WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 1, 2008

คตส.รู้ตัวถูกโดดเดี่ยว เมิน'บิ๊กบัง'ยอมคืนดี'ทักษิณ'

คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ซึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนการกระทำผิดของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังถูกยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ถูกจับตาทันทีว่าอาจจะเกิดมีผลกระทบในการทำงาน หลังจากที่พรรคพลังประชาชน ขึ้นมาเป็นรัฐบาล รวมทั้งที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) เคลียร์ใจกับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศแล้ว

นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคตส. ยอมรับว่าคตส.ถูกโดดเดี่ยวมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่มารับตำแหน่งจนถึงขณะนี้ อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าไม่มีใครมาแทรกแซงการทำงานของคตส.ได้ ส่วนการต่อสายคุยกันของพล.อ.สนธิ กับพ.ต.ท.ทักษิณ ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า เป็นอย่างไร แต่อาจจะมีความจำเป็นก็ได้ ไม่รู้ความในใจไม่ขอก้าวล่วง พูดไปเดี๋ยวเกิด ความเข้าใจผิดกันอีก ตอนนี้คตส.ขอทำงานอย่างเดียวจนครบวาระ ซึ่งอาจมีผลงานชิ้นโบว์แดง คือ คดีการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 และคดีการจัดซื้อรถ-เรือดับ เพลิงของ กทม. ที่นายสมัคร นายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินว่าพล.อ.สนธิ ไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อหาทาง ลงให้ตัวเอง ในส่วนของคตส. หาทางลงให้กับตัวเองหรือยัง ประธานคตส. กล่าวว่า ทางลงของ คตส.มีทางเดียว คือตั้งใจทำงาน ตามหน้าที่ให้ดีที่สุด และกรรมการคตส.ทั้ง10คนยืนยันไม่ถอดใจลาออกแน่นอน ตอนนี้ขอทำงานให้ถึงที่สุด ซึ่งอาจมีผลงานชิ้นโบแดง คือ คดีการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 และคดีการจัดซื้อรถ-เรือดับ เพลิงของ กทม. ที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา

ซึ่งคาดว่าจาสรุปเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ส่วนที่นายสมัคร สุนทรเวช ประกาศจะเอาคืนคน ที่เล่นงานตัวเองนั้น นายนามกล่าวว่า ตนไม่กลัว เพราะคตส.ทำงานตรงไปตรงมา ยึดหลักกฏหมาย ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร เมื่อนายสมัครมาเป็นนายกฯก็ทำหน้าที่บริหารไป อย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกัน อย่างไรก็ตามเชื่อว่านายสมัครคงไม่เข้ามาแทรกแซงการทำงานของคตส. เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ และสุดท้ายทุกคดีก็ต้องไปสิ้นสุดที่ศาล

ด้านนาย แก้วสรร อติโพธิ กรรมการคตส. กล่าวว่าคตส.ไม่หวั่นไหวอะไรที่พล.อ.สนธิ คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคตส.ไม่ได้ทำเพราะพล.อ.สนธิ หรืออำนาจของคมช. แต่เป็นการอาศัยอำนาจของกฏหมายป.ป.ช. ยืนยันว่าวันนี้คตส.ยังมีกำลังใจดีอยู่

นอกจากนี้นายแก้วสรรยังกล่าวว่า ในการประชุมคตส.วันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ จะมีวาระในการพิจารณาคือ คดีการทุจริตจัดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา 90 ล้านต้น ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ และคดีบ้านเอื้ออาทร โครงการร่มเกล้า-บางพลี ที่คณะกรรมการไต่สวนสรุปสำนวนเสร็จแล้ว จึงเสนอให้คตส.ชุดใหญ่พิจารณามีมติ ิส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งฟ้องต่อศาลต่อไป

ขณะที่มีรายงานข่าวจากคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ เอื้อประโยชน์ออกนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และพวกพ้อง แจ้งว่า ในคดีการเอื้อประโยชน์ดาวเทียมไทยคม กรณีการรับเงินประกันดาวเทียมเสียหาย 33 ล้านเหรียญสหรัฐ ทางอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้พิจารณาเสร็จแล้ว

โดยเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคตส.ชุดใหญ่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อให้มีมติส่งให้กรมสรรพากร ดำเนินการเรียกเก็บภาษีเงินดังกล่าว เพราะแม้จะเป็นเงินที่ได้จากการประกันดาวเทียม แต่เงินดังกล่าว ไปอยู่ในบัญชี ของบริษัทชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) ขณะที่เจ้าของดาวเทียมไทยคม 3 คือกระทรวงไอซีที จึงถือเป็นเงิน ได้พึงประเมินตาม ภงด. 50 ซึ่งกรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บภาษีตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 65

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันเดียวกันในการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีธนาคาร เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลพม่า4,000 ล้านบาท เพื่อตรวจเอกสารหลักฐานในคดีดังกล่าว ได้มีอนุกรรมการไต่สวนฯ คนหนึ่ง ร้องเพลง' เดียวดาย' ขึ้นมาด้วยเสียง อันดังขึ้นมากลางวงที่ประชุมด้วย

โดยมีเนื้อหาว่า 'เดียวดายอาดูร สิ้น สูญแล้วทุกทุกสิ่ง เธอ มาทอดทิ้ง จากไปแสนไกลสุดไกล จำใจจำทน หม่นหมองเพ้อร้องร่ำไห้ โอ้ ยอดดวงใจ แสน เศร้า โศก ตรม' โดยมีอนุกรรมการส่วนใหญ่ร้องคลอตามกัน

ขณะที่กรรมการคตส. บางคนกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เพลงดังกล่าวเหมาะกับสถานการณ์ในช่วงนี้ ซึ่งตั้งแต่คตส.เริ่มทำงาน ทางคมช.ได้เชิญไปร่วมรับประทานอาหารอยู่ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกที่เริ่มทำงาน และครั้งสุดท้ายที่คมช.เริ่มหมดอำนาจ

ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช ระบุว่าการที่ปปช.ตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบกรณีโครงการจ้างเอกชน กำจัดขยะมูลฝอยมูลค่ากว่า 9000 ล้านบาท เพราะมีมือที่มองไม่เห็นสั่งการ ว่า มือที่มองไม่เห็น ตนก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน และยืนยันว่าการทำงานของปปช.ไม่มีใบสั่งจากใคร และเชื่อว่าการที่นายสมัครเป็นนายกฯจะไม่กระทบกับการตรวจสอบคดีนี้

นอกจากนี้นายกล้านรงค์ ยืนยันว่าป.ป.ช.ไม่ได้ละเว้นการตรวจสอบคดีทุจริตโครงการก่อสร้างถนน - อุโมงค์ ทางลอด 16 โครงการของกทม.สมัยที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯกทม. เพราะคดีนี้อยู่ระหว่างการ ตรวจสอบของคณะอนุกรรมการฯที่มีตนเป็นประธาน

นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการจ้างเหมา เอกชน ขนมูลฝอยกล่าวว่า หลังจากที่รวบรวมพยานหลักฐานเอกสารแล้ว จากนั้นจะเรียกผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูลต่อไป โดยคดีนี้คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะมีผลการตรวจสอบของ สตง.อยู่แล้วระดับหนึ่ง

'สมัคร'โต้ปชป.ตัวจริงยังไม่มี เงามาได้อย่างไร

'สมัคร'โต้ปชป.ตั้งครม.เงาตรวจสอบรัฐบาล ระบุตัวจริงยังไม่มา เงามาแล้วหรือ ตัวจริงยังไม่มี แล้วเงามาได้อย่างไร

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ สัมภาษณ์ ที่พรรค ว่าขณะนี้ รายชื่อครม.ใหม่เสร็จเรียบร้อย แล้วโดยมีการปรับเปลี่ยนสลับที่กันเล็กน้อย มีรองนายกฯ 6 คน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ 2 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ โดยเลขาฯครม. บอกว่าจะใช้เวลา 2-3 วัน ซึ่งเลขาฯครม. ยังไม่แจ้งว่าการตรวจสอบเสร็จหรือยัง

เมื่อถามว่า ประชุมครม.นัดแรก 5 ก.พ. ทันหรือไม่ นายสมัครกล่าวว่า ต้องแล้วแต่ว่าจะตรวจสอบคุณสมบัติ เสร็จแล้วทูลเกล้าเมื่อไหร่ จากนั้นรอโปรดเกล้าฯและนำครม.ใหม่เข้าถวายสัตย์ก็เสร็จเรียบร้อย

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล เงาติดตามการทำงานของรัฐบาลแล้ว นายสมัคร กล่าวว่า ก็เรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของตนตัวจริงยังไม่มา เงามาแล้วหรือ ตัวจริงยังไม่มี แล้วเงามาได้อย่างไร

นายสมัคร กล่าวอีกว่าวันนี้มีภารกิจให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนญี่ปุ่น 4-5 ราย มีทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อโทรทัศน์ จากนั้นจะไปเยี่ยมลูกสาวที่รพ. สื่อกรุณาไม่ต้องไปตาม เสร็จแล้วจะกลับบ้าน และในวันจันทร์จะไปซื้อของที่ตลาดตามปกติ

เมื่อถามว่า วันที่ขับรถพาสื่อวนเวียนเมื่อวันก่อน นายสมัคร กล่าวว่าจะแกล้งสื่อทำไม จะไปซื้อเสื้อกับเนคไทใหม่แต่ก็เกรงใจ กลัวคนจะเต็มร้านก็เลยกลับออกมา และจะไปตามเพื่อนชื่อสมัคร ธันวานนท์ อยู่ที่กทม. 2 แต่รถเข้าไม่ได้ ก็เลยกลับบ้านเท่านั้นเอง

ปชช.ชื่นชอบประชานิยม 6 พรรคร่วมเตรียมสานต่อ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานการประชุม 6 พรรคร่วมรัฐบาล เพื่อจัดทำนโยบายบริหารประเทศ กล่าววันนี้ (1 ก.พ.) ว่า ที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันในเรื่องการใช้นโยบาย บริหารประเทศ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน รวมทั้งนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทย เช่น 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา และธนาคารเพื่อประชาชน เป็นต้น ทั้งนี้ที่ประชุมเตรียมตั้ง คณะกรรมการร่วม 6 พรรค เพื่อหารือร่วมกัน หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ก็จะมีการหารือเพื่อความชัดเจน ในเรื่องนโยบายอีกครั้ง

รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวอีกว่า นโยบายของรัฐบาลชุดนี้นอกจากจะเป็นที่ชื่นชอบ ของประชาชนแล้ว ยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่าย แก้ปัญหาสังคมได้ด้วย ส่วนการแก้ไขปัญหา ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นนโยบายที่ชัดเจนและพร้อม ที่จะสานต่อนโยบายที่ดี เช่น แนวทางการสมานฉันท์ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ด้านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า นโยบายที่หารือร่วมกันวันนี้ เป็นเพียงร่างนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น ยังไม่ใช่นโยบายที่รัฐบาลจะใช้แถลงนโยบาย

'รัฐบาลจะนำนโยบายประชานิยมที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประสบผลสำเร็จในรัฐบาลชุดที่แล้ว มาสานต่อ อย่างไรก็ตามยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ยังคงเน้นการให้ความสำคัญ กับการกระตุ้น เศรษฐกิจ ของประเทศ การศึกษา และการแก้ไขปัญหาสังคม' นพ.สุรพงษ์ กล่าว และว่า การร่างนโยบายบริหารประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

ยันโผ ครม. นิ่งแล้ว

'หมอเลี้ยบ' ยันโผ ครม.นิ่งแล้ว เหลือรอตรวจสอบคุณสมบัติ ชี้สื่อเป็นตุเป็นตะรายงานข่าวพลิกโผไปเอง ปัดแนวคิดดึง 111 ทรท.นั่งที่ปรึกษา แย้มรองนายกฯด้านเศรษฐกิจอาจมีมากกว่า 1 คน

วันนี้ (1 ก.พ.) นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการจัดสรรผู้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่า ที่เห็นโผ ครม.มีการเปลี่ยนหลายครั้งนั้น จะเห็นเฉพาะในหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะขณะนี้รายชื่อครม. เสร็จหมดแล้ว

เหลือเพียงแค่การตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ แหล่งข่าวของหนังสือพิมพ์ไปเห็นสิ่งที่คิดว่า เป็นของจริง แต่ในความเป็นจริงแล้วยังไม่จริง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะ ตั้งแต่เมื่อวาน (31 ม.ค.) ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโผ ครม.

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่าจะมีการแต่งตั้งอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิ์ ทางการเมือง มาเป็นที่ปรึกษาในด้านต่างๆ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่มีแนวคิดดังกล่าว แต่การจะให้คำปรึกษานั้น ไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งตำแหน่งใดๆ ให้ ส่วนรายชื่อ ครม.ที่ออกมานั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นครม.ต่างตอบแทน นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ขอไม่ตอบ เพราะขณะนี้รายชื่อครม.ยังไม่ออกมา แต่เมื่อรายชื่อออกมาแล้ว ก็เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร

นพ.สุรพงษ์ กล่าวถึงกรณีแนวทางการทำงานของทีมเศรษฐกิจ ว่า ลักษณะของทีมเศรษฐกิจ จะมีรองนายกฯ ที่ดูแลเศรษฐกิจ การบริหารในการเมืองยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีรองนายกฯที่ดูแลเศรษฐกิจเพียงคนเดียว เมื่อถามว่า จะต้องไปขอคำปรึกษาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เรายินดีที่จะขอคำปรึกษาจากทุกคน ทั้งนักวิชาการ และผู้ที่มีประสบการณ์

ต่อข้อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะมีการดำเนินการในช่วงเวลาใด นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีจุดยืนในการบริหารประเทศ คือจะต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศให้สำเร็จเสียก่อน และเชื่อว่าจะเห็นผลภายใน 6 เดือน ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งในด้านภาวะการเติบโตของตัวเลข ทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ.

สพรั่ง เจิมศักดิ์ 'หน้าแหก' : ถึงเวลาชดใช้สิ่งที่กระทำไว้กับ ทอท.

ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
1 กุมภาพันธ์ 2551

“หน้าแตก” หรือจะเรียก “หน้าแหก” อาการก็คงไม่ต่างกันนัก!!! สำหรับ บอร์ด บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท.นำโดย พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานบอร์ด และ“โฆษกฯ ปากกล้า” นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หนึ่งในบอร์ดทอท.

ก่อนหน้านี้ “บางกอกทูเดย์” เคยเขียนบอกด้วยซ้ำว่า...ระวัง!!!... อย่าได้ทำการละเมิดคำสั่งของศาลแพ่ง ที่ได้ให้ความคุ้มครอง “โจทก์” และ “คู่กรณี” อย่าง กลุ่มคิงเพาเวอร์ ตามที่ร้องขอไว้ เมื่อ 28 ธ.ค.50

นอกจากบอร์ดชุดนี้ จะไม่ฟังแล้ว ยังปล่อยให้นายเจิมศักดิ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ “เขย่าขวัญ” ไม่เฉพาะกลุ่มคิงเพาเวอร์ หากยังรวมถึง “คู่ค้า” และพนักงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอีกด้วย

แทบจะทุกครั้งที่มีการประชุมบอร์ด ทอท. ก็มักจะเห็น“โฆษกบอร์ดฯ” คนนี้เอง ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมฯ ประกาศขับไล่ กลุ่มคิงเพาเวอร์ พ้นท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

กระทั่ง ช่วงสายของวันนัดหมาย 31 ม.ค. ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดา ศาลแพ่งได้นัดพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 2441/2550 กรณีบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด เป็นโจทก์และ ทอท.เป็นจำเลย โดยโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา เพื่อขอศาลให้คุ้มครองแก่โจทก์ ให้ดำเนินการทำธุรกิจต่อไปได้อย่างปกติ โดยฝ่ายจำเลยจะต้องไม่ขัดขวางโดยการกระทำใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะก่อให้เกิดการขัดขวางในการทำธุรกิจแบบปกติ รวมตลอดถึงให้ความคุ้มครองบริษัทคู่ค้ากับโจทก์ และพนักงานของบริษัทคู่ค้ากับโจทก์ด้วย

ทั้งนี้ ศาลได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า... เหตุที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาก็ตาม แต่คณะกรรมการของจำเลย ก็แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า จะฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ทั้งยังอาจให้ข่าวแก่สื่อมวลชนอีก อันเป็นผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของโจทก์ เพราะย่อมอยู่ในสภาวะที่ไม่มีความแน่นอน ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนของผู้ที่จะมาประกอบธุรกิจ เป็นคู่ค้ากับโจทก์ โจทก์จะได้รับความเสียหายทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่าสัญญามีผลผูกพันกันอย่างไรหรือไม่??? ตลอดจนอาจเป็นผลกระทบต่อเนื่อง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศที่ต้องขาดรายได้ กรณีนับว่ามีเหตุจำเป็นเห็นเป็นการยุติธรรม และสมควรที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับ

ชัดเจนขนาดนี้ จะไม่ให้บอร์ด ทอท.“เสียหน้า” ได้อย่างไร???

ทันทีที่ข่าวชิ้นนี้ถูกรายงานออกไป ก็มีปฏิกิริยาเชิงแบ่งรับแบ่งสู้จาก ผู้บริหาร ทอท.พล.อ.ท.ชนะ อยู่สถาพร กก.ผอ.ใหญ่ ทอท. บอกในวันเดียวกันว่า... ทอท. พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล แต่ก็ยังไม่ทิ้งลูกเล่น ก่อนบอกกับนักข่าวว่า... แต่จะขอนำเรื่องการรับเงินหลักประกันส่วนแบ่งรายได้เข้าหารือในที่ประชุมบอร์ด ทอท. เป็นครั้งที่ 3 ว่า...บอร์ด ทอท. จะมีมติให้รับเงินดังกล่าวหรือไม่???

หยั่งว่า...พล.อ.ท.ชนะ คงจำเป็นที่จะต้องออก “ลูกเล่น”เช่นนี้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เป็นบอร์ด ทอท.เอง ที่สร้างปัญหาให้กับ ทอท.และฝ่ายบริหาร

เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งเช่นนี้ ก็ต้องให้บอร์ด ทอท. ยุคของ พล.อ.สพรั่ง “รับลูก” ไปเล่นต่อ “เรื่องนี้ต้องเอาเข้าหารือในที่ประชุมบอร์ด ว่าจะอนุมัติให้รับเงินหรือไม่ ในเมื่อศาลมีคำสั่งให้รับ ก็ต้องดูว่าบอร์ดจะมีความเห็นอย่างไร มติบอร์ดเรื่องนี้จะต้องเป็นเอกฉันท์ หากให้รับก็รับ แต่ถ้าไม่ให้รับก็เป็นเรื่องของบอร์ด เพราะเรื่องการรับรู้รายได้มีกำหนดถึงสิ้น ก.ย.นี้ ซึ่งตอนนั้นก็คงจะมีบอร์ดใหม่มาแล้ว” พล.อ.ท.ชนะ ให้เหตุผลสนับสนุนพร้อมกันนี้

เขาย้ำด้วยว่า... หากรัฐบาลใหม่เสนอให้ทอท.ทำการเจรจากับกลุ่มคิงเพาเวอร์ เพื่อยุติปัญหาดังกล่าวก็พร้อมเจรจาทันที เพราะ ทอท.ก็เป็นองค์กรที่ประกอบกอบธุรกิจเช่นเอกชนที่หวังผลกำไรเช่นกัน

ถือเป็นการ “ฟาดดาบซ้ำ” ไปหาใครบางคน ที่เคยออกมาบอกก่อนหน้านี้ว่า... ทอท.เป็นบริการสาธารณะ... ไม่จำเป็นต้องแสวงหาผลกำไร

อย่างไรก็ตาม กก.ผอ.ใหญ่ ทอท.แสดงความเห็นว่า... การรับเงินหลักประกันส่วนแบ่งรายได้ที่กลุ่มคิง เพาเวอร์นำมาวางไว้ จะเป็นผลดีต่อ ทอท.เพราะจะได้นำเงินดังกล่าวมารับรู้รายได้และดำเนินธุรกิจของ ทอท.ต่อไปโดยเชื่อว่า...การรับเงินจำนวนนี้ จะไม่มีผลต่อการพิจารณาคดีอย่างแน่นอนถึงตรงนี้...

ใครที่ทำอะไรไว้กับใคร โดยเฉพาะกับผู้ถือหุ้นพนักงาน และผู้บริหารทุกระดับของ ทอท.คงถึงเวลาที่ต้องชดใช้ ในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำกันเอาไว้บ้างแล้ว???

หลังเงาเมฆทะมึนและห่าพายุฝนที่พัดกระหน่ำ ก็มักจะมีแสงนวลๆ ฉาดฉายสอดส่องลงผืนดิน...เพื่อคืนความชุ่มฉ่ำให้สรรพสัตว์ มวลพืชพรรณ และสิ่งมีชีวิต ได้อยู่เย็นเป็นสุขเช่นปกติ... ธรรมดา!!!.


จาก Thai E-News

รัฐบาล ต้องใช้รูปแบบการบริหารงานยามวิกฤติ อย่าวางใจ

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์
โลกวันนี้
1 กุมภาพันธ์ 2551

เห็นพิธีรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ที่บ้านพักซอยนวมินทร์ ๘๑ และได้เห็นความปลาบปลื้มใจที่เจ้าของบ้านท่านได้รับ ได้เห็นญาติสนิทมิตรสหายของท่าน และบรรดาชาวประชาธิปไตยที่ไปแสดงความยินดีอย่างจริงใจ ทำให้ฉุกคิดขึ้นว่าบรรยากาศที่น่าชื่นใจอย่างนี้ อาจทำให้เราทั้งหลายลืมเรื่องสำคัญไปได้ง่ายๆ นั่นคือบรรยากาศของประเทศไทยในขณะนี้ไม่มีอะไรปรกติเลย เว้นแต่ขั้นตอนในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ประจักษ์ตาอยู่

พรรคการเมืองหลายพรรคที่ร่วมรัฐบาลอยู่ สามารถถูกยุบเอาได้ง่ายๆ ทั้งที่การจัดกำลังของฝ่ายที่เคยยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ก็ยังเป็นของเขาอยู่ เมื่อวานนี้ในเวลา ๐๘.๓๐ น.ก็ยังไปสาบานตนร่วมกันที่วัดพระแก้ว เพื่อจะไม่คิดคดทรยศต่อกัน

ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ ยังอยู่ในสภาพที่ระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และมีข่าวระแคะระคายว่าใครบางคน จะช่วยสร้างสถานการณ์ให้เลวร้ายลง เพื่อโยนให้รัฐบาลใหม่เสียด้วย ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มเดิมที่วางระเบิดกลางเมืองหาดใหญ่นั่นล่ะครับ

ตัวอย่างของปัญหาเหล่านี้ควรจะมากพอที่จะเตือนว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เที่ยวนี้จะต้องเป็นรัฐบาลที่ใช้รูปแบบการบริหารงานยามวิกฤติ (crisis management)หมายความว่า การบริหารองค์กรของรัฐทั้งระบบ ต้องตั้งอยู่บนฐานความเชื่อว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เหตุการณ์ปรกติที่รัฐมนตรีจะทำงานกันอย่างเซื่องๆ หรือทำเฉพาะงานที่ระบบราชการส่งหรือ “ชง” ขึ้นมา

ต้องมีรายการงานที่จะทำ ๒ ชุดเป็นอย่างน้อย


หนึ่ง-งานที่จะต้องทำ โดยวิเคราะห์จากบริบทการเมืองและปัญหาของประเทศในปัจจุบัน เพื่อจะทำเชิงรุกและไม่ต้องรอให้ใครมาบอก โดยอิงนโยบายของรัฐบาล

สอง-งานที่ระบบราชการเสนอขึ้นมา ซึ่งก็ต้องให้แนวทางไปว่า ตนคิดว่าอะไรสำคัญอะไรเร่งด่วน เพราะบางเรื่องสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน และบางเรื่องก็เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญอะไรนัก

จะต้องมีรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคณะเล็ก ที่จะเคลื่อนตัวได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุคับขัน เพื่อเตรียมความคิดในกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทั้งคณะไม่ได้ การรักษาความปลอดภัยไม่ควรอยู่ในมือของหน่วยงานที่เห็นได้ชัดว่าทำตามคำสั่งของคณะรัฐประหาร

เรื่องของการข่าวก็ต้องจัดการเหมือนทหารเตรียมรบทัพจับศึก นั่นคือ มีชั้นความลับและกระบวนการปกปิดความลับ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องส่งข่าวที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ให้กับผู้ตัดสินใจ ที่มีการตกลงไว้ล่วงหน้าว่า มีหน้าที่รับผิดชอบลดหลั่นไปตามลำดับขั้น และนายกรัฐมนตรีในยามนี้จะตกข่าวไม่ได้เป็นอันขาด

การบริหารงานในยามวิกฤติมีสูตรตรงกันว่า ความคิดจิตใจของผู้คนในองค์กร จะมีความรวนเรไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ต่างฝ่ายก็ต่างห่วงอนาคตของตนเอง ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรจะบั่นทอนความมั่นใจได้เท่ากับความไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับตนอีกแล้ว รัฐบาลชุดนี้จึงต้องลดมิติของความเป็นรัฐบาลในยามปรกติ ที่จะรอรับคำสั่งหรือเพิ่มชั้นของการตัดสินใจ และทำให้ข่าวสารโดยเฉพาะข้อเท็จจริงอยู่ห่างตัวเพื่อความสบายใจของผู้บริหาร

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช จะต้องกระทำการตรงข้ามกับสิ่งนั้นทั้งหมด อย่าลืมเป็นอันขาดว่าศัตรูตัวสำคัญนั้น เขาจัดตั้งในระบบของการทำสงครามเต็มรูปแบบ มีทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ สายการบังคับบัญชา และทรัพยากรสนับสนุนการปฏิบัติการอย่างเหลือเฟือ เนื่องจากเสวยอำนาจมากว่าปี เทียบกับรัฐบาลที่มีแต่อำนาจตามกฎหมาย ถึงแม้จะมีพลังประชาชนหนุนหลังอยู่อย่างหนักแน่น แต่ก็อาจจะมีอันเป็นไปเสียก่อนที่ประชาชนจะรู้ และกรีธาทัพมาช่วยได้ทัน


รัฐบาลชุดนี้จึงมีหน้าที่ต้องช่วยตนเองก่อนเป็นอันดับแรก และในทัพสองประชาชนจะเป็นผู้ช่วยชีวิต

ที่สำคัญที่สุด ความภาคภูมิใจที่สามารถกลับมาจากความตายได้ อาจจะทำให้พรรคการเมืองอย่างพลังประชาชนเกิดความรู้สึกอยากปล่อยใจให้มีความสุขไปชั่วขณะหนึ่ง แต่นั่นแหละครับ คนรักกันชอบกันก็ต้องคอยเตือนว่าสภาพการณ์เช่นนี้ ท่านอดทนมาแล้วเป็นเวลากว่าปี ก็ขอให้อดทนต่อไป เพราะเพียงเปิดประตูเข้ามาเท่านั้น เขายังไม่เชิญให้นั่งในห้องรับแขกด้วยซ้ำไป ถ้าใครเผลอว่าถึงห้องนอนแล้ว ล้มตัวลงเอ้เต กรนอย่างสบาย หรือไม่ก็ดูโทรทัศน์อย่างสุขารมณ์ นั่นแหละครับ ถ้าเพดานไม่ถล่มลงมาทับเตียง พื้นที่รองรับอยู่ก็อาจจะถูกสูบลงไปอย่างคาดไม่ถึงได้

ความตื่นตัว ความสมบูรณ์ของเครือข่ายข้อมูลข่าวสาร และที่สำคัญการประสานเครือข่ายประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและแน่นหนา จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประชาธิปไตยของไทยโดยผ่านรัฐบาลชุดนี้อยู่รอดได้

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสสอนธรรมข้ออัประมาท นี่คือเวลาที่จะประยุกต์ใช้ธรรมเหล่านั้น ให้เป็นจริงในชีวิตของประชาธิปไตยไทย

จาก Thai E-News

รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่รัฐบาลชั่วคราว!

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
1 กุมภาพันธ์ 2551

ตามปกติแล้ว รัฐบาลในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยนั้น การล้มรัฐบาลอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญนั้น มีเพียงวิธีเดียว คือ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และมีเสียงไม่ไว้วางใจเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการอื่นๆ นั้นไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนประท้วงกลางถนน หรือก่อการจลาจลก็ตาม เพราะไม่มีอำนาจชี้ขาดที่จะทำให้รัฐบาลต้องออกไป

รัฐบาลนายกฯทักษิณ ที่ล้มลงไปนั้น เกิดจากอำนาจนอกระบบ อำนาจที่นานาอารยประเทศไม่ยอมรับกัน คือการทำรัฐประหาร แต่การทำรัฐประหารนั้น มีข้อจำกัดของตัวเองว่าไม่สามารถทำได้บ่อยครั้งนัก และโอกาสที่จะกลายเป็นกบฏนั้นมีค่อนข้างสูง ประกอบกับประเทศไทย เพิ่งต่อสู้โค่นล้มอำนาจคณะรัฐประหารมาหยกๆ ด้วยการออกไปเลือกตั้ง ดังนั้น การที่จะมีคนทำรัฐประหารอีกในอนาคตอันใกล้นี้ มันจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก

เราจะเห็นได้ว่าแรงต่อต้านการทำรัฐประหารจากประชาชนครั้งนี้ มีค่อนข้างสูง หัวหน้าคณะรัฐประหารอย่าง พล.อ.สนธิ ที่เป็นวีรบุรุษของคนบางกลุ่ม แค่ไม่ถึงหนึ่งปี ตอนนี้ก็แทบจะไม่มีแผ่นดินอยู่แล้ว และไม่ทราบว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ และสิ้นอำนาจต่อไปอย่างสงบได้อย่างไร จนกว่าจะตายจากโลกนี้ไป ดังนั้นผมจึงไม่เชื่อว่าจะมีผู้บัญชาการทหารบกคนใดกล้าทำรัฐประหารอีกภายในห้าปีนี้ ผมเชื่อแน่ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบัน ที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อจากนี้ไปอีก 3 ปี จะลงทุนทำรัฐประหารอีก ตัวอย่างของ พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน ก็มีให้เห็นแล้ว เราจึงเห็นได้ว่าอย่างน้อย ประเทศไทยก็จะปลอดจากรัฐประหารอย่างแน่นอน ภายในห้าปีข้างหน้านี้

เมื่อไม่มีการทำรัฐประหาร การที่จะล้มรัฐบาล ด้วยวิธีการอื่นนอกรัฐสภานั้นไม่อาจทำได้ จะเห็นได้ว่าช่วงรัฐบาลทักษิณนั้น นายสนธิ ลิ้มทองกุลปลุกม็อบ ระดมพลออกมานอกถนนอย่างไร ก็ไม่อาจล้มรัฐบาลทักษิณได้ เพียงแต่ "พลเอกเปรม กับลูกป๋า" วางแผนไว้แล้วว่าจะทำรัฐประหารนั่นเอง รัฐบาลทักษิณจึงล้มไปด้วยรถถัง และปืน แต่ไม่ใช่จากม็อบ

เมื่อเราพิจารณาจากเงื่อนไข จำนวนที่นั่งในสภาแล้ว การที่จะล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ลงไปให้ได้นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลผสมถึง 6 พรรคก็ตาม แต่จำนวนเสียงของพรรคแกนนำคือ พรรคพลังประชาชน ก็มีถึง 233 ที่นั่ง ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง คือ 240 ที่นั่ง เพียง 7 ที่นั่งเท่านั้น

การล้มรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ด้วยวิธีการทางรัฐสภา จึงเกิดขึ้นได้ยากในทางปฎิบัติ เพราะจะต้องรวมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรค โดยขาดไม่ได้แม้แต่เสียงเดียว รวมกับเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด จึงจะล้มรัฐบาลได้

ผมจึงมองเห็นว่า รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช นั้น แข็งแกร่งมากกว่าที่หลายฝ่ายคิดกันไว้

คนที่มองว่ารัฐบาลนายสมัคร จะมีอายุสั้นนั้น ไม่ได้มองจากข้อมูลและเหตุผลที่เป็นจริง แต่เป็นการคิดเอาจากอารมณ์และความไม่ชอบนายสมัคร โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงมากกว่า

มีวิธีเดียวที่จะทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้คือ จะต้องใช้อำนาจตุลาการ ทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ต้องคำพิพากษาจำคุก ซึ่งก็จะมีผลให้ต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ ไป

แต่แม้ว่า จะทำให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มอำมาตย์ จะสามารถตั้งรัฐบาลได้ เพราะยังมีคนอื่นๆ ในพรรคพลังประชาชน ที่พร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากนายสมัคร สุนทรเวช อีก เช่น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือคนอื่นๆ เป็นตัน การเอานายสมัคร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงไมได้ก่อประโยชน์ใดๆ ต่อพรรคประชาธิปัตย์ หรือพวกต่อต้านทักษิณ เพราะการเมืองไม่เปลี่ยนข้างแน่นอน

การคว่ำรัฐบาลพรรคพลังประชาชน จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ และผมเชื่อว่า หากไม่มีปัญหาสะดุดเรื่องคดีความต่าง ๆ แล้ว คุณสมัคร สุนทรเวช ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีครบสี่ปีแน่นอน ยกเว้นว่าจะมีการยุบสภา เพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะทำสำเร็จได้โดยเร็ว อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสองสามปี หรือแก้ไขเสร็จแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องยุบสภาทันที

แต่การโค่น คุณสมัคร จะส่งผลเสียต่อพวก Royalist หรือสถาบันอย่างแน่นอน เพราะคุณสมัครได้ชื่อว่าเป็น Royalist ลำดับต้นๆ คนหนึ่ง การขาดคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวขบวนของพรรคพลังประชาชน จะทำให้ขาดตัวเชื่อมอย่างดีในพรรครัฐบาล รวมทั้งพวกหัวก้าวหน้าทั้งหลายที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน เพราะไม่พอใจกับการทำรัฐประหารที่ผ่านมา การขาดตัวเชื่อมจะทำให้การควบคุมทิศทางไม่ให้เลยเถิดและการต่อรองเป็นไปได้โดยยาก

ดังนั้น คว่ำ สมัคร เพื่อให้ได้ น.พ. สุรพงษ์ หรือ นายสมชาย ในทางยุทธศาสตร์แล้วก็ไม่ทำให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใดทั้งสิ้น ทำไปก็เสียแรงเปล่า

ส่วนยุทธวิธีการยุบพรรค ก็จะไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด เพราะรังแต่จะทำให้ประชาชนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนเกิดความโกรธแค้น รวมทั้งไม่ส่งผลในทางปฎิบัติแต่อย่างใด เพราะข้อเท็จจริง คือ เมื่อพรรคพลังประชาชนโดนยุบไปแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่ได้สิ้นสภาพไป แต่จะต้องหาพรรคสังกัดใหม่ให้ได้ภายใน 60 วัน เรื่องการหาพรรคสังกัดใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นอะไรนัก และผมเชื่อว่าสมาชิกพรรคพลังประชาชนทั้งหมด จำนวน 233 คน จะพร้อมใจกันไปอยู่พรรคใหม่ ซึ่งก็จะทำให้พรรคนั้น กลายเป็นพรรคพลังประชาชน เวอร์ชั่น 2.0 ไปโดยปริยาย มันมีสภาพเหมือนแค่เปลี่ยนชื่อพรรคเท่านั้นเอง เหมือนกับ อดีตสมาชิกพรรค ทรท. เดิม ย้ายมาพรรคพลังประชาชน หนังรอบสองก็ฉายซ้ำเหมือนเดิมอีก

สำหรับกรรมการบริหารพรรค ที่จะถูกต้ดสิทธิ์ทางการเมืองนั้น พรรคพลังประชาชน เขามีประสบการณ์อันเจ็บปวดจากการโดนยุบพรรค ทรท. มาแล้ว กรรมการบริหารพรรค พปช. จึงมีจำนวนไม่มากนัก เพียงแค่ 35 คน และเป็น สส.เขต ประมาณ 10 คนเท่านั้น สส.ปาติ้ลิสท์ที่สิ้นสภาพไป ก็สามารถเลื่อนอันดับต่อไปมาแทนได้ ส่วน สส.เขตทั้ง 10 กว่าคนที่สิ้นสภาพไป ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งคาดว่าพรรค พปช.ในชื่อใหม่ ก็จะได้กลับมาเหมือนเดิม เหมือนกับที่โดนแจกใบแดง ใบเหลือง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนข้างแต่อย่างใด เพราะประชาชนได้เลือกข้างเรียบร้อยแล้ว เล่ห์กลอุบายอะไรจึงไม่ได้ผลทั้งสิ้น

ยุทธการยุบพรรค จึงกลายเป็นกระสุนด้านเสียแต่ต้นแล้ว

แต่หากทำอย่างนี้ เราจะได้นายกฯ โนเนมจากพรรค พปช.(ชื่อใหม่)มาแทน เพราะเมื่อเล่นกันอย่างนี้ โดยไม่คำนึงถึงประเทศชาติแล้ว ก็ต้องรับกับสภาพนายกฯ ที่โนเนมยิ่งกว่า คุณสมัคร อีก

ไล่ทักษิณไป ได้สมัครมาแทน

เมื่อยุบพรรค พปช. แล้ว นพ.สุรพงษ์ ก็จะโดนห้ามเล่นการเมืองไปด้วย

ตำแหน่งนายกฯ อาจตกถึง ดร.เฉลิม อยู่บำรุง อย่างช่วยไม่ได้

เมื่อชอบอย่างนี้ก็ตามใจ แต่ไม่มีทางที่อภิสิทธิจะได้ตำแหน่งนายกฯ อย่างแน่นอน

และหากเดินเกมยุบพรรค ก็ต้องยุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาฯ ไปด้วย เพราะกรรมการบริหารของทั้งสองพรรคนี้ก็โดนใบแดงเหมือนกัน นายบรรหาร ก็จะโดนต้ดสิทธิ์ทางการเมืองไปด้วย โอกาสเป็นตาอยู่ นั้นไม่มีเลย

แนวโน้มที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จะอยู่ได้นาน ครบสี่ปีนั้น เป็นไปได้สูงทีเดียว

รัฐบาลนี้ตามรูปการแล้ว จะไม่ใช่รัฐบาลชั่วคราวแน่นอน ฝ่ายค้านและฝ่ายแค้นทั้งหลาย คงต้องทำใจแล้วละครับ

จาก Thai E-News

บทความอาคมซิดนีย์ตอนใหม่ "ความแน่นอนที่ไม่แน่นอน"

2 กุมภาพันธ์ 2551

มาแล้ว! บทความจากคุณอาคม ซิดนีย์ ที่หลายๆ คนรอคอย หลังจากห่างหายไปหลายเพลา มาคราวนี้ปล่อยบทความที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น แจกแจงถึงกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่แฝงอยู่ในระบอบการเมืองไทยอย่างถึงพริกถึงขิง พร้อมทั้งชี้ให้เพื่อนประชาชนเห็นว่า ชัยชนะที่ได้มาคราวนี้นั้น เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ยังมีภาระกิจให้กับฝ่ายประชาธิปไตยต้องต่อสู้อีกมาก

บทความดังกล่าวไล่ยาวมาตั้งแต่ความสำเร็จของคุณทักษิณในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อาชญากรรม และปัญหาสังคม ที่ไม่เคยมีใครสามารถแก้ไขได้มาก่อน แต่ความสำเร็จดังกล่าวกลับไปสร้างกลุ่มศัตรูทั้งที่เกิดจากความอิจฉาริษยา และศัตรูที่เกิดขึ้นจากการขจัดอิทธิพลมืด

คุณอาคม ยังได้ย้อนอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของความขัดแย้งลึกๆ ระหว่างกลุ่มคนมีสี หรือจปร.รุ่นต่างๆ ที่ท้ายสุดอย่างไม่มีใครคาดถึง ได้ก่อให้เกิดระบบอิทธิมืดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ จปร.รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 2 รุ่น 5 รุ่น 7 โดยมีตัวละครหลักเป็นพล.อ.ชวลิต พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ กลุ่มพล.อ.สุจินดา กลุ่มยังเติร์ก และเฒ่าหัวเกรียนอย่างพล.ต.จำลอง ศรีเมือง

อย่างไรก็ดี ภายใต้การชิงดีชิงเด่นระหว่างรุ่นต่างๆ คุณอาคมได้ชี้ให้เห็นว่า มีเจ้ามือคนหนึ่งที่เล่นเกมเก่งที่สุด และใช้วิชามารต่างๆ จนทุกฝ่ายให้การยอมรับจนเรียกว่า "ป๋า" ซึ่งได้แก่พล.อ.เปรมนี่เอง วิธีการส่งเสริมบารมีตัวเองผ่านทางมูลนิธิรัฐบุรุษ และเครือข่ายองคมนตรี รวมไปถึงการบริหารอำนาจผ่านการล้วงลูกโผทหาร ทำให้เกิดเครือข่ายลูกป๋าขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง ซึ่งรวมไปถึงพรรคการเมืองหนึ่งที่ยินยอมจะอยู่ภายใต้อำนาจดังกล่าวด้วยคือ พรรคประชาธิปัตย์

ในบทความได้แจกแจงกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ออกมาถึง 15 กลุ่ม ซึ่งสามารถสร้างความสะพรึงกลัวรวมถึงความรู้สึกรันทดใจให้กับผู้อ่านไปในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเป็นการจี้ให้เห็นความจริงว่า ประเทศชาติบ้านเมืองไม่สามารถก้าวหน้า ประชาชนโดนรังแก เนื่องจากกลุ่มอิทธิพลดังกล่าวนี้เอง

คุณอาคมได้ชี้ในจุดนี้นี่เอง ที่ทำให้ทราบว่า ความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาประเทศชาติอย่างมืออาชีพ ได้ทำให้คุณทักษิณ ต้องตกอยู่ภายใต้ความเดือดร้อนได้อย่างไร บารมีของคุณทักษิณที่สร้างสมจนไปบดบังบารมีของพล.อ.เปรม อย่างสิ้นเชิงนั้น คือสาเหตุหลักที่ทำให้พล.อ.เปรม ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาผลประโยชน์ และเครือข่ายป๋า หรือเครือข่ายอำมาตยาธิปไตยทุกวิถีทาง จนมีการดำเนินการด้านต่างๆ จนถึงจุดไคลแม๊กซ์ครั้งแรกที่การยึดอำนาจ 19 กันยาฯ

และท้ายที่สุดคุณอาคม ได้ชี้ให้เห็นว่า เครือข่ายดังกล่าวยังคงมีอยู่อย่างเต็มที่สมบูรณ์ ยังไม่มีการพร่องไปไหน ชัยชนะจากการมีการเลือกตั้งทั้วไปที่เกิดขึ้นเมื่อ 23 ธ.ค. จึงเป็นเพียงก้าวแรกๆ ของการต่อสู้ที่จะมีขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านบทความสุดมันส์ดังกล่าวได้จากลิงค์ดังต่อไปนี้

http://docs.google.com/Doc?id=d7qgfs4_79c2258gdb

อนึ่งท่านสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังของคุณอาคม ซิดนีย์ได้ที่เว็บไซต์ อาคม ซิดนีย์ ดอตคอม http://www.arkomsydney.com/Articles.htm
หรือ http://docs.google.com/Doc?id=d7qgfs4_35fhp9tg

จาก Thai E-News

ศาลปิดประตูใส่หน้า 'สมชัย'วืดย้ายกลับ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เปิดเผยว่า ในเร็ว ๆ นี้ตนจะไม่ทำงานฝ่ายสืบสวนสอบสวนแล้วและต้องการขอย้ายตัวเองมาทำฝ่ายการมีส่วนร่วม ที่นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ทำหน้าที่อยู่ตอนนี้แทนเนื่องจากก่อนหน้านี้ตนได้ทำหนังสือขอกลับไปที่ศาล แต่ไม่สามารถกลับไปได้ จึงอยากจะขอย้ายตัวเองไปทำที่ฝ่ายการมีส่วนร่วมดีกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานก่อนหน้านี้นายสมชัยได้ทำหนังสือถึงศาลว่าจะสามารถรับกลับเข้าทำงาน ในศาลเพื่อทำหน้าที่ผู้พิพากษาอาวุโสได้หรือไม่ซึ่ง ทางศาลได้ศึกษาระเบียบแล้วพบว่าไม่สามารถออกระเบียบเพื่อรับใครคนใดหนึ่งเพื่อกลับไปทำหน้าที่ได้.


แฉหลักฐาน!‘สพรั่ง กัลยาณมิตร' เหลือบในคราบวีรบุรุษ

"เราไม่ใช่จำเลย เราเป็นวีรบุรุษ"วาทะจากปากชายชาติทหาร ร่างเล็กนาม พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และผู้ช่วยเลขาธิการ คมช.(ในขณะนั้น)ได้ย้ำให้สาธารณชนทั่วไปได้รับทราบว่า การรัฐประหารโดย คมช.เป็นความหวังเดียว ที่ทำให้ประชาชนโดยส่วนใหญ่เชื่อว่า จะสามารถขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นขององค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจได้

แต่จนถึงวันนี้ "วีรบุรุษ"อย่าง พล.อ.สพรั่ง กลับกลายมาเป็น "จำเลย"ของสังคมเมื่อเขาเข้าไปรับหน้าที่เป็น"บอร์ด"บริหารในองค์กรรัฐวิสาหกิจอย่างน้อยสองแห่ง ทั้งบอร์ดองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และบอร์ดการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยซึ่ง ถือว่าเป็น 2 รัฐวิสาหกิจสำคัญที่เป็น "ฐานที่มั่น" ในการตรวจสอบอดีตรัฐบาลที่ผ่านมา

เกิดอะไรขึ้นกับเขา!? ทำไม !? คนในสังคมไทยจึงได้เกิดความคลางแคลงสงสัยในตัวของเขา เราลองมาไล่เรียงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาปีกว่าๆ กับการเข้าไปมีอำนาจบริหารในรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งดูจะได้เห็นว่าประชาชนผู้เสียภาษีอย่างเรา ๆท่าน ๆ มีเหตุผลที่จะเคลือบแคลงสงสัยเข้าหรือไม่!?

พล.อ.สพรั่ง เข้ารับตำแหน่งคณะกรรมการ หรือ บอร์ด ทีโอที ชุดใหม่ เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2550 ในฐานะประธานบอร์ดพร้อมด้วยพร้อมด้วยบอร์ดชุดใหม่อีก 14 คน และเข้ารับตำแหน่งประธานบอร์ดการท่าอากาศยานไทยหรือ AOT เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 พร้อมกับคณะกรรมการอีก 14 คน

จากนั้นคณะกรรมการบอร์ดทั้งสองแห่งก็เริ่มดำเนินงานในทันที มีการเรียกประชุมเพื่อรับทราบข้อมูล การทำงานและปัญหาของรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่ง การทำงานดูเหมือนจะราบรื่นเนื่องจากขณะนั้น คมช.มีอำนาจเต็มเปี่ยม

เป้าแรกผลาญงบ

ดูงานต่างประเทศ

หลังจากการเข้าไปเป็นบอร์ดบริหารการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้ไม่ถึงเดือน (15 มีนาคม2550) พล.อ.สพรั่ง ก็โดนพรรคไทยรักไทย "ทิ้งบอมส์" เรียกร้องให้ชี้แจงกรณีใช้งบประมาณ 7 ล้านบาทในการเดินทางไปประเทศเยอรมนีและอังกฤษ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นการนำเงินงบประมาณของรัฐ พาคณะเครือญาติเดินทางไปร่วมคณะด้วย การทิ้งบอมส์ในช่วงนั้นทำให้ พล.อ.สพรั่ง เต้นเป็นเจ้าเข้าจนต้องออกมาชี้แจงว่าบอร์ด AOT ได้ทำตามระเบียบขั้นตอนทุกอย่าง ขณะที่พรรคไทยรักไทยได้เดินเกมส์ส่งเรื่องดังกล่าวให้ คตส.และปปช.ตรวจสอบ

เปิดแผล "ตบทรัพย์"

ประชุมถี่แต่ไม่มีผลงาน

ในช่วงระยะเวลาไม่ห่างกันนัก พล.อ.สพรั่งก็ตกเป็นเป้าโจมตีอีกครั้งจากแนวน่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการหรือ นปก.ออกมาถล่มว่าหลังจากที่ พล.อ.สพรั่ง เข้ารับตำแหน่งประธานบอร์ด ได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการถี่เป็นพิเศษ ขณะที่ไม่มีผลงานที่เกิดขึ้น และไม่ได้มีความคืบหน้าในการดำเนินงานหรือกำหนดนโยบายใดๆ มีเพียงการเร่งรัดดำเนินการยกเลิกสัญญาสัมปทานของบอร์ด ทอท.ชุดเก่าที่มีเท่านั้น

โดยเมื่อนับตั้งแต่ช่วงที่ พล.อ.สพรั่ง มานั่งในตำแหน่งประธานบอร์ด ทอท. และเริ่มประชุมครั้งแรกในเดือน ม.ค.จนถึงต้นเดือน พ.ค.2550 พบว่ามีการประชุมมากถึง 15 ครั้ง หรือเฉลี่ยเดือนละ 4 ครั้ง เมื่อเปรียบเทียบกับการประชุมบอร์ดของรัฐวิสาหกิจแห่งอื่นๆ จะมีประชุมเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง หรือหากมีเรื่องเร่งด่วนก็จะมีการประชุม 2 ครั้ง/เดือน แต่จะไม่มีการประชุมถี่ทุกสัปดาห์

ทั้งนี้ จากการประชุมที่มีความถี่ดังกล่าว ทำให้ ทอท.ต้องจ่ายค่าเบี้ยประชุมให้กับบอร์ด ทอท.ชุดปัจจุบัน รวม 14 คน ในอัตราเดือนละไม่ต่ำกว่า 700,000 บาท ยังไม่นับรวมค่าเบี้ยประชุมที่ต้องจ่ายให้กับคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ที่บอร์ดแต่งตั้งขึ้นมาและมีบอร์ดบางคนนั่งรวมอยู่ด้วย ซึ่งภายใต้บอร์ด AOT ชุดนี้ ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงานหลายชุดมาก และมีอำนาจหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการของฝ่ายบริหาร ทอท. ที่มีอยู่เดิมด้วย เช่น มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการดำเนินโครงการสนามบินสุวรรณภูมิที่มี พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เป็นประธานกรรมการ ทั้งๆที่มีการแต่งตั้งนายคัมภีร์ แก้วเจริญ เป็นประธานตรวจสอบทุจริตอยู่แล้ว

จากการตรวจสอบหลักเกณฑ์ การกำหนดค่าตอบแทน (เบี้ยกรรมการ) เบี้ยประชุม และเงินโบนัส ประจำปี 2550 ที่กำหนดให้ ทอท.ต้องจ่าย คือ 1. เบี้ยกรรมการรายเดือน คนละ 20,000 บาท/คน 2. ค่าเบี้ยประชุมคนละ 10,000 บาท/ครั้ง เฉพาะครั้งที่เข้าประชุม โดยทั้งสองส่วนข้างต้นประธานและรองประธานให้รับเพิ่มอีกร้อยละ 25 และ 12.5 ตามลำดับ ส่วนพนักงาน AOTที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการให้ได้รับค่าเบี้ยประชุมคนละ 5,000 บาท/ครั้ง

ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น พล.อ.สพรั่ง ก็ถูกนายนพดล ปัทมะ ทนายความส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาทิ้งบอมส์ลูกใหญ่อีกครั้งว่ามีหลังบ้านของผู้มีอำนาจเรียกเก็บค่าหัวคิวจากผู้ผลิตรายการในสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 รวมทั้ง มีผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตรวจสอบเข้าไปตบทรัพย์นักธุรกิจในสนามบินสุวรณภูมิ ในเรื่องดังกล่าวนี้เมื่อถูกถามถึงข้อเท็จจริง พล.อ.สพรั่ง ก็เลี่ยงที่จะการันตีความบริสุทธิ์ และตอกกลับนายนพดล "ไร้จรรยาบรรณ" กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีข้อมูลหากเป็นพระก็ต้อง "ปาราชิก"

ระเบิดลูกแรก

เบี้ยประชุม-โบนัส กรรมการ

ขณะเดียวกัน พล.อ.สะพรั่งยังเป็นเป้าโจมตีจากการเข้าไปรับตำแหน่งประธานบอร์ดขององค์การโทรศัพท์อีกหลายๆเรื่อง โดยเรื่องแรกที่โดนโจมตีเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องมาจากการเบิกค่าเบี้ยประชุมและการเสนอให้มีเงินโบนัสพิเศษ เมื่อปลายเดือน เมษายน 2550 โดยที่ประชุมมีติให้ทีโอทีทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง เพื่อขอปรับเพิ่มค่าตอบแทน (เบี้ยประชุม) ของกรรมการทุกคน จากเดือนละ 10,000 บาท/คน เป็นครั้งละ 10,000 บาทต่อคน ขณะนี้ยังรอผลการพิจารณาจากกระทรวงการคลัง

24 สิงหาคม 2550 พล.อ.สพรั่ง ถูกภาพแรงงาน บริษัททีโอที จำกัด(มหาชน) เรียกร้องให้ปลดพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการ(บอร์ด)ทีโอที โดยอ้างว่า บริหารงานไม่เป็นอาชีพและมีความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างหลายรายการ 28 กันยายน 2550 พล.อ.สพรั่ง ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องโดยการอนุมัติสั่งซื้อด้วยวิธีพิเศษไม่ต้องประมูลกับโครงการจัดซื้อจ้างเหมาติดตั้งอุปกรณ์และระบบชุมสายเพื่อรองรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ บรอดแบนด์ เพื่อความมั่นคง มูลค่า 976 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้คนในวงการต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "แพงเหลือเกิน"

เพราะหากนำราคาโครงการเอ็มแซน ที่ประมูลได้ไปพิจารณาเปรียบเทียบแล้ว โครงการบรอดแบนด์ที่บอร์ดทีโอทีใช้วิธีจัดซื้อพิเศษ ควรจะมีราคาประมาณ 500 ล้านบาทเท่านั้น

การจัดซื้อวิธีพิเศษแพงเกินราคาประมูลไปถึง 476 ล้านบาท แพงกว่ากันเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และจนถึงขณะนี้คณะกรรมการบอร์ดทีโอทีต้อง "ยอมยกธงขาว"โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากมีผู้ผ่านเงื่อนไขด้านเทคนิคเพียง 2 รายคือบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น และบริษัทซีเมนส์ ซึ่งตามเงื่อนไขจะต้องมีผ่านเงื่อนไขด้านเทคนิคไม่ต่ำกว่า 3 ราย

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งข้อกล่าวหาในการทำหน้าที่ "ประธานบอร์ด" ที่ปรากฏต่อสื่อมวลชนแขนงต่างๆเท่านั้น ข้อกล่าวหาฉกรรจ์อีกมากมายทั้ง การไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเซ็นต์อนุมัติค่าบริหารจัดการโรงแรม การเข้าไปมี "เอี่ยว"ในการจัดซื้อรถลีมูซีน และการเข้าไป "ล้วงลูก"การบริหารจัดการหลายๆแขนงที่มีอีกมากมายใน AOT พล.อ.สพรั่งก็คงต้องใช้เวลาอีกนานที่จะ "เคลียร์"ตัวเองต่อสาธารณชนในฐานะที่เขาเคยบอกว่าเขาเป็น "วีรบุรุษ"ไม่ใช่ "จำเลย"

เช็คสั่งจ่ายมัดวีรบรุษทำเพื่อใคร

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดถึงการปล่อยปละละเลยของบอร์ด AOT ชุดของ พล.อ สพรั่ง เกิดความเสียหายแก่ AOT นั่นคือเรื่องของโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่เดิมก็มีปัญหามาตั้งแต่เริ่มต้นในเรื่องของการคัดเลือกเอกชนที่จะเข้ามาบริหารงานในโรงแรมแห่งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคือมีบริษัท AAPC (Thailand) เป็นผู้ซื้อซองประมูล แต่กลับไม่ได้เข้าร่วมประมูล ทั้งนี้ AAPC เป็นผู้บริหารเครือข่ายโรงแรมทั่วโลกในนาม Accor Group ในนามของ Novotel แต่กลับมอบสิทธิให้กับกิจการร่วมค้ายูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที ซึ่งไม่ตรงกับคุณสมบัติที่กำหนดไว้

แต่กลับได้รับคัดเลือกให้มาเป็นผู้บริหารโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แม้ว่าจะกำหนดค่าบริหารจัดการโรงแรมแพงกว่ารายอื่น

เมื่อบอร์ด AOT ชุด พล.อ.สพรั่ง เข้ามา ได้มีการยื่นเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดตีความว่าสัญญาที่บอร์ดชุดเดิมทำไว้กับยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที นั้นเป็นโมฆะหรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่าไม่เป็นโมฆะบอร์ดจึงมีการสั่งจ่ายเงินค่าบริหารสำหรับระหว่างเดือนตุลาคม 2549-กันยายน 2550 เป็นเงิน 101.58 ล้านบาทเมื่อ 28 ธันวาคม 2550

ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นการสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวเท่ากับว่าสัญญาที่ ได้ดำเนินการตั้งแต่บอร์ดชุดเก่านั้นมีผลสมบูรณ์ และผูกพันไปอีกถึง 20 ปี โดยที่บอร์ดชุดปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการเจรจากับยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที เพื่อขอลดค่าบริหารจัดการโรงแรมที่แพงกว่าปกติอย่างจริงจัง

ปกติค่าบริการโรงแรมโดยทั่วไปคิดกันจาก 3 รายการคือค่า Management Fee ประมาณ 3% ของรายรับรวม ค่า Incentive Fee คิดจากกำไรเบื้องต้นที่ 7% และค่า Marketing Fee คิดที่ 4% ของรายรับการจองห้องพัก แต่ค่าบริหารจัดการของยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที คิดที่ 9% ของรายรับรวม ส่งผลให้ต้องมีการจ่ายค่าบริหารจัดการสำหรับช่วงปี 2549-2550 เป็นเงิน 101.58 ล้านบาท

สุดทนยื่นใบลาออก

แทนเซ็นเช็คคู่สพรั่ง

ปมปัญหาเรื่องค่าบริหารจัดการโรงแรมท่าอากาศสุวรรณภูมิที่แพงเกินจริงนั้น ส่งผลให้ผู้จัดการโรงแรมยื่นใบลาออกเมื่อ 19 ธันวาคม 2550 และมีผลในวันที่ 21 มกราคม 2551 แม้เหตุผลในการลาออกนั้นจะระบุเพียงว่ามีภาระเรื่องดูแลบุตร แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่าผู้จัดการท่านนี้ได้รับการว่าจ้างเมื่อ 18 กรกฎาคม 2549 มีสัญญา 4 ปี แต่กลับยื่นใบลาออกเมื่อ 19 ธันวาคม 2550 หลังจากทำงานได้เพียงปีเศษเท่านั้น

แต่เหตุผลที่แท้จริงของการลาออกในครั้งนี้น่าจะเป็นผลมาจากการยอมอนุมัติ ให้มีการจ่ายเงินค่าบริหารจัดการให้กับกลุ่มยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที

แหล่งข่าวจาก AOT กล่าวว่า เมื่อบอร์ดของโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตัดสินใจจ่ายเงินให้กับยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที ได้มีการท้วงติงในเรื่องจากกรรมการบางท่านว่าควรมีการต่อรองค่าบริหารจัดการ กับผู้ที่ได้รับการคัดเลือก แต่เมื่อกลุ่มยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที ไม่ยอมเจรจาทางบอร์ดก็ลงความเห็นว่าไม่สามารถดำเนินการต่อรองได้ จึงต้องดำเนินการจ่ายเงิน

เดิมในเรื่องของการจ่ายเงินค่าบริหารโรงแรมนั้นต้องมีผู้บริหารของโรงแรม ร่วมลงนามกับกรรมการโรงแรม แต่ผู้บริหารของโรงแรมคือผู้จัดการโรงแรมไม่ยอมลงนามด้วย บอร์ดของโรงแรมซึ่งก็คือบอร์ดของ AOT ยังได้แก้ไขในเรื่องของผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงิน โดยไม่ต้องมีผู้บริหารของโรงแรมร่วมลงนาม

ด้วยข้อจำกัดในเรื่องอำนาจของผู้จ่ายเงิน ที่วงเงิน 200 ล้านบาทเป็นอำนาจของกรรมการกลุ่ม ก และกลุ่ม ข ส่วนผู้มีอำนาจจ่ายเงินได้โดยไม่จำกัดวงเงิน คือตำแหน่งประธานกรรมการโรงแรมคือพลเอกสพรั่ง กัลยานมิตร ดังนั้นพลเอกสพรั่งจึงลงนามในเช็คจ่ายเงิน ของธนาคารทหารไทยสั่งจ่ายให้กับยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที เมื่อ 11 ธันวาคม 2550 เพียงท่านเดียว เมื่อมีการท้วงติงจึงหากรรมการท่านอื่นมาร่วมลงนามและสั่งจ่ายเช็คเมื่อ 28 ธันวาคม 2550

" ปัญหาเรื่องนี้คือเช็คที่สั่งจ่ายนั้น คุณสพรั่ง เซ็นเพียงคนเดียว ฝ่ายตัวแทน AOTหรือผู้บริหารโรมแรมไม่ยอมเซ็นเขาบอกว่า เซ็นจ่ายได้อย่างไรควรมีการต่อรองกันก่อน เพราะตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่สูง กว่าจะคุ้มทุนต้องใช้เวลาถึง 20 ปี ขณะที่บอร์ด ตั้งหน้าตั้งตาจะเซ็นเพียงอย่างเดียว ฝ่ายโรมแรมจึงตัดสินใจยื่นใบลาออก จากนั้นก็มีการแก้ไขมติบอร์ด จนเป็นที่มาของการเซ็นเช็คใบใหม่ลงวันที่ 28 ธค.แทน"

ที่สำคัญคือเช็คใบแรกนั้น บ่งชี้ให้เห็นว่า มีการลัดขั้นตอน เพราะโดยหลักการบริหารแล้ว ประธานบอร์ด จะเป็นผู้เซ็นที่หลัง แต่การที่ พล.อ.สพรั่ง เซ็นก่อนนั้น มีการวิพากษ์วิจารณ์ใน AOT ว่าเป็นการบังคับให้ผู้มีอำนาจอีกท่านหนึ่งต้องลงนาม แต่ทุกอย่างต้องจบเพราะฝ่าย AOT ยื่นใบลาออก จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนมติที่ประชุมและมีการสั่งจ่ายเช็คใบใหม่เกิดขึ้น

การสั่งจ่ายเช็คฉบับที่ 2 ที่เกิดขึ้น เท่ากับเป็นการรับรองความถูกต้องของสัญญาที่ทำไว้ในบอร์ดชุดก่อน โดยที่ครั้งต่อไปคงไม่มีการเจรจาต่อรองเรื่องการลดค่าบริหารจัดการกับกลุ่มยูนิเวอร์แซล ฮอสพิแทลลิที ถือเป็นการยอมรับค่าบริหารจัดการที่แพงกว่ารายอื่น ๆ ต่อไปอีก 20 ปี

หนึ่งในข้อท้วงติงที่น่าสนใจของอดีตผู้จัดการโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คือ "การจ่ายเงินจำนวนมาก ๆ ตามมารยาทผมไม่ขอลงนาม ประกอบกับเรื่องนี้ผมได้มีความเห็นอยู่ในวาระการประชุมหลายครั้งแล้วว่า ค่าจ้างแพง ถ้าผมลงนามไปในเช็คที่สั่งจ่ายจะไปค้านกับความเห็นของผมที่มีมาตั้งแต่ต้น"

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า ถึงวันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าบอร์ดชุดนี้ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใน AOT อย่างจริงจัง ปล่อยให้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเกิดขึ้นต่อไป และในบางรายการเป็นการดำเนินการที่สนับสนุนให้โอกาสในการสร้างรายได้ของ AOT น้อยลงทุกขณะ

แน่นอนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับกำไรของ AOT ที่หลายไปกว่า 90% ถือเป็นสิ่งที่ประธานบอร์ดและกรรมการไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ขณะที่ตัวประธานบอร์ดที่เป็นข้าราชการ การดำเนินการใด ๆ ไปนั้นมีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ว่า

ผู้ใด เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย แก่ ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ หนึ่งปี ถึง สิบปี หรือ ปรับตั้งแต่ สองพันบาท ถึง สองหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ (คำว่าโดยทุจริตหมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเอง หรือ ผู้อื่น)

"สพรั่ง"นั่ง2เก้าอี้ไม่เหมาะสม

นอกจากนี้การกระทำของบอร์ด AOT ชุดปัจจุบันนี้ ยังเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 85 ในการดำเนินกิจการของบริษัท กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัท ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท หากกรรมการคนใดกระทำการหรือละเว้นกระทำการ ผู้ถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 สามารถนำคดีขึ้นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรรมการคนนั้นได้

อีกทั้งการปฏิบัติงานของประธานบอร์ด และกรรมการบางท่านยังขัดต่อข้อพึงปฏิบัติที่ดีสำหรับกรรมการบริษัทจดทะเบียน ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในหน้าที่ความรับผิดชอบของกรรมการบริษัทจดทะเบียนที่ระบุว่า กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัทตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และความระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท

แต่จากผลการดำเนินงานของปี 2550 ที่ผ่านมากำไรหายไปเกือบ 90% นั้น ก็ขัดกับข้อพึงปฏิบัติที่กรรมการมีหน้าที่กำหนดนโยบาย และทิศทางการดำเนินงานของบริษัทและกำกับควบคุมดูแล ให้ฝ่ายจัดการดำเนินการให้เป็นตามนโยบายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดให้แก่กิจการและความมั่งคั่งสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น

อีกทั้งยังขัดต่อข้อพึงปฏิบัติที่ดีของคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียน ที่ระบุไว้ว่า คณะกรรมการควรจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการสม่ำเสมอ เมื่อมีการพิจารณาลงมติในเรื่องหรือรายการที่มีนัยสำคัญ รายการที่มีนัยสำคัญควรรวมถึง รายการที่ได้มาหรือจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทจดทะเบียน และบริษัทย่อยที่มีผลกระทบสำคัญต่อบริษัทจดทะเบียน รายการซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่สำคัญ การขยายโครงการลงทุน การกำหนดระดับอำนาจดำเนินการ และการกำหนดนโยบายการบริหารการเงินและการบริหารความเสี่ยงกิจการ

แต่ในหลายรายการอย่างกรณีโรงแรมหรือการทุจริตในโครงการต่าง ๆ กลับไม่มีการหารือเพื่อหาทางยุติปัญหา

ขณะเดียวกันพลเอกสพรั่ง ซึ่งนั่งเป็นประธานกรรมการของ AOT แล้วยังนั่งเป็นกรรมการอิสระอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยขัดต่อหน้าที่ของกรรมการอิสระที่ระบุไว้ว่า กรรมการอิสระ หรือกรรมการจากภายนอก หมายถึงกรรมการที่มิได้เป็นการการบริหาร และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารงานประจำและไม่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท

ดังนั้น เมื่อรับตำแหน่งกรรมการอิสระ ที่มีหน้าที่พร้อมจะแสดงความเห็นขัดแย้งกับกรรมการคนอื่นในการรักษาผลประโยชน์ของบริษัท ดังนั้นการคัดค้านกับการกระทำที่ไม่ถูกต้องของตัวประธานกรรมการจึงไม่เกิดขึ้น

************

สพรั่ง" ปิดหูปิดตาสัญญาเช่า"ลีมูซีน"

ส่อทุจริตเอกชนแตกบริษัท-ฮั้วรับงาน"

กรณีปัญหารถยนต์รับจ้าง รับ-ส่งผู้โดยสาร ที่ท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ ถือเป็นอีกหนึ่งในหลายปมปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในสนามบินนานาชาติของไทย โดยจากการตรวจสอบของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหารถรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร (แท็กซี่) ของสภานิติบัญญัติ นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ สภานิติบัญญัติ

เนื่องจากภายหลังจากที่สนามบินสุวรรณภูมิ ได้เปิดใช้อย่างทางการตั้งแต่ 28 ก.ย.2549 ที่ผ่านมานั้น พบว่ามีการบริหารจัดการเรื่องของการจราจรภายในที่ขาดประสิทธิภาพนั้นได้ส่งผลกระทบเกิดความเสียหายกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)อย่างมาก ทั้งในแง่ค่าใช้จ่าย การลงทุน ทำให้ทอท.ต้องสูญเสียรายได้ในส่วนที่ควรจะได้รับ ขณะเดียวกันจากปมปัญหาดังกล่าวนี้ยังได้เปิดช่องให้เกิดความไม่โปร่งใสขึ้น มีการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ จึงยิ่งเป็นการพอกพูนปัญหาการทุจริตที่เคยเกิดขึ้นในสนามบินแห่งนี้มากขึ้น โดยที่ปัญหาเก่ายังอยู่ในกระบวนการแก้ไขจากฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง

สัญญาเช่ารถลีมูซีนส่งกลิ่น

โดยคณะกรรมการบริหารของทอท. ได้มีนโยบายให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่าจ้างบริษัทเอกชนภายนอก ที่มีกิจการค้าขายในธุรกิจรถยนต์เข้ามารับจ้างทอท. ในการจัดหารถยนต์นั่งต่างๆที่เป็นรถใหม่จากบริษัทขายรถ มาให้บริการแก่ผู้โดยสาร เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก นอกเหนือไปจากการมีแท็กซี่ไว้ให้บริการ โดยเป็นรถยนต์ประเภทลีมูซีน (Limousine) ตามที่ท่าอากาศยานนานาชาติมีให้บริการ

จากนั้นเมื่อมีการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิจึงได้มีการกำหนดทีโออาร์ และสัญญาว่าจ้างบริษัทเอกชน (Out Source) ให้ทำการจัดหารถยนต์ประเภทต่างๆรวมทั้งสิ้น 8 ยี่ห้อ 380 คันจาก 5 บริษัท มาให้บริการ ซึ่งสัญญาที่ทอท.ได้มีการลงนามกับบริษัทเอกชน ทั้ง8 สัญญา 2 กลุ่มบริษัทในการจัดหารถลีมูซีน ให้ทอท.เช่าเพื่อนำมาให้บริการกับผู้โดยสารนั้น พบว่าได้กลายเป็นสัญญาที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน แต่ในฝ่ายของทอท.กลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ทั้งนี้ บริษัทเอกชนจากทั้ง 2 กลุ่มที่เข้ามาเกี่ยวข้องและต่อมาได้กลายเป็น "ตัวละคร" ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการอันไม่โปร่งใสจากการจัดหารถลีมูซีนนั้นประกอบด้วย

กลุ่มบริษัทที่ 1

- บริษัท วิทยุโรดโชว์รูม จำกัด รถยนต์เบ็นซ์ ซี คลาส 200 เอ็น จี ที จำนวน 20 คัน วงเงินเช่า 204,732,000 บาท (สัญญา เลขที่ 6 CL 4-490001)

- บริษัท แบงคอก ลีมูซีน จำกัด รถยนต์ลอนดอน แคป จำนวน 40 คัน วงเงินเช่า 311,238,000 บาท ( สัญญา เลขที่ 6 CL4 490003)

- บริษัท ทองหล่อ คาร์เซลล์ จำกัด รถยนต์นิสสัน เทียน่า จำนวน 100 คัน วงเงินเช่า 617,051,250 บาท (สัญญา เลขที่ 6 CL 4-490006)

- บริษัท ทองหล่อ คาร์เซลล์ จำกัด รถยนต์ นิสสัน เออร์แวน จำนวน 30 คัน วงเงินเช่า 208,116,000 บาท (สัญญา เลขที่ 6 CL4 -490007)

กลุ่มบริษัทที่ 2

- บริษัท สยาม คาร์เรนท์ จำกัด รถยนต์ บี เอ็ม ดับบลิว จำนวน 20 คัน วงเงินเช่า 279,180,000 บาท (สัญญา เลขที่ 6 CL 4-490002)

- บริษัท สยามออโต้เซอร์วิส จำกัด รถยนต์โตโยต้า คัมรี่ 2.0 จำนวน 100 คัน วงเงินเช่า 617,051,250 บาท (สัญญา เลขที่ 6 CL 4-490004)

- บริษัท สยามออโต้เซอร์วิส จำกัด รถยนต์ คอมมิวเตอร์ จำนวน 30 คัน วงเงินเช่า 216,999,000 บาท (สัญญา เลขที่ 6 CL 4-490005)

- บริษัท สยาม คาร์เรนท์ จำกัด รถยนต์ อีซูซุ มิว-7 จำนวน 40คัน วงเงินเช่า 197, 024,000 บาท (สัญญา เลขที่ 6 CL 4-490008)

รวมระยะเวลา 5 ปีที่ทอท.ต้องจ่ายเงินให้กับ บริษัท 2 กลุ่ม ใน 8 สัญญาดังกล่าวเป็นเงิน 2,651,481,500 บาท รวมรถยนต์ที่เช่า จำนวน 380 คัน โดยเฉลี่ยทอท. ต้องจ่ายค่าเช่ารถระยะเวลา 5 ปี ในวงเงินประมาณ 6,977,583 บาทต่อคัน ซึ่งเป็นยอดเงินค่าเช่าที่แพงกว่าราคารถยนต์จริงประมาณ 3-5 เท่าตัว หรือคิดเป็นรายได้เฉลี่ยวันละ 317 บาท ต่อคัน แต่เมื่อนำข้อมูลตัวเลขดังกล่าวไปเปรียบเทียบ กับรายได้จากการให้เช่ารถของบริษัทเอกชน (8 สัญญา) ประจำเดือนม.ค.2550 จำนวน 27,544,796 บาทจากรถเช่าทั้งหมด 380 คัน หรือมีรายได้เฉลี่ยวันละ 2,416 บาทต่อคัน

บ.เอกชนถือหุ้นไขว้

ใช้เจ้าของร่วมกัน

จากข้อเท็จจริงเห็นได้ว่าการเช่ารถลีมูซีนจากบริษัทเอกชนจำนวน 380 คันเพื่อนำมาบริหารการขาย ด้วยวิธีจ้างบริษัทนั้นมีราคาแพงกว่าการซื้อ หรือเช่าซื้อ หรือการให้เช่าโดยทั่วไปของภาคเอกชน ซึ่งเมื่อนับรวมค่าใช้จ่ายที่ทอท.ยังไม่ได้นำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนประจำเดือน อาทิ เงินค่าบริหารจัดการของเจ้าหน้าที่ทอท. ที่รับผิดชอบเรื่องรถลีมูซีน ค่าสาธารณูปโภค ค่าเสื่อมราคา ค่าเช่าสถานที่ลานจอดรถ และพื้นที่จอดรถหน้าอาคารผู้โดยสาร จำนวนเงินดังกล่าวเมื่อนำไปคำนวณกับรายได้แล้ว ผลประกอบการในแต่ละเดือน ทอท.จะต้องแบกรับภาระในการขาดทุนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามในรายงานสรุปผลปัญหาโดยคณะอนุกรรมการคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาฯ ของสนช.ยังได้ชี้ให้เห็นว่าการที่ทอท. ได้ทำสัญญาโดยวิธีพิเศษจัดจ้างบริษัทเอกชน เข้ามาบริหารจัดการรถลีมูซีน จำนวน 380 คันของทอท. ซึ่งทำการเช่าจากบริษัทเอกชน 5 บริษัท (จำนวน 8 สัญญา)สำหรับรถยนต์นั่ง 8 ยี่ห้อ นั้นยังมีประเด็นที่กลายเป็นเบาะแสการเอื้อประโยชน์ ให้กับผู้ประกอบการโดยไม่ถูกต้อง เพราะจากหลักฐานการจดทะเบียนบริษัท ปรากฏว่า บริษัททั้ง 2 กลุ่ม ล้วนแล้วแต่มีบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของ และผู้ถือหุ้น ที่เป็นคนๆเดียวกันแต่กลับมีชื่ออยู่มากกว่า 1 บริษัทอาศัยตัวแทนถือหุ้นไขว้กันหรือแทนกันใน 2 กลุ่มบริษัท เพื่อเอื้อประโยชน์ร่วมกันหรือแทนกันในการเสนอราคาของรถแต่ละประเภท เจตนาที่จะให้ทอท. คัดเลือกบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่กำหนดกันไว้เป็นการล่วงหน้าให้เป็นผู้ได้รับสัญญากับทอท.ไป

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบหลักฐานสามารถพิจารณาได้ว่า 1.บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัททั้ง 2 กลุ่มที่ถือหุ้นไขว้กันไปมา 2.กรรมการบริหารแต่ละบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทหนึ่ง แต่ไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารของอีกบริษัทหนึ่ง 3. ผู้ที่ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีใช้บุคคลคนเดียวกัน 4. ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการของบริษัทในแต่ละกลุ่มบริษัท ปรากฏว่ารับเงินเดือนค่าจ้างจากบริษัทเดียวกัน

เมื่อพิจารณาจากบริษัทที่เสนอตัวให้คณะกรรมการจัดจ้างพิจารณา ไม่ปรากฏว่ามีบริษัทนอกเหนือไปจากทั้งสองกลุ่มดังกล่าว ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าวของกลุ่มบริษัททั้ง2 กลุ่มที่ได้ลงนามในสัญญา 8สัญญากลุ่มบริษัทละ 4 สัญญา มีลักษณะเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 เนื่องจากผู้เข้าเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐเป็นบุคคลที่กระทำการโดยเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้สัญญากับรัฐ

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาลงลึกถึงความเกี่ยวพันระหว่างตัวบุคคลกับบริษัททั้ง2 กลุ่มยิ่งพบความชัดเจนถึงเจตนากระทำทุจริต โดยพบว่าในบริษัทสยาม ออโต้เซอร์วิส ฯ มี วินัย พิทักษ์สิทธิ์- วิศิษฎ์ พิทักษ์สิทธิ์- วิสุทธิ์ พิทักษ์สิทธิ์- ศรัณ พิทักษ์สิทธิ์ -ดำรง พิทักษ์สิทธิ์ เป็นผู้ถือหุ้น แต่ขณะเดียวกันบุคคลกลุ่มนี้ยังมีชื่อไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท สยามคาร์เร้นท์ ด้วย รวมทั้งมีผู้บุคคลที่ถือหุ้นในบริษัท แบงคอกลีมูซีน อย่าง วณี เจริญสุกใส-มาลี กุสินทร์เกิด ไปมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ในบริษัท ทองหล่อ คาร์เซลล์ และรวมทั้งการใช้ชื่อที่อยู่ของบริษัททั้ง 2 แห่งยังระบุสถานที่เดียวกัน คือเลขที่ 540/2 ซ.สุขุมวิท 55 (ทองหล่อ)ไว้เหมือนกัน

จากการตรวจสอบข้อมูลหลักฐานตลอดจนพฤติการณ์ของบริษัททั้ง 2 กลุ่มที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการทำสัญญากับทอท.ในลัษณะดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯ ของสนช.เชื่อว่าน่าจะเข้าข่ายกระทำขัดต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 , ข้อบังคับการท่าอากาศยาร ฯว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2539 แก้ไขเพิ่มเดิมโดย (ฉบับที่ 2 )พ.ศ.2543 นอกเหนือไปจากการขัดต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ

อย่างไรก็ดีข้อมูลหลักฐานดังกล่าวได้มีการนำเสนอต่อบอร์ดทอท.ที่มีพล.อ.สพรั่ง เป็นประธานแล้วแต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งที่ พล.อ.สพรั่ง เข้ามานั่งตำแหน่งประธานบอร์ดครั้งนี้ มีจุดหมายเพื่อปราบปรามการทุจริต และแก้ไขสัญญาต่าง ๆ ที่ทำให้ AOT และผู้ถือหุ้นต้องเสียหาย !

ภาพลักษณ์ของนายทหารน้ำดีที่อาสาเข้ามาแก้ปัญหาการทุจริตและคอรัปชั่นของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยหลังจากที่มีการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ด้วยตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบกและมีอาวุโสสูงสุดจ่อคิวผู้บัญชาการทหารบกสืบต่อจากพลเอกสนธิ บุญรัตกลิน ของพลเอกสพรั่ง กัลญาณมิตร สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคประชาชนไม่น้อย โดยเฉพาะการเข้าไปนั่งเป็นประธานบอร์ดบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) หรือองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ AOT

ประชาชนทั้งประเทศได้เห็นความเอาจริงเอาจังในการสางปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นกับองค์ของรัฐทั้ง 2 แห่ง แต่ที่สะดุดตามากที่สุดเห็นจะเป็นที่สนามบินสุวรรณภูมิที่อยู่ภายใต้การดูแลของ AOT โดยเฉพาะเรื่องสนามบินร้าวต้องมีการซ่อมทางวิ่งกันเป็นเรื่องราวใหญ่โต นับเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาการทุจริตและคอรัปชั่นของรัฐบาลชุดก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี รวมถึงปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นในสนามบินแห่งนี้ งานนี้พล.อ.สพรั่งได้ใจประชาชนไปเต็มๆ

AOT กำไรลดวูบถึง 90%

แต่หลังจากพลาดตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก นายทหารนักบู๊รายนี้ก็เงียบหายไประยะหนึ่ง และเริ่มมีแรงต่อต้านจากพนักงานในหน่วยงานที่ พล.อ.สพรั่ง เข้าไปนั่งเป็นประธานบอร์ดในทีโอที รวมถึงการถือป้ายประท้วงการบริหารงานใน AOT ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มผู้ถือหุ้น หลังจากการบริหารงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมากำไรหดหายไปเกือบ 90% เมื่อ 25 มกราคมที่ผ่านมา

จากกำไรสุทธิของงบการเงินงวด 1 ปีของปี 2549 AOT มีกำไรสุทธิ 10,473.99 ล้านบาท แต่ในปี 2550 กลับทำกำไรได้แค่ 1,094.87 ล้านบาทเท่านั้น จากกำไรสุทธิต่อหุ้นที่ 7.33 บาทเหลือแค่ 0.79 บาทเท่านั้น ส่งผลให้เงินปันผลจ่ายได้เพียงหุ้นละ 0.40 บาทต่อหุ้นเท่านั้นเทียบกับ 2.75 บาทของปี 2549

แม้ว่ารายได้จากการดำเนินงานของ AOT จะเพิ่มขึ้นจากเดิม 20.08% เป็นผลจากขยายตัวของกิจการการบินที่มีสายการบินต่าง ๆ มาใช้บริการเพิ่มขึ้น ทั้งขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร รวมถึงการการปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมในการใช้สนามบิน

แต่รายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากกิจกรรมเชิงพาณิชย์ลดลง 2,092.21 ล้านบาทหรือหายไป 50.97% เป็นผลมาจากการที่ AOT ไม่บันทึกรับรู้รายได้จากการประกอบการจำหน่ายสินค้าปลอดอากรและกิจกรรมร้านค้าเชิงพาณิชย์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานภูมิภาคของบริษัทเอกชน 2 ราย นับแต่วันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ตามที่คณะกรรมการ AOT ว่าการทำสัญญากับบริษัทเอกชนดังกล่าว ไม่เป็นไปตามขั้นตอนพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือ ดำเนินการในกิจการของรัฐ ฯ พ.ศ.2535 สัญญาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา ทั้งนี้ AOT จะใช้สิทธิเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากรายได้ที่ AOT ไม่ได้รับรู้จากบริษัทเอกชนดังกล่าวต่อไป

นอกเหนือจากรายได้ที่ลดลงแล้ว สิ่งที่น่าสนใจนั่นคือเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามมา โดยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประจำปี 2550 รวม 17,996.16 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 8,576.09 ล้านบาทหรือร้อยละ 91.04 ทั้งนี้ สาเหตุหลักเนื่องจากการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในภาพรวมสูงขึ้นจากปีก่อนเกือบเท่าตัว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายทรัพย์สินสูงขึ้น 6,359.45 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 454.23% ค่าซ่อมแซมสูงขึ้น 454.00 ล้านบาท หรือ 163.09% โดยเฉพาะค่าซ่อมแซมสายพานส่งกระเป๋า ครุภัณฑ์ไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ เครื่องสื่อสารและคอมพิวเตอร์ ทางวิ่งทางขับและสุขภัณฑ์ ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้น 2,103.36 ล้านบาท หรือ 58% จากค่าจ้างเอกชนดำเนินการ(Outsource) ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเบี้ยประกันภัย และค่าตอบแทนการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินแก่สายการบิน

รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายที่บันทึกดอกเบี้ยจ่ายเงินกู้ เพื่อการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 2,396.71 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งปีก่อนบันทึกเป็นต้นทุนงานก่อสร้าง

โบนัสที่พนักงานเคยได้กัน 9 เดือนในปี 2549 เหลือเพียง 3 เดือนในปี 2550 หลังจากที่ได้พลเอกสพรั่งเข้ามานั่งเป็นประธานบอร์ดพร้อมด้วยคณะกรรมการในชุดปัจจุบันเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น

ฝ่ายตรวจสอบของหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าบอร์ดชุดปัจจุบันเข้ามาทำหน้าที่แทนบอร์ดชุดเดิมที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยตั้งขึ้นมา เมื่อภารกิจหลักเข้ามาตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นในองค์การแห่งนี้ ก็ต้องส่งผลกระทบต่อรายได้เป็นธรรมดา

หากผู้ถือหุ้นพิจารณาด้วยความเป็นธรรมแล้วต้องดูด้วยว่า มีรายได้บางตัวที่เข้ามาเป็นก้อนใหญ่ในปี 2549 ดังนั้นจึงทำให้กำไรจึงค่อนข้างสูง เมื่อเข้าสู่ปีต่อมารายได้จึงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้

กรณีของรายได้จากคิงเพาเวอร์นั้น จริง ๆ แล้วรายได้นั้นก็มีการนำส่งตามปกติแต่ในการบันทึกบัญชียังทำไม่ได้เนื่องจากยังมีคดีความฟ้องร้องกันอยู่ หากสถานการณ์คลี่คลายไปได้รายได้ก็จะกลับเข้ามาตามปกติ

ผู้ถือหุ้นควรต้องเสนอแนะให้บอร์ดชุดนี้เร่งทำงานเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ยุติโดยเร็ว หากบอร์ดไม่ดำเนินการแก้ไขก็ต้องหาคนใหม่เข้ามาบริหารแทน ทั้งนี้คณะกรรมการของ AOT ต้องเข้าใจสถานะของ AOT ด้วยว่าไม่ใช่มีสถานะเป็นแค่บริษัทมหาชนเพียงอย่างเดียว เพราะ AOT เกิดจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้วนำเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สินทรัพย์ส่วนใหญ่ของ AOT ล้วนแล้วแต่มาจากเงินภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศ แม้จะมีผู้ลงทุนเดือดร้อนจากผลการดำเนินที่แย่ลงแต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

ตะลึงพฤติกรรมสพรั่ง

แหล่งข่าวจากการท่าอากาศยานรายหนึ่งกล่าวว่า ทุกคนทราบดีว่าบอร์ดชุดของพลเอกสพรั่งเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลชุดก่อน แม้ว่าปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในสนามบินสุวรรณภูมิจะมีหลายจุด แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องนับหนึ่งใหม่ในการตรวจสอบ เพราะก่อนหน้านี้ได้มีผลการสอบของคณะกรรมาธิการคมนาคมออกมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้มีการนำมาสานต่อแต่อย่างใด

วันนี้เราไม่รู้ว่าภาพความเอาจริงเอาจังที่ พล.อ.สพรั่ง เคยสร้างไว้ในช่วงต้นของการรับตำแหน่งนั้นหายไปไหน โดยเฉพาะหลังจากที่พลาดตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ทุกอย่างที่เคยแข็งขันก็เริ่มนิ่งยิ่งใกล้ได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นพรรคพลังประชาชนอะไรหลาย ๆ อย่างก็ดูเปลี่ยนไป เช่น การให้สัมปทาน 3G กับกลุ่มชินคอร์ปภายใต้ตำแหน่งประธานบอร์ดทีโอที

ในส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้นกับสนามบินสุวรรณภูมิที่มีด้วยกันหลายเรื่อง ถ้า พล.อ.สพรั่ง จัดการเรื่องเหล่านี้ให้เป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย ประโยชน์ที่ AOT จะได้รับก็มีขึ้นมามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเรื่องรถลีมูซีน ที่เดิมกำหนดให้เป็นระบบสัมปทาน เปิดให้มีผู้สนใจเข้ามาเสนอราคา แต่บอร์ดชุดก่อนกลับเปลี่ยนมาใช้ระบบว่าจ้างแทน และค่าจ้างก็ตั้งไว้สูงกว่าความเป็นจริงมากและผลตอบแทนที่ได้รับก็ไม่คุ้มค่า

บอร์ดชุดปัจจุบันก็เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น รู้ว่าระยะเวลา 5 ปีกับการต้องจ่ายเงินให้กับการว่าจ้างกลุ่มผู้ที่ได้รับคัดเลือก 2 กลุ่มที่มีความสัมพันธ์กันต้องจ่ายเงินไป 2,651.48 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่ได้รับมานั้นไม่คุ้มค่ากัน หากกลับไปใช้ระบบการประมูล AOT ไม่จำเป็นต้องเข้ามามีภาระจัดการในเรื่องการจัดเก็บรายได้ เมื่อครบปีก็รับเงินที่เอกชนได้ยื่นข้อเสนอมา แต่บอร์ดก็ยังคงปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นต่อไปโดยไม่เข้าไปยกเลิกสัญญาว่าจ้างดังกล่าว

ในส่วนของปัญหาอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในสนามบินสุวรรณภูมิไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคิงเพาเวอร์ ที่ยังคงเป็นคดีความฟ้องร้องกันอยู่ หรือเรื่องของการจัดจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มวงเงินค่าจ้างให้กับผู้ได้รับคัดเลือก โดยที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องของรถเข็นกระเป๋าที่เดิมจะฟรีมาจากเยอรมันแต่กลับยอมทุ่มเงิน 534 ล้านบาทให้เอกชนจัดหามา รถเข็นดังกล่าวก็ไม่ได้มาตรฐาน

การให้สัมปทานประกอบการเชิงพาณิชย์ในบริเวณศูนย์ขนส่งสาธารณะ กับบริษัทสุวรรณภูมิ ทรานเซอร์วิส จำกัด ที่ไม่ต้องประมูล แถมยังมีการขอลดผลประโยชน์ค่าตอบแทน โดยเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกับการเป็นที่ปรึกษาให้กับบอร์ดของ AOT

โครงการกำจัดขยะที่กลุ่มสามารถได้รับการว่าจ้างนั้นก็มีการเปลี่ยนเงื่อนไขในการกำจัดขยะจากกำจัดภายนอกสนามบินมากำจัดภายในสนามบิน แถมต้องใช้ที่ดินของ AOT และต้องสร้างโรงงานกำจัดขยะอีกด้วย อีกทั้งการประมาณการปริมาณขยะก็สูงกว่าความเป็นจริง โดยที่ขยะที่เกิดขึ้นจริงนั้นมีน้อยไม่เพียงพอที่จะสร้างระบบกำจัดขยะ

ปัญหาโครงการให้บริการระบบไฟฟ้า 400 HZ และระบบปรับอากาศชนิดติดตั้งอยู่กับที่ เนื่องจากระบบไฟฟ้าที่ให้บริการนั้นไม่ได้มาตรฐาน ทำให้สายการบินต่าง ๆ ไม่กล้าใช้ ส่งผลให้ AOT ขาดรายได้จากส่วนนี้ไปมาก อีกทั้งผู้ที่รับอนุญาตไปก็ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ปล่อยให้ AOT แบกรับค่าไฟฟ้าและค่าน้ำแทน

จาก hi-thaksin