WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 3, 2008

นปก.แจงพบนายกฯไม่ต่อรองเก้าอี้รมต.

นายกรัฐมนตรี เผยแกนนำ นปก.เข้าพบ ขอถ่ายทอดแถลงนโยบายรัฐบาลผ่านเอ็มทีวี 'วีระ มุสิกพงศ์' ยืนยันการเข้าพบดังกล่าว ไม่มีการต่อรองเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี

นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวภายหลังเข้าพบนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่บ้านพักซอยนวมินทร์ 81 โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ว่า มาเยี่ยมนายสมัคร และมาแสดงความยินดี หลังจากที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี และไม่ได้มาต่อรองในเรื่องของ ตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้แม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว แต่มาพูดคุยถึงเรื่องทั่ว ๆ ไป

ส่วนที่มีข่าวว่า กลุ่ม ส.ส.อีสานไม่พอใจกลุ่ม นปก.ที่ได้รับปูนบำเหน็จเป็นรัฐมนตรีนั้น นายวีระ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพรรคเลย

ด้านนายสมัคร กล่าวว่า กลุ่มของนายวีระ มาพบในวันนี้เพื่อขอถ่ายทอดการแถลงนโยบาย ของรัฐบาล ผ่านโทรทัศน์เอ็มทีวี ซึ่งตนไม่ขัดข้อง เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์

เมื่อถามว่า จะมีปัญหาหรือไม่ เพราะกลุ่มของนายวีระ เป็นอดีตผู้ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์พีทีวี ที่มีปัญหากับกรมประชาสัมพันธ์ นายสมัคร กล่าวว่า แล้วเอเอสทีวี มีปัญหาหรือไม่ เอเอสทีวีบอกว่าศาลคุ้มครอง แล้วคนอื่นได้รับความคุ้มครองด้วยหรือไม่ เพราะเป็นลักษณะเดียวกัน

เมื่อถามว่า ในเมื่อรัฐยังไม่มีกฎหมายที่จะมาดูแลสื่อลักษณะนี้จะมีปัญหาหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า 'เราออกกฎหมายเสียตอนนี้ มันไม่เป็นปัญหา อะไรที่ทำไม่ถูกต้อง ก็ต้องพยายามแก้ไข เพราะไม่อยากให้มีข้อโต้แย้ง'

พรรคพลังประชาชน ฟัง ประชาชน บ้างได้ไหม

ต้องทำความเข้าใจกันตั้งแต่บรรทัดแรกเสียก่อนเลยว่า ประชาชน ที่ผมอยากให้ฟังในที่นี้ ผมจำกัดเพียงแค่ผม “นายประดาบ” คนเดียว เพราะผมไม่กล้าพูดแทนคนอื่น

แต่ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนคนหนึ่ง และเป็นประชาชนที่ลงคะแนนเลือกพรรคพลังประชาชน มาเป็นรัฐบาล ผมมีคำพูดอยู่หลายคำ และข้อเสนอแนะอยู่หลายข้อ อยากจะพูดให้หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค ส.ส.ของพรรค ตลอดจนคนอีกหลายคนที่แอบซุ่มแอบซ่อน อยู่หลังพรรค นอกพรรค และในพรรค ได้รับฟังพร้อมๆ กัน ดังนี้

ผมไม่สบายใจที่เห็นการยื้อแย่งช่วงชิงตำแหน่งทางการเมืองกัน จนทำให้เกิดความแตกแยกภายในพรรคพลังประชาชน

ผมเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ช่วยสร้าง ช่วยสนับสนุนพรรคการเมืองนี้ขึ้นมา พร้อมๆ กับประชาชนอีกหลายคน ด้วยความรัก ความศรัทธา ที่มีต่อคนที่เรารักและเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานคนหนึ่ง คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่การกระทำ พฤติกรรมการแย่งชิงตำแหน่งทางการเมืองของพวกท่าน กำลังทำให้เกิดความแตกแยกขึ้น และเป็นการบั่นทอน ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ที่มีประชาชนจำนวนมากร่วมกันเป็นเจ้าของ

ผมไม่สบายใจที่เห็นส.ส.หลายคน ทวงถามถึงผลตอบแทนการทำงานให้แก่พรรคพลังประชาชน และการเป็นตัวแทนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคในแต่ละพื้นที่เขตเลือกตั้ง เรียกร้องหาตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรี เลขารัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ กรรมการรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนตำแหน่งต่างๆ ที่แล้วแต่อำนาจทางการเมืองจะเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาได้ เพราะพฤติกรรมของท่านทำให้ผมเข้าใจว่า ที่ท่านต่อสู้กันมาในนามพรรคพลังประชาชน ท่านไม่ได้สู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้สู้เพื่ออุดมการณ์ร่วมกันที่จะโค่นล้มเผด็จการ เหมือนกับที่ประกาศไว้ ใช่หรือไม่

ในขณะที่ท่านทวงถามหาตำแหน่งทางการเมือง ประชาชนจำนวนมากที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มาตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2549 จนกระทั่งทุกวันนี้ บ้างบาดเจ็บ บ้างล้มตาย บ้างหมดเนื้อหมดตัว บ้างถูกทำร้าย ไม่มีสักคนที่เอ่ยถามถึงรางวัลตอบแทนของการยืนเผชิญ หน้ากับเผด็จการอย่างยาวนานมากว่า 16 เดือน

กระทั่งวันที่พวกท่านหลบลี้หนีหน้าหายหัวกันไปหมด ก็มีแต่ประชาชนที่สนามหลวง นั่นล่ะ ที่ไม่เคยหลบเร้นซ่อนหาย หากแต่ยืนต้านเผด็จการ ด้วยพลังของประชาชนบริสุทธิ์ โดยไม่หวาดหวั่น ไม่พรั่นพรึงต่ออันตรายทั้งหลายทั้งมวล

ประชาชนอย่างผม ไม่ต้องการรางวัลในการต่อสู้กับเผด็จการ

ประชาชนอย่างผม ไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ประชาชนอย่างผม ไม่ต้องการตำแหน่งแห่งที่ใดๆ ในการสนับสนุนพรรคพลังประชาชนให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง

ประชาชนอย่างผม ไม่ต้องการแม้แต่คำขอบคุณที่ช่วยกันสนับสนุน ส่งเสริมให้พวกท่านได้เป็นส.ส. ให้พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล

ประชาชนอย่างผม มีอยู่จำนวนมากมายในประเทศไทย

เพียงสิ่งเดียวที่ผมอยากจะขอร้องพวกท่านทั้งหลาย ก็คือ ว่า ได้โปรดอย่าทำลายความหวัง อย่าช่วยกันพังความตั้งใจอันดีของประชาชน อย่าดูถูดูแคลนพลังของประชาชน ที่ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว ตลอดระยะเวลา 16 เดือนที่ผ่านมา ว่าผมมี “ใจ” ให้แก่พรรคการเมืองของพวกท่านมากเพียงใด

ผมและเพื่อนร่วมทางจำนวนมาก รวมตัวกันเป็นพลังประชาชน ต่อสู้กับเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย มาตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะมารวมตัวกันเป็นพรรคพลังประชาชน เสียอีก

เมื่อพวกท่าน ประกาศเป็นพรรคพลังประชาชน ผมและเพื่อนร่วมทางจำนวนมาก จึงทุ่มเททุกอย่างเพื่อสนับสนุนพวกท่าน และพรรคการเมืองที่ชื่อพรรคพลังประชาชน ด้วยความ หวังว่า พวกท่านจะสืบสานเจตนารมณ์การต่อสู้ของประชาชน ให้คงอยู่สืบต่อไป เพื่อไม่ให้ใครผู้ใดมาล้มล้างประชาธิปไตย ได้อีก

แต่เพียงแค่ได้ชัยชนะในเบื้องต้น พวกท่านหลายคนก็กำลังสร้างเงื่อนไขให้การเมืองกลับไปสู่ยุคเก่าๆ และเป็นจุดอ่อน ข้อด้อยของการเมืองไทย ให้ถูกดูแคลน แทรกแซง และโค่นล้ม กันอีกแล้ว

ในฐานะประชาชน ผมจึงอยากจะร้องขอให้พวกท่านได้โปรดหยุดพฤติกรรมการแก่งแย่งช่วงชิงตำแหน่งเพื่อตัวเองกันได้แล้ว หันมาทำงานเพื่อประชาชน และสานต่อแนวทางการต่อสู้กับเผด็จการ ที่วันนี้ยังไม่ได้ตายจากไปไหน หากแต่ยังคงว่ายวนเวียนอยู่รอบตัวพวกท่าน และประชาชนทุกคน ตลอดเวลา

ในขณะที่ประชาชนทุกคนที่ร่วมต่อสู้เผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย และสนับสนุนพรรคพลังประชาชน ให้ได้เป็นรัฐบาล ไม่เคยเอ่ยปากสักคำ ไม่เคยถามหาสักคราวว่าจะได้อะไรเป็นรางวัลตอบแทน แต่พวกท่านซึ่งได้รับตำแหน่งกันถ้วนหน้า อย่างน้อยก็ได้เป็นส.ส. แล้ว ยังเที่ยววิ่งไล่ล่าหาตำแหน่งกันอีกเช่นนี้

ท่านไม่ละอายใจบ้างหรือ

ท่านยังกล้าสู้หน้าประชาชนที่ท่านชักชวนมาร่วมต่อสู้อีกหรือ

ท่านยังกล้าพูดไหมว่าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

ท่านยังกล้าพูดไหมว่าท่านต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

การได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา การได้มีบทบาททางการเมืองในฐานะส.ส. ยังไม่เพียงพออีกหรือกับการต่อสู้ที่ผ่านมา

สำหรับประชาชนที่ต้อสู้มายาวนาน 16 เดือนอย่างผม ไม่มีรางวัลตอบแทนใดๆ จะยิ่งใหญ่กว่าการได้ประชาธิปไตย กลับคืนมา และการได้ชัยชนะเหนือเผด็จการอย่างขาวสะอาด

แต่สำหรับพวกท่าน ผมไม่แน่ใจว่า เก้าอี้รัฐมนตรี หรือ ประชาธิปไตย คือสิ่งที่ท่านต้องการกันแน่

ผมไม่สบายใจที่เห็นส.ส.บางคน ออกอาการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของพรรค เป็นคนมีอำนาจภายในพรรคพลังประชาชน และแสดงอาการกีดกั้น กันท่าไม่ให้คนอื่นเข้ามาร่วมนำเสนอความเห็น แสดงความคิด หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ทั้งๆ ที่พรรคพลังประชาชน คือพรรคการ เมืองที่ประชาชนร่วมกันสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง และประชาชนทุกคนคือผู้มีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของพรรคการเมืองนี้

มิอาจปฏิเสธได้เลยว่า ปัจจัยที่ทำให้พรรคพลังประชาชนแข็งแกร่งกว่าทุกพรรคการ เมืองในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ก็คือ การมีประชาชนเป็นทั้งเกราะกำบัง เป็นทั้งกำลังสนับสนุน ซึ่งไม่ต้องซื้อหาด้วยเงิน แต่ทุกคนเดินเข้ามาสมทบกันด้วยใจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่พรรคการเมืองอื่นๆ ไม่มี ไม่ว่าจะใช้เงินมากมายเท่าใดไปสร้างมวลชนขึ้นมาสนับสนุน แต่เมื่อหมดเงิน หมดเวลาจ้างตามที่ตกลงกันไว้ หมดภารกิจตามเงื่อนไข ก็สลายหายวับไปทันที ไม่มีอะไรที่จับต้องได้เลย

เพราะฉะนั้น หากพรรคพลังประชาชน หลงลืมและละเลย เมินเฉยต่อพลังของประชาชน สำคัญตนผิด คิดว่าได้ชัยชนะมาด้วยการวางแผนยุทธศาสตร์ การกำหนดยุทธวิธีของตัวเอง ไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตา และมีราคามากไปกว่าในฐานะเครื่อง มือชิ้นหนึ่งทางการเมือง กาลล่มสลายของพรรคพลังประชาชน ก็อาจจะหวนกลับคืนมาในเร็ววัน พลันที่พรรคพลังประชาชน ไม่เชื่อในเรื่องของพลังประชาชนอีกต่อไป

สิ่งที่ผมอยากจะเห็น อยากจะได้ยินจากพรรคพลังประชาชน ก็คือ เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้ว 1. ท่านจะเยียวยาฟื้นฟูประเทศไทยที่เสียหายจากการกระทำของเผด็จการ อย่างไร และ 2.ท่านจะรักษาสภาพจิตใจที่บอบช้ำ ความเดือดร้อนของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากระบอบเผด็จการอย่างไร มากกว่าเรื่องราวข่าวคราวการแย่งชิงตำแหน่งกัน

สิ่งที่ผมอยากจะได้รับฟังจากนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ก็คือ ท่านจะทำอย่างไรกับ ผู้คนในระบอบคมช. ทั้งทหารและพลเรือน ที่ยังมีบทบาทสำคัญทั้งในกองทัพ ประชาคมวิชาการ และ สื่อมวลชน กันครบถ้วน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้มีแนวคิดที่เป็นพิษภัยและมีพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทั้งสิ้น

เหตุที่ต้องถาม ก็เพราะคนในระบอบคมช.เหล่านี้ ยังไม่มีสำนึกว่าได้กระทำความเสีย หายอันใดให้แก่บ้านเมืองและประชาชน ยังคงเชื่อมั่นในการกระทำของตนเองว่าถูกต้อง และสมควรกระทำ ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำอันสุดแสนจะระยำ ทั้งในกองทัพ วงวิชาการ และสื่อมวลชน

หากคนในระบอบคมช.รู้สึกผิด คิดได้ สำนึกผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี ได้จะด้วยตนเอง หรือด้วยการได้รับคำสั่งสอน ชี้แนะจากผู้ใด ก็ยังพอภัยให้ได้ แต่ทว่า คนในระบอบคมช. เหล่านี้ ไม่มีอาการเช่นนั้นเลย ตรงกันข้ามยังคิดหาทางกลับมามีอำนาจ และครอบครองประเทศ ไว้ในมือเช่น 16 เดือนที่ผ่านมาทุกเมื่อเชื่อวัน

สำคัญที่สุดก็คือ จะดำเนินการคอรัปชั่นของคนในระบอบคมช. อย่างไร

งบก่อการรัฐประหาร 20,000 ล้านบาท ที่เบิกจ่ายไปเพื่อทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย จะปล่อยให้ผ่านไปพร้อมกับประทับตรารับรองความถูกต้องอย่างนั้นหรือ

งบลับหลายพันล้านบาท ที่เบิกไปแจกจ่าย แบ่งปันในกองทัพ ยามทหารใหญ่คับบ้านคับเมือง จะสืบสาวราวเรื่อง ติดตามเอาคืนมาได้อย่างไร

งบปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร 500 ล้านบาท ที่ถูกผลาญไปกับความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานด้านข้อมูลข่าวสาร ไม่เคยจับมือระเบิดได้สักราย ไม่เคยจับคนร้ายได้สักคน มีแต่สุจริตชนที่ถูกรังแก จะต้องประเมินไหมว่าจ่ายไปได้ผลคุ้มค่าหรือไม่

งบรัฐวิสาหกิจ ที่ถูกรุมทึ้งไปใช้หลายพันล้านบาท จนขาดทุนกันย่อยยับกันไปหลายหน่วยงาน ที่เคยกำไรปีละกว่า 10,000 ล้านบาท เช่น ทอท. กับ ทีโอที ก็เหลือแค่ 1,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปีนับแต่ สพรั่ง กัลยาณมิตร เหยียบเท้าเข้าไปในสององค์กรนี้ ยังจะปล่อยไว้เช่นนี้หรือ

งบจัดซื้ออาวุธ ยุทธภัณฑ์ทั้งหลาย ตั้งแต่ ผ้าลายพรางแจกจ่ายทหารใส่กันทั้งประเทศ กว่า 1,000 ล้านบาท เสื้อเกราะกันกระสุน อาวุธปืนสั้น ปืนยาว รถหุ้มเกราะล้อยาง ไปจนถึงเครื่องบินรบ สัญชาติสวีเดน และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายไปหลายหมื่นล้านบาทภายในเวลา 1 ปีเศษ ที่ระบอบคมช. ครอบครองประเทศไทย ถึงเวลาที่จะหยุดหรือยัง

สิ่งที่ผมอยากจะเห็น อยากได้ยินจากรัฐบาล ก็คือ จะบริหารประเทศอย่างไรให้ได้รับความเชื่อถือ เชื่อมั่นทั้งจากประชาชนในประเทศ และต่างประเทศ การแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนจะทำอย่างไร

รัฐบาลนี้ได้มา เพราะอานิสงส์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

รัฐบาลนี้ได้เป็น เพราะศรัทธาที่ประชาชนมีให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

รัฐบาลนี้จะอยู่ได้หรือไม่ได้ ก็เพราะถูกเปรียบเทียบกับรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่นเดียวกัน

หากยังไม่หุบปาก แล้วลงมือทำ

หากยังไม่เลิกยื้อแย่ง แล้วแบ่งงานกันทำ

หากยังเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ส่วนรวม

หากยังเชื่อว่าข้าเก่งเอ็งไม่แน่ โดยไม่เกรงใจประชาชน

รัฐบาลนี้ที่มาจากพลังของประชาชน ก็อาจจะไปเพราะพลังของประชาชน ได้เช่นกัน

หากว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชน ไม่สนใจฟังเสียงของประชาชน

ผมจึงอยากจะร้องขอว่า พรรคพลังประชาชน ฟังประชาชน บ้าง จะได้ไหม?

ประดาบ

จาก hi-thaksin

Saturday, February 2, 2008

สมชายชี้ยกเลิกมาตรการกันสำรอง30%ต้องคิดหนัก

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ ยกเลิกมาตรการกันสำรอง ร้อยละ 30 รัฐบาลใหม่ต้องคิดหนัก พร้อมมีมาตรการเสริมกันบาทแข็งค่า

นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค กล่าวถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ที่มีแนวคิดทบทวนมาตรการกันเงินทุนสำรอง ร้อยละ 30 ว่า ในสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าซึ่งเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ จากปัญหาซับไพร์มในสหรัฐอเมริกาเช่นนี้ การพิจารณายกเลิกมาตรการดังกล่าว
ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม หากมีการยกเลิกมาตรการกันเงินทุนสำรองร้อยละ 30 จริง ธนาคารแห่งประเทศไทย
จำเป็นต้องมีมาตรการแทรกแทรงค่าเงินบาทมาเสริม โดยเฉพาะการเข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งตัวอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ นายสมชาย ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.5 เพื่อลด
ช่องหว่างระหว่างอัตรดอกเบี้ยภายในและภายนอกประเทศ หลัง ธนาคารกลางสหรัฐเมริกา ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว
ร้อยละ 0.75 และคาดว่าจะมีการปรับลดลงอีก

สมชายเชื่อน.พ.สุรพงษ์ พาเศรษฐกิจชาติรอด

อาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์ เชื่อมั่นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ จะฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ เพราะมีอำนาจตัดสินใจและมีทีมงานที่มีประสบการณ์

นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค

กล่าวถึง น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ โดยเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปได้ เพราะมีทีมที่ปรึกษาที่ดีและมีประสบการณ์ แม้ว่า น.พ.สุรพงษ์ จะไม่มีประสบการณ์ในการบริหารด้านเศรษฐกิจมาโดยตรง แต่เนื่องจากเป็นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจและมีความฉลาดจึงเชื่อมั่นว่า จะสามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งลักษณะการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ถอดรูปแบบการทำงานของทีมเศรษฐกิจ สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร อดีตนายกฯ

อย่างไรก็ตาม นายสมชาย ยอมรับว่า ทีมเศรษฐกิจชุดนี้จะต้องเจอปัญหาเฉพาะหน้าที่หนักหน่วง คือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ
จากปัญหาซับไพร์มในสหรัฐอเมริกาและการมีพรรคร่วมรัฐบาลถึง 6 พรรค ซึ่งจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน

ยุบพรรคเพื่ออะไร

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กำลังพิจารณาเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมือง อย่างน้อยๆ 2 พรรค ในขณะนี้ คือ พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยมีเหตุผลว่า กรรมการบริหารพรรคถูกใบแดง


ว่ากันตามจริง เรื่องนี้ต้องผ่านขั้นตอนของสำนักงานอัยการสูงสุด และต้องผ่านขั้นตอนของ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกินเวลาอีกยาวนาน อย่างน้อยๆ ก็ว่ากันเป็น ครึ่งปี เพราะต้องมีการ สืบพยานในชั้นศาล กันวุ่นวายพอสมควร

การ ยุบพรรค ตามที่หลายคนคิดเห็นว่ามันจะ ง่ายดาย อะไรขนาดนั้นเชียวหรือ ทั้งที่ประชาชนเพิ่งจะให้ ฉันทานุมัติ ในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา และมีการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อจะทำงานบริหารชาติบ้านเมืองกันไปในไม่ช้านานนี้

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนเพื่อให้ พรรคการเมืองอ่อนแอ ให้ ภาคการเมืองอ่อนแอ ตามที่มีคนติฉินนินทากันอย่างมากมาย ทั้งจากนักการเมือง ทั้งจากนักวิชาการ ทั้งจากประชาชน ที่ร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ วันนี้กำลังจะเป็นจริงขึ้นมาเสียแล้ว

มีผู้รู้บอกว่า ตามหลักการการยุบพรรคการเมืองในต่างประเทศที่เป็นอารยชนนั้น เขาจะไม่ทำกันแบบพร่ำเพรื่อ ง่ายๆ เหมือนในประเทศไทย

การยุบพรรคจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ พรรคการเมืองนั้นทรยศอุดมการณ์ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น เปลี่ยนแปลงนโยบายพรรคหันไปสู่การเป็นเผด็จการอย่างชัดแจ้ง แบบนี้เขาถึงจะมีการเรียกร้องให้ศาลท่านมาพิจารณายุบพรรคการเมืองนั้นๆ ได้

เช่น บางพรรคการเมืองให้การสนับสนุนเผด็จการรัฐประหารอย่างออกหน้าออกตา โดยมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรคอย่างชัดแจ้ง แบบนี้ก็อาจจะพิจารณาว่าเข้าข่ายในการยุบพรรค

แต่สำหรับประเทศไทย ดูเหมือนว่า อะไรนิดก็ยุบพรรค อะไรหน่อยก็ยุบพรรค

หลายฝ่ายต่างเริ่มสร้างกระแสเห็นดีเห็นงามกันจนจะทำให้การยุบพรรคกลายเป็น แฟชั่น

ที่สำคัญ แฟชั่นนี้ กำลังถูกทำให้ กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประหัตประหารกันเองของคนในชาติไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

การเมือง มันควรจะ ยืดหยุ่น ขยับเขยื้อน ของมันไปได้ ไม่อย่างนั้น บ้านเมือง จะอยู่ในสภาพ เดดล็อก หรือ การล็อกตายทางการเมือง

การเมือง เลยกลายเป็น เรื่องที่น่าเบื่อหน่าย ของคนในชาติไปได้

หลายคนขณะนี้กำลังพูดถึงหลัก นิติศาสตร์

หลายคนขณะนี้กำลังพูดถึงหลัก รัฐศาสตร์

ในการจะพิจารณาตัดสินคดี ยุบพรรคการเมือง 2 พรรค ที่กำลังเป็น ข่าวครึกโครม อยู่ในเวลานี้

ไม่ว่าจะใช้หลักการอะไรก็แล้วแต่ในการพิจารณาคดี ยุบ 2 พรรคการเมือง ย่อมหนีไม่พ้น ความวุ่นวาย ที่กำลังจะตามมา

ทั้งที่ประเทศชาติประสบ วิกฤติเศรษฐกิจ อย่างแสนสาหัส

ทั้งที่ประเทศชาติประสบ วิกฤติการเมือง อย่างแสนสาหัส

ทั้งที่ประเทศชาติประสบ วิกฤติทางสังคม อย่างแสนสาหัส

การจะตัดสินพิจารณาอะไร ควรมองให้ถ่องแท้ถึงผลประโยชน์ชาติ และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

บ้านเมืองจะต้องเดินหน้าต่อไป ดังนั้นควรหรือไม่ควร คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ควรจะยึดหลักการ นิติศาสตร์ หรือ รัฐศาสตร์ หรือหลักอะไรเป็นสำคัญ ก็ควรจะพิจารณาให้ถี่ถ้วนเหมาะสม

เวลาของเรามีไม่มากในการแก้ไขเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้นทุกคน ทุกฝ่าย ควรพึงสังวรณ์ ลดอคติที่มีต่อกัน พิจารณาแก้ปัญหาโดยใช้ หลักสร้างสรรค์ บ้างจะดีไหม

ถามว่า ยุบพรรคไปแล้วบ้านเมืองจะมีอะไรดีขึ้นบ้าง ในโจทย์ใหญ่ๆ 3 เรื่อง อย่างที่กล่าวไว้นี้

อย่าให้ประเทศชาติบ้านเมืองวุ่นวายไปมากกว่านี้เลย แค่นี้ประชาชนก็ปวดเศียรเวียนเกล้ากันมามากพอแล้วล่ะ

ทำอะไรให้พอเหมาะ พอสมควรแก่เหตุกันบ้างเถิด ท่านผู้ใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้ คนไทยด้วยกันทั้งนั้น

บทบรรณาธิการ

'สมัคร'เปิดใจสื่อญี่ปุ่นควบรมว.กลาโหม-ไม่ย้าย'อนุพงษ์'

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนจากประเทศญี่ปุ่นหลายสำนัก เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (1 ก.พ.) ณ ที่ทำการพรรคพลังประชาชน โดยเป็นการให้สัมภาษณ์เปิดใจครั้งแรกตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยสรุปสาระสำคัญมานำเสนอดังนี้

ประเด็นแรก เรื่องการควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ซึ่งหลายฝ่ายเกรงจะมีปัญหาเรื่องการยอมรับรัฐมนตรีพลเรือน และอาจสร้างความขัดแย้งขึ้นในอนาคต นายสมัคร กล่าวว่า ที่ผ่านมา รมว.กลาโหม ส่วนใหญ่เป็นทหาร ซึ่งบางแง่มุมก็ทำให้เกิดปัญหา เพราะแต่ละคนมีรุ่น มีพวก รู้จักคนโน้นคนนี้ ในขณะที่ตัวเขาไม่มีรุ่น ไม่มีพวก จึงเชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการได้

"การทำงานก็จะปล่อยให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นคนเสนอเรื่องและความเห็นต่างๆ ขึ้นมา ถ้าสิ่งไหนสมเหตุสมผล ผมก็อนุมัติให้ ส่วนเรื่องการบังคับบัญชาเป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตัวรัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับนโยบายเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร"

เมื่อถามถึงการทำงานร่วมกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ปรากฏว่า นายสมัคร กล่าวชื่นชมอย่างตรงไปตรงมา

"เรามี ผบ.ทบ.ที่ดี และเขาก็ยังมีอายุราชการอีก 3 ปี คงไม่มีใครไปย้ายเขา" นายสมัคร กล่าว

ต่อข้อถามถึงอำนาจในการจัดคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะการคัดเลือกตัวบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งถูกมองว่าไม่มีอำนาจอย่างแท้จริงนั้น นายสมัคร ยืนยันว่า เขามีอำนาจเต็มในการจัดโผ ครม.

"ใครบอกว่าผมไม่มีอำนาจ วันนี้ผมเป็นนายกฯ มีสิทธิในการจัดการเรื่องโผ ครม.เต็มที่ มี 12 ตำแหน่งที่ผมเปลี่ยนแปลงเอง เพราะตัวบุคคลที่เสนอมาไม่เหมาะสม ตัวผมเป็นหัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการโดยไม่ต้องไปขออนุญาตจากใคร"

เมื่อซักถึงความเหมาะสมของว่าที่รัฐมนตรีแต่ละคน เช่น นายนพดล ปัทมะ ที่มีข่าวว่าจะได้ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ นายสมัคร อธิบายว่า นายนพดลได้รับทุนเล่าเรียนหลวง มีความรู้ความชำนาญเรื่องกฎหมาย เคยทำงานให้กับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรักไทย ก่อนจะมาเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นจึงมีความรู้ความสามารถที่จะทำได้แน่นอน

ส่วน นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่มีข่าวว่าจะได้เป็น รมช.ต่างประเทศ นั้น นายสมัคร กล่าวว่า ต้องการคนไปทำงานด้านอื่นมากกว่า จึงวางไว้ให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ถามถึง น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค จะเป็น รมว.คลัง ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์งานด้านการเงินการคลังมาก่อน ประเด็นนี้ นายสมัคร พยายามยกตัวอย่างนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลายคน ซึ่งบางคนก็ไม่ได้ศึกษามาทางด้านธุรกิจโดยตรง

"อย่างคุณหมอชัยยุทธ กรรณสูต ประธานกรรมการบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เขาก็จบเป็นหมอนะ แต่ก็สามารถบริหารกิจการ เป็นเจ้าของธุรกิจก่อสร้างขนาดใหญ่ได้ หรือคุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ก็บริหารธุรกิจสายการบินได้ ผมจึงมั่นใจว่าคุณหมอสุรพงษ์มีความสามารถพอที่จะทำได้ ไม่มีปัญหาอะไร"

ต่อข้อถามว่าที่ผ่านมาได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ บ้างหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ได้คุยกันบ้างประมาณ 4-5 ครั้ง แต่ส่วนใหญ่เป็นฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่โทรศัพท์มา

"ท่านก็โทร.มาแสดงความยินดีตอนเลือกตั้งชนะ ต่อมาก็โทร.มาแสดงความยินดีว่าจะได้เป็นนายกฯ แล้วนะ ส่วนใหญ่ท่านจะโทร.มา ผมไม่มีเบอร์คุณทักษิณ เวลาคุยกันก็มีคนอื่นต่อให้อีกที"

เมื่อถามว่า มีข่าวมาตลอดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ความช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวกับคดีความต่างๆ ปรากฏว่าคำถามนี้ทำให้ นายสมัคร หงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย

"ในประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่ ประเทศเราก็เหมือนกัน แม้เราจะเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่ก็ไม่มีใครแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้"

นายสมัคร กล่าวด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แม้จะตระหนักดีว่ารัฐธรรมนูญมีข้อบกพร่องหลายอย่าง เช่น ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) รวมไปถึงบทบัญญัติที่เป็นข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม แต่รัฐบาลจะมุงแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนก่อน

"ถ้าดูแล้วผมอยู่ได้ยาวครบเทอม 3 เดือนสุดท้ายค่อยแก้รัฐธรรมนูญก็ได้" นายสมัคร กล่าว

รัฐบาลใหม่ฟุ้งกู้ศก.ใน6เดือน

6 พรรค ร่วมรัฐบาล ร่างนโยบายรัฐบาลผสมชื่นมื่น มั่นใจกู้เศรษฐกิจได้ใน 6 เดือน

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวภายหลังการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อจัดทำนโยบายบริหารประเทศว่า รัฐบาลชุดนี้ จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมให้สำเร็จ และเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเวลา 6 เดือน พร้อมกับจะผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน และ นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศกลับคืนมา

“ได้นำนโยบายภาพรวมของทุกพรรคมาหารือกัน แต่ไม่ใช่นโยบายรัฐบาล เพราะต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม.ก่อน จากนั้น จะประชุม ครม.นัดแรก เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการร่างนโยบายรัฐบาล คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ ก่อนจะให้นายกฯ เป็นผู้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา” นพ. สุรพงษ์ กล่าว

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานในที่ประชุม กล่าวว่า นโยบายประชานิยมนั้น หากสิ่งใด ที่ดีและประชาชนชื่นชอบก็จะ นำมาใช้ แต่นโยบายที่เด่นๆ คือ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน โครงการเอสเอ็มแอล การกู้เงิน เพื่อการศึกษา หรือ กรอ.และ หวยบนดิน

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการ พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ทั้ง 6 พรรคเห็นพ้องไปในแนวทางเดียวกันคือ นโยบาย จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ พลังงานและการพัฒนามนุษย์

ด้านนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ทั้ง 6 พรรคเห็นด้วยกับ ร่างนโยบายรัฐบาลในภาพกว้าง ส่วนรายละเอียดต้องหารืออีกครั้ง และจะนำมาพิจารณาว่านโยบายใดเป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศมากที่สุด

ขณะที่ นางอุไรวรรณ เทียนทอง ตัวแทนพรรคประชาราช เสนอ เรื่องการวางกรอบงบประมาณ ให้เพียงพอต่อการบริหารงาน ของกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ที่เน้นพัฒนาการศึกษาของเยาวชนและนโยบายชลประทานเพื่อการเกษตร และนโยบายท่องเที่ยวที่เป็นการ นำรายได้เข้าประเทศด้วย

ยันเป็นกลางคดียุบ2พรรค บุญทันขอคุ้ยความจริงให้กกต. [2 ก.พ. 51 - 09:48]

นายบุญทัน ดอกไธสง ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยกล่าววันนี้ (1 ก.พ.) ถึงการทำหน้าที่ว่า อนุกรรมการดังกล่าว จะศึกษาผลกระทบด้านสังคมว่า มีมากน้อยเพียงใด โดยจะพิจารณากระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง และการสืบสวนสอบสวนอีกครั้ง

"การกระทำบางอย่างอาจไม่ใช่เป็นการซื้อเสียง เช่น การให้เงินคนละ 200-300 บาท เพื่อไปหาเสียง แต่จุดนี้ตำรวจคงไม่ทราบ เมื่อคดีมาถึง กกต.กลาง กกต.จึงต้องตัดสินไปตามนั้น อนุกรรมการชุดนี้จึงจะเป็นผู้แสวงหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยไม่เกรงว่า ผลสรุปของคณะอนุกรรมการจะขัดแย้งกับการให้ใบแดง เพราะเชื่อว่า กกต. ต้องการให้มีการยืนยันข้อเท็จจริงอีกครั้ง"นายบุญทัน กล่าว

ประชาสัมพันธ์: อภิปราย“วิเคราะห์กระแสยุบพรรคการเมือง”อาทิตย์นี้


กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐
ขอเชิญฟังและร่วมอภิปราย

“วิเคราะห์กระแสยุบพรรคการเมือง”
โดย
วีระ มุกสิกพงษ์
ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น อดีตสมาชิกวุฒิสภา
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ


วันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น.
ณ ห้อง ๒๒๒ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สอบถาม/แจ้งการเข้าร่วม 0818229477
Email :
june24democrazy@yahoo.com

หมายเหตุ: ท่านสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสด การอภิปรายดังกล่าวผ่านทางระบบวิทยุ หรือโทรทัศน์ออนไลน์ ของกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการได้ ตั้งแต่เวลา 13.00 น.

ที่มา:
เว็บบอร์ดคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ

จาก Thai E-News

อุดม ย้ำ คตส.สั่งฟ้องคดีหวยบนดินเองได้

คตส. 1 ก.พ. - “อุดม เฟื่องฟุ้ง” ย้ำ คตส.สั่งฟ้องคดีหวยบนดินเองได้ พร้อมแจงกฎหมายกำหนดให้ใช้พยานร่วมชั้นตรวจสอบ-ไต่สวนได้ โอดจะไปหาผู้เชี่ยวชาญให้คำจำกัดความหวยได้ที่ไหน เหตุไม่มีใครขึ้นทะเบียนไว้

นายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2-3 ตัว หรือหวยบนดิน กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะทำงานร่วมระหว่าง คตส.และอัยการสูงสุด (อสส.) มีความเห็นไม่ตรงกันว่า เป็นประเด็นเรื่องความเข้าใจข้อกฎหมาย เมื่ออัยการสูงสุดเห็นไม่ตรงกับ คตส. ก็ต้องรับฟัง แต่จะปฏิบัติตามหรือไม่ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม คตส. โดยตัวแทนจาก คตส.จะเป็นผู้รายงานผลการประชุมผลให้ที่ประชุมใหญ่ได้รับทราบว่าจะมีทางออกเรื่องนี้อย่างไร จะฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 47 คนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุม

“ยืนยันว่าขั้นตอนการตรวจสอบและไต่สวนของ คตส.ได้ปฏิบัติตามระเบียบของ ป.ป.ช. และ คตส. ไม่ได้คิดเอาเอง โดยในระเบียบได้ระบุชัดเจนว่า การเอาสำนวนของ สตง.หรือสำนวนของพนักงานสอบสวนมาใช้เป็นสำนวนในชั้นของการไต่สวนสามารถทำได้ เพราะกฎหมายเห็นว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ต้องมีการพิจารณาอย่างรวดเร็ว หากจะให้นำพยานในชั้นตรวจสอบมาให้การในชั้นไต่สวนอีก หากคดีเกี่ยวข้องกับบุคคลจำนวนมากก็จะทำให้การทำงานล่าช้าออกไป กฎหมายจึงกำหนดให้สามารถนำสำนวนในการตรวจสอบมาเป็นสำนวนในการไต่สวนได้ ซึ่งการที่อัยการสูงสุดมีความเห็นต่างก็เป็นสิทธิ ที่ต้องการให้สำนวนรัดกุมมากยิ่งขึ้น” นายอุดม กล่าว

นายอุดม กล่าวอีกว่า ประเด็นที่อัยการสูงสุดต้องการให้ผู้ชำนาญการพิเศษของกระทรวงมหาดไทยหรือของศาลมาให้ถ้อยคำเป็นพยานว่า การออกสลากพิเศษ 2-3 ตัว เป็นสลากกินรวบหรือสลากกินแบ่งนั้น จะไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จากที่ไหน เพราะไม่มีการจดทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญไว้ ที่สำคัญ คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยวินิจฉัยว่าการออกสลากดังกล่าวเป็นสลากกินรวบ จนรัฐบาลต้องเสนอแก้ไขกฎหมายให้ถูกต้องตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่ง คตส.ได้อ้างอิงการตีความจากหลายแห่ง และยืนยันตรงกันว่าเป็นสลากกินรวบ

เมื่อถามว่า การที่อัยการสูงสุดเห็นไม่ตรงกับ คตส.และ คตส.จำเป็นต้องตั้งทีมทนายขึ้นมายื่นฟ้องเอง จะส่งผลกระทบทำให้น้ำหนักในสำนวนอ่อนหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า ไม่เห็นเป็นไร เพราะคดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง เช่น คดี พญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ ถูกฆาตกรรม ยังชนะคดีได้ ซึ่งการชนะหรือแพ้ขึ้นอยู่กับเอกสารและหลักฐาน ไม่ใช่ความเห็นของอัยการเพียงคนเดียว ขอยืนยันว่า คตส.ได้มีการตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานไว้อย่างรัดกุมแล้ว

นายสัก กอแสงเรือง คณะกรรมการร่วม คตส.กับอัยการสูงสุด ในฐานะโฆษก คตส.กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันความเห็นที่แตกต่างทั้ง 5 ประเด็น คือ ต่างฝ่ายต่างยืนยันในเหตุผลของตัวเอง โดยคณะทำงานของ อสส. ยืนยันว่าให้ คตส.ตรวจสอบเพิ่มเติม ขณะที่คณะทำงานของ คตส.ยืนยันว่าผลสรุปการไต่สวนสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ดังนั้นคณะทำงานทั้ง 2 ฝ่ายจะกลับไปรายงานต้นสังกัดอีกครั้ง โดยตัวแทนของ คตส.จะรายงานต่อที่ประชุมใหญ่ คตส.ในวันที่ 4 ก.พ. นี้ เพื่อขอมติให้ที่ประชุมขอสำนวนคืนจากอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการต่อไปตามวิธีพิจารณาคดีความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดย คตส.จะต้องมีการตั้งทีมทนายจากสภาทนายความ เพื่อเป็นทีมทนายยื่นฟ้องเองภายใน 14 วันนับตั้งแต่ได้รับสำนวนคืนจากอัยการสูงสุด

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้ที่ คตส.จะยื่นฟ้องสำนวนในคดีนี้เอง นายสัก กล่าวว่า ต้องขอมติในที่ประชุมใหญ่ คตส. ก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยขณะนี้ทีมทนายความจากสภาทนายความได้เริ่มตรวจสอบสรุปสำนวนของ คตส.แล้ว รวมทั้งตั้งคณะทำงานจากสภาทนายความเข้ามาเพิ่มเติมอีก 7 คน เพื่อเร่งตรวจสอบสำนวนดังกล่าวให้รัดกุมยิ่งขึ้น

เมื่อถามว่า คณะทำงานของทั้งสองฝ่ายยังยืนยันในเหตุผลของตัวเองจะส่งผลกระทบต่อคดีอื่นของ คตส.หรือไม่ นายสัก กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดไกลถึงขนาดนั้น แต่ในวันที่ 4 ก.พ.นี้ คตส.จะมีการแถลงเหตุผลทั้ง 5 ข้อ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างคณะทำงานของ คตส.กับคณะทำงานของอัยการสูงสุด เพื่อให้สาธารณชนรับทราบเหตุผลต่อไป และจากนี้จะไม่มีการประชุมกับอัยการสูงสุดอีกแล้ว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-01 19:36:10