WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 4, 2008

ขันติธรรมกับประชาธิปไตย


โดย กาหลิบ

กว่าจะผ่านแต่ละขั้นตอนในการจัดตั้งรัฐบาล ดูจะต้องใช้เวลานานนักหนา จนหลายคนรู้สึกว่าความอดทนเริ่มจะลดน้อยถอยลง ยิ่งมีข่าวลือข่าวจริงมากมายในช่วงเวลาอย่างนี้ ก็รู้สึกว่าต้องเสพข่าวกันจนท้องเฟ้อไปเลยทีเดียว
แต่นั่นล่ะครับคือความเป็นจริงของระบอบประชาธิปไตย
เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรสำเร็จที่เอาคนมารวมๆกันแล้วก็ทูลเกล้าฯขึ้นไป เพื่อหวังพระมหากรุณาธิคุณให้ทรงโปรดเกล้าฯเป็นคณะรัฐมนตรี แต่จะต้องนำชื่อแต่ละชื่อที่ได้รับการเสนอมาผ่านกระบวนการคัดกรองต่างๆตั้งแต่ในพรรคการเมืองนั้นๆไปจนถึงกระบวนการทางสังคม เช่น การวิจารณ์ผ่านสื่อสารมวลชนของคนกลุ่มอื่นๆในสังคม ฯลฯ
เรียกว่าต้องผ่านด่านต่างๆมากมาย
ด่านเหล่านี้ล้วนเป็นขั้นตอนอันชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น
คงไม่ลืมกันง่ายๆว่า รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่หัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นผู้เสนอตั้ง ไม่มีประชาชนธรรมดาๆได้รับรู้มาก่อนเลยว่ารัฐมนตรีแต่ละท่านมาจากไหนอย่างไร นอกจากชื่อเสียงทางสังคมของแต่ละคนที่รู้กันมาก่อน

ประชาชนถูกกีดกันให้อยู่นอกกระบวนการอย่างสมบูรณ์แบบ ตามลักษณะหลักของระบอบเผด็จการ ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของเผด็จการ คือการสร้างระบบชนชั้นนำขึ้นมาในสังคม จะเรียกว่าประชาชนชั้นหลักและประชาชนชั้นรองก็น่าจะไม่ผิด ประชาชนชั้นหลักหรือชนชั้นนำนั่นเองที่ตัดสินอนาคตทุกอย่างของบ้านเมืองแทนประชาชนที่เหลือทั้งประเทศ ทำลายประชาธิปไตยแล้วเขาก็ต้องพรากอย่างอื่นไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิทางการเมือง สิทธิที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิด ทั้งของประชาชนและสื่อมวลชน รวมไปถึงสิทธิที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนพึงพอใจ และคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี เมื่อประชาธิปไตยกลับคืนมา การมีส่วนร่วมของประชาชนก็ต้องย้อนกลับมาด้วย สังเกตได้จากการที่ชื่อแต่ละชื่อถูกนำมาฉายไฟส่องดูอย่างละเอียด ตั้งแต่คนชื่อสมัคร สุนทรเวช ลงมาเลยทีเดียว นักสู้เพื่อประชาธิปไตยจะยินดีปรีดาต่อขั้นตอนเหล่านี้ อันเป็นการคืนสิทธิอันชอบธรรมให้กับคนธรรมดาๆที่เป็นเจ้าของประเทศนี้ร่วมกัน ส่วนคนที่รับเชื้อเผด็จการมามากพอ ก็จะนั่งบ่นว่าหรือแช่งชักหักกระดูกไปตามระเบียบ คนเหล่านี้ทนไม่ได้อยู่แล้วที่คนธรรมดาๆจะมีสิทธิเสมอตนในการชี้นำทิศทางของประเทศนี้ อะไรที่เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยก็จะเห็นเป็นส่วนเกิน ขวางหูขวางตาไปหมด

บางทีเราหลงคิดไปว่า ประชาธิปไตยเป็นเพียงรูปแบบ มีการเลือกตั้งแล้วก็มีสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นก็มีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศไปจนหมดวาระหรือสิ้นสุดไปตามวิถีทางอื่นๆของระบอบประชาธิปไตย แต่ลืมคิดไปว่า “วัฒนธรรมประชาธิปไตย” คือสิ่งที่สำคัญสูงสุด วัฒนธรรมคือธรรมะที่คนหมู่มากเชื่อว่ายึดถือแล้วจะเจริญก้าวหน้า ประชาธิปไตยจะลงรากลึกขนาดเป็นวัฒนธรรมได้ ก็ต้องรอเวลาให้สังคมเชื่อโดยสนิทใจว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินจริงๆ ไม่ใช่ใหญ่ชนิดเบ่งกันไปเบ่งกันมา แล้วก็ลงเอยด้วยการเปิดโอกาสให้ “มือที่สาม” ซึ่งบางครั้งก็มองเห็นและบางครั้งก็มองไม่เห็น เดินเข้ามาแล้วฉกฉวยอำนาจนั้นไปใช้แทน เพื่อประโยชน์ของตนและพรรคพวก แถมยังรื้อถอนทำลายประชาธิปไตยจนราบไปกับดิน เมืองไทยของเรานี้ ปลูกฝังสั่งสอนกันมานานเหลือเกินว่า เราแต่ละคนไม่มีสติปัญญาความสามารถใดๆที่จะช่วยเหลือตัวเองหรอก เราจะต้องยอมรับระบบอุปถัมภ์ที่ต้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคนหนึ่ง เพื่อที่วันหนึ่งเขาก็จะขอร้องให้เราทำอะไรสำหรับเขาบ้าง เหมือนป้ายที่ระบาดไปทั่วเมือง ที่เขียนในตอนหนึ่งว่า “พวกเจ้าจงอย่าทรยศต่อแผ่นดิน...” ที่ลงชื่อว่า “ชาวสียามา” นั่นล่ะครับ นวพล กระทิงแดง ฯลฯ เหล่านี้อาจจะไม่ใช่ของเก่าทีเดียวนัก ความอดทนในขั้นตอนจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ จะเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เชื่อว่าจะได้ผลในการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย เพราะเป็นความอดทนต่อพี่น้องร่วมชาติ ที่เรานับถือว่าเกิดมาเท่าเทียมกัน ความคิดอย่างนี้มีค่าเหลือหลาย.

คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

'กุเทพ'เตือนปชป.ตั้ง'ครม.เงา'ไร้ก.ม.รองรับ

โฆษกพรรคพลังประชาชนเตือนพรรคประชาธิปัตย์คิดให้ดีกรณีตั้งครม.เงาขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เนื่องจากไม่ได้ช่วยอะไรเลย และยังเห็นว่าครม.เงาก็ไม่มีกฎหมายมารองรับ

รท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้ง ครม.เงา ขึ้นมาเพื่อจับตาดู ครม.รัฐบาลชุดปัจจุบันว่า เรื่องนี้ตนก็ไม่อยากไปขัดคออะไรพรรคประชาธิปัตย์ แต่ฝ่ายค้านเองก็มีหน้าที่ในการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าไปสถาปนาตัวเองขึ้นมา และคิดรูปแบบที่ซับซ้อนก็จะทำให้เกิดความสับสนให้กับประชาชน ว่าจะเรียกขานนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเงาว่าอะไร แต่ตนเห็นว่าฝ่ายค้านควรที่จะเน้นหนักในเนื้อหาการตรวจสอบ มากกว่ารูปแบบ
ดังนั้นขอฝากให้พรรคประชาธิปัตย์ไปคิดเรื่องนี้ให้ดีเพราะที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาต่อต้านสิ่งที่ไม่มีกฎหมายรองรับมาโดยตลอด และตนเห็นว่าครม.เงาก็ไม่มีกฎหมายมารองรับเช่นกัน
'ถ้าการตรวจสอบมีวาระซ่อนเร้น พยายามยุแยงตะแคงรั่วทำให้เกิดความทะเลาะเบาะแว้งไม่ตรงไปตรงมาตั้งแต่ต้น ก็ถือว่าไม่มีความสุจริต เรียกได้ว่าเป็นวิชามาร ที่พรรคประชาธิปัตย์สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น การตั้งครม.เงาไม่ได้ช่วยอะไรเลย' ร.ท.กุเทพกล่าว

คตส.มีมติฟัน 5 อดีต รมต. - 40 ขรก.คดีกล้ายาง

วันนี้ (4 ก.พ.) นายบรรเจิด สิงคเนติ ประธานอนุกรรมการไต่สวนโครงการจั้ดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา 90 ล้านต้นของ กระทราวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุม คตส. มีมติดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในโครงการดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอความเห็นส่งให้อัยการสูงสุดสั่งฟ้องจำนวน 45 คน จากทั้งหมด 90 คน ประกอบด้วยคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คชก. นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ในฐานะกรรมการ คชก. นายสรอรรถ กลิ่นปทุม อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการ คชก. นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะกรรมการ คชก.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 83 กฎหมายอาญา


ส่วนนายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ มีความผิดว่าด้วย พรบ.เกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ พรบ.ฮั้วประมูล พ.ศ.2542 มาตรา 10 , 13 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 157 และ 351 ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่เหลือประกอบด้วย คณะกรรมการกำหนดนโยบายและ ทีโออาร์ บริษัทเอกชน และผู้รับผิดชอบโครงการ อาทิ นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ

ส่วนบริษัทเอกชนประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ จำกัด ในฐานะผู้ชนะการประกวดราคา บริษัท รีสอร์ตแลนด์ จำกัด ผู้เสนอราคา และบริษัทเอกเจริญ การเกษตร จำกัด ผู้เสนอราคา ซึ่งทั้ง 3 บริษัท มีความผิดเกี่ยวกับ พรบ.ฮั้ว มาตรา 4 ,10 , 11 , 12 ,13 และประมวลกฎ หมายอาญา มาตรา 86 , 157 , 341 โดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โดนขั้อหาฉ้อโกง ใช้เอกสารอันเป็นเท็จ ในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐด้วย โดยผู้รับผิดชอบโครงการทั้งหมด คตส.มีมติให้ดำเนินการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น จนครบตามจำนวน 1,100 ล้านบาท คืนแก่รัฐ และหลังจากนี้ภายใน 14 วัน คตส.จะจัดทำสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาต่อไป.

แนะรมต.ขี้เหร่ปรับปรุงตนเอง ลบคำสบประมาท [4 ก.พ. 51 - 13:52]

สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.40 น. วันนี้ (4 ก.พ.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เดินทางจากบ้านพักหมู่บ้านโอฬารพัฒนา 2 ซอยนวมินทร์ 81 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยนั่งรถเชฟโรเลต 4 ประตู สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน ขพ 3399 พร้อมกับคนสนิท โดยไม่ใช้รถตำรวจนำขบวน และใช้เส้นทางเกษตรนวมินทร์ ขึ้นทางด่วน ไปลงถนนเพชรบุรี เพื่อเดินทางมาที่พรรคพลังประชาชน โดยนายสมัครกล่าวถึงความคืบหน้า เรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีว่า เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหา แต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องการนำรายชื่อ ครม. ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย โดยกล่าวเพียงว่า เดินทางมาที่ทำการพรรคเพื่อลงนามหนังสือสำคัญ

ด้าน นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวกรณีนายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส. ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน วิจารณ์นายกรัฐมนตรีระบุครม.ใหม่ขี้เหร่ เพราะมีอำนาจในการจัดสรรรัฐมนตรีค่อนข้างจำกัด ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในโควตาของพรรคเพื่อแผ่นดินได้ ว่า นายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ปากตรงกับใจ พูดตรงๆ การแสดงความเห็นของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับครม. แสดงถึงความจริงใจของนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าคงไม่เกิดปัญหาอะไร และคนที่ถูกพูดถึง ควรทำงานให้หนัก เพื่อลบคำสบประมาท


รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อว่า นายรณฤทธิชัย ไม่ได้พูดอะไรรุนแรง ก็เพียงแต่ชี้แจงเท่านั้น ไม่ถือเป็นการตอบโต้ ขอให้มุ่งทำงานดีกว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง การสรรหาคนจะให้สมบูรณ์พร้อมทั้งหมด คงไม่ได้ แต่เชื่อว่าประชาชนจะให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงาน เพราะเมื่อดูจากโพลแล้วจะเห็นว่าประชาชนให้การสนับสนุนนายกรัฐมนตรีสูงขึ้น


นายนพดล กล่าวต่อถึงร่าง พ.ร.บ.การจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหาร ว่าประเด็นดังกล่าว พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พูดชัดเจนแล้ว ฉะนั้นขอร้องว่า อย่ารังเกียจฝ่ายการเมือง หากฝ่ายการเมืองบริหารงานผิดพลาด ก็จะถูกตรวจสอบด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความคิดที่จะเข้าไปแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ แม้จะมองว่า แปลกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่สามารถดูแลเรื่องบุคลากรได้


พล.อ.สุรยุทธ์ เชื่อรัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายความสมานฉันท์แก้ปัญหาใต้

มหาดไทย 4 ก.พ. - “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” อำลาตำแหน่ง รมว.มหาดไทย เชื่อรัฐบาลใหม่จะสานต่อนโยบายสมานฉันท์ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 ก.พ.) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เพื่ออำลาจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และข้าราชการในสังกัด ร่วมมอบดอกกุหลาบกันเป็นจำนวนมาก

พล.อสุรยุทธ์ เชื่อว่านโยบายการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลใหม่ จะนำแนวทางสมาฉันท์ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ไปปรับใช้ให้สอดคล้องกัน ซึ่งเห็นว่าทุกคนมีความปรารถนาให้สถานการณ์สงบลงโดยเร็ว ทั้งนี้ ข้อกังวลที่อาจนำความรุนแรงกลับมาใช้อีกนั้น เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติในพื้นที่ โดยเฉพาะศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. เข้าใจปัญหาเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงน่าจะสามารถสร้างความเข้าใจกับรัฐมนตรีได้

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ยุบ ศอ.บต.และขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นผู้พิจารณา เพราะจากนี้จะถือเป็นผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-04 15:41:14

สดศรี คาด ต้น มี.ค.สรุปผลสอบยุบ มฌ.-ชท.ได้

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านพรรคการเมือง เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวน เพื่อยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรคชาติไทย ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน ว่า กกต.เคยวินิจฉัยให้ใบแดงกรรมการบริหารพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยแล้ว ดังนั้น กระบวนการสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่า ได้กระทำตามตามมาตรา 103 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะคณะกรรมการพรรคการเมืองและประชามติได้ลงมติไปแล้วว่า การกระทำของกรรมการบริหารพรรคทั้ง 2 เป็นสาเหตุของการยุบพรรค และสมควรส่งศาลรัฐธรรมนูญ


“คาดว่าต้นเดือนมีนาคม คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจะสามารถสรุปสำนวนได้ เนื่องจากกระบวนการสอบสวนไม่มีอะไรมาก เพราะมีสำนวนการให้ใบแดงจาก กกต.แล้ว และเมื่อสอบสวนข้อเท็จจริง จนถึงขั้นส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องดูว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นพ้องกับ กกต. จนถึงขั้นให้ยุบพรรคหรือไม่ ตามปกติแล้วการกระทำของกรรมการบริหารพรรค ก็เป็นไปเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองถือเป็นองค์กรนิติบุคคล ดังนั้น การกระทำความผิดของกรรมการบริหารพรรคต้องย่อมส่งผลถึงพรรคการเมือง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญว่าจะเห็นด้วยหรือไม่” นางสดศรี กล่าว.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-04 15:50:06

วิปยกร่างฯ เลือก นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ นั่งประธาน กมธ.

รัฐสภา 4 ก.พ.- วิปยกร่างข้อบังคับการประชุมเลือก “ประสงค์ บูรณ์พงศ์” พปช.นั่งประธานกรรมาธิการ เล็งถกเพิ่ม-ลด กรรมาธิการ จาก 31 คณะ สัปดาห์หน้า

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส. พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.... แถลงผลการประชุมว่า การประชุมนัดแรกมีมติเลือก นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ และนายถวิล ไพรสณฑ์ เป็นรองประธาน คนที่ 1 นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ เป็นรองประธานคนที่ 2 และนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นรองประธาน คนที่ 4 ซึ่งการพิจารณาคณะกรรมาธิการจะยึดข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2544 เป็นหลัก โดยกำหนดกรอบการพิจารณาเป็น 2 ส่วนคือข้อบังคับที่มีปัญหาต้องแก้ไขปรับปรุง และข้อบังคับที่ไม่มีปัญหา โดยจะเริ่มพิจารณาในส่วนที่ไม่มีปัญหาก่อน จากนั้นจะพิจารณาในส่วนที่ต้องปรับปรุงแก้ไข โดยส่วนที่ต้องแก้ไขมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และการประมวลว่าการใช้ข้อบังคับฯ พ.ศ. 2544 ว่ามีปัญหาและข้อขัดข้องอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ ที่ประชุมกำหนดประชุมทุกวันอังคาร พุธ และพฤหัสบดี ในเวลา 09.30 น.

นายนิพิฏฐ์ กล่าวอีกว่าที่ประชุมได้ยกประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. โดยตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 265 ได้บัญญัติห้ามไม่ให้ ส.ส.แทรกแซงก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของราชการ กรณีดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า การตั้งกระทู้ถามข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องจะเป็นการแทรกแซงหรือไม่ เพราะตั้งกระทู้หรือยื่นญัตติที่เกี่ยวกับข้าราชการอาจเข้าข่ายเป็นการแทรกแซงและกระทบต่อสถานภาพความเป็น ส.ส.ได้

ด้านนายบุญจง กล่าวว่า ที่ประชุมสงสัยว่าการปฏิบัติหน้าที่เพียงใดที่จะเข้าข่ายแทรกแซงข้าราชการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 265,266 จึงมีความเห็นให้เชิญกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คือ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และนายอัมพร จารุจินดา อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาชี้แจงให้ความกระจ่าง

นายนิพิฏฐ์ กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า ยังมีประเด็นใหญ่ที่กรรมาธิการฯ จะนำมาหารืออีกคือจำนวนคณะกรรมาธิการที่จะคงไว้ 31 คณะหรือไม่ การทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกันของกรรมาธิการที่มีการรับพิจารณาญัตติซ้ำซ้อนกันทำให้เกิดความลำบากของผู้มาชี้แจง รวมถึงได้พิจารณาถึงอำนาจการตั้งอนุกรรมาธิการของแต่ละคณะที่ในอดีตมีปัญหาเกิดขึ้น จากการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาจำนวนมาก ทำให้ต้องใช้งบประมาณเบี้ยประชุมอย่างสิ้นเปลือง

ส่วนที่มีกระแสข่าวตอบแทนสมาชิกพรรคพลังประชาชนที่ไม่ได้ตำแหน่งในรัฐบาลด้วยการให้ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการแทน นายบุญจง กล่าวว่า ที่ประชุมไม่ทราบเรื่องนี้ และคิดว่าการจะเพิ่มหรือลดจำนวนกรรมาธิการ ขึ้นอยู่กับปัญหาของประชาชน จึงพิจารณาเฉพาะความซ้ำซ้อนของการทำหน้าที่ของกรรมาธิการเท่านั้น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-04 14:43:58

พล.อ.บุญรอด เชื่อทหาร-สมัคร ทำงานร่วมกันได้แน่นอน

กลาโหม 4 ก.พ.-“พล.อ.บุญรอด สมทัศน์” อำลาตำแหน่ง รมว.กลาโหม มั่นใจความเป็นคนจริงของ “สมัคร” จะทำตามพูด เรื่องไม่ล้วงลูกกองทัพ เชื่อทหารกับรัฐมนตรีใหม่จะทำงานร่วมกันได้แน่นอน ย้ำกองทัพต้องเป็นเอกภาพน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ด้าน “พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร” เตรียมฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านกับคนในทีโอทีที่กล่าวหาทำรายได้ตก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 10.00 น.วันนี้ (4 ก.พ.) พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกอบพิธีสักการะองค์พระหลักเมือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงกลาโหม คือ เจ้าพ่อหอกลอง พระบวรสาทิศลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระรูปจอมพลสมเด็จพระปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ และรูปหล่อจอมพลและมหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) และรับการเคารพจากกองทหารเกียรติยศผสม ในโอกาสเทิดเกียรติและอำลาจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

พล.อ.บุญรอด ให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกสบายใจ ทุกอย่างโล่ง เพราะไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอยู่แล้ว และไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ก็ทำหน้าที่ในความรับผิดชอบให้ดีที่สุด ถือว่า 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่และความรับผิดชอบดีที่สุดแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อย มีแต่ความปลื้มใจ ประทับใจที่จะมีอยู่ตลอดไป ส่วนผลเป็นอย่างไรต้องให้คนอื่นเป็นผู้ประเมิน ส่วนตัวก็ถือว่าภารกิจในส่วนของกระทรวงกลาโหมประสบความสำเร็จในทุก ๆ ด้าน แต่ถ้าเป็นภาพรวมของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร มันต้องใช้เวลา เช่น ปัญหาภาคใต้ ไม่ใช่รัฐบาลนี้เข้ามาใช้นโยบายใหม่แล้ว จะแก้ได้ทันที ยังไม่ได้ เพียงแต่เป็นการวางรากฐาน ซึ่งประชาชนในพื้นที่ก็ยอมรับโดยขอให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาใช้นโยบายแบบเดิม ถือว่า 1 ระดับ

“เมื่อวานได้ปรับความเข้าใจกับนายสมัคร สุนทรเวช เรื่อง พ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ซึ่งท่านก็เข้าใจดี และไม่ใช่ปรับความเข้าใจอย่างเดียว แต่หมายถึงว่าเข้าใจซึ่งกันและกัน ผมก็รับทราบด้วยความรู้สึกว่าท่านเข้าใจกองทัพเป็นอย่างดี สิ่งที่ผมฝากไป เมื่อวานนี้ (3 ก.พ.) เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหมว่า ที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้าง กับเรื่ององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เพราะท่านต้องเป็นนายกสภาองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกอีกตำแหน่งหนึ่ง เรื่องการดูแลสิทธิกำลังพลของทหารผ่านศึก การรักษาพยาบาล” พล.อ.บุญรอด กล่าว

พล.อ.บุญรอด กล่าวว่า ขณะนี้ทหารถอยเข้ากรม กอง เป็นทหารอาชีพและปล่อยวาง พร้อมจะทำตามหน้าที่ในความรับผิดชอบ ซึ่งต้องขอฝากความเป็นเอกภาพปึกแผ่น มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไว้ให้ได้ เพราะถ้ารักษาสิ่งนี้ได้ จะมีผลให้เป็นพลังในการต่อสู้กับภัยความมั่นคงต่าง ๆ รวมทั้ง สิ่งต่าง ๆ ที่จะเข้ามากระทบกองทัพ ซึ่งจะทำให้มีพลังในการทำงานเพื่อชาติ

“ผมเชื่อท่านนายกฯ สมัคร ว่าท่านเป็นคนจริงคนหนึ่ง และผมชอบคนจริง คือพูดจริงทำจริง และท่านบอกแล้วว่าจะไม่เข้ามาแทรกแซง ไม่เข้ามาล้วงลูก หน้าที่ของทหารก็จะปล่อยให้ทหารทำไป ผมเชื่อท่านว่าท่านเข้ามา เพราะมีภารกิจที่สำคัญของชาติที่จะแก้ไขอยู่แล้ว ส่วนทหาร ถ้าทำอย่างที่ท่านว่ามา ปล่อยให้ทหารทำหน้าที่ของทหารไป ผมเชื่อว่าในส่วนของความมั่นคง ทางทหารไปได้ดีอย่างแน่นอน” พล.อ.บุญรอด กล่าว

พล.อ.บุญรอด กล่าวว่า ผู้นำเหล่าทัพก็พร้อมที่จะทำงานตามหน้าที่ ร่วมกับรัฐมนตรีกลาโหม คนใหม่ ไม่น่าจะมีอะไรสะดุด สมมติประชุมสภากลาโหมนัดแรก ก็จะได้รับการต้อนรับแบบนี้ โดยบุคลิกของนายสมัคร เวลาพูดกับทหาร เป็นบุคลิกที่ทหารยอมรับ เชื่อมั่นในตัวนายสมัคร ในฐานะที่จะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมได้แน่นอน จุดนี้ทำให้รู้สึกสบายใจ ทั้งคนอยู่ และตนที่จะไป

ต่อข้อถามว่า เชื่อหรือไม่ว่าจะไม่มีการปฏิวัติ ในยุคที่นายสมัคร เป็นรัฐมนตรีกลาโหม ตามที่นายสมัคร ประกาศ พล.อ.บุญรอด กล่าวว่า เชื่อเพราะการปฏิวัติจะเกิดขึ้นต้องมีเหตุ เมื่อนายสมัคร ให้นโยบายนี้ออกมาแล้ว ทหารทุกคนสบายใจที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้าใจบทบาททหาร ทหารไม่ต้องการให้การเมืองเข้ามาแทรกแซง ไม่ต้องการให้ถอยหลังกลับไปแบบในอดีต ที่มีการย้ายข้ามขั้นจนทำให้กองทัพเกิดความแตกแยก เพราะถ้าเป็นไปตามกติกาแล้ว ทุกคนก็จะยอมรับ ขณะเดียวกันทหารอาชีพก็ต้องไม่วิ่งเข้าไปหาการเมือง

ส่วนกรณีที่รัฐบาลชุดใหม่มาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อาจจะมีปัญหาเรื่องรุ่นเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะนายทหารเตรียมทหารรุ่น 10 จะผงาดขึ้นอีกครั้ง พล.อ.บุญรอด กล่าวว่า ต้อง “wait and see” เพราะเมื่อมี พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมออกมาแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกลไกกติกาที่ตั้งไว้ โดยต้องผ่านการพิจารณามาตั้งแต่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ จนมาถึงคณะใหญ่ที่รัฐมนตรีกลาโหมเป็นประธาน

“เมื่อมี พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมแล้ว หากรัฐบาลเข้ามาแทรกแซง จะถือว่าผิดกฎหมาย ถ้าใครทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกลงโทษ รัฐมนตรีมีโอกาสถูกปลดออกจากตำแหน่ง และมีสิทธิติดคุก” พล.อ.บุญรอด กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพจะทัดทานกระแสและอำนาจของรัฐบาลได้หรือไม่ พล.อ.บุญรอด กล่าวว่า ต้องคอยดูต่อไป ถึงบอกว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพจะต้องมีความเป็นเอกภาพ มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งด้านความคิดและปฏิบัติด้วย แต่อย่าไปมองว่ารุ่นนั้นจะขึ้นมา เพราะต้องว่ากันไปตามขั้นตอน แต่ละรุ่นมีทั้งคนเก่ง ไม่เก่ง คนที่มีขีดความสามารถที่จะขึ้นมา ดังนั้น คนใดก็ตามที่ขึ้นมาด้วยความรู้ความสามารถของเขาจริง ๆ เขาก็สามารถมาอยู่ในตำแหน่งใหญ่ ๆ ของกองทัพได้

ส่วนจะขึ้นอยู่กับการวางตัวของรัฐมนตรีกลาโหมด้วยหรือไม่นั้น พล.อ.บุญรอด คิดว่า การที่นายสมัคร มานั่งเป็นประธานพิจารณาเรื่องนี้ ก็ต้องได้รับข้อมูลมาบางส่วน ขึ้นอยู่กับการพูดจากันก่อนที่โผจะมาถึงมือรัฐมนตรี ส่วนเมื่อโผมาถึงมือรัฐมนตรีแล้ว เป็นการแก้ปัญหาที่คงเหลือไม่มาก

“การไม่ให้เขามาล้วงลูก หรือข่มขืนใจ หรือทำแบบไม่รับรู้ ไม่ได้ ทุกอย่างสามารถพูดกันได้ ซักได้ว่าใครเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม” พล.อ.บุญรอด กล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า การโยกย้ายในเดือนเมษายนนี้จะมีการย้ายล้างบาง เชื่อว่าผู้นำเหล่าทัพจะปกป้องกองทัพได้ ไม่ใช่อยู่ในภาวะเอาตัวรอด

ด้าน พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวเพียงสั้น ๆ ระหว่างร่วมพิธีกล่าวว่า กำลังให้นายทหารพระธรรมนูญพิจารณาดำเนินการฟ้องร้องบุคคล 2 คน จำนวน 100 ล้านบาท ที่กล่าวหาว่าตนทำให้บริษัท ทีโอที สูญเสียรายได้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-04 13:11:03

สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ส่ง จนท. จองห้องทำงานทำเนียบฯ

ทำเนียบฯ 4 ก.พ.- “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ส่งเจ้าหน้าที่ไปทำเนียบฯ จองห้อง เตรียมนั่งรองนายกรัฐมนตรี ล่วงหน้า เล็งห้องทำงานเก่า “พล.อ.ชวลิต - เยาวภา” ที่ชั้น 5 ตึกบัญชาการ ขณะที่ ก่อนหน้านี้ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” จองห้องชั้น 2 ไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศ ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (4 ก.พ.) แม้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่ปรากฏว่านายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่ และนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.ระบบสัดส่วน ของพรรคพลังประชาชน ได้เดินทางมาดูห้องทำงาน ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ให้กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ

นายบุญทรง เปิดเผยว่า มาดูห้องทำงานให้กับนายสมชาย และได้เลือกห้องทำงานที่อยู่บนชั้น 5 ของตึกบัญชาการ ซึ่งห้องดังกล่าวเป็นห้องทำงานเดิมของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตที่ปรึกษานายรัฐมนตรี สำหรับการแบ่งงานในความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ยังไม่ทราบ ต้องรอความชัดเจนอีก 2-3 วัน

“ไม่ได้สั่งการให้เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ จะใช้ของเดิมที่มีอยู่ เพื่อประหยัดงบประมาณ เพียงแต่มาดูแลให้เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดเท่านั้น เพราะห้องนี้ไม่ได้เปิดใช้มาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ส่วนคณะทำงานของนายสมชาย จะนั่งทำงานที่ตึกบัญชาการเช่นกัน” นายบุญทรง กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การเดินทางมาจองห้องทำงานของทีมงานนายสมชาย ล่วงหน้า ครั้งนี้ ถือเป็นว่าที่รองนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 ที่เดินทางมา หลังจากที่นายอรรคพล สรสุชาติ ตัวแทนพรรคชาติไทย ได้เดินทางมาดูและจองห้องทำงานให้กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี จากพรรคชาติไทย ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งนายอรรคพล ได้จองห้องทำงานบริเวณชั้น 2 ตึกบัญชาการให้กับ พล.ต.สนั่น.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-02-04 13:04:22

ปชป.เตือน สมัคร เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วอย่าใช้วาจาถากถาง

ประชาธิปัตย์ 4 ก.พ. – โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โต้ “สมัคร” ไม่เคยอยากแก้รัฐธรรมนูญจนตัวสั่น เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ เตือนให้วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ หวั่นกระทบภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรี พร้อมยันตั้งครม.เงาเพื่อตรวจสอบ ไม่ใช่เสียดสีรัฐบาล

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โต้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนใหม่ ที่ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องการแก้รัฐธรรมนูญจนตัวสั่น เพราะต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ ว่า งพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยมีวาระประชาชนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เพราะพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า รัฐธรรมนูญมีทั้งส่วนที่เป็นข้อดี และข้อด้อย จึงไม่ควรจะแก้ไขทันทีที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ แต่ควรใช้รัฐธรรมนูญไปสักระยะหนึ่ง แล้วค่อยดูว่าควรจะแก้ไขตรงไหนอย่างไร

“ผมอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรี คนใหม่ อย่าใช้คำพูดเยาะเย้ยถากถาง ผมอยากจะบอกว่า นายสมัครเป็นนายกฯ แล้ว การจะพูดให้ความเห็นในเรื่องอะไร ควรพูดถึงเนื้อหาสาระ มากกว่าที่จะใช้วิธีการกระแนะกระแหน หรือการเยาะเย้ยถากถาง” นายองอาจ กล่าว

นายองอาจ ยังแนะนำให้นายสมัครปรับเปลี่ยนบุคคล ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีใหม่ ให้มีความเหมาะสม หากเห็นว่าคณะรัฐมนตรีหน้าตาขี้เหร่ ตามที่ออกมาวิจารณ์ก่อนหน้านี้ ก็ควรใช้ภาวะความเป็นผู้นำ ในฐานะหัวหน้าของคณะรัฐมนตรีที่มี เลือกบุคคลที่มีความเหมาะสม เชื่อว่าในพรรคพลังประชาชนยังมีคนที่มีความเหมาะสมอีกมาก ถ้าไม่ต้องการให้คณะรัฐมนตรีขี้เหร่ ดีกว่าบ่นเฉย ๆ เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร

นายองอาจ ยังกล่าวถึง คณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า พรรคพลังประชาชนอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ดีพอ จึงระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งคณะรัมนตรีเงา เพื่อต้องการเสียดสีคณะรัฐมนตรีที่บริหารประเทศ เพราะจุดมุ่งหมายของการตั้งคณะรัฐมนตรีเงา เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญ และเชื่อว่า จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าเป็นโทษ

“ถ้าพรรคพลังประชาชนจะใจกว้าง ศึกษาเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ จะเห็นชัดเจนว่า เป็นเรื่องปกติของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา ที่พรรคฝ่ายค้านจะมีรูปแบบการติดตามเช่นนี้ ดังนั้น การตั้งครม.เงา จึงไม่ได้ทำเพื่อเสียดสีรัฐบาล หรือทำในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ยืนยันว่าเราทำงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง” นายองอาจ กล่าว

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า จะมีการเพิ่มคณะกรรมาธิการประจำสภาฯ จาก 31 คณะ เป็น 36 คณะนั้น นายองอาจ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการฯ ที่กำลังร่างข้อบังคับการประชุมสภา ซึ่งคงดูตามความเหมาะสม ให้เป็นไปตามเนื้อหาสาระของงาน หากจำเป็นและมีเหตุผล คิดว่าสภาฯคงไม่ว่าอะไร อย่างไรก็ตาม ต้องดูด้วยว่า คณะกรรมาธิการฯ ที่ตั้งขึ้นใหม่ จะทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ตั้งเพิ่มขึ้น เพราะมีคนในพรรคไม่ได้รับตำแหน่ง เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ถูกต้อง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-04 13:20:54