WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 5, 2008

บรรหาร ยืนยันนโยบายประชานิยมยังจำเป็นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

5 ก.พ.- นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลที่มีการบรรจุนโยบายประชานิยมว่า นโยบายประชานิยมมีความจำเป็นต้องใช้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเศรษฐกิจส่วนหนึ่ง เกิดจากการที่รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้นำนโยบายประชานิยมมาใช้ ทำให้เงินไม่ได้ลงไปถึงระดับรากหญ้า


นายบรรหาร ยังยอมรับการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีในส่วนของพรรค ว่า มีการเปลี่ยนตัว นายกมล จิระพันธุ์วาณิช เป็นนายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร ที่จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จริงตามที่เป็นข่าว เพราะนายกมล มีปัญหาด้านคุณสมบัติ แต่ยืนยันเจ้าตัวเข้าใจ และถึงขณะนี้พรรคไม่ได้มีปัญหาจากการแต่งตั้งรัฐมนตรี

นายบรรหาร ยังเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ทหารให้การยอมรับกรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะนั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 14:37:54

พปช.เชื่อประชาชนไม่เล่นด้วย หากฟื้นพันธมิตรฯ กดดันสมัคร

นายสุทิน คลังแสง กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนัดหารือเพื่อเตรียมสร้างขบวนการประชาชน โดยเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่มีการชุมนุมใหญ่เป็นการเคลื่อนไหวย่อย เน้นให้ความรู้แก่ประชาชนตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ เพื่อต่อต้านรัฐบาลหากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศจนกลับเข้าสู่ “ระบอบทักษิณ” และให้การช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ส่วนตัวเห็นว่าไม่มีน้ำหนักที่จะใช้ประเด็นนี้มาเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหว แต่หากยกประเด็นการบริหารงานไม่เข้าเป้าจะมีเหตุผลมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่กังวลว่าจะกระทบกับการทำงานของรัฐบาล เพราะเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ และไม่ให้ความร่วมมือด้วย อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกฝ่ายให้โอกาสรัฐบาลใหม่ได้ทำงานก่อนที่จะวิจารณ์หรือเตรียมเคลื่อนไหว เพราะประเทศจะได้ไม่บอบช้ำไปมากกว่านี้. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 13:46:29

เพื่อแผ่นดินตั้งทีมงานตรวจสอบการทำงานรัฐบาล

เพื่อแผ่นดิน 5 ก.พ.- “โสภณ เพชรสว่าง” เผย พรรคเพื่อแผ่นดินตั้งคณะทำงานตรวจสอบการทำงานรัฐบาล เพื่อสะท้อนการทำงาน ขอโอกาส 6 เดือน ให้รัฐมนตรีขี้เหร่ทำงาน

นายโสภณ เพชรสว่าง สมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน มอบหมายให้ตั้งคณะทำงานของพรรค 3 คณะ ประกอบด้วย คณะทำงานฝ่ายการเมือง มีตนเป็นประธาน คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย มีนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง เป็นประธาน และคณะทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ มี นายเวียง วรเชษฐ์ เป็นประธาน

นายโสภณ กล่าวว่า การตั้งคณะทำงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อติดตามงานตามนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนต้องการขยายสาขาพรรค เพื่อรับสมาชิกเพิ่มขึ้น และเปิดรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน ณ ที่ทำการพรรค สำหรับประชาชนที่มีเรื่องราวร้องเรียน จะมีทนายความให้คำปรึกษาฟรี หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ รัฐมนตรีของพรรค ก็จะส่งให้รัฐมนตรี และ ส.ส.ของพรรคดำเนินการแก้ไข

“คณะทำงานการเมืองของพรรค ไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปร่วมทำงานกับรัฐมนตรีในโควต้าของพรรค แต่เป็นคณะที่จะลงพื้นพบปะกับประชาชน และขยายสาขาของพรรคให้ได้รับความนิยมมากขึ้น” นายโสภณ กล่าว

ส่วนกรณี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนใหม่ ระบุว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้ขี้เหร่ โดยเฉพาะรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อแผ่นดิน นายโสภณ กล่าวว่า คนขี้เหร่ อาจจะทำงานดีก็ได้ ต่อจากนี้คณะทำงานของพรรคจะนำเสียงของประชาชนมาเสนอแนะต่อรัฐมนตรีของพรรค เพื่อนำไปปรับปรุงการทำงาน และต้องการให้ประชาชนให้โอกาสการเมืองหลังปฏิวัติ เชื่อว่าไม่เกิน 6 เดือน น่าจะมีอะไรดี ๆ

“คณะการเมืองจะประเมินผลการทำงานรัฐมนตรีของพรรค แต่คงมีอำนาจเพียงเสนอแนะ ไม่ถึงกับปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีได้ แต่จะเป็นกระจกส่องให้เห็นการทำงานพรรค” นายโสภณ กล่าว และว่าในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ขอขอบคุณนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญเรื่องชลประทานระบบท่อ ซึ่งเป็นนโยบายของพรรค และเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรในภาคอีสานอย่างมาก. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 13:21:41

พล.อ.อนุพงษ์ วอนทุกฝ่ายให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน

ขส.ทบ. 5 ก.พ. - “พล.อ.อนุพงษ์” ระบุกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมเคลื่อนไหวหาก “พ.ต.ท.ทักษิณ” อยู่เบื้องหลังการบริหารงานของรัฐบาล เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สามารถกระทำได้ แต่อย่าทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน วอนทุกฝ่ายให้โอกาสรัฐบาลทำงาน

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตยเพื่อประชาชนระบุว่าจะออกมาเคลื่อนไหว ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เบื้องหลังการบริหารงานของรัฐบาลว่า ได้ทราบข่าวจากสื่อเช่นกัน แต่เห็นว่าคงเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยที่ใครสามารถเสนอข้อคิดเห็นได้ มีสิทธิเสรีภาพที่จะเคลื่อนไหว โดยที่ไม่ไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพ หรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย ก็ไม่น่าจะมีปัญหา

ส่วนที่เกรงว่าเหตุการณ์จะย้อนกลับไปเหมือนเหตุการณ์ในอดีตนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีอะไรรุนแรง เพราะรัฐบาลยังไม่ได้เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเข้ามาคงจะใช้อำนาจในการบริหารประเทศ และถ้าทำให้ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความสุข ก็ไม่น่าจะมีประเด็นอะไรที่จะทำให้เกิดความรุนแรง

“ทุกฝ่ายน่าจะให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน ไม่อย่างนั้นก็ไปไม่เป็น เราควรใช้กลไกแรกก่อน เมื่อเราใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน มี ส.ส. มี ส.ว. มีรัฐสภา ก็ให้แก้ไขปัญหากันไป นอกจากนี้ยังมีคณะศึกษา กรรมาธิการชุดต่างๆ อีกมากมาย เราอยู่ข้างนอก ก็รอดู รอรับผลการปกครอง” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นที่ปรึกษาในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีความเห็น เป็นเรื่องที่ไกลเกินไป. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 10:54:29

อภิชาต ชี้ตัดพยาน ยงยุทธ ทิ้งได้ เร่งสอบสำนวนค้านต่อ

กกต. 5 ก.พ.- ประธาน กกต. ชี้ หาก “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อ้างพยานมากเกินไป ให้ตัดทิ้งได้ พร้อมเร่งสอบสำนวนร้องคัดค้านเลือกตั้ง ส.ส. ที่ประกาศรับรองไปก่อน 21 สำนวน คาดแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ ขณะที่ กกต.เตรียมชงยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตยเข้าที่ประชุม

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ กล่าวก่อนเข้าประชุม กกต. วันนี้ (5 ก.พ.) ถึงกรณีที่ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอเพิ่มเติมพยานในการสอบสวนการทุจริตการเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย จำนวน 10 คน ว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ที่มี นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ เป็นประธาน เป็นผู้พิจารณา เนื่องจาก กกต.ได้มอบหมายให้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากมีพยานเพิ่มเติมเข้ามามาก แต่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับสำนวนที่กำลังสอบสวนอยู่ ก็ไม่ต้องสอบปากคำเพิ่มเติมก็ได้

“เรื่องการส่งวีซีดีหลักฐานประกอบสำนวนนายยงยุทธให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบตามที่นายยงยุทธ เรียกร้อง ก็ได้มอบหมายให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวพิจารณาเช่นเดียวกัน” นายอภิชาต กล่าว

นายอภิชาต ยอมรับว่าเคยพูดว่า กกต.สามารถตัดสินใจเรื่องการส่งวีซีดีได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องมอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณา แต่เมื่อเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม กกต.แล้ว กกต.มีความเห็นว่า สมควรส่งเรื่องให้คณะกรรมการฯ พิจารณา เนื่องจากคณะกรรมการฯ ได้สอบสวนสำนวนเรื่องนี้อยู่แล้ว การมอบหมายเรื่องนี้เพิ่มเติมเข้าไปอีก คณะกรรมการฯ ก็น่าจะสามารถตัดสินใจได้ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของ กกต.อีก

นายอภิชาต ยังกล่าวถึงสำนวนการสอบสวนร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ส.ส. 21 สำนวน ที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปก่อน ว่า กำลังเร่งสอบสวนอยู่ หาก กกต.จังหวัดสอบสวนเสร็จ ก็จะส่งให้ กกต.พิจารณา ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการอยู่ คาดว่าจะสามารถสอบสวนได้เสร็จภายในเดือนนี้ พร้อมปฏิเสธว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการสอบสวนสำนวนแต่อย่างใด

ขณะที่ นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า การประชุม กกต. เช้าวันนี้ (5 ก.พ.) ได้เสนอเรื่องการยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตยเข้าที่ประชุม แต่ยังไม่แน่ใจว่าที่ประชุมจะหยิบมาเป็นวาระพิจารณาเลยหรือไม่.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 11:31:16

'อนุพงษ์'ปฏิเสธแสดงความเห็น'สมัคร'การันตีเก้าอี้ผบ.ทบ.

'อนุพงษ์'ปฏิเสธแสดงความเห็นกรณีนายกฯ'สมัคร'การันตีให้นั่งตำแหน่งผบ.ทบ.จนครบวาระ ชี้กองทัพขณะนี้มีควาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ไม่มีความแตกแยก พร้อมแสดงความยินดีที่สหรัฐจะให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ไทยเหมือนเดิม

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนใหม่ และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า จะเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพมาหารือ ก่อนร่วมงานกัน ว่า ยังไม่มีการเชิญมา พร้อมปฏิเสธที่จะให้ความเห็น กรณีที่นายสมัคร รับรองว่า พล.อ.อนุพงษ์ จะได้อยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกจนครบวาระ โดยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “เป็นเรื่องล่วงหน้า ก็แล้วแต่”

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวถึง การร่วมรับประทานอาหารกับ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม วานนี้ (4 ก.พ.) ในงานอำลาตำแหน่ง ว่า พล.อ.บุญรอด ไม่ได้ฝากอะไรเป็นพิเศษ นอกจากขอบคุณที่ทำงานร่วมกันมา และขอให้ทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป ไม่มีประเด็นพิเศษ ส่วนเรื่องความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ที่ พล.อ.บุญรอด ย้ำ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้เกิดพลังในการทำงาน

“เวลานี้กองทัพบกและเหล่าทัพอื่น ๆ ก็มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอยู่ ไม่มีความแตกแยกโดยภาพรวม” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ส่วนที่นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐ โทรศัพท์แสดงความยินดีกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนใหม่ ว่า เป็นธรรมเนียมระหว่างประเทศที่จะต้องดำเนินการต่อกัน เป็นเรื่องของสหรัฐกับรัฐบาล กองทัพไม่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ จะกลับมาให้ความช่วยเหลือทางทหารกับประเทศไทยเหมือนเดิม น่าจะเป็นสิ่งที่ดี

คุณพ่อทักษิณ กลับมาเมษา [5 ก.พ. 51 - 05:00]

“ลิเดีย” บอก “คุณพ่อทักษิณ” เครียด

วันเดียวกันที่ รพ.เทียนฟ้ามูลนิธิ ย่านเยาวราช ลิเดีย น.ส.ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา นักร้องสาวชื่อดังจากค่ายอาร์เอส โปรโมชั่น ได้เดินทางไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ ให้กับสมาคมมิตรภาพไทย-จีน จากนั้นกล่าวเปิดใจว่าอยากให้บ้านเมืองมีความสงบเสียที ส่วนการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีกำหนดในครั้งแรกคือวันที่ 14 ก.พ.นี้ คงจะต้องเลื่อนออกไปก่อน อาจเป็นเพราะว่าการเมืองยังไม่เรียบร้อย ส่วนกำหนดการเดินทางกลับประเทศไทยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นเมื่อไหร่ แต่คร่าวๆน่าจะเป็นประมาณเดือน เม.ย.นี้ อาจจะเป็นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็ได้ ผู้สื่อข่าวถามว่าเท่าที่ได้พูดคุยกันอดีตนายกฯทักษิณ มีอาการเครียดหรือไม่ ลิเดียตอบว่า อาจจะมีบ้างเล็กน้อย แต่คงเป็นเรื่องทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ช่วงนี้แพ้บ่อยไปหน่อย



สมัครย้ำทูลเกล้าฯพรุ่งนี้ เผยสหรัฐเตรียมคืนสิทธิ [5 ก.พ. 51 - 10:47]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 ก.พ.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนใหม่ เดินทางออกจากบ้านพัก ในเวลา 08.30 น. ไปยังที่ทำการพรรคพลังประชาชน พร้อมให้สัมภาษณ์ว่าได้พูดคุยโทรศัพท์กับ นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อคืนวานนี้ (4 ก.พ.) เป็นเวลา 5 นาที ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศดีอยู่แล้ว

นายสมัคร กล่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่าเรื่องที่ไทยเคยถูกตัดสิทธิ เมื่อครั้งมีการยึดอำนาจ สหรัฐฯ จะกลับคืนให้เหมือนเดิม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ 175 ปี ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดี

ผู้สื่อข่าวถามถึงการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย นายสมัคร กล่าวว่า จะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พร้อมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี วันพรุ่งนี้ (6 ก.พ.) เวลา 16.30 น. เมื่อถามว่า จะนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ในวันเดียวกันหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า เมื่อโปรดเกล้าฯ ลงมา ก็จะนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณในวันเดียวกัน


‘สพรั่ง’ด่าพวกชั่ว! อ้างบริหาร‘ทอท.-ทีโอที’ไม่โปร่งใส


เตรียมฟ้อง 100 ล้าน ได้เงินบริจาคให้การกุศลทุกสตางค์ ด่ากราดชั่วช้าเลวทราม ยันทำเพื่อชาติไม่กลัวความผิด เชื่อพันธมิตรทั่วประเทศเข้าใจ และเล่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองแล้วหมดเปลือก ขู่ฟ้าลงโทษแน่

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลการบริหารงานไม่โปร่งใส ในการทำหน้าที่ประธานบอร์ดการท่าอากาศแห่งประเทศไทย (ทอท.) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) “ทีโอที” ผ่านทางสื่อมวลชนของกลุ่มพันธมิตรเดิม ว่า ขณะนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายของกรมพระธรรมนูญ ตรวจสอบดูว่าเข้าข่ายที่จะดำเนินการฟ้องร้องได้หรือไม่ หากเข้าข่ายก็จะดำเนินการทันที

ทั้งนี้ ที่ไม่ได้ออกมาตอบโต้ตั้งแต่แรก เพราะเห็นว่าในความเป็นสุภาพบุรุษของตนเอง จะทำให้บุคคลเหล่านี้เกิดความอายได้บ้าง แต่เมื่อมาถึงขณะนี้ทำให้รู้ว่าไม่ใช่ในสิ่งที่คิด จึงต้องสู้และสู้ทุกคนที่คิดว่าเป็นศัตรูกับชาติบ้านเมือง ซึ่งจะขอสู้หมดทุกคน

“ผมสั่งให้กรมพระธรรมนูญดำเนินการฟ้องร้องกับกลุ่มคนเหล่านี้แล้วจำนวน 100 ล้านบาท และเงินที่ได้จะนำไปให้การกุศลทั้งหมด สื่อมวลชนเห็นความบัดสีบัดเถลิงของพวกนี้หรือยัง บ้านเมืองจะฉิบหายเพราะคนชั่วพวกนี้ ถ้าจะโกงไม่ต้องมาเป็นประธานบอร์ดหรอก คนพวกนี้มันโง่ ชั่วช้าเลวทราม” พล.อ.สพรั่ง กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดสื่อของพันธมิตรถึงนำหลักฐานมาโจมตีในขณะนี้ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ให้ไปหาคำตอบกันเอาเอง ซึ่งพันธมิตรทั่วประเทศเข้าใจ อีกทั้งยังมีการโทรศัพท์มาให้กำลังใจ และเชื่อว่าสิ่งที่ตกเป็นข่าวนั้น เป็นการจับแพะชนแกะมีเป้าหมายสกปรก

สำหรับการระบุว่า บอร์ดทำให้กำไรขาดทุนถึง 90 เปอร์เซ็นต์เป็นเพราะอดีต ซึ่งเรากำลังประคองให้เข้มแข็ง แต่เขาพยายามจะบิดเบือนข่าวว่าเราเป็นคนทำ ข้อเท็จจริงนี้พนักงานรู้อยู่ว่า ใครคือคนที่ปกป้อง ใครไปทำชั่วไว้ก่อน ใครแอบผสมโรงปรารถนาลามกเขารู้หมด

“ผมยังไม่อยากพูดพฤติกรรมของคนเหล่านี้ เพราะไม่เคยคิดชั่ว เราเห็นว่าใครเลวก็อย่าเลวแบบเขาก็แล้วกัน ส่วนที่พูดกันว่า การนำหลักฐานมาโจมตีแสดงว่าไปขัดขวางผลประโยชน์ของใครนั้น คำถามก็คือคำตอบ อยู่ดีๆ เขาจะมาเขียนได้อย่างไร” พล.อ.สพรั่ง กล่าวอย่างดุดัน

ต่อข้อถาม ดูเหมือนว่าทุกอย่างที่ทำตลอดมา 1 ปี 4 เดือน เกิดการย้อนศรกลับมาหาตัวเอง พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการย้อนศร แต่กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง หากใครรักชาติบ้านเมืองจริง คนที่รักผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ย่อมตอบได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน ที่ตนจะเข้ามาดูแล และตอนที่ตนเข้ามาดูแลส่วนไหนที่ดี ส่วนไหนเป็นความผิดของใครมันชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ข่าวสารที่นำเสนอ มีการนำมาประติดประต่อเอาตามความเห็น ตามบัตรสนเท่ห์ หรือตามคนเลวของบางคนมาเขียน

พล.อ.สพรั่ง กล่าวอย่างมั่นใจว่า ไม่เดือดร้อนในการนำเสนอของสื่อพันธมิตรเดิม แต่กลับสงสารประเทศชาติ เพราะหากคนเลวสามารถใช้สื่อได้ และสื่อไม่ช่วยกันตรวจสอบก็น่าเป็นห่วง ซึ่งลำพังตัวคนเดียวไม่เดือดร้อนอะไร เพราะพันธมิตรทั่วประเทศรักตนอยู่แล้ว

ส่วนจะจัดการกับคนเลวๆ เหล่านี้อย่างไรนั้น ก็ปล่อยให้ฟ้าลงโทษ และสิ่งที่เขาทำกรรมอะไรไว้ในอดีต ก็ขอให้ได้รับกรรมนั้นก็แล้วกัน และไม่เสียใจที่มีการใช้คำว่า “วีรบุรุษ” มาย้อนตน แต่จะสนใจในเจตนาของการนำเสนอมากกว่า

นอกจากนี้ ในเรื่องของการขัดผลประโยชน์ จะว่าขัดหรือไม่ก็ตาม หากสิ่งใดถูกต้อง ก็จะสนับสนุน สิ่งใดที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง ก็จะเข้าไปขัดขวางยับยั้ง ป้องกัน และห้ามปราม ตามหลักการที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งไม่รู้สึกกลัวกลุ่มคนเหล่านั้น เพราะไม่ได้ทำอย่างที่เขาเขียน และไม่กลัวว่าพันธมิตรจะเข้าใจผิด เพราะพวกเขาเข้าใจดี ตลอดจนการเก็บตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จะต้องรู้จักมารยาทในการแสดงออก

ต่อข้อถามว่า หากบ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือหรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า เป็นหน้าที่พลเมืองดีทุกคนที่จะต้องช่วยกันอยู่แล้ว รวมทั้งตนด้วยเช่นกัน

“หากจะถามความเห็นเกี่ยวกับการควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผมไม่ขอวิจารณ์ เพราะไม่เคยสู้กับใครแบบอันธพาล และไม่เคยสู้กับใครด้วยความรู้สึกอยู่กันคนละฝ่าย เพราะผมทำตามหน้าที่ที่จะต้องปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการพิพากษาใคร” พล.อ.สพรั่ง กล่าวยืนยัน

พล.อ.สพรั่ง กล่าวถึงกรณีที่มีการพูดถึงการลงนามสัญญากับบริษัท เอไอเอส เกี่ยวกับสัญญาณ 3 จี ด้วยว่า ให้ไปถามทีโอทีจะดีกว่า เพราะสังคมจะได้รู้ว่าพนักงานในองค์นั้นก็รักองค์กรของตัวเอง ซึ่งคนที่ลงปรารถนาลามก เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่วใส่คนอื่น คนอย่างนี้สังคมยังจะต้อนรับอีกหรือ ดังนั้น ตนจะไม่ยอมตกหลุมพรางคนเหล่านี้อย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาพูดบ้างหรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า “โอ้ย ผมไม่ได้ใหญ่โตขนาดที่ใครจะโทรศัพท์มาหา” ส่วนที่ถามกันว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ โทรศัพท์มาจะรับหรือไม่นั้น ให้เหตุเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยถามจะได้หรือไม่ เพราะตอนนี้ยังไม่เกิด และยังไม่มีใครโทรมาหาด้วย

อย่างไรก็ตาม หากมีการโทรศัพท์มาจริง ตนก็ไม่ใช่คนที่พูดจาไม่รู้เรื่อง และตนก็เป็นคนมีเหตุผลเพียงพอที่จะพิจารณาได้ ซึ่งสิ่งที่พูดคุยกันนั้นหากเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็จะต้องพูด แต่หากเป็นประโยชน์กับตนเองก็จะไม่ยอม

“ผมไม่ใช่บุคคลสำคัญที่จะต้องมาพูดคุยด้วย เราทำไม่ได้เพื่ออยากจะดัง แต่ทำตามหน้าที่ เมื่อหมดหน้าที่ก็ให้คนอื่นทำต่อ แต่ที่ผ่านมาผมภูมิใจ จึงอย่าให้ความภูมิใจของเราต้องหายไป” พล.อ.สพรั่ง กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

พล.อ.สพรั่ง กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ไม่มีอะไรที่จะต้องวิตกกังวล เพราะที่ผ่านมาประชาชนได้ตัดสินใจไปแล้ว และที่ผ่านมาตนมีแต่ช่วยเหลือคน ซึ่งเจ้าตัวรู้ดี ทุกคนรู้ดี และไม่จำเป็นต้องไปโฆษณา แต่คนเลวตีเราก็เป็นเรื่องธรรมดา และคนเหล่านี้จะต้องรับผลกรรมที่ทำชั่ว ฟ้าดินลงโทษอยู่แล้ว ไม่เชื่อก็คอยดูประเทศไทยจะมีหิมะตกเหมือน “เวสแบงก์”

ต่อข้อถามว่า ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ได้มีการพูดคุยกันนั้นเป็นใคร พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า หากจะถามว่า ผู้ใหญ่ที่พูดถึงใช่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษหรือไม“ผมไม่พูดถึงว่าพูดกับใคร และผมไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ผมพูดกับผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองก็แล้วกัน” และได้บอกกับผู้ใหญ่เหล่านั้นไปหมดแล้วว่าเป็นใคร และเมื่อบอกความจริงกับเขา เขาก็รับไม่ได้กับสิ่งที่ตนถูกใส่ร้าย

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คาดว่าเกิดจากความขัดแย้งในเรื่องของการดำเนินการเกี่ยวกับ สัญญาณ 3 จี ที่กลุ่มธุรกิจสื่อบางกลุ่มหมายมั่นปั้นมือที่จะทำให้เกิดรายได้และก่อให้เกิดผลประโยชน์กับบริษัทในเครือ ซึ่งการดำเนินการของพล.อ.สพรั่ง ในครั้งนี้ อาจจะสร้างความผิดหวังให้กลุ่มธุรกิจด้านการสื่อสารบางกลุ่ม จึงมีการนำเสนอข้อมูลในการบริหารงานที่ไม่โปร่งใสของ พล.อ.สพรั่ง ในฐานะประธานบอร์ด เพื่อเป็นข้อต่อรองเกี่ยวกับสัญญาณดังกล่าว

PNA News


จาก hi-thaksin

บทวามคุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ : ถึงเวลา “เข้าแถว” รายงานตัว

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์
Thai Journalist Democratic Front
4 กุมภาพันธื 2551

ก็ถึงเวลาเข้าแถวรายงานตัว “ทำงาน” เพื่อประชาธิปไตยกัน “อีกรอบแล้ว”

ถ้ามองจากการรายงานของหัวกระทิด้านประชาธิปไตยหลายๆ คน เช่น พี่อาคม อาจารย์พิชิต และนักคิดนักเขียนด้านประชาธิปไตยอีกเป็นสิบ แต่ละท่านก็มีมุมมองแตกต่างกันไปบ้าง และส่วนมากก็มีข้อเสนอแนะว่า พวกเรานักประชาธิปไตยควรจะทำอะไรต่อไป พี่อาคมถึงขนาดมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลสมัครทำเป็นข้อๆ เลย แต่สาเหตุหลักจริงๆ ของการออกมาเรียกร้องให้เข้าแถวกันอีกที ก็เพราะ “ป๋า” นั้น ยิ่งศึกษาให้ลึกลงไป ยิ่งน่ากลัวและเกรงขามยิ่งนัก คือเส้นสายนั้นโยงใยไปในสังคมไทย “ทุกภาคส่วน” แบบ “ลึกล้ำจริงๆ” คือ นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยานี้ ไม่มีเค้าว่าจะ “ตายไปหรือยอมแพ้” แก่พลังของประชาชนเลย ก็คือ เพียงแต่รอแต่จังหวะในการ “รุกกลับ” เท่านั้น

ฉะนั้นในการวิเคราะห์ “ป๋า” ก็มีอยู่สองสามส่วนหลัก คือ

แรกเลย ต้องศึกษาเค้าโครงอำนาจของป๋าให้กระจ่าง จะได้เข้าใจว่า ป๋า จะ “ปล่อยหมัดอะไรออกมา”

สอง พวกเราต้องเข้าใจในตัวเราเองให้มากว่า จุดอ่อนของพวกเราคืออะไร เพราะจุดนั้นคงจะเป็นจุดที่ป๋าเล็ง หรือหาอยู่ เพื่อที่จะโจมตี

สาม เราต้องเข้าใจสมรภูมิรบให้ดี ที่มันห้อมล้อมและกำหนด ยุทธวิธี การปะทะและต่อสู้ ระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยของจังหวะ ที่ต้องคอยคำนึงถึง สุดท้ายแล้ว ก็ต้องคอยสอดส่องว่าจุดอ่อนของป๋าคืออะไร เพราะอย่างที่ผู้ชนะมักพูดเสมอ “การรุกคือการตั้งรับ” ที่ดีที่สุด

สำหรับเส้นสายทั่วทุกสารทิศ ที่โยงใยออกมาจากป๋า พี่อาคมก็เคยเปิดเผยมาแล้วเป็นชุดๆ คือเข้าไปลึกมากใน ด้านการทหาร ด้านการยุติธรรม และ ด้านการศึกษา นอกจากนี้ ในด้านการเมือง ยังมีพรรค ปชป. องค์กรอิสระ และ รธน. ปี 50 อีก


ส่วนในภาคเอกชน ก็มีผู้ประกอบการ เอกชนในบางอุตสาหกรรม เช่น ธนาคาร และ กลุ่มฮั้ว และอื่นๆ อีกมาก ที่พี่อาคมเขียนมาให้ดู และสุดท้าย ก็แบบ Made Man ของ Godfather หรือ ตัวแทน มาเฟีย เป็นมาเฟียตัวเล็กๆ ทั่วไทย ที่ได้รับการค้ำจุน จากระบบอำมาตย์ ที่แฝงตัวอยู่ในแทบทุกภาคส่วนของสังคม

ส่วนด้านตัวพวกเราเอง หรือนักประชาธิปไตย จุดอ่อนที่ใหญ่ๆ ก็มีอยู่หลายส่วน


แรกเลยคือ ทหารที่มาปักธงร่วมกับเราในการยึดประเทศสำหรับประชาธิปไตย คือ เป็นทหารรับจ้าง ที่เข้ามาร่วมรบกับเราตอนนี้ ก็ด้วยอุดมการณ์ที่ไม่เหมือนเรา

ส่วนที่สองคือ เรากำลังรบอยู่กับคนบ้าหลายคน ที่เป็นซากศพไปแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัว เช่น สดศรี และ ผู้พิพากษาหลายคนในหลายระดับ ที่พร้อมจะเห็นไทยลุกเป็นไฟ แต่พวกเรานักประชาธิปไตย ยังกล้าๆ กลัวๆ กับการให้เรื่องเดินไปถึงสิ่งนี้ คือพวกอำมาตย์พร้อมมากกว่าเรา ที่จะเห็นศพบนถนนและสถานที่ราชการถูกเผา

นอกจากนั้นแล้ว ถึง Momentum มันจะอยู่กับฝ่ายประชาธิปไตย แต่เราก็รบจากศูนย์มากันนานมากแล้ว มันก็ต้องอ่อนล้าและรู้สึกเหนื่อยเป็นธรรมดา แล้วในสงครามใหญ่ คือใต้ดิน ดูเหมือนว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะมีจุดแข็ง ก็คือ Hi-Thaksin เท่านั้น ที่มีเส้นสายเอาความลับต่างๆ มาเปิดเผย แต่โดยรวมแล้ว ถ้าเทียบกับอำนาจทำสงคราม “ใต้ดิน” ของอำมาตย์ ฝ่ายเราแทบจะไม่เคย “รุก” ได้เลย สุดท้ายแล้ว มือไม้เราถูกมัดอยู่มากพอดู เพราะต้องคำนึงถึงความรู้สึกของคนไทยทุกคน และสื่อที่เอนเอียงมาก ในขณะที่อำมาตย์ มีเอกภาพในด้านยุทธวิธีมาก เพราะไม่เคยคำนึงถึงใครเลยนอกจากฝ่ายตัวเอง

สมรภูมิรบในไทยระหว่างอำมาตย์ และนักประชาธิปไตย สรุปได้ง่ายๆ คือ การวางแต่ละหมากของฝ่ายประชาธิปไตย มีข้อจำกัดมาก จนยากที่จะผันสมรภูมิมาเป็นข้อได้เปรียบ ส่วนอำมาตย์นั้น ข้อจำกัด หรือ Conditions น้อยมากในการเคลื่อนไหว


ส่วนสมรภูมิจริงๆ แล้วมันก็คือ เศรษฐกิจโลกและไทย แน่นอนว่าการคุมธนาคารและการเงินของอำมาตย์ชิ้นใหญ่ๆ ไว้หลายชิ้น ทำให้มีความเสี่ยงมาก คืออำมาตย์สามารถทำลายเศรษฐกิจ เพื่อทำลายพลังของประชาชน

ส่วนในประเทศนั้น “ชนชั้นนำ” ของประเทศ ไม่ได้เกาะกลุ่มกันเข้าข้างอำมาตย์มากเท่าที่คิดกัน และนักประชาธิปไตยหลงทางไปเข้าข้างอำมาตย์ ถึงจะมาก เช่น เจิมสัก และพันธมิตร แต่การที่สมัครเอียงขวามาอย่างยาวนาน ก็ลดจุดอ่อนในสมรภูมิรบที่เปิดกว้างแต่ก่อนให้โจมตีได้ ลงไปมากพอดู ในเรื่องสถาบัน และ ศาสนา แต่ถึงแม้ว่าฝ่ายประชาธิปไตย ไม่เชื่อถือ ระบบยุติธรรมไทยและ คตส.

ปัญหาคือทักษิณ และแกนนำฝ่ายประชาธิปไตย ยังมี “ชนักทางกฎหมาย” ติดหลังกันอยู่หลายคน ที่อาจจะถูก “เด็ด” ออกง่ายๆ โดยสังคมในส่วนของอำมาตย์ และคนกลางๆ บางส่วน อาจจะยอมรับ

นอกจากนี้ เพราะนโยบายประชานิยมของฝ่ายประชาธิปไตย ฐานที่มั่นของฝ่ายเราจะแข็งขึ้นอีกมาก และแน่นอน แพร่กระจายออกไปมากขึ้น คือเราสามารถ Solidify Positions ได้ดีกว่า สรุปในด้านสมรภูมิและกลยุทธ อำมาตย์และป๋า เปรียบเสมือน “กองโจร” ที่มีอาวุธร้ายแรง สามารถคว่ำฝ่ายประชาธิปไตยได้ และฝ่ายประชาธิปไตยเปรียบเสมือน “กองทัพใหญ่” ก็แน่นอนว่า ถ้าไม่โดนอาวุธร้ายแรง และถูกแบ่งแยกเป็นกองทัพเล็กๆ ในศึกหลายๆ ด้าน ฝ่ายประชาธิปไตย ก็มั่นคงพอดู คือ
อย่าลืมโดยเด็ดขาด ป๋านั้นถนัดที่สุดเรื่อง “แบ่งแยกแล้วปกครอง”

สุดท้ายแล้ว ในการ “รุก” หรืออย่างน้อยก็จำกัดความเสียหายที่อำมาตย์และป๋า จะสามารถทำให้ชาติได้ ด้วยการทำลายประชาธิปไตยและพลังของประชาชน ก็มีแบบพี่อาคมเขียนมาให้ดูเป็นข้อๆ หรือจะเป็นอาจารย์พิชิตที่เขียนถึงภารกิจต่อไปของนักประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้ก็น่ารับฟังทั้งสิ้น ส่วนจุดอ่อนที่ใหญ่ๆ ของป๋า ก็คือตำแหน่งองคมนตรี ที่เสียไปไม่ได้เลย และธรรมชาติของชีวิตข้าราชการ คือขยับขึ้นกันตลอดเวลา เป็นแผงๆ จนฐานที่ป๋าวางเอาไว้ ก็ต้องหมดไปและเปลี่ยนไป จนจุดสมดุลที่ป๋าคุมอยู่ แตกแยกออกเป็นธรรมดา ยิ่งขั้วเปลี่ยนขนาดนี้ มาเป็นบ้านเมืองของนักประชาธิปไตย เสถียรภาพของทหารในอานัดของป๋านั้น กำลัง “สั่นคลอน” เป็นอย่างมาก คือกองโจรของป๋า กำลังระส่ำระสาย


สุดท้ายแล้วจุดอ่อนที่สุดของอำมาตย์ ก็คือสมรภูมิใหญ่ที่สุด คือ “โลก” ที่หมุนเข้าหาประชาธิปไตย ออกจากระบบอำมาตย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสื่อต่างชาติที่สำคัญๆ เข้าข้างนักประชาธิปไตยไทยเป็นทุกอันไป

ถ้าจะให้สรุป ก็คือ ฝ่ายประชาธิปไตยจริงๆ แล้วตอนนี้ มีอยู่สองจุดยืน คือพวกที่มีความเห็นว่าต้องรุก เพราะปล่อยให้ป๋ามีอำนาจต่อไป อันตรายมาก ฝ่ายที่สองคือ สมานฉันท์ กับป๋าและอำมาตย์ เพราะไม่ต้องการ “ต้อนหมาบ้าเข้ามุม” จนมันต้องออกมากัดแหลกแบบยอมตาย


ถ้าถามผม ผมว่าเตรียมพร้อมในการทำสงครามรอบใหม่ไว้ให้ดีดีกว่า เพราะถ้าฝ่ายประชาธิปไตย Lower Guard หรือไม่ระวังตัวให้เต็มที่ มันก็เหมือนเป็นการไปกระตุ้นให้ฝ่ายอำมาตย์และป๋า “รุก” เอาง่ายๆ

แต่ถ้าเขาเห็นฝ่ายประชาธิปไตยพร้อมรบ เขาอาจจะ “ยอมแพ้” ไปเอง และยอมรับว่า “เขาผิด” และในที่สุด “วางมือและอาวุธลงเอง”

จาก Thai E-News