WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 31, 2008

พรก.เพิ่มเงินเดือนเปรม และองคมนตรี : กระบวนการ 'ต่างตอบแทน' ที่ขัดแย้งกับ 'ความพอเพียง'


ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
30 มกราคม 2551

น่าสนใจเหลือเกินกับความสัมพันธ์ของตัวละครเหล่านี้ อันได้แก่ ประธานองคมนตรี-คณะรัฐประหาร–คณะรัฐมนตรี-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ตั้งแต่เกิดการยึดอำนาจใหม่หมาดแล้วที่ชื่อของประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถูกดึงมาเกี่ยวข้องในฐานะเบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน ซึ่งสร้างความเสื่อมเสียให้รัฐบุรุษท่านนี้ไปไม่น้อย

และขณะที่มวลชนผู้หวงแหนประชาธิปไตยพากันประณามสาปแช่ง พล.อ.เปรม ฝ่ายคณะรัฐประหารก็ดาหน้ากันออกมาปกป้อง พล.อ.เปรม มากมายเช่นกัน ด้วยการยืนกรานปฏิเสธว่า พล.อ.เปรม ไม่เกี่ยวอะไรกับการรัฐประหารครั้งนั้น...

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นต่อๆ มา กลับตอกย้ำให้ประชาชนเห็นว่า สำหรับคณะรัฐประหารและหน่อเนื้อเชื้อไขแล้ว มีลักษณะความกตัญญูรู้คุณต่อ พล.อ.เปรม มากแค่ไหน

เช่นที่เคยเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาในช่วงสั้น ๆ ประมาณเดือนตุลาคมของปีที่แล้ว คือกรณีที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)บางกลุ่ม ดำเนินการผลักดันแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อปกป้องพระบรมราชวงศ์ องคมนตรี ประธานองคมนตรี มิให้ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ในมาตรฐานกฎหมายหมวดเดียวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เป็นการพยายามยกชั้นประธานองคมนตรี และองคมนตรีให้ขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกับพระบรมราชวงศ์ งานนี้ก็ไม่รู้ว่า เหาจะขึ้นหัวใครดี ระหว่างคนเสนอกับคนถูกเสนอ...

โชคยังดีที่เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนมากจนเกินไป เกินกว่าที่ประชาชนคนอื่นๆ จะรับได้ จึงต้องออกมาคัดค้าน และเป็นอันที่สนช.ต้องพับเก็บไปในที่สุด

กระบวนการ “ต่างตอบแทน” ครั้งแรกจึงไม่ได้ผล

หากแต่ความกตัญญูรู้คุณ คือนิสัยของคนไทย แม้ครั้งแรกยังทำไม่ได้เพราะประชาชนอีกหลายสิบล้านคนผู้เสียภาษีเขาไม่เห็นด้วย... แต่ก็ใช่ว่าจะยอมแพ้

ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ โดยอาศัยช่วงที่หลายคนพุ่งความสนใจไปที่การเลือกนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คณะรัฐมนตรีปัจจุบันนำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีมติเห็นชอบ “พระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งขององคมนตรี และรัฐบุรุษ พ.ศ.2551” ซึ่งเพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา

ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ได้กำหนดเพิ่มเงินเดือนประจำตำแหน่งให้ประธานองคมนตรีจากเดือนละ 114,000 บาท เป็น เดือนละ 121,990 บาท

องคมนตรีจากเดิมที่เคยได้รับเดือนละ 104,500 บาท เพิ่มเป็นเดือนละ 112,250 บาท

รัฐบุรุษจากเดิมที่เคยได้รับเดือนละ 100,000 บาทเพิ่มเป็นเดือนละ 121,990 บาท

มีความจำเป็นอันใดกับการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ นอกเสียจาก การเอื้อประโยชน์ส่วนตัวให้กับคนบางคนบางกลุ่ม... ทั้งที่เป็นกลุ่มบุคคลผู้ซึ่งทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด แต่กลับผ่านกฎหมายที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับ “ความพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยทั้งประเทศน้อมรับนำไปปฏิบัติ

เรียกว่าอยากตอบแทนสนองคุณกันจนหน้ามืดตามัว จนไม่สำเหนียกเลยว่าจะกระทบกระเทือนพระเกียรติยศมากเพียงใด...

ผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์ประมุขของประเทศ ย่อมต้องพร้อมทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ จริงใจ ให้สมกับเกียรติยศที่ได้รับ เพราะนี่มิใช่ตำแหน่งที่มีไว้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์...

ลำพังเพียงตอนรัฐประหารที่ประธานองคมนตรีถูกโจมตี ก็สร้างความบอบช้ำมากพอแล้ว

อย่าให้ต้องเป็นที่โจษจันถึงความไม่เหมาะสม กระทบกระเทือนความรู้สึกของคนไทย ที่จงรักภักดีให้มากไปกว่านี้อีกเลย


จาก Thai E-News

พรีเมียร์ลีก ดาร์บี้ เค้าน์ตี้ VS แมนฯซิตี้

พรีเมียร์ลีก

ดาร์บี้ เค้าน์ตี้ VS แมนฯซิตี้

สนาม : ไพรด์ พาร์ด

เวลาคิกออฟ : 02.45 น.

ฟอร์ม 5 นัดหลังสุด

ดาร์บี้ เค้าน์ตี้

26-01-08 แพ้ เปรสตัน 1-4 (เอฟเอ คัพ)

22-01-08 เสมอ เชฟฯเว้นเดย์ 1-1 (เยือน)

19-01-08 แพ้ พอร์ทสมัธ 3-1 (เยือน)

12-01-08 แพ้ วีแกน 0-1 (เหย้า)

06-01-08 เสมอ เชฟฯเว้นเดย์ 2-2 (เหย้า) (เอฟเอ คัพ)

แมนฯ ซิตี้

27-01-08 แพ้ เชฟฯ ยูไนเต็ด 1-2 (เยือน) (เอฟเอ คัพ)

20-01-08 เสมอ เวสต์แฮม 1-1 (เหย้า)

16-01-08 ชนะ เวสต์แฮม 1-0 (เหย้า) (เอฟเอ คัพ)

12-01-08 แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (เยือน)

05-01-08 เสมอ เวสต์แฮม 0-0 (เยือน) (เอฟเอ คัพ)

สภาพความพร้อมล่าสุด

ดาร์บี้ เค้าน์ตี้

พอล จีเวลล์ กุนชือ แกะเขาเหล็ก จะไม่มี เลวิน เอ็นยาทังกา กอลหลังทีมชาติเวลล์ที่ติดโทษแบน โดนไล่ออกจากเกม เอฟเอ คัพ ที่แพ้ เปรสตัน 1-4 เมื่อสุดสัปดาร์ที่ผ่านมา แต่จะได้ เคร็ก เฟแกน พ้นโทษแบนสวนทางกลับมาประจำการเกมรุกได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เอ็ดดร้ เลวิส จะหมดสิทธิ์ลงสนามช่วยทีมเป็นเวลา 1 เดือน ภายหลังได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า อย่างรุนแรงจากเกมดังกล่าว รวมไปถึงนักเตะที่เจ็บอยู่ก่อนแล้วอย่าง ไทโรน เมียร์ส สตีเฟ่น บายวอเตอร์ แดนนี่ มิลล์ส เจย์ แม็คอีฟลี่ยื และ เดวิส โจนส์ ยังคงชวดเช่นเดิม

แมนฯ ซิตี้

สเวน โกรัน อีริคส์สัน นายใหญ่ชาวสวีดิชของ เรือใบสีฟ้า จะตัดสินใจว่า จะเสี่ยงส่ง ไมกาห์ ริซาร์ด ปราการหลังจอมแกร่งที่เพิ่งหายเจ็บเข่า ลงประเดิมสนามในเกมนี้หรือไม่ แม้นักเตะจะสามารถกลับมาฝึกซ้อมร่วมทีมได้ ่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาแล้วก็ตาม

แต่จะได้ ฆาเบียร์ การ์รีโด้ แบ็กซ้ายชาวสแปนิช หายป่วยกลับมาเสริมทัพอีกครั้ง ส่วย เนรี กาสตีโย่ ดาวยิงแม็กซิกันยังอยู่ในช่วงพักฟื้น หลังได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ อย่างไรก็ตาม ในรายของ ไมเคิ่ล จอห์นสัน มิดฟิลด์ดาวรุ่งที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณท้อง ยังคงชวดเช่นเดิม

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะได้ลงสนาม

ดาร์บี้ เค้าน์ตี้ (4-4-2)

ผู้รักษาประตู : ลูอิส ไพรซ์

กองหลัง : มาร์ค เอ็ดเวอร์ธี่ย์- แอนดี้ ท็อดดี้ – โคล้ด เดวิส – ดีน ลีค็อก

กองกลาง : ฮอสซัม กาลี – ร็อบบี้ ซาเวจ – สตีเฟ่น เพียรืสัน – โลร็องต์ โรแบร์

กองหน้า : เอมานูเอล วีย่า – เคนนี่ มิลเลอร์

แมนฯ ซิตี้ (4-2-3-1)

ผู้รักษาประตู : โจ ฮาร์ส

กองหลัง : เวราน คอร์ลูก้า – ริซาร์ด ดันน์ – เนตุม โอนูโอฮา – ไมเคิ่ล บอลล์

กองกลาง : ดีทมาร์ ฮามันน์ – เกลสัน แฟร์กน็องเดส – ดาริอุส วาสเซลล์ – เอลโน่ บลูแมล์ – มาร์ติน เปตรอฟ

กองหน้า : เอมิล เอ็มเพน ซ่า

ความน่าจะเป็นของเกม

เพิ่งพ้ายต่อทีมรองบ่อนมาด้วยกันทั้งคู่ในศึก เอฟเอ คัฟ รอบ 4 เมื่อสุดสัปดาห์ แต่ดูแล้ว ทีม ดาร์บี้น่าดูจะแย่กว่า เพราะเป็นการเสียท่าในบ้าน อีกทั้งยังแก้ปัญหาเกมรับที่พลาดง่ายไม่ตก แม้ว่า จะมีการเสริมทัพขนานใหญ่เมื่อช่วงตลาดซื้อขายเปิดเดือน ม.ค. ก็ตาม แต่ผลงานก็ยังจมดิ่งอยู่ท้ายตารางเช่นเดิม ส่อแววว่า โอกาสหล่นชั้นค่อนข้างจะแน่นอนแล้ว

ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ฟอร์มดร็อปลงไปเยอะ ทั้งๆ ที่สถาพทีมก็แทบจะเป็นชุดเดิมๆ กับชุดเดิมๆ กับชุดที่ทำผลงานได้ดี เมื่อครั้งออกสตาร์ฤดูกาล ดูแล้ว ปัญหาน่าจะเกิดจาการบรรดานักเตะแกนหลักในทีม ไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่ง ทำให้โอกาสที่จะลุ้นไปติดอันดับหัวตารางอีกครั้ง กับทีมในระดับบิ้กโพร์ คงยาดเต็มที่

อย่างไรตาม แม้เกมนี้ ดาร์บี้ จะได้เปรียบที่เล่นในถิ่น แต่สภาพค่อนข้างมีปัญหา โดยเฉพาะในเกมรับ ที่นักเตะตัวหลักต่างมีอันดับต้องได้รับบาดเจ็บกันหลายราย ขณะที่ ผู้เล่นที่ซื้อเข้ามาใหม่ ก็ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงฟอร์มการเล่นที่เข้าระบบกับกับทีมมากนัก ทำให้ แมนฯ ซิตี้ น่าจะหวังใช้โอกาสนี้ งัดฟอร์มเก่งของสตาร์ดังอย่าง เอลาโน่ – เปตรอฟ ให้ออกมาช่วยทีมได้อีกครั้ง บวกกับการวางแผนบุกมาเล่นแบบหวังผล ไม่เน้นสเกอร์ อาศัยจังหวะที่แนวรับของ ดาร์บี้ ผิดพลาด น่าจะช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ เบียดเอาชนะเจ้าถิ่นได้

จาก Hi-Thaksin

17 เดือน 'ขิงแก่' ถลุง 2.3 ล้านล้าน GDP โตจิ๊บจ๊อย

'งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา' รูดม่านอำลา 'รัฐบาลขิงแก่' สำรวจความ มือเติบ 17 เดือนกับตัวเลขงบประมาณที่ถูกใช้จ่ายในผลงานที่เด่นชัดที่ สุดทางเศรษฐกิจ ที่สะท้อนภาพการเติบโตของตลาดเงิน

ตลาดทุน และตัวเลขจีดีพีของประเทศ ที่กลายเป็นผลงานไม่ได้เติบตามการใช้จ่ายที่ผ่านมา ก่อนการเข้ามาของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งพร้อมๆ กับการหายไปของเงินเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท

'สยามธุรกิจ' สำรวจความน่าสนใจของตัวเลขบางส่วน ที่มีผลสะท้อนถึงผลงานของ 'รัฐบาลขิงแก่'ในภาพรวม นับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2549 ที่เข้ารับตำแหน่ง ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายในการอำลาเก้าอี้

สถานการณ์ชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2549 ในยุครัฐบาล 'พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร' ที่ต่อเนื่องมาจนถึง การรัฐประหาร 19 กันยายน ก่อนการเข้าสู่การบริหารของ 'รัฐบาลขิงแก่' กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะต้อง มีการจัดทำงบประมาณประจำปี 2550 ในแบบขาดดุล

และเป็นการตัดสินในขั้นสุดท้ายหลังเพิ่มเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ในการจัดทำงบประมาณปี 2550 แบบขาดดุลในวงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 1.42 ล้านล้านบาท และรายจ่ายที่ 1.52 ล้านล้านบาท

ทั้งด้วยเหตุผลในการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ ที่เริ่มจะถดถอย และชดเชยกับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่กำลังจะขาดหายไปเนื่องจากถูกช็อกด้วยการ 'รัฐประหาร'

โดยเฉพาะแรงสะดุ้งสะเทือนที่มาจากตลาดหุ้นตลาดทุนไทย ที่ก่อนหน้ารัฐประหาร มีแนวโน้มที่จะวิ่งหาตัวเลขดัชนีถึง 800 จุด ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

เวลาของ 'รัฐบาลขิงแก่' ตลอด 17 เดือนกับการใช้ง่ายเงินงบประมาณปี 2550 ที่ต้องบวกรวมเข้างบประมาณปี 2551 อีกครึ่งปี ที่ตั้งไว้ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท นับจากครึ่งเทอมของปีงบประมาณ 2551 เท่ากับตัวเลขประมาณ 8 แสนล้านบาท บวกเข้ากับงบประมาณที่ใช้ไปในปี 2550 อีกประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท กลายเป็นตัวเลขมหาศาลถึง 2.3 ล้านล้านบาท

จาก 1 ตุลาคม จนกระทั่งถึงปัจจุบัน การใช้จ่ายเงินก้อนโตเกือบ 2.5 ล้านล้านบาทโดย 'รัฐบาลขิงแก่' เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลงานทางเศรษฐกิจ มีผลงานออกมาในมุมไหน?

วัดจากตัวเลขจีดีพีในปี 2549 ที่ในไตรมาสสุดท้ายของปี อยู่ที่ 4.3 % หลังการรัฐประหาร ตัวเลขจีดีพีปี 2550 โตขึ้น 4.8 % เมื่อเทียบกับปี 2549 และก่อนอำลารัฐบาลขิงแก่ในปี 2550 ตั้งเป้าตัวเลขจีดีพีกันไว้ 4.3- 4.8 % และอาจจะต้องมีการปรับเป้าใหม่ด้วยปัจจัยความผันผวนของค่าเงินบาท

เท่ากับการบริหารในเรื่องของผลิตภัณฑ์มวลรวมนับแต่การเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลขิงแก่ เพียงแค่ปีเศษ ด้วยงบประมาณกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ไม่สามารถดันจีดีพีให้โตได้

เมื่อสำรวจผลงานรัฐบาลขิงแก่ในเชิงของการเติบด้วยตัวเลขจีดีพี มักจะถูกสะท้อนภาพกลับมาให้เห็นถึงการบริหารงานภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ไม่เน้นการเจริญเติบโตด้วยจีดีพี

แต่อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายเงินเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท น่าที่จะสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากกว่าตัวเลขที่สะท้อนออกมา!!!

นอกเหนือจากตัวเลขจีดีพี ที่เป็นตัวชี้วัดถึงผลงานที่ผ่านของ 'รัฐบาลขิงแก่' ที่สวนทางกับการใช้งบประมาณก้อนโตเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท แล้ว !!

ดัชนีชี้วัดที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการเติบโตของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตลาดหุ้น ที่ก็มีความน่าสนใจในข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างปี 2549 -ปัจจุบัน

ตัวเลขที่สำคัญและน่าสนใจตัวหนึ่ง คือมูลค่าตลาดรวมการซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ MARKET CAP ซึ่งก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีตัวเลขอยู่ที่ 5.04 ล้านล้านบาท หลังการรัฐประหารและการเข้ามาของรัฐบาลขิงแก่ ตัวเลข ณ สิ้นปี 2549 อยู่ที่ 5.04 ล้านล้านบาท และตัวเลขการเติบโต ณ สิ้นปี 2550 อยู่ที่ 6.63 ล้านล้านบาท หากมองจาก MARKET CAP การเติบโตของตลาดหุ้น เปรียบเทียบได้ว่า “รัฐบาลสุรยุทธ์” บริหาร MARKET CAP ตลาดหุ้นโตได้เพียง 1.59 ล้านล้านบาท

หากสำรวจจากมูลค่าการซื้อ-ขาย เฉลี่ยต่อวัน นับตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งอยู่ที่ 1.64 หมื่นล้านบาท ในปี 2549 อยู่ที่ 1.62 หมื่นล้านบาท และในปี 2550 เหลือเพียง 1.27 หมื่นล้านบาท หรือเท่ากับว่า มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในยุคของ 'รัฐบาลขิงแก่' หดหายไปวันละ เกือบ 3,500 ล้านบาทต่อวัน

ตัวเลขงบประมาณปี 2551 ที่จะมียอดรวม 1.6 ล้านล้านบาท ที่เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ถึง 68,000 ล้านบาทหรือ 4.4% และครึ่งปีงบประมาณ 2551 ที่เท่ากับ 0.5 % จำนวนเงินกว่า 8 แสนล้านบาท กลายเป็นตัวเลขใหม่ที่เข้ามาบวกรวมการใช้งบประมาณตลอดปี 2551 อีก 1.5 ล้านล้านบาท มีจำนวนเงินสูงถึงเกือบ2.5 ล้านล้านบาท และกับผลงานจากผู้ใช้เงินคือ 'รัฐบาลขิงแก่' ที่สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านตัวเลขจีดีพีและตัวเลขจากการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กำลังจะบอกอะไรบางอย่าง

และตัวเลขที่สำคัญก่อนการจากไปของรัฐบาลขิงแก่ที่จะลืมไม่ได้ คือตัวเลขการแทรกแซงค่าเงินบาท และตัวเลขการอ่อนค่าของเงินตราสำรองระหว่างประเทศที่เป็นถือครองเป็นดอลลาร์ ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการที่นำเสนอโดยสื่อฯ มีมากถึง 1.7 แสนล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวถูกเปิดเผยโดย นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ยอมรับว่าผลการการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจากเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างหนักตลอดปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ถึง 1.7 แสนล้านบาท

ขณะที่การประเมินกันเบื้องต้นของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จากธันวาคมปี 2549 ถึงตุลาคมปี 2550 ธนาคารแห่งประเทศไทยจะขาดทุนจากการเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาททั้งสิ้น 3.5 - 4.0 แสนล้านบาทนั้น โดยคิดจากค่าเงิน ณ เดือนธ.ค.49 อัตราแลกเปลี่ยนที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เดือนต.ค.50 อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่ามาอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

เฉพาะในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่หากข้อมูลจากการเปิดเผยของสื่อฯ เป็นจริง เท่ากับ 'รัฐบาลขิงแก่' บริหารเงิน 2.3 ล้านล้านบาท เฉพาะในส่วนที่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ต้องเสียไปฟรีๆ ถึงเกือบ 1 ใน 5 ของงบประมาณที่รัฐบาลขิงแก่ใช้ทั้งหมด 2.3 ล้านล้านบาท

ผลงานทั้ง 3 ส่วน ทั้งในด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และในด้านตัวเลขจีดีพี เป็นผลงานที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการจากไปของ 'รัฐบาลขิงแก่'

กลายเป็นการปิดฉากตำนานอันเฉื่อยแฉะที่หลายๆ คนเรียกว่าเกียร์ว่าง ซึ่งหากมองผ่านผลงานทั้ง 3 ด้านนี่แล้ว การรูดม่านปิดฉาก 'รัฐบาลขิงแก่' ในเร็ววันนี้อาจะไม่ใช่แค่เกียร์ว่าง แต่แทบจะกลายเป็นเกียร์ถอยหลังที่ไร้ทิศทาง 17 ตุลาคม 2549 -ปัจจุบัน กับเงินของประเทศกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ประชาชนคงต้องหาคำตอบเอาเองว่า 17 เดือนที่ผ่านมากับรัฐบาลรัฐประหารของพล.อ.สุรยุทธ์ ประเทศและประชาชนได้อะไรกลับมาหลังต้องเสียเงินไปถึง 2.3 ล้านล้านบาท


อภิสิทธิ์ แนะ นายกคนใหม่ มุ่งทำงานแก้ปัญหาประเทศชาติ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แนะ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ มุ่งทำงานแก้ปัญหาประเทศชาติ มากกว่า แก้ปัญหาให้อดีตนายกฯทักษิณ และบางกลุ่มบุคคล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอแนะให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เร่งสร้างความเชื่อมั่น

และแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ สังคม มากกว่าที่จะแก้ปัญหาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและปัญหา

เฉพาะบางกลุ่มบุคคล เพราะหากไม่เห็นแก่ประเทศชาติ ปัญหาการเมืองก็อาจเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลควรกำหนดนโยบายและทิศทางการทำงานที่ชัดเจน และขณะนี้ไม่มีเวลาศึกษา

ดูงาน และตนขอแสดงความยินดีกับประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชน จนนายสมัคร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

Wednesday, January 30, 2008

“หมอเลี๊ยบ” เผยเก้าอี้รมว.กลาโหม ขณะนี้ลงตัวแล้ว [30 ม.ค. 51 - 20:37]

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (30 ม.ค.) ถึงการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า ที่ได้มีการพูดคุยกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งต่อที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคว่า ขอเวลา ที่มีข่าวว่าจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) นั้น ยังไม่ใช่ คือกระบวนการต่าง ๆ เพิ่งเริ่มขึ้นวันนี้เอง คงต้องใช้เวลา คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์จะเรียบร้อย

นายสมัคร จะเป็นผู้พิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ในแง่ของข้อสรุปขั้นสุดท้าย ยังไม่ได้มีการแจ้งแก่พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งนายสมัคร จะเป็นผู้เห็นชอบทั้งหมด ในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีม การทำงานต่อจากนี้จะทำงานเป็นทีม เป็นเรื่องสำคัญมากนพ.สุรพงษ์ กล่าว


เมื่อถามถึงการที่นายสมัคร อาจมีการเปลี่ยนตัวในบางคนนั้น นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เราได้มีการพูดคุยกัน 2 คน นายสมัคร กับตน ไม่มีคนที่ 3 จึงไม่ทราบว่าแหล่งข่าวไปอ้างอิงมาจากไปไหน เพราะจะรู้กัน 2 คน ในส่วนของการพิจารณา อยู่ที่ดุลยพินิจของนายสมัคร สามารถปรับเปลี่ยนได้ทั้งหมด


และเมื่อถามถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เบื้องต้นลงตัวแล้ว แต่ไม่สามารถบอกได้เป็นทหารหรือไม่

มัชฌิมาฯ ชัวร์ นั่ง รมว.ทรัพยากรฯ

กทม. 30 ม.ค.- มัชฌิมาธิปไตย ชัด “อนงค์วรรณ” นั่งเก้าอี้ รมว.ทรัพยากรฯ แต่ รมช.ยังไม่ลงตัว รอผลเจรจา ด้าน “ประชัย” ยังไม่เลิกวุ่น เรียกประชุมรอบ 3

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) เวลา 14.00 น. ตนได้เรียกประชุมคณะกรรมการร่วม กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส. จำนวน 11 คน เพื่อจะให้มีการลงมติ 2 วาระ คือ การร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน และการลงมติเลือกบุคคลในพรรคเข้ารับตำแหน่งโควตารัฐมนตรี ซึ่งตนทราบว่าพรรคพลังประชาชนจะให้โควตารัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 2 ตำแหน่ง คือ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย อย่างไรก็ตาม การเสนอชื่อบุคคลรับตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องขึ้นกับเสียงโหวตในที่ประชุมพรรควันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) และอาจไม่มีชื่อของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค อยู่ด้วยก็ได้

“ที่ผ่านมา พรรคพลังประชาชนประสานงานตลอด แต่คุณอนงค์วรรณไม่นำข้อมูลมาแจ้งให้ผมและกรรมการบริหารพรรคทราบ จัดการทุกอย่างด้วยตนเองเสมือนจะเป็นหัวหน้าพรรค ผมว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง” นายประชัย กล่าว

นายประชัย ยังระบุว่า การนัดประชุมวันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) หากนางอนงค์วรรณ หรือกรรมการบริหารพรรคฝั่งนางอนงค์วรรณ และ ส.ส. จะอ้างเรื่องความไม่ชัดเจนสถานภาพหัวหน้าพรรคของตน แล้วไม่มาร่วมประชุมอีก คงทำไม่ได้ เพราะการเชิญประชุมครั้งนี้ นอกจากจะอาศัยทั้งอำนาจหัวหน้าพรรคที่ตนยังไม่พ้นสถานภาพโดยการวินิจฉัยของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว ยังได้อาศัยอำนาจของนายประมวล เลี่ยวไพรัตน์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคอันดับหนึ่งด้วย ดังนั้น ในวันพรุ่งนี้ การประชุมคณะกรรมการร่วมต้องครบองค์ประชุม

นายประชัย กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุเทพ สัตถาผล กรรมการบริหารพรรค และฝ่ายกฎหมายของพรรค รวบรวมหลักฐานเตรียมแก้ต่างข้อกล่าวหาเรื่องยุบพรรคเรียบร้อยแล้ว หาก กกต. มีหนังสือแจ้งให้พรรคไปรับทราบข้อกล่าว และมองว่าเป็นการดิสเครดิตที่พรรคเข้าร่วมรัฐบาล เพราะกรณีของนายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวพรรค ที่ถูกแจกใบแดง ไม่ได้มีผลช่วยให้พรรคได้มี ส.ส.ระบบสัดส่วนเลย ถ้าย้อนไปดูจะเห็นว่า ทั่วประเทศ ส.ส.สัดส่วนเป็นศูนย์ ถ้าพรรคจะรู้เห็นให้ทำผิด ตัวเลข ส.ส.ที่ได้จะต้องมีมากกว่านี้ เป็นเรื่องแปลกที่พรรคใหญ่ไม่มีการสอบสวนว่ามีการทำผิดหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โผ ครม.สัดส่วนพรรคมัชฌิมาธิปไตยแน่นอนแล้วว่า นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แต่อีก 1 ตำแหน่ง จากเดิมที่ได้โควตารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และวางตัวให้ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รองหัวหน้าพรรค มารับตำแหน่งนั้น ยังไม่ลงตัว และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยในเรื่องนี้ นางอนงค์วรรณ ยอมรับว่ามีปมปัญหาใหม่ขึ้นมา จึงต้องมีการพูดคุยกันใหม่. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-01-30 19:33:58

‘ทักษิณ'มีแนวโน้มกลับไทยเร็วขึ้นหลัง'สนธิ'ต่อสายคุย

(30 ม.ค.) ที่พรรคพลังประชาชน นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน และที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีว่า วันนี้(30 ม.ค.)จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อมอบอำนาจให้แก่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในการดูแลเรื่องโผต่างๆ ส่วนขณะนี้ยังไม่ลงตัวอยู่กี่ตำแหน่ง นายนพดล กล่าวว่า เหลืออีกไม่กี่ตำแหน่ง วันนี้ประชาชนอยากเห็นคณะรัฐมนตรีเริ่มทำงานและแก้ปัญหาให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยในช่วง 1-2 วันนี้สัดส่วนรัฐมนตรีในโควตาของพรรคและของพรรคร่วมรัฐบาลจะเสร็จเรียบร้อยอย่างแน่นอน สำหรับการนัดหารือนโยบายของรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาลนั้น นายนพดล กล่าวว่า วันนัดประชุมนโยบายนั้น จะนัดพูดคุยหารือกันภายหลังจากที่โปรดเกล้าฯคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว 1 วัน

ส่วนกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช. ระบุว่าได้ต่อสายพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณนั้น นายนพดล กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคงเป็นไปตามที่พล.อ.สนธิให้สัมภาษณ์ และถือเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ที่เคยเห็นแตกต่างกันหันมาพูดคุยกัน บ้านเมืองจะได้ลดความขัดแย้งและมีความสมานฉันท์ปรองดองเกิดขึ้น รับบาลชุดใหม่ก็จะสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้นไปด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมสงสัยในเรื่องที่มีการพูดจากัน นายนพดล กล่าวว่า คงจะเปิดเผยเนื้อหารายละเอียดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว และตนก็ไม่รู้ว่ามีการพูดคุยอะไรกันบ้าง แต่น่าจะเป็นเรื่องความสมานฉันท์และความปรองดอง รวมทั้งเป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งไม่ใช่การเคลียร์อย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กัน เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับพรรคพลังประชาชน ส่วนแสดงว่าพ.ต.ท.ทักษิณให้อภัยพล.อ.สนธิใช่หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ตนคงไม่สามารถให้ความเห็นได้ เพราะไม่ทราบว่ามีการพูดคุยอะไรกันบ้าง แต่ขณะนี้เราต้องเร่งทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน แต่ตนได้พูดมาตั้งแต่แรกแล้วว่า จะไม่มีการล้างแค้นใครทั้งสิ้น เพราะเราต้องทำงานให้กับคนไทยทุกคนอย่างเสมอภาคกัน

ส่วนจะส่งผลให้พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับประเทศไทยเร็วขึ้นหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า กำหนดการณ์คือเดือนพฤษภาคม แต่ก็มีความเป็นไปได้ คงต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้งหนึ่งก่อน


จาก hi-thaksin

สัมภาษณ์ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี " ขอเลื่อนเวลาขึ้นทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม.ออกไป"

ไปติดตามความคืบหน้า ล่าสุด ในการจัดโผคณะรัฐมนตรีชุด สมัคร 1 กับ น.พ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ซึ่งระบุว่า คงต้องเลื่อนเวลาการทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม. ที่คาดว่าจะดำเนินการได้ในวันพรุ่งนี้ออกไปก่อน โดยขอเวลาอีก 2-3 วัน


อัพเดตเมื่อ 2008-01-30 19:11:00




เผยนายกฯเตรียมนำรายชื่อครม.ใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯพรุ่งนี้

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน(พปช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรควันนี้มีมติมอบหมายให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องรายชื่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้อย่างช้าภายในวันพรุ่งนี้(31 ม.ค.) เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
"วันพรุ่งนี้ท่านนายกฯบอกว่าท่านจะนำ(รายชื่อ ครม.) ขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งหลังจากนี้ถึงจะเห็นความชัดเจนว่าใครเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหนบ้าง" ร.ท.กุเทพ กล่าว
โฆษก พปช.กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าหลังมี ครม.แล้วจะช่วยให้พรรคร่วมรัฐบาลมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น โดยก่อนจะมีการโปดเกล้าฯ แต่งตั้งครม.จะไม่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะได้รับมอบหมายให้เข้ามารับตำแหน่งต่าง ๆ
นอกจากนี้ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ยังได้ชี้แจงที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคกรณีมีรายงานข่าวว่านายกรัฐมนตรีขอเปลี่ยนแปลงรายชื่อ ครม.บางตำแหน่งนั้นไม่เป็นความจริง และการนำรายชื่อเข้าไปหารือกับนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการหารือกันเป็นการส่วนตัวเพียงสองต่อสอง ไม่มีผู้อื่นเข้าร่วมด้วย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการอ้างแหล่งข่าวเป็นผู้เปิดเผยประเด็นข่าวดังกล่าว


จาก hi-thaksin

‘สมัคร'สุดทน‘มือที่มองไม่เห็น'ชักใยป.ป.ช.จ้องเล่นงานไม่เลิก

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุมี"มือที่มองไม่เห็น"ชักใยอยู่เบื้องหลังกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ตั้งอนุกรรมการไต่สวนเรื่องการว่าจ้างบริษัทเอกชนขนย้ายขยะในสมัยที่ตนเองดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
"เชิญตามสบาย มันส่งมาตั้งแต่แรกแล้ว มันมีคำสั่งจากมือที่มองไม่เห็นให้จัดการ...ไม่เป็นปัญหาถ้าบ้านเมืองเป็นแบบนี้มันทุเรศ 3 ปีแล้วสอบยังไงก็ไม่มีปัญหา" นายสมัคร กล่าว
นายสมัคร ยืนยันว่า กรณีดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี โดยเรื่องนี้มีคนบางกลุ่มพยายามที่จะหาเรื่องเล่นงานตนเองทุกวิถีทางอยู่แล้ว ซึ่งตนเองจะไม่ไปขอร้อง และหากตนเองจะเอาคืนกรณีทุจริตโครงการก่อสร้างทางข้าม-ทางลอด 16 แห่งของ กทม.มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทในยุคของผู้ว่าฯ คนปัจจุบันก็อย่ามาต่อว่าตนเองก็แล้วกัน
"ถ้าผมจะเอาบ้างก็อย่าว่ากันนะ ถ้าพูดไอ้นั่นไอ้นี่มา 3 ปีก็ขุดมา ผมจำได้ว่า กทม.มี 16 โครงการ 2 หมื่นล้าน(บาท)หมกไว้ทำไม" นายสมัคร กล่าว
นายสมัคร กล่าวว่า กรณีดังกล่าวถือว่า ป.ป.ช.เลือกปฏิบัติ เพราะไปสอบสวนคดีที่ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ยอมดำเนินคดีทุจริตโครงการทางข้าม-ทางลอด 16 แห่งของ กทม.มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทในยุคของผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน
"แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ กล่าวหาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เรื่อง 3 ปีที่แล้วยังขุดขึ้นมา แต่เรื่องสด ๆ ร้อน ๆ กลับหมกเอาไว้"นายสมัคร ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวที่ว่ากรณีดังกล่าวถือว่า ป.ป.ช.เลือกปฏิบัติหรือไม่


จาก hi-thaksin