WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 6, 2008

นพดล เตรียมอบนโยบายข้าราชการ พรุ่งนี้

ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ "นพดล ปัทมะ" เตรียมประชุมมอบนโยบายการทำงาน ข้าราชการกระทรวงระดับ 8-10 โดยจะเชื่อมต่อสัญญานทั่วโลก

นายนพดล ปัทมะ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมเรียกประชุมข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับ ซี 8 - ซี 10 ตั้งแต่พรุ่งนี้ โดยจะมีการเชื่อมต่อสัญญาณของการประชุมไปทั่วโลก เพื่อมอบนโยบายให้กับข้าราชการ ขณะที่มีการประชุม ครม.นัดแรกในวันศุกร์นี้ ก็จะมีการหรือ เพื่อตั้งคณะทำงานร่างนโยบายเพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พร้อมย้ำนโยบายของรัฐบาลจะให้ความสำคัญทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ และเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขของประเทศ

ทางด้าน นายสันติ พร้อมพัฒน์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคมนาคม ระบุจะเร่งดำเนินการโครงการเมกกะโปรเจ็คตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะในเขต กทม.และปริมณฑล

ในหลวงโปรดเกล้าฯครม.สมัคร1

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

2. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

3. นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

4. นายสหัส บัณฑิตกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี

5. พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

6. นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

7. นายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

8. นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

9. นายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

10. ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

11. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

12. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

13. นายสุพล ฟองงาม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

14. นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

15. นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

16. นายอนุรักษ์ จุรีมาศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

17. ทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

18. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

19. นายสุธา ชันแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

20. นายนพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

21. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

22. นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

23. นายสมพัฒน์ แก้ววิจิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

24. นายธีระชัย แสนแก้ว เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

25. นายไชยา สะสมทรัพย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

26 นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

27. นายมั่น พัธโนทัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

28. นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

29. นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

30. พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

31. นางอุไรวรรณ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

32. นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

33. พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

34. นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

35. นายบุญลือ ประเสริฐโสภา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

36. นายพงศ์กร อรรณนพพร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


ครม.สมัคร 1 เดินทางเข้าเฝ้าถวายสัตย์แล้ว

ครม.สมัคร 1 เดินทางเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญานต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่แล้ว


ครม.ทั้ง 35 คน ได้ออกเดินทางจากทำเนียบรัฐบาลโดยรถบัสของสำนักนายกรัมนตรีแล้วเพื่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าทำหน้าที่

ทางด้าน นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่แผ่นดิน และว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทวงอุตสาหกรรม ยืนยันการันตีความสามารถของ ร.ต.(หญิง)ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่าจะไม่มีปัญหาในการทำหน้าที่

ขณะที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิเสธให้ความชัดเจนว่าจะนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 หรือไม่ โดยเห็นว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตาม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในทุกตำแหน่งอยู่แล้ว พร้อมกันนี้ยังกล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันศุกร์นี้ด้วยว่าจะเป็นการหารือถึงนโยบายต่างๆ เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ

ว่าที่ รมว.คลัง ปัดข่าวปลด ผู้ว่า ธปท.

ว่าที่ รมว.คลัง ระบุ ข่าวปลด ผู้ว่า ธปท. แค่ข่าวลือ พร้อมปฏิเสธ นายกฯ เรียกเคลียร์ กับ"มิ่งขวัญ"


น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เรื่องของการปลดนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีอยู่ในขณะนี้เป็นเพียงข่าวลือซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่เชื่อว่าไม่ได้มาจากผู้ที่มีหน้าที่และบทบาทสำคัญในการทำงานอย่างแน่นอน และยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้มาจากตนด้วย

"คิดว่าหน้าที่ของรมว.คลัง ได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งคลัง ธปท.และสำนักงบประมาณ เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันให้นโยบายทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการได้ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้" นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าว

นอกจากนี้ น.พ.สุรพงษ์ ยังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เรียกไปหารือร่วมกับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ หลังจากที่มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน

คณะ กก.สอบฯ พปช.เป็นนอมินี ประชุมรับฟังคำชี้แจงพยาน


กกต. 6 ก.พ.- ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันนี้ (6 ก.พ.) ว่า คณะกรรมการสอบสวนกรณีพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ที่มีนายไพฑูรย์ เนติโพธิ เป็นประธาน ได้มีการประชุมเพื่อที่จะรับฟังคำชี้แจงพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง คือ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แต่ปรากฏว่า นางเยาวภา ได้ส่งทนายมาสอบถามว่าคณะกรรมการสอบสวนต้องการทราบประเด็นใด ทั้งที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการฯ ได้มีการเสนอประเด็นที่ต้องการทราบไปให้แล้ว ขณะเดียวกัน ได้มีการรับฟังคำชี้แจงจากผู้ร้อง คือ นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายถาวรได้นำเอกสารหลักฐานพร้อมซีดี ที่จะแสดงว่าพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทยมาชี้แจง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่คณะกรรมการฯ มีหนังสือเชิญ นายสมัคร สุนทรเวช นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาให้ถ้อยคำนั้น ปรากฏว่า บุคคลทั้งหมดได้แจ้งว่า จะขอชี้แจงเป็นเอกสารกลับมายังคณะกรรมการสอบสวนฯ ภายในวันที่ 14 ก.พ.นี้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-06 16:31:38

สภาเตรียมเปิดเวทีให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น

รัฐสภา 6 ก.พ.-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกผู้บริหารและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภามาประชุม โดยนายยงยุทธ กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า จากการที่ได้ไปตรวจเยี่ยมทุกสำนักและกลุ่มงาน เพื่อรับรู้ปัญหา โดยให้เจ้าหน้าที่แสดงความคิดเห็นที่ต้องการจัดการภายในองค์กร โดยให้ทุกฝ่ายไปประชุมระดมความคิด และนำข้อมูลมาเสนอเพื่อปรับปรุงการบริหารงานของสภาให้เกิดประสิทธิภาพ คุณภาพในการดูแลสมาชิก รวมถึงบทบาทการดูแลประชาชนภายนอก และการยกระดับรัฐบาลในระหว่างประเทศด้วย


เมื่อถามว่า ในส่วนการรักษาความปลอดภัยจากการชุมนุมของประชาชนภายนอกรัฐสภาได้กำชับหรือมอบนโยบายอย่างไรบ้าง นายยงยุทธ กล่าวว่า การชุมนุมเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องดูแล อย่างไรก็ตาม รัฐสภายุคนี้จะให้โอกาสประชาชนแสดงความคิดเห็น โดยรัฐสภาได้ประสานกับองค์การสวนสัตว์เพื่อจัดเตรียมสถานที่ เพื่อเปิดเวทีให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น โดยจะมีเจ้าหน้าที่ ตนและรองประธานไปร่วมรับฟังความคิดเห็นด้วย

สำหรับขั้นตอนการเปิดประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณานโยบายรัฐบาลนั้น ประธานสภาฯ กล่าวว่า จะเป็นวันใดนั้น ขึ้นอยู่กับทางรัฐบาลจะประสานมาว่าพร้อมเมื่อไหร่.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-06 16:26:21

สมชาย เผยหารือนโยบายรัฐบาลกับพรรคร่วมในที่ประชุม ครม. 8 ก.พ.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะหารือเรื่องนโยบาย เพราะแต่ละพรรคการเมืองมีนโยบายที่แถลงไว้กับประชาชน ดังนั้น ทุกพรรคควรมีส่วนร่วมที่จะเสนอนโยบาย ส่วนจะแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรได้เมื่อใด เป็นเรื่องที่สภาฯ จะนัดหมาย และเชื่อว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกจะหารือคร่าว ๆ เกี่ยวกับนโยบาย และตั้งกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณาเรื่องนโยบาย ซึ่งขณะนี้มีการวางกรอบการทำงานไว้บ้างแล้ว


ส่วนการแบ่งหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีนั้น นายสมชาย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังไม่ได้มอบหมายให้ ซึ่งขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้พิจารณาและมอบหมายงานให้แต่ละคน ซึ่งหากมอบหมายงานอะไร ตนก็จะทำให้ดีที่สุด แต่ส่วนตัวมีความถนัดงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เพราะเคยทำงานด้านนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (7 ก.พ.) เวลา 08.00 น. ตนจะเดินทางเข้าไปทำงานในทำเนียบฯ เป็นวันแรก.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-06 15:51:41

แถลงการณ์กลุ่มทักษิณคัมแบ็ค กรณีกลุ่มพันธมิตรต้านระบอบทักษิณคัมแบ็ค


ที่มา เวบไซต์ TSCB
6 กุมภาพันธ์ 2551

แถลงการณ์กลุ่ม ทีเอสซีบี ทักษิณคัมแบ็ค
กรณีกลุ่มพันธมิตรต้านระบอบทักษิณคัมแบ็ค

จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ว่า จะกลับมาสร้างขบวนการประชาชน เพื่อทำการต่อต้านรัฐบาลของท่านสมัคร สุนทรเวช ด้วยการกล่าวหาว่า รัฐบาลของท่าน สมัคร สุนทรเวช นั้นเป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การครอบงำของท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ล้วนแต่เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยปราศจากหลักฐานที่แน่ชัด อีกทางต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช นั้น มาจากการได้รับคะแนนเสียงที่ถล่มถลาย แม้จะเป็นการจัดการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ ค.ม.ช.

ดังนั้นการกล่าวหารัฐบาลของท่านสมัคร สุนทรเวช เช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการกล่าวหาประชาชน และดูถูกประชาชนอย่างรุนแรงและไม่น่าจะให้อภัยได้ อีกทั้งท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีกำหนดการจะเดินทางกลับมาประเทศไทย เพื่อต่อสู้คดีต่างๆ ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและ ค.ม.ช.เป็นผู้ยัดข้อกล่าวหา ตลอดจนตั้งระบบพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมอย่างเห็นได้ชัดให้ เช่น คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ หรือ ค.ต.ส. โดยนำผู้ที่เป็นปรปักษ์ ต่อ ท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นผู้ทำการตรวจสอบ แต่กระนั้นก็ดี ก็ยังไม่สามารถเอาความผิดกับท่าน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้และมักมีข้อขัดแย้งกับอัยการ ในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องในกรณีต่างๆ อีกทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นก็ไม่เคยได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ความชัดเจน หรือ แหล่งที่มา

ข้อมูลที่นำมาพูด ดังเสมือนคล้ายกับจงใจใส่ร้ายป้ายสี เช่น การทุบพระพรหมที่แยกราชประสงค์ หรือปฏิญญาฟินแลนด์ เป็นต้น อีกทั้งการกระทำที่ผ่านมาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ค.ม.ช.นั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ได้สร้างความไม่เป็นธรรมแก่คนดีมีผลงาน ที่อาสามารับใช้ชาติบ้านเมือง รวมถึงยังสร้างความเสียหายให้แก่ชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง ซึ่งคนปกติที่ดีและรักบ้านเมือง ไม่น่าจะสามารถทำการได้ถึงขณะนี้

อีกทั้ง ณ ขณะนี้บ้านเมืองกำลังกลับเข้าสู่ภาวะอันปกติ ที่จะทำให้ประชาชนทุกคนในประเทศไทย กลับสู่ความสมานฉันท์ เพื่อร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาประเทศไทยให้มีความเจริญยิ่งใหญ่ ทัดเทียบนานาอริยะประเทศ อีกทั้งส่งเสริมความอยู่ดีกินดีอย่างสงบสุข อย่างพอเพียง ด้วยมติของประชาชนคนไทยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550 เพื่อให้เป็นไปตามวิธีทางของระบอบประชาธิปไตย และระบอบความยุติธรรมของบ้านเมือง แต่การกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้ จะทำให้บ้านเมืองกลับสู่สภาพที่วุ่นวายอย่างไม่รู้จักจบสิ้น และการกระทำดังกล่าวนี้ ยังได้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่ทำการใดๆ เพื่อผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นพื้นฐานเลย แต่ล้วนแล้วแต่ทำบนพื้นฐานของอารมณ์แห่งความกลัว กังวล คิดไปเอง และริษยา ที่พรรคพวกของตนนั้นไม่สามารถเข้ามาถืออำนาจรัฐ ด้วยการครองหัวใจของประชาชนคนไทยได้

ดังนั้นเพื่อเป็นสร้างบรรทัดฐานอันถูกต้อง และความเป็นธรรม ของระบบการเมืองของประเทศไทย อันจะนำซึ่งความสุขความเจริญของประเทศไทยอย่างยั่งยืนนั้น ทางกลุ่มทักษิณคัมแบ็ก จึงขอประณามและประกาศจุดยืนในการต่อต้านต่อการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการนี้ อย่างถึงที่สุด และขอเรียกร้องให้ประชาชนคนไทยนั้น ได้โปรดรวมตัวกันร่วมประณามและประกาศจุดยืนอย่างชัดเจน ในการที่จะไม่เข้าร่วม รวมถึงต่อต้านต่อการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการนี้อย่างถึงที่สุด

ท้ายนี้ทางกลุ่มทักษิณคัมแบ็คขอเรียกร้องให้ประชาชนคนไทยทุกท่าน หากได้เห็นแถลงการณ์นี้ หรือได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับแถลงการณ์ ขอได้โปรดช่วยกันบอกต่อคนรอบข้าง และทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง เพื่อที่ประชาชนคนไทยจะได้ไม่ต้องเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการแสวงหาผลประโยชน์จากกลุ่มคนที่มีมิจฉาทิฐิอั นจะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่ยิ่งต่อชาติบ้านเมือง

6 กุมภาพันธ์ 2551
TSCB กลุ่มทักษิณคัมแบ็ค

จาก Thai E-News

ลึกๆ"พันธมิตร"คืนชีพ "ตั้งหลัก"ก่อนถูก"เช็คบิล"

หลังเงียบกันไปนาน กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง สำหรับบทบาท "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ที่ประกาศสลายตัวไปหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

อดีต 5 แกนนำพันธมิตร "สนธิ ลิ้มทองกุล" "สมศักดิ์ โกศัยสุข" "พิภพ ธงไชย" "สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์" "พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" รวมถึงอดีตเลขานุการพันธมิตร "สุริยะใส กตะศิลา" ต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง

บ้างก็เคลื่อนไหวทางจรยุทธ์ผ่านสื่อต่อ บ้างก็ลงสนามการเมือง บ้างก็เคลื่อนไหวภาคประชาชน ตามวิถีของตัวเอง

แต่ที่แน่ๆ แกนนำทั้งหมดยังมีการอัพเดทข้อมูล นัดพูดคุยหารือถึงสถานการณ์การเมืองกันเป็นระยะ

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่มีอดีตแกนนำผู้หนึ่ง ได้กำหนดจังหวะเวลาในการปรากฏเป็นข่าวสู่สาธารณะจนได้ผล หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ พาดหัวข่าวตรงกันว่า "พันธมิตรเล็งฟื้นชีพ"

เหตุผลที่ปรากฏตามข่าว อ้างว่าเพราะ "ระบอบทักษิณ" กำลังจะกลับมาอีกครั้ง

แต่ที่จริงแล้ว นัยยะของการฟื้นคืนชีพ ประกอบไปด้วยเหตุปัจจัยที่ซับซ้อนหลายประการ

วงในพันธมิตรเล่าว่า แม้บรรยากาศที่ "บ้านพระอาทิตย์" ซึ่งเป็นที่ประชุมจะคึกคักคลาคล่ำไปด้วยบรรดาอดีตแกนนำและแกนนำ 4 ภาค เกือบ 30 คน และมีการถกเถียงถึงการรุกคืบของ "ระบอบทักษิณ" ผ่านทาง "รัฐบาลสมัคร 1" และจังหวะเวลาที่พันธมิตรจะผนึกกันออกมาทำหน้าที่ เพื่อกำหนดจุดยืนไม่ให้เสื่อมสลายไป

แต่นัยหนึ่ง นอกจากเพื่อทำหน้าที่ตามกล่าวอ้าง ที่จะติดตามตรวจสอบการทำหน้าที่ของ รัฐบาล "สมัคร สุนทรเวช" ซึ่งพันธมิตรเชื่อว่า เป็นร่างทรงของ "ระบอบทักษิณ" แล้ว

ยังจุดประสงค์สำคัญ ที่จำเป็นต้องกำหนดพื้นที่ยืนให้ตัวเอง โดยเฉพาะสำหรับอดีตแกนนำบางคน ที่เป็นคู่กรณีกับอำนาจเก่าโดยตรง

เพราะแน่แล้วว่า เมื่ออำนาจเก่ากลับมา ต้องมีรายการเรียกเช็คบิล และอดีตแกนนำหลายคนในขณะนี้ กำลังตกอยู่ในสถานะสุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่ยังทำสื่อเชิงจรยุทธ์ ที่มีความสำคัญในทางธุรกิจเลี้ยงปากท้อง รวมไปถึงคนที่ต่อยอดลงสนามการเมือง

บรรยากาศวันหารือ มีคนเห็น "สนธิ" ค่อนข้างเครียดกว่าคนอื่น เพราะไหนจะต้องปกป้องพิทักษ์ธุรกิจของตัวเองที่กำลังถูกบีบอย่างหนัก โดยเฉพาะโปรเจ็คต์ล่าสุด ที่เจ้าตัวกำลังเตรียมขยายฐานรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ให้เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม เพื่อเป็นฐานที่มั่นคงในการต่อสู้

เครียดซ้ำไปอีกกับกรณี "ประชัย เลี่ยวไพรัตน์" นายทุนใหญ่ทีพีไอ อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ผันตัวลงสนามการเมืองเพื่อความอยู่รอด แต่กลับได้บทเรียนที่แสนเจ็บปวด ผู้เคยสนับสนุนทุนรอนให้รายการโทรทัศน์ในเครือข่าย "เอเอสทีวี" มาวันนี้ทุนรอนเหล่านั้นก็เจือจางไป

จึงไม่แปลก ที่จะมีข่าวกระซ่านกระเซ็น ถึงการ "เกี้ยเซี้ย" กับ "นายใหญ่" โดยตรง เพราะขนาดนายทุนอย่าง "ประชัย" ยังกล้าออกตัวญาติดีกับ "นายใหญ่" แบบไม่ตะขิดตะขวงใจเลย

นอกจากนี้ยังมีเสียงวิจารณ์การนำเสนอข่าว "อำนาจเก่า" ไม่เข้มข้นเหมือนอย่างเคย

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้โครงสร้างพันธมิตรสั่นคลอนไปไม่น้อย

สอดคล้องกับกรณี "พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร" อดีตผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. ผู้มีบทบาทสำคัญในการรัฐประหาร ซึ่งเคยมีภาพแนบแน่นกับพันธมิตร แต่กลับเตรียมฟ้องสื่อบางค่ายที่โจมตีเรื่องการทำงานในฐานะประธานบอร์ด ทอท.

ทุกอย่างสอดคล้องกันหมด และยิ่งกรณี "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน" อดีตประธาน คมช.ออกมายอมรับหน้าตาเฉย ว่าได้ฮัลโหลกับ "อดีตนายกฯทักษิณ" กันแบบฉันพี่น้อง อดีตแกนนำพันธมิตรหลายคนก็เริ่มต่อจิ๊กซอว์ติด

และสิ่งที่ "สนธิ" แห่ง "บ้านพระอาทิตย์" เครียดสุด ก็คือ กรณี "วีระ มุสิกพงศ์" แกนนำ นปก. ในฐานะประธานกรรมการบริหารบริษัท เพื่อนฟ้องน้องพี่ จำกัด ที่อกหักจากการทำสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม "พีทีวี" ที่ไม่ได้ออกอากาศ ได้เข้าพบ "สมัคร" ที่บ้านเพื่อขอให้พีทีวีออนแอร์ได้

และ "สมัคร" ก็ดันรับปาก โดยอ้างเหตุผลว่า ทำไม "เอเอสทีวี" ยังออกอากาศได้

ทีนี้สงครามสื่อจรยุทธ์ ก็จะอุบัติ

ทั้งหมดอธิบายถึงเหตุปัจจัยการฟื้นคืนชีพของพันธมิตรครั้งนี้ที่มีความหลากหลาย เช่นเดียวกับองค์ประกอบการก่อตั้งพันธมิตรในอดีตที่หลากหลายแต่มีจุดประสงค์เดียว คือ ล้ม "ระบอบทักษิณ"

แต่ครั้งนี้ จุดประสงค์ไม่ได้เป็นทิศทางเดียวกันเสียทีแล้ว

ทั้งหมดทำให้ "พล.ต.จำลอง" ยังคงสงวนท่าที แม้จะยังมีสายสัมพันธ์อันดีกันอยู่ตลอดมา แต่ก็เป็นเพียงสายสัมพันธ์ที่หลวมๆ

สำหรับยุทธศาสตร์การดำเนินการต่อจากนี้ พันธมิตรวางไว้ว่าจะมีการประชุมอย่างน้อยทุกสัปดาห์ และดำเนินการตามภารกิจหลัก 2 ประการ ประกอบด้วย สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง ให้แกนนำภาคฟื้นมวลชนในหัวเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อต่อสู้กับระบอบทักษิณ

และสุดท้าย ยกระดับเครือข่ายให้เป็นกลุ่มทางการเมือง กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดย่อม ยังไม่เน้นการชุมนุมขนาดใหญ่ ปล่อยให้เป็นไปตามจังหวะพัฒนาการของสถานการณ์ และอาจพัฒนาไปถึงขั้นตั้งพรรคการเมืองภาคประชาชนในอนาคต...


เงารัฐมนตรี

โดย กาหลิบ


แนวคิดจัดตั้ง “คณะรัฐมนตรีเงา” ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวในสภาผู้แทนราษฎร ถึงจะทำให้เกิดเสียงวิพากษ์เป็น ๒ กระแส โดยฝ่ายที่นิยมพรรคประชาธิปัตย์ก็บอกว่าดี ส่วนฝ่ายที่ไม่ชอบประชาธิปัตย์ก็จะค่อนขอดว่าเล่นการเมืองแบบไม่เลิกไม่รา แต่ก็นับเป็นเรื่องชวนคิดเรื่องหนึ่ง
นี่คือเรื่องของการนำเข้าแนวความคิดจากต่างประเทศคืออังกฤษ ประเทศที่ครอบครัวเวชชาชีวะส่งคุณอภิสิทธิ์ไปเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมฯด้วยทุนที่บ้านนั่นแหละครับ
อังกฤษเขามีรัฐบาลตัวจริงและกลุ่มคนที่คอยคิวเป็นรัฐบาล กลุ่มหลังนี่เป็นเรื่องของฝ่ายค้านล้วนๆ และเรียกขานกันว่ารัฐบาลเงา หรือ shadow cabinet/government
แปลว่ารัฐบาลไปไหนฝ่ายค้านไปด้วย
วางคนประกบกันตัวต่อตัว นายกรัฐมนตรีกับผู้นำฝ่ายค้าน รองนายกรัฐมนตรีกับรองผู้นำฝ่ายค้าน รัฐมนตรีกับรัฐมนตรีเงาแต่ละคน
เวลาอภิปรายในสภาหรือนอกสภาก็ตาม ใครเป็นเงาของใครก็จะติดตามวิพากษ์วิจารณ์คนนั้น ส่วนตัวจริงก็ทำหน้าที่บริหารราชการบ้านเมืองไปตามภารกิจ
เรื่องแบบนี้ฟังเผินๆแล้วก็น่าอนุโมทนาสาธุ และอาจจะเผลอนึกชมคนที่อุตส่าห์ไปคว้าของเขามาใช้ในบ้านเรา
แต่คิดให้ลึกแล้วจะน่าขำมากกว่าน่าชื่นชม
เพราะในอังกฤษนั้น พรรคอนุรักษ์นิยมและพรรคแรงงานเป็นสองข้างที่ออกจะถาวรในระบบการเมืองของเขา ถ้าฝ่ายหนึ่งได้เป็นรัฐบาล ก็แน่ใจได้ว่าอีกฝ่ายจะต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และจะต้องเป็นฝ่ายตั้งรัฐบาลเงาขึ้นมา

ทั้งสองพรรคนี้มีนโยบายพื้นฐานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน พรรคอนุรักษ์นิยมเน้นการสืบทอดวิถีทางเดิมในการบริหารแผ่นดิน ไม่นิยมวิธีใหม่ๆ โดยเฉพาะในแนวความคิดแบบก้าวหน้า แต่ก็ส่งเสริมบทบาทของเอกชนและการค้าเสรี ไม่นิยมการมีสภาพเป็นรัฐสวัสดิการในรูปแบบใดๆทั้งสิ้น นโยบายเปิดพรมแดนอย่างเสรีก็ไม่เอา เพราะถือว่าแผ่นดินอังกฤษเป็นของคนอังกฤษ ส่วนพรรคแรงงานที่วิวัฒนาการมาจากขบวนการเฟเบียน มองโลกตรงกันข้ามหมด พรรคนี้เห็นว่าเศรษฐกิจเสรีอาจจะนำมาซึ่งความฉ้อฉลของระบบทุนนิยม จึงต้องทำให้รัฐบาลมีขนาดใหญ่ไว้เพื่อสร้างสมดุลในทางสังคม รัฐบาลนั้นเองก็เข้าแทรกแซงตลาดเสรีเพื่อจะช่วยเหลือใครก็ตามที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ นโยบายและแนวคิดพื้นฐานแตกต่างกันถึงขนาดนี้ จึงทำให้ภาวะที่ได้พรรคหนึ่งพรรคเดียวมาบริหารประเทศจึงทำให้ระบบรวมเสี่ยงต่อความขาดตกบกพร่อง มีรัฐบาลเงาของอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาคัดง้างเอาไว้บ้าง จึงเท่ากับเติมแนวความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมกันแล้วจึงได้รสชาติที่กลมกล่อม ลดความเสี่ยงของประเทศอังกฤษลงไปเป็นอันมาก แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไปเอาของอังกฤษมาใช้ อุตส่าห์แบกมาจนถึงที่ทำการพรรคถนนเศรษฐศิริ ก็เลยต้องถามกันตรงๆว่าพรรคประชาธิปัตย์คิดว่าตนเองมีนโยบายอะไรมาช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับนโยบายของพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมอีก ๖ พรรคเขาหรือ? ถ้าไม่มี ก็เท่ากับว่ารัฐมนตรีเงาของประชาธิปัตย์คงจะไม่ได้เสนอความคิดอะไรใหม่ๆ หรือทางเลือกอื่นๆสำหรับบ้านเมือง

แต่จะเกาะเขาไปเรื่อยๆ คอยวิจารณ์ซ้ายขวาเหมือนปลาจิ้มฟันจระเข้ที่ดูดกินอาหารจากปากของปลาตัวอื่นๆเท่านั้นเอง สมกับความเป็นพรรคการเมืองที่ถนัดอย่างเดียวคือด่าคนอื่น อย่างนี้ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าแนวความคิดเรื่องรัฐบาลเงามันจะไปไม่ถึงไหน ถ้าคนเขาไม่เบื่อหน่ายไปเสียก่อนเขาก็อาจจะหันกลับมาด่าพรรคประชาธิปัตย์เข้าแทน ในทำนองว่ามือไม่พายแล้วเท้าราน้ำไปทำไม บ้านเมืองตกต่ำมานานปี คนเขาก็อยากเห็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เขาอยากได้ยินทางออกของปัญหา ไม่อยากได้ยินคนมาบ่นว่าใครให้รำคาญใจและรกหูในปัญหาที่รู้อยู่แล้วว่ามีอยู่ ใช้เวลาว่างๆคิดหานโยบายมาเติมความสมบูรณ์ให้แก่ประเทศดีกว่ากระมังครับ

คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้