WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 3, 2008

ไม่ทิ้งบทเก่า เผชิญวิกฤติใหม่ [3 ก.พ. 51 - 00:23]

นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของประเทศไทย

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พูดกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ หลังจากรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกฯ

ขอโอกาส ขอกำลังใจจากผู้คนในสังคม ในการเข้ามาทำงานเป็นหัวหน้ารัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ

ที่กำลังเผชิญปัญหารุมเร้าอย่างหนัก ทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง และปัญหาด้านความมั่นคง

คุยอย่างมั่นใจว่า ด้วยประสบการณ์ในชีวิตการเมืองที่โชกโชน ผ่านการดำรงตำแหน่งต่างๆมาแล้วมากมาย เคยเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายสมัย พร้อมที่จะดูแลบ้านเมือง

มาครั้งนี้เมื่อได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นายสมัครเปรียบเทียบว่า เหมือนกับการขับรถยนต์ ถ้าขับรถเป็นแล้ว เพียงแต่ถามว่า พวงมาลัยอยู่ตรงไหน เกียร์กระปุก หรือเกียร์ออโตเมติก ดูเบรก ดูน้ำมันเครื่อง ดูน้ำมันเต็มถัง ก็ขับออกไปได้ในทุกสภาพถนน

จึงขอเวลา ขอโอกาส จากสังคมในการทำงาน โดยยืนยันจะทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้อย่างแน่นอน

นี่คือ คำประกาศของนายกรัฐมนตรี ผู้ทำหน้าที่ “โชเฟอร์ ประเทศไทย” ขับเคลื่อนนำพาประเทศชาติไปข้างหน้า

ทั้งนี้ เมื่อหันกลับมาดูโครงสร้างของรัฐบาลผสม 6 พรรค ภายใต้การนำของนายสมัคร ประกอบด้วย

พรรคพลังประชาชน 233 เสียง พรรคชาติไทย 34 เสียง พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 เสียง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 11 เสียง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง และพรรคประชาราช 5 เสียง รวมเบ็ดเสร็จ 316 เสียง

ถือได้ว่าเป็นรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพในสภาฯแน่นปึ้ก

เพราะต้นทุนของพรรคพลังประชาชน 233 เสียง นับว่าสูงมาก เพราะขาดอยู่แค่ 7 เสียง ก็จะถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งสภาฯ 480 คน

แม้จะมีพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งพรรคใดถอนตัวออกไป ก็ไม่ส่งผลสะเทือนต่อสถานภาพความเป็นเสียงข้างมาก

ไม่กระทบต่อการเป็นรัฐบาล

ยกเว้นแต่พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมา-ธิปไตย และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา จะถอนยวงออกไปพร้อมกัน เหลือแค่พรรคประชาราช 5 เสียง ถึงจะกระทบต่อเสถียรภาพความเป็นรัฐบาล

ซึ่งในความเป็นจริงทางการเมืองที่ยึดโยงกันด้วยการเกลี่ยผลประโยชน์ ปรากฏการณ์ที่พรรคร่วมรัฐบาลจะถอนยวงออกไปพร้อมกันทีเดียวถึง 4 พรรค

เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก

เพราะฉะนั้น รัฐบาลผสมชุดนี้ จึงไม่น่ามีปัญหาเรื่อง เสถียรภาพเสียงในสภาฯ

ส่วนเสถียรภาพนอกสภา ก็ขึ้นอยู่กับผลงานของรัฐบาล และพฤติกรรมของคนในคณะรัฐบาลว่าจะทำให้ ผู้คนในสังคมเคลือบแคลงสงสัยหรือไม่

ถ้ารัฐบาลมุ่งทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดย ส่วนรวมจริงๆ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร

เพราะสังคมตั้งความหวังและตั้งตารอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามา แก้ไขปัญหาของประเทศเป็นหลัก

ส่วนที่มีการพูดกันปาวๆว่า มีมือที่มองไม่เห็น คอยขัดขวางรัฐบาลชุดนี้ ก็ไม่น่าจะมีน้ำหนักอะไรมากนัก

เพราะผลการเลือกตั้งที่ออกมา ชัดเจนว่า

พรรคพลังประชาชนสามารถกวาดที่นั่งเข้ามาได้มากถึง 233 เสียง จนหัวหน้าพรรคได้ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ และกำลังจะมีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ

แสดงว่า มือที่มองไม่เห็น

ไม่ได้มีอำนาจอะไรมากมาย

เพราะถ้ามีอำนาจจริง พรรคพลังประชาชนคงไม่ได้ ส.ส.เข้ามามาก จนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ที่สำคัญ เมื่อพรรคพลังประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตย ผ่านการเอกซเรย์จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

จนได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ ก็ไม่ จำเป็นที่จะต้องกังวลกับเรื่องมือ ที่มองไม่เห็นอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกลงไปในสภาพความเป็นจริงของรัฐบาลผสมชุดนี้ ก็เป็นที่รู้ๆกันว่า

พรรคพลังประชาชนที่เป็นแกนนำรัฐบาล เป็นพรรคการเมืองที่แปลงร่างมาจากพรรคไทยรักไทย

เหนืออื่นใด ความเคลื่อนไหวต่างๆของพรรคพลังประชาชน เริ่มตั้งแต่การเข้ามาเทกโอเวอร์พรรคพลังประชาชน การวางตัวนายสมัครเป็นหัวหน้าพรรค การทำศึกเลือกตั้ง วางยุทธ-ศาสตร์ หาเสียง หาคะแนน การส่งกำลังบำรุง ส่งน้ำเลี้ยง

ล้วนมีความเกี่ยว โยงกับคนที่ฮ่องกงทั้งสิ้น

แน่นอน ในสถานการณ์ที่เจ้า ของพรรคพลังประชาชนตัวจริง ติดชนักบ้านเลขที่ 111 ถูกเว้นวรรคทาง การเมือง 5 ปี ในคดี ยุบพรรคไทยรักไทย

ไม่สามารถบริหารจัดการอะไร ภายในพรรคการเมืองอย่างเปิดเผยได้ ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ “หุ่นเชิด”

ทั้งหัวหน้าพรรคหุ่น เลขาธิการพรรคหุ่น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเจรจาต่อรองโควตากระทรวงและตำแหน่งรัฐมนตรี

จากภาพความเคลื่อนไหวที่ปรากฏเป็นข่าว บรรดาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเกือบทุกพรรค รวมไปถึงแกนนำกลุ่มก๊วนภายในพรรคพลังประชาชน

ต่างก็ต่อสายตรง บินไปพบหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่เกาะฮ่องกง

ทำให้มองกันได้ว่า การกำหนดโควตาเก้าอี้ กำหนดตำแหน่งรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดนี้ คนตัดสินใจที่แท้จริง คือ “ทักษิณ”

การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าไม่ใช่กระบวน การแบบปกติ เพราะต้องไปต่อรองกับผู้ถือดุลอำนาจถึงฮ่องกง

แม้หน้าฉากจะมีตัวแทนอำนาจที่เป็นหัวหน้าพรรคอยู่ในเมืองไทย แต่ก็ไม่สามารถให้คำตอบแบบทันทีทันใดได้

เพราะต้องรอการตัดสินใจจากเจ้าของพรรคตัวจริง

อย่างในกรณีที่พรรคพลังประชาชนมีมติมอบอำนาจให้นายสมัครเปลี่ยนโผรายชื่อ รัฐมนตรีของพรรคได้

แต่ในความเป็นจริง นายสมัครก็จะต้องปรึกษาหารือกับเจ้าของพรรคก่อน ไม่สามารถตัดสินใจได้เองโดยลำพัง

นี่คือสภาพความเป็นจริงที่อยู่หลังฉาก

ขณะเดียวกัน การจัดโผ ครม.ในรัฐบาลชุดนี้ ก็มีร่องรอย ให้เห็นว่าแกนนำกลุ่มก๊วนที่ติดล็อกบ้านเลขที่ 111

ต่างส่งหุ่นเชิดของตัวเอง เข้ามาเป็นรัฐมนตรี

แกนนำกลุ่มอีสาน กลุ่ม กทม.ในพรรคพลังประชาชน ยื่นเงื่อนไขขอรับรางวัลก็ไปยื่นกันที่ฮ่องกง เสนอตัวบุคคลมาเป็นรัฐมนตรีต่ำกว่ามาตรฐาน ทำให้เจ้าของพรรค ถึงกับส่ายหัว

ที่หวังว่าจะได้รัฐบาลที่มีภาพสวย ก็กลายเป็นประเภท รัฐบาลภาพยี้

แต่เจ้าของพรรคก็ต้องปล่อยไป

เพราะเมื่อใช้เขาไปรบชนะแล้ว ก็จำเป็นต้องให้ รางวัล

นี่คือ สภาพความเป็นจริงในการจัดตั้งรัฐบาลคราวนี้

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอบอกว่า จากปรากฏการณ์ทั้งหมด มันสะท้อนว่า ยังไงๆรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ ก็สลัดคราบพรรคไทยรักไทยไม่พ้น

เพราะแรงขับเคลื่อนมาจากคนเดิมๆ

ที่สำคัญจากปรากฏการณ์ที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบไปนั้น ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญให้กับพรรคพลังประชาชนในวันนี้ว่า

มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร

ถ้าลดจุดอ่อน เพิ่มจุดแข็ง

ก็จะสามารถเปลี่ยน วิกฤติให้เป็นโอกาส เป็นประโยชน์ต่อการทำงานเพื่อประเทศชาติ

เพราะ ถ้าในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยไม่ มีสิ่งดีๆ

การแปลงสภาพมาเป็นพรรคพลังประชาชนในวันนี้ ก็คงไม่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนอย่างมากมาย

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า จุดแข็งของพรรคไทยรักไทย คือ

เรื่องการบริหารจัดการ ทำงานทำการทันอกทันใจ เข้าถึงประชาชนระดับรากหญ้า

มีความเป็นอินเตอร์ สามารถรับมือปัญหาของประเทศในระดับสากลได้เป็นอย่างดี

ส่วนจุดอ่อน ก็คือ ขาดธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งบุคคล เห็นแก่พวกพ้อง มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีปัญหาทุจริตคอรัปชันเชิงนโยบาย

มาถึงวันนี้ ถ้าคนที่เป็นหุ่น และคนเชิดหุ่น ในรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นคนชุดเดิมจากพรรคไทยรักไทย

ลดจุดอ่อนที่เคยเกิดขึ้นในพรรคไทยรักไทย

แล้วมาขยายจุดแข็ง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้

โชเฟอร์ประเทศไทยอย่างนายสมัคร ก็จะสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนทำงานไปได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีอุปสรรคมาขวางทาง

แต่ถ้ามีพฤติกรรมในทางกลับกัน

เน้นลดจุดแข็ง แต่เพิ่มจุดอ่อน

รัฐบาลก็อาจเจอวิกฤติ ถึงขั้นยางแตก เครื่องน็อกได้ง่ายๆ.

ทีมการเมือง

ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

สนช.ออก ก.ม.สกัดการเมืองจุ้นทหาร [3 ก.พ. 51 - 05:01]

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประกาศบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติการจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่าในการพิจารณาบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันของคณะกรรมการ 7 คน คือ รมว.กลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพว่า ไม่ใช่ว่าจงใจให้ออกมาในช่วงนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ทำมานานแล้ว แต่ สนช.เพิ่งจะออกมาบังคับใช้ในช่วงนี้เท่านั้น พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้มีการปรับปรุงข้อความต่างๆด้วย เมื่อถามว่า การออก พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อป้องกันการแทรกแซงการปรับย้ายนายทหารจากทางการเมืองใช่หรือไม่ พล.อ.บุญรอด ตอบว่าแน่นอน เพราะตั้งแต่ต้นเราตั้งใจว่าไม่ต้องการให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงการทหาร และที่ผ่านมาก็มีปัญหาการเมืองเข้ามาแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการโยกย้ายนายทหาร หรือการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เดิมทีก็มีการปฏิบัติกันอยู่แล้ว คือมีคณะกรรมการของกระทรวงและเหล่าทัพขึ้นมาพิจารณาบัญชีปรับย้ายนายทหาร แต่ไม่ได้ออกมาเป็น พ.ร.บ.
ยัน รมต.สั่งรื้อโผโยกย้ายไม่ได้


“คณะกรรมการในการพิจารณาจะมีปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.แต่ละเหล่าทัพ โดยมี รมว.กลาโหมเป็นประธาน และเมื่อมีการพิจารณาร่วมกันแล้วมีมติแล้วจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แม้กระทั่ง รมว.กลาโหม ที่นั่งเป็นประธานก็ยังไปทุบโต๊ะหรือเปลี่ยนโผไม่ได้ เพราะที่ผ่านมามักจะมีการเปลี่ยนโผมาตลอด แต่คราวนี้รับประกันได้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนโผ เพราะถือว่าเป็นกฎหมายแล้ว และปกติหากออกเป็นระเบียบอะไรมาเขาก็ไม่ฟังกันแต่เมื่อออกเป็นกฎหมายแล้ว ทุกคนต้องปฏิบัติตาม” พล.อ.บุญรอดกล่าว

ปัดออก พ.ร.บ.ตีกัน “สมัคร” จุ้นโผ

เมื่อถามว่าการบังคับใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ถือเป็นการเบรกอำนาจในการเปลี่ยนโผของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่จะควบ รมว.กลาโหม พล.อ.บุญรอดตอบว่า ไม่ใช่ว่าเบรกใคร และไม่ได้เบรกเฉพาะตัวบุคคล แต่เป็นหลักการ ไม่ว่าคนจากพรรคใดเข้ามาเป็นก็ต้องปฏิบัติตาม และเมื่อมีการโยกย้ายก็ต้องมาว่ากันตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ เมื่อถามว่ายืนยันว่าไม่ได้เป็นการตีกันนายสมัครใช่หรือไม่ พล.อ.บุญรอดตอบว่าไม่ว่าใครก็แล้วแต่ หรือต่อจากนี้ จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลอย่างไร จะต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ

“สมัคร” ย้ำไม่เคยคิดล้วงลูกทหาร

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ

'นิว สมัคร'คำขอจากใจ..มโนมัย สุนทรเวช

สัมภาษณ์พิเศษ
ท่ามกลางความอึงอลที่เกิดขึ้นในบ้านเลขที่ 70/98 หมู่บ้านโอฬาร ซอยนวมินทร์ 81 ระคนกับความปีติยินดีของญาติมิตร ผองเพื่อน รวมถึงแขกเหรื่อที่มาร่วมพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "สมัคร สุนทรเวช" เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ได้ปรากฏภาพของ "บุรุษผมขาว" ผู้หนึ่ง ซึ่งใครเห็นเป็นต้องชะงักเพราะรูปร่างหน้าตาถอดแบบกันมากับเจ้าของบ้าน
จะแปลกและแตกต่างก็อยู่ที่ "เขา" อยู่ในอิริยาบถอ่อนโยน เพราะเจ้าตัวกำลังอุ้มหลานตัวน้อยไว้ในอ้อมกอด พร้อมกับหลบความวุ่นวายจากภายนอก มาอยู่ในห้องนั่งเล่นผนังกระจก ซึ่งสามารถมองเห็นความเป็นไปที่เกิดขึ้นในวันแห่งความสำเร็จของ พี่ชาย
เขาคือ มโนมัย สุนทรเวช ทายาทคนที่ 5 ของ เสวกเอก พระยาบำรุงราชบริพาร กับ คุณหญิงบำรุงราชบริพาร
"มโนมัย" ระบายยิ้ม ก่อนระบายความรู้สึกในฐานะ "น้องนายกฯ" ว่า "ดีใจมากๆ เพราะไม่คิดว่า จะมีวันนี้ ผมคิดว่าทางเดินของคุณสมัครจะสิ้นสุดลงตรงการเป็น ส.ว.กทม. ก็นึกว่าจะจบแค่นั้น"
ก็ต้องถือว่าอุบัติเหตุทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติ ต่อด้วยการยุบพรรคไทยรักไทย จนทำ ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกฯ) ต้องมาขอให้คุณสมัครไปเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) คือโอกาสที่ทำให้ท่านได้ขึ้นเป็นนายกฯ แบบเหลือเชื่อ!!
"สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณสมัครในวันนี้ จึงเป็นการ ผสมผสานกันระหว่างความสามารถและพรสวรรค์ของคุณสมัครที่สั่งสมมานาน บวกกับพรรคพลังประชาชน เป็นพรรคที่พรรคพวกของ พ.ต.ท. ทักษิณสร้างขึ้นมา เมื่อคุณสมัครกระโดดเข้ามาสู่ แบรนด์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยทำเอาไว้ จึงมีโอกาส ได้เป็นนายกฯ ถ้าลงเอง หรือไปลงแบรนด์อื่น ผมเชื่อว่าคงมาไม่ถึงจุดนี้เหมือนกัน"
หากยังจำกันได้ สโลแกน "ถ้าจะใช้ผม กรุณาเลือกผม" เป็นสโลแกนประจำตัวของ "สมัคร" การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจเลือก "สมัคร" มาใช้งาน เป็นหัวหน้าพรรคขัดตาทัพ จนถูกตราหน้าว่าเป็น "นอมินี" นั้น "มโนมัย" บอกว่า การเป็นนอมินีไม่ใช่เรื่องเสียหาย ซึ่งตัวของ "สมัคร" เองก็เคยอรรถา ธิบายเรื่องนี้ไปแล้ว
"ผมคิดว่าท่านเลือกถูกคนนะ เพราะถ้าไปเลือกคนอื่นอาจมีวิธีการต่อสู้ หรือการหาเสียงสู้คุณสมัครไม่ได้ ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าคุณสมัครเก๋าเกมกว่า ส่วนเรื่องนอมินี หรือไม่นอมินีก็พูดกันไป ไม่มีปัญหา"
อย่างไรก็ตาม "มโนมัย" ยอมรับว่าเส้นทางขึ้นสู่บัลลังก์อำนาจของ "สมัคร" ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่อน เพราะต้องฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามหลายอย่าง โดยเฉพาะข้อกล่าวหาการทุจริตโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง เมื่อครั้งกำลังจะพ้นจากเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่ง "สมัคร" ยืนยันกับสมาชิกในครอบครัวว่า "มั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าจะไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใดๆ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด"
สิ่งที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า ณ เวลานี้คือ ภารกิจบนบ่าของประมุขฝ่ายบริหาร
"ภารกิจเดียวที่คุณสมัครเคยบอกว่าอยากจะทำคือ การคืนความเป็นประชาธิปไตยให้ประเทศ เพราะตั้งแต่ปฏิวัติรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณมา ก็ไม่เห็นว่าคณะยึดอำนาจจะทำอะไรให้ประเทศชาติดีขึ้น ตรงกันข้ามมีแต่ทำให้เลวลงทั้งภาวะเศรษฐกิจ สังคม และความสมานฉันท์ คุณสมัครจึงต้องการแก้ไขปัญหาการเมืองด้วยการเมือง นี่คือความตั้งใจของเขา
"แต่ก็มีคนมาดูถูกคุณสมัครว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้หรอก มองว่าเป็นคนปากคอเราะราย ชอบทะเลาะกับคนนั้นคนนี้โดยเฉพาะกับสื่อ เลยคิดว่าคุณสมัครจะไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่นั่นเป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนเรื่องการบริหารต้องแยกจากกัน"
อย่างไรก็ตาม "มโนมัย" ก็เห็นพัฒนาการของพี่ชายว่า "อ่อนลง" แล้ว
"คุณสมัครเองก็พยายามลดโทนลงแล้วนะ เรื่องปะทะรายวันก็เพลาลงแล้วเขาบอกว่าเขาจะเป็นนิว สมัคร!"
นิยามคำว่า "นิว สมัคร" ในความเห็นของ "มโนมัย" ก็คือ นายกฯคนใหม่ จะลดการให้สัมภาษณ์ในลักษณะปะ-ฉะ-ดะให้น้อยลง และที่สำคัญคือ นายกฯ ไม่จำเป็นต้องพูดเองทุกเรื่อง
"นายกฯ สามารถส่งคนในระดับรองๆ ลงไป ให้สัมภาษณ์มากขึ้น และเวลาไปไหนต่อไหนก็จะไม่มีภาพเอาไมค์ไปจ่อที่ปาก ถ้านายกฯ จะให้สัมภาษณ์ก็น่าจะมีโพเดียมอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้คงจะใช้รายการ "สนทนาประสาสมัคร" ในทุกเช้าวันอาทิตย์เป็นช่องทางในการสื่อสารกับประชาชน"
"มโนมัย" ทิ้งท้ายไว้ว่า ที่ไปพาดหัวข่าวว่า "สมัครจะอยู่ได้ไม่นาน" นั้น เจ้าตัวอยากให้เติมอีกนิดว่า "คุณสมัครจะอยู่ไม่นาน อย่างน้อยไม่เกิน 4 ปี" ฟังกันชัดๆ จากคนใกล้ตัวผู้นำรัฐบาลอย่างนี้ 6 พรรคร่วมคงจะแฮปปี้ แต่เห็นทีว่าพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวในสภาอย่าง "ประชาธิปัตย์" จะเซ็งไปอีกนาน


พรีเมียร์ลีก แมนฯซิตี้ VS อาร์เซนอล


พรีเมียร์ลีก

แมนฯซิตี้ VS อาร์เซนอล

สนาม : ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ สเตเดี้ยม

เวลาคิกออฟ : 19.45 น.

ผู้ตัดสิน : อังเดร มาร์ริเนอร์

ผลเจอกันนัดแรกฤดูกาลนี้ : อาร์เซนอล ชนะ 1-0

ผลเจอกันฤดูกาลที่แล้ว : อาร์เซนอลชนะ 3-1,แมนฯซิตี้ชนะ 1-0

แมนฯซิตี้ - ผลงานที่ผ่านมา

12-01-2008 แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (เยือน)

16-01-2008 ชนะ เวสต์แฮม 1-0 (เหย้า)

20-01-2008 เสมอ เวสต์แฮม 1-1 (เหย้า)

27-01-2008 แพ้ เชฟฯยูไนเต็ด 1-2 (เยือน)

30-01-2008 เสมอ ดาร์บี้ 1-1 (เยือน)

ความพร้อม :

ชนะแค่ 2 จาก 11 เกมหลังสุดในทุกถ้วย และเป็นเกมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่บุกโค่นนิวคาสเซิล 2-0 เมื่อวันที่ 2 มกราคม สเวน โกรัน เอริสค์สันเซ็นเบนจานี่ เอ็มวารูวารีจากปอร์ทสมัธไม่ทันเดดไลน์ ขณะที่เฟลิเป้ ไคเซโด้ กองหน้าเอกวาดอร์ตัวใหม่จากบาเซิลยังไม่ได้มาร่วมทีม กองหน้าจึงเหลือดาริอุส วาสเซลล์,เอมิล เอ็มเพ็งซ่า และแดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ให้ใช้งาน ไมคาห์ ริชาร์ดส์ที่ มีปัญหาที่หัวเข่าไม่ได้เล่นใน 2 เกมหลังสุดจะคัมแบ็ก เอลาโน่กับดีทมาร์ ฮามันน์ที่เป็นตัวสำรองในเกมเสมอดาร์บี้คืนไลน์อัพตัวจริง

ผู้เล่น 11 คนแรกตามคาด (4-4-1-1) :

โจ ฮาร์ท,เวดราน คอร์ลูก้า,ไมคาห์ ริชาร์ดส์,ริชาร์ด ดันน์,ไมเคิล บอลล์,ดาริอุส วาสเซลล์,สตีเฟ่น ไอร์แลนด์, ดีทมาร์ ฮามันน์,มาร์ติน เปตรอฟ,เอลาโน่,แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์

อาร์เซนอล - ผลงานที่ผ่านมา

12-01-2008 เสมอ เบอร์มิงแฮม 1-1 (เหย้า)

19-01-2008 ชนะ ฟูแล่ม 3-0 (เยือน)

22-01-2008 แพ้ สเปอร์ส 1-5 (เยือน)

26-01-2008 ชนะ นิวคาสเซิล 3-0 (เหย้า)

29-01-2008 ชนะ นิวคาสเซิล 3-0 (เหย้า)

ความพร้อม :

รองจ่าฝูงไม่แพ้ในเกมลีก 8 นัดโดยชนะ 6 เสมอ 2 เกมล่าสุดที่แพ้คือนัดโดนมิดเดิลสโบรห์ซิว 2-1 เมื่อ 9 ธันวาคม อาร์แซน เวนเกอร์ยังไม่สามารถใช้งานโทมัส โรซิคกี้ที่เจ็บได้ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่กลับมาลงซ้อมได้แล้ว แต่ฟิตไม่พอลงเล่น เดนิลสันกับโยฮัน โฌรูติดอยู่ในลิสต์บาดเจ็บ ธีโอ วัลคอตต์จะลุ้นแย่งตัวจริงกับอาบู ดิอาบี้ คู่กองหน้ายืนพื้นเอ็มมานูเอล อเดบายอร์กับเอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา

ผู้เล่น 11 คนแรกตามคาด (4-4-2) :

มานูเอล อัลมูเนีย,บาคารี่ ซานญ่า,ฟิลิปป์ เซนเดรอส,วิลเลี่ยม กัลล่าส์,กาแอล คลิชี่,ธีโอ วัลคอตต์,เชสก์ ฟาเบรกาส,มาติเยอ ฟลามินี่,อเล็กซานเดอร์ เคล็บ, เอ็มมานูเอล อเดบายอร์,เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา

รูปเกม/โอกาส :

ซิตี้ชนะแค่ 3 และแพ้ถึง 23 จาก 30 นัดในการเจอกับ 3 บิ๊กทีมลอนดอน (เชลซี,อาร์เซนอล,สเปอร์ส) และแพ้ต่ออาร์เซนอลมากที่สุด 17 ครั้งในพรีเมียร์ลีก...เรือใบฟอร์มเป๋ไปเยอะในช่วงนี้ มาเจอกับปืนใหญ่ในจังหวะ ที่ดูไม่ค่อยจะลงล็อกมากนัก โอกาสแพ้ครั้งแรกในซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ของตัวเองในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ใกล้เคียงความเป็นจริงอย่างที่สุด

ขอขอบคุณ http://www.thailandsportsonline.com/

จาก hi-thaksin

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เชื่อมือ'หมอเลี้ยบ'คุมทีม

วันนี้ (2 ก.พ.) นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐมนตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค กล่าวถึง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

เชื่อว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ เพราะมีทีมที่ปรึกษาดีและมีประสบการณ์ แม้ว่า นพ.สุรพงษ์ จะไม่มีประสบการณ์ในการบริหารด้านเศรษฐกิจโดยตรง

อย่างไรก็ตาม นายสมชาย ยอมรับว่า ทีมเศรษฐกิจชุดนี้จะต้องเจอปัญหาเฉพาะหน้าที่หนักหน่วง คือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำจากปัญหาซับไพร์ม ในสหรัฐอเมริกาและการมีพรรคร่วมรัฐบาลถึง 6 พรรค


รบ.เงาอภิสิทธิ์ 1 ลงตัว ดึงคนนอกร่วมงานด้วย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าววันนี้ (2 ก.พ.) ว่า ขณะนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ได้วางตัวบุคคลที่จะเป็นคณะรัฐมนตรีเงาครบทั้งหมด 36 คนแล้ว โดยจะมีคนนอกเข้าร่วมเป็นรัฐบาลเงาด้วย ส่วนหนึ่งจะเป็นคณะกรรมการด้านนโยบายของพรรค แต่ยังไม่มีการกำหนดว่าจะประชุมกันในวันใด เบื้องต้นจะได้มีการเตรียมเรื่องของการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ที่จะมีการแถลงต่อรัฐสภา และแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศเป็นการเร่งด่วน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่าการทำงานของรัฐบาลเงา คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่มีกฎหมาย หรืออำนาจที่จะให้ข้าราชการเข้ามามีส่วนร่วม แต่ในประเทศที่มีการปกครองแบบรัฐสภา จะต้องมีกลไกการตรวจสอบ ที่เข้มแข็ง รักษาผลประโยชน์ของประเทศในเชิงสร้างสรรค์ ส่วนนโยบายประชานิยมที่พรรคร่วมรัฐบาล จะนำกลับมาใช้ใหม่ นั้น หากเป็นประโยชน์ก็จะสนับสนุน แต่ต้องดูว่าจะแก้ไขปัญหาระยะยาวได้หรือไม่ นอกจากนี้ ขอเรียกร้องให้พรรคพลังประชาชน ยุติข่าวเรื่องการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรค เพราะถือว่าเป็นเรื่องภายในที่ไม่ควรมีข่าวออกมา จะทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย

สุเทพแย้ม เตรียมประกบ เฉลิม ในรัฐบาลเงา

'สุเทพ เทือกสุบรรณ' เลขาธิการพรรคประชาธิปปัตย์ เผย 3 หน้าที่รัฐบาลเงา เล็งตรวจสอบรัฐบาลชนิดตัวต่อตัว แย้มเป็นนัยเตรียมประกบ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หากได้ดูแลกระทรวงมหาดไทย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปปัตย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลเงาที่พรรคประชาธิปปัตย์จัดตั้งขึ้นมานั้น เพื่อต้องการให้เข้ามาทำหน้าที่ 3 อย่างด้วยกันคือ 1.ตรวจสอบ 2.เสนอแนะ และ 3.พิจารณาเรื่องข้อกฎหมายแต่ละกระทรวง ถือเป็นการตรวจสอบแบบตัวต่อตัว ก้าวต่อก้าว

อย่างไรก็ตาม นายสุเทพ ยังกล่าวต่ออีกด้วยว่า การตรวจสอบแบบนี้จะทำให้รัฐบาล ไม่สามารถทำอะไรได้ ้ตามอำเภอใจ ซึ่งภายหลังจากที่มีการเปิดเผยชื่อรัฐบาลเงาแล้ว สื่อมวลชนสามารถสัมภาษณ์ คณะรัฐมนตรีเงาชุดนี้ ได้โดยตรง โดย นายสุเทพ ยกตัวอย่างเป็นนัยว่า หากในอนาคตกระทรวงมหาดไทยของรัฐบาลเกิดมีปัญหา ก็สามารถมาถามความคิดเห็นจากพรรคประชาธิปปัตย์ในเรื่องของกระทรวงมหาดไทยได้ที่ตนเองโดยตรงเช่นกัน

'สมัคร' เล็งจ.ขอนแก่นพื้นที่แรกนายกฯ สัญจร

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าววันนี้ (2 ก.พ.) ถึงการทำงานในตำแหน่งนายกฯ ว่า คงจะไม่ใช้รถนำขบวน แต่จะใช้รถรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ตามหลังเพียง 1 คัน เพราะสมัยเป็นผู้ว่าราชการ กรุงเทพฯ ก็ไม่ใช้รถนำ ทำให้ประหยัดงบประมาณ 500,000 บาทต่อปี ตำรวจไม่ต้องตากแดด ตากลม ตากฝุ่น

'รถคันข้างหน้าจะแก้ไขอะไรได้ ปืนก็ไม่มี จะทำอะไรได้ ไปไหนก็จะไปเป็นคณะเล็กๆ' นายกรัฐมนตรี กล่าว และว่านายกฯ ประเทศอื่นๆ ไปซื้อของก็ไม่มีคนติดตามมากมาย ดังนั้น ไม่ทำอะไรเป็นพิเศษเพิ่มเติม พยายามจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร เวลาไปต่างประเทศก็จะซื้อตั๋วเครื่องบินพาณิชย์ธรรมดาแบบปกติ เพราะไม่ชอบอะไรที่วุ่นวาย

นายสมัคร กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ว่า ขณะนี้ ยังไกลเกินไปที่จะพูด แต่จะมีนายกฯ สัญจร ซึ่งจังหวัดแรกที่จะเดินทางไป คือ ขอนแก่น โดยจะไปเป็นคณะเล็ก 4-5 คน ส่วนรายการ 'สนทนา ประสาสมัคร' ที่จะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 นั้น หลังจากเข้าไปทำงานในทำเนียบรัฐบาล จะเริ่มดำเนินรายการ

นปก.แจงพบนายกฯไม่ต่อรองเก้าอี้รมต.

นายกรัฐมนตรี เผยแกนนำ นปก.เข้าพบ ขอถ่ายทอดแถลงนโยบายรัฐบาลผ่านเอ็มทีวี 'วีระ มุสิกพงศ์' ยืนยันการเข้าพบดังกล่าว ไม่มีการต่อรองเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี

นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวภายหลังเข้าพบนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่บ้านพักซอยนวมินทร์ 81 โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ว่า มาเยี่ยมนายสมัคร และมาแสดงความยินดี หลังจากที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี และไม่ได้มาต่อรองในเรื่องของ ตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้แม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว แต่มาพูดคุยถึงเรื่องทั่ว ๆ ไป

ส่วนที่มีข่าวว่า กลุ่ม ส.ส.อีสานไม่พอใจกลุ่ม นปก.ที่ได้รับปูนบำเหน็จเป็นรัฐมนตรีนั้น นายวีระ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพรรคเลย

ด้านนายสมัคร กล่าวว่า กลุ่มของนายวีระ มาพบในวันนี้เพื่อขอถ่ายทอดการแถลงนโยบาย ของรัฐบาล ผ่านโทรทัศน์เอ็มทีวี ซึ่งตนไม่ขัดข้อง เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์

เมื่อถามว่า จะมีปัญหาหรือไม่ เพราะกลุ่มของนายวีระ เป็นอดีตผู้ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์พีทีวี ที่มีปัญหากับกรมประชาสัมพันธ์ นายสมัคร กล่าวว่า แล้วเอเอสทีวี มีปัญหาหรือไม่ เอเอสทีวีบอกว่าศาลคุ้มครอง แล้วคนอื่นได้รับความคุ้มครองด้วยหรือไม่ เพราะเป็นลักษณะเดียวกัน

เมื่อถามว่า ในเมื่อรัฐยังไม่มีกฎหมายที่จะมาดูแลสื่อลักษณะนี้จะมีปัญหาหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า 'เราออกกฎหมายเสียตอนนี้ มันไม่เป็นปัญหา อะไรที่ทำไม่ถูกต้อง ก็ต้องพยายามแก้ไข เพราะไม่อยากให้มีข้อโต้แย้ง'

พรรคพลังประชาชน ฟัง ประชาชน บ้างได้ไหม

ต้องทำความเข้าใจกันตั้งแต่บรรทัดแรกเสียก่อนเลยว่า ประชาชน ที่ผมอยากให้ฟังในที่นี้ ผมจำกัดเพียงแค่ผม “นายประดาบ” คนเดียว เพราะผมไม่กล้าพูดแทนคนอื่น

แต่ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนคนหนึ่ง และเป็นประชาชนที่ลงคะแนนเลือกพรรคพลังประชาชน มาเป็นรัฐบาล ผมมีคำพูดอยู่หลายคำ และข้อเสนอแนะอยู่หลายข้อ อยากจะพูดให้หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค ส.ส.ของพรรค ตลอดจนคนอีกหลายคนที่แอบซุ่มแอบซ่อน อยู่หลังพรรค นอกพรรค และในพรรค ได้รับฟังพร้อมๆ กัน ดังนี้

ผมไม่สบายใจที่เห็นการยื้อแย่งช่วงชิงตำแหน่งทางการเมืองกัน จนทำให้เกิดความแตกแยกภายในพรรคพลังประชาชน

ผมเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ช่วยสร้าง ช่วยสนับสนุนพรรคการเมืองนี้ขึ้นมา พร้อมๆ กับประชาชนอีกหลายคน ด้วยความรัก ความศรัทธา ที่มีต่อคนที่เรารักและเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานคนหนึ่ง คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่การกระทำ พฤติกรรมการแย่งชิงตำแหน่งทางการเมืองของพวกท่าน กำลังทำให้เกิดความแตกแยกขึ้น และเป็นการบั่นทอน ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ที่มีประชาชนจำนวนมากร่วมกันเป็นเจ้าของ

ผมไม่สบายใจที่เห็นส.ส.หลายคน ทวงถามถึงผลตอบแทนการทำงานให้แก่พรรคพลังประชาชน และการเป็นตัวแทนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรคในแต่ละพื้นที่เขตเลือกตั้ง เรียกร้องหาตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรี เลขารัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประธานกรรมาธิการ กรรมการรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนตำแหน่งต่างๆ ที่แล้วแต่อำนาจทางการเมืองจะเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาได้ เพราะพฤติกรรมของท่านทำให้ผมเข้าใจว่า ที่ท่านต่อสู้กันมาในนามพรรคพลังประชาชน ท่านไม่ได้สู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้สู้เพื่ออุดมการณ์ร่วมกันที่จะโค่นล้มเผด็จการ เหมือนกับที่ประกาศไว้ ใช่หรือไม่

ในขณะที่ท่านทวงถามหาตำแหน่งทางการเมือง ประชาชนจำนวนมากที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มาตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2549 จนกระทั่งทุกวันนี้ บ้างบาดเจ็บ บ้างล้มตาย บ้างหมดเนื้อหมดตัว บ้างถูกทำร้าย ไม่มีสักคนที่เอ่ยถามถึงรางวัลตอบแทนของการยืนเผชิญ หน้ากับเผด็จการอย่างยาวนานมากว่า 16 เดือน

กระทั่งวันที่พวกท่านหลบลี้หนีหน้าหายหัวกันไปหมด ก็มีแต่ประชาชนที่สนามหลวง นั่นล่ะ ที่ไม่เคยหลบเร้นซ่อนหาย หากแต่ยืนต้านเผด็จการ ด้วยพลังของประชาชนบริสุทธิ์ โดยไม่หวาดหวั่น ไม่พรั่นพรึงต่ออันตรายทั้งหลายทั้งมวล

ประชาชนอย่างผม ไม่ต้องการรางวัลในการต่อสู้กับเผด็จการ

ประชาชนอย่างผม ไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ประชาชนอย่างผม ไม่ต้องการตำแหน่งแห่งที่ใดๆ ในการสนับสนุนพรรคพลังประชาชนให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง

ประชาชนอย่างผม ไม่ต้องการแม้แต่คำขอบคุณที่ช่วยกันสนับสนุน ส่งเสริมให้พวกท่านได้เป็นส.ส. ให้พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล

ประชาชนอย่างผม มีอยู่จำนวนมากมายในประเทศไทย

เพียงสิ่งเดียวที่ผมอยากจะขอร้องพวกท่านทั้งหลาย ก็คือ ว่า ได้โปรดอย่าทำลายความหวัง อย่าช่วยกันพังความตั้งใจอันดีของประชาชน อย่าดูถูดูแคลนพลังของประชาชน ที่ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว ตลอดระยะเวลา 16 เดือนที่ผ่านมา ว่าผมมี “ใจ” ให้แก่พรรคการเมืองของพวกท่านมากเพียงใด

ผมและเพื่อนร่วมทางจำนวนมาก รวมตัวกันเป็นพลังประชาชน ต่อสู้กับเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย มาตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะมารวมตัวกันเป็นพรรคพลังประชาชน เสียอีก

เมื่อพวกท่าน ประกาศเป็นพรรคพลังประชาชน ผมและเพื่อนร่วมทางจำนวนมาก จึงทุ่มเททุกอย่างเพื่อสนับสนุนพวกท่าน และพรรคการเมืองที่ชื่อพรรคพลังประชาชน ด้วยความ หวังว่า พวกท่านจะสืบสานเจตนารมณ์การต่อสู้ของประชาชน ให้คงอยู่สืบต่อไป เพื่อไม่ให้ใครผู้ใดมาล้มล้างประชาธิปไตย ได้อีก

แต่เพียงแค่ได้ชัยชนะในเบื้องต้น พวกท่านหลายคนก็กำลังสร้างเงื่อนไขให้การเมืองกลับไปสู่ยุคเก่าๆ และเป็นจุดอ่อน ข้อด้อยของการเมืองไทย ให้ถูกดูแคลน แทรกแซง และโค่นล้ม กันอีกแล้ว

ในฐานะประชาชน ผมจึงอยากจะร้องขอให้พวกท่านได้โปรดหยุดพฤติกรรมการแก่งแย่งช่วงชิงตำแหน่งเพื่อตัวเองกันได้แล้ว หันมาทำงานเพื่อประชาชน และสานต่อแนวทางการต่อสู้กับเผด็จการ ที่วันนี้ยังไม่ได้ตายจากไปไหน หากแต่ยังคงว่ายวนเวียนอยู่รอบตัวพวกท่าน และประชาชนทุกคน ตลอดเวลา

ในขณะที่ประชาชนทุกคนที่ร่วมต่อสู้เผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย และสนับสนุนพรรคพลังประชาชน ให้ได้เป็นรัฐบาล ไม่เคยเอ่ยปากสักคำ ไม่เคยถามหาสักคราวว่าจะได้อะไรเป็นรางวัลตอบแทน แต่พวกท่านซึ่งได้รับตำแหน่งกันถ้วนหน้า อย่างน้อยก็ได้เป็นส.ส. แล้ว ยังเที่ยววิ่งไล่ล่าหาตำแหน่งกันอีกเช่นนี้

ท่านไม่ละอายใจบ้างหรือ

ท่านยังกล้าสู้หน้าประชาชนที่ท่านชักชวนมาร่วมต่อสู้อีกหรือ

ท่านยังกล้าพูดไหมว่าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

ท่านยังกล้าพูดไหมว่าท่านต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

การได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา การได้มีบทบาททางการเมืองในฐานะส.ส. ยังไม่เพียงพออีกหรือกับการต่อสู้ที่ผ่านมา

สำหรับประชาชนที่ต้อสู้มายาวนาน 16 เดือนอย่างผม ไม่มีรางวัลตอบแทนใดๆ จะยิ่งใหญ่กว่าการได้ประชาธิปไตย กลับคืนมา และการได้ชัยชนะเหนือเผด็จการอย่างขาวสะอาด

แต่สำหรับพวกท่าน ผมไม่แน่ใจว่า เก้าอี้รัฐมนตรี หรือ ประชาธิปไตย คือสิ่งที่ท่านต้องการกันแน่

ผมไม่สบายใจที่เห็นส.ส.บางคน ออกอาการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของพรรค เป็นคนมีอำนาจภายในพรรคพลังประชาชน และแสดงอาการกีดกั้น กันท่าไม่ให้คนอื่นเข้ามาร่วมนำเสนอความเห็น แสดงความคิด หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ทั้งๆ ที่พรรคพลังประชาชน คือพรรคการ เมืองที่ประชาชนร่วมกันสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง และประชาชนทุกคนคือผู้มีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของพรรคการเมืองนี้

มิอาจปฏิเสธได้เลยว่า ปัจจัยที่ทำให้พรรคพลังประชาชนแข็งแกร่งกว่าทุกพรรคการ เมืองในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ก็คือ การมีประชาชนเป็นทั้งเกราะกำบัง เป็นทั้งกำลังสนับสนุน ซึ่งไม่ต้องซื้อหาด้วยเงิน แต่ทุกคนเดินเข้ามาสมทบกันด้วยใจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่พรรคการเมืองอื่นๆ ไม่มี ไม่ว่าจะใช้เงินมากมายเท่าใดไปสร้างมวลชนขึ้นมาสนับสนุน แต่เมื่อหมดเงิน หมดเวลาจ้างตามที่ตกลงกันไว้ หมดภารกิจตามเงื่อนไข ก็สลายหายวับไปทันที ไม่มีอะไรที่จับต้องได้เลย

เพราะฉะนั้น หากพรรคพลังประชาชน หลงลืมและละเลย เมินเฉยต่อพลังของประชาชน สำคัญตนผิด คิดว่าได้ชัยชนะมาด้วยการวางแผนยุทธศาสตร์ การกำหนดยุทธวิธีของตัวเอง ไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตา และมีราคามากไปกว่าในฐานะเครื่อง มือชิ้นหนึ่งทางการเมือง กาลล่มสลายของพรรคพลังประชาชน ก็อาจจะหวนกลับคืนมาในเร็ววัน พลันที่พรรคพลังประชาชน ไม่เชื่อในเรื่องของพลังประชาชนอีกต่อไป

สิ่งที่ผมอยากจะเห็น อยากจะได้ยินจากพรรคพลังประชาชน ก็คือ เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้ว 1. ท่านจะเยียวยาฟื้นฟูประเทศไทยที่เสียหายจากการกระทำของเผด็จการ อย่างไร และ 2.ท่านจะรักษาสภาพจิตใจที่บอบช้ำ ความเดือดร้อนของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากระบอบเผด็จการอย่างไร มากกว่าเรื่องราวข่าวคราวการแย่งชิงตำแหน่งกัน

สิ่งที่ผมอยากจะได้รับฟังจากนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ก็คือ ท่านจะทำอย่างไรกับ ผู้คนในระบอบคมช. ทั้งทหารและพลเรือน ที่ยังมีบทบาทสำคัญทั้งในกองทัพ ประชาคมวิชาการ และ สื่อมวลชน กันครบถ้วน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้มีแนวคิดที่เป็นพิษภัยและมีพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทั้งสิ้น

เหตุที่ต้องถาม ก็เพราะคนในระบอบคมช.เหล่านี้ ยังไม่มีสำนึกว่าได้กระทำความเสีย หายอันใดให้แก่บ้านเมืองและประชาชน ยังคงเชื่อมั่นในการกระทำของตนเองว่าถูกต้อง และสมควรกระทำ ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำอันสุดแสนจะระยำ ทั้งในกองทัพ วงวิชาการ และสื่อมวลชน

หากคนในระบอบคมช.รู้สึกผิด คิดได้ สำนึกผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี ได้จะด้วยตนเอง หรือด้วยการได้รับคำสั่งสอน ชี้แนะจากผู้ใด ก็ยังพอภัยให้ได้ แต่ทว่า คนในระบอบคมช. เหล่านี้ ไม่มีอาการเช่นนั้นเลย ตรงกันข้ามยังคิดหาทางกลับมามีอำนาจ และครอบครองประเทศ ไว้ในมือเช่น 16 เดือนที่ผ่านมาทุกเมื่อเชื่อวัน

สำคัญที่สุดก็คือ จะดำเนินการคอรัปชั่นของคนในระบอบคมช. อย่างไร

งบก่อการรัฐประหาร 20,000 ล้านบาท ที่เบิกจ่ายไปเพื่อทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย จะปล่อยให้ผ่านไปพร้อมกับประทับตรารับรองความถูกต้องอย่างนั้นหรือ

งบลับหลายพันล้านบาท ที่เบิกไปแจกจ่าย แบ่งปันในกองทัพ ยามทหารใหญ่คับบ้านคับเมือง จะสืบสาวราวเรื่อง ติดตามเอาคืนมาได้อย่างไร

งบปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร 500 ล้านบาท ที่ถูกผลาญไปกับความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานด้านข้อมูลข่าวสาร ไม่เคยจับมือระเบิดได้สักราย ไม่เคยจับคนร้ายได้สักคน มีแต่สุจริตชนที่ถูกรังแก จะต้องประเมินไหมว่าจ่ายไปได้ผลคุ้มค่าหรือไม่

งบรัฐวิสาหกิจ ที่ถูกรุมทึ้งไปใช้หลายพันล้านบาท จนขาดทุนกันย่อยยับกันไปหลายหน่วยงาน ที่เคยกำไรปีละกว่า 10,000 ล้านบาท เช่น ทอท. กับ ทีโอที ก็เหลือแค่ 1,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปีนับแต่ สพรั่ง กัลยาณมิตร เหยียบเท้าเข้าไปในสององค์กรนี้ ยังจะปล่อยไว้เช่นนี้หรือ

งบจัดซื้ออาวุธ ยุทธภัณฑ์ทั้งหลาย ตั้งแต่ ผ้าลายพรางแจกจ่ายทหารใส่กันทั้งประเทศ กว่า 1,000 ล้านบาท เสื้อเกราะกันกระสุน อาวุธปืนสั้น ปืนยาว รถหุ้มเกราะล้อยาง ไปจนถึงเครื่องบินรบ สัญชาติสวีเดน และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายไปหลายหมื่นล้านบาทภายในเวลา 1 ปีเศษ ที่ระบอบคมช. ครอบครองประเทศไทย ถึงเวลาที่จะหยุดหรือยัง

สิ่งที่ผมอยากจะเห็น อยากได้ยินจากรัฐบาล ก็คือ จะบริหารประเทศอย่างไรให้ได้รับความเชื่อถือ เชื่อมั่นทั้งจากประชาชนในประเทศ และต่างประเทศ การแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนจะทำอย่างไร

รัฐบาลนี้ได้มา เพราะอานิสงส์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

รัฐบาลนี้ได้เป็น เพราะศรัทธาที่ประชาชนมีให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

รัฐบาลนี้จะอยู่ได้หรือไม่ได้ ก็เพราะถูกเปรียบเทียบกับรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เช่นเดียวกัน

หากยังไม่หุบปาก แล้วลงมือทำ

หากยังไม่เลิกยื้อแย่ง แล้วแบ่งงานกันทำ

หากยังเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ส่วนรวม

หากยังเชื่อว่าข้าเก่งเอ็งไม่แน่ โดยไม่เกรงใจประชาชน

รัฐบาลนี้ที่มาจากพลังของประชาชน ก็อาจจะไปเพราะพลังของประชาชน ได้เช่นกัน

หากว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชน ไม่สนใจฟังเสียงของประชาชน

ผมจึงอยากจะร้องขอว่า พรรคพลังประชาชน ฟังประชาชน บ้าง จะได้ไหม?

ประดาบ

จาก hi-thaksin