุณปล่อยให้ผู้แทนราษฎรออกกฎหมายยังไงก็ได้ โดยไม่มีใครเหนี่ยวรั้งเลย อันตรายก็จะเกิด ประเทศที่เจอกับปัญหานี้ชัดเจนคือ เยอรมนี เยอรมนีจึงเกิดศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วเขาก็ใช้อำนาจในทางตุลาการไปทบทวน

อีกกรณีคือการทบทวนการใช้อำนาจในทางปกครอง คือกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองออกกฎ สั่งการไปกระทบสิทธิประชาชน หลักนิติรัฐก็เรียกร้องว่าเวลาที่พวกนี้ใช้อำนาจต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย เมื่อเขาใช้อำนาจล่วงกรอบของกฎหมาย ต้องมีองค์กรที่เป็นกลางเข้ามาตรวจสอบว่าการใช้อำนาจนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็คือศาลปกครองนั่นเอง หรือในประเทศที่ไม่มีศาลปกครองก็ใช้ศาลยุติธรรมแทน

*** หมายความว่าต้องสำรวมในการใช้อำนาจด้วย
ใช่ เพราะมันมีหลักอยู่ว่า การที่เราใช้อำนาจตุลาการเข้าไปควบคุม ตรวจสอบอำนาจพวกนี้ ฝ่ายศาลเองต้องระวังและสำรวมการใช้อำนาจ หมายความว่า ศาลต้องเห็นประเด็นกฎหมายที่อยู่ในบรรดาปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นกฎหมายในปัญหาทางการเมือง ซึ่งมันยุ่งยากซับซ้อนมาก ศาลจะต้องดึงเอาประเด็นทางกฎหมายออกมาแล้วทำให้เป็นประเด็นที่มันชัด แล้วมีเหตุผลในทางกฎหมายเวลาที่ตัดสิน แล้วตัดสินบนพื้นฐานของหลักกฎหมาย

ศาลต้องระวังไม่ไปแสดงออกซึ่งเจตจำนงของการเมืองแทนองค์กรอื่น เช่น ถ้าจะไปวินิจฉัยว่า กฎหมายที่สภาตราขึ้นขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลต้องชี้ให้ได้ว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างไร แล้วมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่ศาลเห็นว่า ศาลไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ หรือเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่เหมาะ แม้ว่าศาลเห็นเช่นนั้นจริงก็เอาเจตจำนงของตัวเองไปแทนที่เจตจำนงของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ ศาลไม่มีอำนาจ ถ้าศาลทำอย่างนั้นเท่ากับว่าศาลทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ...

คำพิพากษาที่ดีต้อง educate หรือให้การศึกษากับทั้งคู่ความและสาธารณะ การให้เหตุผลอย่างที่ผมพูดไปตั้งแต่ตอนต้นว่า คุณให้เหตุผลสั้นๆ ไม่ได้ เรื่องที่มันยิ่งสำคัญคุณต้องให้เหตุผลยาว และต้องชั่งน้ำหนักทุกด้าน

คุณยอมบอกว่า การเลือกตั้งโมฆะ เพราะเหตุว่า กกต. จัดคูหาเลือกตั้งถูกหรือผิด หันคูหาเข้าผนัง เท่านี้ไม่ได้ แต่คุณต้องให้เหตุผลต่อไปว่า มันทำลายเจตจำนงประชาชนอย่างไร แล้วคะแนนเสียงที่ออกมามันไม่นับเป็นเจตจำนงของประชาชนด้วยเหตุอะไร การที่ศาลจะไปตัดสินแบบนี้ ศาลไปทำลายอำนาจของปวงชนหรือไม่ อำนาจอธิปไตยของปวงชนคืออะไร คุณต้องให้เหตุผลในเชิงหลักการทั้งหมด แล้วคุณถึงจะบอกว่าคุณจะตัดสิน...

ผู้พิพากษาของศาลออกมาจากกระบวนยุติธรรม คุณเข้าไปทำงานในทางบริหาร ภายใต้การนำของรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจ ส่งคนออกไปในหน่วยงานอื่น โดยเชื่อว่า คนที่มาจากศาลนั้นเป็นคนดีกว่าคนที่อยู่ในหน่วยงานอื่น ทำไมเราถึงคิดอย่างนั้น ทำไมไม่คิดว่าคนที่อยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เป็นคนดีมีคุณธรรมเหมือนกับคนในตุลาการ คนของกรมสรรพากรที่เขาเก่งทำไมไม่คิดว่าเขาเป็นคนดี ผมไม่ได้บอกว่าศาลไม่ดี ผมรู้จักผู้พิพากษาหลายคน มีเพื่อนเป็นผู้พิพากษา มีลูกศิษย์เป็นผู้พิพากษา หลายคนเป็นคนดี มีคนมีความสามารถเยอะ

แต่ในทุกวงการมีทั้งคนดีและคนไม่ดี เราต้องยอมรับตรงนี้ก่อน แล้วคนดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรที่ถูกต้องเสมอ คนดีกับความถูกต้องมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน มันอาจจะเป็นคนละเรื่องก็ได้ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องในทางการเมืองที่มีความสลับซับซ้อน แล้วท่านผู้พิพากษาที่อยู่ระบบอย่างนี้ไม่คุ้นเคยหรอกกับไอ้ระบบการเมืองที่มันซับซ้อน

*** แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือ เขาอ้างศาสตร์ของอาจารย์ไปแล้วเรียบร้อย แล้วก็เคลือบด้วยเรื่องของคุณธรรม ศีลธรรม เรื่องนี้จะแยกแยะยังไง เพราะมันถูกผูกโยงกันไป แล้วความดีก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ตัวคุณธรรมนั้นดี มนุษย์ต้องมีคุณธรรม เราก็ยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องแยกระหว่างตัวคุณธรรมกับตัวคนซึ่งอ้างคุณธรรมซึ่งเป็นคนละส่วนกัน เหมือนกับที่ผมพยายามจะแยกว่า คุณต้องแยกระหว่างพระเจ้าในศาสนาคริสต์กับศาสนจักรซึ่งอ้างพระเจ้ามาดำเนินการต่างๆ ในนามของพระเจ้า เพราะทั้งศาสนจักรในยุคสมัยกลางที่อ้างพระเจ้า และคนที่อ้างว่าตัวเองมีคุณธรรมในยุคสมัยแห่งเรา ก็ต่างจะอ้างเอาพระเจ้าหรือคุณธรรม มาใช้ในทางซึ่งเป็นประโยชน์กับตัว

แน่นอน คนบางคนเป็นคนดีมีคุณธรรมก็ได้ แต่ถามว่าคนดีมีคุณธรรมทำอะไรไม่ผิดเลยเหรอ มันผิดกันได้ ปัญหาคือ เมื่อคุณอ้างว่าคุณเป็นคนดีมีคุณธรรมแล้ว ในด้านหนึ่งคุณก็มีความคิด ความฝัน ความเชื่อของคุณ แต่มันมีคนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งมีความคิด ความเชื่อ ความฝันไม่ตรงกับคุณ อย่างผมอาจมีความคิด ความฝัน ความเชื่อ ไม่ตรงกับคนซึ่งเป็นคนดีมีคุณธรรม หรืออ้างตัวเองเป็นคนดีมีคุณธรรม ถามว่าถ้าอย่างนั้น ผมเป็นเลวใช่ไหมครับ ที่สุดแล้วหลักแบบนี้มันใช้ไม่ได้

เหมือนเวลาที่บอกให้ประชาชนเลือกคนดีเวลาที่มีการเลือกตั้ง มันเป็นไปไม่ได้ นี่เป็นเรื่องการเมือง การเมืองคือเรื่องผลประโยชน์ คนชั้นล่างก็ต้องเลือกคนที่มีผลประโยชน์ให้เขา ชนชั้นกลาง ชนชั้นสูงก็เหมือนกัน คุณเลือกคนที่คุณใกล้ชิด คุณมีผลประโยชน์เกี่ยวพัน มันก็เป็นอย่างนี้ แล้วถามว่าทำไมคุณไม่ตำหนิชนชั้นสูงบ้าง แค่เพียงคุณอ้างว่าด้านนี้มีคุณธรรมเท่านั้นหรือ พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะเข้าข้างอีกด้านหนึ่ง แต่ผมกำลังจะบอกว่า มันคือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งหมดเหมือนกัน ผมยังไม่เคยเห็นสถาบันไหนไม่มีผลประโยชน์ทางการเมือง

--------------------------------------------

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ เว็บไซต์ประชาไท
http://www.prachatai.com/05web/th/home/11007

--------------------------------------------

จาก Thai E-News

แบบสมัคร [30 ม.ค. 51 - 18:37]

การโหวตเลือก นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยที่ผ่านมา จะมีอะไรขลุกขลัก จะมีรายการโชว์ออฟอยู่บ้าง โดยเฉพาะความไม่เป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็ใช่ว่าสาเหตุจะเกิดจากตัว คุณสมัคร สุนทรเวช แต่เป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาลที่ส่วนใหญ่ตั้งขึ้นมาใหม่ เป็นพรรครวมการเฉพาะกิจ

ความเป็นเอกภาพจึงยังไม่มี

จะต่อรองผลประโยชน์ ต่อรองตำแหน่ง รมต. อะไรก็ว่ากันไปอีกเรื่อง ธรรมชาติของการเมือง ไม่ว่าจะน้ำดีน้ำเน่าไม่ค่อยจะมีอะไรแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยด่าทักษิณ คนที่ไม่ชอบทักษิณ คนที่เคยวิจารณ์ทักษิณ คนที่อยู่คนละขั้วกับทักษิณ

บินไปทัศนศึกษากันที่ฮ่องกงกันหมด

ในภาคของหมอดู คุณลักษณ์ เรขานิเทศ หรือหมอลักษณ์ ฟันธงก็น่าจะฮอตขึ้นมาอีกกระทอก เพราะเป็นหมอดูคนเดียวที่ฟันธงว่าคุณสมัครจะเป็นนายกฯ พอดีผมได้ฟังหมอดูกิตติมศักดิ์อีกท่านหนึ่งเอ่ยชื่อต้องร้องอ๋อ เคยบอกผมเอาไว้ว่า แม้คุณสมัครได้เป็นนายกฯ แต่ดวงก็ก้ำกึ่ง ให้ระวังเรื่องของสุขภาพและคดีความ ส่วนคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วงนี้ไม่มีดวงเลยด้วยซ้ำ

ทีนี้ผมอยากจะชวนคุยเรื่องของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อันที่จริงผมกับคุณสมัครรู้จักกันมานานเต็มที ในฐานะผู้สื่อข่าวกับนักการเมือง ก็เหมือนลิ้นกับฟัน ดีกันบ้างไม่ดีกันบ้าง เป็นของธรรมดา สมัยที่คุณสมัคร เป็น รมว.คมนาคม ผมก็เป็นผู้สื่อข่าวประจำกระทรวง

บางวันก็ถูกด่าไฟแลบ

แต่บางวันก็ไปนั่งกินขนมจีนน้ำยากันหลังกระทรวง ก็เลยพอรู้จัก นิสัยคุณสมัครอยู่บ้าง อาทิ คุณสมัครจะเข้าข่ายปากร้ายแต่ใจดี ไม่อย่างนั้นคงไม่ขยันเลี้ยงแมว ถ้าจะเอาเรื่องปากคุณสมัครมาเป็นอารมณ์ในการวัดความเป็นผู้นำประเทศ ผมรับประกันได้เลยว่า ผิดหวัง

ก็คุณสมัครก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร จะให้มายกเลิกเอาตอนแก่น่าจะเป็นเรื่องยาก เป็นคุณสมัครที่เป็นทั้งนักบ่นนักชิม เป็นคุณสมัครที่ชอบพกแบงก์ย่อย 20 บาท 50 บาทเต็มกระเป๋า

และคุณสมัครก็ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

จะไปคาดหวังว่าจะต้องถอดแบบกันออกมา หรือที่บอกว่าจะเป็น นอมินี เต็มตัว ผมก็ว่าไม่ถึงขนาดนั้น ความสามารถของคุณสมัครก็พอตัว อาทิ โครงการคมนาคม การจราจรต่างๆ ไปนั่งคุยกับคุณสมัครทั้งวันก็ไม่จบ รู้ไปหมดทุกตรอกซอกซอย

ผมจึงพอสรุปความจำกัดความของนายกฯ คนใหม่ได้ว่า ก็เป็นนายกฯ ชาวบ้านๆ นี่แหละ ปากอาจจะจัดจ้านไปหน่อย แต่ความ ตั้งใจในการทำงาน ต้นทุนทางสังคม ความสามารถก็มีพอตัว

ในฐานะประชาชนคนหนึ่งผมก็อยากเห็น ผู้นำพาประเทศไปสู่อนาคตที่สดใส เพียงแต่ว่าอยากจะให้ลดความดื้อลงมาบ้าง เปิดใจกว้างซักนิด ลดปัญหาอย่างที่ทุกคนเป็นห่วง ถ้าคนในประเทศขัดแย้งกับคนต่างประเทศเมื่อไหร่ ท่าจะแย่.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก