WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 6, 2008

สมชาย เผยหารือนโยบายรัฐบาลกับพรรคร่วมในที่ประชุม ครม. 8 ก.พ.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะหารือเรื่องนโยบาย เพราะแต่ละพรรคการเมืองมีนโยบายที่แถลงไว้กับประชาชน ดังนั้น ทุกพรรคควรมีส่วนร่วมที่จะเสนอนโยบาย ส่วนจะแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรได้เมื่อใด เป็นเรื่องที่สภาฯ จะนัดหมาย และเชื่อว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกจะหารือคร่าว ๆ เกี่ยวกับนโยบาย และตั้งกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณาเรื่องนโยบาย ซึ่งขณะนี้มีการวางกรอบการทำงานไว้บ้างแล้ว


ส่วนการแบ่งหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีนั้น นายสมชาย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังไม่ได้มอบหมายให้ ซึ่งขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้พิจารณาและมอบหมายงานให้แต่ละคน ซึ่งหากมอบหมายงานอะไร ตนก็จะทำให้ดีที่สุด แต่ส่วนตัวมีความถนัดงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เพราะเคยทำงานด้านนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (7 ก.พ.) เวลา 08.00 น. ตนจะเดินทางเข้าไปทำงานในทำเนียบฯ เป็นวันแรก.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-06 15:51:41

แถลงการณ์กลุ่มทักษิณคัมแบ็ค กรณีกลุ่มพันธมิตรต้านระบอบทักษิณคัมแบ็ค


ที่มา เวบไซต์ TSCB
6 กุมภาพันธ์ 2551

แถลงการณ์กลุ่ม ทีเอสซีบี ทักษิณคัมแบ็ค
กรณีกลุ่มพันธมิตรต้านระบอบทักษิณคัมแบ็ค

จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ว่า จะกลับมาสร้างขบวนการประชาชน เพื่อทำการต่อต้านรัฐบาลของท่านสมัคร สุนทรเวช ด้วยการกล่าวหาว่า รัฐบาลของท่าน สมัคร สุนทรเวช นั้นเป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การครอบงำของท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ล้วนแต่เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยปราศจากหลักฐานที่แน่ชัด อีกทางต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช นั้น มาจากการได้รับคะแนนเสียงที่ถล่มถลาย แม้จะเป็นการจัดการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ ค.ม.ช.

ดังนั้นการกล่าวหารัฐบาลของท่านสมัคร สุนทรเวช เช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการกล่าวหาประชาชน และดูถูกประชาชนอย่างรุนแรงและไม่น่าจะให้อภัยได้ อีกทั้งท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีกำหนดการจะเดินทางกลับมาประเทศไทย เพื่อต่อสู้คดีต่างๆ ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและ ค.ม.ช.เป็นผู้ยัดข้อกล่าวหา ตลอดจนตั้งระบบพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมอย่างเห็นได้ชัดให้ เช่น คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ หรือ ค.ต.ส. โดยนำผู้ที่เป็นปรปักษ์ ต่อ ท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นผู้ทำการตรวจสอบ แต่กระนั้นก็ดี ก็ยังไม่สามารถเอาความผิดกับท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้และมักมีข้อขัดแย้งกับอัยการ ในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องในกรณีต่างๆ อีกทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นก็ไม่เคยได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ความชัดเจน หรือ แหล่งที่มา

ข้อมูลที่นำมาพูด ดังเสมือนคล้ายกับจงใจใส่ร้ายป้ายสี เช่น การทุบพระพรหมที่แยกราชประสงค์ หรือปฏิญญาฟินแลนด์ เป็นต้น อีกทั้งการกระทำที่ผ่านมาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ค.ม.ช.นั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ได้สร้างความไม่เป็นธรรมแก่คนดีมีผลงาน ที่อาสามารับใช้ชาติบ้านเมือง รวมถึงยังสร้างความเสียหายให้แก่ชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง ซึ่งคนปกติที่ดีและรักบ้านเมือง ไม่น่าจะสามารถทำการได้ถึงขณะนี้

อีกทั้ง ณ ขณะนี้บ้านเมืองกำลังกลับเข้าสู่ภาวะอันปกติ ที่จะทำให้ประชาชนทุกคนในประเทศไทย กลับสู่ความสมานฉันท์ เพื่อร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาประเทศไทยให้มีความเจริญยิ่งใหญ่ ทัดเทียบนานาอริยะประเทศ อีกทั้งส่งเสริมความอยู่ดีกินดีอย่างสงบสุข อย่างพอเพียง ด้วยมติของประชาชนคนไทยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550 เพื่อให้เป็นไปตามวิธีทางของระบอบประชาธิปไตย และระบอบความยุติธรรมของบ้านเมือง แต่การกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้ จะทำให้บ้านเมืองกลับสู่สภาพที่วุ่นวายอย่างไม่รู้จักจบสิ้น และการกระทำดังกล่าวนี้ ยังได้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่ทำการใดๆ เพื่อผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นพื้นฐานเลย แต่ล้วนแล้วแต่ทำบนพื้นฐานของอารมณ์แห่งความกลัว กังวล คิดไปเอง และริษยา ที่พรรคพวกของตนนั้นไม่สามารถเข้ามาถืออำนาจรัฐ ด้วยการครองหัวใจของประชาชนคนไทยได้

ดังนั้นเพื่อเป็นสร้างบรรทัดฐานอันถูกต้อง และความเป็นธรรม ของระบบการเมืองของประเทศไทย อันจะนำซึ่งความสุขความเจริญของประเทศไทยอย่างยั่งยืนนั้น ทางกลุ่มทักษิณคัมแบ็ก จึงขอประณามและประกาศจุดยืนในการต่อต้านต่อการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการนี้ อย่างถึงที่สุด และขอเรียกร้องให้ประชาชนคนไทยนั้น ได้โปรดรวมตัวกันร่วมประณามและประกาศจุดยืนอย่างชัดเจน ในการที่จะไม่เข้าร่วม รวมถึงต่อต้านต่อการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการนี้อย่างถึงที่สุด

ท้ายนี้ทางกลุ่มทักษิณคัมแบ็คขอเรียกร้องให้ประชาชนคนไทยทุกท่าน หากได้เห็นแถลงการณ์นี้ หรือได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับแถลงการณ์ ขอได้โปรดช่วยกันบอกต่อคนรอบข้าง และทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง เพื่อที่ประชาชนคนไทยจะได้ไม่ต้องเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการแสวงหาผลประโยชน์จากกลุ่มคนที่มีมิจฉาทิฐิอั นจะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่ยิ่งต่อชาติบ้านเมือง

6 กุมภาพันธ์ 2551
TSCB กลุ่มทักษิณคัมแบ็ค

จาก Thai E-News

ลึกๆ"พันธมิตร"คืนชีพ "ตั้งหลัก"ก่อนถูก"เช็คบิล"

หลังเงียบกันไปนาน กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง สำหรับบทบาท "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ที่ประกาศสลายตัวไปหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

อดีต 5 แกนนำพันธมิตร "สนธิ ลิ้มทองกุล" "สมศักดิ์ โกศัยสุข" "พิภพ ธงไชย" "สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์" "พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" รวมถึงอดีตเลขานุการพันธมิตร "สุริยะใส กตะศิลา" ต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง

บ้างก็เคลื่อนไหวทางจรยุทธ์ผ่านสื่อต่อ บ้างก็ลงสนามการเมือง บ้างก็เคลื่อนไหวภาคประชาชน ตามวิถีของตัวเอง

แต่ที่แน่ๆ แกนนำทั้งหมดยังมีการอัพเดทข้อมูล นัดพูดคุยหารือถึงสถานการณ์การเมืองกันเป็นระยะ

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่มีอดีตแกนนำผู้หนึ่ง ได้กำหนดจังหวะเวลาในการปรากฏเป็นข่าวสู่สาธารณะจนได้ผล หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ พาดหัวข่าวตรงกันว่า "พันธมิตรเล็งฟื้นชีพ"

เหตุผลที่ปรากฏตามข่าว อ้างว่าเพราะ "ระบอบทักษิณ" กำลังจะกลับมาอีกครั้ง

แต่ที่จริงแล้ว นัยยะของการฟื้นคืนชีพ ประกอบไปด้วยเหตุปัจจัยที่ซับซ้อนหลายประการ

วงในพันธมิตรเล่าว่า แม้บรรยากาศที่ "บ้านพระอาทิตย์" ซึ่งเป็นที่ประชุมจะคึกคักคลาคล่ำไปด้วยบรรดาอดีตแกนนำและแกนนำ 4 ภาค เกือบ 30 คน และมีการถกเถียงถึงการรุกคืบของ "ระบอบทักษิณ" ผ่านทาง "รัฐบาลสมัคร 1" และจังหวะเวลาที่พันธมิตรจะผนึกกันออกมาทำหน้าที่ เพื่อกำหนดจุดยืนไม่ให้เสื่อมสลายไป

แต่นัยหนึ่ง นอกจากเพื่อทำหน้าที่ตามกล่าวอ้าง ที่จะติดตามตรวจสอบการทำหน้าที่ของ รัฐบาล "สมัคร สุนทรเวช" ซึ่งพันธมิตรเชื่อว่า เป็นร่างทรงของ "ระบอบทักษิณ" แล้ว

ยังจุดประสงค์สำคัญ ที่จำเป็นต้องกำหนดพื้นที่ยืนให้ตัวเอง โดยเฉพาะสำหรับอดีตแกนนำบางคน ที่เป็นคู่กรณีกับอำนาจเก่าโดยตรง

เพราะแน่แล้วว่า เมื่ออำนาจเก่ากลับมา ต้องมีรายการเรียกเช็คบิล และอดีตแกนนำหลายคนในขณะนี้ กำลังตกอยู่ในสถานะสุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่ยังทำสื่อเชิงจรยุทธ์ ที่มีความสำคัญในทางธุรกิจเลี้ยงปากท้อง รวมไปถึงคนที่ต่อยอดลงสนามการเมือง

บรรยากาศวันหารือ มีคนเห็น "สนธิ" ค่อนข้างเครียดกว่าคนอื่น เพราะไหนจะต้องปกป้องพิทักษ์ธุรกิจของตัวเองที่กำลังถูกบีบอย่างหนัก โดยเฉพาะโปรเจ็คต์ล่าสุด ที่เจ้าตัวกำลังเตรียมขยายฐานรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ให้เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม เพื่อเป็นฐานที่มั่นคงในการต่อสู้

เครียดซ้ำไปอีกกับกรณี "ประชัย เลี่ยวไพรัตน์" นายทุนใหญ่ทีพีไอ อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ผันตัวลงสนามการเมืองเพื่อความอยู่รอด แต่กลับได้บทเรียนที่แสนเจ็บปวด ผู้เคยสนับสนุนทุนรอนให้รายการโทรทัศน์ในเครือข่าย "เอเอสทีวี" มาวันนี้ทุนรอนเหล่านั้นก็เจือจางไป

จึงไม่แปลก ที่จะมีข่าวกระซ่านกระเซ็น ถึงการ "เกี้ยเซี้ย" กับ "นายใหญ่" โดยตรง เพราะขนาดนายทุนอย่าง "ประชัย" ยังกล้าออกตัวญาติดีกับ "นายใหญ่" แบบไม่ตะขิดตะขวงใจเลย

นอกจากนี้ยังมีเสียงวิจารณ์การนำเสนอข่าว "อำนาจเก่า" ไม่เข้มข้นเหมือนอย่างเคย

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้โครงสร้างพันธมิตรสั่นคลอนไปไม่น้อย

สอดคล้องกับกรณี "พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร" อดีตผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. ผู้มีบทบาทสำคัญในการรัฐประหาร ซึ่งเคยมีภาพแนบแน่นกับพันธมิตร แต่กลับเตรียมฟ้องสื่อบางค่ายที่โจมตีเรื่องการทำงานในฐานะประธานบอร์ด ทอท.

ทุกอย่างสอดคล้องกันหมด และยิ่งกรณี "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน" อดีตประธาน คมช.ออกมายอมรับหน้าตาเฉย ว่าได้ฮัลโหลกับ "อดีตนายกฯทักษิณ" กันแบบฉันพี่น้อง อดีตแกนนำพันธมิตรหลายคนก็เริ่มต่อจิ๊กซอว์ติด

และสิ่งที่ "สนธิ" แห่ง "บ้านพระอาทิตย์" เครียดสุด ก็คือ กรณี "วีระ มุสิกพงศ์" แกนนำ นปก. ในฐานะประธานกรรมการบริหารบริษัท เพื่อนฟ้องน้องพี่ จำกัด ที่อกหักจากการทำสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม "พีทีวี" ที่ไม่ได้ออกอากาศ ได้เข้าพบ "สมัคร" ที่บ้านเพื่อขอให้พีทีวีออนแอร์ได้

และ "สมัคร" ก็ดันรับปาก โดยอ้างเหตุผลว่า ทำไม "เอเอสทีวี" ยังออกอากาศได้

ทีนี้สงครามสื่อจรยุทธ์ ก็จะอุบัติ

ทั้งหมดอธิบายถึงเหตุปัจจัยการฟื้นคืนชีพของพันธมิตรครั้งนี้ที่มีความหลากหลาย เช่นเดียวกับองค์ประกอบการก่อตั้งพันธมิตรในอดีตที่หลากหลายแต่มีจุดประสงค์เดียว คือ ล้ม "ระบอบทักษิณ"

แต่ครั้งนี้ จุดประสงค์ไม่ได้เป็นทิศทางเดียวกันเสียทีแล้ว

ทั้งหมดทำให้ "พล.ต.จำลอง" ยังคงสงวนท่าที แม้จะยังมีสายสัมพันธ์อันดีกันอยู่ตลอดมา แต่ก็เป็นเพียงสายสัมพันธ์ที่หลวมๆ

สำหรับยุทธศาสตร์การดำเนินการต่อจากนี้ พันธมิตรวางไว้ว่าจะมีการประชุมอย่างน้อยทุกสัปดาห์ และดำเนินการตามภารกิจหลัก 2 ประการ ประกอบด้วย สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง ให้แกนนำภาคฟื้นมวลชนในหัวเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อต่อสู้กับระบอบทักษิณ

และสุดท้าย ยกระดับเครือข่ายให้เป็นกลุ่มทางการเมือง กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดย่อม ยังไม่เน้นการชุมนุมขนาดใหญ่ ปล่อยให้เป็นไปตามจังหวะพัฒนาการของสถานการณ์ และอาจพัฒนาไปถึงขั้นตั้งพรรคการเมืองภาคประชาชนในอนาคต...


เงารัฐมนตรี

โดย กาหลิบ


แนวคิดจัดตั้ง “คณะรัฐมนตรีเงา” ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวในสภาผู้แทนราษฎร ถึงจะทำให้เกิดเสียงวิพากษ์เป็น ๒ กระแส โดยฝ่ายที่นิยมพรรคประชาธิปัตย์ก็บอกว่าดี ส่วนฝ่ายที่ไม่ชอบประชาธิปัตย์ก็จะค่อนขอดว่าเล่นการเมืองแบบไม่เลิกไม่รา แต่ก็นับเป็นเรื่องชวนคิดเรื่องหนึ่ง
นี่คือเรื่องของการนำเข้าแนวความคิดจากต่างประเทศคืออังกฤษ ประเทศที่ครอบครัวเวชชาชีวะส่งคุณอภิสิทธิ์ไปเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมฯด้วยทุนที่บ้านนั่นแหละครับ
อังกฤษเขามีรัฐบาลตัวจริงและกลุ่มคนที่คอยคิวเป็นรัฐบาล กลุ่มหลังนี่เป็นเรื่องของฝ่ายค้านล้วนๆ และเรียกขานกันว่ารัฐบาลเงา หรือ shadow cabinet/government
แปลว่ารัฐบาลไปไหนฝ่ายค้านไปด้วย
วางคนประกบกันตัวต่อตัว นายกรัฐมนตรีกับผู้นำฝ่ายค้าน รองนายกรัฐมนตรีกับรองผู้นำฝ่ายค้าน รัฐมนตรีกับรัฐมนตรีเงาแต่ละคน
เวลาอภิปรายในสภาหรือนอกสภาก็ตาม ใครเป็นเงาของใครก็จะติดตามวิพากษ์วิจารณ์คนนั้น ส่วนตัวจริงก็ทำหน้าที่บริหารราชการบ้านเมืองไปตามภารกิจ
เรื่องแบบนี้ฟังเผินๆแล้วก็น่าอนุโมทนาสาธุ และอาจจะเผลอนึกชมคนที่อุตส่าห์ไปคว้าของเขามาใช้ในบ้านเรา
แต่คิดให้ลึกแล้วจะน่าขำมากกว่าน่าชื่นชม
เพราะในอังกฤษนั้น พรรคอนุรักษ์นิยมและพรรคแรงงานเป็นสองข้างที่ออกจะถาวรในระบบการเมืองของเขา ถ้าฝ่ายหนึ่งได้เป็นรัฐบาล ก็แน่ใจได้ว่าอีกฝ่ายจะต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และจะต้องเป็นฝ่ายตั้งรัฐบาลเงาขึ้นมา

ทั้งสองพรรคนี้มีนโยบายพื้นฐานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน พรรคอนุรักษ์นิยมเน้นการสืบทอดวิถีทางเดิมในการบริหารแผ่นดิน ไม่นิยมวิธีใหม่ๆ โดยเฉพาะในแนวความคิดแบบก้าวหน้า แต่ก็ส่งเสริมบทบาทของเอกชนและการค้าเสรี ไม่นิยมการมีสภาพเป็นรัฐสวัสดิการในรูปแบบใดๆทั้งสิ้น นโยบายเปิดพรมแดนอย่างเสรีก็ไม่เอา เพราะถือว่าแผ่นดินอังกฤษเป็นของคนอังกฤษ ส่วนพรรคแรงงานที่วิวัฒนาการมาจากขบวนการเฟเบียน มองโลกตรงกันข้ามหมด พรรคนี้เห็นว่าเศรษฐกิจเสรีอาจจะนำมาซึ่งความฉ้อฉลของระบบทุนนิยม จึงต้องทำให้รัฐบาลมีขนาดใหญ่ไว้เพื่อสร้างสมดุลในทางสังคม รัฐบาลนั้นเองก็เข้าแทรกแซงตลาดเสรีเพื่อจะช่วยเหลือใครก็ตามที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ นโยบายและแนวคิดพื้นฐานแตกต่างกันถึงขนาดนี้ จึงทำให้ภาวะที่ได้พรรคหนึ่งพรรคเดียวมาบริหารประเทศจึงทำให้ระบบรวมเสี่ยงต่อความขาดตกบกพร่อง มีรัฐบาลเงาของอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาคัดง้างเอาไว้บ้าง จึงเท่ากับเติมแนวความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมกันแล้วจึงได้รสชาติที่กลมกล่อม ลดความเสี่ยงของประเทศอังกฤษลงไปเป็นอันมาก แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไปเอาของอังกฤษมาใช้ อุตส่าห์แบกมาจนถึงที่ทำการพรรคถนนเศรษฐศิริ ก็เลยต้องถามกันตรงๆว่าพรรคประชาธิปัตย์คิดว่าตนเองมีนโยบายอะไรมาช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับนโยบายของพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมอีก ๖ พรรคเขาหรือ? ถ้าไม่มี ก็เท่ากับว่ารัฐมนตรีเงาของประชาธิปัตย์คงจะไม่ได้เสนอความคิดอะไรใหม่ๆ หรือทางเลือกอื่นๆสำหรับบ้านเมือง

แต่จะเกาะเขาไปเรื่อยๆ คอยวิจารณ์ซ้ายขวาเหมือนปลาจิ้มฟันจระเข้ที่ดูดกินอาหารจากปากของปลาตัวอื่นๆเท่านั้นเอง สมกับความเป็นพรรคการเมืองที่ถนัดอย่างเดียวคือด่าคนอื่น อย่างนี้ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าแนวความคิดเรื่องรัฐบาลเงามันจะไปไม่ถึงไหน ถ้าคนเขาไม่เบื่อหน่ายไปเสียก่อนเขาก็อาจจะหันกลับมาด่าพรรคประชาธิปัตย์เข้าแทน ในทำนองว่ามือไม่พายแล้วเท้าราน้ำไปทำไม บ้านเมืองตกต่ำมานานปี คนเขาก็อยากเห็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาอยากได้ยินทางออกของปัญหา ไม่อยากได้ยินคนมาบ่นว่าใครให้รำคาญใจและรกหูในปัญหาที่รู้อยู่แล้วว่ามีอยู่ ใช้เวลาว่างๆคิดหานโยบายมาเติมความสมบูรณ์ให้แก่ประเทศดีกว่ากระมังครับ

คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

รมว.พาณิชย์ฟิตจัดเรียกผู้บริหารถกทันทีพรุ่งนี้

รมว.พาณิชย์คนใหม่ เตรียมเรียกประชุมผู้บริหารของกระทรวงเพื่อมอบนโยบายทันทีหลังเข้ารับตำแหน่งวันพรุ่งนี้

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมดเพื่อสรุปผลดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่วันพรุ่งนี้ ขณะที่ข้าราชการส่วนใหญ่ต่างระบุว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านการตลาดและการค้า น่าเข้ามาสานงานต่อจากรัฐบาลที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะจากผลสำรวจต่าง ๆ ของประชาชน ต้องการให้รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ดูแลปัญหาค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูงขณะนี้ จึงเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่จะมีนโยบายกำกับดูแลโดยเฉพาะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้อยู่ระดับเป็นธรรม

ทั้งนี้ ในช่วงเช้าวันนี้ รมว.พาณิชย์และ รมช. พาณิชย์คนใหม่ได้ส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงาน แต่ไม่ได้มีการสั่งให้ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงาน ยกเว้นจัดโต๊ะเก้าอี้ให้มีความเหมาะสม และมีรายงานว่า หลังจากมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ทั้งสองคน จะเรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ (7 ก.พ.)

พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การแบ่งงานภายในกระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้มีการหารือกับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ แต่คิดว่าหลังจากถวายสัตย์ปฏิญาณคงได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้น ซึ่งไม่ว่าเป็นหน่วยงานใด ตนพร้อมปฏิบัติงานเต็มที่ ซึ่งสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลคือ ราคาสินค้า โดยต้องดูปัจจัยต่าง ๆ ว่า ราคาสินค้าแพงขึ้นเกิดจากสาเหตุใดบ้าง หากจะให้ลดราคาสินค้าทันทีก็อาจทำให้กลไกตลาดบิดเบือน จึงจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายหากได้รับมอบหมายให้ดูแลงานดังกล่าว ส่วนการทำงานคาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า จึงจะเริ่มเข้าไปปฏิบัติการ

รัฐธรรมนูญใหม่

ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรี ที่ประกอบกันขึ้นมาหลังการเลือกตั้งครั้งนี้
ก็น่าเห็นใจสำหรับ..สมัคร สุนทรเวช ที่ “รับไม่ได้” สำหรับบางส่วนบางหน้าตาของประดาผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี..รัฐบาลที่ประกอบกันเข้ามาด้วยพรรคการเมือง 6 พรรค ย่อมมีความจำเป็นแตกต่างกันในรายละเอียด..
แต่หากจะต้องกล่าวโทษกันจริงๆ แล้ว
ต้องกล่าวโทษต่อเถยจิตของคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และวางกฎระเบียบให้กับการเลือกตั้ง ที่สร้างเรือนร่างอันพิกลพิการนี้ขึ้นมา
จากผู้แทนที่ต้องฟังมติพรรคอย่างเคร่งครัด กลายเป็นมีสิทธิอิสระอย่างเต็มที่ที่จะโหวตอย่างไรก็ได้ แถมยังโยกย้ายถ่ายเทไปอยู่พรรคไหนก็ได้
เราไม่เคยมีทางสายกลาง..และไม่เคยใช้ทางสายกลาง
ในบางเรื่อง สมาชิกสภาจะต้องเชื่อฟังมติพรรค และจะมีอิสรเสรีในบางเรื่อง..จะต้องมีทางเลือกหรือทางสายกลาง..เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความเป็นเผด็จการของพรรคการเมือง และความผิดปรกติของเหล่าสมาชิกรัฐสภา
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อ..ภารกิจเฉพาะ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เหมาะที่จะเป็นกฏหมายแม่ใหญ่ของแผ่นดิน แต่การด่วนเข้าไปแก้ไข..ก็จะเป็นการเปิดทางให้..ผู้อยากจะสร้างความวุ่นวายสบโอกาศ
ระหว่างนี้..รัฐบาลควรจะสร้างคณะทำงาน ศึกษาหาแนวทางเพื่อปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับความเป็นจริง และไม่ต่อต้านกับธรรมชาติความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะคนไทย
ให้เวลากับการโต้เถียงขัดแย้ง และการแสดงแง่มุมต่างๆ ของผู้คนหลากหลาย
รัฐธรรมนูญที่ถาวรจะเกิดขึ้นมาได้..ไม่จำเป็นจะต้องมีบทกำหนด มีบทลงโทษ หรือมีข้อความมากมายหลายร้อยมาตรา
รัฐธรรมนูญที่ดีนั้น..คือ ความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชนทั้งแผ่นดิน ผู้ทำลายล้างจะไม่สามารถออกกฎหมายมาเพื่อนิรโทษให้กับตนและหมู่คณะได้ และถึงแม้จะทำได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง..แต่ก็จะได้เป็นเช่นนั้นตลอดไป
ใครก็ตามที่ฉีกทำลาย..ตลอดไปเขาคือทรราช

พญาไม้


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

‘เปิดใจ’คนหาเงิน สร้างรถไฟฟ้า

ขอขยายความเรื่องนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ประกาศจะซื้อรถไฟฟ้าบนดินจากบริษัท BTS อีกสักวันอย่างที่บอกไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ สมัย รัฐบาลไทยรักไทย ยุค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม ก็เคยคิดและพยายามมาแล้วแต่ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการ

คลัง หน่วยงานหลักในการหาเงินมาให้รัฐลงทุนเมกะโปรเจกต์ บอกว่า…ในกลุ่มข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับ เมกะโปรเจกต์ ทางด้านรถไฟฟ้า ทั้งกระทรวงการคลังเอง และที่คมนาคม ก็เคยหารือกันอย่างไม่เป็นทางการมาก่อนแต่ด้วย “Agenda” หรือ “วาระ” และ “ธง” ที่ (ยืนยันว่า) แตกต่างจากนายสุริยะ!!!

นายพงษ์ภาณุ บอกอีกว่า...เจบิก หรือ ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น ก็เคยมาขายความคิดเรื่องซื้อ รถไฟฟ้าBTS เพื่อรวมโครงข่ายรถไฟฟ้าเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การจัดการเดียวนายพงษ์ภาณุ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษอย่างยาวถึงที่มาและปัญหา รวมถึงเรื่องซื้อรถไฟฟ้า

BTS ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ถาม ประเด็นที่ นายกฯ สมัครพูดเรื่องมีแนวคิดที่จะให้รัฐบาลชุดใหม่ ไปเทกโอเวอร์รถไฟฟ้าบีทีเอส โดยวิธีการเข้าไปซื้อหนี้ของบีทีเอสมาทั้งหมดเลย และก็เข้าไปเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อจะไปเชื่อมโยงกับโครงข่ายทั้งหมดที่มีอยู่ เห็นคุณพงษ์ภาณุ

บอกว่าจริงๆ ก็เป็นแนวคิดที่ทางเจบิก ทางญี่ปุ่นเขาเคยเสนอมาอยู่แล้ว มีที่มาอย่างไรครับ(ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น)?พงษ์ภาณุ อันนี้ คงอาจจะยังไม่เรียกว่า เป็นการเสนออย่างเป็นทางการอะไร เราก็มีการคุย หารือกันว่า ในที่สุดระบบโครงข่ายรถไฟฟ้าของเรามันควรจะเชื่อมโยงเป็นหนึ่ง

เดียวและก็เป็นเครือข่ายเดียว เพื่อความสะดวก เพื่อความประหยัด เพื่อความอะไร
ต่างๆ สำหรับผู้ใช้บริการนะครับ มีโครงสร้างค่าโดยสารเป็นโครงสร้างร่วมนะฮะ มี
ระบบตั๋วร่วม มีระบบเครือข่ายร่วม มันน่าจะเป็นประโยชน์สูงสุด และเรามองกัน
ว่า ถ้าเกิดเราเปลี่ยนรูปแบบการให้สัมปทานกับเอกชนใหม่นะครับ

มันน่าจะเป็นประโยชน์ ต่อส่วนรวม เพราะฉะนั้นการที่ท่านนายกฯท่านมีดำริว่าจะเข้าไปซื้อหุ้น จากบริษัทบีทีเอสก็เป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะนำไปสู่การเชื่อมโยงระบบ เป็นหนึ่งเดียวครับถาม เคยคุยกันนานแล้วใช่ไหมครับ?พงษ์ภาณุ อันนี้ก็เป็นไอเดีย มานานพอสมควรแล้วนะครับซึ่งตอนนี้ เพิ่งจะมาเป็นรูปเป็นร่าง ดีใจที่ระดับท่านนายกฯ ลงมาดูใน

เรื่องระบบขนส่งมวลชนเองนะครับ อันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีถาม ในส่วนของกระทรวงการคลังก็ดี คุณพงษ์ภาณุก็ดี คมนาคมก็ดี ก็เห็นด้วยกับไอเดียนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะขับเคลื่อนแนวคิดนี้มันอย่างไร เท่านั้นเอง?พงษ์ภาณุ ใช่ครับ โดยเฉพาะคำนึงถึงเราจะมีอีก 9 สายใน

อนาคต ลองนึกภาพดู ถ้าเกิดแต่ละสายต่างคนต่างดำเนินงานเองนะครับ มีสัมปทานแยกต่างหากเนี่ย ผมคิดว่าคงจะโกลาหลพอสมควร เวลาเราเปลี่ยนสาย ซึ่งจะต้องไปเสียค่าขึ้นระบบใหม่อีกทีหนึ่งนะครับ ซึ่งผมคิดว่า อันนี้เป็นภาระที่คงจะหนักพอสมควร สำหรับผู้ที่ใช้บริการนะครับ

ถาม ที่จริงเป็นแนวคิดที่ไม่ใหม่ ยุครัฐบาลไทยรักไทย ยุคคุณสุริยะเป็น
รมว.คมนาคม ก็มีดำริ และก็เคลื่อนกันไปแล้วด้วย ตั้งกรรมการขึ้นมาเจรจากับบีทีเอสแล้วสมัยนั้นคุณพงษ์ภาณุจำได้ไหมครับว่า มันเกิดสะดุดอะไร?พงษ์ภาณุ ตอนนั้นยังไม่ได้เข้ามาทำเรื่องนี้โดยตรงครับ ผมเองไม่ได้ติดตาม ว่ามันสะดุด

อะไร ขึ้นมานะครับถาม ฮึๆๆ ครับพงษ์ภาณุ- แต่ผมคิดว่า มันเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากกันนะครับ แต่ละรูปแบบก็มีประโยชน์ไม่เหมือนกันนะครับ มีข้อเสียไม่เหมือนกันนะครับ ได้อย่างคงจะเสียอย่างนะครับประสิทธิภาพต่างๆ เราคงจะต้องชั่งน้ำหนักดูในภาพรวมนะครับ

ถาม แต่ว่าสถานการณ์มันลึกถึงขนาด เราก็แจกสัมปทานกันไปแล้วนะครับ บีที
เอสก็รายหนึ่ง ในส่วนของรถไฟฟ้าใต้ดินก็รายหนึ่ง แอร์พอร์ตลิงค์ก็อีกรายหนึ่ง และก็ 9 สายก็กระจายกันไป เดี๋ยวการรถไฟฯ มั่ง เดี๋ยว รฟม.มั่ง อะไรประมาณนั้น สุดท้ายนี่แนวคิดที่เคยหารือกันในกลุ่มคนที่รับผิดชอบเรื่องรถไฟฟ้า

ได้คุยกันและก็แลกเปลี่ยนกับทางเจบิก จะขึ้นรูปเรื่องรวมโครงข่ายรถไฟฟ้าเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไรครับ มีพิมพ์เขียวทำนองนี้ ไว้บ้างไหมจะเชื่อมร้อยเข้าหากันอย่างไร?พงษ์ภาณุ จริงๆ ก็มีความคิดอยู่หลายรูปแบบ ผมเรียนว่าตอนนี้ เรามีมติ ครม.สมัยรัฐบาลที่แล้วนะครับ ที่ให้ดำเนินการในรูปแบบต่างๆ

นะครับ สายสีแดง ก็ทางการรถไฟฯ จะเป็นผู้ Operate ถ้าเกิดเป็น สายสีม่วง สายสีน้ำเงิน ก็จะมีการให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานของ กทม. เป็นสายที่เป็นส่วนต่อขยายของบีทีเอสนะครับ จะมีเอกชนเข้ามาทำเช่นเดียวกัน ทั้งนี้รูปแบบต่างๆ เราได้ริเริ่มในเรื่องระบบตั๋วร่วมนะครับ ซึ่งทางบีทีเอสกับทางบีเอ็มซีแอล มาลงนามเอ็มโอยู ร่วมกันนะครับ ขณะนี้ก็ ธนาคารเอดี

บีเข้ามาศึกษา ระบบการทำตั๋วร่วม และอีกหน่อยจะขยายไปสู่ผู้รับสัมปทานในอนาคตถาม อ๋อ ครับพงษ์ภาณุ คราวนี้ไอเดียของท่านนายกฯ ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าภาครัฐคงจะเข้ามามีบทบาทนำนะครับ ในการกำหนดค่าโดยสารก็ดี ในการ Operate ระบบก็ดีนะครับ อันนี้ก็คงจะเตรียมหารือกับ ทาง สน

ข. สำนักนโยบายและแผนการขนส่ง ให้มีความชัดเจนมากขึ้นถาม กลับไปในเรื่องระบบตั๋วร่วม บีทีเอส กับ บีเอ็มซีแอล นั้นยังอยู่ในขั้นแค่ของการศึกษาเฉยๆ หรือครับ?พงษ์ภาณุ ครับผมคิดว่าคงใช้เวลาพอสมควร และอาจจะต้องมีการจัดซื้อตัวฮาร์ดแวร์ของระบบมานะครับ แต่อันนี้ก็คงยังต้องกินเวลา 6 เดือน ถึง 9 เดือน

ถาม แต่ว่าสิ่งที่คุณสมัครคิดและพูดกันออกมานั้นดูเหมือนว่าจะข้ามช็อตมากกว่านั้น จะดึงมาเป็นของรัฐ รัฐจะสร้างระบบบริหารจัดการทั้งเครือข่ายเป็นหนึ่งเดียว อะไรประมาณนั้น มันก็คงจะต้องรื้อ และมาศึกษากันใหม่ซิครับ?พงษ์ภาณุ ใช่ครับ แต่จริงๆ มันมีไอเดีย อยู่แล้วนะครับผมคิดว่า ตรงนี้ ไม่ยากนะครับ หน่วยปฏิบัติอย่างหน่วยผมและ

หน่วยทาง สนข.ก็คงจะร่วมมือกันดำเนินการคงใช้เวลาไม่นานครับถาม และตัวแอร์พอร์ตลิงค์ ในความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทย เชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิกับใจกลางเมืองนั้นนะครับ ชัดเจนหรือยังว่า ในการบริหารจัดการหลังจากก่อสร้างเสร็จ ใครจะเป็นคนบริหารจัดการ ใครจะเป็น

คนเดินรถ อะไรต่อมิอะไร ชัดเจนหรือยัง?พงษ์ภาณุ อันนี้ถ้าเกิดยึดตามมติ ครม.ชุดที่แล้วนะครับ ก็มีความชัดเจนอยู่แล้วคือ การรถไฟแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้บริหาร เขาจะจัดตั้งเป็นบริษัทลูกขึ้นมานะครับ ถือหุ้น 100% โดยการรถไฟฯ และก็จะบริหารการเดินรถ แอร์พอร์ตลิงค์ ในที่สุด

ก็จะขยายเป็นบริหารการเดินรถสายสีแดงด้วย สายสีแดงนี้ ก็คือสายที่เป็นรถไฟชานเมืองนะครับ ซึ่งอันนี้ก็มีความชัดเจนในส่วนนี้ นอกจากที่ว่ารัฐบาลใหม่ จะอาจจะเข้ามาปรับปรุงแนวทางการดำเนินการบางอย่างซึ่งก็สามารถจัดทำได้ถาม ก็กลับกลายเป็นว่า ตามมติ ครม.สมัย ทรท. ก็จะมีหน่วยงานรัฐ 2 หน่วย คือ รฟท.ด้วย และ รฟม.ด้วย?พงษ์ภาณุ ใช่ครับ

ถาม แยกเป็น 2 โครงข่าย?พงษ์ภาณุ ใช่ครับถาม แล้วให้ การรถไฟฯ บริหารเองไหวเหรอ ถามแบบตรงๆ?พงษ์ภาณุ อันนี้เป็นคำถาม เครื่องหมายคำถามใหญ่นะครับ คืออย่างน้อยก็มีการตั้งบริษัทลูกซึ่งจะต้องแยกบัญชีออกมาชัดเจนจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นภาระต่างๆ ภาระหนี้สิน

ต่างๆ ที่การรถไฟฯ มีอยู่ในปัจจุบันอะฮะ ก็คงไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทลูกนะครับ บริษัทลูกก็จะมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญนะครับ และจะไม่อยู่ภายใต้การดูแลของสหภาพแรงงานการรถไฟนะครับสรุปว่าถ้าธงของการซื้อรถไฟฟ้า BTS ของสมัคร คือการรวมโครงข่าย

รถไฟฟ้าเป็นหนึ่งเดียว (จริงๆ)ก็ถือว่า ได้รับการตอบรับที่ดีทีเดียวจากบรรดาข้าราชการที่ขับเคลื่อนงานทางด้านรถไฟฟ้าแต่กว่าจะไปถึงธงนั้น ยังมีอีกหลายโจทย์ที่ต้องตอบให้ได้ก่อนเอาแค่โจทย์ จะทำอย่างไรให้ นายคีรี กาญจนพาสน์ ยอมขาย BTSโจทย์เดียว???แค่นี้...ก็หนาวแทนนายสมัครแล้ว


คนละขั้ว [6 ก.พ. 51 - 18:32]

ก็ดีแล้วที่จะเก็บเอาไว้ก่อนแล้วค่อยไปว่ากันทีหลังเพราะยังมีปัญหาเร่งด่วน ที่จะต้องเยียวยาแก้ไข ยิ่งมีรัฐมนตรี “ขี้เหร่” อย่างที่นายกฯ บอกเองก็อย่าไปแตะไปยุ่งกับเรื่องที่ยังไม่ควรยุ่ง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้จะมีความพยายามที่ทำให้ดำเนินการได้โดยง่าย แต่ก็เพราะเป็น รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศ การแก้ไขก็ไม่ง่ายสักครั้ง เนื่องจากความเห็นของสังคมที่ต่างกัน

ความต้องการที่ต่างกัน ความเห็นที่ต่างกัน ผลประโยชน์ที่ต่างกัน มันก็เลยยุ่ง แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะเกิดขึ้นมาจากคณะทหารที่เข้ามายึดอำนาจ แต่ก็มิอาจจะกำหนดสาระได้ดังใจ

การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีขั้นตอนและวิธีการที่ไม่ต่างไป จากการยึดอำนาจ ทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเปิดกว้างและได้สิทธิในการบรรเลง สาระรัฐธรรมนูญได้มากขึ้น และความเห็นก็ต่างกันมากขึ้น

กว่าจะคลอดออกมาได้ หากไม่มีเงื่อนเวลากำหนดคงจะยุ่งพิลึก

จริงๆแล้วหากพิจารณาจากเนื้อหารัฐธรรมนูญจนทำให้เกิดเปลี่ยนแปลง ไปค่อนข้างมาก ทั้งวิธีการเลือกตั้ง การได้มาซึ่งส.ส.ทั้งระบบเขต และระบบสัดส่วน การได้ซึ่งส.ว. ที่แยกเป็นเลือกตั้งส่วนหนึ่ง สรรหาส่วนหนึ่ง ส.ส.มีอิสระมากขึ้น พรรคการเมืองไม่เข้มแข็ง รัฐบาลไม่เข้มแข็ง

การคุมเข้มนักการเมืองทั้งระบบ คุณสมบัติ การตรวจสอบ ถูกดำเนินการอย่างเข้มข้น และผูกพันไปถึงพรรคการเมืองในสังกัดที่เรียกว่า “ยุบพรรค”

จริงๆแล้วก็มีข้อดีหลายเรื่อง แต่ในเมื่อไปตั้งเป้าหมายและต้องการผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ นั่นคือหยุดระบอบทักษิณเป็นด้านหลัก

“คำตอบ” ที่ออกมาคือไม่ใช่และไม่ได้ผล

เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง และได้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคการเมืองหลายพรรคเป็นรัฐบาลผสม ที่เกิดปัญหาขัดแย้งในเรื่องเสถียรภาพมากพอสมควร

แค่แบ่งกระทรวงยังยุ่ง แต่งตั้งรัฐมนตรี นายกฯยังไม่มีอำนาจจัดการได้เพราะมีการขู่ถอนตัว

ทำได้แค่ฟ้องสังคมว่ามีความ “ขี้เหร่” เกิดขึ้นเพราะเหตุใด

จริงๆแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญดูจะเป็นความเห็นพ้องของนักการเมืองทุกพรรค ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านอยู่ที่ประเด็นและแนวทาง ซึ่งจริงๆแล้วหากนักการเมือง เห็นตรงกันว่าควรจะแก้ไขก็คงไม่ยาก

แต่ที่จะยากก็ตรงที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่มีแค่นักการเมืองเท่านั้น แต่ยังต้องมีวุฒิสมาชิก และคนในสังคมเกี่ยวข้องได้

แม้นายกฯ จะต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ก็คงต้องเก็บเอาไว้ก่อนเพราะเปิดฉากรัฐบาลแล้ว ดันหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นก็เท่ากับว่า “หาเหาใส่ตัว” ไม่มีผิด

แม้รัฐบาลชุดใหม่ต้องการกำลังใจ ต้องการพิสูจน์ตัวเอง ก็ไม่ยากหรอกครับ... เดินหน้าทำงานพิสูจน์เพื่อลบคำสบประมาทได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นก็เท่านั้นเอง แต่หากปล่อยให้นักการเมืองภายในพรรคยังคิดจะย้อนยุคกลับไปสู่อำนาจแบบเดิมๆ

สร้างความปั่นป่วนให้กับสังคมเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นมาอีก ที่อ้างความปรองดอง แต่วิธีการดูเหมือนจะท้าทาย และเช็กบิลกันมากกว่า

ทำไปทำมาเกรงว่านายกฯ กับคนในพรรคจะฟัดกันเองเสียล่ะมากกว่า เพราะแม้ว่าวันนี้จะมาร่วมชายคาการเมืองกันได้เพราะคนชื่อ “ทักษิณ” เพราะได้ประโยชน์ร่วมกันแต่ในความคิดที่ต่างกันมาแบบที่เรียกว่า “คนละขั้ว” ต้องมาทำงานการเมืองร่วมกัน

อีกไม่นานหรอกครับ... “รังแตก” แน่!!!

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย


ครม.ขี้เหร่ [6 ก.พ. 51 - 18:35]

ผมเห็นด้วยกับ คุณสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ออกตัวว่าครม.ของรัฐบาลชุดนี้ ออกจะขี้เหร่ไปหน่อย ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา น่าจะขี้เหร่ตั้งแต่ตัวคุณสมัคร เลยด้วยซ้ำ เพราะเชื่อว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่มีคนเชื่อว่าคุณสมัครจะเป็นนายกฯไปแล้ว

ก็อย่างว่านั่นแหละ วาสนาของคนไปห้ามไม่ได้ คนที่ไม่มีวาสนาหรือยังรอวาสนาก็ต้องตั้งเป็น ครม.เงาไปพลางๆก่อน เข้าตากรรมการเมื่อไหร่ ตามระบอบประชาธิปไตยก็ได้วาสนานี้ไปครอง

ยุคปัจจุบันผลงานจะเป็นตัวตัดสินมากกว่าวาทะ

เช่นกัน ถ้าจะวัดจากคะแนนต้นทุนหรือการเลือกคนให้เหมาะกับงานในรัฐบาลของคุณสมัคร ก็ต้องบอกว่า สอบตก ให้หมอ พยาบาลไปดูการเงินการคลังของประเทศ ผมว่า ผิดฝาผิดตัวพอสมควร บางกระทรวงอาจจะอาศัยแค่บารมี ความดี และซื่อสัตย์สุจริต ก็พอนอกนั้นปล่อยเป็นเรื่องของทีมงาน

แต่บางกระทรวงก็ต้องใช้ฝีมือและวิสัยทัศน์

ต้องอาศัยความเชื่อมั่นพอสมควร ก็อย่างว่า ส่วนหนึ่งก็ต้องเห็นใจคุณสมัคร ไหนจะ นอมินี ไหนจะมี ห้อยโหน มาคอยต่อรองข่มขู่เล่นกลอยู่ตลอดเวลา ไหมล่ะ บอกแล้วว่าผลร้ายจาก การทำลายความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมืองจากการยึดอำนาจ ทำให้การเมืองถอยหลัง อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

เอาเถอะ เมื่อตกกระไดพลอยโจนกันแล้ว จะยี้ อย่างไรก็ต้องทนกันต่อไป ผมว่าในห้วงเวลาต่อไปนี้ ผลงาน จะเป็นตัวชี้วัดได้ชัดเจนที่สุด

ถ้ามีทุจริตคอรัปชันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น รัฐบาลจะสิ้นสภาพ

ความเชื่อมั่นทันที อย่าไปคิดว่าจะเหมือนเดิมอย่างที่ผ่านมา เมื่อรอยต่อ ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการยังไม่แห้ง

คนจะเรียกร้องทหารมาปฏิวัติอีก

กระนั้นก็เถอะ ผมเห็นด้วยกับนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้จะทำอยู่ 2-3 เรื่อง เรื่องแรกการเร่งพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ซึ่งผมว่าบ้านเราน่าจะล้าหลังแล้วด้วยซ้ำ จีนคิดเรื่องระบบขนส่งมวลชนไฟฟ้าหลังเราเสียอีก ใครที่เคยไปเมื่องจีนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ยังเห็นรถรางไฟฟ้าที่ต้องมีพนักงานถือไม้ยาวๆคอยเขี่ยไม่ให้สายเกี่ยวหลุดจากสายไฟฟ้า จักรยานเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ปัจจุบันมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงไปถึงทิเบต

หรืออย่างที่ฮ่องกง คนทั้งเมืองใช้บริการรถไฟใต้ดินกันหมด เช้ามาก็มุดลงดิน กินช็อปปิ้งซื้อสินค้ากันอยู่ในนั้นหมด มีการ์ดแค่ ใบเดียวทำได้ทุกอย่าง ส่วนรถเมล์รถโดยสารมีเอาไว้นั่งชมเมือง

ทำไมของเราจะทำไม่ได้ เอารถไฟฟ้ามารวมเป็นหน่วยงานเดียวกันเสีย จะได้ไม่มานั่งขัดกันให้เสียเวลา แล้วสร้างโครงข่ายโยงใยให้ไปถึงชานเมือง ระหว่างสถานีก็มีร้านสินค้า โอทอป แบรนด์เนม หรือจะแบกะดิน ธนาคาร ไฟฟ้า ประปา เอาให้ครบทุกรสสำหรับนักช็อปปิ้งทั้งหลาย

คนก็จะหันมาเปลี่ยนพฤติกรรมใช้รถไฟฟ้ากันมากขึ้น บ้านจัดสรรย่านชานเมืองก็จะได้ราคาขึ้น คนไม่ต้องมาแออัดกันอยู่แต่ในเมือง มลพิษทางอากาศก็จะน้อยลง มีแต่ได้กับได้

ส่วนในต่างจังหวัด อันดับแรกเอารถไฟความเร็วสูงมาเชื่อมเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญก่อน พัทยา เชียงใหม่ โคราช ภูเก็ต อะไรก็ว่าไป เมื่อเกิดความสะดวก คนก็อยากเที่ยวมากขึ้น ได้ทั้งขึ้นทั้งล่องอีกกระทอก.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

เงินตัวเดียว [6 ก.พ. 51 - 17:26]

นโยบายประชานิยม "สูตรสำเร็จ7-17-7" ของรัฐบาลใหม่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนๆ ให้วิจารณ์กันน้ำลายแตกฟอง

บางคนก็บอกว่านี่คือยาวิเศษที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว

บางคนก็บอกว่านี่คือโฆษณาชวนเชื่อที่ทำไม่ได้จริง

บางคนก็บอกว่านี่คือยาพิษเคลือบน้ำตาลที่จะเป็นผลร้ายในระยะยาว

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่านโยบายของทุกพรรคการเมืองก็มุ่งที่จะสร้างความอยู่ดี มีสุขให้พี่น้องประชาชน สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติของเรา

ถ้านโยบายประชานิยมไม่ดี ประชาชน ก็ต้องไม่นิยม

แม้แต่พรรคการเมืองที่เคยโจมตีนโยบายประชานิยม ก็ยังต้องหันไปใช้ ประชานิยมเป็นจุดขายแข่งกัน

แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องใช้สะดือตรองคือ นโยบายประชานิยมส่วนใหญ่ต้องใช้เงินลงทุน

ยิ่งมีหลายนโยบายก็ต้องใช้งบประมาณมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ถ้าเศรษฐกิจดี รัฐเก็บภาษีได้เป็นกอบเป็นกำก็สบายแฮ

แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี เก็บภาษีต่ำกว่าเป้า รัฐบาลจะเอาเงินก้อนโตจากที่ไหนมา??

สรุปว่านโยบายประชานิยมเดินหน้าไม่ได้ ถ้าไม่มีเงินลงทุน

แต่...อย่ามองข้ามคนที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลตัวจริง

ผู้เป็นเจ้าของไอเดีย “เปลี่ยนกระดาษเปล่าๆให้กลายเป็นเงิน”

เขาอาจจะคิดพลิกแพลงหาแหล่งเงินก้อนใหญ่เพื่อใช้ลงทุนโครงการประชานิยม โดยไม่ ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดิน

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าเขาต้องทุ่มเต็มที่เพื่อให้รัฐบาลนี้สร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม

เพราะเกมนี้เป็นเกมชี้ชะตาที่มีอนาคตของตัวเองเป็นเดิมพัน

ถ้าทำไม่สำเร็จ...ก็จบเห่ละโยม

กลับมาที่นโยบายประชานิยมสูตรสำเร็จ 7 ยุทธศาสตร์ 17 นโยบาย 7 พันธกิจเร่งด่วนของ “รัฐบาลนายกฯ สมัคร สุนทรเวช” อีกที

โครงการที่ฮือฮาที่สุด และได้รับกระแสตอบรับมากที่สุดก็คือ นโยบายก่อสร้าง รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน 9 สาย 9 แฉก ครอบคลุมพื้นที่ กทม. และเชื่อมต่อถึงปริมณฑล โดยใช้เงินลงทุนห้าแสนล้านบาท ภายใน 3 ปี

ตอนแรก “แม่ลูกจันทร์” เข้าใจว่าโครงการเมกะโปรเจกต์รถไฟฟ้า 9 เส้นทาง เป็นโครงการที่นายกฯสมัครเพิ่งเพิ่มขึ้นมาหลังจากได้เป็นรัฐบาล

แต่เมื่อกลับไปอ่านใบปลิวหาเสียงเลือก ตั้งของพรรคพลังประชาชนก็พบว่าโครงการ สร้างรถไฟฟ้า 9 เส้นทาง และสร้างทางด่วนเป็นใยแมงมุมบรรจุอยู่ในนโยบายพรรคชัดเจน

แสดงว่าเขาเตรียมศึกษาลู่ทางล่วงหน้ามาอย่างดี

โดยใช้โครงการนี้เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว

ส่วนแนวความคิด “นายกฯสมัคร” ที่เทกโอเวอร์รถไฟฟ้าบีทีเอส ของ เสี่ยคีรี กาญจนพาสน์ ให้มาเป็นของรัฐบาล เพื่อที่จะควบคุมโครงข่ายรถไฟฟ้า ขนส่งมวลชนครบวงจร

“แม่ลูกจันทร์” ไม่เห็นด้วย เพราะเท่ากับรัฐบาลต้องไปอุ้มหนี้ก้อนโตของเอกชนเอาไว้เอง

สู้เอาเงินไปลงทุนสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ยังคุ้มกว่าบานตะเกียง

สำหรับนโยบายพัฒนาการขนส่งระบบราง ตามโครงการสร้างรางรถไฟรางคู่จากเหนือ ไปใต้ระยะทาง 800 กม. “แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยเต็มสตีม

โครงการที่จะเปลี่ยนขนาดรางรถไฟจากปัจจุบันกว้าง 1 เมตร เป็นรางมาตรฐานสากล กว้าง 1.4 เมตร ก็เป็นนโยบายที่ดี

แต่ปัญหาคือ เมื่อเปลี่ยนขนาดรางรถไฟแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนหัวจักรรถไฟทุกคัน!

เปลี่ยนตู้รถโดยสารทุกตู้

เปลี่ยนโบกี้รถสินค้าทุกขบวน

พูดชัดๆคือต้องโละของเก่าทิ้งหมด แล้วซื้อใหม่ทั้งยวง

โอ้อุแม่เจ้า...จะเอาเงินที่ไหนมา??

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว