WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 1, 2008

6 พรรครัฐบาล แถลง ร่างนโยบายมีความสอดคล้องกัน

6 พรรคร่วมรัฐบาล แถลง ร่างนโยบายมีความสอดคล้องกัน โดยต้องรอโปรดเกล้าฯ ครม. ก่อนเปิดเผยรายละเอียด

ผลการประชุม พรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรคการเมืองเพื่อจัดทำนโยบายบริหารประเทศ ที่มี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนเป็นประธานนั้นส่วนใหญ่ทุกพรรคการเมืองมีความคิดเห็นสอดคล้องเดียวกัน แต่ปฏิเสธที่จะลงลึกรายละเอียดว่าเป็นแนว นโยบายใดบ้าง เพราะต้องรอให้มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการก่อน แต่ทั้งนี้ยืนยันได้ว่านโยบายที่มีทั้งเก่า และใหม่นั้นจะสามารถ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ โดย นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เห็นว่านโยบายหลัก ที่รัฐบาลต้องเร่งการแก้ไขโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและปัญหาภาคใต้ ซึ่งจะมีการสาน ต่อนโยบายเดิม ทั้งนี้จะมีการตั้งคณะทำงานด้านเศรษฐกิจไม่เกิน 3 สัปดาห์หลังจากประชุมคณะรัฐมนตรีแรกแล้ว

พร้อมกันนี้เลขาธิการพรรคพลังประชาชนระบุด้วยว่ายังไม่มีการพิจารณา 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นที่ปรึกษาแต่เห็นว่าที่ปรึกษานั้นไม่เห็นจำเป็นจะต้องมีตำแหน่ง

คตส.รู้ตัวถูกโดดเดี่ยว เมิน'บิ๊กบัง'ยอมคืนดี'ทักษิณ'

คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ซึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนการกระทำผิดของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังถูกยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ถูกจับตาทันทีว่าอาจจะเกิดมีผลกระทบในการทำงาน หลังจากที่พรรคพลังประชาชน ขึ้นมาเป็นรัฐบาล รวมทั้งที่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) เคลียร์ใจกับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศแล้ว

นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคตส. ยอมรับว่าคตส.ถูกโดดเดี่ยวมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่มารับตำแหน่งจนถึงขณะนี้ อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าไม่มีใครมาแทรกแซงการทำงานของคตส.ได้ ส่วนการต่อสายคุยกันของพล.อ.สนธิ กับพ.ต.ท.ทักษิณ ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า เป็นอย่างไร แต่อาจจะมีความจำเป็นก็ได้ ไม่รู้ความในใจไม่ขอก้าวล่วง พูดไปเดี๋ยวเกิด ความเข้าใจผิดกันอีก ตอนนี้คตส.ขอทำงานอย่างเดียวจนครบวาระ ซึ่งอาจมีผลงานชิ้นโบว์แดง คือ คดีการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 และคดีการจัดซื้อรถ-เรือดับ เพลิงของ กทม. ที่นายสมัคร นายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินว่าพล.อ.สนธิ ไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อหาทาง ลงให้ตัวเอง ในส่วนของคตส. หาทางลงให้กับตัวเองหรือยัง ประธานคตส. กล่าวว่า ทางลงของ คตส.มีทางเดียว คือตั้งใจทำงาน ตามหน้าที่ให้ดีที่สุด และกรรมการคตส.ทั้ง10คนยืนยันไม่ถอดใจลาออกแน่นอน ตอนนี้ขอทำงานให้ถึงที่สุด ซึ่งอาจมีผลงานชิ้นโบแดง คือ คดีการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 และคดีการจัดซื้อรถ-เรือดับ เพลิงของ กทม. ที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา

ซึ่งคาดว่าจาสรุปเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ส่วนที่นายสมัคร สุนทรเวช ประกาศจะเอาคืนคน ที่เล่นงานตัวเองนั้น นายนามกล่าวว่า ตนไม่กลัว เพราะคตส.ทำงานตรงไปตรงมา ยึดหลักกฏหมาย ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร เมื่อนายสมัครมาเป็นนายกฯก็ทำหน้าที่บริหารไป อย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกัน อย่างไรก็ตามเชื่อว่านายสมัครคงไม่เข้ามาแทรกแซงการทำงานของคตส. เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ และสุดท้ายทุกคดีก็ต้องไปสิ้นสุดที่ศาล

ด้านนาย แก้วสรร อติโพธิ กรรมการคตส. กล่าวว่าคตส.ไม่หวั่นไหวอะไรที่พล.อ.สนธิ คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคตส.ไม่ได้ทำเพราะพล.อ.สนธิ หรืออำนาจของคมช. แต่เป็นการอาศัยอำนาจของกฏหมายป.ป.ช. ยืนยันว่าวันนี้คตส.ยังมีกำลังใจดีอยู่

นอกจากนี้นายแก้วสรรยังกล่าวว่า ในการประชุมคตส.วันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ จะมีวาระในการพิจารณาคือ คดีการทุจริตจัดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา 90 ล้านต้น ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ และคดีบ้านเอื้ออาทร โครงการร่มเกล้า-บางพลี ที่คณะกรรมการไต่สวนสรุปสำนวนเสร็จแล้ว จึงเสนอให้คตส.ชุดใหญ่พิจารณามีมติ ิส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งฟ้องต่อศาลต่อไป

ขณะที่มีรายงานข่าวจากคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ เอื้อประโยชน์ออกนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และพวกพ้อง แจ้งว่า ในคดีการเอื้อประโยชน์ดาวเทียมไทยคม กรณีการรับเงินประกันดาวเทียมเสียหาย 33 ล้านเหรียญสหรัฐ ทางอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้พิจารณาเสร็จแล้ว

โดยเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคตส.ชุดใหญ่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อให้มีมติส่งให้กรมสรรพากร ดำเนินการเรียกเก็บภาษีเงินดังกล่าว เพราะแม้จะเป็นเงินที่ได้จากการประกันดาวเทียม แต่เงินดังกล่าว ไปอยู่ในบัญชี ของบริษัทชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) ขณะที่เจ้าของดาวเทียมไทยคม 3 คือกระทรวงไอซีที จึงถือเป็นเงิน ได้พึงประเมินตาม ภงด. 50 ซึ่งกรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บภาษีตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 65

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันเดียวกันในการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีธนาคาร เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลพม่า4,000 ล้านบาท เพื่อตรวจเอกสารหลักฐานในคดีดังกล่าว ได้มีอนุกรรมการไต่สวนฯ คนหนึ่ง ร้องเพลง' เดียวดาย' ขึ้นมาด้วยเสียง อันดังขึ้นมากลางวงที่ประชุมด้วย

โดยมีเนื้อหาว่า 'เดียวดายอาดูร สิ้น สูญแล้วทุกทุกสิ่ง เธอ มาทอดทิ้ง จากไปแสนไกลสุดไกล จำใจจำทน หม่นหมองเพ้อร้องร่ำไห้ โอ้ ยอดดวงใจ แสน เศร้า โศก ตรม' โดยมีอนุกรรมการส่วนใหญ่ร้องคลอตามกัน

ขณะที่กรรมการคตส. บางคนกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เพลงดังกล่าวเหมาะกับสถานการณ์ในช่วงนี้ ซึ่งตั้งแต่คตส.เริ่มทำงาน ทางคมช.ได้เชิญไปร่วมรับประทานอาหารอยู่ 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกที่เริ่มทำงาน และครั้งสุดท้ายที่คมช.เริ่มหมดอำนาจ

ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช ระบุว่าการที่ปปช.ตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบกรณีโครงการจ้างเอกชน กำจัดขยะมูลฝอยมูลค่ากว่า 9000 ล้านบาท เพราะมีมือที่มองไม่เห็นสั่งการ ว่า มือที่มองไม่เห็น ตนก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน และยืนยันว่าการทำงานของปปช.ไม่มีใบสั่งจากใคร และเชื่อว่าการที่นายสมัครเป็นนายกฯจะไม่กระทบกับการตรวจสอบคดีนี้

นอกจากนี้นายกล้านรงค์ ยืนยันว่าป.ป.ช.ไม่ได้ละเว้นการตรวจสอบคดีทุจริตโครงการก่อสร้างถนน - อุโมงค์ ทางลอด 16 โครงการของกทม.สมัยที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯกทม. เพราะคดีนี้อยู่ระหว่างการ ตรวจสอบของคณะอนุกรรมการฯที่มีตนเป็นประธาน

นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการจ้างเหมา เอกชน ขนมูลฝอยกล่าวว่า หลังจากที่รวบรวมพยานหลักฐานเอกสารแล้ว จากนั้นจะเรียกผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูลต่อไป โดยคดีนี้คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะมีผลการตรวจสอบของ สตง.อยู่แล้วระดับหนึ่ง

'สมัคร'โต้ปชป.ตัวจริงยังไม่มี เงามาได้อย่างไร

'สมัคร'โต้ปชป.ตั้งครม.เงาตรวจสอบรัฐบาล ระบุตัวจริงยังไม่มา เงามาแล้วหรือ ตัวจริงยังไม่มี แล้วเงามาได้อย่างไร

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ สัมภาษณ์ ที่พรรค ว่าขณะนี้ รายชื่อครม.ใหม่เสร็จเรียบร้อย แล้วโดยมีการปรับเปลี่ยนสลับที่กันเล็กน้อย มีรองนายกฯ 6 คน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ 2 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ โดยเลขาฯครม. บอกว่าจะใช้เวลา 2-3 วัน ซึ่งเลขาฯครม. ยังไม่แจ้งว่าการตรวจสอบเสร็จหรือยัง

เมื่อถามว่า ประชุมครม.นัดแรก 5 ก.พ. ทันหรือไม่ นายสมัครกล่าวว่า ต้องแล้วแต่ว่าจะตรวจสอบคุณสมบัติ เสร็จแล้วทูลเกล้าเมื่อไหร่ จากนั้นรอโปรดเกล้าฯและนำครม.ใหม่เข้าถวายสัตย์ก็เสร็จเรียบร้อย

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล เงาติดตามการทำงานของรัฐบาลแล้ว นายสมัคร กล่าวว่า ก็เรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของตนตัวจริงยังไม่มา เงามาแล้วหรือ ตัวจริงยังไม่มี แล้วเงามาได้อย่างไร

นายสมัคร กล่าวอีกว่าวันนี้มีภารกิจให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนญี่ปุ่น 4-5 ราย มีทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อโทรทัศน์ จากนั้นจะไปเยี่ยมลูกสาวที่รพ. สื่อกรุณาไม่ต้องไปตาม เสร็จแล้วจะกลับบ้าน และในวันจันทร์จะไปซื้อของที่ตลาดตามปกติ

เมื่อถามว่า วันที่ขับรถพาสื่อวนเวียนเมื่อวันก่อน นายสมัคร กล่าวว่าจะแกล้งสื่อทำไม จะไปซื้อเสื้อกับเนคไทใหม่แต่ก็เกรงใจ กลัวคนจะเต็มร้านก็เลยกลับออกมา และจะไปตามเพื่อนชื่อสมัคร ธันวานนท์ อยู่ที่กทม. 2 แต่รถเข้าไม่ได้ ก็เลยกลับบ้านเท่านั้นเอง

ปชช.ชื่นชอบประชานิยม 6 พรรคร่วมเตรียมสานต่อ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานการประชุม 6 พรรคร่วมรัฐบาล เพื่อจัดทำนโยบายบริหารประเทศ กล่าววันนี้ (1 ก.พ.) ว่า ที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันในเรื่องการใช้นโยบาย บริหารประเทศ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน รวมทั้งนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทย เช่น 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา และธนาคารเพื่อประชาชน เป็นต้น ทั้งนี้ที่ประชุมเตรียมตั้ง คณะกรรมการร่วม 6 พรรค เพื่อหารือร่วมกัน หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ก็จะมีการหารือเพื่อความชัดเจน ในเรื่องนโยบายอีกครั้ง

รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวอีกว่า นโยบายของรัฐบาลชุดนี้นอกจากจะเป็นที่ชื่นชอบ ของประชาชนแล้ว ยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่าย แก้ปัญหาสังคมได้ด้วย ส่วนการแก้ไขปัญหา ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นนโยบายที่ชัดเจนและพร้อม ที่จะสานต่อนโยบายที่ดี เช่น แนวทางการสมานฉันท์ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ด้านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า นโยบายที่หารือร่วมกันวันนี้ เป็นเพียงร่างนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น ยังไม่ใช่นโยบายที่รัฐบาลจะใช้แถลงนโยบาย

'รัฐบาลจะนำนโยบายประชานิยมที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประสบผลสำเร็จในรัฐบาลชุดที่แล้ว มาสานต่อ อย่างไรก็ตามยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ยังคงเน้นการให้ความสำคัญ กับการกระตุ้น เศรษฐกิจ ของประเทศ การศึกษา และการแก้ไขปัญหาสังคม' นพ.สุรพงษ์ กล่าว และว่า การร่างนโยบายบริหารประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

ยันโผ ครม. นิ่งแล้ว

'หมอเลี้ยบ' ยันโผ ครม.นิ่งแล้ว เหลือรอตรวจสอบคุณสมบัติ ชี้สื่อเป็นตุเป็นตะรายงานข่าวพลิกโผไปเอง ปัดแนวคิดดึง 111 ทรท.นั่งที่ปรึกษา แย้มรองนายกฯด้านเศรษฐกิจอาจมีมากกว่า 1 คน

วันนี้ (1 ก.พ.) นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการจัดสรรผู้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่า ที่เห็นโผ ครม.มีการเปลี่ยนหลายครั้งนั้น จะเห็นเฉพาะในหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะขณะนี้รายชื่อครม. เสร็จหมดแล้ว

เหลือเพียงแค่การตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ แหล่งข่าวของหนังสือพิมพ์ไปเห็นสิ่งที่คิดว่า เป็นของจริง แต่ในความเป็นจริงแล้วยังไม่จริง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะ ตั้งแต่เมื่อวาน (31 ม.ค.) ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโผ ครม.

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่าจะมีการแต่งตั้งอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิ์ ทางการเมือง มาเป็นที่ปรึกษาในด้านต่างๆ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่มีแนวคิดดังกล่าว แต่การจะให้คำปรึกษานั้น ไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งตำแหน่งใดๆ ให้ ส่วนรายชื่อ ครม.ที่ออกมานั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นครม.ต่างตอบแทน นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ขอไม่ตอบ เพราะขณะนี้รายชื่อครม.ยังไม่ออกมา แต่เมื่อรายชื่อออกมาแล้ว ก็เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร

นพ.สุรพงษ์ กล่าวถึงกรณีแนวทางการทำงานของทีมเศรษฐกิจ ว่า ลักษณะของทีมเศรษฐกิจ จะมีรองนายกฯ ที่ดูแลเศรษฐกิจ การบริหารในการเมืองยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีรองนายกฯที่ดูแลเศรษฐกิจเพียงคนเดียว เมื่อถามว่า จะต้องไปขอคำปรึกษาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เรายินดีที่จะขอคำปรึกษาจากทุกคน ทั้งนักวิชาการ และผู้ที่มีประสบการณ์

ต่อข้อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะมีการดำเนินการในช่วงเวลาใด นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีจุดยืนในการบริหารประเทศ คือจะต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศให้สำเร็จเสียก่อน และเชื่อว่าจะเห็นผลภายใน 6 เดือน ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งในด้านภาวะการเติบโตของตัวเลข ทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ.

สพรั่ง เจิมศักดิ์ 'หน้าแหก' : ถึงเวลาชดใช้สิ่งที่กระทำไว้กับ ทอท.

ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
1 กุมภาพันธ์ 2551

“หน้าแตก” หรือจะเรียก “หน้าแหก” อาการก็คงไม่ต่างกันนัก!!! สำหรับ บอร์ด บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท.นำโดย พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานบอร์ด และ“โฆษกฯ ปากกล้า” นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หนึ่งในบอร์ดทอท.

ก่อนหน้านี้ “บางกอกทูเดย์” เคยเขียนบอกด้วยซ้ำว่า...ระวัง!!!... อย่าได้ทำการละเมิดคำสั่งของศาลแพ่ง ที่ได้ให้ความคุ้มครอง “โจทก์” และ “คู่กรณี” อย่าง กลุ่มคิงเพาเวอร์ ตามที่ร้องขอไว้ เมื่อ 28 ธ.ค.50

นอกจากบอร์ดชุดนี้ จะไม่ฟังแล้ว ยังปล่อยให้นายเจิมศักดิ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ “เขย่าขวัญ” ไม่เฉพาะกลุ่มคิงเพาเวอร์ หากยังรวมถึง “คู่ค้า” และพนักงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอีกด้วย

แทบจะทุกครั้งที่มีการประชุมบอร์ด ทอท. ก็มักจะเห็น“โฆษกบอร์ดฯ” คนนี้เอง ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมฯ ประกาศขับไล่ กลุ่มคิงเพาเวอร์ พ้นท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

กระทั่ง ช่วงสายของวันนัดหมาย 31 ม.ค. ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดา ศาลแพ่งได้นัดพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 2441/2550 กรณีบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด เป็นโจทก์และ ทอท.เป็นจำเลย โดยโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา เพื่อขอศาลให้คุ้มครองแก่โจทก์ ให้ดำเนินการทำธุรกิจต่อไปได้อย่างปกติ โดยฝ่ายจำเลยจะต้องไม่ขัดขวางโดยการกระทำใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะก่อให้เกิดการขัดขวางในการทำธุรกิจแบบปกติ รวมตลอดถึงให้ความคุ้มครองบริษัทคู่ค้ากับโจทก์ และพนักงานของบริษัทคู่ค้ากับโจทก์ด้วย

ทั้งนี้ ศาลได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า... เหตุที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาก็ตาม แต่คณะกรรมการของจำเลย ก็แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า จะฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ทั้งยังอาจให้ข่าวแก่สื่อมวลชนอีก อันเป็นผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของโจทก์ เพราะย่อมอยู่ในสภาวะที่ไม่มีความแน่นอน ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนของผู้ที่จะมาประกอบธุรกิจ เป็นคู่ค้ากับโจทก์ โจทก์จะได้รับความเสียหายทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบว่าสัญญามีผลผูกพันกันอย่างไรหรือไม่??? ตลอดจนอาจเป็นผลกระทบต่อเนื่อง ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศที่ต้องขาดรายได้ กรณีนับว่ามีเหตุจำเป็นเห็นเป็นการยุติธรรม และสมควรที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับ

ชัดเจนขนาดนี้ จะไม่ให้บอร์ด ทอท.“เสียหน้า” ได้อย่างไร???

ทันทีที่ข่าวชิ้นนี้ถูกรายงานออกไป ก็มีปฏิกิริยาเชิงแบ่งรับแบ่งสู้จาก ผู้บริหาร ทอท.พล.อ.ท.ชนะ อยู่สถาพร กก.ผอ.ใหญ่ ทอท. บอกในวันเดียวกันว่า... ทอท. พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล แต่ก็ยังไม่ทิ้งลูกเล่น ก่อนบอกกับนักข่าวว่า... แต่จะขอนำเรื่องการรับเงินหลักประกันส่วนแบ่งรายได้เข้าหารือในที่ประชุมบอร์ด ทอท. เป็นครั้งที่ 3 ว่า...บอร์ด ทอท. จะมีมติให้รับเงินดังกล่าวหรือไม่???

หยั่งว่า...พล.อ.ท.ชนะ คงจำเป็นที่จะต้องออก “ลูกเล่น”เช่นนี้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เป็นบอร์ด ทอท.เอง ที่สร้างปัญหาให้กับ ทอท.และฝ่ายบริหาร

เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งเช่นนี้ ก็ต้องให้บอร์ด ทอท. ยุคของ พล.อ.สพรั่ง “รับลูก” ไปเล่นต่อ “เรื่องนี้ต้องเอาเข้าหารือในที่ประชุมบอร์ด ว่าจะอนุมัติให้รับเงินหรือไม่ ในเมื่อศาลมีคำสั่งให้รับ ก็ต้องดูว่าบอร์ดจะมีความเห็นอย่างไร มติบอร์ดเรื่องนี้จะต้องเป็นเอกฉันท์ หากให้รับก็รับ แต่ถ้าไม่ให้รับก็เป็นเรื่องของบอร์ด เพราะเรื่องการรับรู้รายได้มีกำหนดถึงสิ้น ก.ย.นี้ ซึ่งตอนนั้นก็คงจะมีบอร์ดใหม่มาแล้ว” พล.อ.ท.ชนะ ให้เหตุผลสนับสนุนพร้อมกันนี้

เขาย้ำด้วยว่า... หากรัฐบาลใหม่เสนอให้ทอท.ทำการเจรจากับกลุ่มคิงเพาเวอร์ เพื่อยุติปัญหาดังกล่าวก็พร้อมเจรจาทันที เพราะ ทอท.ก็เป็นองค์กรที่ประกอบกอบธุรกิจเช่นเอกชนที่หวังผลกำไรเช่นกัน

ถือเป็นการ “ฟาดดาบซ้ำ” ไปหาใครบางคน ที่เคยออกมาบอกก่อนหน้านี้ว่า... ทอท.เป็นบริการสาธารณะ... ไม่จำเป็นต้องแสวงหาผลกำไร

อย่างไรก็ตาม กก.ผอ.ใหญ่ ทอท.แสดงความเห็นว่า... การรับเงินหลักประกันส่วนแบ่งรายได้ที่กลุ่มคิง เพาเวอร์นำมาวางไว้ จะเป็นผลดีต่อ ทอท.เพราะจะได้นำเงินดังกล่าวมารับรู้รายได้และดำเนินธุรกิจของ ทอท.ต่อไปโดยเชื่อว่า...การรับเงินจำนวนนี้ จะไม่มีผลต่อการพิจารณาคดีอย่างแน่นอนถึงตรงนี้...

ใครที่ทำอะไรไว้กับใคร โดยเฉพาะกับผู้ถือหุ้นพนักงาน และผู้บริหารทุกระดับของ ทอท.คงถึงเวลาที่ต้องชดใช้ ในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำกันเอาไว้บ้างแล้ว???

หลังเงาเมฆทะมึนและห่าพายุฝนที่พัดกระหน่ำ ก็มักจะมีแสงนวลๆ ฉาดฉายสอดส่องลงผืนดิน...เพื่อคืนความชุ่มฉ่ำให้สรรพสัตว์ มวลพืชพรรณ และสิ่งมีชีวิต ได้อยู่เย็นเป็นสุขเช่นปกติ... ธรรมดา!!!.


จาก Thai E-News

รัฐบาล ต้องใช้รูปแบบการบริหารงานยามวิกฤติ อย่าวางใจ

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์
โลกวันนี้
1 กุมภาพันธ์ 2551

เห็นพิธีรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ที่บ้านพักซอยนวมินทร์ ๘๑ และได้เห็นความปลาบปลื้มใจที่เจ้าของบ้านท่านได้รับ ได้เห็นญาติสนิทมิตรสหายของท่าน และบรรดาชาวประชาธิปไตยที่ไปแสดงความยินดีอย่างจริงใจ ทำให้ฉุกคิดขึ้นว่าบรรยากาศที่น่าชื่นใจอย่างนี้ อาจทำให้เราทั้งหลายลืมเรื่องสำคัญไปได้ง่ายๆ นั่นคือบรรยากาศของประเทศไทยในขณะนี้ไม่มีอะไรปรกติเลย เว้นแต่ขั้นตอนในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ประจักษ์ตาอยู่

พรรคการเมืองหลายพรรคที่ร่วมรัฐบาลอยู่ สามารถถูกยุบเอาได้ง่ายๆ ทั้งที่การจัดกำลังของฝ่ายที่เคยยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ก็ยังเป็นของเขาอยู่ เมื่อวานนี้ในเวลา ๐๘.๓๐ น.ก็ยังไปสาบานตนร่วมกันที่วัดพระแก้ว เพื่อจะไม่คิดคดทรยศต่อกัน

ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ ยังอยู่ในสภาพที่ระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และมีข่าวระแคะระคายว่าใครบางคน จะช่วยสร้างสถานการณ์ให้เลวร้ายลง เพื่อโยนให้รัฐบาลใหม่เสียด้วย ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มเดิมที่วางระเบิดกลางเมืองหาดใหญ่นั่นล่ะครับ

ตัวอย่างของปัญหาเหล่านี้ควรจะมากพอที่จะเตือนว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เที่ยวนี้จะต้องเป็นรัฐบาลที่ใช้รูปแบบการบริหารงานยามวิกฤติ (crisis management)หมายความว่า การบริหารองค์กรของรัฐทั้งระบบ ต้องตั้งอยู่บนฐานความเชื่อว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เหตุการณ์ปรกติที่รัฐมนตรีจะทำงานกันอย่างเซื่องๆ หรือทำเฉพาะงานที่ระบบราชการส่งหรือ “ชง” ขึ้นมา

ต้องมีรายการงานที่จะทำ ๒ ชุดเป็นอย่างน้อย


หนึ่ง-งานที่จะต้องทำ โดยวิเคราะห์จากบริบทการเมืองและปัญหาของประเทศในปัจจุบัน เพื่อจะทำเชิงรุกและไม่ต้องรอให้ใครมาบอก โดยอิงนโยบายของรัฐบาล

สอง-งานที่ระบบราชการเสนอขึ้นมา ซึ่งก็ต้องให้แนวทางไปว่า ตนคิดว่าอะไรสำคัญอะไรเร่งด่วน เพราะบางเรื่องสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน และบางเรื่องก็เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญอะไรนัก

จะต้องมีรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคณะเล็ก ที่จะเคลื่อนตัวได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุคับขัน เพื่อเตรียมความคิดในกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทั้งคณะไม่ได้ การรักษาความปลอดภัยไม่ควรอยู่ในมือของหน่วยงานที่เห็นได้ชัดว่าทำตามคำสั่งของคณะรัฐประหาร

เรื่องของการข่าวก็ต้องจัดการเหมือนทหารเตรียมรบทัพจับศึก นั่นคือ มีชั้นความลับและกระบวนการปกปิดความลับ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องส่งข่าวที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ให้กับผู้ตัดสินใจ ที่มีการตกลงไว้ล่วงหน้าว่า มีหน้าที่รับผิดชอบลดหลั่นไปตามลำดับขั้น และนายกรัฐมนตรีในยามนี้จะตกข่าวไม่ได้เป็นอันขาด

การบริหารงานในยามวิกฤติมีสูตรตรงกันว่า ความคิดจิตใจของผู้คนในองค์กร จะมีความรวนเรไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ต่างฝ่ายก็ต่างห่วงอนาคตของตนเอง ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรจะบั่นทอนความมั่นใจได้เท่ากับความไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับตนอีกแล้ว รัฐบาลชุดนี้จึงต้องลดมิติของความเป็นรัฐบาลในยามปรกติ ที่จะรอรับคำสั่งหรือเพิ่มชั้นของการตัดสินใจ และทำให้ข่าวสารโดยเฉพาะข้อเท็จจริงอยู่ห่างตัวเพื่อความสบายใจของผู้บริหาร

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช จะต้องกระทำการตรงข้ามกับสิ่งนั้นทั้งหมด อย่าลืมเป็นอันขาดว่าศัตรูตัวสำคัญนั้น เขาจัดตั้งในระบบของการทำสงครามเต็มรูปแบบ มีทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ สายการบังคับบัญชา และทรัพยากรสนับสนุนการปฏิบัติการอย่างเหลือเฟือ เนื่องจากเสวยอำนาจมากว่าปี เทียบกับรัฐบาลที่มีแต่อำนาจตามกฎหมาย ถึงแม้จะมีพลังประชาชนหนุนหลังอยู่อย่างหนักแน่น แต่ก็อาจจะมีอันเป็นไปเสียก่อนที่ประชาชนจะรู้ และกรีธาทัพมาช่วยได้ทัน


รัฐบาลชุดนี้จึงมีหน้าที่ต้องช่วยตนเองก่อนเป็นอันดับแรก และในทัพสองประชาชนจะเป็นผู้ช่วยชีวิต

ที่สำคัญที่สุด ความภาคภูมิใจที่สามารถกลับมาจากความตายได้ อาจจะทำให้พรรคการเมืองอย่างพลังประชาชนเกิดความรู้สึกอยากปล่อยใจให้มีความสุขไปชั่วขณะหนึ่ง แต่นั่นแหละครับ คนรักกันชอบกันก็ต้องคอยเตือนว่าสภาพการณ์เช่นนี้ ท่านอดทนมาแล้วเป็นเวลากว่าปี ก็ขอให้อดทนต่อไป เพราะเพียงเปิดประตูเข้ามาเท่านั้น เขายังไม่เชิญให้นั่งในห้องรับแขกด้วยซ้ำไป ถ้าใครเผลอว่าถึงห้องนอนแล้ว ล้มตัวลงเอ้เต กรนอย่างสบาย หรือไม่ก็ดูโทรทัศน์อย่างสุขารมณ์ นั่นแหละครับ ถ้าเพดานไม่ถล่มลงมาทับเตียง พื้นที่รองรับอยู่ก็อาจจะถูกสูบลงไปอย่างคาดไม่ถึงได้

ความตื่นตัว ความสมบูรณ์ของเครือข่ายข้อมูลข่าวสาร และที่สำคัญการประสานเครือข่ายประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและแน่นหนา จะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ประชาธิปไตยของไทยโดยผ่านรัฐบาลชุดนี้อยู่รอดได้

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสสอนธรรมข้ออัประมาท นี่คือเวลาที่จะประยุกต์ใช้ธรรมเหล่านั้น ให้เป็นจริงในชีวิตของประชาธิปไตยไทย

จาก Thai E-News

รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่รัฐบาลชั่วคราว!

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
1 กุมภาพันธ์ 2551

ตามปกติแล้ว รัฐบาลในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยนั้น การล้มรัฐบาลอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญนั้น มีเพียงวิธีเดียว คือ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และมีเสียงไม่ไว้วางใจเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการอื่นๆ นั้นไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนประท้วงกลางถนน หรือก่อการจลาจลก็ตาม เพราะไม่มีอำนาจชี้ขาดที่จะทำให้รัฐบาลต้องออกไป

รัฐบาลนายกฯทักษิณ ที่ล้มลงไปนั้น เกิดจากอำนาจนอกระบบ อำนาจที่นานาอารยประเทศไม่ยอมรับกัน คือการทำรัฐประหาร แต่การทำรัฐประหารนั้น มีข้อจำกัดของตัวเองว่าไม่สามารถทำได้บ่อยครั้งนัก และโอกาสที่จะกลายเป็นกบฏนั้นมีค่อนข้างสูง ประกอบกับประเทศไทย เพิ่งต่อสู้โค่นล้มอำนาจคณะรัฐประหารมาหยกๆ ด้วยการออกไปเลือกตั้ง ดังนั้น การที่จะมีคนทำรัฐประหารอีกในอนาคตอันใกล้นี้ มันจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก

เราจะเห็นได้ว่าแรงต่อต้านการทำรัฐประหารจากประชาชนครั้งนี้ มีค่อนข้างสูง หัวหน้าคณะรัฐประหารอย่าง พล.อ.สนธิ ที่เป็นวีรบุรุษของคนบางกลุ่ม แค่ไม่ถึงหนึ่งปี ตอนนี้ก็แทบจะไม่มีแผ่นดินอยู่แล้ว และไม่ทราบว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ และสิ้นอำนาจต่อไปอย่างสงบได้อย่างไร จนกว่าจะตายจากโลกนี้ไป ดังนั้นผมจึงไม่เชื่อว่าจะมีผู้บัญชาการทหารบกคนใดกล้าทำรัฐประหารอีกภายในห้าปีนี้ ผมเชื่อแน่ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบัน ที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อจากนี้ไปอีก 3 ปี จะลงทุนทำรัฐประหารอีก ตัวอย่างของ พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน ก็มีให้เห็นแล้ว เราจึงเห็นได้ว่าอย่างน้อย ประเทศไทยก็จะปลอดจากรัฐประหารอย่างแน่นอน ภายในห้าปีข้างหน้านี้

เมื่อไม่มีการทำรัฐประหาร การที่จะล้มรัฐบาล ด้วยวิธีการอื่นนอกรัฐสภานั้นไม่อาจทำได้ จะเห็นได้ว่าช่วงรัฐบาลทักษิณนั้น นายสนธิ ลิ้มทองกุลปลุกม็อบ ระดมพลออกมานอกถนนอย่างไร ก็ไม่อาจล้มรัฐบาลทักษิณได้ เพียงแต่ "พลเอกเปรม กับลูกป๋า" วางแผนไว้แล้วว่าจะทำรัฐประหารนั่นเอง รัฐบาลทักษิณจึงล้มไปด้วยรถถัง และปืน แต่ไม่ใช่จากม็อบ

เมื่อเราพิจารณาจากเงื่อนไข จำนวนที่นั่งในสภาแล้ว การที่จะล้มรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ลงไปให้ได้นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลผสมถึง 6 พรรคก็ตาม แต่จำนวนเสียงของพรรคแกนนำคือ พรรคพลังประชาชน ก็มีถึง 233 ที่นั่ง ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง คือ 240 ที่นั่ง เพียง 7 ที่นั่งเท่านั้น

การล้มรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ด้วยวิธีการทางรัฐสภา จึงเกิดขึ้นได้ยากในทางปฎิบัติ เพราะจะต้องรวมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรค โดยขาดไม่ได้แม้แต่เสียงเดียว รวมกับเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด จึงจะล้มรัฐบาลได้

ผมจึงมองเห็นว่า รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช นั้น แข็งแกร่งมากกว่าที่หลายฝ่ายคิดกันไว้

คนที่มองว่ารัฐบาลนายสมัคร จะมีอายุสั้นนั้น ไม่ได้มองจากข้อมูลและเหตุผลที่เป็นจริง แต่เป็นการคิดเอาจากอารมณ์และความไม่ชอบนายสมัคร โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงมากกว่า

มีวิธีเดียวที่จะทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้คือ จะต้องใช้อำนาจตุลาการ ทำให้นายสมัคร สุนทรเวช ต้องคำพิพากษาจำคุก ซึ่งก็จะมีผลให้ต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ ไป

แต่แม้ว่า จะทำให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มอำมาตย์ จะสามารถตั้งรัฐบาลได้ เพราะยังมีคนอื่นๆ ในพรรคพลังประชาชน ที่พร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากนายสมัคร สุนทรเวช อีก เช่น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือคนอื่นๆ เป็นตัน การเอานายสมัคร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงไมได้ก่อประโยชน์ใดๆ ต่อพรรคประชาธิปัตย์ หรือพวกต่อต้านทักษิณ เพราะการเมืองไม่เปลี่ยนข้างแน่นอน

การคว่ำรัฐบาลพรรคพลังประชาชน จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ และผมเชื่อว่า หากไม่มีปัญหาสะดุดเรื่องคดีความต่าง ๆ แล้ว คุณสมัคร สุนทรเวช ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีครบสี่ปีแน่นอน ยกเว้นว่าจะมีการยุบสภา เพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะทำสำเร็จได้โดยเร็ว อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสองสามปี หรือแก้ไขเสร็จแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องยุบสภาทันที

แต่การโค่น คุณสมัคร จะส่งผลเสียต่อพวก Royalist หรือสถาบันอย่างแน่นอน เพราะคุณสมัครได้ชื่อว่าเป็น Royalist ลำดับต้นๆ คนหนึ่ง การขาดคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวขบวนของพรรคพลังประชาชน จะทำให้ขาดตัวเชื่อมอย่างดีในพรรครัฐบาล รวมทั้งพวกหัวก้าวหน้าทั้งหลายที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน เพราะไม่พอใจกับการทำรัฐประหารที่ผ่านมา การขาดตัวเชื่อมจะทำให้การควบคุมทิศทางไม่ให้เลยเถิดและการต่อรองเป็นไปได้โดยยาก

ดังนั้น คว่ำ สมัคร เพื่อให้ได้ น.พ. สุรพงษ์ หรือ นายสมชาย ในทางยุทธศาสตร์แล้วก็ไม่ทำให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใดทั้งสิ้น ทำไปก็เสียแรงเปล่า

ส่วนยุทธวิธีการยุบพรรค ก็จะไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด เพราะรังแต่จะทำให้ประชาชนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนเกิดความโกรธแค้น รวมทั้งไม่ส่งผลในทางปฎิบัติแต่อย่างใด เพราะข้อเท็จจริง คือ เมื่อพรรคพลังประชาชนโดนยุบไปแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่ได้สิ้นสภาพไป แต่จะต้องหาพรรคสังกัดใหม่ให้ได้ภายใน 60 วัน เรื่องการหาพรรคสังกัดใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นอะไรนัก และผมเชื่อว่าสมาชิกพรรคพลังประชาชนทั้งหมด จำนวน 233 คน จะพร้อมใจกันไปอยู่พรรคใหม่ ซึ่งก็จะทำให้พรรคนั้น กลายเป็นพรรคพลังประชาชน เวอร์ชั่น 2.0 ไปโดยปริยาย มันมีสภาพเหมือนแค่เปลี่ยนชื่อพรรคเท่านั้นเอง เหมือนกับ อดีตสมาชิกพรรค ทรท. เดิม ย้ายมาพรรคพลังประชาชน หนังรอบสองก็ฉายซ้ำเหมือนเดิมอีก

สำหรับกรรมการบริหารพรรค ที่จะถูกต้ดสิทธิ์ทางการเมืองนั้น พรรคพลังประชาชน เขามีประสบการณ์อันเจ็บปวดจากการโดนยุบพรรค ทรท. มาแล้ว กรรมการบริหารพรรค พปช. จึงมีจำนวนไม่มากนัก เพียงแค่ 35 คน และเป็น สส.เขต ประมาณ 10 คนเท่านั้น สส.ปาติ้ลิสท์ที่สิ้นสภาพไป ก็สามารถเลื่อนอันดับต่อไปมาแทนได้ ส่วน สส.เขตทั้ง 10 กว่าคนที่สิ้นสภาพไป ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งคาดว่าพรรค พปช.ในชื่อใหม่ ก็จะได้กลับมาเหมือนเดิม เหมือนกับที่โดนแจกใบแดง ใบเหลือง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนข้างแต่อย่างใด เพราะประชาชนได้เลือกข้างเรียบร้อยแล้ว เล่ห์กลอุบายอะไรจึงไม่ได้ผลทั้งสิ้น

ยุทธการยุบพรรค จึงกลายเป็นกระสุนด้านเสียแต่ต้นแล้ว

แต่หากทำอย่างนี้ เราจะได้นายกฯ โนเนมจากพรรค พปช.(ชื่อใหม่)มาแทน เพราะเมื่อเล่นกันอย่างนี้ โดยไม่คำนึงถึงประเทศชาติแล้ว ก็ต้องรับกับสภาพนายกฯ ที่โนเนมยิ่งกว่า คุณสมัคร อีก

ไล่ทักษิณไป ได้สมัครมาแทน

เมื่อยุบพรรค พปช. แล้ว นพ.สุรพงษ์ ก็จะโดนห้ามเล่นการเมืองไปด้วย

ตำแหน่งนายกฯ อาจตกถึง ดร.เฉลิม อยู่บำรุง อย่างช่วยไม่ได้

เมื่อชอบอย่างนี้ก็ตามใจ แต่ไม่มีทางที่อภิสิทธิจะได้ตำแหน่งนายกฯ อย่างแน่นอน

และหากเดินเกมยุบพรรค ก็ต้องยุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาฯ ไปด้วย เพราะกรรมการบริหารของทั้งสองพรรคนี้ก็โดนใบแดงเหมือนกัน นายบรรหาร ก็จะโดนต้ดสิทธิ์ทางการเมืองไปด้วย โอกาสเป็นตาอยู่ นั้นไม่มีเลย

แนวโน้มที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จะอยู่ได้นาน ครบสี่ปีนั้น เป็นไปได้สูงทีเดียว

รัฐบาลนี้ตามรูปการแล้ว จะไม่ใช่รัฐบาลชั่วคราวแน่นอน ฝ่ายค้านและฝ่ายแค้นทั้งหลาย คงต้องทำใจแล้วละครับ

จาก Thai E-News

บทความอาคมซิดนีย์ตอนใหม่ "ความแน่นอนที่ไม่แน่นอน"

2 กุมภาพันธ์ 2551

มาแล้ว! บทความจากคุณอาคม ซิดนีย์ ที่หลายๆ คนรอคอย หลังจากห่างหายไปหลายเพลา มาคราวนี้ปล่อยบทความที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น แจกแจงถึงกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่แฝงอยู่ในระบอบการเมืองไทยอย่างถึงพริกถึงขิง พร้อมทั้งชี้ให้เพื่อนประชาชนเห็นว่า ชัยชนะที่ได้มาคราวนี้นั้น เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ยังมีภาระกิจให้กับฝ่ายประชาธิปไตยต้องต่อสู้อีกมาก

บทความดังกล่าวไล่ยาวมาตั้งแต่ความสำเร็จของคุณทักษิณในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อาชญากรรม และปัญหาสังคม ที่ไม่เคยมีใครสามารถแก้ไขได้มาก่อน แต่ความสำเร็จดังกล่าวกลับไปสร้างกลุ่มศัตรูทั้งที่เกิดจากความอิจฉาริษยา และศัตรูที่เกิดขึ้นจากการขจัดอิทธิพลมืด

คุณอาคม ยังได้ย้อนอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของความขัดแย้งลึกๆ ระหว่างกลุ่มคนมีสี หรือจปร.รุ่นต่างๆ ที่ท้ายสุดอย่างไม่มีใครคาดถึง ได้ก่อให้เกิดระบบอิทธิมืดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ จปร.รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 2 รุ่น 5 รุ่น 7 โดยมีตัวละครหลักเป็นพล.อ.ชวลิต พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ กลุ่มพล.อ.สุจินดา กลุ่มยังเติร์ก และเฒ่าหัวเกรียนอย่างพล.ต.จำลอง ศรีเมือง

อย่างไรก็ดี ภายใต้การชิงดีชิงเด่นระหว่างรุ่นต่างๆ คุณอาคมได้ชี้ให้เห็นว่า มีเจ้ามือคนหนึ่งที่เล่นเกมเก่งที่สุด และใช้วิชามารต่างๆ จนทุกฝ่ายให้การยอมรับจนเรียกว่า "ป๋า" ซึ่งได้แก่พล.อ.เปรมนี่เอง วิธีการส่งเสริมบารมีตัวเองผ่านทางมูลนิธิรัฐบุรุษ และเครือข่ายองคมนตรี รวมไปถึงการบริหารอำนาจผ่านการล้วงลูกโผทหาร ทำให้เกิดเครือข่ายลูกป๋าขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง ซึ่งรวมไปถึงพรรคการเมืองหนึ่งที่ยินยอมจะอยู่ภายใต้อำนาจดังกล่าวด้วยคือ พรรคประชาธิปัตย์

ในบทความได้แจกแจงกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ออกมาถึง 15 กลุ่ม ซึ่งสามารถสร้างความสะพรึงกลัวรวมถึงความรู้สึกรันทดใจให้กับผู้อ่านไปในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเป็นการจี้ให้เห็นความจริงว่า ประเทศชาติบ้านเมืองไม่สามารถก้าวหน้า ประชาชนโดนรังแก เนื่องจากกลุ่มอิทธิพลดังกล่าวนี้เอง

คุณอาคมได้ชี้ในจุดนี้นี่เอง ที่ทำให้ทราบว่า ความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาประเทศชาติอย่างมืออาชีพ ได้ทำให้คุณทักษิณ ต้องตกอยู่ภายใต้ความเดือดร้อนได้อย่างไร บารมีของคุณทักษิณที่สร้างสมจนไปบดบังบารมีของพล.อ.เปรม อย่างสิ้นเชิงนั้น คือสาเหตุหลักที่ทำให้พล.อ.เปรม ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาผลประโยชน์ และเครือข่ายป๋า หรือเครือข่ายอำมาตยาธิปไตยทุกวิถีทาง จนมีการดำเนินการด้านต่างๆ จนถึงจุดไคลแม๊กซ์ครั้งแรกที่การยึดอำนาจ 19 กันยาฯ

และท้ายที่สุดคุณอาคม ได้ชี้ให้เห็นว่า เครือข่ายดังกล่าวยังคงมีอยู่อย่างเต็มที่สมบูรณ์ ยังไม่มีการพร่องไปไหน ชัยชนะจากการมีการเลือกตั้งทั้วไปที่เกิดขึ้นเมื่อ 23 ธ.ค. จึงเป็นเพียงก้าวแรกๆ ของการต่อสู้ที่จะมีขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านบทความสุดมันส์ดังกล่าวได้จากลิงค์ดังต่อไปนี้

http://docs.google.com/Doc?id=d7qgfs4_79c2258gdb

อนึ่งท่านสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังของคุณอาคม ซิดนีย์ได้ที่เว็บไซต์ อาคม ซิดนีย์ ดอตคอม http://www.arkomsydney.com/Articles.htm
หรือ http://docs.google.com/Doc?id=d7qgfs4_35fhp9tg

จาก Thai E-News

ศาลปิดประตูใส่หน้า 'สมชัย'วืดย้ายกลับ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งนายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เปิดเผยว่า ในเร็ว ๆ นี้ตนจะไม่ทำงานฝ่ายสืบสวนสอบสวนแล้วและต้องการขอย้ายตัวเองมาทำฝ่ายการมีส่วนร่วม ที่นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ทำหน้าที่อยู่ตอนนี้แทนเนื่องจากก่อนหน้านี้ตนได้ทำหนังสือขอกลับไปที่ศาล แต่ไม่สามารถกลับไปได้ จึงอยากจะขอย้ายตัวเองไปทำที่ฝ่ายการมีส่วนร่วมดีกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานก่อนหน้านี้นายสมชัยได้ทำหนังสือถึงศาลว่าจะสามารถรับกลับเข้าทำงาน ในศาลเพื่อทำหน้าที่ผู้พิพากษาอาวุโสได้หรือไม่ซึ่ง ทางศาลได้ศึกษาระเบียบแล้วพบว่าไม่สามารถออกระเบียบเพื่อรับใครคนใดหนึ่งเพื่อกลับไปทำหน้าที่ได้.