WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 5, 2008

กก.กลางอิสลามฯ เสนอทางแก้ปัญหาใต้ ประหารชีวิต หากค้นพบอาวุธ

พลังประชาชน 6 ก.พ.-คณะกรรมการกลางอิสลามฯ นำกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดี “สมัคร สุนทรเวช” พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ปลอดอบายมุขและปลอดอาวุธภายใน 3 เดือน หลังจากนั้นหากตรวจค้นพบอาวุธในบ้านใด หัวหน้าครอบครัวต้องถูกประหารชีวิต หลัง 6 เดือน ทหารต้องกลับกรม กอง ตำรวจพกกระบองแทนอาวุธ ขณะที่ “สมัคร” รับนำข้อเสนอไปหารือทหาร แต่เห็นว่าโทษประหารชีวิตแรงเกินไป


นายพิเชษฐ สถิรชวาล เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นำกรรมการและผู้แทนจุฬาราชมนตรี เข้ามอบกระเช้าดอกไม้ แสดงความยินดีกับนายสมัคร สุนทรเวช ในโอกาสที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และกล่าวว่า คณะกรรมการกลางอิสลามฯ ยินดีสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่บริหารประเทศ พร้อมให้ความสนับสนุนในการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกเรื่อง

ด้านนายบรรจง โซ๊ะมณี รองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามฯ ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ว่า ต้องทำให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปลอดอบายมุข และปลอดอาวุธ ภายในเวลา 3 เดือน โดยคนที่มีอาวุธต้องให้นำมาคืนเจ้าหน้าที่ เมื่อครบ 3 เดือน หากตรวจค้นพบว่าบ้านใดยังมีอาวุธอยู่ หัวหน้าครอบครัวต้องถูกประหารชีวิต และหลังจาก 6 เดือนแล้ว ทหารต้องกลับเข้ากรม กอง ตำรวจต้องไม่พกอาวุธ ให้พกกระบองแทน โดยให้นายตำรวจยศตั้งแต่ร้อยตำรวจเอกขึ้นไปพกอาวุธได้ และรัฐบาลจะต้องมีนโยบายเรื่องศาสนาและอาชีพ โดยการนำเศรษฐกิจพอเพียงเข้าสู่ชุมชน

ขณะที่ นายสมัคร กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมรับข้อเสนอไปดำเนินการ โดยจะนำไปปรึกษาหารือกับฝ่ายทหาร เพราะแนวทางการแก้ปัญหาของผู้บัญชาการทหารบกก็ทำมาด้วยดี จากนั้นจะเสนอความเห็นต่อสาธารณะ ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางการปลดอาวุธ ถ้าทำสำเร็จ ความสงบจะกลับคืนสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแน่นอน และส่วนตัวต้องการเห็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับคืนสู่ความสงบเหมือนเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาอีกครั้ง

“สมัยนั้นผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่คนไทยพุทธและไทยมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ส่วนข้อเสนอที่ให้ประหารชีวิต ผมเห็นว่าแรงเกินไป ให้จำคุกตลอดชีวิตก็พอแล้ว และผมจะหาเวลาไปเยี่ยมคารวะจุฬาราชมนตรี” นายสมัคร กล่าว

นอกจากนี้ นายสมัคร กล่าวตอนหนึ่งว่า ยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะถ้าไม่เปลี่ยนแปลงก็อยู่ไม่ถนัด.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 17:43:48

น.ต.ประสงค์ แนะนายกฯ คนใหม่ วางตัวให้เหมาะสม

มหาวิทยาลัยหอการค้า 5 ก.พ. - “อานันท์” ปัดแสดงความเห็น “สมัคร” เป็นนายกฯ คนใหม่ ขณะที่ “น.ต.ประสงค์” แนะ วางตัวให้เหมาะสม มีวจีไพเราะ ชี้ความเชื่อมั่นทางการเมือง ถือเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารประเทศ ไม่ขอแสดงความเห็น ครม.ชุดใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.00 น. วันนี้ (5 ก.พ.) คณะทำงานรณรงค์เลือกตั้งใสสะอาด ในคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดเสวนาวิชาการ “บทเรียนเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550” ณ มหาวิทยาลัยหอการค้า โดย นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ร่วมการเสวนาด้วย

ก่อนการเสวนา นายอานันท์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ถึงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ว่าจะสามารถนำพาประเทศให้ผ่านพ้น และไม่กลับเข้าสู่ยุคปฏิวัติอีกหรือไม่ โดยกล่าวว่า “ผมตาบอด เป็นใบ้ พูดไม่ออก และไม่ขอให้ความเห็นใด ๆ”

ขณะที่ น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งผู้นำทางการบริหาร ใครมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ต้องเข้าใจว่าเป็นภาระหน้าที่ มีความรับผิดชอบมาก และต้องการฝากว่า นายกรัฐมนตรีควรวางตัวให้เหมาะสม มีวจีที่ไพเราะ สงเคราะห์คนทุกชั้น มีความสม่ำเสมอ จึงจะสามารถนำองค์กร และมีผู้ให้ความร่วมมือ ถ้านากยรัฐมนตรีบกพร่องในคุณสมบัติ ก็ต้องปรับปรุงแก้ไข

ผู้สื่อข่าวถามถึง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ที่ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะสร้างความสมานฉันท์ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นได้ น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารประเทศ หากประชาชนไม่เชื่อมั่น จะบริหารจัดการและทำงานลำบาก อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นอยู่ที่องค์ประกอบ เหมือนวงดนตรี ที่ต้องมีนักดนตรี เครื่องดนตรี และผู้ควบคุมวง เป็นองค์ประกอบสำคัญ

“ถ้าโน้ตดี คนเล่นไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากฟัง และถ้าคนเล่นดี โน้ตไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากฟัง รัฐมนตรีเปรียบเหมือนนักดนตรี กระทรวงคือเครื่องดนตรี นายวงคือนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องดูความเหมาะสม นักดนตรีบางคนไม่เคยเล่นดนตรีมา ก็อาจจะเล่นไม่ได้เรื่อง บางคนเล่นดนตรีไม่ถนัด เหมือนอยู่ในกระทรวงที่ไม่ถนัด ความเชื่อมั่นก็ไม่มี หรือถ้านายวงคุมวงไม่ดี คุมตามความรู้สึกของตัวเอง อยากให้เล่นดนตรีชิ้นไหนก็ชี้ คนก็จะเบื่อหน่าย ไปแสดงที่ไหนเขาก็ขับไล่” น.ต.ประสงค์ กล่าว

ต่อกรณีที่นายสมัครออกมายอมรับว่า คณะรัฐมนตรีขี้เหร่ จะกำหนดกรอบเวลาการทำงานหรือไม่ น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นหน้าตาคณะรัฐมนตรีที่แท้จริง ว่ามีใครบ้าง แต่ถ้าเป็นไปตามข่าว หลายคนคงรู้สึกเช่นเดียวกันว่าไม่ค่อยเชื่อถือ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อน อย่างไรก็ตาม ขอดูความชัดเจน หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีก่อน จึงจะพูดว่าการทำงานน่าจะเป็นไปในทิศทางใด และอยู่ได้นานเท่าใด แต่ขอฝากว่าเมื่อต้องรับผิดชอบประเทศ ประชาชนทั้งประเทศกำลังรอดูอยู่ ว่าจะบริหารงานเป็นไปอย่างไร

“ขณะนี้ทุกอย่าง ผมมองว่าสภาพเหมือนก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งความรู้สึกดังกล่าว จะสามารถพิสูจน์ได้ เมื่อมีคณะรัฐมนตรีใหม่มาบริหารประเทศ ถ้าไม่เป็นตัวแทนสามี ก็ภรรยา ลูก พ่อ ตัวแทนนักการเมืองที่ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 โดยเฉพาะคนที่เป็นเจ้าของวงที่แท้จริงอยู่ที่ฮ่องกง แต่หลายคนบอกว่า ต้องให้เวลาในการทำงาน ส่วนจะมีปฏิวัติอีกหรือไม่ ไม่มีใครคาดการณ์ได้ อยู่ที่ผู้ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบว่า อย่าสร้างเงื่อนไขในสิ่งที่เราไม่ต้องการ” น.ต.ประสงค์ กล่าว

ส่วนที่รัฐบาลใหม่เตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนำนโยบายประชานิยมเข้ามาใช้ น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลไปอ่านรัฐธรรมนูญให้ดี โดยเฉพาะมาตรา 83 และ 84 ที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ ที่กำหนดไว้ว่าผู้ที่มาเป็นรัฐบาลจะต้องทำอย่างไร เมื่อแถลงนโยบายแล้วต้องทำให้ได้ ไม่ใช่พูดเพ้อเจ้อ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดไว้

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งคณะรัฐมนตรีเงามาทำหน้าที่คู่ขนานกับรัฐบาล น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดี แต่นอกจากคณะรัฐมนตรีเงาแล้ว ควรมีวิธีทางการเมืองในการตรวจสอบติดตามอย่างใกล้ชิด มากกว่าการตรวจสอบเลื่อนลอย และประชาชนต้องร่วมตรวจสอบ ภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง รวมกลุ่มตรวจสอบการบริหารงานของภาครัฐ เพราะการตรวจสอบของภาคประชาชนมีความสำคัญยิ่งกว่าคณะรัฐมนตรีเงา.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 17:30:35

ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับ ครม.ชุดใหม่

ทำเนียบรัฐบาล 5 ก.พ.-ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ว่า เจ้าหน้าที่กองพิธีการ กองงานสถานที่ ของทำเนียบรัฐบาล ได้เตรียมจัดสถานที่เพื่อต้อนรับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยได้เตรียมจัดโต๊ะ เก้าอี้ จำนวน 37 ตัว แบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 ที่นั่ง พร้อมจัดเตรียมโต๊ะกลางไว้วางอาหารว่างและเครื่องดื่ม ภายในตึกสันติไมตรี หลังนอก


ทั้งนี้ มีกำหนดการว่า นายสมัคร และคณะรัฐมนตรีทั้งหมด จะนัดพบกันที่ทำเนียบรัฐบาล เวลาประมาณ 15.00 น. วันพรุ่งนี้ (6 ก.พ.) เพื่อเตรียมเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ โดยเมื่อเดินทางมาถึงจะเข้าพักที่ตึกสันติไมตรี จากนั้นจะมีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่บริเวณสนามหญ้า หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่ไว้ให้ช่างภาพ เพื่อเก็บภาพประวัติศาสตร์ครั้งนี้แล้ว

ส่วนภายในห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี บนตึกไทยคู่ฟ้า เจ้าหน้าที่กองการสถานที่ ได้เข้าทำความสะอาด และจัดเตรียมห้องให้พร้อม เพื่อที่นายสมัคร เข้าทำงานได้ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายสมัคร ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก วันศุกร์ที่ 8 ก.พ.นี้ เวลา 09.30 น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 17:28:10

ชาวเน็ทรุมประนามระบอบพันธมิตรคัมแบ็ค

วันอังคารที่ 4 ก.พ. 51 เวลา 10.00 น. แกนนำอดีตพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงฟื้นพันธมิตรประชาชนฯ ต้านระบอบทักษิณ อ้างสถานการณ์กลับสู่ยุคก่อน 19 ก.ย.อีก

หลังการแถลงข่าวดังกล่าวมีการแสดงความเห็นรุมประมาณนับพัน ผ่านทางเวบไซท์ชื่อดังมากมาย อาทิ pantip.com, sanook.com, kapook.com, mthai.com ความเห็นส่วนใหญ่กล่าวถึงความไม่เหมาะสมในการสร้างความวุ่นวายให้แก่ประเทศเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยนำประเทศมาเป็นข้ออ้างเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

หลากหลายความคิดเห็นอาทิ

- ขอร้องเถอะครับ ให้เค้าได้บริหารประเทศไปเถอะ ถ้ามันไม่ดียังไงก็มีหน่วยงานทั้งภายใน ภายนอกตรวจสอบอยู่แล้ว อย่ามาก่อความเดือดร้อนอีกเลย สงสารลูกหลานบ้างนะครับ

- กบฎ สนธิ ลิ้ม มันคือต้นเหตุที่ทำให้ประเทศไทยเราต้องประสบกับปัญหาต่างๆ มากมายดึง เบื้องสูงมาแอบอ้างสารพัดคำพูดและการกระทำของมันล้วนแต่เป็นการบ่อนทำลายชาติ และคำว่า พันธมิตรประชาชน ก็ล้วนแต่เป็นพันธมิตรของพวกมันเองทั้งนั้น ไม่ได้มาจากประชาชนจริงๆ แผ่นดินไทยเราจะได้กลับสู่ความร่มเย็นสักที ( นรกเท่านั้นที่เหมาะกับมันที่สุด )

- เมื่อประชาชนตัดสินแล้ว คนพวกนี้ยังบังอาจมาก่อให้เกิดความไม่สงบอีกหรือ ต่อไปคงต้องเล่นงานของหาล้มล้างรัฐบาลแน่ เอาข้อหาหนักให้มันรับประทานไปเลย คนพวกนี้ไม่อยากจะพูดว่ามันเขวี้-ยขนาดไหน ถ้ามันเชื่อมั่นว่าประชาชนเห็นด้วยกับพวกมัน มันก็ตั้งพรรคการเมืองมาแข่งกับเขาซิ จะมาก่อความวุ่นวายข้างถนนทำไม ต่อไปก่อนที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ ผมขอให้รัฐบาลจัดการกับคนกลุ่มนี้ก่อน เพราะมันเป็นตัวถ่วงความเจริญและเป็นอุปสรรคขวากหนามต่อระบอบประชาธิปไตย

- นี่แหละพวกที่ทำให้บ้านเมืองแตกแยกตัวจริง พวกนี้จะทำให้เกิดสถานการณ์เผชิญหน้าอีกครั้งหนึ่ง และจะทำให้พวกอกหัก เพราะพรรค ปชป.ไม่ได้เป็นรัฐบาลรวมตัวกัน ต่อต้านรัฐบาล จนอยู่ไม่ได้ มวลชนแต่ละขั้วจะไม่ยอมกัน และเกิดม๊อบชนม๊อบอะไรจะเกิดขึ้น พวกนี้ไม่ยอมรับผิดชอบอยู่แล้ว และจะโยนความรับผิดชอบให้รัฐบาล ผมละเกลียดพวกนี้ อิ๊บอ๋าย เลย

- เริ่มจาก ASTV คราวนี้เรียกรวมกลุ่มพาล มารวมกันอ้างทักษินอีก พวกนี้ปล่อยไว้ไม่ได้เลยแผ่นดินลุกเป็นไฟอีกแน่ๆๆ เตรียมสำรองของกินใช้จ่ายประหยัดหน่อยละกันถ้าท่านนายกไม่รีบแก้ไข ปล่อยพวกนี้เข้ามาเผาอีกหลายๆ วันสุดท้ายแมงสาปเข้าผสมโรงอีก แล้วจะมีคนที่อ้างตัวว่าเป็นคนชั้นสูงมาอีก ต่อไปก็จะมีตาแก่ฟันหลอกับยายเจ้ไปตะโกนด่า สุดท้ายประชาชนก็ไปไม่รอด เกิด คอมอชอ อีกใช่ไหมท่านนายกครับเป็นห่วงท่านจริงๆๆ

- เขามีเวทีให้เล่นไม่เล่น ชอบเล่นนอกสภา ก่อม๊อบ หากินกวนเมืองไปวันๆ หากมีความรู้ก็ทำไมไม่ลงสมัครเลือกตั้ง ไม่ใช่จะว่าแดกดันนะครับ หากการเมืองเข้ากระดูกถึงขั้นนี้แล้ว ลงเถอะครับ ลงรับเลือกตั้ง ทำแบบนี้ไม่สวย หาเรื่องเจ็บตัวแท้ๆ เชียว ผมไม่นิยมแบบนี้ครับ

นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันมิตรฯ ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา กรณีหมิ่นประมาทอดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 25 ธ.ค. 2550 โดยศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่า จำเลยกล่าวหาโจทก์โดยไม่พิสูจน์ทางหลักนิติศาสตร์ มุ่งหวังกระแสโค่นล้มนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ยุยงให้ประชาชนแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย และใช้สีเหลืองอันเป็นสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม ล้วนเป็นการสร้างภาพว่า นายสนธิ กับพวก อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของโจทก์ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์

อ่าน ศาลตัดสินจำคุก‘สนธิ'3 ปีหมิ่น‘ทักษิณ'

อ่าน ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล

จาก hi-thaksin

กรุงเทพโพลระบุภาพลักษณ์ประเทศไทยในรัฐบาลใหม่โดยรวมยังไม่ดี

กรุงเทพฯ 5 ก.พ.- กรุงเทพโพลเผยผลสำรวจ “ภาพลักษณ์ประเทศไทยกับทิศทางการสื่อสารของรัฐบาลชุดใหม่” โดยรวมยังไม่ดี เสนอรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับภารกิจการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นอันดับต้น ๆ คือ เรื่องสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งบันเทิงในประเทศไทย

ผศ.สุนิสา ประวิชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แถลงผลสำรวจ “ภาพลักษณ์ประเทศไทยกับทิศทางการสื่อสารของรัฐบาลชุดใหม่” จากประชาชนในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและจังหวัดหัวเมืองของแต่ละภาค เมื่อต้นปีที่ผ่านมา อายุ 21 ปีขึ้นไป จำนวน 2,088 คน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจติดตามข่าวสารความเป็นไปของประเทศไทยที่รัฐบาลเผยแพร่สู่ประชาชนในช่วงที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 75.7 โดยให้เหตุผลว่าเพื่อทราบความเป็นไปของบ้านเมือง รวมถึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน สำหรับกลุ่มที่ไม่สนใจติดตามข่าวสาร ซึ่งมีร้อยละ 24.3 ให้เหตุผลว่า ข่าวสารมีความซ้ำซาก น่าเบื่อ มีแต่ข่าวทะเลาะกัน และไม่มีความน่าเชื่อถือ

สำหรับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ประชาชนเห็นว่าประเทศไทยมีภาพลักษณ์โดยรวมไม่ดีนัก โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.74 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 เมื่อพิจารณาภาพลักษณ์ประเทศไทยในแต่ละด้านพบว่า ภาพลักษณ์ด้านการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีมีคะแนนสูงที่สุด ร้อยละ 5.86 รองลงมาได้แก่ ด้านการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร ร้อยละ 5.08 ขณะที่ภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงทางการเมืองมีคะแนนต่ำที่สุด ร้อยละ 3.75 ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 80.7 เห็นว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศยังเป็นประเด็นสำคัญที่เป็นจุดอ่อนในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในช่วงที่ผ่านมา และร้อยละ 54.5 เห็นว่ารัฐบาลขาดการสื่อสารประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องจริงจัง

นอกจากนี้ ยังเห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรให้ความสำคัญกับภารกิจการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นอันดับต้น ๆ คิดเป็นร้อยละ 54.7 โดยจุดขายที่รัฐบาลชุดใหม่ควรนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยคือ เรื่องสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งบันเทิงในประเทศไทย และเห็นควรให้มีการแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านการประชาสัมพันธ์มาเป็นที่ปรึกษาในการสร้างภาพลักษณ์ ร้อยละ 57.4.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 15:09:49

เงาอับแสง

รัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กำลังถูกต่อต้านจากพลพรพรรคฝ่ายค้าน ประชาธิปัตย์ โดยการตั้งรัฐบาลเงา


หากจะพูดในเชิงกฎหมาย รัฐบาลเงา ที่ว่าคงไม่มีสถานะใด ๆ ที่บัญญัติเอาไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และ กฎหมายอื่นใด ที่พอจะอนุโลมได้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องตรงตามเจตนารมย์ ตามที่ชอบนำมากล่าวอ้างกัน

น่าแปลกใจที่ พรรคประชาธิปัตย์ ชอบอ้างเรื่องกฎหมาย จนหลาย ๆ คนบอกว่า เหมือนสำนักงานทนายมากกว่าพรรคการเมือง หากจะยิ่งเพิ่มความเก่าแก่ไปด้วยแล้ว เหมือนกับ พิพิธภัณท์สำนักงานทนายความ นั่นแหละ...ถูกใจ ใช่เลย

รัฐบาลเงาที่ว่า จะมีความหมายถึง นายกรัฐมนตรีเงา 1 ตำแหน่ง และ รัฐมนตรีเงา อีก 35 ตำแหน่ง กระนั่นหรือ กระนั่นหรือ และมีอำนาจในการเรียกข้าราชการมาซักไซ้ไล่เรียงความกันได้หรือไม่เพียงใด ผลการทำงานใครจะเป็นคนตรวจสอบ

ที่จริงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มีช่องทางในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล คือ ในสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งกระทำผ่าน ได้หลายช่องทาง เช่น การตั้งกระทู้ถาม การเสนอญัตติ การยื่นอภิปรายทั่วไป การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากนี้ยัง คณะกรรมาธิการสามัญ หรือ คณะกรรมาธิการวิสามัญ คณะต่างๆ เข้ามาร่วมช่วยตรวจสอบ นี่คือบทบาทในสภาผู้แทนราษฏร ในอาคารรัฐสภา

นี่หรือไม่คือคำที่ว่า การเมืองควรเล่นกันในสภา คือมีการนำเรื่องราวในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐด้านต่าง ๆมาเข้าสู่รัฐสภา ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ขอเอกสารทางราชการ ขอให้ข้าราชการมาชี้แจง ขอให้รัฐมนตรีมาชี้แจง หรือ นายกรัฐมนตรีมาชี้แจงก้อทำได้หมด

แต่เพราะบางพรรคการเมืองถนัดกับการนำการเมืองไปเล่นกันนอกสภา จนทำให้ประเทศชาติวิกฤติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่หรือ?

วันนี้มีความพยายามที่การเมืองจะออกไปเล่นนอกสภาผู้แทนราษฎรกันอีก

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ออกมาเคลื่อนไหวเชิงตีปลาหน้าไทร จะมีกลุ่มผู้ชุมเกษตรกร และผู้เรียกร้องประชาธิปไตย เดินขบวนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

เป็นการออกมาประกาศภายหลังจากที่ พรรคการเมืองหนึ่ง ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเงา ประกบกับรัฐบาลจริง

เห็นทีบ้านเมืองมันเข้าเค้าว่าจะกลับไปสู่เหตุการณ์เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมาเสียอีกกระมัง

รัฐบาลยังฟอร์ม ครม.ไม่เสร็จสิ้น เพราะมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี เยอะแยะมากมายไปหมด จนคนหลายคนไม่กล้าเข้ามาอยู่ในห้วงเหวแห่งนี้ คนดีมีความรู้มีความสามารถถูกสกัดกั้นไม่ให้เข้าสู่ถนนการเมือง มารับใช้ประชาชนประเทศชาติ

รัฐบาลเงา ของ พรรคการเมืองนี้ หลายคนงุนงงสับสนเพราะล้วนคนหน้าเดิม ๆ ที่เคยมีจิต อคติ เคยเข้าไปร่วมก๊วนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เชื้อเชิญทหารเข้าไปล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และ ฉีกรัฐธรรมนูญ

วันนี้ เขายังจะแต่งตั้งรัฐบาลเงา ที่มีจิตอคติเหล่านี้เข้ามาร่วมเป็น ครม.เงา กันได้อีก น่าแปลกไหม?

มันสะท้อนให้เห็นถึง การหยั่งรากลึกในความคิดของ คนในพรรคการเมืองนี้ ที่ไม่มีความเข้าใจในจิตวิญญาณประชาธิปไตยเลย แม้แต่นิดเดียว ทั้งที่ในอดีตของพรรคการเมืองนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในการต่อสู้กับเผด็จการ เชิดชูแนวทางประชาธิปไตย

ที่บอกว่าจิตอคติ เพราะ หากพรรคการเมืองต้องการจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ควรจะมีการจัดตั้ง รัฐบาลเงา เพื่อตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ในช่วงการปฏิวัติรัฐประหาร 1 ปี 5 เดือนที่ผ่านมา ทั้งที่ลูกพรรคเสนอ แต่ผู้บริหารพรรคไม่มีการสนอง
จะอ้างว่า ...กลัว ไม่กล้า

จะอ้างว่า ...กฏหมายไม่เปิดโอกาส

จะอ้างว่า ...รัฐสภาไม่มี บ้านเมืองไม่ปกติ ... แล้วแต่จะอ้างกันไป

แต่ยิ่งอ้างจะยิ่งได้คำตอบว่า รัฐบาลเงา เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองหนึ่งเท่านั้นที่จะนำมาเป็นอาวุธประหัตรประหารกันข้างนอกสภา หวังสร้างสีสันทางการเมืองเท่านั้น

สีสันการเมืองแบบเดิมๆ นี้ จะ เป็นที่ต้องรสนิยมของพี่น้อง มวลประชามหาชาชน ฝั่งฝาประชาธิปไตย ได้จริงหรือไม่เพียงไร ... ได้แต่หวังว่า อย่าเป็นเพียง เงาอับแสง ที่มืดบอดทางประชาธิปไตย แบบเดิม จนบ้านเมืองวุ่นวายก็แล้วกัน

'พปช.'โต้เดือด'ปชป.'กรณีเพิ่ม'กมธ.'

ส.ส.พรรคพลังประชาชนออกโรงโต้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กรณีเพิ่มกรรมาธิการเพราะเป็นการให้ตบรางวัลให้กับส.ส.พรรคพลังประชาชน ชี้ชอบแต่กระแนะกระแหน ผลงานไม่เคยปรากฎจนประชาชนเบื่อหน่าย ด้วยเหตุนี้จึงแพ้มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มาถึงพรรคพลังประชาชน

นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่พรรคพลังประชาชน กล่าวตอบโต้นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุสาเหตุการเพิ่มกรรมาธิการเป็น 36 คณะ เพราะพรรคพลังประชาชนจะได้ประโยชน์ ว่า การเพิ่มกรรมาธิการไม่ได้เป็นการให้ตบรางวัลให้กับส.ส.พรรคพลังประชาชน ตามที่พรรคฝ่ายค้านกล่าวอ้าง แต่เป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงาน เช่น กรรมาธิการการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ และกรรมาธิการแก้ปัญหาภัยพิบัติ รูปแบบต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดซึ่งหากมีการเพิ่มกรรมาธิการปัญหาต่างๆก็จะสามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว ประโยชน์ก็จะตกแก่ประชาชน

'ขอร้องฝ่ายค้านอย่าเอาปากมาทำการเมืองโจมตีคนอื่น กระแนะกระแหน รู้แล้วว่าปากดี แต่ผลงานไม่เคยปรากฎประชาชนก็เบื่อแล้ว การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนพรรคประชาธิปัตย์คิดไม่เป็น ทำงานแบบข้าราชการมาตลอด เลยแพ้มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มาถึงพรรคพลังประชาชนก็ยังแพ้อีก ดังนั้นควรเอาสมองไปคิดในเรื่องที่สร้างสรรค์จะดีกว่า' นายสุรพงษ์กล่าว

“เลี้ยบ” เขย่าเก้าอี้ “ธาริษา” บี้ ธปท.ปลดล็อกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ [5 ก.พ. 51 - 03:52]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลที่มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นหัวหน้าทีมคุมภาพรวมเศรษฐกิจและว่าที่ รมว.คลัง ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกันเพื่อเตรียมรับมือผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยเฉพาะกับนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. หากไม่สามารถเจรจากับผู้บริหารระดับสูงของ ธปท.เพื่อดำเนินนโยบายภายใต้มาตรการเพื่อรักษาค่าเงินบาทให้มีดุลยภาพได้ทั้งระดับค่าเงินบาทในและต่างประเทศได้ หรือหากไม่สามารถใช้นโยบายการเงิน เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย การแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง มาตรการกันสำรอง 30% เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินการของรัฐบาลในนโยบาย การกระตุ้นเศรษฐกิจได้แล้ว


จึงจำเป็นที่ต้องเตรียมสรรหาบุคคลที่มีความรู้และความสามารถเข้าไปบริหารแทนผู้ว่าการ ธปท.คนปัจจุบัน ซึ่งบุคคลที่คาดว่าจะถูกทาบทามเข้ามานั่งตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ประกอบด้วย 1. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง, นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจการคลัง, นายพิชัย ชุณหวชิร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงิน บริษัท ปตท.และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย

ทั้งนี้ เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ต้องการให้มีการส่งสัญญาณเพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่ารัฐบาลไม่มีมาตรการควบคุมการเข้า-ออกของเงินทุน และต้องส่งสัญญาณที่จะตั้งเป้าค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงอยู่ระดับที่เท่าใดหรือต้องมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาผสมผสานกันเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนไม่ใช่จะยืนกรานมาตรการปิดกันการลงทุนเช่นนี้

ขณะที่ผู้สื่อข่าวกระทรวงการคลังระบุว่าเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง ได้ลงนามอนุมัติให้เปิดกว้างการถือครองเงินตราต่างประเทศโดยไม่จำกัดสำหรับกรณีเป็นรายได้จากแหล่งเงินในต่างประเทศจากปัจจุบันจำกัดวงเงินเป็นไม่จำกัดวงเงิน ทั้งนี้ตามเกณฑ์ปัจจุบัน รายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่มาจากแหล่งเงินในต่างประเทศและนำฝากในบัญชีเงินฝากในต่างประเทศถูกจำกัดว่าในกรณีที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่มีภาระผูกพันบุคคลธรรมดาถือครองได้ไม่เกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯและนิติบุคคลไม่เกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในกรณีที่เป็นเงินฝากที่ไม่มีภาระผูกพันบุคคลธรรมดาถือครองได้ไม่เกิน 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนิติบุคคลถือครองได้ไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

แสดงให้เห็นว่าการอนุมัติของ รมว.คลัง ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า มาตรการกันสำรอง 30% ของ ธปท.ต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพราะการประกาศดังกล่าวเท่ากับเป็นการยกเลิกข้อจำกัดที่เข้มงวดของ ธปท.เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสามารถถือครองดอลลาร์สหรัฐฯในต่าง ประเทศโดยไม่จำกัดจำนวนเงินอีกต่อไป โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป

สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการผ่อนคลายการถือครองเงินตราต่างประเทศคือเพื่อให้บุคคลไทยที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศของตน โดยอาจมีความจำเป็นต้องการนำเงินตราต่างประเทศดังกล่าวไปชำระภาระผูกพันหรือลงทุนในต่างประเทศในอนาคตและยังช่วยลดต้นทุนทางการเงินแก่ธุรกิจไทย หรือเป็นทางเลือกให้แก่ธุรกิจไทยในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแทนการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าและเพิ่มความสมดุลในการถือครองสินทรัพย์และหนี้สินสกุลเงินตราต่างประเทศของเอกชนในประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภาวะการซื้อขายค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นจากเมื่อสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ 32.90-32.91 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ และแข็งค่ามากที่สุดทำสถิติใหม่ที่ 32.88 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ถือเป็นการแข็งค่าในรอบ 10 ปี ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินทุกสกุลในภูมิภาคเอเชีย

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทีมเศรษฐกิจของพรรค กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้ว่า มีความกังวลในหลายระดับทั้งระดับชาวบ้าน ที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ระดับผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผลกำไรลดลง การลงทุนยังไม่กลับคืนมา การส่งออกเพิ่มขึ้นแต่ไม่มีกำไร จึงไม่เกิดการลงทุนเพิ่มเติม ขณะที่ระดับโลก ที่เศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว ราคาน้ำมันแพงและระดับนโยบายรัฐบาลที่ไม่เชื่อแนวนโยบายประชานิยม และยังเชื่อว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีก เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเห็นว่ามาตรการกันสำรอง 30% ไม่ได้ช่วยทำให้เงินบาทอ่อนค่าและสนับสนุนให้ยกเลิก หากยกเลิกแล้วอาจจะทำให้เงินบาทแข็งค่าระยะหนึ่ง แต่จากนั้นจะไม่มีผล ทั้งนี้ การยกเลิกส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนที่จะดีขึ้น แต่ต้องมีนโยบายอื่นมาใช้แทน ส่วนกระแสข่าวที่ว่า นพ.สุรพงษ์จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.คลังนั้น ต้องรอดูว่าบทบาทของการเป็นผู้กำหนดนโยบาย จะทำได้ดีหรือไม่ รวมทั้งในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ก็ถือว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ.

ปชป.ไม่ขัดเมกกะโปรเจกต์ ตั้ง 2 เงื่อนไข 'ยั่งยืน-คุ้มค่า' [5 ก.พ. 51 - 14:37]

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าววันนี้ (5 ก.พ.) กรณีรัฐบาลเตรียมทำโครงการขนาดใหญ่ หรือ เมกกะโปรเจกต์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจภายในประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เห็นด้วยที่จะมีโครงการขนาดใหญ่ และมีเม็ดเงินลงไปถึงระดับชุมชน แต่ต้องการให้ประเมินความคุ้มค่า และขอให้ได้ประโยชน์สูงสุด

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า หากจะนำโครงการที่เป็นประชานิยมในสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาใช้ จะต้องทบทวน เพื่อไม่ให้เกิดความฟุ่มเฟือยแล้วไม่ยั่งยืน และต้องไม่มีการทุจริตคอรัปชัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องการเสนอคือ อย่าคิดกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีปัญหาอื่นที่รอการแก้ไขในระยะยาว


"ขอให้รัฐบาลระมัดระวังทุกโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ โครงการระดับชุมนุม ขอให้เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์จริงๆ เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็น แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี ไม่ใช่ว่าไปกระตุ้นเพียงเพราะเงินลงไป แล้วมันหายไป ไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์ในระยะยาว หรือซ้ำร้าย คือไปสร้างภาระในระยะยาว หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยทั้ง 2 วิธีนี้ ไม่ขัดข้อง แต่ขอให้ดูความคุ้มค่าของทุกโครงการจริงๆ และยั่งยืน" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวและว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้าน จะรอฟังนโยบายของรัฐบาลก่อน และจะมีข้อเสนอแนะต่อไป แต่คงไม่ถึงขั้นที่จะทำเป็นนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาออกมาควบคู่ เพราะเกรงจะเกิดความสับสน เพียงแต่จะมีข้อเสนอแนะบางอย่างที่คิดว่า หากรัฐบาลมองข้ามไปจะไม่ดี


บรรหาร เชื่อจะได้รับความเป็นธรรมจาก กกต.ในคดียุบพรรค

กรุงเทพฯ 5 ก.พ. - นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการพิจารณาคดียุบพรรคการเมืองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเชื่อว่า จะได้รับความเป็นธรรม ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจง กกต.แล้ว และเชื่อว่าก่อนที่ กกต.จะมีคำตัดสิน คงจะให้โอกาสพรรคเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. จึงไม่ขอพูดถึงเหตุการณ์ล่วงหน้า

“ฝนจะตก มันก็ต้องตก แดดจะออก มันก็ต้องออก จะให้ทำอย่างไรได้ เขาคงให้เราไปชี้แจงก่อน อย่าถามว่า ยุบแล้วจะมีปัญหาหรือไม่ ผมไม่ตอบคำถามที่ถามไปไกล มันไกลเกินไปแล้ว” นายบรรหาร กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 14:38:57