WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 4, 2008

เตรียมเสนอกฤษฎีกา ตีความเก้าอี้เลขารมต. [4 ก.พ. 51 - 08:53]

ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี วันนี้ (4 ก.พ.) ซึ่งเป็นวันจ่ายตลาดซื้ออาหารสดประจำสัปดาห์ของนายกรัฐมนตรี ยังคงไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ใดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาถึงการจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเลขาธิการ ครม. ยังไม่ได้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม โดยนายกรัฐมนตรีเตรียมเดินหน้าโครงการขนส่งมวลชนเป็นเรื่องแรกทันทีหลังเข้าทำงานอย่างเป็นทางการ ขณะที่มีกระแสสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้จากรอบด้านมากขึ้นโดยเฉพาะจากประชาชนที่มีผลสำรวจพบว่าให้การสนับสนุนในการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีมากขึ้น รวมถึงฝ่ายค้านที่พร้อมเปิดโอกาสให้รัฐบาลในการทำงาน

นายทรงศักดิ์ ทองศรี ประธาน ส.ส.ภาคอีสาน พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการและผู้ช่วยรัฐมนตรี เนื่องจากต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม.ก่อน จากนั้น อาจจะเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาว่า ส.ส.สามารถดำรงตำแหน่งเลขาฯและผู้ช่วยรัฐมนตรีได้หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญหมวด 12 เรื่องการตรวจสอบอำนาจรัฐ ส่วนที่ 2 การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มาตรา 265 (1) บัญญัติ ว่า ส.ส.หรือ ส.ว.ต้องไม่ดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจหรือตำแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น แม้ใน (4) จะไม่ให้ใช้บังคับกับกรณีกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อความชัดเจน

นายทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในส่วนการทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการในสภาฯ ก็ต้องรอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ สรุปชัดเจนก่อนว่าจะมีคณะกรรมาธิการในสภา จำนวนกี่คณะเท่ากับร่างข้อบังคับการประชุมปี 2544 ที่กำหนดให้มีกรรมาธิการ 31 คณะหรือไม่

ปปช.จี้ สะพรั่ง แจง เคลียร์ฉาวสุวรรณภูมิ

ปปช. อ้าแขนรอรับเรื่องทุจริตฉาวสุวรรณภูมิเข้าสู่การพิจารณา ระบุ “สะพรั่ง” ควรออกมาสร้างความกระจ่างและต้องพร้อมตอบคำถามทุกเรื่องราว ขณะที่ “วีระ สมความคิด” รับบทกาวใจ เผยโทรคุยสะพรั่งแล้ว เจ้าตัวอ้างถูกใส่ร้าย ขณะที่ค่ายผู้จัดการยังหาคนเขียนข่าวไม่เจอ สมาพันธ์ประชาธิปไตยเชื่อ ต้นตอข่าวอาจมาจากความขัดแย้งในคมช. เตรียมชงเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อเตรียมขับเคลื่อนกระบวนการตรวจสอบต่อไ

ปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในการบริหารสนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งเรื่องของข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นมูลค่ามหาศาล และรายได้ที่ตกต่ำลงอย่างมากในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารงานของคณะกรรมการที่มี พล.อ.สะพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นประธาน บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) นั้น
ส่งผลให้บรรดาผู้ถือหุ้นมีการเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจ และอาจจะมีการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากรรมการบริษัทฯ และขณะเดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตุจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ ว่าในช่วงที่ พล.อ.สะพรั่ง เข้ามาบริหารงาน มีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดจ้างบริษัทเข้ามาบริหารโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สัญญาเช่ารถลิมูซีน การให้สัมปทานประกอบการเชิงพาณิชย์ในบริเวณศูนย์ขนส่งสาธารณะโดยไม่มีการประมูล โครงการกำจัดขยะ โครงการให้บริการระบบไฟฟ้า 400 HZ

นอกจากนี้ก็ยังมีการตั้งข้อสังเกตุถึงการนำเสนอข่าวของ น.ส.พ.ผู้จัดการ ด้วยว่าเกิดจากเหตุผลใด เพราะก่อนหน้านี้ปรากฎเป็นข่าวทั่วไปว่า พล.อ.สะพรั่ง และนายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของ น.ส.พ.ผู้จัดการ มีความสนิทสนมและมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

จากกรณีความไม่ชอบมาพากลดังกล่าว นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริต(ปปช.) กล่าวว่าประเด็นดังกล่าวก็พอที่จะทราบบ้างแล้วจากสื่อ แต่ตามหลักการตรวจสอบของ ปปช. จะต้องมีการร้องเรียนจากผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่ทำการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เพื่อที่จะได้ทำการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่ง น.ส.พ.ผู้จัดการที่นำเสนอข่าวนร้ หากมีหลักฐานพร้อมก็สามารถนำมาร้อวงเรียน เพื้อให้ ปปช. ดำเนินการต่อไปได้

นอกจากนี้ในเบื้องต้น ปปช. ยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด จึงยังไม่สามารถคาดคั้นเอาโทษจากใครได้ ซึ่งหากมีการแจ้งเบาะแส และเอกสารหลักฐานเพื่อชี้มูลความผิด และทางปปช.พิจารณาแล้วว่าเข้าข่ายการทุจริตจริง ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบตามระเบียบแน่นอน

อย่างไรก็ดี พล.อ.สพรั่ง เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง สมควรที่จะสร้างความกระจ่างและต้องพร้อมที่จะชี้แจงและพร้อมที่จะให้ ปปช. ทำการตรวจสอบ หากกรณีที่ถูกพาดพิงและมีการฟ้องร้องจากคู่กรณี ไม่ว่าจะเป็นบัญชีทรัพย์สินหรือเอกสารใดๆ เจ้าหน้าที่ของเราก็พร้อมที่จะตรวจสอบ

ส่วนนายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ของคตส. เนื่องจากคตส.หมดอายุการทำงานแล้ว รวมทั้งปฏิเสธที่จะตอบคำถามด้วยว่าเรื่องดังกล่าวควรจะมีการดำเนินการอย่างไร โดยกล่าวเพียงว่า “ผมไม่ทราบ..ผมไม่รู้”

ทางด้าน นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชชนต้านคอรัปชั่น กล่าวว่าหลังจากอ่านข่าวได้โทรศัพท์ไปหา พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิต เพื่อสอบถามถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยพล.อ.สพรั่ง ระบุว่าอยากจะชี้แจงเหมือนกัน เพราะเองถูกกลั่นแกล้ง ถูกใส่ร้าย จากคนที่ไม่หวังดี

โดยพล.อ.สพรั่งกล่าวกับตนว่า หากรวบรวมข้อมูลด้านเอกสารหรือหลักฐานในกรณีดังกล่าวแล้ว จะทำการติดต่อตนเองเพื่อที่จะได้พิจารณาหลักฐาน ซึ่งหากตนเห็นแล้วว่า พล.อ.สพรั่งเข้าข่ายมีความผิดจริง ก็จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอฟ้องต่อปปช.ต่อไป

อย่างไรก็ตามตนได้ติดต่อไปยังเวปไซด์ผู้จัดการเช่นกัน โดยผ่านผู้สื่อข่าวที่รู้จักมักคุ้น ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็คือ ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบว่า ใครคือผู้เขียน และมีหลักฐานอะไรที่บ่งชี้ว่าพล.อ.สพรั่งผิด จึงประสานว่า หากใครมีหลักฐานในข้อมูลเอกสารที่เปิดโปงดังกล่าวก็ช่วยส่งมอบมา เนื่องจากจะทำการดูข้อมูลดังกล่าวอย่างระเอียดก่อนพิจารณาฟ้องชี้ความผิด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การกระทำเช่นนี้ไม่กลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นกาวใจ หรือเป็นคนสนิทกับพล.อ.สพรั่ง หรือไม่ นายวีระกล่าวว่า คนเราทำอะไรก็รู้ตัวเองอยู่ ผมไม่กลัวว่าใครจะมองอย่างไร ผมเห้นข่าวแล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจมาก จึงจำเป็นต้งอติดต่อไปทั้งสองฝ่าย

“เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะพล.อ.สพรั่ง ได้รับสมยานามว่าวีรบุรษ แต่กลับมีเรื่องทุจริตพัวพัน ก็ต้องเป็นที่น่าสนใจอยู่แล้ว นอกจากนี้ถ้าหากเป็นจริง ก็ต้องมีการกระชากหน้ากากมา จะปล่อยให้ลอยนวลไม่ได้ พล.อ.สพรั่งไม่ใช่บุคคลที่ต้งอมีการละเว้น” นายวีระกล่าว

ส่วน นพ.เหวง โตจิรากร กล่าวว่าเหตุที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออกมาเสนอข่าวอย่างนั้น เป็นเพราะว่า พล.อ.สพรั่ง ไม่เข้าร่วมประชุม คมช. ตั้งนานแล้ว ไม่เคยเข้าร่วมประชุมเลยก็ว่าได้ ซึ่งภายใน คมช.ก็มีการทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเป็นปัญหาอำนาจและผลประโยชน์ และคงเป็นเรื่องธรรมดา

ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้จึงมีการต่อต้านกันอย่างรุนแรง ต่างฝ่ายต่างต่อสู้กัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เห็นก็คือเรื่องของอำนาจต่างๆ ส่วนจะจริงเท็จแค่ไหนไม่ทราบ แต่อาจเป็นเพราะสงครามที่เกิดขึ้นระหว่าง คมช.กันเองก็ได้

ส่วนความไม่ชอบมาพากลที่เป็นข่าวนั้น เราต้องมีการประชุมกันก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะว่าไม่สามารถทำอะไรโดยเอกเทศ ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องนำเข้าที่ประชุมก่อน ส่วนที่ประชุมจะมีความเห็นอย่างไรก็ต้องว่าตามนั้น

เมื่อถามว่าบอร์ดและกรรมการจะต้องมีความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง นพ.เหวง กล่าวว่า ในชั้นต้นอยากเห็นบอร์ดและกรรมการออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนก่อนว่ามีข้อเท็จจริงที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ถ้าไม่มาชี้แจงก็จะทำให้ความเข้าใจที่มีต่อกรรมการต่างๆเป็นไปในทางลบ จะไม่เป็นผลดี ฉะนั้นกรรมการต้องออกมาชี้แจงโดยด่วย จะเงียบอยู่ไม่ได้

นพ.เหวง กล่าวอีกว่า แม้รัฐบาลชุดใหม่จะมีงานเยอะก็จริงแต่ว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นอันดับแรกๆที่จะเข้าไปตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นในทั้ง 2 องค์กรดังกล่าว ควรรีบเข้าไปตรวจสอบดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ก้ดำเนินการไปตามกฎหมาย


ลุ่มลึกแบบ สมัคร

ในห้วงก่อนการเลือกตั้ง บรรดาคนไม่หวังดีต่างก็พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงบุคลิกของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน

พยายามชี้ให้เห็นว่าท่าทีโผงผางนั้น ไม่เหมาะแก่การเป็นผู้นำประเทศ

และพยายามชี้เป้าว่าไม่ควรเทคะแนนเลือกตั้งให้กับพรรคพลังประชาชน

รวมไปถึงมีความพยายามที่จะยั่วยุให้นายสมัคร เกิดโทสะ และแสดงกิริยาไม่พอใจออกมา เพื่อการนำไปเสนอข่าวในด้านลบ

หากแต่มองในมุมกลับกัน ในห้วงเวลาดังกล่าวนั้น ทำไมนายสมัคร จึงต้องออกลูกเอะอะ โวยวายอย่างที่ปรากฎในข่าว

นั่นเป็นเพราะในสถานการณ์สู้รบ ในฐานะผู้นำพรรคย่อมต้องแสดงให้เห็นว่า “กูไม่กลัวมึง” ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองคู่แข่ง

ไม่ว่าจะเป็นมือที่มองไม่เห็น หรือสื่อที่เป็นเครื่องมือรับใช้คนบางพวก

ซึ่งนั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนลุ่มลึก และอ่านสถานการณ์ขาด

เพราะพลันที่การเลือกตั้งเสร็จสิ้นลง ในช่วงเวลาของการจัดตั้งรัฐบาล ที่ธรรมเนียมปกติของการเลือกตั้งทุกครั้งจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเลชาธิการพรรค

ก็จะเห็นได้ว่านายสมัคร ก็เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบ ไม่ได้ออกมาต่อปากต่อคำกับใคร

แม้ว่าจะมีสื่อบ่างค่ายจะพยายามหาเหตุ ว่านายสมัคร ไม่ได้มีบทบาทเป็นตัวจริงในการฟอร์มทีม ครม.

แต่ก็น่าจะเป็นเพียงความพยายามของสื่อบางราย ที่พยายามบิดเบือน

เพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนๆ งาน “ผู้จัดการรัฐบาล” ก็เป็นหน้าที่ของเลขาธิการพรรคทุกครั้งไป

ดังนั้นท่าทีที่เงียบลง สงบมากขึ้นของนายสมัคร ในช่วงที่ว่า จึงไม่ใช่การล่าถอย ไม่ใช่การเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม

แต่เป็นเรื่องของความเป็นผู้ใหญ่ ที่รู้จักกาละเทศะ

รู้ว่าจะต้องแสดงบทบาทอย่างไร ในโอกาสไหนบ้าง

รวมทั้งรู้วส่าจะต้องแสดงบทบาทอย่างไรกับใคร เพราะสำหรับคนบางคน บางพวกแล้ว ต่อให้ทำดีด้วยแทบตาย ก็ยังหันมาแว้งกัดได้เสมอ

จนถึงวันนี้ที่นายสมัคร ได้รับพระบรมราชโองการฯ โปรกเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีเต็มตัว

เราก็ยิ่งมีโอกาสได้เห็นนายสมัคร ที่มีท่าทีสุขุมนุ่มลึก

นับตั้งแต่ย่างก้าวแรกของการเป็นนายกรัฐมนตรี ที่บอกเล่าความตั้งใจและทิศทางการทำงานของรัฐบาล อย่างเป็นเหตุเป็นผล

และยืนยันที่จะไม่คิดอาฆาตแค้นหรือจองเวรกับใคร

เพียงแต่พูดในฐานะคนที่ยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ว่าไม่เห็นด้วยกับคนที่ดึงเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายคนอื่น

จนกระทั่งล่าสุดในตอนสายวันอาทิตยผ่านมา นายสมัคร ได้เปิดบ้านในซอยนวมินทร์ 81 เพื่อสังสรรค์กับสื่อมวลชนกว่า 50 คน จากทุกสำนัก

เป็นการพูดจาอย่างเป็นกันเอง ด้วยบรรยากาศที่ชื่นมื่น

นายสมัคร ลงมือทำกับข้าวด้วยตัวเอง และลงมือตักอาหารเสริร์ฟ และนั่งร่วมวงสนทนากับนักข่าวอย่างไม่ถือเนื้อถือตัว

เมื่อนักข่าวเองก็มีท่าทีเป็นมิตร นายสมัคร เองก็มีท่าทีสมานฉันท์ บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ที่สำคัญไม่ใช่เพราะนายสมัคร เลี้ยงข้าว หรือเพียงเพราะนายสมัคร ลงทุนตักข้าวดัวยตัวเองเท่านั้นที่เป็นความประทับใจของนักข่าวและช่างภาพ

แต่น่าจะเป็นคำ “ขอโทษ” ที่ออกมาจากปากนายสมัครมากกว่า

เป็นคำขอโทษจากคนที่เป็นผู้นำประเทศ ที่ยอมรับว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว จากกรณีที่ไปให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่นก่อนล่วงหน้าในเรื่อง ครม.

เป็นคำขอโทษที่นับได้ว่าเป็นเกียรติแก่คนฟัง และเป็นคุณต่อประเทศชาติบ้านเมือง

เพราะนั่นหมายถึงบรรยากาศแห่งความเข้าใจอันดีที่จะเกิดขึ้นต่อไประหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชน

ซึ่งไม่ได้หมายถึงการร่วมมือกันปิดหู ปิดตาประชาชนดังที่ผ่านมา

เพียงแต่ว่าจะได้เกิดโอกาสในการสื่อสารถึงกัน และนำเรื่องราวดีๆ ที่จะเกิดประโยชน์ นำเสนอออกไปสู่สังคมให้รับรู้ได้โดยกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

และบรรยากาศแห่งการพบปะที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านความแช่มชื่นของทุกฝ่ายนั้น ยังบอกถึงการเริ่มต้นที่ดีของการสร้างความสมานฉันท์

ที่คนบางคนพยายามพูดแทบตายแต่ก็กลับไม่เคยเห็นผลเป็นรูปธรรม

ทั้งยังเป็นการย้ำอีกครั้งว่า นายสมัคร มิได้เป็นคนโวยวายไร้สาเหตุอย่างที่ใครพยายามจะให้เข้าใจกัน

แต่แท้จริงแล้วเป็นการโวยใส่ คนที่สมควรจะถูกโวย หรืออาจจะด่าอย่างชัดถ้อยชัดคำกับเรื่องราวหรือผู้คนที่เลวร้ายพอที่จะถูกด่าได้

บอกให้เห็นว่านายสมัคร เป็นคนที่สู้ยิบตาหากมั่นใจในความถูกต้องที่ตนเองทำ และขณะเดียวกันก็กล้าหาญที่จะเอ่ยปากขอโทษ เมื่อรู้ว่าตัวเองทำผิด

ไม่ว่าคนที่รับคำขอโทษจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่อย่างไรก็ตาม

คนที่รู้จักแยกแยะ ผิด ชอบ ชั่ว ดี และรู้จักที่จะจัดการกับแต่ละปัญหาด้วยวิธีการอันเหมาะสม แยบยลเช่นนี้

ย่อมยืนยันถึงวุฒิภาวะและวิสัยทัศน์ผู้นำ ที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความสำเร็จได้เป็นอย่างดี ...!!


ส่งแล้ว รายชื่อ ค.ร.ม.

รายชื่อ ครม. ก็ถูกส่งถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและนำขึ้นทูลเกล้าฯ ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งไปเรียบร้อยแล้ว รอเพียงโปรดเกล้าฯ ลงมาเท่านั้น ก็คงได้เห็นหน้าค่าตา รมว.ศธ. คนใหม่ชัดเจน ล่าสุดมีชื่อของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคพลังประชาชนโผล่เข้ามาคั่วเก้าอี้ตัวนี้อีกหนึ่ง แต่จะเป็นใคร ดูเหมือนคนที่นั่งอยู่เดิม ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน จะสั่งเสียมากเหลือเกิน พอๆ กับ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ รมช.ศธ. กลัวจะมาเปลี่ยนนโยบายที่ทำไว้...

ยังไงก็ให้เป็นเรื่องของคนที่เขามาจากประชาชนบ้างเถอะ หรือในประเทศไทยมีเพียงเฉพาะพวกท่านเท่านั้นที่คิดเป็น...


เอแบคโพลชี้คะแนนนิยม 'นายกฯสมัคร' พุ่งพรวด

นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องรายงานดัชนีความสุขมวลรวมของคนไทย เดือน ม.ค. กรณีศึกษากับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 3,246 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 2 ก.พ. 2551

นายนพดลยังได้ชี้ให้เห็นถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อจุดยืนของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะนำนโยบายของพรรคไทยรักไทยในอดีตมาต่อยอดในการบริหารประเทศครั้งนี้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย เช่น ร้อยละ 95.8 เห็นด้วยกับนโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของพรรคไทยรักไทยในอดีต ในมิติของความเอาจริงเอาจัง ที่ไม่ใช่การฆ่าตัดตอน ร้อยละ 94.5 เห็นด้วยกับงานพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน ร้อยละ 94.3 เห็นด้วยกับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ร้อยละ 93.8 เห็นด้วยกับนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค

ร้อยละ 88.9 เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้อยละ 83.2 เห็นด้วยกับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ร้อยละ 77.4 เห็นด้วยกับการกระตุ้นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ร้อยละ 69.9 เห็นด้วยกับโครงการโคล้านตัว ร้อยละ 69.2 เห็นด้วยกับผู้ว่า ซีอีโอ ในขณะที่เห็นด้วยน้อยสุดแต่ยังถือว่าเป็นส่วนใหญ่คือร้อยละ 64.4 เห็นด้วยกับแนวคิดหวยบนดิน

นายนพดล กล่าวว่า ประเด็นหวยบนดินยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางสังคมในรัฐบาลชุดนี้ เพราะจะพบกับกระแสต่อต้านประมาณร้อยละ 35 – 40 เนื่องจากอาจถูกมองว่าขัดต่อระบบคุณธรรมและหลักศาสนาของสังคมไทย แม้คนไทยส่วนใหญ่อาจเห็นด้วยแต่กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็มีอยู่จำนวนมาก

ประเด็นที่น่าสนใจคือ แรงสนับสนุนจากสาธารณชนต่อ นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งพบว่า สัดส่วนของผู้ที่สนับสนุนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 44.3 ในการสำรวจก่อนได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ มาอยู่ที่ร้อยละ 58.7 ในการสำรวจหลังจากได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ และเมื่อจำแนกตามกลุ่มคนที่เคยเลือกพรรคการเมืองต่าง ๆ พบว่า สัดส่วนของผู้สนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช เพิ่มขึ้นในทุกพรรคการเมืองเช่นกัน แต่ที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มคนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทยมีสัดส่วนของผู้ไม่สนับสนุนมากกว่ากลุ่มคนที่เลือกพรรคอื่นๆ ตามลำดับ

อดีต กก.บห.ทรท.ชี้ กกต.ไม่มีความชอบธรรมสั่งยุบพรรคการเมือง

กรุงเทพฯ 3 ก.พ.-อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ระบุ กกต.และตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่มีความชอบธรรมในการตัดสินเรื่องยุบพรรคการเมือง ขณะที่นักวิชาการเห็นว่าหากอ้างอิงคำตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย จะก่อให้เกิดความเสียหายกับสังคม

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการอภิปรายทางวิชาการเรื่อง ”วิเคราะห์กระแสยุบพรรคการเมือง” โดยกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 โดยมีผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายวรพล พรหมมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ด้านนายอดิศร กล่าวว่า การยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา แต่เห็นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดปัจจุบัน ไม่มีความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่ได้มีที่มาจากประชาชน ดังนั้น หากการยุบพรรคเกิดขึ้นในอนาคต โดย กกต.มีมติ หรือตุลาการรัฐธรรมนูญวินิฉัยให้ยุบพรรคการเมือง ก็ถือว่าไม่มีความชอบธรรม เพราะตุลาการรัฐธรรมนูญ ชุดปัจจุบัน เกิดจากการต่ออายุของผู้ที่เข้ามายึดอำนาจ เชื่อว่าการยุบพรรคการเมืองจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่เชื่อว่าการยุบพรรคพลังประชาชน หรือพรรคการเมืองใดในขณะนี้ คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะปัญหาของประเทศบีบตัวเข้ามา ซึ่งมีความสำคัญกว่าการยุบพรรคการเมือง

นายวรพล กล่าวว่า ปัจจุบันพรรคการเมืองต่างมีความกังวล และหวาดกลัวว่าจะมีการยุบพรรคการเมือง ทั้งนี้ มีปัจจัยมาจากการยุบพรรคการเมืองโดยอ้างเหตุจากการกระทำของกรรมการบริหารพรรค เช่น กรณีการยุบพรรคไทยรักไทย เชื่อว่าบทบัญญัติมาตรา 94 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 รวมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ออกคำสั่งยุบพรรคการเมือง หากถูกนำไปใช้ประกอบการตีความ ตามแนวทางคำวินิจฉัยตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2550 จะเป็นบทบัญญัติที่สร้างปัญหาความวุ่นวาย ต่อสถาบันพรรคการเมือง

นายวรพล กล่าวว่า ผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายนี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อสังคมและประชาชน หากการตีความกฎหมายขัดต่อหลักนิติธรรม เท่ากับเป็นเครื่องมือขมขู่นักการเมือง และพรรคการเมือง นอกจากนั้นแนวโน้มการใช้อำนาจตามแนวทางดังกล่าว มีแนวโน้มไปในทางที่ปราศจากความรับผิดชอบ ต่อผลความเสียหายที่จะเกิดขึ้นทางสังคม ทั้งนี้ ตนเห็นว่าการวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 50 มีปัญหาและความผิดพลาด ซึ่งตุลาการรัฐธรรมนูญควรรับผิดชอบด้วยการลาออก

นายจรัล กล่าวว่า เชื่อว่าฝ่ายการเมืองที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ภายหลังพรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะการเลือกตั้ง มีความพยายามดำเนินการ 2 อย่างคือ 1. การถล่มรัฐบาลของนายสมัคร และ 2.การยุบพรรคการเมือง ซึ่งช่วงหลังกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พูดเรื่องการยุบพรรคบ่อยขึ้น ทำให้กระแสเรื่องการยุบพรรคขณะนี้ กลายเป็นเรื่องลัทธิทางการเมืองไปแล้ว เวลานี้มีการพูดถึงเรื่องการยุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ที่อาจโยงไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนในอนาคต ตนจึงเห็นว่าเรื่องการยุบพรรคควรให้ความสำคัญและวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม

นายวีระ กล่าวว่า อดีตแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ไปพบกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่บ้านพักวานนี้ (2 ก.พ.) เพื่อทำความเข้าใจกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน สำหรับเป้าหมายที่ตนและคณะจะดำเนินต่อไป คือ การผลักดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเร็วที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นผลผลิตของเผด็จการ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-03 16:56:44

นายกฯ เลี้ยงเปิดใจสื่อ

เปิดบ้านปลอบใจสื่อไทยครั้งแรก หลังให้สื่อนอกดอดล้วงโผ ครม. มาได้บางส่วน นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของไทย ไม่ทิ้งลายพ่อครัวหัวป่า เตรียมอาหารคาวหวาน เครื่องดื่มเต็มพิกัด พร้อมสอนสูตรปรุงอาหาร ก๋วยเตี๋ยวแขกและตือฮวน รสเด็ด เสร็จสรรพ ตามต้นตำรับ ชิมไปบ่นไป

อัพเดตเมื่อ 2008-02-03 19:09:26

ล้วงลูกไม่ดี [4 ก.พ. 51 - 17:24]

รายชื่อคณะรัฐมนตรีรัฐบาลผสม 6 พรรคชุดใหม่ จะติดอันดับ "สุดยอดยี้"หรือไม่ ย่อมอยู่ที่ใครเป็นคนมอง

ถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้พรรคไทยรักไทย ก็ต้องบอกว่าใครเป็นรัฐมนตรีไม่สำคัญเท่านโยบายรัฐบาล

ถ้าเป็นคนมีใจเป็นกลางก็ต้องบอกว่า ครม.ชุดนี้ เกรดเฉลี่ยต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป

ถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องบอกว่า ครม.ชุดนี้ไม่ใช่ยี้ธรรมดา แต่ เข้าขั้น “สุดยอดยี้สยองขวัญ” ประมาณนั้นเลย

“แม่ลูกจันทร์” สรุปในภาพรวมต้องบอกว่า ครม.ชุดนี้ ยี้จริงไม่อิงนิยาย

แม้แต่ “นายกฯ สมัคร สุนทรเวช” เอง ก็เปิดอกยอมรับเองว่าโฉมหน้า ครม.ชุด “หมัก 1” ไม่ค่อยสวยสดงดงาม

แปลไทยเป็นไทยว่า มีความขี้เหร่ พอสมควร

เห็นรายชื่อรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงแล้วดัชนีความเชื่อมั่นตกวูบต่ำกว่าฟลอร์

เหตุผลหลักก็คือ มีข้อจำกัดในการเลือกตัวบุคคล

เพราะในฐานะรัฐบาลผสมก็ต้องให้ สิทธิ์แต่ละพรรคเสนอคนของพรรคเข้ามาเป็นรัฐมนตรี

ถึงแม้จะไม่เข้าท่า แต่เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันกลับมา ก็ต้องเคารพการตัดสินใจ

ทั้งนี้ เพื่อประคองรัฐบาลผสม 6 พรรค ไม่ให้วงแตกเร็วเกินควร

แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรี “น้าหมัก” ก็ได้แก้ไขด้วยการสลับเก้าอี้ สลับกระทรวงถึง 12 ตำแหน่ง โผ ครม.ใหม่ถึงได้ลงตัว

ขนาดลงตัวแล้วนะเนี่ย...ก็ยังไม่เป็นสับปะรดเหมือนเดิม

นายกฯสมัครยอมรับว่า เมื่อประกาศโผ ครม.แล้วก็ย่อมมีเสียงวิจารณ์เป็นธรรมดา แต่ก็ไม่อยากให้มองที่ตัวบุคคลอย่างเดียว ขอให้รอดูการทำงาน ของรัฐบาลชุดนี้ซะก่อนว่าจะเป็นอย่างไร

ส่วนการที่ “นายกฯสมัคร” จะถ่างขาควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม เพื่อควบคุมกองทัพด้วยตัวเอง

“แม่ลูกจันทร์” มองโลกแง่ดีว่ากองทัพจะไม่มีกระแสต่อต้านจนเป็นเรื่องบานปลาย

เพราะ “สมัคร” รีบประกาศล่วงหน้าว่า การควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม จะไม่เข้าไปล้วงลูกการแต่งตั้งโยกย้ายทหารอย่างที่มีข่าวลือ

แต่จะเข้ามาเป็นตัวกลางช่วยประสานความเข้าใจระหว่างกองทัพกับฝ่ายการเมือง

เพราะรัฐบาลเองก็มีความจำเป็นต้องสมานฉันท์กับกองทัพเพื่อเยียวยาบาดแผลที่ผ่านมา

บรรดาผู้นำเหล่าทัพ สมาชิก คมช.หลังเดือนกันยายนนี้ ก็เกษียณอายุเกือบยกพวง

จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่ “สมัคร” จะไปแหย่รังแตน!!

ส่วนการที่รัฐบาลขิงแก่ใช้ช่วงชุลมุน แอบออก “พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระ ทรวงกลาโหม” ที่มีประเด็นสำคัญคือ การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร 3 เหล่าทัพระดับนายพล ต้องพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการ ซึ่งมี ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ และมี รมว.กลาโหมเป็นประธาน

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันฝ่ายการเมืองเข้า ไปล้วงลูก แทรกแซงกองทัพ หรือโยกย้ายทหารอย่างสะดวกโยธิน

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีหลักการที่ดี เพราะเมื่อมีกติกาชัดเจน ฝ่ายทหารเองก็สบายใจฝ่ายการเมืองก็สบายใจ

ต่อนี้ไป การเลื่อนยศปลดย้ายในกองทัพก็ต้องทำตามกติกา ตามขั้นตอน ตามมาตรฐานที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม

ใครจะขึ้นมาเป็นใหญ่ต้องเติบโตด้วยความสามารถจริงๆ

ไม่ใช่รุ่นใครรุ่นมัน ช่วยกันดันเพื่อน ร่วมรุ่นขึ้นมาคุมกองทัพกันเป็นทีม

เมื่ออำนาจกองทัพอยู่ในมือรุ่นเดียว การใช้กำลังปฏิวัติรัฐประหารโค่นล้ม ประชาธิปไตยจึงเกิดได้ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ

แล้วสุดท้ายประชาชนก็เป็นผู้รับกรรม.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

“สุรพงษ์” ปัดข่าวไม่กินเส้น “มิ่งขวัญ” [4 ก.พ. 51 - 03:09]

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวเกิดความขัดแย้งกับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน จากการแย่งชิงบทบาทการเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจว่า ในภาวะที่จะต้องร่วมกันรวมพลังกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ เป็นหน้าที่ของผู้บริหารประเทศจะต้องใช้ศาสตร์ของการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ ซึ่งการบริหารจัดการยุคใหม่จะทำงานเป็นทีมของผู้บริหารระดับสูงเพื่อขับเคลื่อนองค์กรในด้านที่แตกต่างกันออกไป หากเปรียบเทียบกับการบริหารองค์ธุรกิจขนาดใหญ่ นอกจากมีผู้นำสูงสุดขององค์กร หรือซีอีโอ (Chief Executive Officer) ก็จะมีผู้บริหารระดับรองลงมาได้แก่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หรือซีโอโอ (Chief Operating Officer) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน หรือซีเอฟโอ (Chief Finance Officer) และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด หรือซีเอ็มโอ (Chief Marketing Officer) แบ่งแยกบทบาทหน้าที่กันไป ฉะนั้นในทางการเมืองหากจะมีการตั้งรองนายกฯควบ รมว.คลังก็จะเหมือนกับซีเอฟโอ ส่วนรองนายกฯควบ รมว.พาณิชย์ก็เหมือนซีเอ็มโอ ไม่ได้หมายความว่าจะมีคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบทำงานทั้งหมด การบริหารงานยุคใหม่ไม่ใช่รูปแบบที่จะมีซาร์เศรษฐกิจรับผิดชอบเพียงคนเดียว เพราะคงไม่เพียงพอที่จะรับมือปัญหาและแข่งขันบนเวทีโลกได้


โต้ข้อหาจับมือ “เนวิน” ยึดอำนาจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีข่าวว่านายเนวิน ชิดชอบ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เข้ามามีบทบาทภายในพรรคพลังประชาชน โดยจับมือกับ นพ.สุรพงษ์เดินเกมควบคุมกลไกต่างๆภายในพรรคพลังประชาชน นพ.สุรพงษ์ตอบว่า ในฐานะเลขาธิการพรรคได้ทำหน้าที่ประสานกับทุกภาค โดยไม่เลือกว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสานหรือภาค กทม. เพื่อจะให้ทุกภาคส่วนสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกัน คงไม่สามารถไปเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะถือว่าทุกส่วนจะต้องมีส่วนร่วมกันด้วย ซึ่งการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติขณะนี้จะเน้นการทำงานเป็นทีม และเดินไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างรวดเร็ว

ฉะ ปชป.ตั้ง ครม.เงาเพื่อเสียดสี

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาวิจารณ์ว่า รายชื่อ ครม.ใหม่ขี้เหร่กว่า ครม.เงาของพรรคประชาธิปัตย์ และจี้ให้กลุ่ม 40 ส.ส.อีสานแสดงจุดยืนพอใจการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีว่า วิธีการวิจารณ์โดยมีวาระซ่อนเร้นเสี้ยมให้คนทะเลาะกันเป็นวิชามารที่พรรคประชาธิปัตย์ถนัดมาก ส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น ความจริงเรื่องนี้ไม่ควรไปให้ความสนใจอะไรมาก การตั้ง ครม.ทุกชุดจะต้องพิสูจน์กันที่การทำงาน ไม่ใช่ดูแค่โฉมหน้าแล้วมาวิจารณ์กันเลย นอกจากนี้ ครม.เงาไม่ต้องมีความรับผิดชอบอะไร อีกทั้งการตรวจสอบรัฐบาลนั้นฝ่ายค้านก็มีผู้นำฝ่ายค้านซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ เช่นกัน สามารถใช้กลไกการตรวจสอบในสภาฯได้อยู่แล้ว ดังนั้นถ้าจะสถาปนาตัวเองเป็นนายกฯเงา มี ครม.เงา มันมิบังควร จะทำให้ดูเหมือนการโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ศักดิ์สิทธิ์หรืออย่างไร การตั้ง ครม.เงาคงจะออกไปในรูปของการประชดประชันเสียดสี ดูแล้วไม่ได้สาระ

เผยแนวทางแบ่งงานรองนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงแผนการแบ่งงานให้กับรองนายกรัฐมนตรีนั้น นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ได้วางแนวทางคร่าวๆไว้แล้ว โดยจะกำกับดูแลกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยด้วยตัวเอง ส่วนบุคคลที่มีชื่อตามสื่อมวลชนว่าจะได้เป็นรองนายกฯนั้น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะได้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ จะดูแลด้านการพัฒนาและการสร้างรายได้ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน ส่วน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะดูแลด้านการเงินและการคลัง เช่น กระทรวงการคลัง และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

กุเทพ ฉะ ปชป.ตั้ง ครม.เงาหวังจะเสียดสี ดูไร้สาระ [4 ก.พ. 51 - 02:32]

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าววานนี้ (3 ก.พ.) ถึงกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาวิจารณ์ว่า รายชื่อ ครม.ใหม่ขี้เหร่กว่า ครม.เงาของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า วิธีการวิจารณ์โดยมีวาระซ่อนเร้นเสี้ยมให้คนทะเลาะกันเป็นวิชามารที่พรรคประชาธิปัตย์ถนัด ส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น ความจริงเรื่องนี้ไม่ควรไปให้ความสนใจ การตั้ง ครม.ทุกชุดจะต้องพิสูจน์กันที่การทำงาน ไม่ใช่ดูแค่โฉมหน้าแล้วมาวิจารณ์ นอกจากนี้ การตั้ง ครม.เงาของพรรคประชาธิปัตย์ คงจะออกไปในรูปของการประชดประชันเสียดสี ดูแล้วไม่ได้สาระ