กรุงเทพฯ 5 ก.พ.-นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวถึงสัญญาณที่ว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาจจะรวมกลุ่มกันอีกครั้งเพื่อต่อต้านรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับเมื่อครั้งต่อต้านระบอบทักษิณในอดีต ว่า ต้องขึ้นอยู่กับตัวนายสมัครเอง ว่าจะบริหารประเทศโดยรับใช้ หรือสานต่อระบอบทักษิณหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้พันธมิตรฯ กำลังจับตามองอยู่ แม้หลายคนจะรู้สึกผิดหวังต่อผลการเลือกตั้ง แต่ขอบอกว่าอย่าเพิ่งท้อแท้ จะปล่อยให้มวลชนเคว้งคว้างไม่ได้ เพราะฐานกำลังพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ระดับปัญญาชน และอยู่ในเขตเมือง ดังนั้น จึงต้องเกาะเกี่ยวไว้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, February 5, 2008
สุริยะใส ขู่ สมัคร หากป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ให้พ้นผิด เจอพันธมิตรฯ รอบ 2 แน่
คอยดูหิมะจะตก
เว็บแทบระเบิดนี่คือบรรยากาศของ “คอการเมือง” ผู้นิยมเล่นโพสต์ข้อความแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองกันบนเว็บบอร์ดซึ่งนิยมกันมากก็คือห้องราชดำเนินเว็บพันทิป กับห้องสนามหลวงฟอรั่มเว็บไฮ-ทักษิณหัวข้อหนึ่งที่มีการแลก
เปลี่ยนความเห็น และให้ช่วยกันค้นหาความจริงก็คือทำไมค่ายผู้จัดการ ทั้งโดยเว็บแมเนเจอร์และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ ถึงได้ถล่ม พล.อ.สพรั่งกัลยาณมิตร หนักหน่วงมากในกรณีการเซ็นเช็คสั่งจ่ายค่าบริหารโรงแรมโนโวเทล สนามบิน
สุวรรณภูมิ 101 ล้านบาท ให้กับกลุ่มร่วมค้ายูนิเวอร์แซลฯด้วยการตั้งชื่อเรื่องว่า “พล.อ.สพรั่ง เหลือบในคราบวีรบุรุษ”ดังที่เรานำรูปเช็คมาลงในฉบับวานนี้ข้อเขียนเรื่องนี้เดือดระอุมาก อยากอ่านก็ขอให้เปิดอ่านเอาได้ใน www.manager.co.thและยังมีเรื่องราวอื่นๆ เขียนตี พล.อ.สพรั่ง อย่างรุนแรงต่อเนื่องด้วย
คอการเมืองไม่กรี๊ดอย่างไรไหว เพราะก่อนหน้านี้ใครก็รู้ว่าเว็บผู้จัดการ คือ สุดยอดมหามิตรของ พล.อ.สพรั่ง ถ้อยทีถ้อยอาศัย ตามสัมภาษณ์ ให้สัมภาษณ์ รับลูกส่งลูกถล่ม“ทักษิณ ชินวัตร” อย่างมีประสิทธิภาพอาจจะมีคนสงสัยว่า รูปที่ “บางกอกทูเดย์” เอาขึ้นเป็นปกใหญ่ในฉบับนี้ ทำไมถึงได้เอามาลงอีก เพราะเราลงไปในหน้า 5 ฉบับวานนี้ไปแล้วตอบว่า
ที่เอามาลงอีกก็เพราะว่า “เราตื่นเต้นมาก”มันเกิดเรื่องร้อนมาซ้ำเหตุการณ์ในรูปนี้อีกอย่างเหลือเชื่อบ่ายๆ 4 ก.พ.51 มีข่าวออกมา พล.อ.สพรั่ง ให้สัมภาษณ์นักข่าวอย่างดุเดือดประกาศกำลังให้ทหารกรมพระธรรมนูญ หาช่องทางยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสื่อ 100 ล้านบาทพล.อ.สพรั่ง ไม่ได้ออกชื่อว่าจะฟ้องสื่ออะไร
แต่เท่านี้เราก็ระทึกแล้ว เพราะสื่อของค่ายผู้จัดการได้ถล่มพล.อ.สพรั่ง หนักหน่วงและรุนแรงมาก มันแรงกว่าสื่อของค่ายที่เป็นอริกับ พล.อ.สพรั่ง มายาวนานเสียอีกเราก็เลยเอารูปที่ พล.อ.สพรั่ง กำลังเอียงตัวไปคุยกับ “สนธิลิ้มทองกุล” เจ้าของค่ายผู้จัดการ มาลงอีกครั้งเพื่อสื่อความหมายว่า การฟ้องร้องเรียกเงิน 100 ล้านบาทจะเกิดขึ้นได้หรือไม่
หรือว่า พล.อ.สพรั่ง แค่พูดขณะที่กำลังเดือดในคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.สพรั่ง ครั้งนี้ ไม่ได้มีประเด็นแค่ประกาศจะฟ้องสื่อเรียกค่าเสียหายที่ถูกหมิ่นประมาท 100ล้านบาทเท่านั้น ยังมีการกล่าวไปถึงว่าได้นำเรื่องราวทั้งปวงที่เป็นเบื้องหลังที่ถูกโจมตีไปบอก“ผู้ใหญ่” ให้รู้แล้วว่า ใครบงการให้ตีกรี๊ดก็เท่ากับว่า คำพูดของ พล.อ.สพรั่ง เรียกเอาเสียงร้องกรี๊ด
แห่งความมันออกมาได้ดังๆ หลายกรี๊ดเลยทีเดียวนี่คือคำตอบว่า “ผู้ใหญ่” กับ พล.อ.สพรั่ง ไม่เคยห่างเหินกันนี่คือคำตอบว่า “ผู้ใหญ่” ไม่เคยวางมือจากสถานการณ์บ้านเมืองนอกจากนี้ ในคำกล่าวล่าสุดของ พล.อ.สพรั่ง ยังประกาศด้วยว่าพร้อมที่จะกลับมาอีกได้ทุกเมื่อซึ่งก็ย่อมหมายความว่า ความเป็นไปทางการเมืองที่เดินหน้า
ไปอย่างหมุนติ้ว เร็วมากจนแทบจะมองไม่ทันนั้น มันไม่ได้Smooth As Silk หรือมันไม่ได้นุ่มประดุจใยไหมแต่ประการใดยังมีการคุมเชิงกันอยู่พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม พูดกับนักข่าวในนาทีอำลาตำแหน่ง รมว.กลาโหม เมื่อตอนเช้า 4 ก.พ.51เชื่อว่า “สมัคร สุนทรเวช” จะไม่แทรกแซงการโยกย้าย
นายพลทหาร เพราะสมัครเป็นคนจริง รักทหาร และถ้าแทรกแซงก็มีสิทธิที่จะหลุดจากตำแหน่งกับติดคุกได้ทำปากหวาน แต่เล่นเอาคุกมาขู่กันเลยทีเดียวพ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม 2550 คือ ไม้ตายของกองทัพไทยดังนั้น นี่เท่ากับว่าใครจะวิเคราะห์ฟันธงว่า ฝ่ายอำนาจทักษิณกับฝ่ายอำนาจผู้ใหญ่ของ พล.อ.สพรั่ง จูบปากกันแล้ว...ย่อมไม่ได้
แม้ว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะเผลอตัวเล่าให้นักข่าวฟังว่า ได้คุยโทรศัพท์มือถือกับ “ทักษิณ ชินวัตร” แล้ว และยังให้สัมภาษณ์ “จอม เพชรประดับ” ในรายการ “ตัวจริงชัดเจน” ที่จะออกจอรายการข่าว TNN ของ True เวลา5 ทุ่ม ในคืนวันที่ 9 ก.พ.51 ที่จะถึง โดย พล.อ.สนธิออกปากชมว่า นายกฯ สมัครเป็นคนเสียสละเพื่อชาติ ก็ไม่ได้
หมายความว่า “ผู้ใหญ่” ยกเลิกศึกตาม พล.อ.สนธิ ไปด้วยเพื่ออรรถรสแห่งการรับข่าวสารให้ละเอียด รู้อย่างกำซาบในความจริงแห่งสถานการณ์ เราก็ขอลงคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.สพรั่ง ให้อ่านกันคำต่อคำนักข่าว...ขอทราบเกี่ยวกับที่มีการนำข้อมูลการบริหารงานไม่โปร่งใส ในการทำหน้าที่ประธานบอร์ด ทอท. และทีโอทีมาเปิดเผยในสื่อมวลชนขณะนี้
พล.อ.สพรั่ง...ขณะนี้กำลังพิจารณา โดยให้ฝ่ายกฎหมายของกรมพระธรรมนูญดูว่าเข้าข่ายหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายจะดำเนินการฟ้องร้องทันที เพราะรู้สึกว่าตอนแรกความเป็นสุภาพบุรุษของเราคิดว่าเขาคงจะได้อายบ้าง แต่รู้แล้วว่าไม่ใช่ ก็จะต้องสู้เลย สู้ทุกคนที่คิดว่าเป็นศัตรูกับชาติบ้านเมือง ผมสู้หมดเลย ผมได้ให้กรมพระธรรมนูญฟ้องร้องกับคนเหล่านี้จำนวน 100 ล้านบาท
โดยเงินที่ฟ้องร้องจะนำไปให้การกุศลทั้งหมด สื่อมวลชนเห็นความบัดสีบัดเถลิงของพวกนี้หรือยัง บ้านเมืองจะฉิบหายเพราะคนชั่วพวกนี้ ถ้าจะโกงไม่ต้องมาเป็นประธานบอร์ดหรอกคนพวกนี้มันโง่ ชั่วช้า เลวทรามนักข่าว...เหตุใดถึงได้เอาหลักฐานออกมาโจมตีตอนนี้พล.อ.สพรั่ง...ไม่เอา ผมไม่อยากพูด น้องไปหาคำตอบเอาเอง
พันธมิตรทั่วประเทศเขาเข้าใจผม มีการโทรศัพท์มาให้กำลังใจและเชื่อว่าสิ่งที่เป็นข่าวที่เรียกว่าจับแพะชนแกะ มีเป้าหมายที่สกปรกเป็นพิเศษนักข่าว...มีการระบุว่า บอร์ดชุดที่เข้าไปทำงานทำให้กำไรลดลงถึง 90%พล.อ.สพรั่ง...ลดลงเพราะอดีต และเรากำลังประคองอยู่ให้เข้มแข็ง แต่เขาพยายามจะบิดเบือนข่าวว่าเรามาทำ ทั้งที่
ข้อเท็จจริงพนักงานเขารู้อยู่ ถ้าเราทำไม่ดีพนักงานคงจะทำให้เราได้รับผลกระทบ เพราะพนักงานเขารู้ว่าใครคือคนที่ปกป้อง หรือใครไปทำเหตุชั่วไว้ก่อน หรือใครแอบผสมโรงปรารถนาลามก เขารู้หมด บ้านเราใครมีโอกาสที่ดี ใครได้ใช้เครื่อง บางสิ่งบางอย่างเป็นเรื่องปกตินักข่าว...ท่านจะพูดถึงพฤติกรรมของคนเหล่านี้อย่างไร
พล.อ.สพรั่ง...ยังไม่พูด เพราะว่าเราไม่เคยคิดชั่ว เราเห็นว่าใครเลวอย่าเลวแบบเขาก็แล้วกันนักข่าว...การงัดหลักฐานขึ้นมาโจมตีตอนนี้ แสดงว่าท่านไปขัดขวางผลประโยชน์ของเขาพล.อ.สพรั่ง...คำถามก็คือคำตอบ อยู่ดีๆ เขาจะมาเขียนได้อย่างไรนักข่าว...การทำงานที่ผ่านมา 1 ปี 4 เดือน ทุกอย่างที่ทำเกิดย้อนศรกลับมาหาตัวเราหมด
พล.อ.สพรั่ง...ไม่ได้ย้อนศร กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้าใครที่รักชาติบ้านเมืองจริงๆ คนที่รักผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเขาย่อมตอบได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน และผมเข้ามาดูแลส่วนไหนที่ดี ส่วนไหนเป็นความผิดของใครชัดเจนอยู่แล้ว เพียงแต่ข่าวสารนำมาปะติดปะต่อ เอาตามความเห็นตามบัตรสนเท่ห์หรือ
ตามคนเลวบางคนมาเขียน ผมไม่ได้เดือดร้อนในเรื่องที่เขียนแต่ผมสงสารประเทศชาติ ถ้าสังคมเราคนเลวสามารถใช้สื่อได้และสื่อไม่ช่วยตรวจสอบน่าเป็นห่วง ลำพังผมไม่เดือดร้อนเพราะพันธมิตรรักผมทั่วประเทศอยู่แล้วนักข่าว...จะจัดการอย่างไรกับคนเลวๆ พวกนี้พล.อ.สพรั่ง...ให้ฟ้าลงโทษ เขาทำกรรมอะไรไว้ในอดีต
ก็ขอให้เขาได้รับก็แล้วกันนักข่าว...เสียใจหรือไม่ ที่เขาใช้คำว่าวีรบุรุษมาย้อนเกล็ดท่านพล.อ.สพรั่ง...ไม่สนใจในคำพูด แต่สนใจในเจตนานักข่าว...ที่ถูกโจมตี เป็นเพราะไปขัดผลประโยชน์เขาใช่หรือไม่พล.อ.สพรั่ง...เอาอย่างนี้ จะว่าขัดหรือไม่ขัด สิ่งใดที่เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ผมมีหน้าที่สนับสนุน สิ่งใดที่จะก่อให้เกิดความ
เสียหายต่อชาติบ้านเมือง ผมจะเข้าไปขัดขวางยับยั้งและป้องกันและห้ามปราม ซึ่งมีหลักการชัดเจนอยู่แล้ว คนที่จะเดือดร้อนคือ คนที่เขากำลังคิดว่าผมไปทำชั่วในนั้น เขาจะต้องสู้ผมอยู่แล้วแล้วทำไมผมถึงไม่กลัวคนเหล่านั้น ก็เพราะว่าผมไม่ได้ทำ ทั้งนี้ผมไม่กลัวคนจะเกิดความเข้าใจผิด เพราะพันธมิตรเข้าใจดี คือกลุ่มคนดีเรียบร้อยนักข่าว...การถูกโจมตีครั้งนี้ เป็นเพราะท่านพยายามเก็บตัว
เงียบไม่ค่อยแอ็กชั่นหรือเปล่าพล.อ.สพรั่ง...ไม่หรอก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคงไม่เกี่ยวกับการเก็บตัว เรื่องนี้เราจะต้องรู้จักมารยาทในการแสดงออก ถ้าเราทำหน้าที่ก็จะต้องเปิดตัวกับสื่อ แต่เมื่อเราถูกมาจัดวางในตำแหน่งที่ไม่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องของคนอื่นทำต่อไปนักข่าว...ถ้าบ้านเมืองเกิดวิกฤติอีก ท่านพร้อมที่จะเข้ามา
ช่วยเหลือหรือไม่พล.อ.สพรั่ง...โอ๊ย นั่นเป็นหน้าที่พลเมืองดีทุกคนอยู่แล้วจะต้องช่วยอยู่แล้ว แม้แต่ผมก็พร้อมอยู่แล้วนักข่าว...มีความเห็นอย่างไร ต่อการควบตำแหน่งรมว.กลาโหม ของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีพล.อ.สพรั่ง...ไม่เป็นไร ผมไม่วิจารณ์ ผมมีมารยาทในการที่
จะไม่แสดงอะไรออกมา ผมไม่เคยสู้กับใครแบบอันธพาล ผมไม่เคยสู้กับใครด้วยความรู้สึกที่ว่าเราอยู่กับคนละฝ่าย ผมไม่ได้คิดแบบนั้น ผมทำตามหน้าที่ ตอนที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ก็ทำหน้าที่เพื่อปกป้องรักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่เกี่ยวกับเรื่องการไปทำหน้าที่พิพากษาใครนักข่าว...ที่ปฏิบัติอย่างนั้น เป็นเพราะมีความเป็นสุภาพบุรุษ
ใช่หรือไม่ ก็เลยเมื่อทุกอย่างจบแล้วก็จะต้องจบพล.อ.สพรั่ง...ทหารจะต้องเป็นสุภาพบุรุษนักข่าว...ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยต่อสายกับ ผบ.เหล่าทัพต่างๆ แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์มาหาท่านบ้างหรือไม่พล.อ.สพรั่ง...โอ๊ย ผมไม่ได้ใหญ่โตขนาดที่ใครจะมาโทรศัพท์หา
นักข่าว...มีหลายคนพูดเยอะแยะ เกี่ยวกับการลงนามสัญญากับบริษัทเอไอเอส ให้สัญญาณโทรศัพท์ระบบ 3 จีพล.อ.สพรั่ง...ไม่จริงๆ ให้ไปถามทีโอทีดีกว่า เพราะว่าสังคมจะได้รู้ว่าพนักงานในองค์กรนั้นเขาก็รักองค์กรอยู่แล้ว ถ้าผมคิดไม่ได้แล้วจะเหลือหรือไม่ ซึ่งจะต้องชัดเจนอยู่แล้ว คนที่
ลงข่าวปรารถนาลามก เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่วใส่คนอื่นคนอย่างนี้สังคมยังต้อนรับอีกหรือ เขารู้ว่าเป็นใคร ผมจะไม่ทำตัวตกหลุมพราง น้องๆ ไม่ต้องตั้งคำถามว่าเป็นใคร เพราะว่าเจ้าตัวรู้ดีว่าคิดชั่วนักข่าว...ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ โทรศัพท์มาหาจะรับหรือไม่พล.อ.สพรั่ง...เรื่องนี้เราตั้งข้อสมมติฐานขึ้นมาเอง
นักข่าว... พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีก็ประกาศว่าได้พูดคุยกันแล้วในฐานะพี่น้องเตรียมทหารกับพ.ต.ท.ทักษิณ ตัวท่านจะคุยหรือไม่พล.อ.สพรั่ง...เอาเหตุเกิดก่อนแล้วค่อยถามได้หรือไม่ ตอนนี้เรื่องยังไม่เกิด และยังไม่มีใครโทรมาหาด้วยนักข่าว...ถ้ามีการโทรศัพท์มาจริงๆ ท่านพร้อมที่จะพูดคุยเคลียร์ใจเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์หรือไม่
พล.อ.สพรั่ง...ผมไม่ใช่เป็นคนที่พูดไม่รู้เรื่อง ผมเป็นคนที่มีเหตุผล การพูดคุยผมพิจารณาได้ สิ่งที่พูดคุยนั้นเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองต้องพูด แต่ถ้าเป็นประโยชน์กับตัวเองและบ้านเมืองเสียหาย ผมไม่ยอมเท่านั้น แต่หากทำเพื่อชาติบ้านเมืองก็พร้อมที่จะพูดคุยด้วย แต่ผมไม่ใช่บุคคลสำคัญอะไรจะต้องมาพูดคุยด้วย แต่ถ้ามีตำแหน่งอีกตำแหน่งอาจจะไม่ต้อง
พูด และผมไม่ทราบว่าได้มีการพูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพอื่นๆ หรือเปล่า และผมจะไม่ถาม เพราะจะต้องรู้ว่าสถานะผมอยู่ตรงไหนก็ทำตรงนั้น ที่เราทำมาไม่ได้ทำเพื่ออยากดัง แต่ทุกอย่างทำตามหน้าที่ เมื่อหมดหน้าที่ก็ให้คนอื่นทำ ที่ผ่านมาผมภูมิใจ อย่าให้ความภูมิใจเราสูญหายไป เราไม่ได้สูญเสียหรือเสียใจเรื่องอะไรนักข่าว...ขณะนี้ท่านยังเป็นห่วงเรื่องอะไรอีกหรือไม่
พล.อ.สพรั่ง...เรื่องทั้งหมดประชาชนตัดสินไปแล้ว ความรู้สึกของประชาชนที่รักชาติบ้านเมืองคิดอย่างไร ผมก็คิดอย่างนั้นอยู่แล้วนักข่าว...ตอนนี้เรายังเชื่อว่าตัวเราเป็นผ้าขาวอยู่หรือไม่พล.อ.สพรั่ง...ไม่มีอะไรที่จะไปคิดตักตวงอะไรในระหว่างการทำหน้าที่ ผมมีแต่ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ผมช่วยอยู่แล้ว เจ้าตัวรู้ดี ทุกคนรู้ดี แต่เราไม่ต้องไปโฆษณา แต่
คนเลวตีเราเป็นเรื่องธรรมดา เขาจะต้องรับผลกรรมที่ทำชั่วฟ้าดินลงโทษอยู่แล้ว คอยดูประเทศไทยจะมีหิมะตกเหมือนที่เวสต์แบงก์นักข่าว...เห็นมีข่าวบอกว่า ท่านได้มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่ในบ้านเมืองแล้วพล.อ.สพรั่ง...ผู้ใหญ่ที่รักผมเขาก็เข้าใจ แค่บอกความจริงเขาก็รับไม่ได้ต่อสิ่งที่ผมถูกใส่ร้าย ผมบอกหมดเลยว่าเป็นใคร
สื่อมวลชนไปเจาะเอาเองก็แล้วกันว่าเป็นใคร ผมบอกกับผู้ใหญ่เหล่านั้นไปแล้วว่าเป็นใครบ้าง ผมไม่เคยอ้ำอึ้งผ่านสื่อว่า ผู้ใหญ่ที่เคารพในบ้านเมืองเป็นใครนักข่าว...ใช่ พล.อ.เปรม หรือไม่พล.อ.สพรั่ง...ผมไม่พูดถึงว่าพูดกับใคร และผมไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ผมพูดกับผู้ใหญ่ในบ้านในเมืองก็แล้วกัน
กก.กลางอิสลามฯ เสนอทางแก้ปัญหาใต้ ประหารชีวิต หากค้นพบอาวุธ
พลังประชาชน 6 ก.พ.-คณะกรรมการกลางอิสลามฯ นำกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดี “สมัคร สุนทรเวช” พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ปลอดอบายมุขและปลอดอาวุธภายใน 3 เดือน หลังจากนั้นหากตรวจค้นพบอาวุธในบ้านใด หัวหน้าครอบครัวต้องถูกประหารชีวิต หลัง 6 เดือน ทหารต้องกลับกรม กอง ตำรวจพกกระบองแทนอาวุธ ขณะที่ “สมัคร” รับนำข้อเสนอไปหารือทหาร แต่เห็นว่าโทษประหารชีวิตแรงเกินไป
นายพิเชษฐ สถิรชวาล เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นำกรรมการและผู้แทนจุฬาราชมนตรี เข้ามอบกระเช้าดอกไม้ แสดงความยินดีกับนายสมัคร สุนทรเวช ในโอกาสที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และกล่าวว่า คณะกรรมการกลางอิสลามฯ ยินดีสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่บริหารประเทศ พร้อมให้ความสนับสนุนในการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกเรื่อง
ด้านนายบรรจง โซ๊ะมณี รองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามฯ ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ว่า ต้องทำให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปลอดอบายมุข และปลอดอาวุธ ภายในเวลา 3 เดือน โดยคนที่มีอาวุธต้องให้นำมาคืนเจ้าหน้าที่ เมื่อครบ 3 เดือน หากตรวจค้นพบว่าบ้านใดยังมีอาวุธอยู่ หัวหน้าครอบครัวต้องถูกประหารชีวิต และหลังจาก 6 เดือนแล้ว ทหารต้องกลับเข้ากรม กอง ตำรวจต้องไม่พกอาวุธ ให้พกกระบองแทน โดยให้นายตำรวจยศตั้งแต่ร้อยตำรวจเอกขึ้นไปพกอาวุธได้ และรัฐบาลจะต้องมีนโยบายเรื่องศาสนาและอาชีพ โดยการนำเศรษฐกิจพอเพียงเข้าสู่ชุมชน
ขณะที่ นายสมัคร กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมรับข้อเสนอไปดำเนินการ โดยจะนำไปปรึกษาหารือกับฝ่ายทหาร เพราะแนวทางการแก้ปัญหาของผู้บัญชาการทหารบกก็ทำมาด้วยดี จากนั้นจะเสนอความเห็นต่อสาธารณะ ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางการปลดอาวุธ ถ้าทำสำเร็จ ความสงบจะกลับคืนสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแน่นอน และส่วนตัวต้องการเห็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับคืนสู่ความสงบเหมือนเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาอีกครั้ง
“สมัยนั้นผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่คนไทยพุทธและไทยมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ส่วนข้อเสนอที่ให้ประหารชีวิต ผมเห็นว่าแรงเกินไป ให้จำคุกตลอดชีวิตก็พอแล้ว และผมจะหาเวลาไปเยี่ยมคารวะจุฬาราชมนตรี” นายสมัคร กล่าว
นอกจากนี้ นายสมัคร กล่าวตอนหนึ่งว่า ยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะถ้าไม่เปลี่ยนแปลงก็อยู่ไม่ถนัด.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 17:43:48

น.ต.ประสงค์ แนะนายกฯ คนใหม่ วางตัวให้เหมาะสม
มหาวิทยาลัยหอการค้า 5 ก.พ. - “อานันท์” ปัดแสดงความเห็น “สมัคร” เป็นนายกฯ คนใหม่ ขณะที่ “น.ต.ประสงค์” แนะ วางตัวให้เหมาะสม มีวจีไพเราะ ชี้ความเชื่อมั่นทางการเมือง ถือเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารประเทศ ไม่ขอแสดงความเห็น ครม.ชุดใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.00 น. วันนี้ (5 ก.พ.) คณะทำงานรณรงค์เลือกตั้งใสสะอาด ในคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดเสวนาวิชาการ “บทเรียนเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550” ณ มหาวิทยาลัยหอการค้า โดย นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ร่วมการเสวนาด้วย
ก่อนการเสวนา นายอานันท์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ถึงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ว่าจะสามารถนำพาประเทศให้ผ่านพ้น และไม่กลับเข้าสู่ยุคปฏิวัติอีกหรือไม่ โดยกล่าวว่า “ผมตาบอด เป็นใบ้ พูดไม่ออก และไม่ขอให้ความเห็นใด ๆ”
ขณะที่ น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งผู้นำทางการบริหาร ใครมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ต้องเข้าใจว่าเป็นภาระหน้าที่ มีความรับผิดชอบมาก และต้องการฝากว่า นายกรัฐมนตรีควรวางตัวให้เหมาะสม มีวจีที่ไพเราะ สงเคราะห์คนทุกชั้น มีความสม่ำเสมอ จึงจะสามารถนำองค์กร และมีผู้ให้ความร่วมมือ ถ้านากยรัฐมนตรีบกพร่องในคุณสมบัติ ก็ต้องปรับปรุงแก้ไข
ผู้สื่อข่าวถามถึง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ที่ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะสร้างความสมานฉันท์ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นได้ น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารประเทศ หากประชาชนไม่เชื่อมั่น จะบริหารจัดการและทำงานลำบาก อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นอยู่ที่องค์ประกอบ เหมือนวงดนตรี ที่ต้องมีนักดนตรี เครื่องดนตรี และผู้ควบคุมวง เป็นองค์ประกอบสำคัญ
“ถ้าโน้ตดี คนเล่นไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากฟัง และถ้าคนเล่นดี โน้ตไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากฟัง รัฐมนตรีเปรียบเหมือนนักดนตรี กระทรวงคือเครื่องดนตรี นายวงคือนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องดูความเหมาะสม นักดนตรีบางคนไม่เคยเล่นดนตรีมา ก็อาจจะเล่นไม่ได้เรื่อง บางคนเล่นดนตรีไม่ถนัด เหมือนอยู่ในกระทรวงที่ไม่ถนัด ความเชื่อมั่นก็ไม่มี หรือถ้านายวงคุมวงไม่ดี คุมตามความรู้สึกของตัวเอง อยากให้เล่นดนตรีชิ้นไหนก็ชี้ คนก็จะเบื่อหน่าย ไปแสดงที่ไหนเขาก็ขับไล่” น.ต.ประสงค์ กล่าว
ต่อกรณีที่นายสมัครออกมายอมรับว่า คณะรัฐมนตรีขี้เหร่ จะกำหนดกรอบเวลาการทำงานหรือไม่ น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นหน้าตาคณะรัฐมนตรีที่แท้จริง ว่ามีใครบ้าง แต่ถ้าเป็นไปตามข่าว หลายคนคงรู้สึกเช่นเดียวกันว่าไม่ค่อยเชื่อถือ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อน อย่างไรก็ตาม ขอดูความชัดเจน หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีก่อน จึงจะพูดว่าการทำงานน่าจะเป็นไปในทิศทางใด และอยู่ได้นานเท่าใด แต่ขอฝากว่าเมื่อต้องรับผิดชอบประเทศ ประชาชนทั้งประเทศกำลังรอดูอยู่ ว่าจะบริหารงานเป็นไปอย่างไร
“ขณะนี้ทุกอย่าง ผมมองว่าสภาพเหมือนก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งความรู้สึกดังกล่าว จะสามารถพิสูจน์ได้ เมื่อมีคณะรัฐมนตรีใหม่มาบริหารประเทศ ถ้าไม่เป็นตัวแทนสามี ก็ภรรยา ลูก พ่อ ตัวแทนนักการเมืองที่ติดอยู่ในบ้านเลขที่ 111 โดยเฉพาะคนที่เป็นเจ้าของวงที่แท้จริงอยู่ที่ฮ่องกง แต่หลายคนบอกว่า ต้องให้เวลาในการทำงาน ส่วนจะมีปฏิวัติอีกหรือไม่ ไม่มีใครคาดการณ์ได้ อยู่ที่ผู้ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบว่า อย่าสร้างเงื่อนไขในสิ่งที่เราไม่ต้องการ” น.ต.ประสงค์ กล่าว
ส่วนที่รัฐบาลใหม่เตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนำนโยบายประชานิยมเข้ามาใช้ น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลไปอ่านรัฐธรรมนูญให้ดี โดยเฉพาะมาตรา 83 และ 84 ที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ ที่กำหนดไว้ว่าผู้ที่มาเป็นรัฐบาลจะต้องทำอย่างไร เมื่อแถลงนโยบายแล้วต้องทำให้ได้ ไม่ใช่พูดเพ้อเจ้อ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดไว้
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งคณะรัฐมนตรีเงามาทำหน้าที่คู่ขนานกับรัฐบาล น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดี แต่นอกจากคณะรัฐมนตรีเงาแล้ว ควรมีวิธีทางการเมืองในการตรวจสอบติดตามอย่างใกล้ชิด มากกว่าการตรวจสอบเลื่อนลอย และประชาชนต้องร่วมตรวจสอบ ภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง รวมกลุ่มตรวจสอบการบริหารงานของภาครัฐ เพราะการตรวจสอบของภาคประชาชนมีความสำคัญยิ่งกว่าคณะรัฐมนตรีเงา.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 17:30:35

ทำเนียบรัฐบาลเตรียมพร้อมรับ ครม.ชุดใหม่
ทำเนียบรัฐบาล 5 ก.พ.-ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ว่า เจ้าหน้าที่กองพิธีการ กองงานสถานที่ ของทำเนียบรัฐบาล ได้เตรียมจัดสถานที่เพื่อต้อนรับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยได้เตรียมจัดโต๊ะ เก้าอี้ จำนวน 37 ตัว แบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 ที่นั่ง พร้อมจัดเตรียมโต๊ะกลางไว้วางอาหารว่างและเครื่องดื่ม ภายในตึกสันติไมตรี หลังนอก
ทั้งนี้ มีกำหนดการว่า นายสมัคร และคณะรัฐมนตรีทั้งหมด จะนัดพบกันที่ทำเนียบรัฐบาล เวลาประมาณ 15.00 น. วันพรุ่งนี้ (6 ก.พ.) เพื่อเตรียมเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ โดยเมื่อเดินทางมาถึงจะเข้าพักที่ตึกสันติไมตรี จากนั้นจะมีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่บริเวณสนามหญ้า หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่ไว้ให้ช่างภาพ เพื่อเก็บภาพประวัติศาสตร์ครั้งนี้แล้ว
ส่วนภายในห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี บนตึกไทยคู่ฟ้า เจ้าหน้าที่กองการสถานที่ ได้เข้าทำความสะอาด และจัดเตรียมห้องให้พร้อม เพื่อที่นายสมัคร เข้าทำงานได้ทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายสมัคร ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก วันศุกร์ที่ 8 ก.พ.นี้ เวลา 09.30 น.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 17:28:10

ชาวเน็ทรุมประนามระบอบพันธมิตรคัมแบ็ค
วันอังคารที่ 4 ก.พ. 51 เวลา 10.00 น. แกนนำอดีตพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงฟื้นพันธมิตรประชาชนฯ ต้านระบอบทักษิณ อ้างสถานการณ์กลับสู่ยุคก่อน 19 ก.ย.อีก
หลังการแถลงข่าวดังกล่าวมีการแสดงความเห็นรุมประมาณนับพัน ผ่านทางเวบไซท์ชื่อดังมากมาย อาทิ pantip.com, sanook.com, kapook.com, mthai.com ความเห็นส่วนใหญ่กล่าวถึงความไม่เหมาะสมในการสร้างความวุ่นวายให้แก่ประเทศเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยนำประเทศมาเป็นข้ออ้างเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
หลากหลายความคิดเห็นอาทิ
- ขอร้องเถอะครับ ให้เค้าได้บริหารประเทศไปเถอะ ถ้ามันไม่ดียังไงก็มีหน่วยงานทั้งภายใน ภายนอกตรวจสอบอยู่แล้ว อย่ามาก่อความเดือดร้อนอีกเลย สงสารลูกหลานบ้างนะครับ
- กบฎ สนธิ ลิ้ม มันคือต้นเหตุที่ทำให้ประเทศไทยเราต้องประสบกับปัญหาต่างๆ มากมายดึง เบื้องสูงมาแอบอ้างสารพัดคำพูดและการกระทำของมันล้วนแต่เป็นการบ่อนทำลายชาติ และคำว่า พันธมิตรประชาชน ก็ล้วนแต่เป็นพันธมิตรของพวกมันเองทั้งนั้น ไม่ได้มาจากประชาชนจริงๆ แผ่นดินไทยเราจะได้กลับสู่ความร่มเย็นสักที ( นรกเท่านั้นที่เหมาะกับมันที่สุด )
- เมื่อประชาชนตัดสินแล้ว คนพวกนี้ยังบังอาจมาก่อให้เกิดความไม่สงบอีกหรือ ต่อไปคงต้องเล่นงานของหาล้มล้างรัฐบาลแน่ เอาข้อหาหนักให้มันรับประทานไปเลย คนพวกนี้ไม่อยากจะพูดว่ามันเขวี้-ยขนาดไหน ถ้ามันเชื่อมั่นว่าประชาชนเห็นด้วยกับพวกมัน มันก็ตั้งพรรคการเมืองมาแข่งกับเขาซิ จะมาก่อความวุ่นวายข้างถนนทำไม ต่อไปก่อนที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ ผมขอให้รัฐบาลจัดการกับคนกลุ่มนี้ก่อน เพราะมันเป็นตัวถ่วงความเจริญและเป็นอุปสรรคขวากหนามต่อระบอบประชาธิปไตย
- นี่แหละพวกที่ทำให้บ้านเมืองแตกแยกตัวจริง พวกนี้จะทำให้เกิดสถานการณ์เผชิญหน้าอีกครั้งหนึ่ง และจะทำให้พวกอกหัก เพราะพรรค ปชป.ไม่ได้เป็นรัฐบาลรวมตัวกัน ต่อต้านรัฐบาล จนอยู่ไม่ได้ มวลชนแต่ละขั้วจะไม่ยอมกัน และเกิดม๊อบชนม๊อบอะไรจะเกิดขึ้น พวกนี้ไม่ยอมรับผิดชอบอยู่แล้ว และจะโยนความรับผิดชอบให้รัฐบาล ผมละเกลียดพวกนี้ อิ๊บอ๋าย เลย
- เริ่มจาก ASTV คราวนี้เรียกรวมกลุ่มพาล มารวมกันอ้างทักษินอีก พวกนี้ปล่อยไว้ไม่ได้เลยแผ่นดินลุกเป็นไฟอีกแน่ๆๆ เตรียมสำรองของกินใช้จ่ายประหยัดหน่อยละกันถ้าท่านนายกไม่รีบแก้ไข ปล่อยพวกนี้เข้ามาเผาอีกหลายๆ วันสุดท้ายแมงสาปเข้าผสมโรงอีก แล้วจะมีคนที่อ้างตัวว่าเป็นคนชั้นสูงมาอีก ต่อไปก็จะมีตาแก่ฟันหลอกับยายเจ้ไปตะโกนด่า สุดท้ายประชาชนก็ไปไม่รอด เกิด คอมอชอ อีกใช่ไหมท่านนายกครับเป็นห่วงท่านจริงๆๆ
- เขามีเวทีให้เล่นไม่เล่น ชอบเล่นนอกสภา ก่อม๊อบ หากินกวนเมืองไปวันๆ หากมีความรู้ก็ทำไมไม่ลงสมัครเลือกตั้ง ไม่ใช่จะว่าแดกดันนะครับ หากการเมืองเข้ากระดูกถึงขั้นนี้แล้ว ลงเถอะครับ ลงรับเลือกตั้ง ทำแบบนี้ไม่สวย หาเรื่องเจ็บตัวแท้ๆ เชียว ผมไม่นิยมแบบนี้ครับ
นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันมิตรฯ ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา กรณีหมิ่นประมาทอดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 25 ธ.ค. 2550 โดยศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่า จำเลยกล่าวหาโจทก์โดยไม่พิสูจน์ทางหลักนิติศาสตร์ มุ่งหวังกระแสโค่นล้มนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ยุยงให้ประชาชนแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย และใช้สีเหลืองอันเป็นสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม ล้วนเป็นการสร้างภาพว่า นายสนธิ กับพวก อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของโจทก์ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์
อ่าน ศาลตัดสินจำคุก‘สนธิ'3 ปีหมิ่น‘ทักษิณ'
อ่าน ความจงรักภักดีแบบสนธิ ลิ้มทองกุล
จาก hi-thaksin
กรุงเทพโพลระบุภาพลักษณ์ประเทศไทยในรัฐบาลใหม่โดยรวมยังไม่ดี
กรุงเทพฯ 5 ก.พ.- กรุงเทพโพลเผยผลสำรวจ “ภาพลักษณ์ประเทศไทยกับทิศทางการสื่อสารของรัฐบาลชุดใหม่” โดยรวมยังไม่ดี เสนอรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับภารกิจการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นอันดับต้น ๆ คือ เรื่องสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งบันเทิงในประเทศไทย
ผศ.สุนิสา ประวิชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แถลงผลสำรวจ “ภาพลักษณ์ประเทศไทยกับทิศทางการสื่อสารของรัฐบาลชุดใหม่” จากประชาชนในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและจังหวัดหัวเมืองของแต่ละภาค เมื่อต้นปีที่ผ่านมา อายุ 21 ปีขึ้นไป จำนวน 2,088 คน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจติดตามข่าวสารความเป็นไปของประเทศไทยที่รัฐบาลเผยแพร่สู่ประชาชนในช่วงที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 75.7 โดยให้เหตุผลว่าเพื่อทราบความเป็นไปของบ้านเมือง รวมถึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน สำหรับกลุ่มที่ไม่สนใจติดตามข่าวสาร ซึ่งมีร้อยละ 24.3 ให้เหตุผลว่า ข่าวสารมีความซ้ำซาก น่าเบื่อ มีแต่ข่าวทะเลาะกัน และไม่มีความน่าเชื่อถือ
สำหรับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ประชาชนเห็นว่าประเทศไทยมีภาพลักษณ์โดยรวมไม่ดีนัก โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.74 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 เมื่อพิจารณาภาพลักษณ์ประเทศไทยในแต่ละด้านพบว่า ภาพลักษณ์ด้านการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีมีคะแนนสูงที่สุด ร้อยละ 5.86 รองลงมาได้แก่ ด้านการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร ร้อยละ 5.08 ขณะที่ภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงทางการเมืองมีคะแนนต่ำที่สุด ร้อยละ 3.75 ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 80.7 เห็นว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศยังเป็นประเด็นสำคัญที่เป็นจุดอ่อนในการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในช่วงที่ผ่านมา และร้อยละ 54.5 เห็นว่ารัฐบาลขาดการสื่อสารประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องจริงจัง
นอกจากนี้ ยังเห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรให้ความสำคัญกับภารกิจการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นอันดับต้น ๆ คิดเป็นร้อยละ 54.7 โดยจุดขายที่รัฐบาลชุดใหม่ควรนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยคือ เรื่องสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งบันเทิงในประเทศไทย และเห็นควรให้มีการแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านการประชาสัมพันธ์มาเป็นที่ปรึกษาในการสร้างภาพลักษณ์ ร้อยละ 57.4.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-02-05 15:09:49

เงาอับแสง
รัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กำลังถูกต่อต้านจากพลพรพรรคฝ่ายค้าน ประชาธิปัตย์ โดยการตั้งรัฐบาลเงา
หากจะพูดในเชิงกฎหมาย รัฐบาลเงา ที่ว่าคงไม่มีสถานะใด ๆ ที่บัญญัติเอาไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และ กฎหมายอื่นใด ที่พอจะอนุโลมได้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องตรงตามเจตนารมย์ ตามที่ชอบนำมากล่าวอ้างกัน
น่าแปลกใจที่ พรรคประชาธิปัตย์ ชอบอ้างเรื่องกฎหมาย จนหลาย ๆ คนบอกว่า เหมือนสำนักงานทนายมากกว่าพรรคการเมือง หากจะยิ่งเพิ่มความเก่าแก่ไปด้วยแล้ว เหมือนกับ พิพิธภัณท์สำนักงานทนายความ นั่นแหละ...ถูกใจ ใช่เลย
รัฐบาลเงาที่ว่า จะมีความหมายถึง นายกรัฐมนตรีเงา 1 ตำแหน่ง และ รัฐมนตรีเงา อีก 35 ตำแหน่ง กระนั่นหรือ กระนั่นหรือ และมีอำนาจในการเรียกข้าราชการมาซักไซ้ไล่เรียงความกันได้หรือไม่เพียงใด ผลการทำงานใครจะเป็นคนตรวจสอบ
ที่จริงตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มีช่องทางในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล คือ ในสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งกระทำผ่าน ได้หลายช่องทาง เช่น การตั้งกระทู้ถาม การเสนอญัตติ การยื่นอภิปรายทั่วไป การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นอกจากนี้ยัง คณะกรรมาธิการสามัญ หรือ คณะกรรมาธิการวิสามัญ คณะต่างๆ เข้ามาร่วมช่วยตรวจสอบ นี่คือบทบาทในสภาผู้แทนราษฏร ในอาคารรัฐสภา
นี่หรือไม่คือคำที่ว่า การเมืองควรเล่นกันในสภา คือมีการนำเรื่องราวในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐด้านต่าง ๆมาเข้าสู่รัฐสภา ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ขอเอกสารทางราชการ ขอให้ข้าราชการมาชี้แจง ขอให้รัฐมนตรีมาชี้แจง หรือ นายกรัฐมนตรีมาชี้แจงก้อทำได้หมด
แต่เพราะบางพรรคการเมืองถนัดกับการนำการเมืองไปเล่นกันนอกสภา จนทำให้ประเทศชาติวิกฤติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่หรือ?
วันนี้มีความพยายามที่การเมืองจะออกไปเล่นนอกสภาผู้แทนราษฎรกันอีก
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ออกมาเคลื่อนไหวเชิงตีปลาหน้าไทร จะมีกลุ่มผู้ชุมเกษตรกร และผู้เรียกร้องประชาธิปไตย เดินขบวนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เป็นการออกมาประกาศภายหลังจากที่ พรรคการเมืองหนึ่ง ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเงา ประกบกับรัฐบาลจริง
เห็นทีบ้านเมืองมันเข้าเค้าว่าจะกลับไปสู่เหตุการณ์เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมาเสียอีกกระมัง
รัฐบาลยังฟอร์ม ครม.ไม่เสร็จสิ้น เพราะมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี เยอะแยะมากมายไปหมด จนคนหลายคนไม่กล้าเข้ามาอยู่ในห้วงเหวแห่งนี้ คนดีมีความรู้มีความสามารถถูกสกัดกั้นไม่ให้เข้าสู่ถนนการเมือง มารับใช้ประชาชนประเทศชาติ
รัฐบาลเงา ของ พรรคการเมืองนี้ หลายคนงุนงงสับสนเพราะล้วนคนหน้าเดิม ๆ ที่เคยมีจิต อคติ เคยเข้าไปร่วมก๊วนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เชื้อเชิญทหารเข้าไปล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และ ฉีกรัฐธรรมนูญ
วันนี้ เขายังจะแต่งตั้งรัฐบาลเงา ที่มีจิตอคติเหล่านี้เข้ามาร่วมเป็น ครม.เงา กันได้อีก น่าแปลกไหม?
มันสะท้อนให้เห็นถึง การหยั่งรากลึกในความคิดของ คนในพรรคการเมืองนี้ ที่ไม่มีความเข้าใจในจิตวิญญาณประชาธิปไตยเลย แม้แต่นิดเดียว ทั้งที่ในอดีตของพรรคการเมืองนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในการต่อสู้กับเผด็จการ เชิดชูแนวทางประชาธิปไตย
ที่บอกว่าจิตอคติ เพราะ หากพรรคการเมืองต้องการจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ควรจะมีการจัดตั้ง รัฐบาลเงา เพื่อตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ในช่วงการปฏิวัติรัฐประหาร 1 ปี 5 เดือนที่ผ่านมา ทั้งที่ลูกพรรคเสนอ แต่ผู้บริหารพรรคไม่มีการสนอง
จะอ้างว่า ...กลัว ไม่กล้า
จะอ้างว่า ...กฏหมายไม่เปิดโอกาส
จะอ้างว่า ...รัฐสภาไม่มี บ้านเมืองไม่ปกติ ... แล้วแต่จะอ้างกันไป
แต่ยิ่งอ้างจะยิ่งได้คำตอบว่า รัฐบาลเงา เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองหนึ่งเท่านั้นที่จะนำมาเป็นอาวุธประหัตรประหารกันข้างนอกสภา หวังสร้างสีสันทางการเมืองเท่านั้น
สีสันการเมืองแบบเดิมๆ นี้ จะ เป็นที่ต้องรสนิยมของพี่น้อง มวลประชามหาชาชน ฝั่งฝาประชาธิปไตย ได้จริงหรือไม่เพียงไร ... ได้แต่หวังว่า อย่าเป็นเพียง เงาอับแสง ที่มืดบอดทางประชาธิปไตย แบบเดิม จนบ้านเมืองวุ่นวายก็แล้วกัน
'พปช.'โต้เดือด'ปชป.'กรณีเพิ่ม'กมธ.'
ส.ส.พรรคพลังประชาชนออกโรงโต้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กรณีเพิ่มกรรมาธิการเพราะเป็นการให้ตบรางวัลให้กับส.ส.พรรคพลังประชาชน ชี้ชอบแต่กระแนะกระแหน ผลงานไม่เคยปรากฎจนประชาชนเบื่อหน่าย ด้วยเหตุนี้จึงแพ้มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มาถึงพรรคพลังประชาชน
นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่พรรคพลังประชาชน กล่าวตอบโต้นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุสาเหตุการเพิ่มกรรมาธิการเป็น 36 คณะ เพราะพรรคพลังประชาชนจะได้ประโยชน์ ว่า การเพิ่มกรรมาธิการไม่ได้เป็นการให้ตบรางวัลให้กับส.ส.พรรคพลังประชาชน ตามที่พรรคฝ่ายค้านกล่าวอ้าง แต่เป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงาน เช่น กรรมาธิการการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ และกรรมาธิการแก้ปัญหาภัยพิบัติ รูปแบบต่างๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดซึ่งหากมีการเพิ่มกรรมาธิการปัญหาต่างๆก็จะสามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว ประโยชน์ก็จะตกแก่ประชาชน
'ขอร้องฝ่ายค้านอย่าเอาปากมาทำการเมืองโจมตีคนอื่น กระแนะกระแหน รู้แล้วว่าปากดี แต่ผลงานไม่เคยปรากฎประชาชนก็เบื่อแล้ว การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนพรรคประชาธิปัตย์คิดไม่เป็น ทำงานแบบข้าราชการมาตลอด เลยแพ้มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มาถึงพรรคพลังประชาชนก็ยังแพ้อีก ดังนั้นควรเอาสมองไปคิดในเรื่องที่สร้างสรรค์จะดีกว่า' นายสุรพงษ์กล่าว
“เลี้ยบ” เขย่าเก้าอี้ “ธาริษา” บี้ ธปท.ปลดล็อกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ [5 ก.พ. 51 - 03:52]
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลที่มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นหัวหน้าทีมคุมภาพรวมเศรษฐกิจและว่าที่ รมว.คลัง ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกันเพื่อเตรียมรับมือผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยเฉพาะกับนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. หากไม่สามารถเจรจากับผู้บริหารระดับสูงของ ธปท.เพื่อดำเนินนโยบายภายใต้มาตรการเพื่อรักษาค่าเงินบาทให้มีดุลยภาพได้ทั้งระดับค่าเงินบาทในและต่างประเทศได้ หรือหากไม่สามารถใช้นโยบายการเงิน เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย การแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง มาตรการกันสำรอง 30% เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินการของรัฐบาลในนโยบาย การกระตุ้นเศรษฐกิจได้แล้ว
จึงจำเป็นที่ต้องเตรียมสรรหาบุคคลที่มีความรู้และความสามารถเข้าไปบริหารแทนผู้ว่าการ ธปท.คนปัจจุบัน ซึ่งบุคคลที่คาดว่าจะถูกทาบทามเข้ามานั่งตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ประกอบด้วย 1. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง, นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจการคลัง, นายพิชัย ชุณหวชิร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงิน บริษัท ปตท.และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย
ทั้งนี้ เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ต้องการให้มีการส่งสัญญาณเพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่ารัฐบาลไม่มีมาตรการควบคุมการเข้า-ออกของเงินทุน และต้องส่งสัญญาณที่จะตั้งเป้าค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงอยู่ระดับที่เท่าใดหรือต้องมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาผสมผสานกันเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนไม่ใช่จะยืนกรานมาตรการปิดกันการลงทุนเช่นนี้
ขณะที่ผู้สื่อข่าวกระทรวงการคลังระบุว่าเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง ได้ลงนามอนุมัติให้เปิดกว้างการถือครองเงินตราต่างประเทศโดยไม่จำกัดสำหรับกรณีเป็นรายได้จากแหล่งเงินในต่างประเทศจากปัจจุบันจำกัดวงเงินเป็นไม่จำกัดวงเงิน ทั้งนี้ตามเกณฑ์ปัจจุบัน รายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่มาจากแหล่งเงินในต่างประเทศและนำฝากในบัญชีเงินฝากในต่างประเทศถูกจำกัดว่าในกรณีที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่มีภาระผูกพันบุคคลธรรมดาถือครองได้ไม่เกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯและนิติบุคคลไม่เกิน 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในกรณีที่เป็นเงินฝากที่ไม่มีภาระผูกพันบุคคลธรรมดาถือครองได้ไม่เกิน 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนิติบุคคลถือครองได้ไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
แสดงให้เห็นว่าการอนุมัติของ รมว.คลัง ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า มาตรการกันสำรอง 30% ของ ธปท.ต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพราะการประกาศดังกล่าวเท่ากับเป็นการยกเลิกข้อจำกัดที่เข้มงวดของ ธปท.เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสามารถถือครองดอลลาร์สหรัฐฯในต่าง ประเทศโดยไม่จำกัดจำนวนเงินอีกต่อไป โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป
สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการผ่อนคลายการถือครองเงินตราต่างประเทศคือเพื่อให้บุคคลไทยที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศของตน โดยอาจมีความจำเป็นต้องการนำเงินตราต่างประเทศดังกล่าวไปชำระภาระผูกพันหรือลงทุนในต่างประเทศในอนาคตและยังช่วยลดต้นทุนทางการเงินแก่ธุรกิจไทย หรือเป็นทางเลือกให้แก่ธุรกิจไทยในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแทนการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าและเพิ่มความสมดุลในการถือครองสินทรัพย์และหนี้สินสกุลเงินตราต่างประเทศของเอกชนในประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภาวะการซื้อขายค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นจากเมื่อสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ 32.90-32.91 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ และแข็งค่ามากที่สุดทำสถิติใหม่ที่ 32.88 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ถือเป็นการแข็งค่าในรอบ 10 ปี ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินทุกสกุลในภูมิภาคเอเชีย
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทีมเศรษฐกิจของพรรค กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้ว่า มีความกังวลในหลายระดับทั้งระดับชาวบ้าน ที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ระดับผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผลกำไรลดลง การลงทุนยังไม่กลับคืนมา การส่งออกเพิ่มขึ้นแต่ไม่มีกำไร จึงไม่เกิดการลงทุนเพิ่มเติม ขณะที่ระดับโลก ที่เศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว ราคาน้ำมันแพงและระดับนโยบายรัฐบาลที่ไม่เชื่อแนวนโยบายประชานิยม และยังเชื่อว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีก เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเห็นว่ามาตรการกันสำรอง 30% ไม่ได้ช่วยทำให้เงินบาทอ่อนค่าและสนับสนุนให้ยกเลิก หากยกเลิกแล้วอาจจะทำให้เงินบาทแข็งค่าระยะหนึ่ง แต่จากนั้นจะไม่มีผล ทั้งนี้ การยกเลิกส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนที่จะดีขึ้น แต่ต้องมีนโยบายอื่นมาใช้แทน ส่วนกระแสข่าวที่ว่า นพ.สุรพงษ์จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.คลังนั้น ต้องรอดูว่าบทบาทของการเป็นผู้กำหนดนโยบาย จะทำได้ดีหรือไม่ รวมทั้งในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ก็ถือว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ.




