WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 5, 2008

‘สพรั่ง’ด่าพวกชั่ว! อ้างบริหาร‘ทอท.-ทีโอที’ไม่โปร่งใส


เตรียมฟ้อง 100 ล้าน ได้เงินบริจาคให้การกุศลทุกสตางค์ ด่ากราดชั่วช้าเลวทราม ยันทำเพื่อชาติไม่กลัวความผิด เชื่อพันธมิตรทั่วประเทศเข้าใจ และเล่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองแล้วหมดเปลือก ขู่ฟ้าลงโทษแน่

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลการบริหารงานไม่โปร่งใส ในการทำหน้าที่ประธานบอร์ดการท่าอากาศแห่งประเทศไทย (ทอท.) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) “ทีโอที” ผ่านทางสื่อมวลชนของกลุ่มพันธมิตรเดิม ว่า ขณะนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายของกรมพระธรรมนูญ ตรวจสอบดูว่าเข้าข่ายที่จะดำเนินการฟ้องร้องได้หรือไม่ หากเข้าข่ายก็จะดำเนินการทันที

ทั้งนี้ ที่ไม่ได้ออกมาตอบโต้ตั้งแต่แรก เพราะเห็นว่าในความเป็นสุภาพบุรุษของตนเอง จะทำให้บุคคลเหล่านี้เกิดความอายได้บ้าง แต่เมื่อมาถึงขณะนี้ทำให้รู้ว่าไม่ใช่ในสิ่งที่คิด จึงต้องสู้และสู้ทุกคนที่คิดว่าเป็นศัตรูกับชาติบ้านเมือง ซึ่งจะขอสู้หมดทุกคน

“ผมสั่งให้กรมพระธรรมนูญดำเนินการฟ้องร้องกับกลุ่มคนเหล่านี้แล้วจำนวน 100 ล้านบาท และเงินที่ได้จะนำไปให้การกุศลทั้งหมด สื่อมวลชนเห็นความบัดสีบัดเถลิงของพวกนี้หรือยัง บ้านเมืองจะฉิบหายเพราะคนชั่วพวกนี้ ถ้าจะโกงไม่ต้องมาเป็นประธานบอร์ดหรอก คนพวกนี้มันโง่ ชั่วช้าเลวทราม” พล.อ.สพรั่ง กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดสื่อของพันธมิตรถึงนำหลักฐานมาโจมตีในขณะนี้ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ให้ไปหาคำตอบกันเอาเอง ซึ่งพันธมิตรทั่วประเทศเข้าใจ อีกทั้งยังมีการโทรศัพท์มาให้กำลังใจ และเชื่อว่าสิ่งที่ตกเป็นข่าวนั้น เป็นการจับแพะชนแกะมีเป้าหมายสกปรก

สำหรับการระบุว่า บอร์ดทำให้กำไรขาดทุนถึง 90 เปอร์เซ็นต์เป็นเพราะอดีต ซึ่งเรากำลังประคองให้เข้มแข็ง แต่เขาพยายามจะบิดเบือนข่าวว่าเราเป็นคนทำ ข้อเท็จจริงนี้พนักงานรู้อยู่ว่า ใครคือคนที่ปกป้อง ใครไปทำชั่วไว้ก่อน ใครแอบผสมโรงปรารถนาลามกเขารู้หมด

“ผมยังไม่อยากพูดพฤติกรรมของคนเหล่านี้ เพราะไม่เคยคิดชั่ว เราเห็นว่าใครเลวก็อย่าเลวแบบเขาก็แล้วกัน ส่วนที่พูดกันว่า การนำหลักฐานมาโจมตีแสดงว่าไปขัดขวางผลประโยชน์ของใครนั้น คำถามก็คือคำตอบ อยู่ดีๆ เขาจะมาเขียนได้อย่างไร” พล.อ.สพรั่ง กล่าวอย่างดุดัน

ต่อข้อถาม ดูเหมือนว่าทุกอย่างที่ทำตลอดมา 1 ปี 4 เดือน เกิดการย้อนศรกลับมาหาตัวเอง พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการย้อนศร แต่กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง หากใครรักชาติบ้านเมืองจริง คนที่รักผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ย่อมตอบได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน ที่ตนจะเข้ามาดูแล และตอนที่ตนเข้ามาดูแลส่วนไหนที่ดี ส่วนไหนเป็นความผิดของใครมันชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ข่าวสารที่นำเสนอ มีการนำมาประติดประต่อเอาตามความเห็น ตามบัตรสนเท่ห์ หรือตามคนเลวของบางคนมาเขียน

พล.อ.สพรั่ง กล่าวอย่างมั่นใจว่า ไม่เดือดร้อนในการนำเสนอของสื่อพันธมิตรเดิม แต่กลับสงสารประเทศชาติ เพราะหากคนเลวสามารถใช้สื่อได้ และสื่อไม่ช่วยกันตรวจสอบก็น่าเป็นห่วง ซึ่งลำพังตัวคนเดียวไม่เดือดร้อนอะไร เพราะพันธมิตรทั่วประเทศรักตนอยู่แล้ว

ส่วนจะจัดการกับคนเลวๆ เหล่านี้อย่างไรนั้น ก็ปล่อยให้ฟ้าลงโทษ และสิ่งที่เขาทำกรรมอะไรไว้ในอดีต ก็ขอให้ได้รับกรรมนั้นก็แล้วกัน และไม่เสียใจที่มีการใช้คำว่า “วีรบุรุษ” มาย้อนตน แต่จะสนใจในเจตนาของการนำเสนอมากกว่า

นอกจากนี้ ในเรื่องของการขัดผลประโยชน์ จะว่าขัดหรือไม่ก็ตาม หากสิ่งใดถูกต้อง ก็จะสนับสนุน สิ่งใดที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง ก็จะเข้าไปขัดขวางยับยั้ง ป้องกัน และห้ามปราม ตามหลักการที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งไม่รู้สึกกลัวกลุ่มคนเหล่านั้น เพราะไม่ได้ทำอย่างที่เขาเขียน และไม่กลัวว่าพันธมิตรจะเข้าใจผิด เพราะพวกเขาเข้าใจดี ตลอดจนการเก็บตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จะต้องรู้จักมารยาทในการแสดงออก

ต่อข้อถามว่า หากบ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือหรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า เป็นหน้าที่พลเมืองดีทุกคนที่จะต้องช่วยกันอยู่แล้ว รวมทั้งตนด้วยเช่นกัน

“หากจะถามความเห็นเกี่ยวกับการควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผมไม่ขอวิจารณ์ เพราะไม่เคยสู้กับใครแบบอันธพาล และไม่เคยสู้กับใครด้วยความรู้สึกอยู่กันคนละฝ่าย เพราะผมทำตามหน้าที่ที่จะต้องปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการพิพากษาใคร” พล.อ.สพรั่ง กล่าวยืนยัน

พล.อ.สพรั่ง กล่าวถึงกรณีที่มีการพูดถึงการลงนามสัญญากับบริษัท เอไอเอส เกี่ยวกับสัญญาณ 3 จี ด้วยว่า ให้ไปถามทีโอทีจะดีกว่า เพราะสังคมจะได้รู้ว่าพนักงานในองค์นั้นก็รักองค์กรของตัวเอง ซึ่งคนที่ลงปรารถนาลามก เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่วใส่คนอื่น คนอย่างนี้สังคมยังจะต้อนรับอีกหรือ ดังนั้น ตนจะไม่ยอมตกหลุมพรางคนเหล่านี้อย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาพูดบ้างหรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า “โอ้ย ผมไม่ได้ใหญ่โตขนาดที่ใครจะโทรศัพท์มาหา” ส่วนที่ถามกันว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ โทรศัพท์มาจะรับหรือไม่นั้น ให้เหตุเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยถามจะได้หรือไม่ เพราะตอนนี้ยังไม่เกิด และยังไม่มีใครโทรมาหาด้วย

อย่างไรก็ตาม หากมีการโทรศัพท์มาจริง ตนก็ไม่ใช่คนที่พูดจาไม่รู้เรื่อง และตนก็เป็นคนมีเหตุผลเพียงพอที่จะพิจารณาได้ ซึ่งสิ่งที่พูดคุยกันนั้นหากเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็จะต้องพูด แต่หากเป็นประโยชน์กับตนเองก็จะไม่ยอม

“ผมไม่ใช่บุคคลสำคัญที่จะต้องมาพูดคุยด้วย เราทำไม่ได้เพื่ออยากจะดัง แต่ทำตามหน้าที่ เมื่อหมดหน้าที่ก็ให้คนอื่นทำต่อ แต่ที่ผ่านมาผมภูมิใจ จึงอย่าให้ความภูมิใจของเราต้องหายไป” พล.อ.สพรั่ง กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

พล.อ.สพรั่ง กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ไม่มีอะไรที่จะต้องวิตกกังวล เพราะที่ผ่านมาประชาชนได้ตัดสินใจไปแล้ว และที่ผ่านมาตนมีแต่ช่วยเหลือคน ซึ่งเจ้าตัวรู้ดี ทุกคนรู้ดี และไม่จำเป็นต้องไปโฆษณา แต่คนเลวตีเราก็เป็นเรื่องธรรมดา และคนเหล่านี้จะต้องรับผลกรรมที่ทำชั่ว ฟ้าดินลงโทษอยู่แล้ว ไม่เชื่อก็คอยดูประเทศไทยจะมีหิมะตกเหมือน “เวสแบงก์”

ต่อข้อถามว่า ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ได้มีการพูดคุยกันนั้นเป็นใคร พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า หากจะถามว่า ผู้ใหญ่ที่พูดถึงใช่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษหรือไม“ผมไม่พูดถึงว่าพูดกับใคร และผมไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ผมพูดกับผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองก็แล้วกัน” และได้บอกกับผู้ใหญ่เหล่านั้นไปหมดแล้วว่าเป็นใคร และเมื่อบอกความจริงกับเขา เขาก็รับไม่ได้กับสิ่งที่ตนถูกใส่ร้าย

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คาดว่าเกิดจากความขัดแย้งในเรื่องของการดำเนินการเกี่ยวกับ สัญญาณ 3 จี ที่กลุ่มธุรกิจสื่อบางกลุ่มหมายมั่นปั้นมือที่จะทำให้เกิดรายได้และก่อให้เกิดผลประโยชน์กับบริษัทในเครือ ซึ่งการดำเนินการของพล.อ.สพรั่ง ในครั้งนี้ อาจจะสร้างความผิดหวังให้กลุ่มธุรกิจด้านการสื่อสารบางกลุ่ม จึงมีการนำเสนอข้อมูลในการบริหารงานที่ไม่โปร่งใสของ พล.อ.สพรั่ง ในฐานะประธานบอร์ด เพื่อเป็นข้อต่อรองเกี่ยวกับสัญญาณดังกล่าว

PNA News


จาก hi-thaksin

บทวามคุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ : ถึงเวลา “เข้าแถว” รายงานตัว

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์
Thai Journalist Democratic Front
4 กุมภาพันธื 2551

ก็ถึงเวลาเข้าแถวรายงานตัว “ทำงาน” เพื่อประชาธิปไตยกัน “อีกรอบแล้ว”

ถ้ามองจากการรายงานของหัวกระทิด้านประชาธิปไตยหลายๆ คน เช่น พี่อาคม อาจารย์พิชิต และนักคิดนักเขียนด้านประชาธิปไตยอีกเป็นสิบ แต่ละท่านก็มีมุมมองแตกต่างกันไปบ้าง และส่วนมากก็มีข้อเสนอแนะว่า พวกเรานักประชาธิปไตยควรจะทำอะไรต่อไป พี่อาคมถึงขนาดมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลสมัครทำเป็นข้อๆ เลย แต่สาเหตุหลักจริงๆ ของการออกมาเรียกร้องให้เข้าแถวกันอีกที ก็เพราะ “ป๋า” นั้น ยิ่งศึกษาให้ลึกลงไป ยิ่งน่ากลัวและเกรงขามยิ่งนัก คือเส้นสายนั้นโยงใยไปในสังคมไทย “ทุกภาคส่วน” แบบ “ลึกล้ำจริงๆ” คือ นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยานี้ ไม่มีเค้าว่าจะ “ตายไปหรือยอมแพ้” แก่พลังของประชาชนเลย ก็คือ เพียงแต่รอแต่จังหวะในการ “รุกกลับ” เท่านั้น

ฉะนั้นในการวิเคราะห์ “ป๋า” ก็มีอยู่สองสามส่วนหลัก คือ

แรกเลย ต้องศึกษาเค้าโครงอำนาจของป๋าให้กระจ่าง จะได้เข้าใจว่า ป๋า จะ “ปล่อยหมัดอะไรออกมา”

สอง พวกเราต้องเข้าใจในตัวเราเองให้มากว่า จุดอ่อนของพวกเราคืออะไร เพราะจุดนั้นคงจะเป็นจุดที่ป๋าเล็ง หรือหาอยู่ เพื่อที่จะโจมตี

สาม เราต้องเข้าใจสมรภูมิรบให้ดี ที่มันห้อมล้อมและกำหนด ยุทธวิธี การปะทะและต่อสู้ ระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยของจังหวะ ที่ต้องคอยคำนึงถึง สุดท้ายแล้ว ก็ต้องคอยสอดส่องว่าจุดอ่อนของป๋าคืออะไร เพราะอย่างที่ผู้ชนะมักพูดเสมอ “การรุกคือการตั้งรับ” ที่ดีที่สุด

สำหรับเส้นสายทั่วทุกสารทิศ ที่โยงใยออกมาจากป๋า พี่อาคมก็เคยเปิดเผยมาแล้วเป็นชุดๆ คือเข้าไปลึกมากใน ด้านการทหาร ด้านการยุติธรรม และ ด้านการศึกษา นอกจากนี้ ในด้านการเมือง ยังมีพรรค ปชป. องค์กรอิสระ และ รธน. ปี 50 อีก


ส่วนในภาคเอกชน ก็มีผู้ประกอบการ เอกชนในบางอุตสาหกรรม เช่น ธนาคาร และ กลุ่มฮั้ว และอื่นๆ อีกมาก ที่พี่อาคมเขียนมาให้ดู และสุดท้าย ก็แบบ Made Man ของ Godfather หรือ ตัวแทน มาเฟีย เป็นมาเฟียตัวเล็กๆ ทั่วไทย ที่ได้รับการค้ำจุน จากระบบอำมาตย์ ที่แฝงตัวอยู่ในแทบทุกภาคส่วนของสังคม

ส่วนด้านตัวพวกเราเอง หรือนักประชาธิปไตย จุดอ่อนที่ใหญ่ๆ ก็มีอยู่หลายส่วน


แรกเลยคือ ทหารที่มาปักธงร่วมกับเราในการยึดประเทศสำหรับประชาธิปไตย คือ เป็นทหารรับจ้าง ที่เข้ามาร่วมรบกับเราตอนนี้ ก็ด้วยอุดมการณ์ที่ไม่เหมือนเรา

ส่วนที่สองคือ เรากำลังรบอยู่กับคนบ้าหลายคน ที่เป็นซากศพไปแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัว เช่น สดศรี และ ผู้พิพากษาหลายคนในหลายระดับ ที่พร้อมจะเห็นไทยลุกเป็นไฟ แต่พวกเรานักประชาธิปไตย ยังกล้าๆ กลัวๆ กับการให้เรื่องเดินไปถึงสิ่งนี้ คือพวกอำมาตย์พร้อมมากกว่าเรา ที่จะเห็นศพบนถนนและสถานที่ราชการถูกเผา

นอกจากนั้นแล้ว ถึง Momentum มันจะอยู่กับฝ่ายประชาธิปไตย แต่เราก็รบจากศูนย์มากันนานมากแล้ว มันก็ต้องอ่อนล้าและรู้สึกเหนื่อยเป็นธรรมดา แล้วในสงครามใหญ่ คือใต้ดิน ดูเหมือนว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะมีจุดแข็ง ก็คือ Hi-Thaksin เท่านั้น ที่มีเส้นสายเอาความลับต่างๆ มาเปิดเผย แต่โดยรวมแล้ว ถ้าเทียบกับอำนาจทำสงคราม “ใต้ดิน” ของอำมาตย์ ฝ่ายเราแทบจะไม่เคย “รุก” ได้เลย สุดท้ายแล้ว มือไม้เราถูกมัดอยู่มากพอดู เพราะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนไทยทุกคน และสื่อที่เอนเอียงมาก ในขณะที่อำมาตย์ มีเอกภาพในด้านยุทธวิธีมาก เพราะไม่เคยคำนึงถึงใครเลยนอกจากฝ่ายตัวเอง

สมรภูมิรบในไทยระหว่างอำมาตย์ และนักประชาธิปไตย สรุปได้ง่ายๆ คือ การวางแต่ละหมากของฝ่ายประชาธิปไตย มีข้อจำกัดมาก จนยากที่จะผันสมรภูมิมาเป็นข้อได้เปรียบ ส่วนอำมาตย์นั้น ข้อจำกัด หรือ Conditions น้อยมากในการเคลื่อนไหว


ส่วนสมรภูมิจริงๆ แล้วมันก็คือ เศรษฐกิจโลกและไทย แน่นอนว่าการคุมธนาคารและการเงินของอำมาตย์ชิ้นใหญ่ๆ ไว้หลายชิ้น ทำให้มีความเสี่ยงมาก คืออำมาตย์สามารถทำลายเศรษฐกิจ เพื่อทำลายพลังของประชาชน

ส่วนในประเทศนั้น “ชนชั้นนำ” ของประเทศ ไม่ได้เกาะกลุ่มกันเข้าข้างอำมาตย์มากเท่าที่คิดกัน และนักประชาธิปไตยหลงทางไปเข้าข้างอำมาตย์ ถึงจะมาก เช่น เจิมสัก และพันธมิตร แต่การที่สมัครเอียงขวามาอย่างยาวนาน ก็ลดจุดอ่อนในสมรภูมิรบที่เปิดกว้างแต่ก่อนให้โจมตีได้ ลงไปมากพอดู ในเรื่องสถาบัน และ ศาสนา แต่ถึงแม้ว่าฝ่ายประชาธิปไตย ไม่เชื่อถือ ระบบยุติธรรมไทยและ คตส.

ปัญหาคือทักษิณ และแกนนำฝ่ายประชาธิปไตย ยังมี “ชนักทางกฎหมาย” ติดหลังกันอยู่หลายคน ที่อาจจะถูก “เด็ด” ออกง่ายๆ โดยสังคมในส่วนของอำมาตย์ และคนกลางๆ บางส่วน อาจจะยอมรับ

นอกจากนี้ เพราะนโยบายประชานิยมของฝ่ายประชาธิปไตย ฐานที่มั่นของฝ่ายเราจะแข็งขึ้นอีกมาก และแน่นอน แพร่กระจายออกไปมากขึ้น คือเราสามารถ Solidify Positions ได้ดีกว่า สรุปในด้านสมรภูมิและกลยุทธ อำมาตย์และป๋า เปรียบเสมือน “กองโจร” ที่มีอาวุธร้ายแรง สามารถคว่ำฝ่ายประชาธิปไตยได้ และฝ่ายประชาธิปไตยเปรียบเสมือน “กองทัพใหญ่” ก็แน่นอนว่า ถ้าไม่โดนอาวุธร้ายแรง และถูกแบ่งแยกเป็นกองทัพเล็กๆ ในศึกหลายๆ ด้าน ฝ่ายประชาธิปไตย ก็มั่นคงพอดู คือ
อย่าลืมโดยเด็ดขาด ป๋านั้นถนัดที่สุดเรื่อง “แบ่งแยกแล้วปกครอง”

สุดท้ายแล้ว ในการ “รุก” หรืออย่างน้อยก็จำกัดความเสียหายที่อำมาตย์และป๋า จะสามารถทำให้ชาติได้ ด้วยการทำลายประชาธิปไตยและพลังของประชาชน ก็มีแบบพี่อาคมเขียนมาให้ดูเป็นข้อๆ หรือจะเป็นอาจารย์พิชิตที่เขียนถึงภารกิจต่อไปของนักประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้ก็น่ารับฟังทั้งสิ้น ส่วนจุดอ่อนที่ใหญ่ๆ ของป๋า ก็คือตำแหน่งองคมนตรี ที่เสียไปไม่ได้เลย และธรรมชาติของชีวิตข้าราชการ คือขยับขึ้นกันตลอดเวลา เป็นแผงๆ จนฐานที่ป๋าวางเอาไว้ ก็ต้องหมดไปและเปลี่ยนไป จนจุดสมดุลที่ป๋าคุมอยู่ แตกแยกออกเป็นธรรมดา ยิ่งขั้วเปลี่ยนขนาดนี้ มาเป็นบ้านเมืองของนักประชาธิปไตย เสถียรภาพของทหารในอานัดของป๋านั้น กำลัง “สั่นคลอน” เป็นอย่างมาก คือกองโจรของป๋า กำลังระส่ำระสาย


สุดท้ายแล้วจุดอ่อนที่สุดของอำมาตย์ ก็คือสมรภูมิใหญ่ที่สุด คือ “โลก” ที่หมุนเข้าหาประชาธิปไตย ออกจากระบบอำมาตย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสื่อต่างชาติที่สำคัญๆ เข้าข้างนักประชาธิปไตยไทยเป็นทุกอันไป

ถ้าจะให้สรุป ก็คือ ฝ่ายประชาธิปไตยจริงๆ แล้วตอนนี้ มีอยู่สองจุดยืน คือพวกที่มีความเห็นว่าต้องรุก เพราะปล่อยให้ป๋ามีอำนาจต่อไป อันตรายมาก ฝ่ายที่สองคือ สมานฉันท์ กับป๋าและอำมาตย์ เพราะไม่ต้องการ “ต้อนหมาบ้าเข้ามุม” จนมันต้องออกมากัดแหลกแบบยอมตาย


ถ้าถามผม ผมว่าเตรียมพร้อมในการทำสงครามรอบใหม่ไว้ให้ดีดีกว่า เพราะถ้าฝ่ายประชาธิปไตย Lower Guard หรือไม่ระวังตัวให้เต็มที่ มันก็เหมือนเป็นการไปกระตุ้นให้ฝ่ายอำมาตย์และป๋า “รุก” เอาง่ายๆ

แต่ถ้าเขาเห็นฝ่ายประชาธิปไตยพร้อมรบ เขาอาจจะ “ยอมแพ้” ไปเอง และยอมรับว่า “เขาผิด” และในที่สุด “วางมือและอาวุธลงเอง”

จาก Thai E-News

'บุช'ต่อสายข้ามทวีปยินดี'สมัคร'นั่งนายกฯ

ประธานาธิบดีบุช ของสหรัฐ ต่อสายยินดีสมัคร รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วานนี้ (4 ก.พ.) โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายสมัคร สุนทรเวช ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย
ทั้งนี้ ได้มีการหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างคร่าวๆ ด้วย โดยประธานาธิบดีบุช หวังว่าจะได้พบกับนายกรัฐมนตรีของไทยในอนาคต

พรรคพลังประชาชนภายใต้การนำของนายสมัคร ชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ทำให้ประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีผู้นำเป็นพลเรือนอีกครั้ง หลังการรัฐประหารโค่นล้มอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เมื่อเดือน ก.ย. 2006

นายกฯ เตรียมเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อ ครม. 6 ก.พ.นี้

กรุงเทพฯ 4 ก.พ. - มีรายงานแจ้งว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีกำหนดการเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อคณะรัฐมนตรี เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ในวันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 16.30 น. ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ต่อจากนั้นพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-04 20:50:32

'สมัคร' กับลีลาใหม่

เห็นลีลาของ “นายสมัคร สุนทรเวช” หลังจากได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ใครที่คิดว่านักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอสมควร รวมทั้งเคยเผชิญสถานการณ์ในยุคที่ทหารเข้ามายึดอำนาจ หรือในช่วงที่ “ประชาธิปไตย” เบ่งบาน จะมีสภาพแบบ ไก่อ่อนสอนขัน คงต้องกลับไปทบทวนกันใหม่

อย่างกรณีที่ออกมาพูดในทำนองว่า หน้าตาของคณะรัฐมนตรี ชุดใหม่ออกมาไม่สวย ขี้เหร่นิดหน่อย ผมมองว่า นายกรัฐมนตรีต้องการบอกให้สาธารณชนรู้ว่า ไม่พอใจรายชื่อ บุคคลที่จะเข้า มาร่วมงานในรัฐบาล ซึ่งจะทำให้คนต้องหวนไปคิดว่า นอกจากนายสมัครแล้ว ยังมีใครที่เข้ามามีส่วนในการตั้งบุคคลต่าง ๆ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีก

ไม่เช่นนั้นกระทรวงคมนาคม คงไม่ใช้คนชื่อ “สันติ พร้อม พัฒน์” เพราะผู้นำรัฐบาลอยากจะได้คนของตนเองมาดำรงตำแหน่ง นี้ใจจะขาด แต่ติดขัดอยู่ที่บุคคลนี้เป็นเด็กของนายหญิงและนาย ใหญ่ จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นถ้า ครม. ที่มีนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี รูปร่างหน้าตาไม่ดี “มือที่มองเห็น” ที่เดินทาง วนเวียนไปมาระหว่างฮ่องกงและลอนดอนต้องรับผิดชอบไปส่วนหนึ่งด้วย

บางทีถ้าหากให้อำนาจเต็มกับนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 จัดทำรายชื่อ ครม. ทั้งหมด อาจจะไม่มีเสียงยี้หรือทำให้คนเผลอไปคิดได้ว่า การตั้งรัฐบาลครั้งนี้เพื่อต้องการ ตบหน้ามือที่มองเห็น หรือ คน กทม. กับคนชั้นกลาง ที่ดูเหมือนไม่ค่อยให้การสนับสนุนพรรคพลังประชาชนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

หรือลีลาการปรับบทในการ ร่วมทำงานกับสื่อ หลังจาก มีตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาล เริ่มตั้งแต่ขอโทษขอโพยนักข่าวที่ไปให้ สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ ยกเว้นนักข่าวไทย และเป็นประเด็นข่าวออกมา รวมถึงการลงทุนเปิดบ้านพักและทำอาหารเลี้ยงสื่อที่ติดตามทำข่าวตัวเอง

นายสมัครคงรู้ว่า ถ้าหากไม่ทำตัวญาติดีกับสื่อ หรือกลับไปเล่นบท “หัวหมู่ทะลวงฟัน” ประเภทพอมาถามแล้วสวนกลับเหมือน กับประโยคที่ว่า “เมื่อคืนคุณไปเสพเมถุนมาหรือเปล่า” รังแต่จะ ทำให้เสียรังวัดหรือกระทบภาพลักษณ์ของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีไปเต็ม ๆ เพราะจะว่าไปแล้วหลังจากนี้ต่อไปรัฐบาลใหม่ก็คงมีการบ้านที่ต้องเร่งทำหลายเรื่อง

ยังไม่นับถึงกรณีที่ต้องคอยรับมือกับพรรคฝ่ายค้านมืออาชีพอย่าง “ประชาธิปัตย์” รวมถึง คมช. ที่แม้จะสลายตัวไปอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่บรรดา ผบ.เหล่าทัพ ก็จะยังมีนัดพบปะกันทุกวันอังคาร ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นความพยายามส่งสัญญาณปรามนักการเมืองให้ระมัดระวังท่าที ถ้าคิดว่าจะเข้ามาแทรกแซงหรือล้วงลูกในกองทัพ

หรือองค์กรภาคประชาชนที่เคยประกาศตัวยืนอยู่ตรงกันข้าม “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” คงจับตามองการทำงานของรัฐบาลแบบไม่กะพริบตา

ดังนั้นถ้าหากมีกลยุทธ์อะไร ที่จะช่วยทำให้รัฐบาล ไม่ต้องตกเป็นเป้าโจมตี หรือเพิ่มศัตรูโดยไม่จำเป็น คนที่อยากจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนาน ๆ คงต้องยินยอมพร้อมใจที่จะทำ แม้ว่าจะฝืนกับความรู้สึกหรือขัดแย้งกับตัวตนที่แท้จริงมากแค่ไหนก็ตาม

แม้ว่าภาพในอดีตจะทำให้คนไม่ได้คาดหวังอะไรกับ นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 มากนัก แต่ในบั้นปลายชีวิตของคนที่มีอายุ 74 ปี คงอยากจะฝากสิ่งดี ๆ ไว้กับบ้านเกิดเมืองนอนให้คนรุ่นหลังได้จดจำไว้ เหมือนอย่างกรณีของการเลิกมองสื่อในแง่ร้าย หรือไปคิดว่าคนพวกนี้คิดแต่จะจ้องทำลายรัฐบาลเพียงอย่างเดียว.


"เขื่อนขันธ์"

คอลัมน์ คมคิด ฅนเขียน

ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว [5 ก.พ. 51 - 16:41]

ขอนุญาตรายงานตัวหลังจากไปปฏิบัติภารกิจตามคำชวนของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หลายวัน ได้เปิดหูเปิดตา ร่วมงาน FITUR 2008 ที่ประเทศสเปนโน่น ถ้าจะพูดง่ายๆก็คือเป็นงานมหกรรมท่องเที่ยวประจำปีของสเปน ที่ประเทศต่างๆทั่วโลกไปเปิดบูธ โปรโมตการท่องเที่ยว คึกคัก

งานนี้มีความสำคัญขนาดราชาและราชินีของสเปนเสด็จมาเปิดงานด้วยตัวเอง

ปัจจุบัน การท่องเที่ยว จะกลายเป็นสิ่งที่เกือบจะทุกประเทศแข่งขันกันมาก แม้แต่ในเอเชียด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นจีน เวียดนาม ญี่ปุ่นหรือเกาหลี เพราะเป็นแหล่งรายได้ก้อนใหญ่ที่จะเข้าประเทศ ทำไปทำมาในอนาคตการท่องเที่ยวน่าจะเป็นรายได้หลักมากกว่าการส่งออกด้วยซ้ำไป

ยกตัวอย่างประเทศเจ้าภาพอย่างสเปน เขามีประชากรประมาณ 46 ล้านคน แต่สามารถคุยได้ว่ามีนักท่องเที่ยวแต่ละปีมากกว่าประชากรของเขาซะอีก คือประมาณ 50 ล้านคน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปด้วยกันเนื่องจากไปมาสะดวกพูดภาษาเดียวกันและ ประเทศสเปนก็เป็นประเทศท่องเที่ยวที่มีอะไรค่อนข้างจะพร้อม

รายได้จากการท่องเที่ยวสามารถจะเลี้ยงคนได้ทั้งประเทศ

ดังนั้นงานนี้คุณจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการ ททท.ด้านตลาดต่างประเทศ คุณภัทรพร สิทธิวนิช ผอ.กองประชาสัมพันธ์และคุณบุษกร ชวนะลิขิกร พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกประมาณ 20 บริษัทจึงต้องข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อไปทำตลาดการท่องเที่ยวให้ใหญ่ขึ้น

เท่าที่ดูจากสถิตินักท่องเที่ยวสเปน เข้ามาเที่ยวในบ้านเรา จะเพิ่มขึ้นตลอดเวลาจากเมื่อ 4-5 ปีก่อนหน้านี้มีนักท่องเที่ยวแค่ประมาณ 3-4 หมื่นคน ปี 2006 ขึ้นมาเป็น 6 หมื่นคน ปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 8 หมื่นหรือร้อยละ 26 ปีนี้ตั้งเป้าน่าจะถึง 1 แสนคน ซึ่งก็ใกล้เคียงกับนักท่องเที่ยวอิตาลี ที่เพิ่มขึ้นจาก 1 แสนคนเป็นประมาณ 1 แสน 8 หมื่นคน

ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวยุโรปส่วนใหญ่จะเป็นตลาดคนตั้งแต่ชั้นกลางถึงคนรวย เพราะฉะนั้นจะมีการใช้จ่ายสูง เช่นนักท่องเที่ยวสเปนจะใช้จ่ายเฉลี่ยคนละประมาณ 3-4 พันบาทต่อวันต่อคนปีที่แล้ว เฉพาะรายได้จากนักท่องเที่ยวสเปนอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านกว่าบาทต่อปี

ปัญหาที่พบว่าเป็นอุปสรรคสำหรับนักท่องเที่ยวก็คือเรื่องของความสะดวก อันดับแรกคือเรื่องของภาษาเพราะคนสเปนส่วนใหญ่จะไม่พูดภาษาอังกฤษ อีกประเด็นคือเรื่องของเที่ยวบินฟังข้อมูลจากคุณเขมราช ง้าวสุวรรณ ผู้จัดการการบินไทยประจำสเปนและโปรตุเกส เที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-มาดริดจะมีแค่ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์คืออังคาร พฤหัสฯ เสาร์ คนแน่นทุกเที่ยว ถ้ามีการเพิ่มเที่ยวบินอีกสัปดาห์ละ 1 เที่ยวก็น่าจะพอดีและคาดว่าจะเป็นปัจจัยให้ได้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

สุดท้ายผมว่าการท่องเที่ยวไม่ใช่อะไรที่จะปล่อยไปตามเวรตามกรรมอีกต่อไป แต่จะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันมากที่สุดและจะเป็นรายได้ที่สำคัญของประเทศในอนาคต เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวน่าจะเป็นเรื่องของรัฐบาล และนายกฯ ไม่ใช่แค่ รมว.การท่องเที่ยว คนเดียว.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

“แล้วมาปิดประตูใส่หน้าเราทำไม”

เป็นความเห็นสั้นๆของนายกฯสมัคร สุนทรเวชที่กล่าวถึงพ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2551 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นกฎหมายสดๆร้อนๆต้อนรับรัฐบาลชุดใหม่

กฎหมายฉบับนี้มาเงียบแต่มีผลในทางการเมืองและการทหารพอสมควร เพราะนัยสำคัญที่เป็นข้อกำหนดก็คือจากนี้ไปการแต่งตั้งนายทหารระดับ “นายพล” ทุกเหล่าทัพจะต้องพิจารณาโดยคณะกรรมการคณะหนึ่ง

ประกอบไปด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด, ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ.เป็นกรรมการและปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นกรรมการและเลขานุการ

มีเจ้ากรมเสมียนตราเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้น “นายพล” ทั้งหมด โดยทั้ง 7 คนจะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด ในกรณีที่ไม่มีรัฐมนตรีช่วยก็คงจะเหลือแค่ 6 คนเท่านั้น ทั้งนี้ประเด็นมันอยู่ที่ว่าในจำนวน 7 คนนี้

มาจากการเมือง 2 คนแน่นอนคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีช่วย ส่วนข้าราชการประจำก็คือบรรดา ผบ.เหล่าทัพ

พิจารณาตัวเลขง่ายๆก็เท่ากับ 2 ต่อ 5 คำตอบก็คือจากนี้ไปการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพลโอกาสที่จะ “ล้วงลูก” จากฝ่ายการเมืองคงเป็นเรื่องยากกว่าที่ผ่านมาซึ่งมีการเปลี่ยนโผกลางอากาศ จากฝ่ายการเมืองมาตลอด

และทำให้เกิดปัญหาขัดแย้ง กลายเป็นว่าการเมืองเข้ามาล้วงมาควักจนเกิดปัญหาขัดแย้งมาหลายครั้ง ไปจบกันที่การ “ยึดอำนาจ” ก็หลายครั้ง นักการเมืองพอมีอำนาจเต็มๆก็ดึงเอาพรรคพวก เพื่อนร่วมรุ่นให้คุมกำลังในหน่วยสำคัญ

หรือตำแหน่งหลักอย่าง ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ.วังวนนี้มันเลยยังไม่มีกลไกที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้

กฎหมายฉบับใหม่นี่คงจะเป็นความคาดหวังของคนในกองทัพที่เชื่อว่าน่าจะเป็น องคาพยพไม่ให้เกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างการเมืองกับกองทัพ

อย่างไรก็ดี แม้นายกฯจะพูดถึงเรื่องนี้ในลักษณะที่สงสัยว่าทำไมจู่ๆกฎหมายฉบับนี้ จึงออกมาช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และยืนยันไม่คิดจะไปล้วงลูกหรือเข้าไปยุ่งกับกองทัพแต่ต้องการเข้าไปประสานมากกว่า

และไม่ต้องการให้เกิดปัญหาขัดแย้งในการโยกย้ายแต่งตั้ง ไม่ให้เกิดปัญหารุ่นนั้นรุ่นนี้หรือพวกนั้นพวกนี้

แต่สรุปรวมก็คือไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก เหมือน“ลองของ”

ขณะนี้ก็มีนักการเมืองซีกรัฐบาลพยายามจะพูดถึงเรื่องนี้ในลักษณะที่ว่าเขียนกฎหมายได้ก็แก้ได้ ทำนองว่าเดี๋ยวเข้ามาเต็มตัวก็จะแก้ไข เพียงแต่ไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น เพราะคำตอบตรงนี้ก็สำคัญ

เมื่อประเด็นสำคัญมันอยู่ที่การ “ล้วงลูก” นี่แหละที่ทำให้ กองทัพต้องหากำแพงขวางกั้นเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ซึ่งจริงๆแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีและทำให้กองทัพกับการเมืองแยกกันชัดเจนขึ้น

ก็ไม่รู้ว่าจากนี้ไปการเมืองจะมองประเด็นนี้หรือให้น้ำหนักความสำคัญมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าให้ความสำคัญต้องการมีอำนาจครอบคลุมกองทัพ ต้องการที่จะเป็นผู้เลือกเองว่าใครควรจะขึ้นมาเป็นผู้นำกองทัพ

ข้อสำคัญก็คือแม้จะมีกฎหมายคลุมไว้แล้ว

แต่พอเอาจริงกลายเป็นว่า “ทหาร” ยอมเสียตัวให้เขาเสียอย่างนั้นแหละ...

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย

อยู่ที่ผลงาน [5 ก.พ. 51 - 16:59]

นายกฯสมัคร สุนทรเวช คงหัวใจคับซี่โครงที่โพลสำรวจความเห็นประชาชนเพิ่มขึ้นจาก 44.3 เปอร์เซ็นต์เป็น 58.7 เปอร์เซ็นต์

แสดงว่าสังคมไทยให้โอกาสนายกฯคนใหม่ทำงานพิสูจน์ฝีมือ

ถ้าออกสตาร์ต 3 เดือนแรกไม่มีปัญหาแตกแยกภายใน ไม่สร้างเงื่อนไขที่จะกลายเป็นวิกฤติการเมือง ฯลฯ

รัฐบาลก็มีสิทธิได้ต่อวีซ่าอัตโนมัติ อีก 3 เดือน??

แต่ปัจจัยชี้ขาดคือ ผลงานของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรม

“ผลงาน” จะเป็นภูมิคุ้มกันให้รัฐบาลอยู่สั้น? หรืออยู่ยาว?

นโยบายรัฐบาลใหม่ที่ประกาศชัดเจนคือ จะสานต่อนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทย แต่จะปรับปรุงจุดอ่อนเสริมจุดแข็งให้เหมาะสมกับความเป็นจริง

แต่เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสม 6 พรรค ก็ต้องนำนโยบายทั้ง 6 พรรคไปใส่ครกตำรวมกันเพื่อแถลงต่อสภาฯตามกติกา

กลายเป็นนโยบายสูตรสำเร็จ 7-17-7 ที่โฆษณากันครึกโครม

ตัวเลข 7-17-7 มาจาก 7 ยุทธศาสตร์ 17 นโยบาย 7 พันธกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการโดยเร็ว

จะมีการรื้อฟื้นนโยบายเดิมที่รัฐบาลขิงแก่ยกเลิกไป เช่น นโยบายโอทอป นโยบายโคล้านตัว และนโยบายหวยบนดิน ฯลฯ

ส่วน 7 ยุทธศาสตร์ และ 7 พันธกิจเร่งด่วน มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ประชาชน เร่งเพิ่มรายได้รัฐ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน

แต่ทั้งหมดจะรวมอยู่ในกรอบนโยบาย 17 ข้อ ที่รัฐบาลจะใช้เป็นคัมภีร์การเมือง

เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ต่อยอดจากเดิม

นโยบายพัฒนากองทุนหมู่บ้านให้เป็นธนาคารหมู่บ้าน นโยบายพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี

นโยบายทำสงครามกับความยากจน เพิ่มรายได้ภาคประชาชน สร้างโอกาสการลงทุนและแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน

นโยบายพัฒนากลุ่มจังหวัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประชาชน และนโยบายผู้ว่าฯซีอีโอ

นโยบายพัฒนาแหล่งน้ำครบวงจร เพื่อเพิ่มผลผลิตเศรษฐกิจ และแก้วิกฤติภัยแล้งอย่างยั่งยืน

นโยบายส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากปีละ 14 ล้านคน ให้เป็น 20 ล้านคน ในเวลา 3 ปี

นโยบายให้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นฮับของเอเชีย

นโยบายกองทุนกู้ยืมการศึกษา และนโยบายหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน

นโยบายแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน และส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทน

แต่ประเด็นสำคัญที่ขาดไป คือนโยบายพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

“แม่ลูกจันทร์” ยืนยันว่าโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็น “ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด” กับอนาคตประเทศไทย

รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจประกาศจุดยืนให้ชัดเจน

“แม่ลูกจันทร์” อ่านสูตรสำเร็จ 7-17-7 นโยบาย “รัฐบาลสมัคร 1” ยังไม่จบครบถ้วนทุกประเด็น

ยอมรับว่าหมดความพยายามที่จะลอกนโยบายเอามาให้ครบทั้งยวง

แต่ที่พลาดไม่ได้เพราะเป็นนโยบายที่ “แม่ลูกจันทร์” ชักตะพานแหงนเถ่อรอเก้อมาหลายปี

โครงการเมกะโปรเจกต์ห้าแสนล้านบาท ก่อสร้างรถไฟฟ้า 9 สาย ครอบคลุมพื้นที่ กทม.และปริมณฑล

3 สายยังสร้างไม่ได้ นี่จะเอา 9 สายเชียวเรอะโยม??

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

ไหนว่า “สมัคร” ห้ามเข้า [5 ก.พ. 51 - 03:26]

เก๋ไก๋ดีไม่หยอก กับฉายา “Kitchen Cabinet” หรือ “ครม.ก้นครัว” ที่สื่อฝรั่งตั้งให้รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

ในฐานะเจ้าตำรับ “ชิมไปบ่นไป”

อย่างน้อยก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้นำไทยที่โดดเด่นไม่ซ้ำผู้นำประเทศอื่น

และต้องบอกว่า “เก๋า” สมราคา ได้เห็นลีลาพ่อครัวหัวป่าปรุงก๋วยเตี๋ยวแขก ตักต้มตือฮวนแจกนักข่าว ที่เอามาพูดกันปากต่อปากว่าอร่อยจริง ไม่ใช่แค่ราคาคุยชิมไปบ่นไป

คนระดับนายกฯลงมือทำอาหารให้กินมีที่ไหน

ฉะนั้น ใครที่ห่วง “สมัคร” ที่มักมีกรณีบริภาษสื่อ เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักข่าว ก็เบาใจลงเปลาะหนึ่ง เพราะแม้จะมีจุดด้อยอยู่ที่ปาก แต่ก็มีฝีมือทำอาหารเป็นใบเบิกทาง

ที่แน่ๆ “ลุงหมัก” แบไต๋ล่วงหน้าแล้ว จะลงมือทำอาหารเลี้ยงสื่อด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในกรณีพิเศษ เวลาที่มีปัญหาไม่เข้าใจต้องเคลียร์กัน

ชิมไป บ่นไป ด่ากันไป ได้รสชาติดีไปอีกแบบ

แต่ที่หวาดเสียวกันมาก มีคนห่วงสุขภาพ “ลุงหมัก” ที่ถ่างขาควบเก้าอี้ รมว. กลาโหมจะไปเสี่ยงอยู่กลางวงท็อปบูต

ภาพข่าวล่าสุดบนหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับเช้าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ นายกฯสมัครนั่งเอี้ยวตัวเข้าพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ระหว่างร่วมงานวันทหารผ่านศึกที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ตามรายงานเป็นการพูดกันถึงกรณีที่ พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมที่มีหลักการ สกัดฝ่ายการเมืองจุ้นกับการโยกย้ายทหาร และเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลของนายสมัครจะเข้าบริหารงานพอดี

ก็เลยมีประโยคเด็ดของนายกฯ “ทำไมต้องรีบปิดประตูใส่หน้าผม”

แต่ผลการเจรจาภาษาดอกไม้ พลิกเป็นคนละเรื่อง พล.อ.บุญรอดชี้แจงว่า เป็นเรื่องบังเอิญที่ พ.ร.บ.ดังกล่าวเพิ่งประกาศใช้ แต่กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการมานานแล้ว ผ่านกระบวนการมาหลายขั้นตอน และตอนที่กองทัพดำเนินการก็ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล

ฉะนั้น จึงไม่ใช่การกีดกันรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด

ขณะที่นายสมัครก็เออออ ยอมรับว่า ตั้งใจไว้อยู่แล้วในเรื่องที่จะไม่ให้การเมืองเข้าไปจุ้นกับการย้ายทหาร ทีแรกจะให้มีกรรมการในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายทหาร 5 คน แต่ใน พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมมีกรรมการถึง 7 คน

ถือว่าดีกว่าที่คิดไว้ซะอีก

“ผมไม่มีอะไร ตั้งใจเข้ามาทำงานในกระทรวงกลาโหม ก็ขอให้ ผบ.เหล่าทัพว่ากันไปตามขั้นตอน จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย จะขอดูเฉพาะภาพรวมของกองทัพ และขอวางตัวเป็นกลาง เรื่องนี้ไม่มีปัญหา เข้าใจดี ขอให้สบายใจได้”

คุยกันถูกเส้นถูกคอเลย

และไม่จบแค่นั้น ช่วงสายวันรุ่งขึ้น พล.อ.บุญรอดพูดบนเวทีอำลาตำแหน่ง รมว.กลาโหม ต่อหน้าเหล่าขุนทหารใหญ่

“ผมได้คุยกับท่านสมัคร ซึ่งก็โอเค ท่านก็เข้าใจ รับฟัง และเมื่อศึกษาดูก็พบว่า ท่านเป็นคนที่รักทหารมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่วันนี้ด้วยบุคลิกลักษณะของท่าน บวกกับเรื่องอุดมการณ์ การเมืองที่เป็นอยู่ ทำให้เรามองท่านไปในอีกลักษณะหนึ่ง

แต่เมื่อชั่งน้ำหนักสองด้านแล้วเห็นว่า ท่านมีส่วนดีมากกว่า ก็อย่างที่คนเขาพูดกันว่า สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นก็ได้ ซึ่งเรามองหน้ากันได้ คุยกันได้ หัวเราะกันได้

เมื่อท่านสมัครมาทำหน้าที่ก็จะได้รับการต้อนรับ และโดยบุคลิกของท่านเวลาพูดกับทหารเป็นบุคลิกที่ทหารยอมรับ”

เปิดประตู ปูทางเข้าค่ายให้เสร็จสรรพ

และอีกหนึ่งเสียงของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่พูดระหว่างอัดเทปรายการ “ตัวจริงชัดเจน” ที่จะออกอากาศทางช่องทรู 8 ทีเอ็นเอ็น ในคืนวันที่ 9 กุมภาพันธ์

การันตีนายสมัครเป็นคนที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาก เป็นสิ่งที่กองทัพให้การยอมรับ และยังเป็นนักสู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อชาติบ้านเมือง ส่วนที่มองว่ารัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลเงา ก็เชื่อว่านายสมัครจะเป็นตัวของตัวเอง

ผิดคาดจากที่เก็งกันว่า “เขตทหาร สมัครห้ามเข้า”

ตบเท้าเชียร์กันพรึบพรับเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

กองสลากฯ เล็งเสนอคลัง ฟื้นถ่ายทอดหวยผ่านทีวี [5 ก.พ. 51 - 05:02]

นายวันชัย สุระกุล รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าววานนี้ ( 4 ก.พ.) ว่า หลังจากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำงานแล้ว เตรียมเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่พิจารณาเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ทบทวนการปรับเปลี่ยนให้กลับมาถ่ายทอดสดขั้นตอนการออกสลากรางวัลทางโทรทัศน์ หลังจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ยุติการถ่ายทอดสดและการออกสลากสัญจร เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดการมอมเมาประชาชนมากเกินไป

รักษาการ ผอ.สำนักงานสลากฯ กล่าวว่า การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์จะเป็นการสร้างความโปร่งใสในขั้นตอนการออกรางวัล และลบภาพหวยล็อก ส่วนการออกสลากสัญจร ก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้รับทราบขั้นตอนการออกรางวัล และยังจะเป็นการลดปัญหาการที่ประชาชนในต่างจังหวัดถูกมิจฉาชีพหลอกลวง