WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 7, 2008

'มิ่งขวัญ'ฟิตประกาศลั่น หาเงินเข้าปีละแสนล้าน [7 ก.พ. 51 - 10:53]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (7 ก.พ.) บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นไปอย่างคึกคัก หลังจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เนื่องในโอกาสเข้าทำงานวันแรก

นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่าหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (8 ก.พ.) แล้ว จะมีการแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรี

ขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า คาดว่าคงจะได้รับมอบหมายงานจากนายกรัฐมนตรี ภายใน 1-2 วันนี้ โดยส่วนตัวอยากดูและในภาพรวมเกี่ยวกับการดูแลแก้ไขปัญหาความยากจน แม้จะมีทีมเศรษฐกิจดูอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็พร้อมให้ความร่วมมือ ส่วนเรื่องการศึกษาจะขอเข้าไปหารือกับข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการก่อน

ด้านนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี จะให้ดูแลเรื่องการหารายได้เข้าประเทศ โดยจะดูแลงานด้านอุตสาหกรรมและการลงทุน เบื้องต้นวางเป้าหารายได้เข้าประเทศปีละแสนล้านบาท เบื้องต้นต้องรอหารือกับคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

ในส่วนของนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สนใจที่จะดูแลงานในส่วนของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และเชื่อว่าคงจะได้ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ส่วนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน คงเป็นเรื่องในอนาคต สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงต้องรออีกสักระยะหนึ่ง จึงจะมีการตั้งขณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาปรับปรุง โดยประเด็นสำคัญที่อยากจะแก้ไขคือ ระบบการเลือกตั้ง การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และการที่มองกันว่านักการเมืองเลวทรามต่ำช้ำไปหมด

"ง่ายที่สุดคือเอารัฐธรรมนูญปี 40 เป็นตัวตั้ง และเอาส่วนดีของรัฐธรรมนูญปี 50 มาใส่ อันไหนที่คิดว่าเป็นปัญหาก็ตัดออก" นายชูศักดิ์กล่าว

ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะได้รับมอบหมายให้ดูแลสื่อของรัฐ กล่าวว่า พรุ่งนี้คงมีความชัดเจนเรื่องการแบ่งงาน แต่หากได้รับมอบหมายก็จะดำเนินงานเรื่องทิศทางของทีวีสาธารณะ ไทยพีบีเอส ให้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งการนำเสนอข่าวของสื่อของรัฐ ต้องนำเสนอข้อมูลให้ประชาชนอย่างสมบูรณ์ ไม่เอียงข้างใดข้างหนึ่ง นอกจากนี้ ยังยอมรับว่าจะรับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา โดยจะเร่งแก้ไขปัญหาให้ประชาชนตามที่คาดหวังให้ได้ คาดว่า 3 เดือนแรกคงจะเห็นทิศทางการทำงานของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับทีมงานของโฆษกฯ จะประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ และ น.ส.จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์

ชลิตให้ถามประชาชน กม.นิรโทษกรรม111 [7 ก.พ. 51 - 12:39]

วันนี้ (7 ก.พ.) พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ว่าการแก้กฎหมายเป็นสิทธิเสรีภาพของผู้มีอำนาจ ถ้าทำแล้วประชาชนเห็นชอบ ก็คือความต้องการของประชาชน ถ้าไปขัดขวางก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะประชาชนจะทราบความต้องการที่แท้จริงว่าคืออะไร และจะเป็นผู้เห็นชอบและตัดสินว่าควรทำหรือไม่

พล.อ.อ.ชลิต ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมตัวกันตรวจสอบรัฐบาล ว่า อย่า "ถ้า" ให้มากเลย เพราะจะทำให้จิตใจหดหู่ เราทำหน้าที่ของเราในแต่ละหน้าที่ให้เต็มที่ ช่วยกันประคับประคองให้ประเทศพัฒนาต่อ ส่วนเรื่องถูกใจหรือไม่ถูกใจ พวกเราทุกคนจะได้เห็น ทั้งนี้ ตนยังมุ่งหวังว่าทุกคนในประเทศต้องเห็นประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทุกฝ่ายควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน

วันเดียวกัน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางเข้าทำงานเป็นวันแรก จากนั้นเข้าสักการะพระพิฆเนศวร ด้านหน้าอาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำอาคาร มีนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม นำข้าราชการระดับสูงให้การต้อนรับ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงทีมงานว่า คงมีไม่มาก จะมีนายประวัฒน์ อุตตะโมต เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี นายโสภณ โกชุม เป็นเลขานุการรัฐมนตรี และจะให้ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ น้องชายของตน มาช่วยงานแต่จะไม่ให้ตำแหน่ง เพราะไม่ต้องการให้มี "อมรวิวัฒน์" มากเกินไปในกระทรวง

ผู้สื่อข่าวถามถึงบทบาทต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีหลายคดีเกี่ยวข้องกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมพงษ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว ถ้าตนไม่มาเขาจะไม่ทำหรืออย่างไร เมื่อถามว่ามีข้อกังวลว่ารัฐบาลอาจเข้ามาแทรกแซงคดี นายสมพงษ์ กล่าวว่า "คุณไม่ต้องมาถามอย่างนี้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายทั้งนั้น ผมไม่รู้เรื่องกฎหมายแต่ก็ทราบว่าถ้าไปผูกมัด อะไรผิด ผมก็ไม่ทำ"

ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายล้างขั้วเก่า นายสมพงษ์ กล่าวว่า คงไม่อย่างนั้น ทุกอย่างจะเป็นไปตามครรลองครองธรรม มาถามอะไร อย่างนี้เรื่องที่พวกคุณมีความวิตกไม่มีกับตนแน่นอน มันอยู่ที่ความชอบธรรมมากกว่า คำถามเช่นนี้เมื่อตอน 19 ก.ย.มีการถามกันบ้างไหมตนจะได้เอาคำตอบแบบนั้นมาตอบ หากเกิดอะไรขึ้นค่อยมาว่ากันอีกที

สหรัฐประกาศคืนความช่วยเหลือทางทหารแก่ไทย

สหรัฐ 7 ก.พ.- สหรัฐประกาศคืนความช่วยเหลือทางทหารแก่ไทย ที่ถูกระงับไปหลังมีการยึดครองอำนาจการเมื่อปี 2549

นายทอม เคซี่ย์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวโดยอ้างถ้อยแถลงของนายจอห์น เนโกรปอนเต้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศว่า นายเนโกรปอนเต้ได้ให้การรับรองรัฐบาลไทยที่มาจากระบอบประชาธิปไตยต่อรัฐสภาสหรัฐ ซึ่งเป็นผลให้การระงับการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่รัฐบาลไทยยุติลงไปด้วย

นายเคซี่ย์ยังแสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รวมถึงชาวไทย และระหว่างวันที่ 28-29 เดือนนี้ รัฐบาลสหรัฐจะส่ง นายคริสโตเฟอร์ ฮิลล์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐที่ดูแลกิจการเอเชียตะวันออก เดินทางมาเยือนไทย เพื่อสมานความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในภูมิภาคนี้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-07 12:22:35

เอกชนให้เวลารัฐบาลทำงาน แม้หลายคนเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่

กรุงเทพ 7 ก.พ. - เอกชนให้เวลารัฐบาลทำงาน แม้หลายคนเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ ขณะที่ บีเอ็มซีแอล.ขานรับโครงการรถไฟฟ้าของรัฐบาลใหม่

นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน เห็นว่าควรให้เวลา คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ บริหารงาน แม้ว่าบางคนอาจไม่มีประสบการณ์ แต่การเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็แสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไว้วางใจ และจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้ต่างชาติกลับเข้ามาลงทุน แต่รัฐมนตรีทุกคนก็ต้องเร่งทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

ด้านนายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือบีเอ็มซีแอล รัฐบาลจะผลักดันโครงการรถไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเส้นทางรถไฟฟ้า 9 สาย ที่นายกรัฐมนตรีพูดถึง จะแตกต่างจากเส้นทางเดิมที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรวางไว้ ซึ่งอาจทำให้โครงการล่าช้าบ้าง แต่เชื่อว่าไม่เป็นปัญหามากนัก .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-07 12:21:31

รมต.บัวแก้วลั่นฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นอย่างแรก

รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุ ฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นอย่างแรก ชี้ เลิกเป็นทนายครอบครัวชินวัตร ยืนยัน ไม่แทรกแซงเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณ

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ภาระกิจแรกที่จะปฏิบัติหลังดำรงตำแหน่ง คือการฟื้นฟูภาพลักษณ์และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อให้ความมั่นใจกับนักลงทุนและกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในประเทศกลุ่มอาเซียน พร้อมกับให้ความมั่นใจกับข้าราชการว่า จะปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยจะขอยุติบทบาทการทำหน้าที่ เป็นที่ปรึกษากฎหมายครอบครัวชินวัตร เพื่อมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประทศอย่างเต็มตัว และจะไม่มีการแทรกแซงการคืนพาสปอร์ตเล่มแดง ของ พล.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังถูกยึดตอนทำรัฐประหาร โดยจะให้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงเช่นเดียวกับการเดินทางกลับของนายกรัฐมนตรี ที่จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด จะเป็นผู้ประสานงาน โดยไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวง

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังให้ความมั่นใจให้กับข้าราชการในกระทรวงว่า จะไม่มีการเช็กบิลข้าราชการ ที่เชื่อโยงกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. อย่างแน่นอน

จักรภพ ประกาศจัดการสื่อTV-วิทยุ-SMSให้เป็นกลาง

“จักรภพ” เผยหลังได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการให้กำกับดูแลสื่อของรัฐ จะดูแลทิศทางของกรมประชาสัมพันธ์ อสมท ไทยพีบีเอส ให้เกิดความชัดเจน เป็นกลาง และสมดุล ชี้ที่ผ่านมาสื่อยึดติดกับการเมือง ทำให้การสื่อสารไม่เป็นกลาง

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดหมายจะได้กำกับดูแลหน่วยงานสื่อของรัฐ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษในวันพรุ่งนี้ (8 ก.พ.) จะมีความชัดเจนเรื่องการแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนการทำงานของรัฐบาลเนื่องจากมีเวลาจำกัดในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และประชาชนมีความคาดหวังกับรัฐบาลสูง ดังนั้น รัฐบาลจึงมองว่าการทำงานทุกอย่างควรจะต้องช่วยกัน

ต่อข้อถามว่า รัฐบาลจะใช้เวลาการพิสูจน์ผลงานมากน้อยเท่าไร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงตอบแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้ แต่ส่วนตัว เห็นว่าภายใน 3 เดือน คิดว่าคงเห็นอะไรชัดเจนขึ้น เพราะว่าผู้รับผิดชอบในกระทรวงต่าง ๆ จะนำทิศทางของประเทศไปทางไหน โดยต้องทำให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของรัฐบาล

นายจักรภพ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้ดูแลสื่อของรัฐ ก็จะดูแลเรื่องทิศทางของทีวีสาธารณะ ไทยพีบีเอส รวมถึงการดูแลเรื่องการตลาดสื่อสารมวลชนของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และการทำงานของกรมประชาสัมพันธ์ ทุกอย่างต้องมีความชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาสื่อมวลชนของรัฐ ยังไม่สามารถให้ข้อมูลกับประชาชนได้อย่างสมบูรณ์ หรือเอียงข้างไปบ้าง ประชาชนรับข้อมูลไม่เพียงพอ ดังนั้น จะดูแลเรื่องโครงสร้างทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล

“ยืนยันว่า จะไม่มีการตอบโต้ทางการเมืองผ่านสื่อ แต่จะมีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารข้างเดียวต่อไป เช่นการจัดรายการนายกฯ พบประชาชน แต่จะทำให้เกิดความเป็นกลางและสมดุลมากขึ้น โดยมีการนำเสนอข้อมูลของฝ่ายตรงกันข้าม เข้าร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาพบว่าสื่อของรัฐบางส่วนยังยึดติดกับการเมือง ทำให้การสื่อสารไม่เป็นกลาง ดังนั้น สื่อใดที่เอียงข้าง จะต้องมีการประเมินและปรับเปลี่ยนในเวลาไม่เกิน 1 เดือน” นายจักรภพ กล่าว

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากนั้น คงจะเข้าไปดูแลในเรื่องวิทยุชุมชน และทีวีผ่านดาวเทียม และในอนาคตจะทำงานร่วมกับองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ โดยจะดูแลเรื่องการบริหาร การจัดการด้านสื่อสารมวลชนและกิจการโทรคมนาคม นอกจากนี้ จะร่วมมือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เรื่องการส่งผ่านข้อมูลข่าวสารผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ในการประสานงาน เข้ามากำกับดูแลให้ถูกต้อง สิ่งทั้งหมดที่กล่าวมาหลังจากได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการแล้วจะเข้าไปจัดระบบให้ดีขึ้น

นายกฯถือฤกษ์ 09.09 น.สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบ


นายกฯเดินทางออกจากบ้านพักถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว โดยถือฤกษ์ 09.09 น.สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการท่ามกลางท้องฟ้ามืดครึ้ม

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกจากบ้านพัก ซอยนวมินทร์ 81 หรือ ซอยโอฬาร ในเวลา 08.40 น. โดยไม่มีรถนำขบวนและขึ้นทางด่วน โดยจ่ายค่าทางด่วนเหมือนเดิม ทั้งนี้ เมื่อนายสมัคร เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลได้ถือฤกษ์เวลา 09.09 น. ร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำพิธีสักการะศาลพระพรหมที่อยู่บนตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางบรรยากาศท้องฟ้ามืดครึ้ม แต่หลังจากนี้นายกรัฐมนตรี จะประชุมร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี ทั้ง 6 คน เพื่อแบ่งหน้าที่รับผิดชอบดูแลงานด้านต่างๆต่อไป

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล
โดยยืนยัน ว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทุกด้าน ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ตสนดูแลในด้านใดก็ตามซึ่งไม่ว่าจะเป็นงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เพราะตนเคยผ่านงานทางด้านนี้มาแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่ขอเสนอแนะหรือแนะนำอะไรให้กับนายกรัฐมนตรี เนื่องจากจะขอรับผิดชอบในส่วนของพรรคชาติไทยเท่านั้นขณะที่เห็นว่ารัฐบาลผสมซึ่งมีหลายพรรคการเมืองเพื่อทำงานร่วมกันแล้ว หนักนิดเบาหน่อยต้องทำใจในและเรื่องนี้และหัวหน้าพรรคชาติไทยก็ไม่ได้แนะนำอะไรด้วย

ขณะที่ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุ ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปยังกระทรวงพาณิชย์ พร้อมแสดงความมั่นใจว่า การหาเงินเข้าประเทศตามที่ได้รับมอบหมายนั้นจะไม่มีปัญหาเพราะมีหลายช่องทาง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่แล้ว


ประกาศ

แต่งตั้งรัฐมนตรี

---------------

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายสมัคร สุนทรเวช เป็น นายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 29 มกราคม พุทธศักราช 2551 แล้วนั้น

บัดนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายสหัส บัณฑิตกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี

พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีกตำแหน่งหนึ่ง

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายนพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นายสุธา ชันแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายธีระชัย แสนแก้ว เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายมั่น พัธโนทัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

พลโทหญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

พันตำรวจโท บรรยิน ตั้งภากรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายสุพล ฟองงาม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

นางอุไรวรรณ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นายบุญลือ ประเสริฐโสภา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายพงศกร อรรณนพพร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายไชยา สะสมทรัพย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2551 เป็นปีที่ 63 รัชกาลปัจจุบัน


ผู้สนองพระบรมราชโองการ

นายสมัคร สนุทรเวช

นายกรัฐมนตรี

จาก hi-thaksin

อานันท์...โดนซะ

ผมจะไม่เพ่งเล็งเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ บทเรียนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นใน
ประเทศไทยมาแล้ว 76 ปี มีการเลือกตั้งประมาณ 30 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 11 ฉบับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งแอฟริกา เอเชีย หรือละตินอเมริกา

ส่วนใหญ่รู้สึกว่าการพัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์นั้น เชื่องช้ามากในอังกฤษ ยังให้โอกาสสุภาพสตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้เมื่อ 80-90 ปีที่แล้ว สมัยก่อนให้สิทธิเฉพาะคนที่มีทรัพย์สมบัติเท่านั้นประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แม้รัฐธรรมนูญจะดี

อย่างไร ก็ไม่สามารถอุดช่องโหว่ได้ทุกช่อง ไม่สามารถป้องกันได้ทุกกรณี
รัฐธรรมนูญถึงจะดีเลิศอย่างไร แต่ถ้าผู้ที่จะมาใช้ช่องโหว่เป็นคนฉลาด ก็สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นั้นหาประโยชน์ให้ตัวเอง แต่ถ้าการเลือกตั้งไม่สะอาด ไม่โปร่งใส ตามที่มี

ข่าวหนาหูทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งตลอด 30-40 ปี จะการันตีได้อย่างไรว่ารัฐบาลที่ได้นั้นจะมีความชอบธรรมนักข่าวชอบถามยั่ว ที่ท่านมาเป็นนายกฯ มีความชอบธรรมหรือไม่ ผมยอมรับว่ามีที่มาไม่ชอบธรรม สุดท้ายวันที่พ้นตำแหน่งก็ไม่มีใครถามถึงเรื่องความชอบธรรมอีก

ท่านพุทธทาสเคยบอก แม้ประชาธิปไตย คือ เสียงข้างมาก แต่ถ้าเสียงข้างมากไม่ดีเป็นเสียงเลวๆ ประเทศชาติจะรอดพ้นไปได้อย่างไรสมัยที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ใครก็ตามที่เข้ามาแล้วตั้งหน้าบิดเบือนถ้อยคำบิดพลิ้วเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ แล้วใช้ประโยชน์จากช่องว่างช่องโหว่ของรัฐ

ธรรมนูญ ก็ทำได้และทำมาแล้วและทำสำเร็จด้วย ต้องพยายามอุดช่องโหว่ ป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เหมือน 6 ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นได้อีกจะโทษใครไม่ได้ แต่ถ้าจะโทษคงต้องโทษสังคมไทยทั้งสังคม จะโทษคนซื้อขายเสียงอย่างเดียวหรือชาวนาชาวไร่ก็ไม่ถูก

ในแวดวงการต่างประเทศมา 40-50 ปี เห็นว่าคำว่าประชาธิปไตยนั้นได้ถูกนำไปใช้
ประโยชน์เพื่อประโยชน์ของตนเอง ประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ต่างๆ ล้วนใช้คำนำหน้าประเทศว่าประชาธิปไตย แต่ผู้นำหลายประเทศในโลกนี้ใช้ประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

เช่น ฮิตเลอร์ ผ่านระบบการเลือกตั้งมาตลอด ไม่เคยทำรัฐประหารเป็นเรื่องตลกมากที่ทุกประเทศเป็นประชาธิปไตยกันหมด แม้แต่ประเทศอย่างสหรัฐฯจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดี บอกว่าอิรักเป็นประชาธิปไตยแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญที่ตัวเองร่างเองและมีการเลือกตั้งแล้ว

ความเห็นของชาติตะวันตกเกี่ยวกับประชาธิปไตยไร้ความหมาย เขาทำให้คนไทยเกรงกลัวว่าเราต้องมีการเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นต่างประเทศจะบอยคอตไม่ให้การรับรอง ประเด็นอยู่ที่คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้วใช้อำนาจในทางที่ผิด ถ้าหากเป็นได้ก็แสดงว่าถ้าคุณเป็นพวกเขา ไม่ว่า

คุณจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารเขาก็รับได้หมดการเลือกตั้งนั้น นอกจากจะเป็นระบอบที่ยอมรับเสียงข้างมากแล้ว ยังต้องปกป้องคุ้มกันเสียงข้างน้อยด้วย ผมเป็นผู้นำของคน 16 ล้าน หรือ 19 ล้านเสียง แต่อีก 12 ล้านที่ไม่ออกเสียงกับผมก็นั่งคอยไปอีก 4 ปี ตัดสินว่าจะให้งบประมาณที่ไหนมากกว่า อันนี้

ใช้ไม่ได้ อย่าไปแยกแยะว่าเป็นนายกฯ ให้คน 19 ล้านคนเท่านั้น หรือจะเป็นนายกฯ ให้คนนับถือพุทธเท่านั้น เป็นความผิดอย่างมหันต์ คนเป็นนายกฯ ต้องบอกจะเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศรัฐบาลใหม่หน้าตาจะอย่างไรไม่ทราบ จะสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือกลมดิก ก็ไม่รู้

ต้องรอดูผลงานเพราะมาตามครรลองการเลือกตั้ง จะบริสุทธิ์หรือไม่ กระบวนการยุติธรรมก็ทำไปกระบวนการยุติธรรมใช้อำนาจกับคนทุกคนในลักษณะเดียวกันเพราะเมื่ออยู่ต่อไปมีสิ่งยั่วยวนใจมากมายทำให้ความเป็นอิสระน้อยลง บางคน

กลายเป็นทาสไปเลย ไม่สามารถตรวจสอบได้ตามอำนาจหน้าที่ของรัฐธรรมนูญ
เวทีการเมืองต้องเปิดกว้าง ไม่ใช่จำกัดแค่คนๆ เดียวหรือ 111 คน หรือ 3,000 คน ที่มีเมียผัว ญาติ มิตร พลังของประชาชนต้องเป็นแสนเป็นล้าน แต่ไม่อยากให้ตื่นตัวเฉพาะจำนวน

ต้องให้การศึกษา ถ้าคนไปออกเสียงโดยไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรชอบ ดีหรือไม่ดี การออกเสียงนั้นไม่มีความหมาย ที่พูดไม่ใช่น้อยใจที่เรียนไม่ถึงดอกเตอร์ แต่เห็นดอกเตอร์โกงเยอะแยะในเมืองไทยมีความรู้แต่ไร้คุณธรรม จริยธรรม ต่อให้เป็นดอกเตอร์หรือมียศอะไรก็ให้

ความเคารพยากภาคประชาชนยังไม่แข็งพอ เนื่องจากมีการปกปิดข่าวสารข้อมูล ไม่ใช่ว่าคนในเมืองหรือคนในชนบทคิดถูกหรือคิดผิด แต่เป็นเพราะขนาดข้อมูลที่ได้รับไม่พร้อม ไม่เท่าเทียมกัน เป็นความอยุติธรรมในสังคมอย่างหนึ่ง

ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า สัจธรรมของโลกสังคมไทยไม่มีทางดิ่งสู่เหว แต่จะมีอะไรมาแก้ไขแต่ไม่ใช่แก้ไขด้วยการมีรัฐประหาร ขอให้เลิกซะที ที่จริงจัง จริงใจ เข้มแข็งหนักแน่น จะมีกลไกในการแก้ไข ประเทศที่มีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนไม่มีการรัฐประหารแล้ว เพราะมีกลไกในการจัดการ

กับปัญหา แต่ของเรายังไม่มีหรือมีก็ใช้ไม่ได้ ต้องสร้างเสาหลักให้ได้ทั้งเรื่องความอิสระของสื่อความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ความโปร่งใส การเข้าถึงข้อมูลราชการอีกแห่งหนึ่งเท่านั้นนี่คือเนื้อหาบางตอนที่ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน

เสวนาวิชาการเรื่อง “บทเรียนเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550” เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยหากคำพูดดังกล่าวไม่พาดพิงใครก็คงจะเป็นเรื่องปกติ แต่นี่ดัน “กระทบ” ผู้คนเข้าให้มันจึงกลายเป็น

“ประเด็นร้อน” ขึ้นมาทันทีแม้ นายอานันท์ ปันยารชุน จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กระนั้นก็ไม่ได้มาจาก “การเลือกตั้ง”ทว่า เขา “ถูกแต่งตั้ง” ขึ้นมาต่างหาก จาก พล.อ.สุจินดา คราประยูร ภารกิจสมัยแรกระหว่างวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2534-22 มีนาคม พ.ศ.2535อานันท์ ปันยารชุน ดำรง

ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยแรกภายหลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ.2534 ระหว่าง 2 มีนาคม พ.ศ.2534-22 มีนาคม พ.ศ.2535 คือ การร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการบริหาร

ประเทศนั้นเน้น “ความโปร่งใส” เป็นเอกเทศ ไม่ยอมอยู่ใต้คำสั่งของคณะ รสช. ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชน และได้รับฉายาว่า “ผู้ดีรัตนโกสินทร์”กระทั่ง เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2535 อานันท์ ปันยารชุน

ก็ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เมื่อวันที่10 มิถุนายน พ.ศ.2535 โดยจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง และเมื่อการเลือกตั้งวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2535 จบลง 23 กันยายน พ.ศ.2535 “ผู้ดีรัตนโกสินทร์” ก็มีอันต้องยุติบทบาท

อย่างไรก็ตาม ในวังวนแห่งความดี “อานันท์” ก็มี “รอยตำหนิ” ที่ให้ใครหลายคน
ได้จดจำเช่นกันเพราะหลังจาก นายชวน หลีกภัย รับช่วงต่อ ปรากฏว่าได้ถูกฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยและนำไปอภิปรายอย่างดุเดือดในสภา เรื่องการประมูลโครงการโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย และการขายโรงกลั่นให้ไทยออยล์8,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น “อานันท์” ยังเป็นผู้นำนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน (BIBF) อันนำมาซึ่งต้นตอวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 จนส่งผลให้ประเทศไทยต้องอยู่ในสถานะ “ลูกหนี้”
และที่สำคัญ “ผู้ดีรัตนโกสินทร์” ประกาศยกเลิกเพดานภาษีนำเข้ารถยนต์ ส่งผลให้ปัจจุบันชาวไทยต้องน้ำตาตก เพราะโดน “พิษน้ำมัน” เล่นงานซะอ่วมอรทัย

งั้นก็แสดงว่า “ผู้ดีรัตนโกสินทร์” ก็มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ยิ่งเมื่อคำพูดในงานเสวนาที่ม.หอการค้าไทย สะพัดไปทั่ว กระแสต่อต้าน “อานันท์” จึงแรงขึ้นทันตา โดยเฉพาะเว็บไซต์พันทิป บอร์ดราชดำเนิน ปรากฏว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีอดีตนายกฯ เป็นจำนวนมาก อาทิ

อยากถามท่านที่ชื่อ “อานันท์”...ผมว่าท่านไม่กล้าตอบ จากคุณ : หน้าดำเปา
ฝากบอกคนชื่ออานันท์ “ไม่ต้องมาโทษชั้นที่ชั้นเลือกที่จะอยู่ข้างประชาธิปไตย” จากคุณ : บอยไม่ดื่มค่ะนายอานันท์นอนฝันกลางแดดที่ร้อนแผดเผา จากคุณ : veeอย่างไหน? ถึงจะถูกใจท่านครับ ท่านอานันท์...จากคุณ : dowsuk

อานันท์ ปันยารชุน ผู้สูงศักดิ์หรือต่ำต้อย จากคุณ : karakalบทเรียนในอดีต ทำไมพลังประชาชนไม่รู้จักจำสักที..อานันท์เริ่ม พันธมิตรเริ่ม..จากคุณ : สายธาร 1ฟังคุณอานันท์พูดแล้ว รู้สึกคัน...จากคุณ : น่ารักน่าลุ้นอาจจะเอา “ใบตองแห้ง” ไปเป็นของกำนัลให้นายอานันท์

นายอานันท์-อย่าตะกายฝาแกรกๆ-ครางหงิงๆ-แน่จริง ออกมาลงเลือกตั้ง จากคุณ : มังกรดำนายอานันท์ คุณมันก็ไอ้แค่อำมาตย์คนหนึ่งแค่นั้นเอง จากคุณ : สายลมรักทำไมอานันท์กับ สงค์ ฟันดำ ไม่มีความสำเหนียกบ้าง พูดจาฟังแล้วคลื่นไส้มากๆ จากคุณ : พะโล้ดอก

ป.เงียบไป แต่อานันท์กำลังออกมาแทน จากคุณ : shongakukanเฮ้ย “อานันท์” เราก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า นายจะให้เราเลือก “ใครวะ” ถึงจะถูกใจนาย และทำให้เราเป็นคนฉลาดอย่างที่นายพูด. จากคุณ : คนทำยา“อานันท์” ตาบอด-เป็นใบ้ โนคอมเมนต์ “สมัคร” เป็นนายกฯ จากคุณ : สู่รู้สู่เห็น

แล้ว..นายอานันท์จะเอายังไง?..จากคุณ : พี่บุญน้อยรัฐบาลที่มีความชอบธรรมของนายอนันต์ ใช่รัฐบาล ปชป. หรือเปล่าครับ จากคุณ : SamanosukeAkechiอยู่นิ่งๆ มาก็นานหลายปี ได้พูดในงานเสวนาทั้งที ปรากฏว่า “เจอดี” เข้าจนได้ สุดท้ายจึง“โดนซะ” หลายดอกเลยนะท่าน


ขี้เหร่กินได้ดีกว่า

เข้าทางจริง ๆ สำหรับนายกรัฐมนตรี ชื่อ สมัคร สุนทรเวช งานแรกใครว่าเป็นเรื่องแก้ รธน. หรือปล่อยผีบ้านเลขที่ 111 หรือช่วยทักษิณเรื่องคดี เปล่าทั้งเพ เป็นเรื่องโครงการเมกะโปรเจคท์ ล้วน ๆ ที่นายกฯคนนี้ถนัดสุด อยู่ในหัวแล้ว 3 โครงการรวด

โครงการแรก สมัครบอก ฝัน มานาน ตั้งแต่กลับจากดูงานเรื่องน้ำที่อิสราเอล ที่นั่นอย่างที่รู้แผ่นดินเป็นทะเลทราย แต่กลับเนรมิตเป็นพื้นที่สีเขียวเพาะปลูกพืชได้สบาย เพราะระบบชลประทานที่ดีเยี่ยม เรียกว่าระบบกาลักน้ำ คาดว่า เอาหลักที่ว่ามาจากอิสราเอลนี่แหละ

นัยว่าจะชักน้ำจากแม่โขงลอดอุโมงค์ภูเขาที่ จ.เลย มาพักไว้ในอ่างใหญ่ที่จะสร้างแล้ววางท่อเลียบถนนมิตรภาพเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งใน 19 จังหวัดภาคอีสาน เรื่องนี้จะทำได้แค่ไหนก็ต้องติดตามดู

โครงการที่ 2 ปรับโฉมรถไฟเป็นแบบรถไฟรางคู่ทั่วประเทศ โดยจะเปลี่ยนขนาดรางจากที่กว้าง 1 เมตร เป็น 1.40 เมตร เหมือนในยุโรปหรือญี่ปุ่นไปเลย ทำได้ก็ดีมาก ควรทำมานานแล้ว

โครงการที่ 3 คอยเกือบ 7 ชั่วโคตรมั้ง รถไฟฟ้า 9 สาย 5 แสนล้านใน 3 ปี (สายสีแดง รังสิต-มหาชัย, สายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ, สายสีน้ำเงิน บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค, สายสีเขียวแก่และสีเขียวอ่อน เชื่อมต่อรถไฟฟ้า บีทีเอส, สายสีส้ม บางกะปิ-บางบำหรุ, สาย สีเหลือง ลาดพร้าว-ศรีนครินทร์, สายสีชมพู ปากเกร็ด-สุวินทวงศ์ และสายสีน้ำตาล บางกะปิ สุวินทวงศ์)

มีแผนจะทำเป็นดาว 8 แฉก แต่ละแฉกจะมีวงกลมเชื่อมต่อกรุงเทพฯ ไปที่เมืองบริวารกรุงเทพฯ (นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม) เนื่องจากรถไฟฟ้าบีทีเอส มีแค่ 23 กม. ไม่สามารถแก้ปัญหาจราจรได้ต้องขยายออกไปเป็น 125 กม.

ทั้งหมดอาจต้องลงทุนเป็นล้าน ๆ บาท ซึ่ง “เจบิค” ก็พร้อมให้กู้บางส่วนอยู่แล้ว

เรื่องน้ำ เรื่องขนส่งมวลชน เท่าไหร่ก็ต้องลงทุนเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจริง ขอให้ลุยทำเป็นวาระแห่งชาติให้จริง ๆ เถอะ คนทั้งชาติจะปรบมือให้เลย

โดยเฉพาะเรื่องรถไฟฟ้า 9 สาย อย่างที่รู้ ระบบจราจรขนส่งในกรุงเทพฯ ได้ชื่อว่ารถติดที่สุดในโลก สื่อต่างชาติมาทำสารคดีตีแผ่ไปทั่วโลก ภาพเด็กอนุบาลถูกควักจากที่นอนตั้งแต่ตี 4 ตี 5 หลับไป กินข้าวไปในรถ เห็นแล้วสังเวชใจที่สุด เป็นคุณภาพชีวิตที่ต่ำชั้นมาก

เด็กไทยยิ่งโตยิ่งโง่ก็เพราะสาเหตุนี้แหละ ???

เมื่อรถไฟฟ้าที่เรามีแค่ 23 กม. และวิ่งอยู่แต่ใจกลางเมืองซึ่งไม่แก้ปัญหาจราจรนัก การขยายเส้นทางออกไปเป็นใยแมงมุมทุกทิศ เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองบริวาร จึงถูกต้องที่สุด

ตอนเช้าขนคนจากชานเมืองเข้ามาทำงานในเมือง ตอนเย็นขนคนจากในเมืองกลับไปส่งบ้านรอบปริมณฑล รถไฟฟ้าไปที่ไหนผู้คนจะตามแห่ ไปอยู่เอง ความเจริญจะเกิดตามมาแน่ เรื่องราคาก็ไม่จำเป็นต้อง 15 บาทตลอดสายเลย ไปทำค่ารถเมล์ให้ถูก สะอาด คนขับมารยาทดี เพื่อคนมีรายได้น้อยดีกว่า ส่วนรถไฟฟ้าให้คนทำงาน คนชั้นกลางที่พอมี “ตังค์” จ่ายได้มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้นชดเชยกัน

หรือที่จะไปซื้อ “บีทีเอส” คืนนั้น ก็ไม่เห็นต้องทำ เค้าอยู่ระหว่างการฟื้นฟู อยู่แล้ว แค่เข้าไปช่วยดูแลให้อยู่ได้ ถือว่าธุรกิจรถไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคเพื่อประชาชน แค่นี้เค้าก็พอใจแล้วล่ะ

เหนืออื่นใด ครม. จะขี้เหร่บ้างก็ไม่เป็นไร หรอก คนจีนบอก “อึ่มไจไบ้” พวกไม่รู้ว่าตัวเองขี้เหร่สิน่าเกลียดกว่าแยะ รู้ว่าตัวเองขี้เหร่ก็ต้อง ทำความดี เอาการทำงานหนัก บริหารให้เป็น และซื่อสัตย์สุจริตเข้าสู้

ขอให้ทำอย่างที่บอกได้จริง-จริง เท่านั้นแหละ สวย หล่อ ก็จะงั้น ๆ กินได้ซะเมื่อไหร่เล่า ?!?.


ดาวประกายพรึก