WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 9, 2008

สมชายการันตีนโยบายรัฐ เพื่อประโยชน์ไม่ใช่โปรโมต [9 ก.พ. 51 - 14:45]

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการจัดทำนโยบายรัฐบาลเพื่อแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมร่างนโยบายรัฐบาลวันนี้ (9 ก.พ.) ว่า นโยบายที่ออกมาจะตรงกับความต้องการของประชาชนและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ยืนยันว่าไม่ใช่นโยบายเพื่อการสร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาล แต่จะเป็นนโยบายที่ประชาชนพอใจและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นโยบายรัฐบาลจะไม่ลงลึกในรายละเอียด แต่จะเน้นไปที่แนวทางการปฏิบัติของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง มั่นใจว่าจะสามารถเห็นผลได้ภายใน 7-8 เดือน และการประชุมในวันนี้จะสามารถร่างนโยบายให้แล้วเสร็จได้ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในสัปดาห์หน้า ก่อนประสานไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป


"มั่นใจว่านโยบายที่ออกมา จะถูกใจประชาชน ทำได้ทำจริง จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมเรียกว่า นโยบายเพื่อประชาชน ไม่ใช่นโยบายเพื่อการโปรโมต แต่ เป็นนโยบายเพื่อให้ได้ประโยชน์" รองนายกรัฐมนตรีกล่าว


ด้าน นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จะนำเสนอนโยบายที่พรรคเพื่อแผ่นดินได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ รวมถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะเน้นเรื่องความสมานฉันท์ และสานต่อนโยบายที่ดีของรัฐบาลที่ผ่านมา


ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงนโยบายด้านการต่างประเทศ ว่า จะฟื้นฟูทีมไทยแลนด์ เพื่อเปิดโอกาสทางด้านการค้าและการลงทุน และเน้นไปที่มาตรการเศรษฐกิจในเชิงรุก ส่วนนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีกำหนดเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียเพื่อหารือเป็นประเทศแรก


ไม่เข้าเป้า [9 ก.พ. 51 - 18:51]

การเมืองยุคลมพัดใบไม้ไหว ประชาธิปไตยเปลี่ยนขั้ว ขั้วอำนาจเก่าแปรรูปกลับมาใหม่ ขั้วอำนาจเคยใหม่สลายตัวกลับบ้าน

นักการเมืองไปแล้วก็มา มาแล้วก็ไป วนเวียนอย่างนี้ไม่มีจบสิ้น

แต่ที่อึดอัดหาวเรอก็คือข้าราชการประจำน่ะซีท่าน

การเมืองเปลี่ยนขั้วทีไร ข้าราชการประจำก็กระสับกระส่าย หนาวๆร้อนๆ ไม่รู้ว่าจะถูกย้ายล้างสต๊อกด้วยหรือไม่??

เนื่องจากข้าราชการประจำต้องทำงานสนองนโยบายฝ่ายการเมืองทุกขั้ว

ไม่ว่าขั้วไหนเป็นรัฐบาล ข้าราชการ ก็ต้องสมานฉันท์ด้วย

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าจะไม่มีการย้ายล้างบางเกิดขึ้น

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่เปิดช่องให้นักการเมืองใช้อำนาจ โยกย้ายข้าราชการประจำตามใจชอบ!!

และฝ่ายการเมืองก็ฉลาดพอที่จะไม่ทำอะไรโจ๋งครึ่ม

ข้อสำคัญ...นักการเมืองต้องพึ่งพาอาศัยข้าราชการประจำช่วยขับเคลื่อนนโยบายต่างๆให้

แต่ข้าราชการต้องยึดหลัก คือปฏิบัติงานสนองนโยบายในเรื่องที่ถูกต้อง!!

การทุจริตจะสำเร็จไม่ได้ถ้าข้า-ราชการประจำไม่ร่วมมือด้วย

วันนี้...รัฐบาลใหม่ของนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เริ่มเดินเครื่องทำงานเต็มที่

ส่วน คมช. หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ก็สลายตัวกลับคืนสู่ที่ตั้ง

กองทัพจะเป็นกลไกของรัฐบาล และปฏิบัติตามนโยบายที่รัฐบาลมอบหมายให้

ส่วนองค์กรที่ คมช.แต่งตั้งไว้ก็ต้องยุบสลายตามไปด้วย

ยกเว้น คตส.ที่ยังยุบสลายไม่ได้!!

ยังยุบไม่ได้ เพราะยังมีภารกิจตรวจ สอบคดีทุจริตในยุครัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ ต่อไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน จึงจะหมดวีซ่า

“แม่ลูกจันทร์” ให้กำลังใจ คตส. ให้ เร่งตรวจสอบคดีทุจริตต่างๆที่ยังค้างอยู่ให้ เสร็จสิ้น!!

ถึงการเมืองเปลี่ยนขั้ว ก็ขอให้ คตส. ลุยถั่วต่อไปด้วยความแน่วแน่

รับประกันซ่อมฟรีจะไม่มีใครกล้าแทรกแซงล้วงลูกให้วุ่นวายขายปลาช่อน

ถ้ามีปัญหาขาดงบประมาณ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ต้องอนุมัติเพิ่มให้

แต่ปัญหาคือ คตส.ทำงานช้ามาก

คมช.แต่งตั้ง คตส.ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2549 ให้รับผิดชอบเช็กบิลคดีทุจริตทั้งสิ้น 12 เรื่อง

ผ่านไป 16 เดือน เพิ่งปิดแฟ้มส่งฟ้องแค่ 2 เรื่อง

ยังเหลือเวลาทำงานอีกแค่ 4 เดือน คตส.จะส่งการบ้านทันหรือไม่ ก็ยังไม่แน่??

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าคณะกรรมการ คตส.จำเป็นต้องเพิ่มสปีดการทำงานให้มากขึ้น

แต่ คตส.ก็ต้องทำสำนวนคดีให้แน่น รวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆให้ครบถ้วน ต้องพิจารณาแง่มุมกฎหมายให้รอบคอบ

และข้อสำคัญ ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกเรื่อง

คำถามคือ...สำนวนคดีทุจริตของ คตส. ใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่??

เช่น คดีทุจริตหวยบนดิน คตส.เช็กบิล ครม.ทั้งคณะ

คดีทุจริตกล้ายาง คตส.เช็กบิลเฉพาะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ

คดีทุจริตรถดับเพลิง ผู้เกี่ยวข้องโดนหมดแต่คนที่เปิดแอลซีจ่ายเงินกลับรอด??

ตรงนี้ก็เป็นปัญหาคาใจที่ คตส.ต้องชี้แจงเหตุผลให้แจ่มแจ้ง

ขอย้ำว่า เหลืออีก 4 เดือนเท่านั้น... ภารกิจ คตส.ก็จะสุดสิ้น

ผลงานของ คตส.จะช่วยทำให้เหตุผล ของ คมช.มีน้ำหนักมากขึ้น

ถ้า คตส.ทำงานไม่เข้าเป้า...คมช. ก็เสียรังวัดไปด้วย.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

แรงต้านทาน [9 ก.พ. 51 - 18:50]

ต้องยอมรับว่า รัฐบาลชุด สมัคร 1 เริ่มต้นไม่ค่อยจะสวยเท่าไหร่ โดยเฉพาะทั้ง สื่อไทยและสื่อต่างชาติ ตั้งฉายาไปในแนวทางเดียวกัน รัฐบาลหุ่นเชิดบ้าง รัฐบาลนอมินีบ้าง ครม.ลูกเป็ดขี้เหร่บ้าง ครม.ร่างทรงบ้าง นานาจิตตัง

เพราะฉะนั้น การทำงานจะมีแรงต้านทาน สองเด้ง จากวิกฤติประเทศที่ผ่านมา 1 เด้ง และจากต้นทุนของรัฐบาลเองอีก 1 เด้ง ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่าจะไม่มีโอกาสได้ฮันนีมูนด้วยซ้ำ

ภาพที่เกาะเกี่ยวอยู่กับอดีตผู้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างไรก็แกะไม่ออกจากรัฐบาลชุดนี้ไปได้ เช่นเดียวกับภาพของ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ในฐานะอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เช่นเดียวกับคนในบ้านเลขที่ 111 เช่นเดียวกับภาพคุณเนวิน ชิดชอบ เช่นเดียวกับภาพของคุณยงยุทธ ติยะไพรัช

เหล่านี้จะปฏิเสธสังคมไม่ได้

เพียงแต่ว่าสังคมทำใจยอมรับได้แค่ไหน ผมถึงได้บอกว่า ชาวบ้านถูกจับเป็นตัวประกันทั้งขึ้นทั้งล่อง ด้วยเพราะไม่มีทางเลือก เนื่องจาก ประชาธิปไตย ถูกจองจำมานาน เพิ่งจะฟื้นไข้

ไม่แปลกที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอชื่อคุณโอฬาร ไชยประวัติ คุณพันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ หรือคุณนิพัทธ พุกกะนะสุต มาเป็นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ เพราะผลงานด้านเศรษฐกิจใน รัฐบาลทักษิณ ที่ติดปากชาวบ้านก็มีคนเหล่านี้ร่วมอยู่ด้วย เป็นทีมเศรษฐกิจดั้งเดิมขนานแท้

ฟังว่า คนที่จะตัดสินนโยบายด้านเศรษฐกิจตัวจริง คือ คุณสมัคร สุนทรเวช ส่วน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลัง ก็น่าจะดูการเงินการคลังของประเทศเศรษฐกิจภาพรวม คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รมว.พาณิชย์ ก็จะดูเรื่องของการตลาดการส่งออกเป็นหลัก

แต่ถ้าดูจากปรากฏการณ์ในขณะนี้ผมเชื่อว่า คนที่อยู่ต่างประเทศน่าจะเป็นผู้คุมกลยุทธ์ทั้งหมด เพราะเศรษฐกิจเป็นสิ่งเดียวที่สร้างความศรัทธาจากประชาชนได้ ที่ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปาก ที่คนชอบทักษิณในภาคเหนือและภาคอีสาน ก็เพราะไม่เคยมีนายกฯ คนไหนทำให้อิ่มปากอิ่มท้องอย่างนี้มาก่อน

ความเห็นเลยสวนทางกับคนในเมืองและคนบางภาค

ถ้าเศรษฐกิจพัง ความศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณก็พังไปด้วย

ผมต้องดักคอไว้ก่อนว่า อย่าเข้าตำรา เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง เมื่ออยากให้ทักษิณบริหารเศรษฐกิจอยู่ ก็อย่าไปกีดกัด ดีเสียอีก จะได้หมดความหวาดระแวงในการรวบอำนาจ

เนื่องจากอำนาจนายกฯ กุมบังเหียนประเทศอยู่ที่คุณสมัคร สุนทรเวช และด้วยนิสัยใจคอของคุณสมัคร พูดจาภาษาชาวบ้านเรียกว่า ความดื้อ จะเป็นการคานอำนาจได้เป็นอย่างดี

ส่วนจะมีรายการทับเส้นกันหรือไม่เป็นอีกเรื่อง

เราคงไม่มีเวลามาเกี่ยงงอนว่า จะได้ รมต.ลดพุง หรือ รมต.ขี้เหร่ เราไม่มีเวลามาดูว่าเป็นแมวขาวหรือดำ เราดูว่าจะสามารถจับหนูได้หรือไม่ก่อน เมื่อประชาธิปไตยเข้มแข็งค่อยมาว่ากันใหม่.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

พระเอกโผล่กลบขี้เหร่ [9 ก.พ. 51 - 03:22]

ไม่ว่าจะเป็นนิทานเรื่อง “อักลี่ ดักส์กี้” ที่ตอนจบ “ลูกเป็ดขี้เหร่” กลายเป็นหงส์สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นกรณีเปรียบเทียบคนอเมริกันไม่ได้โกรธหนังเรื่อง “อักลี่ อเมริกัน”

ไม่ว่าจะเป็นมุก “ขี้เหร่เดะ” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าสวย

สารพัดมุกที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พยายามสร้างอารมณ์ขัน เรียกเสียงฮา กลบเกลื่อน “ครม.ขี้เหร่”

แต่ดูท่าจะออกแนวตลกร้ายซะมากกว่า

เพราะดูหน้าตา โดยเบื้องหลังการเข้ามาของเหล่าพะนะทั่นแล้ว ยังไงก็ลุ้นไม่ขึ้น

ไม่อย่างนั้นมีหรือที่ “ข่าวใหญ่” จะโผล่มา

ล่าสุดมีรายงานออกมาจากแหล่งข่าวระดับสูงพรรคพลังประชาชน ระบุ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจจะบินกลับประเทศไทยเร็วกว่ากำหนดที่วางไว้ เพื่อมอบตัวสู้คดีที่ดินรัชดาภิเษก

โดยจะใช้เวลาสั้นๆอยู่เมืองไทยประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะเดินทางออกนอกประเทศ

จากบ้านไปเกือบปีครึ่ง กลับมาอยู่แค่ 7 วัน

มันดูพิลึกชอบกล

ที่แน่ๆพระเอกตัวจริงเสียงจริงเลือกกลับมาได้จังหวะเวลา เรียกเสียงฮือฮากลบกระแส ครม.ขี้เหร่ได้เหมาะเหม็งจริงๆ

มือหนึ่งกลับมากระตุ้นความมั่นใจ

โดยภาพที่รู้สึกกันได้ว่า “ทักษิณ” มาอยู่คุมเกมใกล้ชิด อะไรๆที่ดูไม่เข้ารูปเข้ารอย ก็น่าจะปรับจูนให้ลงล็อกได้

“นายใหญ่” บัญชาการเอง

อันดับแรกเลย บรรยากาศวังเวงในทีมเศรษฐกิจ ที่ชื่อของ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ไม่ได้รับการตอบรับจากแวดวงธุรกิจ

วืดสนิทกับสถานะ “ขุนคลังนอมินี”

ไหนจะสัญญาณของอาการเกาเหลา ส่อเค้าไปคนละทิศละทาง ระหว่างทีมของ “หมอเลี้ยบ” กับก๊วนของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์

แยกทีมเศรษฐกิจคู่

ดูยังไงก็ไม่น่าเอาอยู่ กับการเร่งกู้วิกฤติเศรษฐกิจที่จ่อปากเหวตรงหน้า

อย่างน้อย “ทักษิณ” กลับมาคุมเกมใกล้ชิดก็พอกระตุ้นความมั่นใจกลับมาได้ กระซิบสอนเชิงได้สะดวกกว่าอยู่ไกลๆ

เหมือนลงมือทำเองนั่นแหละ

และเท่าที่แว่วๆมา ตามประสาของคนที่ความคิดไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ อดีตนายกฯทักษิณมีแนวคิดจะจัดให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ติดโทษแบนการเมือง ไปนั่งเป็นกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจสำคัญๆ เพื่อใช้ประสบการณ์ความเป็นอดีตรัฐมนตรี และความเชี่ยวด้านบริหารให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

โดยไม่ผิดกติกา เพราะไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการชดเชยความผิดพลาดที่ถือว่า ตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้พรรคพวกต้องพลอยรับเคราะห์ ติดคุกโทษดองเค็ม 5 ปี

ทั้งที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนรับรู้อะไรด้วย

ขณะเดียวกัน ก็ให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ได้อุ่นเครื่องไปพลางๆ ก่อนที่ “ลุงหมัก” จะดำเนินการออกกฎหมายนิรโทษกรรม

ปลดล็อกโซ่ตรวนทางการเมือง

เหนืออื่นใด การปล่อยตัวจริงมีเวทีซ้อมมืออยู่ข้างสนาม ก็น่าจะเป็นการช่วยกันประคองตัวสำรองในทีม ครม.ขี้เหร่ได้อีกทางหนึ่ง

แต่ก่อนอื่นเลย ถึงคิวต้องโละบอร์ดเก่า ผลผลิตจากคณะรัฐประหารที่ส่งเจ้าขุนมูลนายเข้ามานั่งกินเงินเดือนแพงๆ ถลุงเบี้ยประชุมอู้ฟู่

สวนทางกับผลงานห่วยๆ

มีแต่ข่าวไม่ชอบมาพากล แสวงหาผลประโยชน์พวกพ้อง จ้องแต่ตัดสิทธิพึงมีพึงได้ของพนักงานระดับล่าง บางแห่งไม่เว้นแม้แต่สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาลบิดามารดา

เละเทะกันมาปีกว่าก็เกินพอแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

สมัคร ให้สัมภาษณ์ CNN ยืนยันไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ

กรุงเทพฯ 9 ก.พ. - "สมัคร สุนทรเวช" นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ CNN ยืนยันไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายสมัคร ได้ให้สัมภาษณ์ทางรายการทอล์ค เอเชียที่มีแดน ริเวอร์ส ผู้สื่อข่าวของ CNN ดำเนินรายการ โดยริเวอร์สได้ซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน ที่ถูกระบุว่า เป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัครตอบว่า เขาไม่ใช่หุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเขามีความคิดของตัวเอง แต่ก็ได้ยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้คำแนะนำดีๆ แก่คณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรค นอกจากนี้ผู้สื่อ ข่าว CNN ยังได้ถามถึงกรณีที่นายสมัครควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเอง และถามว่า จะให้หลักประกันได้หรือไม่ว่า ทหารจะไม่ออกมาก่อรัฐประหารขึ้นอีก ซึ่งนายสมัครตอบว่า เขาคงไม่สามารถให้หลักประกันในเรื่องนี้ได้. -สำนักข่าวไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-02-09 13:12:18

กีฬาแพ้ การเมืองไม่แพ้


6 ก.พ.51 นักเตะทีมชาติไทย พกความมั่นใจ
ลงสนาม “ไซตามะ” ด้วยหัวใจที่ห้าวหาญ ในเกมการแข่งขัน
ฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก
ก่อนเกมการแข่งขัน “นักเตะแดนสยาม” ต้องร้อง
เพลงชาติคลอตามเสียงผู้หญิง ผิดกับทีมญี่ปุ่นที่ใช้ 2 หนุ่ม
ประสาน แม้ท่วงทำนองจะช้าทว่ากินใจ จนส่งผลให้ความ
ฮึกเหิมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
เข้าสู่เกมการแข่งขัน ปรากฏว่าทีมชาติไทยซึ่ง
เสียเปรียบเรื่องเสียงเชียร์อยู่แล้ว ต้องตกเป็นรองอีกระลอก
เนื่องจากโดนเจ้าถิ่นบุกอยู่เพียงฝ่ายเดียว กระทั่งนาทีที่ 22
ก็ต้องสังเวยประตูแรกจนได้
แต่เหมือนฟ้าเป็นใจ หลังเขี่ยบอลใหม่ไม่กี่จังหวะ
ปรากฏว่า “ลีซอ” ยิงลูกผีจับยัด ช่วยให้ทีมไทยตีเสมอได้
ทันควันในนาทีที่ 23
จากนั้น “ไทย” ก็ยันเสมอ 1-1 กระทั่งหมดเวลา
ครึ่งแรก
ครึ่งหลัง แม้ทีมชาติไทยพยายามจะเปลี่ยนแท็กติก
แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่ดีขึ้นเลย กระทั่งนาทีที่ 54
ก็ต้องเสียประตูที่ 2
ประตูที่เป็นรอง ทำให้ทีมชาติเสียกระบวนท่าไป
พอสมควร และต้องพบกับช่วงเลวร้ายสุดๆ เมื่อ ณรงค์ชัย
วชิรบาล กองกลางตัวปั้นเกม ระงับอารมณ์ไม่อยู่ หวดผู้เล่น
เจ้าบ้านจนหัวคว่ำ ผู้ตัดสินจึงควักใบแดงแจกเป็นของขวัญ
ทันทีทันใด
ในสถานการณ์ที่ต้องตกเป็นรองทั้งประตูและตัวผู้เล่น
กำลังใจของนักเตะไทยแทบจะไม่มีกันเลย สุดท้ายหายนะ
ก็มาเยือนเต็มรูปแบบ เพราะญี่ปุ่นสามารถเพิ่มสกอร์ได้อีก
2 ลูก ในนาทีที่ 66 กับ 90+1
ส่งผลให้ทีมชาติไทยพ่ายไปอย่างย่อยยับ 4 ประตู
ต่อ 1 พร้อมกับความหวังจะไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่
ประเทศแอฟริกาใต้ เริ่มมืดลงทีละนิด
ผลการแข่งขันครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า “ฟุตบอลไทย”
ยังไงก็ล้าหลังพวก “ซามูไร” อีกเช่นเคย
ปัจจัยหลักที่ทำให้วงการฟุตบอลไทยยังย่ำ
อยู่กับที่ ก็เห็นจะเป็นการทำงานในลักษณะ “โชว์ออฟ”
เห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ใครดี ใครเด่น
เป็นต้องสกัดดาวรุ่งไว้ก่อน
ส่งผลให้ “คนที่พกความตั้งใจ” มาเต็มเปี่ยม
ทั้งหลาย ต้องโบกมือบ๊ายบายไปทีละคน 2 คน ส่วนพวกที่อยู่
ก็ดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็คงได้เห็นแต่พวกขายฝันว่า
“ฟุตบอลไทยจะไปฟุตบอลโลก” อยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่รู้
ตลอดอายุขัยของเราจะมีสิทธิ์ “ยืดอก” เหมือนกับเพื่อน
ร่วมทวีปอย่าง ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐ
อาหรับเอมิเรตส์ และอิหร่าน บ้างหรือเปล่าหนอ
ฟุตบอล ซึ่งถือเป็นกีฬายอดนิยมอันดับ 1 ของคนทั้ง
ประเทศ สร้างความผิดหวังให้กับแฟนๆ ไปแล้ว แต่ในด้าน
การเมือง ชาวไทยจึงได้แต่ภาวนาว่า “รัฐบาลสมัคร 1”
คงบินสูง แม้จะขี้เหร่ก็ตามที
และ นายสมัคร สุนทรเวช ก็ยืนยันจะทำงานให้
บ้านเมือง โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าทั้ง 6 พรรคจะมีข้อแม้ข้อแย้ง
อะไรต่างๆ
“ผมพร้อมที่จะทำงานกับทั้ง 5 พรรค ถ้าไปถึง 4 ปี
ก็นับว่าเป็นโชคดีของเราที่ได้ทำงานให้บ้านเมือง ที่ผมได้
เอ่ยไว้ว่าขี้เหร่นั้น แปลว่าไม่ได้อย่างใจผมที่จะอวดใครเขา
เท่านั้นเอง แต่ด้วยมาอย่างนี้ ขี้เหร่อย่างนี้ ไม่สวย แต่ว่า
จะมีคุณภาพดี จะว่าอย่างไร ฉะนั้นขอให้ให้เวลาหน่อย
เรื่องบกพร่องอะไรต่างๆ ต่างคนต่างรู้กันอยู่ ผมมีหน้าที่
อย่างยิ่งที่จะต้องดูแลให้เรียบร้อย ถ้าดูแลไม่เรียบร้อยก็
เอาตัวไม่รอด”
นี่ต้องบอกว่า ถึงกีฬาจะแพ้ การเมืองไม่เห็น
ยอมแพ้เลย แล้วเรามาติดตามดูผลงานท่านนายกฯ “สมัคร”
ไปพร้อมๆ กัน…
เพลิงพิโรธ

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

ทรราชแห่งวงการ


“จำเลยกล่าวหาโจทก์โดยไม่พิสูจน์ทาง
หลักนิติศาสตร์ มุ่งหวังกระแสโค่นล้มนายก
รัฐมนตรี ซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
ยุยงให้ประชาชนแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย แล้วใช้
สีเหลืองอันเป็นสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวฯ มาเป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม
ล้วนเป็นการสร้างภาพว่านายสนธิกับพวก
อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และ
พยายามสร้างภาพของโจทก์ให้มีภาพยืนอยู่ตรง
กันข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ พิพากษาจำคุก
จำเลย 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา”
คงไม่มีอะไรอธิบายความเป็น สนธิ ลิ้มทองกุล
หรือ โกตั๊บ แซ่ลิ้ม คนจีนไหหลำ เกิดที่จังหวัด
สุโขทัยได้ดีกว่านี้
แน่นอน ในจำนวนผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยการ
เป็นนักข่าวนักหนังสือพิมพ์นั้น..ม.ร.ว.คึกฤทธิ์
ปราโมช อาจจะเป็นท่านหนึ่งที่โด่งดังและก้าว
จากหน้าหนังสือพิมพ์ มาเล่นการเมืองและขึ้นชั้น
มาถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..สมัคร สุนทรเวช
หรือนายหมอดี คอลัมนิสต์สยามรัฐ..เป็นอีกท่าน
หนึ่ง..และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน
ปัจจุบัน..
สนธิ ลิ้มทองกุล..ก็โด่งดังเช่นกัน
70 ปี..จากนักหนังสือพิมพ์ เป็นรัฐมนตรีมา
หลายสมัย จนมาถึงนายกรัฐมนตรีในวันนี้..เขายังอยู่
ในบ้านในหมู่บ้านจัดสรร..
ตลอดชีพของนักหนังสือพิมพ์ ม.ร.ว.
ศึกฤทธิ์ ปราโมช ผ่านตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้ว
อย่างโชกโชนจนเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่วันที่
ท่านสิ้นชีพ
สยามรัฐ หนังสือพิมพ์ของท่าน มีหนี้สินท่วม
ตัว..
ผู้ยิ่งใหญ่ในแวดวงนักหนังสือพิมพ์..ล้วนสู้
กันมาแล้วทั้งนั้น..ไม่ว่ากับทุกๆ ทรราช ไม่ว่าจะมา
จากการเลือกตั้งหรือการปฏิวัติรัฐประหาร..
แต่ไม่มีใครเอามาคุยโวโอ้อวด ยกตนข่มท่าน..
ขรรค์ชัย บุนปาน.ต้องลี้ภัยไปนอกประเทศ..
เพราะเผด็จการยุคหนึ่ง
สังข์ พัธโนทัย ใช้คุกเป็นสถานศึกษา ท่านคือ
นักหนังสือพิมพ์ หลายชีวิต..สละชีวิต
แต่..เขาไม่คุยโวโอ้อวด..เขาใช้ความจริง
เป็นอาวุธนำทาง..เขาไม่เคยเรียกตนเองว่า
วีรบุรุษ..อย่างที่ สนธิ ลิ้มทองกุล พูดถึงตัวเองว่า
เป็นวีรบุรุษอุบัติเหตุ..นักหนังสือพิมพ์ในอดีตอีก
มากมาย..ตายหรือติดคุกเพราะ..ความจริง..แต่ยัง
ไม่มีใครติดคุกเพราะ..การโป้ปดมดเท็จ
ไม่มีใครร่ำรวยจากการต่อสู้..แม้ว่าเขาบางคน
จะขึ้นมาถึงนายกรัฐมนตรี..
จะมีก็แต่...ทรราชแห่งวงการเท่านั้น..
ที่มั่งคั่งมั่งมีมหาศาล..สนธิ ลิ้มทองกุล..รู้ไหม
ว่า...มันเป็นใคร
พญาไม้

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

เ ฉ ลิ ม ซี.ส ก อ ต ต์

เช้าวันที่ 8 ก.พ.51 ณ กระทรวงมหาดไทย ปรากฏว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมกับ นายสุพล ฟองงาม และสิทธิชัย โควสุรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ประกอบด้วย ศาลพระภูมิ ศาลพระกาฬ และพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่ามกลางการต้อนรับจากข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นำโดย นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ยังมีข้าราชการทหารและตำรวจเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียน และส.ส.พรรคพลังประชาชน พร้อมด้วย น.ต.ศิธา ทิวารี เข้าร่วมแสดงความยินดี กับรัฐมนตรีใหม่ทั้ง 3 คน อย่างเนืองแน่นขณะที่บริเวณรอบ ๆ กระทรวงมหาดไทย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก ส.น.ใกล้เคียง คอยให้การรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกเป็นจำนวนมากจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือฤกษ์เวลา 08.38 น. ตาม ที่เจ้าอาวาสวัดสระเกศให้ไว้ เข้าห้องทำงานประจำกระทรวงมหาดไทย หลังรอคอยตำแหน่งมาหลาย 10 ปี ก่อนจะให้สัมภาษณ์ว่า

การแบ่งงานให้กับรัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คน จะไม่ยึดรูปแบบเดิมที่ผ่านมา แต่จะเชิญทั้ง 2 คนมาคุยว่า ต้องการจะรับผิดชอบงานส่วนใดบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วรัฐมนตรีว่าการก็จะต้องรับผิดชอบด้วย จึงไม่ต้องการให้มีภาพออกมาว่า รัฐมนตรีว่าการเข้าไปควบคุมกรมสำคัญ ๆ เป็นการรวบอำนาจ“ยุคของผมไม่มีเรื่องแบบนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยคนหนึ่ง ก็มาจากพรรคเดียวกัน ส่วนอีกคนมาจากพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติกัน ผมยืนยันว่าไม่รวบอำนาจ แต่เวลานี้ยังไม่ได้คุยเรื่องรายละเอียดการแบ่งงาน ต่อไปจะเป็นยุคที่กระทรวงมหาดไทยไม่มีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ต่อข้อถามถึงการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย เรื่องนี้จะพูดเร็วไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ขอให้ข้าราชการมั่นใจได้ว่า จะต้องเติบโตในกระทรวงมหาดไทย สำหรับการนำระบบผู้ว่าฯ ซีอีโอ กลับมาใช้ว่า จะหารือกับนายพงศ์โพยม เพราะกระทรวงมหาดไทยไม่เหมือนกระทรวงอื่น เป็นกระทรวงที่มีความรับผิดชอบสูงมาก“ผมจะปลุกวิญญาณความเป็นเจ้าเมือง ส่วนนายอำเภอ ผมจะให้ไปดูหนังเรื่องนายอำเภอ Morgan ส่วนผมจะสวมวิญญาณ George C. Scott คือตำรวจตรวจแหลกมาร่วมกันทำงาน หมดยุครัฐมนตรีมหาดไทยต้องเป็นเจ้าขุนมูลนาย เมื่อไปต่างจังหวัด ผู้ว่าฯ ต้องมีภาระขนคนมารอรับ แต่ต้องร่วมกันทำงาน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ส่วนปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ปัญหาภาคใต้จะเป็นวาระแห่งชาติไม่ได้ จะต้องเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ การที่จะกำหนดนโยบายในส่วนของกระทรวงมหาดไทยลงไปแก้เพียงอย่างเดียว เป็นเรื่องลำบาก ต้องมีการประสานกันหลายหน่วยงาน มีแผนยุทธศาสตร์แล้วต้องมียุทธวิธี คนปฏิบัติตามยุทธวิธีมี 3 ส่วน คือ ทหาร ฝ่ายปกครอง และที่สำคัญคือตำรวจ
“ผมมีแนวคิดว่า จะเชิญผู้ว่าฯ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และนายอำเภอ 4 อำเภอใน จ. สงขลา รวมถึง ผอ.ศอบต. และปลัดกระทรวงมหาดไทย มาพูดคุยในวันจันทร์ที่ 11 ก.พ.นี้ ในเวลา 13.30 น. ผมยังไม่อยากพูดอะไรมากในตอนนี้ อยากจะรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามหลักการบริหารราชการบ้านเมือง หลังจากนั้นจะเดินหน้าทำงานในทันที” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว จะเชิญผู้ว่าฯ ทั่วประเทศมาพบ เพราะไม่นิยมระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และส่วนตัวไม่มีนโยบายลงตรวจพื้นที่บ่อย ๆ เพราะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะเดือดร้อน ต้องเตรียมการเรื่องรักษาความปลอดภัยและบรรยายสรุป ในยุคนี้จะไม่มีการบรรยายสรุป แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ในด้านการวางนโยบายเรื่องการจัดระเบียบสังคม คงไม่เป็นมือปราบสายเดี่ยว แต่จะเป็นมือปราบมาเฟีย นักเลงตามภูมิภาค ตามสถานบันเทิง ผู้ว่าฯ และนายอำเภอต้องลงไปช่วยดูแลแก้ไข ที่สำคัญบ้านเมืองต้องสงบเรียบร้อย รวมทั้งปัญหายาเสพติด และทรัพยากรธรรมชาติ ที่ต้องดูแลอย่างจริงจัง

“ผมไม่มีนโยบายไปตรวจสถานบันเทิง เพราะเคยทำมาแล้ว ผมจะไม่เข้าไปยุ่งในลักษณะการไปยืนหน้าผับ หน้าบาร์ แต่จะให้ปฏิบัติตามกฎหมาย งานหลักของผมจะเน้นในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด และเฉียบขาด โดยเอานโยบายที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยทำไว้มาใช้อย่างต่อเนื่อง มีผู้รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ด้านนโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่จะทำให้มีความชัดเจนภายใน 90 วัน โดยมีการชี้วัดและให้คุณให้โทษกับผู้ว่าฯ นั้น การให้โทษไม่มี มีแต่ให้คุณมากหรือน้อยกับผู้ว่าฯ เชื่อว่าผู้ว่าฯ คงรู้ แต่จะทำอย่างไรให้เป็นภารกิจหลัก เป็นระเบียบปฏิบัติประจำ ส่วนการปราบปรามจะมาคู่กับความรุนแรงหรือไม่นั้น เห็นว่าบางครั้งถ้าเบาก็ไม่ได้ เหมือนรถยนต์ เพราะถ้าเบาแล้วเครื่องจะดับ มันต้องเฉียบขาดทันเหตุการณ์

และใครหลายคน ที่ยังสงสัยว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารจเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม ทิ้งท้าย ว่า อย่าไปพยากรณ์ ฝนไม่ตก อย่าเพิ่งกางร่ม ยังไม่นอน จะไปฝันได้อย่างไร ไม่ขอตอบเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม การให้สัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.เฉลิม ในเรื่อง ปลุกวิญญาณความเป็นเจ้าเมือง โดยให้นายอำเภอ ไปดูหนังเรื่อง “นายอำเภอ Morgan” ส่วนผมจะสวมวิญญาณ George C. Scott คือตำรวจตรวจแหลก
ความสนใจให้กับเรา “บางกอกทูเดย์” ยิ่งนัก ขนาดอดรนทนไม่ไหว จึงต่อสายตรงคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม ทันที

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุ ภาพยนตร์เรื่อง Patton หรือในชื่อภาษาไทย “แพ็ตตัน นายพลกระดูกเหล็ก” คือภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 7 ตัวในปี ค.ศ.1970 (พ.ศ.2513) นำแสดงโดย จอร์จ ซี สก็อตต์ (George C. Scott ), คาร์ล มัลเดน ฯลฯ ช่างคล้ายกับชีวิตตนเองยิ่งนัก ด้วยประสบการณ์ซึ่งสั่งสมมานาน จึงอยากนำมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การงานในปัจจุบัน นั่นเอง


พปช.หนุน”จักรภพ”ยกเครื่องสื่อ - ฟื้นไอทีวี

นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุแนวคิดเตรียมจัดระเบียบ พร้อมทั้งวางยุทศาสตร์สื่อภาครัฐ รวมทั้งมีแนวคิดจะฟื้นสถานีโทรทัศน์ไอทีวีว่า ในส่วนของพรรค ได้ให้เอกสิทธิ์แก่รัฐมนตรีในการตัดสินใจออกนโยบาย และแนวคิดการบริหารงานกระทรวงต่างๆ ซึ่งกรณีที่นายจักรภพ เสนอแนวคิดในการยกเครื่องสื่อ และฟื้นไอทีวี ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรม ในฐานะรัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแลด้านสื่อโดยตรง ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมจะสนับสนุน แต่ทั้งนี้คงต้องรอดูด้วยว่า รายละเอียดของการดำเนินการ ตามแนวคิดที่นายจักรภพจะเสนอเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกรณีของทีวีสาธารณะสถานีทีพีบีเอส ถือเป็นประเด็นเรื่องละเอียดอ่อนทางสังคม ที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และต้องมีเหตุผลในการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ อีกขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังได้ออกมาเป็นกฎหมายโดย สนช. ดังนั้นหากในอนาคตหากรัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายในประเด็นทีวีสาธารณะ เนื่องจากเห็นว่ามีความไม่ชอบธรรม ก็ต้องผ่านกระบวนในสภา เพื่อให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นเถียงกัน และหากสุดท้ายเสียงข้างมากในสภา เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีความชอบธรรม รัฐบาลก็มีสิทธิ์แก้ไข

โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า แม้ว่าการออกนโยบายเพื่อดำเนินการในส่วนบริหารงานต่างๆ เป็นอำนาจโดยตรงของรัฐมนตรี แต่หากเป็นประเด็นทางการเมือง ที่มีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ก็คงต้องมาถกกันในพรรค ในรัฐบาล และในสภา หากมีมติจะดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในอนาคต ทั้งนี้เชื่อว่านายจักรภพมีเจตนาดี ต่อกรณีการจัดระเบียบสื่อ และกรณีการฟื้นไอทีวี และมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่แทรกแซง หรือไปหาประโยชน์จากการเข้าไปดำเนินการเกี่ยวกับสื่ออย่างแน่นอน

ด้านนายจอม เพชรประดับ อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการบริหารของสถานีทีไอทีวี และผู้ดำเนินรายการ ตัวจริงชัดเจน กล่าวว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นสิทธิ์ของรัฐบาลที่จะดำเนินการ แต่ต้องถามกลับไปยังรัฐบาลว่า แนวคิดดังกล่าวของนายจักรภพ มีรายละเอียดอย่างไร จะฟื้นไอทีวี หรือช่องทีวีเสรี โดยเปิดประมูลทีวีช่องใหม่ โดยให้เอกชนเช่าดำเนินธุรกิจ และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของสื่อ โดยใช้รูปแบบเดิมเหมือนไอทีวีในยุคแรก แต่เห็นว่าในส่วนของทีวีสาธารณะ (ทีพีบีเอส) ที่มีกฎหมายคุ้มครองอยู่ และกำลังจะเกิดขึ้นนั้น รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของทีวีสาธารณะ ที่จะต้องมีความโปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงจากการเมือง โดยรัฐบาลควรทำหน้าที่เพียงให้การสนับสนุน และสอดส่องในส่วนของบุคคลที่จะเข้ามาบริหารสถานีทีพีบีเอส ให้มีความชอบธรรม มากกว่าที่จะเข้ามารื้อแก้ไขกฎหมาย และฟื้นสถานีไอทีวี

“เราไม่เห็นด้วยหากจะมีการฟื้นไอทีวี โดยเข้าไปแก้กฎหมาย หรือกระทำการอะไรที่เป็นไปในเชิงหวัง จะใช้ไอทีวีมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะขณะเดียวกันการฟื้นไอทีวี ก็เท่ากับเป็นการไปอุ้มผู้ถือหุ้นเอกชน ที่เคยเป็นเจ้าของไอทีวีเดิม มากกว่าเข้ามาแก้ปัญหาในวงการสื่อ " นายจอมระบุ

เขาบอกว่า เรื่องความขัดแย้งของสื่อ การเลือกข้างที่รัฐบาลพยายามกล่าวอ้างตอนนี้ เรามองว่าส่วนนี้ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่สื่อจะแก้ปัญหากันเอง แต่ถ้าอนาคตรัฐบาลต้องการสร้างทีวีเสรีช่องใหม่ เปิดประมูลช่องให้เอกชนดำเนินการ ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้คนทำสื่อ เข้ามาทำงานในทีวีที่มีรูปแบบคล้ายไอทีวีเดิม เป็นสื่อเสรีไม่เลือกข้างจริงๆ และที่สำคัญไม่ได้ไปแตะต้องทีวีสาธารณะ คือปล่อยให้มีการดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย ตรงนี้เราเห็นด้วย เพราะไม่ได้ยึดติดชื่อของไอทีวี

" สุดท้ายหากรัฐบาลจะเอาชื่อของเราไปอ้าง แล้วสรุปว่าเราเป็นเหยื่อของการเลือกข้างของสื่อ แล้วเข้ามาใช้ความเป็นไอทีวี เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีก พวกเราก็จะไม่เดินเข้าไปร่วมด้วย เพราะที่ผ่านเราเจ็บปวดมามาก ไอทีวีถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้มีอำนาจ ดังนั้นหากรัฐบาลเข้ามา แล้วหวังผลทางการเมืองจากนโยบายนี้อีก หรือทำให้ประชาชนผู้ชมยังเชื่อมโยงติดกับภาพของกพรรคพลังประชาชน ภาพของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งภาพการเข้ามาเช็คบิล ล้างแค้น ตรงนี้หาล้างภาพไม่ออก ผลเสียจะตกกับทั้งประชาชน พนักงาน คนข่าวที่อาจได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมน้อยลง “อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการบริหารของสถานีทีไอทีวีกล่าว

NGOจวกยับรัฐย้อนยุคผูกขาดสื่อ จี้รีบจัดสรรคลื่นความถี่

นายจอน อึ้งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) กล่าวถึงนโยบายจัดระเบียบสื่อของรัฐบาล ว่า คำพูดของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ว่าจะจัดระเบียบให้สื่อเสนอข่าวเป็นกลางนั้น ถือว่าอันตรายมาก เพราะหมายถึงความต้องการที่จะให้สื่อเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการหมดหลักประกันเสรีภาพของสื่อ เพราะจะถูกแทรกแซงโดยรัฐ ทำให้ประชาชนหมดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวอย่างรอบด้าน

" กรณีที่นายกรัฐมนตรีมีรายการวิทยุ หรือโทรทัศน์เป็นของตัวเอง เพื่อสื่อสารกับประชาชนด้านเดียวนั้น ไม่มีประเทศประชาธิปไตยเขาทำกัน ส่วนใหญ่ที่มีคือ หากนายกฯได้พูด ถัดมาวันรุ่งขึ้นผู้นำฝ่ายค้านต้องมีโอกาสได้พูดด้วยเช่นกัน เพื่อความเสมอภาค " นายจอนระบุและว่า สิ่งที่รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดออกมานั้น ทำให้รู้สึกว่าเรากำลังย้อนกลับไปสู่ยุคที่สื่อไม่มีเสรีภาพ รัฐบาลจะจัดการทุกอย่าง โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์และวิทยุ หากอยู่ในการควบคุมของรัฐถือเป็นความเลวร้ายมาก ความคิดเช่นนี้ไม่ควรออกมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำกับสื่อคือ ให้อิสระอย่างเต็มที่ และตั้งคณะกรรมการอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับภาคส่วนต่างๆของสังคมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มากกว่าจะส่งสัญญาณควบคุมเช่นนี้

นายจอน กล่าวว่า สำหรับกรณีของโทรทัศน์สาธารณะนั้น หากยังดำเนินไปตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ พ.ศ.2550 ก็มีโอกาสที่เป็นอิสระ แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ รัฐบาลอาจจะแก้ไขกฎหมายเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้ามาจัดการเอง ทั้งนี้เห็นว่าการที่รัฐมีกรมประชาสัมพันธ์เป็นกระบอกเสียงก็น่าจะเพียงพอแล้ว โดยอาจจะมีวิทยุอีก 2-3 คลื่น ประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล นอกนั้นควรกระจายไปสู่สาธารณะ เอกชน ชุมชน หรือองค์กรที่ทำงานเพื่อการกุศล

สนช.สายสื่อ เตือนรัฐบาลทวงไอทีวี ขัดกม.

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปฎิบัติหน้าที่ส.ว. กล่าวถึงนโยบายการจัดระเบียบสื่อของรัฐบาล ว่า ไม่ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย ที่รัฐบาลนี้จะเริ่มต้นด้วยการจัดการสื่อ เป็นไปตามที่เคยสันนิษฐานไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการทวงคืนไอทีวี ให้กลับไปเป็นของเจ้าของเดิม เป็นความตั้งใจของรัฐบาลนี้ แต่ขอเตือนว่าการจะดำเนินการใดๆ ต้องคำนึงถึงขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากขณะนี้สถานีไอทีวี ไม่ใช่คู่สัมปทานของรัฐอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ไม่จ่ายค่าสัมปทาน และกฎหมายใหม่ที่ออกมาบังคับใช้ ก็ไม่ให้อำนาจการเมือง หรืออำนาจทุนเข้ามา

ครอบงำสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำ คือรีบดำเนินการตามพ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ ที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรี สรรหาคณะกรรมการถาวรของโทรทัศน์สาธารณะจำนวน 9 คน ขึ้นมาเพื่อดำเนินการโทรทัศน์สาธารณะ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

“นายสมัคร เคยยืนยันว่าจะไม่มีปัญหากับสื่อ ดังนั้นลูกทีมทุกคนก็ควรจะมีท่าทีเดียวกันไม่เช่นนั้นก็เท่ากับว่า มีพฤติกรรมปากว่าตาขยิบ ไม่มีความน่าเชื่อถือ”นายสมชายระบุ

"จักรภพ"ชง ตั้ง คก.คุม TPBS ยกเครื่องสื่อฟื้นไอทีวี

กำหนดสเป็ค 4 ข้อ อ้างดีแต่ชื่อที่มาไม่โปร่งใส สื่อสยบยอมอำนาจนอกระบบทำให้เสนอข่าวไม่สมดุล พปช.หนุนไอเดียยกเครื่องสื่อ อ้างมีสิทธิ์แก้กฏหมายหากเสียงข้างมากเห็นชอบ ด้าน"จอน"โวยรัฐย้อนยุค ไม่น่าเชื่อความคิดรัฐบาลเลือกตั้งจากประชาชน หวั่น"นอมินีแม้ว"ลักไก่แก้ กม.ทีพีบีเอส ปล้นทีวีสาธารณะ

ทำเนียบรัฐบาล นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่จะเข้ามาจัดระเบียบสื่อว่า จะไม่มีการจัดระเบียบแต่มีการจัดระบบ เพราะสื่อของรัฐมีการออกนอกระบบไม่เคารพสิทธิในการรับข้อมูลข่าวสารของประชาชนทำตัวเป็นนายหน้านอกระบอบประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้ต้องมีการจัดระบบและการจัดระบบนั้นเป็นไปอย่างเปิดเผย โจ่งแจ้ง และจะบอกล่วงหน้าว่าทำอะไร รัฐบาลทุกชุดต้องการจะเป็นขวัญใจประชาชนและสื่อมวลชนทั้งนั้น แต่เรื่องไหนจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ ไม่มีวาระอะไรที่จะต้องมาเสแสร้งเอาใจในเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ทุกเรื่องสามารถพูดจากันอย่างตรงไปตรงมาได้ และหากไม่เห็นด้วยก็สามารถวิจารณ์ได้ตามสิทธิ์

เมื่อถามว่าที่ระบุว่าสื่อทำตัวเป็นนายหน้านอกระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นอย่างไร นายจักรภพ กล่าวว่า ยกตัวอย่างว่ามีการเสนอความคิดไปข้างใดข้างหนึ่ง โดยไม่มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งด้วย เช่นมีการนำเสนอความคิดว่าระบอบประชาธิปไตยมีข้อสงสัยหรือไม่ ก็นำเสนอด้านเดียวจนชี้ว่าไม่เป็นประโยชน์หรือเสียงข้างมากอาจจะนำมาซึ่งความไม่ดี โดยไม่อธิบายหลักการระบอบประชาธิปไตยประกอบ แต่เรื่องทั้งหมดนี้คงไม่ทำกันหากประชาชนทั้งประเทศไม่เห็นด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าสื่อตอนนี้มีปัญหาอะไรจึงต้องมีการปรับระบบของสื่อใหม่ทั้งหมด นายจักรภพ กล่าวว่า ปัญหาอยู่ที่ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่สมดุล จึงทำให้เห็นว่าคนดูเว็บไซต์มากขึ้นแต่อ่านหนังสือพิมพ์น้อยลง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับสื่อคือมีการสยบยอมต่อำนาจนอกระบบ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าของกิจการ ซึ่งการปรับดังกล่าวก็เป็นเรื่องการปรับสมดุล โดยรัฐจะไม่ได้เป็นผู้สร้างสมดุลเองแต่จะให้กลุ่มบุคคลเข้ามาปรับดุล

“ในฐานะที่ผมรับผิดชอบเรื่องนี้ผมจะสื่อสารกับพี่น้องประชาชนโดยตรง เพื่อที่จะบอกว่าเราจะทำอะไรเพื่ออะไรและนำไปสู่มาตรการที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ และองค์กรต่างๆจะเห็นอย่างไร เป็นอย่างไร ขณะนี้ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำกันไป แต่ขอให้สื่อมวลชนภาครัฐได้นึกถึงบทบาทของตัวเองว่าแต่ละองค์กรมีบทบาทแตกต่างกันไป อสมท.เป็นบริษัทของรัฐที่อยู่ในตลอดหลักทรัพย์ กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานของรัฐโดยตรง ทีพีบีเอสเป็นการแก้ไขปัญหาจากไอทีวี ปัญหาทีวีดาวเทียมมีคนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายทั้งฝ่ายที่เห็นตรงกันและเห็นไม่ตรงกัน วิทยุชุมชน ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นดาบสองคม มีประโยชน์มาก็มีโทษมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการจัดระบบทั้งสิ้น และจะทำด้วยความรวดเร็วไม่รอเวลา” นายจักรภพ กล่าว

เมื่อถามว่ามีแนวคิดที่จะแก้กฎหมายทีวีสาธารณะหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า บอกได้เพียงหลักการว่าทีวีสาธารณะเป็นสิ่งจำเป็นของเมืองไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าวิธีการที่นำมาสู่จุดนี้จะทำอย่างไรก็ได้ เพราะวิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมายต้องถูกต้องด้วยและสิ่งที่จะประเมินทีพีบีเอสคือวิธีการที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ถูกต้องหรือไม่ การมีทีวีสาธารณะเป็นสิ่งดีงาม เพราะประเทศที่เขามีเขาจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง เช่นสหรัฐที่เป็นต้นแบบ เพราะเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นการพัฒนาคน สร้างผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ไม่หวังกำไร ผลิตคนเชิงอุดมการณ์ที่อยากทำงานที่ดีมีคุณค่าสูงต่อสังคม และไม่เห็นแก่ธุรกิจจนเกินไป ดังนั้นรัฐบาลเห็นด้วยกับการมีทีพีบีเอสหรือการมีโทรทัศน์สาธารณะ แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับที่มา สำหรับวิธีการที่จะดำเนินการนั้นยังเร็วเกินไปที่จะพูดเพราะทีพีบีเอสก็เป็นมติครม.จะเปลี่ยนแปลงอะไรนั้นก็ต้องศึกษาแต่ใช้ระยะเวลาที่รวดเร็วและมีมาตรการออกมาว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งตนเชื่อว่าน่าจะได้เห็นไม่เกินสองเดือนนี้

ผู้สื่อข่าวถามไม่กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือ นายจักรภพ กล่าวว่า ไม่กลัว เพราะไม่เช่นนั้นจะมาตรงนี้ทำไม ตนมาทำงานในหน้าที่นี้เพราะต้องทำในสิ่งที่เชื่อว่าถูกถ้าจะถนอมตัวเองคงหาทางไปที่อื่น ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความพอใจในทีพีบีเอสระดับหนึ่งเพราะชื่อดี ตนไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะมาบอกว่าพอใจหรือไม่พอใจเป็นเพียงคนที่มาทำหน้าที่แทนประชาชนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามอยากให้ทบทวนถึงวิธีการเช่น การคัดเลือกเก็บคนส่วนหนึ่งไว้อีกส่วนเอาออก การตั้งมาตรฐานสื่อมวลชนที่ดีหรือส่วนที่ไม่ดีตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าสงสัยและเป็นเรื่องที่ต้องประเมินผล

นายจักรภพ กล่าวว่า ทีวีสาธารณะมีหลักว่ารัฐบาลไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวในรายละเอียดจนเกินไป แต่อย่างที่ตนบอกแล้วว่าการนำมาสู่ทีพีบีเอสมีวิธีการที่แปลกๆ แต่ถ้าทำถูกก็อาจจะไม่ต้องไปแตะต้อง รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้เป็นทีวีสาธารณะจริงๆไม่ใช่เป็นทีวีสาธารณะอันเป็นสมบัติส่วนตัวของใคร

เมื่อถามว่า แต่ทีพีบีเอสก็ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงการคลัง นายจักรภพ กล่าวว่า ตนแน่ใจว่าการรับงบประมาณจากใครก็ไม่จำเป็นต้องเป็นทาสคนนั้น การที่รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเป็นไปเพื่อวัตุประสงค์กลางก็ได้ เหมือนเอาเงินรัฐบาลไปสร้างสวนสาธารณะ ไม่ใช่ว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วไม่จำเป็นว่าข้าราชการมีสิทธิที่เข้าไปเที่ยวก่อนใครเพราะเป็นเงินของประชาชน รัฐบาลเป็นเพียงคณะบริหารชั่วคราวที่จะรักษาเงินรักษาสิทธิของประชาชน

นายจักรภพ กล่าวว่า ตนจะเข้าไปดูแลปัญหาวิทยุชุมชนด้วย เนื่องจากได้รับร้องเรียนอย่างมากว่าสร้างความรำคาญ อีกทั้งยังมีหลากหลายเป็นอย่างมาก บางแห่งละเมิดสิทธิผู้อื่น แต่ขณะนี้สิ่งเหล่านี้อยู่ในถังเดียวกันคงจะใช้วิธีหรือสูตรเดียวกันไม่ได้ เมื่อไม่มีกรอบย่อมเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตราย ซึ่งตนจะเข้าไปดู

นายจักรภพ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ(กสช.) ที่ล่าช้านั้นรัฐบาลทุกชุดพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นเร็ว แต่เมื่อเข้ามากรมประชาสัมพันธ์ก็จะแจ้งรัฐมนตรีที่ดูแลว่าทุกอย่างรอ กสช.แต่ปรากฏว่าเกิดความขัดแย้งในวงการสื่อด้วยกันเอง โดยเฉพาะในเรื่องผลประโยชน์ ดังนั้นตนก็จะดูแลเรื่องนี้เพราะการผลักดันให้เกิดกสช.เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องผลักดัน โดยทั้งหมดจะมีการตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานขึ้นมาดูแลในแต่ละเรื่องแยกย้ายกันไปบางชุดเป็นกรรมการศึกษา บางชุดเป็นกรรมการเพื่อเสนอนโยบายหรือบางชุดจะเป็นคณะกรรมการประเมินผลเพื่อให้ตนได้ตัดสินใจในทันที

เมื่อถามถึงคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาเพื่อกำหนดกรอบของทีวีสาธารณะ นายจักรภพ กล่าวว่า ตนคิดว่าคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ คือ 1.พยายามที่จะหาคนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านสื่อซึ่งไม่ใช่เก่งแต่เรื่องทฤษฎีแต่ต้องเก่งในเรื่องปฏิบัติด้วย 2.ไม่อยู่ในสมรภูมิที่มีความขัดแย้งทางการเมือง 3.มีความรู้ทางด้านวิชาการ และ 4.มีวิสัยทัศน์ในทุกด้าน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการพิจารณาตั้งทีวีสาธารณะช่องที่ 2 หรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ทางเลือกทุกอย่างเกิดขึ้นได้ แต่เราก็ต้องดูความเป็นไปได้ด้วย ว่าเศรษฐกิจตอนนี้เป็นอย่างไร เมื่อถามต่อว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทีพีบีเอสแล้วเกิดกระแสต่อต้านจะทำอย่างไร นายจักรภพ กล่าวว่า การเข้าไปทำเช่นนี้เราก็รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้ต้องดูกันที่เจตนา และต้องดูผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวว่าตนทำไปเพราะเหตุใด

เมื่อถามต่อว่าการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำหนดกรอบของทีวีสาธารณะใหม่จะทำให้การเดินหน้าของทีพีบีเอสต้องหยุดลงหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปไม่ต้องหยุดอะไร ทุกคนก็ทำกันตามหน้าที่