หลายปีก่อน "จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์" ถือว่าผูกขาดเป็นเพชรเลอค่าให้แก่สภาหินอ่อนมาอย่างต่อเนื่อง จวบจนกระทั่ง "เอ๋" ปารีณา (ไกรคุปต์) ปาจรียางกูร ที่พกพาความสวยระดับนางงาม จากเวทีประกวดนางสาวไทยปี 2546 เข้ามาแทนก่อนที่เธอจะตัดสินใจสละโสดไปเมื่อปีที่แล้ว
วันนี้ทุกสายตาจึงจับจ้องมาที่ "ยิ้ม" วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เขต 2 จ.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ลูกสาวคนสวยเพียงคนเดียวของนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ สมาชิก บ้านเลขที่ 111
ที่รับรองได้ว่าเรื่องความสวยความน่ารัก ในรัฐสภาวินาทีนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่จะมีมากเท่าเธอ
"ยิ้ม" ในวัย 26 ปี เฉียดฉิวที่จะเป็น ส.ส.หญิงที่อายุน้อยที่สุด เพราะเธอเกิดก่อน "เชียร์" ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.หญิงอายุน้อยที่สุดเพียง 7 วันเท่านั้น
"ยิ้ม" เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เธอเป็น "คนเหนือ" โดยกำเนิด เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนศิริมาศเทวี อ.พาน จ.เชียงราย ก่อนจะเข้ากรุงเทพฯมาเรียนที่โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี
เรียนต่อมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ก่อนจะโอนหน่วยกิตไปจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอลลองกอง (WOLLON GONG) ประเทศออสเตรเลีย และปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอร์ทแทมเบีย (NORTHUMBRIA) เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ
"เพราะคุณพ่อเล่นการเมืองมา 9 สมัย เป็นเวลากว่า 20 ปี ทำให้ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ก็เห็นคุณพ่อลุยน้ำท่วม แจกของ พบปะประชาชน จึงมีความฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าโตขึ้นมาอยากเป็น ส.ส. แม้กระทั่งอาจารย์ที่สอนมาก็ยังตกใจว่าทำไมถึงอยากเป็น ส.ส. ทั้งๆ ที่คนอื่นอยากเป็นครู อยากเป็นหมอ อยากเป็นพยาบาล แต่ยิ้มอยากเป็นนักการเมือง"
ยิ้มเล่าว่า ครอบครัวของเธอนอกจากคุณพ่อ จะเป็น ส.ส.แล้ว คุณแม่ยังเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และคุณอา (นายวิสิษฐ์) เป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
"ช่วงที่เรียนอยู่เอแบคอยากเป็นนักธุรกิจ เพราะคิดว่าหากวันหนึ่งไม่ได้เป็นนักการเมือง ก็ยังเป็นนักธุรกิจได้ ครอบครัวกับการผลักดันความฝันนั้นไม่มีเลย โดยเฉพาะคุณแม่ อากง อาม่า เองก็บอกว่าไม่สนุกอย่างที่คิดนะ เหมือน เราถูกกดดันทั้งๆ ที่เป็นคนร้องไห้ยาก แต่ครั้งนั้นที่ทุกคนในครอบครัวกดดันทำให้ยิ้มร้องไห้เลย"
"สายตาพ่อแม่คิดว่าเรายังเป็นเด็ก แล้วจะ ต้องเจอความกดดันเยอะจากรอบข้าง ท่านเลย คิดว่ายิ้มคงยังไม่พร้อม นี่ยิ้มก็เพิ่งจะรู้ว่าต้องลงสมัคร ส.ส.แทนคุณพ่อในวินาทีสุดท้ายประมาณ 2 เดือน ซึ่งก็ได้ไปลาออกจากงานการตลาดของรถมินิคูเปอร์แล้วมาลงสมัคร ส.ส."
"ก็บอกพี่น้องประชาชนตอนที่ยิ้มไปหาเสียงว่าเป็นลูกสาวคุณพ่อ จะเข้ามาสานงานต่างๆ ที่คุณพ่อทำค้างไว้ เราพร้อมทั้งวัยวุฒิ อาจจะดู ตัวเล็ก เน้นหาเสียงกับเด็กๆ แม่บ้านและผู้สูงอายุการเป็นผู้หญิงท่าทีที่อ่อนน้อมของเราก็ช่วยได้มาก การพบปะผู้คนอาจจะถูกแขวะบ้าง ก็ทำให้เหนื่อยใจนะคะ แต่เมื่อเราเข้ามาแล้วก็อยากให้ทุกคน รักเรา สโลแกนของยิ้มคือ ถ้าเลือกยิ้มก็จะได้ทั้งครอบครัว"
ยิ้มบอกอีกว่า เธอตั้งใจจะเข้ามาทำงานด้านสตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ อีกทั้งได้เรื่องภาษาก็ยังดูเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ที่สำคัญคือเรื่องการศึกษาตามชนบทที่ยิ้มย้ำว่าต้องการให้การศึกษาบ้านเรามีมาตรฐานที่มากขึ้น ทำให้การเรียนสนุกขึ้น
"ในอนาคต 4-5 ปีข้างหน้ายิ้มก็จะยังอยู่ตรงนี้คะ ระหว่างนั้นก็จะทำให้เรารู้อะไรมากขึ้นโดยที่เจาะแต่ละพื้นที่ว่ามีปัญหาที่เราพอจะแก้ไขให้เขาได้ เพราะเราเป็นตัวแทนเข้ามาก็ต้องหาอะไรไปพัฒนาชุมชนให้ได้"
เวลาว่างๆ ยิ้มบอกว่าชอบดูหนังมาก โดยเฉพาะการดูกับครอบครัว 3 คนพ่อแม่ลูก หากมีเวลาก็จะไปโยนโบว์ลิ่ง และร้องคาราโอเกะ ซึ่งย้ำว่าชอบมาก
"มันเหมือนได้แหกปากนะคะ นอกจากนั้นก็คงจะไปทานข้าวกับเพื่อนๆ บ้าง" เธอกล่าวแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
"ยิ้มเป็นคนไม่ค่อยซีเรียสนะคะ เป็นคนมองโลกในแง่ดี ชอบที่จะหาเพื่อนใหม่ ไม่ได้เป็น คนไฮโซฯคะ ชอบกินข้าวข้างถนน เพราะยิ้มว่า มันจะอร่อยมากๆ ประมาณว่าชอบไล่หาร้านกินเลยก็ว่าได้"
ด้วยความเป็นลูกสาวแสนสวยเพียงคนเดียว ยิ้มยืนยันว่าคุณพ่อไม่หวงการที่เธอจะชอบใคร แม้ว่าเธอจะไม่บอกคุณพ่อ แต่คุณพ่อเองก็คงจะมองรู้
"คุณพ่อเลี้ยงแบบฝรั่ง ไม่ใช่ว่ามีเคอร์ฟิวส์ ต้องกลับบ้านก่อนเวลานี้นะห้ามดื่มแอลกอฮอล์นะ อะไรอย่างนั้นไม่มี"
"ยิ้มก็อยากจะขอบคุณพี่นะคะที่ให้ยิ้มเป็นดาวสภา ยิ้มก็ไม่อยากให้พี่ๆ ผิดหวัง เพราะยังไม่ได้โชว์กึ๋นอะไรเลย ถ้ายิ้มพลาดขึ้นมาก็จะมาบอกว่า อ้าว...นี่สวยแต่โง่ ตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลคะ คิดว่าจะต้องเปิดตัวให้ดีหลังจากที่ได้เรียนรู้ ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ก็มีหลายๆ รูปแบบ อย่างไรก็ตามวิสาระดีต้องเปิดตัวอย่างสง่างาม"
"ยิ้มจะทำให้ดีที่สุด (เจ๊า)"
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, February 8, 2008
เปิดตัว "ดาวสภา" สุดสวย "ยิ้ม" วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์
สภาติวเข้มบทบาทหน้าที่ ส.ส.ใหม่ 11 ก.พ.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า นายพิฑูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อนุมัติให้สำนักงานพัฒนาบุคลากร ร่วมกับสำนักบริหารงานกลาง จัดโครงการสัมมนา เรื่อง “บทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กับการให้บริการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร” ในวันที่ 11 ก.พ. 2551 เพื่อให้ ส.ส.ใหม่ มีความรู้ความเข้าใจในระบบงานรัฐสภา บทบาทหน้าที่ของ ส.ส. สิทธิประโยชน์ ค่าตอบแทน วิธีการและขั้นตอนการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ ส.ส. และรับทราบเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ของสำนักงานเลขาธิการฯ รวมถึงเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและมีความสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในวันที่ 12-15 กุมภาพันธ์ 2551 จะจัดให้ ส.ส กรอกแบบฟอร์มการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หากมีเอกสารหลักฐานพร้อม สามารถยื่นกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยจะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องและให้คำแนะนำ พร้อมเก็บรวบรวมเอกสารหลักฐานด้วย.-สำนักข่าวไทย
ครม.ตั้ง "ธีรพล " เลขานายกฯ - "อรรคพล" รองเลขาฯ
มท.1 เครื่องร้อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.40น.ที่กระทรวงมหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นายสุพล ฟองงาม และนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช. มหาดไทย ได้เดินทางเข้ากระทรวงมหาดไทยเป็นวันแรก โดยเมื่อมาถึงทั้ง 3 คนได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงประกอบด้วย ศาลพระภูมิ ศาลพระกาฬ และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่ามกลางการให้การต้อนรับจากข้าราชการระดับสูงของกระทรวงนำโดยนายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ส.ส. และสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ที่มามอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีกับรัฐมนตรีใหม่ทั้ง 3 คนอย่างเนืองแน่น ขณะที่บริเวณรอบๆ กระทรวงมหาดไทยก็ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ใกล้เคียงมาคอยให้การรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกเป็นจำนวนมาก ต่อมาเวลา 08.00น. ร.ต.อ.เฉลิม ได้เข้าสักการะศักดิ์สิทธิ์ประจำห้องทำงาน และลงนามการปฏิบัติหน้าที่รมว.มหาดไทย จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงการแบ่งงานให้รมช.แต่ละคนว่า จะเชิญทั้ง 2 คนมานั่งพูดคุยว่าอยากจะรับผิดชอบงานในส่วนใดบ้างเนื่องจากสุดท้ายแล้วรมว.ต้องรับผิดชอบด้วยไม่อยากให้มีภาพกรมสำคัญๆรมว.ไปควบคุมดูแล ยุคของตนทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน ต่อไปนี้จะเป็นยุคที่กระทรวงมหาดไทยไม่มีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ผู้สื่อข่าวถามว่าจะนำระบบผู้ว่าราชการซีอีโอกลับมาใช้เมื่อไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนจะหารือกับนายพงศ์โพยม เพราะกระทรวงมหาดไทยไม่เหมือนกระทรวงอื่นเป็นกระทรวงที่มีความรับผิดชอบสูงมากแม้จังหวัดเล็กอย่าง จ. ระนอง มีหน่วยงานขึ้นต่อจังหวัดถึง 116 หน่วยงาน ส่วนจังหวัดใหญ่ๆ มีหน่วยงานขึ้นต่อจังหวัดมากถึง 156 หน่วยงาน ยุคตนจะไม่มีวันสต๊อป เซอร์วิสแต่จะมีวันสต๊อปโอเค ผู้ว่าฯ จะรับรู้อย่างเดียวไม่ได้ต้องรับผิดชอบด้วยและผู้ว่าฯต้องทำงานให้บ้านเมือง “ผมจะปลุกวิญญาณความเป็นเจ้าเมือง ส่วนนายอำเภอ ผมจะให้ไปดูหนังเรื่องนายอำเภอมอร์แกน ส่วนผมเนี่ยจะสวมวิญญาณ ยอร์ช ซี สก็อต คือตำรวจตรวจแหลก มาร่วมกันทำงาน หมดยุครัฐมนตรีมหาดไทยต้องเป็นเจ้าขุนมูลนาย เมื่อไปต่างจังหวัดผู้ว่าฯ ต้องมีภาระขนคนมารอรับเวลาไปกลับ แต่ต้องร่วมกันทำงาน ” รมว.มหาดไทย กล่าว ผู้สื่อข่าวถามถึงการวางนโยบายในเรื่องการจัดระเบียบสังคมว่าจะดำเนินการอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนจะไม่เป็นมือปราบสายเดี่ยว แต่จะเป็นมือปราบมาเฟีย นักเลงตามภูมิภาคตามสถานบันเทิง ผู้ว่าฯ นายอำเภอต้องลงไปช่วยแก้ไขรวมทั้งปัญหายาเสพติด และทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องดูแลอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามตนไม่มีนโยบายไปตรวจสถานบันเทิงด้วยตัวเองเพราะเคยทำมาแล้ว ตนจะไม่เข้าไปยุ่งในลักษณะการไปยืนหน้าผับหน้าบาร์ แต่จะให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ส่วนงานหลักของตนจะเน้นในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาดและเฉียบขาดโดยเอานโยบายที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเคยทำไว้มาใช้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการปราบปรามจะมาคู่กับความรุนแรงหรือไม่นั้น ตนเห็นว่าบางครั้งถ้าเบาก็ไม่ได้ เหมือนรถยนต์ เพราะถ้าเบาแล้วเครื่องจะดับ มันต้องเฉียบขาดทันเหตุการณ์.
"เฉลิม" เริ่มงาน มท.1 วันแรก โวแหลกเตรียมแผนฟื้นผู้ว่าฯ ซีอีโอ กระตุ้นทำงานแบบนัน-สต๊อป ส่วนตัวเองจะสวมวิญญาณ "ยอร์ช ซี สก็อต" พร้อมเป็นมือปราบมาเฟีย แข่งกับมือปราบสายเดี่ยว ลั่นสานนโยบาย "แม้ว" ล้างบางยาเสพติด เตรียมเรียกประชุมผู้ว่าฯ ทั่วไทยหลังแถลงนโยบาย
เมื่อถามว่าปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้จะแก้อย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องของภาคใต้คงเป็นวาระแห่งชาติไม่ได้ แต่เรื่องภาคใต้ต้องเป็นความมั่นคงแห่งชาติ การที่จะกำหนดนโยบายในส่วนของมหาดไทยลงไปแก้เพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องลำบาก ต้องมีการประสานกันหลายหน่วยงาน มีแผนยุทธศาสตร์แล้วต้องมียุทธวิธี คนปฏิบัติตามยุทธวิธีมี 3 ส่วน คือ ทหาร ฝ่ายปกครอง และตำรวจ ซึ่งแนวคิดของตนจะเชิญผู้ว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และนายอำเภอ 4 อำเภอในจ. สงขลา รวมถึง ผอ.ศอบต. และ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มาพูดคุยกันในวันที่ 11 ก.พ.เวลา13.30น.และหลังแถลงนโยบายจะเชิญผู้ว่าฯ ทั่วประเทศมาพบเพราะตนไม่นิยมระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนท์ ทั้งนี้ตนไม่มีนโยบายลงไปตรวจพื้นที่บ่อยๆ เพราะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะเดือดร้อนต้องทำเตรียมการเรื่องการรักษาความปลอดภัยและบรรยายสรุปต่างๆยุคตนจะไม่ฟังการบรรยายสรุป แต่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแทน
นายกรัฐมนตรีระบุ รมต. หลายคนกังวลกับการเสนอบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อ ป.ป.ช.
ทำเนียบรัฐบาล 8 ก.พ. นายสมัคร สุนทรเวช นายรัฐมนตรี กล่าวหลังการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า รัฐมนตรีหลายคนรู้สึกเป็นกังวลต่อการเสนอบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
เฉลิม ประกาศฟื้นนโยบาย ทักษิณ ผู้ว่าฯ ซีอีโอ-ปราบยาเสพติด
มหาดไทย 8 ก.พ.- “เฉลิม อยู่บำรุง” ควง 2 รัฐมนตรีช่วย เข้ากระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่เช้า สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ก่อนไปร่วมประชุม ครม.นัดแรก ที่ทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นของข้าราชการมหาดไทย ประกาศกระทรวงมหาดไทยยุคใหม่ต้องทำงานฉับไว หมดเรื่องความหวาดระแวง เตรียมฟื้นนโยบาย “ทักษิณ” ทั้งผู้ว่าฯ ซีอีโอ – ปราบปรามยาเสพติด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 07.40 น. วันนี้ (8 ก.พ.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายสุพล ฟองงาม และนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้ากระทรวง เป็นวันแรก เมื่อเดินทางมาถึง ทั้ง 3 คนได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ประกอบด้วย ศาลพระภูมิ ศาลพระกาฬ และพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่ามกลางการให้การต้อนรับจากข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นำโดย นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย
นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และ ส.ส. และสมาชิกพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่มารอมอบกระเช้าดอกไม้ แสดงความยินดีกับรัฐมนตรีใหม่ทั้ง 3 คน อย่างเนืองแน่น ขณะที่บริเวณรอบ ๆ กระทรวงมหาดไทย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก ส.น.ใกล้เคียง มาคอยให้การรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกเป็นจำนวนมาก
ต่อมาเวลา 08.00 น. ร.ต.อ.เฉลิม ได้เข้าสักการะศักดิ์สิทธิ์ประจำห้องทำงาน และลงนามการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเปิดเผยว่า การแบ่งงานให้กับรัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คน จะไม่ยึดรูปแบบเดิมที่ผ่านมา แต่จะเชิญทั้ง 2 คนมาคุยว่า ต้องการจะรับผิดชอบงานส่วนใดบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วรัฐมนตรีว่าการก็จะต้องรับผิดชอบด้วย จึงไม่ต้องการให้มีภาพออกมาว่า รัฐมนตรีว่าการเข้าไปควบคุมกรมสำคัญ ๆ เป็นการรวบอำนาจ
“ยุคของผมไม่มีเรื่องแบบนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยคนหนึ่ง ก็มาจากพรรคเดียวกัน ส่วนอีกคนมาจากพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติกัน ผมยืนยันว่าไม่รวบอำนาจ แต่เวลานี้ยังไม่ได้คุยเรื่องรายละเอียดการแบ่งงาน ต่อไปจะเป็นยุคที่กระทรวงมหาดไทยไม่มีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ต่อข้อถามถึงการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้จะพูดเร็วไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้ความมั่นใจกับข้าราชการว่า จะต้องเติบโตในกระทรวงมหาดไทยใช่หรือไม่ ร.ต.อเฉลิม กล่าวว่า คงต้องเป็นเช่นนั้น
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงการนำระบบผู้ว่าฯ ซีอีโอ กลับมาใช้ว่า จะหารือกับนายพงศ์โพยม เพราะกระทรวงมหาดไทยไม่เหมือนกระทรวงอื่น เป็นกระทรวงที่มีความรับผิดชอบสูงมาก แม้จังหวัดเล็กอย่าง จ. ระนอง ก็มีหน่วยงานขึ้นต่อจังหวัดถึง 116 หน่วยงาน ส่วนจังหวัดใหญ่ ๆ มีหน่วยงานขึ้นต่อจังหวัดมากถึง 156 หน่วยงาน ยุคนี้จะไม่มี One Stop Service แต่จะมี One Stop O.K ผู้ว่าฯ จะรับรู้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องรับผิดชอบด้วย ผู้ว่าฯ ต้องทำงานให้บ้านเมือง
“ผมจะปลุกวิญญาณความเป็นเจ้าเมือง ส่วนนายอำเภอ ผมจะให้ไปดูหนังเรื่องนายอำเภอ Morgan ส่วนผมจะสวมวิญญาณ Gorge C Scott คือตำรวจตรวจแหลกมาร่วมกันทำงาน หมดยุครัฐมนตรีมหาดไทยต้องเป็นเจ้าขุนมูลนาย เมื่อไปต่างจังหวัด ผู้ว่าฯ ต้องมีภาระขนคนมารอรับ แต่ต้องร่วมกันทำงาน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ส่วนปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ปัญหาภาคใต้จะเป็นวาระแห่งชาติไม่ได้ จะต้องเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ การที่จะกำหนดนโยบายในส่วนของกระทรวงมหาดไทยลงไปแก้เพียงอย่างเดียว เป็นเรื่องลำบาก ต้องมีการประสานกันหลายหน่วยงาน มีแผนยุทธศาสตร์แล้วต้องมียุทธวิธี คนปฏิบัติตามยุทธวิธีมี 3 ส่วน คือ ทหาร ฝ่ายปกครอง และที่สำคัญคือตำรวจ
“ผมมีแนวคิดว่า จะเชิญผู้ว่าฯ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และนายอำเภอ 4 อำเภอใน จ. สงขลา รวมถึง ผอ.ศอบต. และปลัดกระทรวงมหาดไทย มาพูดคุยในวันจันทร์ที่ 11 ก.พ.นี้ ในเวลา 13.30 น. ผมยังไม่อยากพูดอะไรมากในตอนนี้ อยากจะรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามหลักการบริหารราชการบ้านเมือง หลังจากนั้นจะเดินหน้าทำงานในทันที” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว จะเชิญผู้ว่าฯ ทั่วประเทศมาพบ เพราะไม่นิยมระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และส่วนตัวไม่มีนโยบายลงตรวจพื้นที่บ่อย ๆ เพราะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะเดือดร้อน ต้องเตรียมการเรื่องรักษาความปลอดภัยและบรรยายสรุป ในยุคนี้จะไม่มีการบรรยายสรุป แต่จะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
“ยุคของผมจะทำงานอย่างฉับพลัน ปลัดฯ ต้องบอกปัญหา เพื่อให้ผมนำไปรายงานต่อนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุม ครม.” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงการวางนโยบายเรื่องการจัดระเบียบสังคม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวย้ำว่า จะไม่เป็นมือปราบสายเดี่ยว แต่จะเป็นมือปราบมาเฟีย นักเลงตามภูมิภาค ตามสถานบันเทิง ผู้ว่าฯ และนายอำเภอต้องลงไปช่วยดูแลแก้ไข ที่สำคัญบ้านเมืองต้องสงบเรียบร้อย รวมทั้งปัญหายาเสพติด และทรัพยากรธรรมชาติ ที่ต้องดูแลอย่างจริงจัง
“ผมไม่มีนโยบายไปตรวจสถานบันเทิง เพราะเคยทำมาแล้ว ผมจะไม่เข้าไปยุ่งในลักษณะการไปยืนหน้าผับ หน้าบาร์ แต่จะให้ปฏิบัติตามกฎหมาย งานหลักของผมจะเน้นในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด และเฉียบขาด โดยเอานโยบายที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยทำไว้มาใช้อย่างต่อเนื่อง มีผู้รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ต่อข้อถามว่า นโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่จะทำให้มีความชัดเจนภายใน 90 วัน จะมีการชี้วัดและให้คุณให้โทษกับผู้ว่าฯ อย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า การให้โทษไม่มี มีแต่ให้คุณมากหรือน้อยกับผู้ว่าฯ เชื่อว่าผู้ว่าฯ คงรู้ แต่จะทำอย่างไรให้เป็นภารกิจหลัก เป็นระเบียบปฏิบัติประจำ ส่วนการปราบปรามจะมาคู่กับความรุนแรงหรือไม่นั้น เห็นว่าบางครั้งถ้าเบาก็ไม่ได้ เหมือนรถยนต์ เพราะถ้าเบาแล้วเครื่องจะดับ มันต้องเฉียบขาดทันเหตุการณ์
“ผมปราศรัยไว้ก่อนว่า เอานโยบายไทยรักไทย โดย พ.ต.ท. ทักษิณ ที่เคยบริหารสำเร็จมาใช้ และเราเอามาต่อยอด ก็มีบางคนมาบอกว่า พลังประชาชนก็คือไทยรักไทยเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาไปยุบพรรคเขาทำไม ถ้ายุบอีกทีจะตั้งชื่อพรรคทักษิณให้ชัดไปเลย เขาทำแล้วได้คะแนนนิยม แล้วจะมาบอกว่า เป็นไทยรักไทยจะพูดถึงไม่ได้ ทำไมจะพูดไม่ได้ มันผิดกฎหมายมาตราไหน ผมดูโทรทัศน์พอเห็นข่าวยุบพรรค ต้องปิดทุกทีเพราะเบื่อ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การปฏิวัติรัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า อย่าไปพยากรณ์ ฝนไม่ตก อย่าเพิ่งกางร่ม ยังไม่นอน จะไปฝันได้อย่างไร ไม่ขอตอบเรื่องนี้.- สำนักข่าวไทย
นปก.บุกกกต.จี้ยุติสอบยุบ"มฌ.-ชท."
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลุ่มองค์กรประชาธิปไตยกว่า 30 คน นำโดยนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ได้เดินทางมาชุมนุมหน้า กกต.เพื่อมายื่นหนังสือเรียกร้องให้ยุติการพิจารณาเรื่องยุบพรรคพรรคการเมืองที่อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน โดยอ้างว่าประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมประชาธิปไตย การยุบพรรคการเมืองถือว่าเป็นเรื่องล้าหลัง กกต.ไม่ควรเดินหน้าเพื่อทำให้เกิดวิกฤตซ้ำอีก นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า กกต.ไม่มีอำนาจยุบพรรคการเมือง แต่มีหน้าที่เสนอความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ กกต.ต้องสอบข้อเท็จจริงว่า กรณีมีกรรมการบริหารพรรคทำผิด กรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ มีส่วนรู้เห็นกับการทำผิดด้วยหรือไม่ หาก กกต.จะมีความเห็นให้ยุบพรรคการเมืองใดต้องมีเหตุผลเพียงพอ และสามารถนำเสนอศาลรัฐธรรมนูญได้
ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.กล่าวว่า ขั้นตอนการเสนอเรื่องให้ยุบพรรคการเมืองยังมีอีกหลายขั้นตอน หากจะสรุปตอนนี้ว่ามีการยุบพรรคแน่นอนก็ต้องบอกว่ายังเร็วไป กกต.ไม่ได้ตั้งใจจะยุบพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ถ้าไม่ทำตามที่กฎหมายระบุไว้ กกต.อาจถูกดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
นายบุญทัน ดอกไธสง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีกรรมการบริหารพรรคถูก กกต.สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เปิดเผยภายหลังการประชุมนัดแรกว่า คณะกรรมการสอบฯได้ทำหนังสือเชิญนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย มาชี้แจง โดยกำหนดให้นายบรรหาร พร้อมด้วยนายมณเฑียร สงฆ์ประชา กรรมการบริหารพรรค ที่ถูก กกต.เพิกถอนสิทธิ มาให้ปากคำในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00 น. ส่วนพรรคมัชฌิมาธิปไตยนั้นได้กำหนดไว้เป็นวันที่ 18 กุมภาพันธ์ โดยจะเชิญหัวหน้าพรรคหรือผู้ที่รักษาการหัวหน้าพรรคมาพร้อมกับนายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิ ซึ่งทางคณะกรรมการฯ ก็ต้องดูว่าเขาจะเดินทางมาชี้แจงได้หรือไม่ หากไม่สามารถมาได้ด้วยตนเอง จะชี้แจงทางเอกสารก็ได้
วิพากษ์ "ทีมศก.นอมินี" ระวัง! วิกฤตมะกันลามไทย
เหลือเวลาไม่ถึง 15 วัน รัฐบาลโดยการนำของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ จากนี้ไปเป็นทรรศนะของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ที่เริ่มจับจ้องนโยบายรัฐบาล และสะท้อนความเป็นห่วงถึงแนวทางการทำงานที่จะมีขึ้นในอนาคตไว้ ดังนี้...
ศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เศรษฐกิจโลกปีนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะมีปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตอยู่หลายปัจจัย โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่น่าไว้วางใจที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐที่คาราคาซัง ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ไทยเองน่าจะได้รับผลนั้นเช่นกัน โดยเฉพาะตลาดเงินและตลาดทุนที่รวมถึงตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ประเทศไทยน่าจะได้รับผลกระทบเต็มๆ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องพึงระวัง ควรมีนโยบายที่เป็นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยควรมีนโยบายเร่งด่วนที่มีแผนรองรับเพื่อป้องกันวิกฤตสหรัฐอเมริกาที่กำลังลามเข้ามาไทยเหมือนกับการป้องกันไฟลามเข้าบ้าน โดยไทยควรหันไปมุ่งเน้นการลงทุนธุรกิจทางด้านบริการมากกว่าธุรกิจการส่งออก
เรื่องแรกที่ต้องขบคิดเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจคือ การกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ควรมีการตั้งกองทุนบริหารความฉุกเฉินทางธุรกิจขึ้นมาเพื่อดูแลเรื่องนี้โดยตรง และสิ่งที่สำคัญคือ การพยุงเศรษฐกิจ ถ้าหากไม่ต้องการให้จีดีพีร่วง รัฐบาลจะต้องเลือกทำสิ่งที่สำคัญเร่งด่วนก่อน ผมมองว่านโยบายประชานิยมไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนที่จะไปทำในช่วงนี้ เพราะรัฐบาลชุดที่แล้วก็เคยทำมาและยังมีปัญหาค้างคาอยู่ไม่ได้ถูกแก้ไข และนโยบายนี้ก็มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง ถือว่าเป็นดาบสองคมจึงต้องคำนึงว่าควรกระตุ้นให้เกิดการสร้างหนี้หรือไม่
ส่วนนโยบายเมกะโปรเจ็คต์ต่างๆ นั้นต้องยอมรับว่า เรื่องนี้ถือเป็นเสาหลักที่จะพยุงเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน เพราะเราจะไปการหวังพึ่งการส่งออกอย่างเดียวไม่ได้ หากมีการลงทุนทางด้านนี้รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนจนไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้ ตรงนี้จะทำให้การจ้างงาน การนำเข้าวัสดุอุปกรณ์จากต่างประเทศซึ่งจะเป็นเรื่องดี หากมีการนำเข้าในช่วงที่ค่าเงินบาทอยู่ในอัตราที่ไม่สูงมาก
ส่วนรัฐมนตรีที่เข้ามาดูแลกระทรวงทางด้านเศรษฐกิจนั้น เข้าใจว่าที่หน้าตา ครม.เป็นอย่างนี้ เป็นเพราะเป็นรัฐบาลผสมจึงทำให้เกิดการต่อรองสูง ซึ่งถือว่าลดความน่าเชื่อถือต่อนักลงทุนอยู่มาก แต่รัฐบาลควรลดจุดอ่อน ด้วยการบริหารความเป็นเอกภาพของทีมเศรษฐกิจ และผู้ที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจะต้องเปิดเกมรุกในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา แม้รัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจหลายคนจะไม่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจมหภาคมากนัก แต่ด้วยให้ที่ปรึกษาติวเข้มและเสริมจุดอ่อนตรงนี้
ผมมองเหมือนที่นักวิชาการและประชาชนทั่วไปมองว่า รัฐมนตรีหลายคนไม่มีความสามารถมากนัก แต่เมื่อตั้งมาแล้วก็ต้องยอมรับและให้ที่ปรึกษาดีๆ ทีมเศรษฐกิจดีๆ เข้ามาช่วย โดยทราบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปเรียนเสริมทางด้านการเงินและเอ็มบีเอมาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจแบบไมโคร (จุลภาค) ดังนั้น ทางที่ดีก็ควรเรียนรู้ให้มาก เพราะไม่ใช่ว่าจะเรียนรู้ไม่ได้
รศ.ดร.ชัยยันต์ ตัณติวัฒนากร
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นโยบายของรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายระดับรากหญ้า ที่เป็นการก่อหนี้ที่ไม่ได้เน้นการสร้างงานและการลงทุน เชื่อว่าตรงนี้จะเป็นปัญหาระยะยาวที่ยากต่อการแก้ไข อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้เป็นการโหมกระหน่ำจากวิกฤตเศรษฐกิจที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นต้นเหตุ ดังนั้น เมื่อมีการกระตุ้นการบริโภค การสร้างหนี้ย่อมเป็นสิ่งน่าเป็นห่วง นอกจากนี้ ยังรู้สึกเป็นกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลที่จะมีการปรับอัตราการแลกเปลี่ยนและยกเลิกนโยบายกันเงินทุน 30 เปอร์เซ็นต์ ที่รัฐบาลชุดที่แล้วเคยดำเนินการไว้ เพราะมาตรการนี้ถือว่าสามารถนำมาใช้ได้ในยามจำเป็นไม่ควรจะยกเลิก
ทั้งนี้ ยังเห็นว่าเมื่อกลไกเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ รัฐบาลควรให้อิสระแก่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงหรือก้าวก่าย แต่กระทรวงการคลังควรจับมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของเศรษฐกิจที่มีสหรัฐ เป็นต้นทาง โดยควรดูแลอัตราดอกเบี้ยไม่ให้สูงมากนัก และสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องพึงระวังและหามาตรการมาสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศพังและพึ่งตัวเองให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าจะไปปิดประเทศไม่ให้นักลงทุนเข้ามา
เห็นด้วยที่รัฐบาลชุดนี้จะกระตุ้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ควรพิจารณาดูว่า นโนบายใดเป็นนโยบายที่เร่งด่วน โดยเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง โดยเฉพาะการสร้างรถไฟฟ้าที่ควรพิจารณาว่า รถไฟฟ้าสายไหนมีความสำคัญมากกว่า
คณะรัฐมนตรีในภาพรวม ผมเห็นว่ารัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะไม่ใช่ตัวจริง แต่เป็นนอมินีเข้ามาทำงานแทน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะหากเจ้ากระทรวงไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ แต่จะไปอาศัยการฟังข้อมูลจากผู้ช่วยและที่ปรึกษา บางครั้งอาจจะมีปัญหา ผมเข้าใจดีว่ารัฐบาลชุดนี้มีปัญหาด้านตัวบุคคล เพราะติดปัญหาอดีตกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ
'เฉลิม'เปิดทาง'ทักษิณ'กลับบ้านเร็วขึ้นเตรียมรับที่สนามบิน
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทยเปิดทางอดีตนายกฯทักษิณกลับไทยเร็วขึ้นและพร้อมจะไปรับที่สนามบินด้วยตัวเอง ชี้สถานการณ์นิ่งแล้ว นับตั้งแต่การหาเสียงและการเลือกตั้งที่พรรคพลังประชาชนชนะในการเลือกตั้ง
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว เพื่อนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาถึงแล้วเช่นกัน โดยได้กล่าวสนับสนุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับประเทศเร็วขึ้น เพื่อมาช่วยเหลือรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ส่วนการดูแลความปลอดภัยให้เป็นไปตามปกติ ทั้งนี้หากกลับมาจะขอไปรับที่สนามบินด้วยตัวเอง และหากมีโอกาสอยากบอกให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาในวันพรุ่งนี้ได้เลย เพราะสถานการณ์นิ่งแล้ว นับตั้งแต่การหาเสียงและการเลือกตั้งที่พรรคพลังประชาชนชนะในการเลือกตั้ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังระบุว่าไม่ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่กำลังรอให้โทรศัพท์มาแสดงยินดีที่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี
นพ.สุรพงษ์ คาด 20-21 ก.พ.นี้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ทำเนียบฯ 8 ก.พ.- “นพ.สุรพงษ์” เข้าทำเนียบวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ ชี้นายกรัฐมนตรียังไม่แบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี คาดแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภาได้ 20-21 ก.พ. ไม่หวั่น ครม.เงาตรวจสอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 08.15 น. นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทันทีที่เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล ได้ขึ้นไปสักการะท้าวมหาพรหม บนตึกไทยคู่ฟ้า และศาลพระภูมิ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิประจำทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้อุ้มพระพุทธรูปองค์ใหญ่เพื่อนำไปสักการะบูชาที่ห้องทำงาน
นพ.สุรพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการแบ่งงานในส่วนของรองนายกรัฐมนตรีว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คงจะพูดคุยกับรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง คาดว่าเป็นวันอังคารหน้า เช่นเดียวกับการแต่งตั้งเลขานุการ ที่ปรึกษารัฐมนตรีของแต่ละกระทรวง คาดว่าคงจะมีการหารือกันในสัปดาห์หน้าเช่นกัน ทั้งนี้ สำหรับการพิจารณาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรี คงจะไม่เอา ส.ส.เข้ามาเป็น เพราะยังไม่แน่ใจบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หากมีการตีความภายหลัง แล้วขาดคุณสมบัติจะเกิดความเสียหายตามมาได้
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (8 ก.พ.) จะมีการหารือเกี่ยวกับร่างนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งตามกฎหมายแล้วกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าต้องแถลงภายใน 15 วัน ทั้งนี้ จะมีการนำร่างนโยบายเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะส่งไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส่วนจะบรรจุวาระการประชุมในวันใด ขึ้นอยู่กับประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นประมาณวันที่ 20 หรือ 21 กุมภาพันธ์นี้
น.พ.สุรพงษ์ ยังกล่าวถึงคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาธิปัตย์ที่เริ่มประชุมไปพร้อมๆ กับคณะรัฐมนตรีจริงว่า ความจริงเรื่องคณะรัฐมนตรีเงาไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปี 2543 พรรคไทยรักไทยก็เคยมีการตั้งคณะรัฐมนตรีเงามาแล้ว ในครั้งนั้นตนเคยเป็น คณะรัฐมนตรีเงาของกระทรวงสาธารณสุข และมีการประชุมกันทุกสัปดาห์เช่นกัน จึงเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยกันตรวจสอบหรือเสนอแนะ หากเป็นการทำงานทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ก็จะทำให้งานการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปได้.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-02-08 11:42:23










