WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 7, 2008

นายกฯถือฤกษ์ 09.09 น.สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบ


นายกฯเดินทางออกจากบ้านพักถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว โดยถือฤกษ์ 09.09 น.สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกจากบ้านพัก ซอยนวมินทร์ 81 หรือ ซอยโอฬาร ในเวลา 08.40 น. โดยไม่มีรถนำขบวนและขึ้นทางด่วน โดยจ่ายค่าทางด่วนเหมือนเดิม ทั้งนี้ เมื่อนายสมัคร เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลได้ถือฤกษ์เวลา 09.09 น. ร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำพิธีสักการะศาลพระพรหมที่อยู่บนตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางบรรยากาศท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่หลังจากนี้นายกรัฐมนตรี จะประชุมร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี ทั้ง 6 คน เพื่อแบ่งหน้าที่รับผิดชอบดูแลงานด้านต่างๆต่อไป

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล
โดยยืนยัน ว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทุกด้าน ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ตสนดูแลในด้านใดก็ตามซึ่งไม่ว่าจะเป็นงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เพราะตนเคยผ่านงานทางด้านนี้มาแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่ขอเสนอแนะหรือแนะนำอะไรให้กับนายกรัฐมนตรี เนื่องจากจะขอรับผิดชอบในส่วนของพรรคชาติไทยเท่านั้นขณะที่เห็นว่ารัฐบาลผสมซึ่งมีหลายพรรคการเมืองเพื่อทำงานร่วมกันแล้ว หนักนิดเบาหน่อยต้องทำใจในและเรื่องนี้และหัวหน้าพรรคชาติไทยก็ไม่ได้แนะนำอะไรด้วย

ขณะที่ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุ ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปยังกระทรวงพาณิชย์ พร้อมแสดงความมั่นใจว่า การหาเงินเข้าประเทศตามที่ได้รับมอบหมายนั้นจะไม่มีปัญหาเพราะมีหลายช่องทาง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่แล้ว


ประกาศ

แต่งตั้งรัฐมนตรี

---------------

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายสมัคร สุนทรเวช เป็น นายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 29 มกราคม พุทธศักราช 2551 แล้วนั้น

บัดนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายสหัส บัณฑิตกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี

พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีกตำแหน่งหนึ่ง

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายนพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นายสุธา ชันแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายธีระชัย แสนแก้ว เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายมั่น พัธโนทัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

พลโทหญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

พันตำรวจโท บรรยิน ตั้งภากรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายสุพล ฟองงาม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

นางอุไรวรรณ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นายบุญลือ ประเสริฐโสภา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายพงศกร อรรณนพพร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายไชยา สะสมทรัพย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2551 เป็นปีที่ 63 รัชกาลปัจจุบัน


ผู้สนองพระบรมราชโองการ

นายสมัคร สนุทรเวช

นายกรัฐมนตรี

จาก hi-thaksin

อานันท์...โดนซะ

ผมจะไม่เพ่งเล็งเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ บทเรียนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นใน
ประเทศไทยมาแล้ว 76 ปี มีการเลือกตั้งประมาณ 30 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 11 ฉบับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งแอฟริกา เอเชีย หรือละตินอเมริกา

ส่วนใหญ่รู้สึกว่าการพัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์นั้น เชื่องช้ามากในอังกฤษ ยังให้โอกาสสุภาพสตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้เมื่อ 80-90 ปีที่แล้ว สมัยก่อนให้สิทธิเฉพาะคนที่มีทรัพย์สมบัติเท่านั้นประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แม้รัฐธรรมนูญจะดี

อย่างไร ก็ไม่สามารถอุดช่องโหว่ได้ทุกช่อง ไม่สามารถป้องกันได้ทุกกรณี
รัฐธรรมนูญถึงจะดีเลิศอย่างไร แต่ถ้าผู้ที่จะมาใช้ช่องโหว่เป็นคนฉลาด ก็สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นั้นหาประโยชน์ให้ตัวเอง แต่ถ้าการเลือกตั้งไม่สะอาด ไม่โปร่งใส ตามที่มี

ข่าวหนาหูทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งตลอด 30-40 ปี จะการันตีได้อย่างไรว่ารัฐบาลที่ได้นั้นจะมีความชอบธรรมนักข่าวชอบถามยั่ว ที่ท่านมาเป็นนายกฯ มีความชอบธรรมหรือไม่ ผมยอมรับว่ามีที่มาไม่ชอบธรรม สุดท้ายวันที่พ้นตำแหน่งก็ไม่มีใครถามถึงเรื่องความชอบธรรมอีก

ท่านพุทธทาสเคยบอก แม้ประชาธิปไตย คือ เสียงข้างมาก แต่ถ้าเสียงข้างมากไม่ดีเป็นเสียงเลวๆ ประเทศชาติจะรอดพ้นไปได้อย่างไรสมัยที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ใครก็ตามที่เข้ามาแล้วตั้งหน้าบิดเบือนถ้อยคำบิดพลิ้วเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ แล้วใช้ประโยชน์จากช่องว่างช่องโหว่ของรัฐ

ธรรมนูญ ก็ทำได้และทำมาแล้วและทำสำเร็จด้วย ต้องพยายามอุดช่องโหว่ ป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เหมือน 6 ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นได้อีกจะโทษใครไม่ได้ แต่ถ้าจะโทษคงต้องโทษสังคมไทยทั้งสังคม จะโทษคนซื้อขายเสียงอย่างเดียวหรือชาวนาชาวไร่ก็ไม่ถูก

ในแวดวงการต่างประเทศมา 40-50 ปี เห็นว่าคำว่าประชาธิปไตยนั้นได้ถูกนำไปใช้
ประโยชน์เพื่อประโยชน์ของตนเอง ประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ต่างๆ ล้วนใช้คำนำหน้าประเทศว่าประชาธิปไตย แต่ผู้นำหลายประเทศในโลกนี้ใช้ประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

เช่น ฮิตเลอร์ ผ่านระบบการเลือกตั้งมาตลอด ไม่เคยทำรัฐประหารเป็นเรื่องตลกมากที่ทุกประเทศเป็นประชาธิปไตยกันหมด แม้แต่ประเทศอย่างสหรัฐฯจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดี บอกว่าอิรักเป็นประชาธิปไตยแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญที่ตัวเองร่างเองและมีการเลือกตั้งแล้ว

ความเห็นของชาติตะวันตกเกี่ยวกับประชาธิปไตยไร้ความหมาย เขาทำให้คนไทยเกรงกลัวว่าเราต้องมีการเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นต่างประเทศจะบอยคอตไม่ให้การรับรอง ประเด็นอยู่ที่คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้วใช้อำนาจในทางที่ผิด ถ้าหากเป็นได้ก็แสดงว่าถ้าคุณเป็นพวกเขา ไม่ว่า

คุณจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารเขาก็รับได้หมดการเลือกตั้งนั้น นอกจากจะเป็นระบอบที่ยอมรับเสียงข้างมากแล้ว ยังต้องปกป้องคุ้มกันเสียงข้างน้อยด้วย ผมเป็นผู้นำของคน 16 ล้าน หรือ 19 ล้านเสียง แต่อีก 12 ล้านที่ไม่ออกเสียงกับผมก็นั่งคอยไปอีก 4 ปี ตัดสินว่าจะให้งบประมาณที่ไหนมากกว่า อันนี้

ใช้ไม่ได้ อย่าไปแยกแยะว่าเป็นนายกฯ ให้คน 19 ล้านคนเท่านั้น หรือจะเป็นนายกฯ ให้คนนับถือพุทธเท่านั้น เป็นความผิดอย่างมหันต์ คนเป็นนายกฯ ต้องบอกจะเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศรัฐบาลใหม่หน้าตาจะอย่างไรไม่ทราบ จะสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือกลมดิก ก็ไม่รู้

ต้องรอดูผลงานเพราะมาตามครรลองการเลือกตั้ง จะบริสุทธิ์หรือไม่ กระบวนการยุติธรรมก็ทำไปกระบวนการยุติธรรมใช้อำนาจกับคนทุกคนในลักษณะเดียวกันเพราะเมื่ออยู่ต่อไปมีสิ่งยั่วยวนใจมากมายทำให้ความเป็นอิสระน้อยลง บางคน

กลายเป็นทาสไปเลย ไม่สามารถตรวจสอบได้ตามอำนาจหน้าที่ของรัฐธรรมนูญ
เวทีการเมืองต้องเปิดกว้าง ไม่ใช่จำกัดแค่คนๆ เดียวหรือ 111 คน หรือ 3,000 คน ที่มีเมียผัว ญาติ มิตร พลังของประชาชนต้องเป็นแสนเป็นล้าน แต่ไม่อยากให้ตื่นตัวเฉพาะจำนวน

ต้องให้การศึกษา ถ้าคนไปออกเสียงโดยไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรชอบ ดีหรือไม่ดี การออกเสียงนั้นไม่มีความหมาย ที่พูดไม่ใช่น้อยใจที่เรียนไม่ถึงดอกเตอร์ แต่เห็นดอกเตอร์โกงเยอะแยะในเมืองไทยมีความรู้แต่ไร้คุณธรรม จริยธรรม ต่อให้เป็นดอกเตอร์หรือมียศอะไรก็ให้

ความเคารพยากภาคประชาชนยังไม่แข็งพอ เนื่องจากมีการปกปิดข่าวสารข้อมูล ไม่ใช่ว่าคนในเมืองหรือคนในชนบทคิดถูกหรือคิดผิด แต่เป็นเพราะขนาดข้อมูลที่ได้รับไม่พร้อม ไม่เท่าเทียมกัน เป็นความอยุติธรรมในสังคมอย่างหนึ่ง

ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า สัจธรรมของโลกสังคมไทยไม่มีทางดิ่งสู่เหว แต่จะมีอะไรมาแก้ไขแต่ไม่ใช่แก้ไขด้วยการมีรัฐประหาร ขอให้เลิกซะที ที่จริงจัง จริงใจ เข้มแข็งหนักแน่น จะมีกลไกในการแก้ไข ประเทศที่มีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนไม่มีการรัฐประหารแล้ว เพราะมีกลไกในการจัดการ

กับปัญหา แต่ของเรายังไม่มีหรือมีก็ใช้ไม่ได้ ต้องสร้างเสาหลักให้ได้ทั้งเรื่องความอิสระของสื่อความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ความโปร่งใส การเข้าถึงข้อมูลราชการอีกแห่งหนึ่งเท่านั้นนี่คือเนื้อหาบางตอนที่ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน

เสวนาวิชาการเรื่อง “บทเรียนเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550” เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยหากคำพูดดังกล่าวไม่พาดพิงใครก็คงจะเป็นเรื่องปกติ แต่นี่ดัน “กระทบ” ผู้คนเข้าให้มันจึงกลายเป็น

“ประเด็นร้อน” ขึ้นมาทันทีแม้ นายอานันท์ ปันยารชุน จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กระนั้นก็ไม่ได้มาจาก “การเลือกตั้ง”ทว่า เขา “ถูกแต่งตั้ง” ขึ้นมาต่างหาก จาก พล.อ.สุจินดา คราประยูร ภารกิจสมัยแรกระหว่างวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2534-22 มีนาคม พ.ศ.2535อานันท์ ปันยารชุน ดำรง

ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยแรกภายหลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ.2534 ระหว่าง 2 มีนาคม พ.ศ.2534-22 มีนาคม พ.ศ.2535 คือ การร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการบริหาร

ประเทศนั้นเน้น “ความโปร่งใส” เป็นเอกเทศ ไม่ยอมอยู่ใต้คำสั่งของคณะ รสช. ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชน และได้รับฉายาว่า “ผู้ดีรัตนโกสินทร์”กระทั่ง เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2535 อานันท์ ปันยารชุน

ก็ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เมื่อวันที่10 มิถุนายน พ.ศ.2535 โดยจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง และเมื่อการเลือกตั้งวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2535 จบลง 23 กันยายน พ.ศ.2535 “ผู้ดีรัตนโกสินทร์” ก็มีอันต้องยุติบทบาท

อย่างไรก็ตาม ในวังวนแห่งความดี “อานันท์” ก็มี “รอยตำหนิ” ที่ให้ใครหลายคน
ได้จดจำเช่นกันเพราะหลังจาก นายชวน หลีกภัย รับช่วงต่อ ปรากฏว่าได้ถูกฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยและนำไปอภิปรายอย่างดุเดือดในสภา เรื่องการประมูลโครงการโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย และการขายโรงกลั่นให้ไทยออยล์8,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น “อานันท์” ยังเป็นผู้นำนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน (BIBF) อันนำมาซึ่งต้นตอวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 จนส่งผลให้ประเทศไทยต้องอยู่ในสถานะ “ลูกหนี้”
และที่สำคัญ “ผู้ดีรัตนโกสินทร์” ประกาศยกเลิกเพดานภาษีนำเข้ารถยนต์ ส่งผลให้ปัจจุบันชาวไทยต้องน้ำตาตก เพราะโดน “พิษน้ำมัน” เล่นงานซะอ่วมอรทัย

งั้นก็แสดงว่า “ผู้ดีรัตนโกสินทร์” ก็มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ยิ่งเมื่อคำพูดในงานเสวนาที่ม.หอการค้าไทย สะพัดไปทั่ว กระแสต่อต้าน “อานันท์” จึงแรงขึ้นทันตา โดยเฉพาะเว็บไซต์พันทิป บอร์ดราชดำเนิน ปรากฏว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีอดีตนายกฯ เป็นจำนวนมาก อาทิ

อยากถามท่านที่ชื่อ “อานันท์”...ผมว่าท่านไม่กล้าตอบ จากคุณ : หน้าดำเปา
ฝากบอกคนชื่ออานันท์ “ไม่ต้องมาโทษชั้นที่ชั้นเลือกที่จะอยู่ข้างประชาธิปไตย” จากคุณ : บอยไม่ดื่มค่ะนายอานันท์นอนฝันกลางแดดที่ร้อนแผดเผา จากคุณ : veeอย่างไหน? ถึงจะถูกใจท่านครับ ท่านอานันท์...จากคุณ : dowsuk

อานันท์ ปันยารชุน ผู้สูงศักดิ์หรือต่ำต้อย จากคุณ : karakalบทเรียนในอดีต ทำไมพลังประชาชนไม่รู้จักจำสักที..อานันท์เริ่ม พันธมิตรเริ่ม..จากคุณ : สายธาร 1ฟังคุณอานันท์พูดแล้ว รู้สึกคัน...จากคุณ : น่ารักน่าลุ้นอาจจะเอา “ใบตองแห้ง” ไปเป็นของกำนัลให้นายอานันท์

นายอานันท์-อย่าตะกายฝาแกรกๆ-ครางหงิงๆ-แน่จริง ออกมาลงเลือกตั้ง จากคุณ : มังกรดำนายอานันท์ คุณมันก็ไอ้แค่อำมาตย์คนหนึ่งแค่นั้นเอง จากคุณ : สายลมรักทำไมอานันท์กับ สงค์ ฟันดำ ไม่มีความสำเหนียกบ้าง พูดจาฟังแล้วคลื่นไส้มากๆ จากคุณ : พะโล้ดอก

ป.เงียบไป แต่อานันท์กำลังออกมาแทน จากคุณ : shongakukanเฮ้ย “อานันท์” เราก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า นายจะให้เราเลือก “ใครวะ” ถึงจะถูกใจนาย และทำให้เราเป็นคนฉลาดอย่างที่นายพูด. จากคุณ : คนทำยา“อานันท์” ตาบอด-เป็นใบ้ โนคอมเมนต์ “สมัคร” เป็นนายกฯ จากคุณ : สู่รู้สู่เห็น

แล้ว..นายอานันท์จะเอายังไง?..จากคุณ : พี่บุญน้อยรัฐบาลที่มีความชอบธรรมของนายอนันต์ ใช่รัฐบาล ปชป. หรือเปล่าครับ จากคุณ : SamanosukeAkechiอยู่นิ่งๆ มาก็นานหลายปี ได้พูดในงานเสวนาทั้งที ปรากฏว่า “เจอดี” เข้าจนได้ สุดท้ายจึง“โดนซะ” หลายดอกเลยนะท่าน


ขี้เหร่กินได้ดีกว่า

เข้าทางจริง ๆ สำหรับนายกรัฐมนตรี ชื่อ สมัคร สุนทรเวช งานแรกใครว่าเป็นเรื่องแก้ รธน. หรือปล่อยผีบ้านเลขที่ 111 หรือช่วยทักษิณเรื่องคดี เปล่าทั้งเพ เป็นเรื่องโครงการเมกะโปรเจคท์ ล้วน ๆ ที่นายกฯคนนี้ถนัดสุด อยู่ในหัวแล้ว 3 โครงการรวด

โครงการแรก สมัครบอก ฝัน มานาน ตั้งแต่กลับจากดูงานเรื่องน้ำที่อิสราเอล ที่นั่นอย่างที่รู้แผ่นดินเป็นทะเลทราย แต่กลับเนรมิตเป็นพื้นที่สีเขียวเพาะปลูกพืชได้สบาย เพราะระบบชลประทานที่ดีเยี่ยม เรียกว่าระบบกาลักน้ำ คาดว่า เอาหลักที่ว่ามาจากอิสราเอลนี่แหละ

นัยว่าจะชักน้ำจากแม่โขงลอดอุโมงค์ภูเขาที่ จ.เลย มาพักไว้ในอ่างใหญ่ที่จะสร้างแล้ววางท่อเลียบถนนมิตรภาพเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งใน 19 จังหวัดภาคอีสาน เรื่องนี้จะทำได้แค่ไหนก็ต้องติดตามดู

โครงการที่ 2 ปรับโฉมรถไฟเป็นแบบรถไฟรางคู่ทั่วประเทศ โดยจะเปลี่ยนขนาดรางจากที่กว้าง 1 เมตร เป็น 1.40 เมตร เหมือนในยุโรปหรือญี่ปุ่นไปเลย ทำได้ก็ดีมาก ควรทำมานานแล้ว

โครงการที่ 3 คอยเกือบ 7 ชั่วโคตรมั้ง รถไฟฟ้า 9 สาย 5 แสนล้านใน 3 ปี (สายสีแดง รังสิต-มหาชัย, สายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ, สายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค, สายสีเขียวแก่และสีเขียวอ่อน เชื่อมต่อรถไฟฟ้า บีทีเอส, สายสีส้ม บางกะปิ-บางบำหรุ, สาย สีเหลือง ลาดพร้าว-ศรีนครินทร์, สายสีชมพู ปากเกร็ด-สุวินทวงศ์ และสายสีน้ำตาล บางกะปิ สุวินทวงศ์)

มีแผนจะทำเป็นดาว 8 แฉก แต่ละแฉกจะมีวงกลมเชื่อมต่อกรุงเทพฯ ไปที่เมืองบริวารกรุงเทพฯ (นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม) เนื่องจากรถไฟฟ้าบีทีเอส มีแค่ 23 กม. ไม่สามารถแก้ปัญหาจราจรได้ต้องขยายออกไปเป็น 125 กม.

ทั้งหมดอาจต้องลงทุนเป็นล้าน ๆ บาท ซึ่ง “เจบิค” ก็พร้อมให้กู้บางส่วนอยู่แล้ว

เรื่องน้ำ เรื่องขนส่งมวลชน เท่าไหร่ก็ต้องลงทุนเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจริง ขอให้ลุยทำเป็นวาระแห่งชาติให้จริง ๆ เถอะ คนทั้งชาติจะปรบมือให้เลย

โดยเฉพาะเรื่องรถไฟฟ้า 9 สาย อย่างที่รู้ ระบบจราจรขนส่งในกรุงเทพฯ ได้ชื่อว่ารถติดที่สุดในโลก สื่อต่างชาติมาทำสารคดีตีแผ่ไปทั่วโลก ภาพเด็กอนุบาลถูกควักจากที่นอนตั้งแต่ตี 4 ตี 5 หลับไป กินข้าวไปในรถ เห็นแล้วสังเวชใจที่สุด เป็นคุณภาพชีวิตที่ต่ำชั้นมาก

เด็กไทยยิ่งโตยิ่งโง่ก็เพราะสาเหตุนี้แหละ ???

เมื่อรถไฟฟ้าที่เรามีแค่ 23 กม. และวิ่งอยู่แต่ใจกลางเมืองซึ่งไม่แก้ปัญหาจราจรนัก การขยายเส้นทางออกไปเป็นใยแมงมุมทุกทิศ เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองบริวาร จึงถูกต้องที่สุด

ตอนเช้าขนคนจากชานเมืองเข้ามาทำงานในเมือง ตอนเย็นขนคนจากในเมืองกลับไปส่งบ้านรอบปริมณฑล รถไฟฟ้าไปที่ไหนผู้คนจะตามแห่ ไปอยู่เอง ความเจริญจะเกิดตามมาแน่ เรื่องราคาก็ไม่จำเป็นต้อง 15 บาทตลอดสายเลย ไปทำค่ารถเมล์ให้ถูก สะอาด คนขับมารยาทดี เพื่อคนมีรายได้น้อยดีกว่า ส่วนรถไฟฟ้าให้คนทำงาน คนชั้นกลางที่พอมี “ตังค์” จ่ายได้มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้นชดเชยกัน

หรือที่จะไปซื้อ “บีทีเอส” คืนนั้น ก็ไม่เห็นต้องทำ เค้าอยู่ระหว่างการฟื้นฟู อยู่แล้ว แค่เข้าไปช่วยดูแลให้อยู่ได้ ถือว่าธุรกิจรถไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคเพื่อประชาชน แค่นี้เค้าก็พอใจแล้วล่ะ

เหนืออื่นใด ครม. จะขี้เหร่บ้างก็ไม่เป็นไร หรอก คนจีนบอก “อึ่มไจไบ้” พวกไม่รู้ว่าตัวเองขี้เหร่สิน่าเกลียดกว่าแยะ รู้ว่าตัวเองขี้เหร่ก็ต้อง ทำความดี เอาการทำงานหนัก บริหารให้เป็น และซื่อสัตย์สุจริตเข้าสู้

ขอให้ทำอย่างที่บอกได้จริง-จริง เท่านั้นแหละ สวย หล่อ ก็จะงั้น ๆ กินได้ซะเมื่อไหร่เล่า ?!?.


ดาวประกายพรึก

ค้านอย่างสร้างสรรค์ [7 ก.พ. 51 - 20:49]

ขอสนับสนุนแนวความคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะตั้งคณะรัฐมนตรีเงา หรือ “รัฐบาลเงา” ขึ้นมาประกบคณะรัฐมนตรี ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้มีจำนวนรัฐมนตรีเงาเท่ากับคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่ติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง และเสนอแนวทางแก้ไขเป็นทางเลือกด้วย


คณะรัฐมนตรีเงาไม่ใช่เรื่องใหม่ สำหรับประเทศประชาธิปไตยที่ใช้ระบบรัฐสภา อันมีอังกฤษเป็นแม่บท เป็นการทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ ขณะเดียวกัน ก็เตรียมบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรีตัวจริง เมื่อโอกาสมาถึง ประเทศไทยก็ได้นำแบบอย่างมาใช้ โดยให้มีตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในรัฐธรรมนูญฉบับหลังๆ นอกเหนือจากตำแหน่งคณะรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายบริหาร

ตามปกติ ฝ่ายค้านอาจตรวจสอบรัฐบาลได้ ด้วยการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี การเสนอญัตติเปิดอภิปรายเรื่องราวที่สำคัญๆ การอนุมัติงบประมาณรายจ่าย ติดตามการใช้จ่ายตามงบประมาณ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล การเปิดอภิปรายไม่ไว้ วางใจนายกรัฐมนตรี และการยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เป็นต้น เป็นการตรวจสอบโดยอิงอำนาจนิติบัญญัติ

การตรวจสอบรัฐบาลโดยอิงอำนาจนิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ ค่อยได้ผล ถ้าหากพรรคฝ่ายค้านมีเสียงในสภาไม่มาก เห็นได้จากการที่ฝ่ายค้านไม่สามารถเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรีได้เลย นับตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง 2544 เป็นต้นมา เนื่องจากฝ่ายค้านมีเสียงไม่พอ และรัฐธรรมนูญก็ตั้งกำแพงปกป้องนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง จนกลายเป็นผู้นำที่แตะต้องมิได้

แต่พรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้มี ส.ส.ถึง 164 คน มากที่สุดในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา จึงกลายเป็นฝ่ายค้านที่แข็งแกร่ง อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 ก็เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ง่ายขึ้น แต่ความเห็นของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ว่าการตรวจสอบจะไม่อิงอำนาจนิติบัญญัติอย่างเดียว ต้องใช้ รูปแบบอื่นๆด้วย ก็เป็นความเห็นที่ถูกต้อง

พรรคประชาธิปัตย์อาจจะตั้งคณะกรรมการ เพื่อทำการสืบสวนสอบสวน เรื่องราวการทุจริตต่างๆในวงรัฐบาล แบบที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร เคยทำมาแล้ว แต่ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น หรืออาจจะทำการศึกษาวิจัยนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมต่างๆ มีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร หรืออาจจะตั้งทีมเศรษฐกิจมาประกบกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อเสนอทางเลือกที่แตกต่าง

นอกจากจะทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของคนในเมืองกว่า 12 ล้านคน ที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจ จนกลายเป็นทรราชเสียงข้างมาก พรรคประชาธิปัตย์ควรจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ โดยลงไปคลุกคลีกับชาว ชนบท โดยเฉพาะในภาคอีสานกับภาคเหนือ เพื่อรับฟังปัญหา และศึกษาแนวทางแก้ไข โดยใช้ ส.ส.และสาขาพรรคในภาคนั้นๆ เป็นฐานปฏิบัติการ.

บทบรรณาธิการ

นายกพร้อมคณะถือฤกษ์09.00น.สักการะสิ่งศักดิสิทธิ์ทำเนียบ

นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะถือฤกษ์ 09.00 น. เข้าสักการะสิ่งศักดิสิทธิ์ในทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นสิริมงคล ในการเริ่มทำงานวันแรก

ภายหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งคณะรัฐบาลภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี วันนี้ 09.00 น. นายสมัคร พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 คน และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 2 คนจะเข้าสักการะสิ่งศักดิสิทธิ์ ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสเริ่มต้นการทำงานเป็นวันแรก

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ก็จะแยกย้ายกันทำงานตามกระทรวงที่ตนเองรับผิดชอบ หลังจากนี้ต้องติดตามว่า การแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนฯของรัฐบาลชุดนี้ จะมีเนื้อหาสาระอย่างไร เพราะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2550 ในมาตรา 75 ได้บัญญัติไว้ว่า คณะรัฐมนตรี ต้องเสนอนโยบายต่อรัฐสภา โดยชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใดในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

ขณะบรรยากาศที่ทำเนียบเช้าวันนี้ ซึ่งเป็นวันแรกนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ก็ไม่ค่อยคึกคักมากนัก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ โดยมีเพียงเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบรัฐบาลได้เตรียมเครื่องสักการะไว้ให้กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางมาสักการะสิ่งศักดิสิทธิ์ ประจำทำเนียบรัฐบาล เวลาประมาณ 08.00 น. ก่อนนายกรัฐมนตรีซึ่งจะเดินทางมาในวันนี้ เวลาประมาณ 09.00 น. พร้อมกับรองนายกรัฐมนตรีท่านอื่นๆ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ความเป็นสิริมงคลในการทำงาน ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.00 น. ก็จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก เพื่อร่างนโยบายในการบริหารประเทศ

นักวิชาการชี้รัฐสานประชานิยมต้องถึงประชาชนจริง

สำนักข่าวไทย 7 ก.พ. - นักวิชาการระบุทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องรู้-เข้าใจ ตอบคำถามเศรษฐกิจชัดเจน ไม่คลุมเครือ และบริหารอย่างมีเอกภาพ ชี้สานต่อนโยบายประชานิยมไม่เสียหาย แต่ต้องเกี่ยวกับประชาชนจริง ส่งผลเศรษฐกิจงอกเงย ไม่ก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ใน “ข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์” ถึงรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ว่า รัฐมนตรีเศรษฐกิจโดยรวมมีภูมิหลังไม่เกี่ยวพันโดยตรง ขณะที่ปีนี้มีความท้าทายของผู้ที่อาสาดูแลเศรษฐกิจ ดังนั้น คงต้องติวเข้มให้เกิดองค์ความรู้ เพราะเป็นผู้ที่จะต้องตอบคำถามสื่อมวลชน ประชาชน และนักธุรกิจ ค่อนข้างบ่อย ต้องตอบให้ชัดเจนไม่คลุมเครือ รวมทั้งการบริหารงานของทีมเศรษฐกิจต้องมีเอกภาพ โดยเฉพาะมาจากหลายพรรค ผู้นำรัฐบาลต้องลงมาดูแลแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้มากขึ้นด้วย

รศ.ดร.สมภพ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อกระตุ้นการบริโภค โดยแหล่งเงินทุนของธนาคารต่าง ๆ มีเงินล้น แต่ขณะนี้การนำเงินมาใช้ต้องคำนึงมากขึ้น เนื่องจากธนาคารอยู่ในภาวะที่ขาดแคลนเงิน ซึ่งรัฐบาลมีหลายภาระหน้าที่ และโครงการเมกะโปรเจกต์ที่ต้องใช้เงินมาก ดังนั้น ต้องจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรที่มีความเร่งด่วนก่อน ในขณะที่ทรัพยากรเงินมีความจำกัด ไม่เหมือนเมื่อ 6-7 ปีที่ผ่านมา การจะก่อหนี้สาธารณะขึ้นอีกจะถูกจับตาจากภาคประชาชนหรือประชาคมโลก

“เมื่อก่อหนี้ขึ้นมาแล้วจะถูกจับตาว่าก่อให้เกิดผลเศรษฐกิจงอกเงยหรือไม่ ถ้าก่อหนี้แล้วสร้างผลทางเศรษฐกิจ เวลาต่อไปก็เป็นที่ยอมรับได้ การจัดลำดับการก่อหนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคำนึงถึง โครงการที่เป็นเรื่องประชานิยมที่เคยทำมาแล้วได้ผลแค่ระดับหนึ่ง การจะไปมีนโยบายประชานิยม หรือนิยมประชา ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และเป็นหน้าที่ของนักการเมือง แต่ต้องแยกแยะว่าประชานิยมแบบไหนที่เกี่ยวกับประชาชนจริง” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

รศ.ดร.สมภพ กล่าวด้วยว่า หลายปัญหาด้านเศรษฐกิจที่รออยู่ไม่มีเวลาให้รัฐมนตรีศึกษาดูงานมากนัก การจัดการแยกแยะจัดลำดับก่อนจึงจำเป็นมาก ตนมีปัญหาเร่งด่วน 4 ข้อ ที่เห็นว่าต้องเร่งแก้ไขคือ 1.การส่งออกชะลอตัว 2.ค่าเงินบาท 3.ปัญหาเศรษฐกิจแบบเฟ้อ ๆ ฟุบ ๆ มีโอกาสสูงที่เงินเฟ้อจะขยายตัว และ 4.การขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ๆ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-07 07:41:24

ตั้ ง โ ต๊ ะ วั ด ใ จ

Home Alone เป็นหนังสนุกของฝรั่ง ในชื่อภาคภาษาไทยว่า “โดดเดี่ยวผู้น่ารัก” โกยเงินคนทั้งโลกไปเยอะทีเดียว ชื่อหนังนี้ถูกนำมาใช้เสมอ เมื่อกล่าวถึงใครก็ตามที่ถูกทอดทิ้ง โดยเฉพาะในทางการเมืองนิยมกันมาก และคนที่ถูกกล่าวถึงอย่างน่าเวทนาสงสารในนาทีนี้ก็คือคตส.หรือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐเรื่องมันดังอื้ออึงขึ้นมาเมื่อวันที่ 30 ม.ค.51 โดยทันทีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี “หัวหน้าคณะปฏิวัติ” ที่นำทหารยึดอำนาจการปกครองไปเสียจาก “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เปิดปากบอกนักข่าวว่า ได้โทรศัพท์คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว โดยมีนักธุรกิจคนหนึ่งเป็นกลาง ยื่นโทรศัพท์มาให้พูดขณะไปตีกอล์ฟร่วมกันไม่มีการต่อรองทางการเมืองกับทักษิณ ถามไถสารทุกข์สุกดิบกันในฐานะ “พี่น้อง” ร่วมสถาบันโรงเรียนเตรียมทหารมาด้วยกันเท่านั้นคนที่เคยสนับสนุนการรัฐประหาร และหนุนพล.อ.สนธิ เจ็บปวดขมขื่นมาก ที่ได้รับรู้ว่า พล.อ.สนธิคุยกับทักษิณแล้ว โดย “ไม่เชื่อ” ประเด็นที่พล.อ.สนธิเอมาแฉว่าจะคุยกันแค่ถามไถ่ทุกข์สุขเท่านั้น ส่วนมากเชื่อไปทางว่านี่คือการเกี้ยเซี้ยะ เพื่อเอาตัวรอด หาทางลง ในวันที่หมดอำนาจแล้ว

บ่ายวันนั้น “นักข่าว” จับประเด็นไ ด้และเอาไปถาม คตส.โดยทันที “นาม ยิ้มแย้ม” ประธานคตส.ตอบว่า “โดยส่วนตัวไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะการทำงานของ คตส.โดดเดี่ยวมาตั้งแต่ต้นแล้ว คมช.เองก็ไม่เคยเข้ามายุ่งอยู่แล้ว ผมไม่ขอเข้าไปก้าวล่วง หรือให้ความเห็นกรณีที่ พล.อ.สนธิคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเขาอาจจะมีเหตุผลส่วนตัว มีความสัมพันธ์คุยกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้รู้สึกผิดหวัง เขาอาจจะมีความจำเป็นก็ได้”นักข่าวถามว่าจะเป็นการหาทางลงของ พล.อ.สนธิหรือไม่ นาม…”ไม่ทราบ แต่ในส่วนของ คตส.ทางลงก็คือทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนกรรมการ คตส.ที่มีอยู่ทั้ง 10 คน ก็ไม่มีใครถอดใจ และพร้อมที่จะทำงานต่อไปจนกว่าจะหมดอายุ และมั่นใจว่าคดีที่อยู่ในมือ คตส.ทุกคดีจะส่งฟ้องศาลได้เกือบทุกคดี แม้ว่าอัยการจะมีความเห็นไม่ฟ้องแต่ คตส.ก็สามารถฟ้องร้องได้ โดยคดีที่คาดว่าจะเป็นชิ้นโบแดงก็คงจะเป็นคดีซีทีเอ็กซ์ และคดีรถดับเพลิงที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา”

“แก้ว สรรอติโพธิ” คตส.คนดังกล่าวกับนักข่าวประเด็นเดียวกันว่า “พล.อ.สนธิคุยกับทักษิณ ไม่เกี่ยวข้องหรือส่งผลกระทบอะไรต่อการทำงานของ คตส. เพราะกรรมการ คตส.ทุกคนไม่ได้มาทำงานเพราะ พล.อ.สนธิ และที่ผ่านมา ก็ไม่ได้อาศัยอำนาจของ คมช.แต่เป็นการทำงานตามกรอบของกฎหมายปกติ ทุกคดีจะต้องไปจบในชั้นศาล เท่าที่ผมดูไม่เห็นจะเป็นเรื่องของการลอยแพอะไร เพราะ คตส.ก็ยังทำงานตามหน้าที่ต่อไป ตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่มีการไปกลั่นแกล้งอะไรใครอยู่แล้ว ขณะนี้ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่รู้สึกว่าแผ่นดินมันจะเลื่อนหรือไหวอะไร”คตส.เริ่มต้นความขัดแย้งไม่สง่างามมาแต่ต้นแล้วทหารกับทหาร เวลารักกันจะรักมาก แต่เวลาขัดแย้งกัน และคนหนึ่งนำกำลังออกมายึดอำนาจไปเสียจากอีกคนหนึ่ง จะเล่นกันแรงมาก “จอมพลถนอม กิตติจร” โดนหนักมาก พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา สั่งให้ยึดทรัพย์คืนแผ่นดินไปหลายรายการ

แต่พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กับรัฐมนตรี และบริวาร ไม่โดนคณะปฏิวัติของพล.อ.สุจินดา คราประยูร ยึดทรัพย์ แค่โดนอายัดไว้ตรวจสอบ แล้วก็ไปจบที่ศาลฎี
มาถึงยุคของพล.อ.สนธิ บุญญรัตกลิน เมื่อมีการนำข้ออ้างรัฐบาลทักษิณโกง มาเป็นเหตุทำปฏิวัติ เมื่อยึดสำเร็จมันก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาตรวจสอบทรัพย์สิน เพื่ออวดประชาชน แรกสุดพล.อ.สนธิ ออกประกาศ คปค.ฉบับที่ 23 ตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน” ชื่อย่อ คตส. เล็งกันว่าจะมอบหมายให้ “สวัสดิ์ โชติพานิช” อดีตประธานศาลฎีกา เป็นประธาน แต่พอสวัสดิ์ไปคุยกับคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ที่สำนักงาน สตง. แค่ครั้งเดียวก็วงแตก เพราะแนวทางในการทำงานต่างกัน “สวัสดิ์ โชติพานิช” มาจากประธานศาลฎีกา ก็เห็นว่า จะเอาโทษคนมันจะต้องแน่นด้วยหลักฐานและพยาน ที่สุดเมื่อหาทางลงกันไม่ได้สวัสดิ์ถอนตัวในวันนั้นเลยพล.อ.สนธิ ออกคำสั่งใหม่ เป็นคำสั่ง คปค.ฉบับที่ 30 ลงวันที่ 30 ก.ย.49 และเปลี่ยนชื่อเป็น “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ” ชื่อย่อ คตส.ตามเดิม มีกรรกมารทั้งหมด 12 คนประกอบด้วย1.นายกล้านรงค์ จันทิก 2.นายแก้วสรร อติโพธิ 3.คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา 4.นายจิรนิติ หวานนท์ 5.นายนาม ยิ้มแย้ม 6.นายบรรเจิด สิงคะเนติ 7.นายวิโรจน์ เลาหพันธ์ 8.นายสวัสดิ์ โชติพานิช 9.นายสัก กอแสงเรือง 10.นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ 11.นายอุดม เฟื่องฟุ้ง 12.นายอำนวย ธันธรา
เลือก “นาม ยิ้มแย้ม” อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธาน
แรกๆคณะปฏิวัติเก๊กหล่อ

คือ พยายามแสดงออกว่า ที่ปฏิวัติไม่ได้เพราะต้องการอำนาจ ทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยการตรวจสอบทรัพย์สินของคนในรัฐบาลทักษิณเพื่อดูว่าทรัพย์ใดได้ไปจากการโกงนั้น ขอทำแค่ 1 ปี หากไม่เสร็จก็จะโอนไปให้ ปปช.สะสางต่อ แต่ที่สุดก็มีการต่ออายุ คตส.ให้ไปจบนู้น 30 กันยายน 2551คตส.มีผลงานชิ้นแรกคือ ส่งคดีซื้อที่ดินรัชดาจากกองทุนฟื้นฟูของ คุณหญิงพจมานกับทักษิณ ให้อัยการและส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองส่วนผลงานเด็ดคือ อายัดทรัพย์ทักษิณ 52,000 ล้านบาทเมื่อวันที่ 12 มิ ย.50 อายัดทั้งๆที่ทักษิณบอกว่าเป็นทรัพย์ที่มีและแสดงไว้ตั้งนานแล้วผลงานก็พอมี แต่คตส.กลับไม่ได้รับการยกย่องชื่นชมจากคนไทยเพราะคดีทุจริตซื้อรถซื้อเรือดับเพลิงของ กทม. มันมีคนนอกแทรกแซงขอให้พยายามกัน “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ผู้ว่ากทม.ที่เซ็นเปิดแอลซี ออกไปไม่ให้มีความผิด ทำให้ “ประเสริฐ บุญศรี” ประธานอนุกรรมการตรวจสอบคดีนี้ลาออกไป เพราะรับไม่ได้ที่มี คตส.ใหญ่บางคนอุ้มอภิรักษ์เต็มที่ กระทั่งบัดนี้ก็ยังสรุปคดีนี้ไม่ได้ ยกขึ้นมาให้ที่ประชุมใหญ่ชี้ขาดทีไรก็เด้ง เพราะมี คตส.2 คนยืนกรานจะต้องพ่วงอภิรักษ์เข้าไปด้วย“เถยจิต” ยังช่วยอะไรไม่ได้

ซ้ำเข้าไปด้วยกรณีที่อัยการสูงสุด ไม่ยอมฟ้องให้ในคดีหวยบนดินแล้ว คตส.ก็มาถึงคราวเดี้ยงของแท้ เมื่อเกิดเรื่อง พล.อ.สนธิ กลายเป็น“โดดเดี่ยวผู้น่ารัก” และกลายเป็นขี้ปากให้ชาวบ้านค่อนขอดกระหึ่มเมือง ช่วงนี้ คตส.ออกมาโวยวายว่า เงิน 45 ล้านบาท ที่คณะปฏิวัติจัดให้แต่ต้นเพื่อเอามาทำงานนั้น “หมดแล้ว” และคตส.มีความจำเป็นจะต้อง “ฟ้องเอง” ในหลายคดีๆ จะต้องใช้เงินอีก 19ล้านบาทยื่นเรื่องขอเงินไปที่รัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แล้ว ให้สำนักงบประมาณตอบมาว่า…ให้ไม่ได้คตส.กลายเป็นผู้น่าสงสาร ปากคำชาวบ้านที่พูดกันอยู่ก็คือ “เขาวิ่งหนีกันหมดแล้ว”“เขาที่วิ่งหนี” คือ คนที่ตั้ง คตส.ขึ้นมา ต่างเผ่นหนีไปคนละทิศละทาง ปล่อยให้คตส.สู้ชะตากรรมต่อไปเอาเอง ซึ่งหากโดนทักษิณและบริวาร “ฟ้องกลับ”ก็คงหนักเหมือนกันมีข่าวเล็ดลอดออกมาจากที่ประชุม คตส.เมื่อวันที่ 5 ก.พ.51 หลายข่าวมาก

1.จะขอเงินจากนายกฯสมัคร สุนทรเวช เพื่อทำงานต่อไป
2.จะมีการตั้งโต๊ะเรี่ยไรเงินจากประชาชนมาฟ้องคดี

ประเด็นข้อ 2มีคนร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยเยอะมาก อยากให้คตส.ใช้ข้อนี้ ไปตั้งโต๊ะหน้าห้างสรรพสินค้า หน้าตลาด หน้าโรงเรียน หน้าแหล่งชุมชนแออัดในกรุงเทพฯเพื่อวัดใจว่าประชาชนไทยสนับสนุนการเอาผิด คนในรัฐบาลทักษิณที่ได้โกงไปอย่างมหาศาลหรือไม่ ซึ่งมันยังมีคดีที่ยังไม่ได้สรุปอีกเยอะมากการตั้งโต๊ะรับบริจาคเงินจะเป็นเครื่องมือวัดใจคนไทย จะได้รู้ว่าที่คตส.ทำมาทั้งหมด…ถูกหรือผิดแค่ 19 ล้านบาท ก็ไม่แน่อาจจะมีคนนิรนามแอบบริจาคให้ก็ได้

นายกฯ ทักษิณ ไม่ใช่เทวดา อย่าเข้าใจผิด



00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ หนังสือพิมพ์ทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 วันนี้เวลา 16.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันวาน ฉับไวทันใจ พรุ่งนี้เป็นวันตรุษจีน ถือว่าเป็นฤกษ์ดีทั้งวันในการที่คณะรัฐมนตรีจะเข้ากระทรวง

00 “นายกฯ ทักษิณ ไม่ใช่เทวดา อย่าเข้าใจผิด นายกฯ ทักษิณ ไม่ใช่เทพ แต่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา” เป็นคำพูดตอนหนึ่งของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทางโทรทัศน์ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เมื่อคืนวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2546 หลังจากนั้นเวลาผ่านไป 2 ปี นายสนธิเป็นแกนนำคนสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กวักมือให้ทหารเข้ามาทำรัฐประหารล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วประกาศชัยชนะกันอย่างอหังการ์ ลืมนึกถึงชื่อของกลุ่มที่มีคำว่า ประชาธิปไตย ต่อท้าย

00 ทันทีที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนถูกคว่ำ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ได้รับบำเหน็จจากการนำกำลังมาทำรัฐประหาร เลื่อนชั้นจากแม่ทัพภาค 3 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้ประกาศตัวเองว่าเป็นวีรบุรุษ โดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล รับลูกประกาศก้อง ยกย่องไม่ต่างจากที่เคยยกย่อง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อย่างไงอย่างงั้น ทำให้ใครต่อใครมองว่า พล.อ.สพรั่ง เต็งจ๋าในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกต่อจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

00 นอกจากนั้น เมื่อ พล.อ.สพรั่ง ได้รับความดีความชอบที่ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นประธานบอร์ดการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และประธานบอร์ดองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ทั้ง 2 หน่วยงานนี้ใครก็รู้ว่าคือ ขุมทรัพย์ที่ใครก็อยากจะไปนั่ง

00 เมื่อโอกาสทองและนาทีทองเป็นของ พล.อ.สพรั่ง ทั้งๆ ที่เป็นทหารบก แต่เป็นประธานบอร์ดการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ส่วนประธานบอร์ดองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เก้าอี้ตัวนี้ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบก เคยนั่งมาก่อน แต่เป็นยุคที่ทั้ง 2 หน่วยงานไม่ได้เป็นบริษัทมหาชนอย่างปัจจุบัน ซึ่งจะต้องใช้มืออาชีพเข้าไปบริหาร แม้แต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ยังเคยออกมาท้วงติง แต่ผลที่ได้รับไม่มีใครสนใจไยดี แถมถูกว๊ากเฟ้ยกลับมา เพราะ พล.อ.สพรั่ง เป็นวีรบุรุษ ถูกโปรโมตโฆษณาว่าเข้าไปเพื่อ สะสางการทุจริตที่หมักหมมมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว

00 การโปรโมตโฆษณาประชาสัมพันธ์ของสื่อในเครือผู้จัดการ ทำให้ประชาชนโดยทั่วๆ ไป เคลิบเคลิ้ม หลงเชื่อ ว่าทั้ง 2 หน่วยงานที่ถูกกล่าวหากันว่ามีการ โกงกินกันมโหฬารบานตะเกียง จะได้รับการสะสางให้เบ็ดเสร็จสะเด็ดน้ำ โดยนายทหารบกน้ำดีที่ชื่อ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

00 เวลาผ่านไปเพียงปีเศษเท่านั้น วันนี้ พล.อ.สพรั่ง กลายเป็นบุคคลที่ได้รับเกียรติจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ พาดหัวใหญ่ว่า “สุดช้ำ หลักฐานชี้ชัดๆ พล.อ.สพรั่ง เหลือบในคราบวีรบุรุษ” “ชำแหละผลงานสพรั่ง 1 ปี TOT ทำแต่เรื่องฉาว” ใครได้อ่านเนื้อหารายละเอียด คงจะพูดในทำนองเดียวกัน “เป็นไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ” แต่สำหรับ เอกฉัตร หาข่าวขายมาทั้งชีวิต ได้แต่ปลงอนิจจัง ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร

00 เพราะงั้นที่แกนนำพรรคพลังประชาชนย้ำมาตลอดว่า เมื่อได้เป็นรัฐบาลจะไม่มีการเช็กบิลใครย้อนหลัง วันนี้ต้องทบทวนกันใหม่ เรื่องฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะต้องเช็กบิลให้กระจ่าง เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นตามข่าวที่แฉกันมามากมายมหาศาล ล้วนแต่เป็นผลประโยชน์ที่ประเทศชาติควรได้รับมิใช่หรือ

00 บรรทัดนี้ เอกฉัตร ขอสำนึกผิด ที่เคยกล่าวหา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในทุกเรื่องตั้งแต่ทำรัฐประหารล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย มาถึงวันนี้รู้แล้วว่า มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ บังธิ ทำถูก คือไม่ตั้ง พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นผู้บัญชาการทหารบก ทั้งๆ ที่เป็นตัวเต็งจ๋า เพราะถ้าตั้งไปแล้วมีข่าวฉาวอย่างนี้ ซึ่งยังเคลียร์ไม่ได้ว่าจริงหรือเท็จ คนที่น่าสงสาสารคือทหารนั่นแหละขอรับ

00 จริงไม่รู้เท็จ ไม่ยืนยัน ไม่อยากจะให้ใครตื่นตูม แต่ระวังกันไว้บ้าง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เป็นช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาลเก่ากับรัฐบาลใหม่ อาจจะมีอะไรให้ตื่นเต้น ยิ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังมึนอยู่กับผลงานอัปยศของแก๊ง ตชด. อุ้มเหยื่อไปรีดไถยัดยาบ้า สถานการณ์วันนี้ ประชาชนต้องช่วยตัวเองก่อนดีที่สุด

00 ยุทธการล่าหนูตัวเดียวแต่เผาป่าทั้งป่า แผลงฤทธิ์ให้เห็นแล้ว กรณีของ นายกมล จิระพันธุ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี พรรคชาติไทย เจ้าของโรงโม่หินลพบุรี ซึ่งมีสัมปทานกับรัฐ บุญมีแต่กรรมบัง ทั้งที่เจ้าของพรรค นายบรรหาร ศิลปอาชา คัดสรรให้เป็นรัฐมนตรี เพราะภักดีอยู่กับพรรคชาติไทยมานาน แต่กลัวว่าถูกน็อกคาเก้าอี้ กับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม ที่เรียกกันว่า กฎหมาย 7 ชั่วโคตร

00 ร่าง พ.ร.บ. 7 ชั่วโคตร รู้กันทั่วว่าเขียนขึ้นมาเพื่อปิดกั้นไม่ให้ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้าสู่การเมือง แต่ส่งผลไปถึงการคัดสรรรัฐมนตรี โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเงินๆ ทองๆ ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามา แล้วยังมีหน้ามาวิจารณ์ว่ารัฐบาลขี้เหร่ เป็นการเขียนกฎหมายเพื่อต้องการให้มีการหลีกเลี่ยง สร้างนอมินีให้ถือหุ้นแทนนักการเมือง เพราะพวกที่ สุมเศียรกันร่างกฎหมายเหล่านี้ออกมา มีทั้งความแค้นส่วนตัว และ มองนักการเมืองเป็นคนชั่วร้าย ต้องขีดเส้นให้เดิน ชะเอย

เอกฉัตร

พิรุธ คตส.เลือกปฏิบัติ “บรรพต” พ้นคดีกล้ายาง

พบพิรุธ คตส. เลือกปฏิบัติคดีจัดซื้อกล้ายางพารา 1.4 พันล้าน ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 45 คน ไม่มีชื่อ “บรรพต หงษ์ทอง” ทั้งที่เรื่องอยู่ในความรับผิดชอบของปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยตรง ขณะที่กรรมการโดยตำแหน่งกลับโดนหางเลขถ้วนหน้า จี้ประธานอนุกรรมการสอบสวน พร้อมด้วย “นาม ยิ้มแย้ม” อธิบายต่อสาธารณชน ระบุประธาน คตส.ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มีโทษถึงติดคุก


จากกรณีที่คณะกกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) มีมติส่งสำนวนคดีการจัดซื้อกล้ายางพารามูลค่า 1,440 ล้านบาทให้สำนักงานอัยการสูงสุด สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 45 คน มีทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และ บริษัทเอกชนที่เข้าประกวดราคา ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการใช้เวลาพิจารณาอย่างยาวนานนั้น ได้กลายเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความสุจริต เที่ยงธรรม และการเลือกปฏิบัติของ คตส.

เนื่องมาจากการสอบสวนคดีจัดซื้อกล้ายางพาราดังกล่าว มีพิรุธมาตั้งแต่แรก เมื่อนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคตส. สั่งให้แจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 93 ราย โดยไม่มีชื่อผู้บริหารบริษัทซีพี คือ นายวัลลภ เจียรวนนท์ ซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาอยู่ด้วย จนกระทั่งถูกสื่อมวลชนทักท้วง ว่าทำไมชื่อผู้บริหารบริษัทซีพี หายไป

ในครั้งนั้น นายนาม ยิ้มแย้ม ชี้แจงว่า “เจ้าหน้าที่พิมพ์ตกหล่น” และได้สั่งให้พิมพ์ชื่อนายวัลลภ เจียรวนนท์ พร้อมด้วยผู้บริหารซีพี ทั้งคณะ เข้าไปเป็นผู้ต้องหาแล้ว โดยเป็นเพียงคำแก้ตัวง่ายๆ ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีการวิ่งเต้น และมีคนพยายามที่จะเชื่อมโยงไปถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

เมื่อผ่านพ้นขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหา โดยไม่สามารถตัดชื่อผู้บริหารบริษัทซีพี ให้พ้นจากสำนวนได้ คตส.ก็ใช้เวลาอีกกว่า 1 ปี ในการสรุปผลการสอบสวนว่าสมควรดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 45 ราย ตัดคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งเป็นผู้นำเสนอโครงการปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ ออกไปทั้งหมด

ผู้ต้องหาของคตส. ในคดีนี้ จึงเหลือเพียง กลุ่มที่ 1. คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คกช.) บางคน นำโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานคชก. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายอดิศัย โพธารามิก นายวราเทพ รัตนากร พร้อมด้วยข้าราชการจากหลายหน่วยงานที่เป็นกรรมการคชก. โดยตำแหน่ง ซึ่งถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีอนุมัติเงิน 1,440 ล้านบาท ดำเนินโครงการปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ โดยไม่มีอำนาจ

กลุ่มที่ 2. ข้าราชการกรมวิชาการเกษตร ที่เป็นคณะกรรมการประกวดราคา กลุ่มที่ 3. บริษัทเอกชนที่เข้าประกวดราคาทั้ง 3 ราย และ กลุ่มที่ 4 คือ นายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะผู้อนุมัติให้รับราคาตามที่ส่วนราชการเสนอมา

หากจำแนกความผิดของทั้ง 45 ราย ที่ถูกคตส. ตั้งข้อหาและสรุปสำนวนส่งให้อัยการสั่งฟ้อง พอจะได้เป็น 3 เรื่องหลัก คือ 1. คณะกรรมการคชก. มีความผิดเนื่องจากอนุมัติให้ใช้เงิน 1,440 ล้านบาทโดยไม่มีอำนาจ 2. ข้าราชการกรมวิชาการเกษตร กับ บริษัทเอกชน มีความผิด เนื่องจาก “ล็อกสเปก” และ “ฮั้ว”ราคา และ 3. นายเนวิน ชิดชอบ มีความผิดเนื่องจาก เซ็นอนุมัติรับราคา โดยไม่ยอมรอให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนใหม่ ในขณะนั้น มาเป็นคนลงนาม

อย่างไรก็ดีประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องนี้ อยู่ตรงที่การดำเนินคดีกับกรรมการ คชก. บางคน และตัดชื่อคนบางคน ออกไป ทั้งๆ ที่เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ในฐานะคณะกรรมการที่ร่วมกันพิจารณาอนุมัติเงิน 1,440 ล้านบาท

มีการตั้งข้อสังเกตุว่า คตส. หยิบชื่อกรรมการคชก. 2 คนออกไปจากสำนวนสอบสวน คือ นายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และนายสุทธิพร จีระพันธ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ไม่ตกเป็นผู้ต้องหาของคตส. ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะนายบรรพต ซึ่งเป็นปลัดกระทรวงเกษตรฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

ในขณะที่ นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง กลับตกเป็นผู้ต้องหา เนื่องจากเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ โดยตำแหน่ง เช่นเดียวกับ นายปริญญา อุดมทรัพย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย แต่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ก็กลับต้องตกเป็นผู้ต้องหา เช่นเดียวกัน

แหล่งข่าวระบุว่ากรณีที่เกิดขึ้น นายบรรเจิด สิงหคเนติ ประธานอนุกรรมการสอบสวนคดีนี้ และ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคตส. ต้องมีคำอธิบายกับประชาชนว่าเหตุใด ชื่อนายบรรพต หงษ์ทอง จึงหายไป แต่รองอธิบดีกรมการปกครอง หรืออธิบดีกรมประมง ต้องมารับผิดกับเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีนายบรรพต เป็นปลัดกระทรวงฯ เพราะเหตุใด

พร้อมตั้งข้อสังเกตุด้วยว่า นายนาม ยิ้มแย้ม จะแก้ตัวว่าเจ้าหน้าที่พิมพ์ชื่อผู้ต้องหา “หล่น” อีกหรือไม่ ซึ่งการกระทำของนายนาม ส่อเข้าข่ายการละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เข้าด้วยช่วยเหลือผู้กระทำความผิด เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุก

ทั้งนี้ หากคตส. ทำงานด้วยความไม่ชัดเจน อาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นการทำงานเพื่อชำระความแค้นส่วนตัว ไม่ได้เป็นการทำงานเพื่อประเทศชาติด้วยความสุจริต