WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 9, 2008

คมช.แถลงรูดม่าน ปฏิวัติไม่ควรทำอีก

ร่วมยินดี : นายเอริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย แถลงข่าวยกเลิกจำกัด ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทย หลังได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไทยเป็นพันธมิตรเก่าแก่และมีค่ายิ่งของสหรัฐฯ จึงขอแสดงความยินดีต่อชาวไทยที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

นายเอริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย แถลงว่า เราขอแสดงความยินดี ต่อชาวไทย ที่กลับมามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้เราสามารถให้เงินสนับสนุนโครงการความร่วมมือทางทหาร กับกองทัพไทยครบถ้วนตามเดิม เช่น โครงการฝึกและศึกษาทางทหารระหว่างประเทศ โครงการช่วยเหลือทางการเงิน ในการจัดหายุทโธปกรณ์ทางการทหารให้แก่ต่างประเทศ และโครงการปฏิบัติการรักษาสันติภาพโลก สำหรับวงเงินการ ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ไทยขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดแน่ชัด เพราะขึ้นอยู่กับการจัดทำงบประมาณของสหรัฐฯ

สมัคร สุนทรเวช 'ผมเป็นคนเดินดินกินข้าวแกง ไม่ใช่คนสำคัญ'

นายสมัคร สุนทรเวช เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย และเปิดโอกาส ให้สื่อมวลชนเข้าสัมภาษณ์พิเศษ ในแง่มุมที่นอกเหนือจากเรื่องนโยบายของรัฐบาลและเรื่องการเมือง ที่ต้องให้สัมภาษณ์เป็นรายวันอยู่แล้ว

ได้ข่าวว่าท่านเชื่อเรื่องดูดวงและโหราศาสตร์มาก

ตามธรรมดาที่คนมักชอบเอาดวงไปดูตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม เมื่อโตขึ้น มาอาจารย์เทพ สาริกบุตร เป็นคนผูกดวงให้ ซึ่งการทำนายของอาจารย์ เทพ ไม่ได้ปิดบังใคร คนเป็นนักการเมืองหรือคนดังมักจะไปดูว่าดวง ขึ้นลงอย่างไร ผมเป็นเหยื่อของโหรทั้งหลาย ซึ่งเขาต้องดูตลอดชีวิตผม

ส่วนตัวเชื่อเรื่องโหราศาสตร์หรือไม

เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อไม่รู้ แต่คนเขาชอบทำนายกันมา แล้วว่าจะเป็น จริงก็อายุตั้ง 72 ปีแล้ว ครั้งแรกถูกทำนายว่าจะได้เป็นนายกฯ 30 กว่าปีมาแล้ว ตั้งแต่เล่นการเมือง อายุ 40 เขาก็ทายแล้วโหรคนที่ ทายอยู่แถวคลองตัน ผมจำชื่อไม่ได้ แต่โหรคนนี้ยืนยันมาตลอด แต่ เขาไม่ค่อยออกเป็นข่าว

ตอนที่โหรทำนายว่าจะได้เป็นนายกฯ เชื่อหรือไม

อย่ามาคาดคั้นว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่มีคนที่เกิดปีเดียว วันเดียว เดือน เดียวและมีเวลาเกิดใกล้กับผมอยู่แค่ 4 คน คือ ม.ร.ว.เกียรติคุณ กิตติ ยากร ซึ่งเรียนหนังสือที่เซนต์คาเบรียล ด้วยกันตั้งแต่เด็ก อีกคนชื่อ นายศิววงศ์ จังคศิริ ซึ่งผมรู้จักตั้งแต่มาเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อีกคนชื่อ นายไกรสร ผมจำนามสกุลไม่ได้ เป็นเจ้าของโรงงานปลา กระป๋อง ชื่อจีนชื่อฮั่งสือ ส่วนอีกคนคือผม ซึ่งผมเกิดตอน 4 ทุ่ม ทั้ง 4 คนเขาเรียกว่าสหชาติ

มีคนดูดวงและทำนายว่า คนที่เกิดวันที่ 13 มิ.ย.2478 เขาเรียกเป็น ดวงจตุสดัย คำทำนายแปลว่า ไม่ตายโหง และวันหนึ่งเมื่อโตมาก็ พิสูจน์ให้เห็น ศิววงศ์นั่งเครื่องบินแล้วเครื่องบินตก คนตายหมดทั้งลำ เหลือคนเดียวคือศิววงศ์ไม่ตาย และไม่บาดเจ็บอะไรเลย

หมอคนที่ทำคลอดผมชื่อหมอเหล็ง ศรีจันทร์ ซึ่งเป็นนักการเมืองอยู่ ฝ่ายเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อพ.ศ.2475 แต่ผมเกิดปี 2478 แม่ผม มีลูกกี่คน หมอเหล็งทำคลอดให้ทั้งนั้น คุณแม่เล่าให้ฟังว่าตอนผมเกิด หมอที่ทำคลอดมาบอกข้างเตียงว่าลูกคุณหญิงคนนี้เกิดมาเอาเท้าออก ขอให้เลี้ยงไว้ให้ดีจะช่วยครอบครัวได้ จะช่วยวงศ์ตระกูลและช่วยบ้าน เมืองได้ ซึ่งคนที่เอาเท้าออกมามีน้อย และผมเป็นคนที่ช่วยดูแลครอบ ครัวมาตลอด ทำกับข้าวให้ครอบครัวมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ทุกวันนี้ ผมยังทำกับข้าวอยู่ในวันหยุด

ที่ชอบเลี้ยงแมวนั้นเกี่ยวกับดวงหรือไม่

มันไม่เกี่ยวกับดวง แต่ผมชอบแมวมาตั้งแต่เด็ก สมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่ เป็นโรคหืดมาก ผอมจนเพื่อนที่เซนต์คาเบรียลเรียกว่า 'ไอ้ผี' เรียน หนังสือไปก็ต้องหยุดเรียนไปทีละเป็นเดือน แต่แปลกว่าพอตากฝน หนักๆ กลับไม่เป็นอะไร พออายุ 14 ก็หาย พอไม่เป็นหืดก็หันมา เลี้ยงแมว เพราะชอบ ส่วนสุนัขเลี้ยงไว้ตัวเดียวชื่อ 'ฉลุย' มันแก่แล้ว แต่ก่อนนี้ชื่อหลุยส์ บังเอิญมีคนสำคัญมากินข้าวที่บ้านเลยต้องเปลี่ยนชื่อ เป็นฉลุย เป็นหมาของนายสมัคร สุนทรเวช

รายงานทางโทรทัศน์เกี่ยวกับอาหารจะยกเลิกหรือไม

ผมอัดเทปเอาไว้ล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งเปิดรัฐธรรมนูญดูแล้วเขาไม่ห้าม แต่กลัวจะว่าเอาได้ จะเปลี่ยนมาพูดคุย ให้ข้อมูลเพื่อให้รายการเขาไปทำ กันเอง จะเลิกก็เกรงใจเพราะทำมาให้ 7-8 ปีแล้ว ส่วนการเขียน หนังสือยังเขียนอยู่ทุกอาทิตย์

ทำไมไม่กินเนื้อ ทั้งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางอาหาร

เมื่อก่อนกินเนื้อ แต่วันหนึ่งไปเยี่ยมภรรยาเพื่อนที่ป่วยเป็นโรคเส้น โลหิตแตก อาการสาหัสมาก หมอบอกว่าเปอร์เซ็นต์หาย 1 ในล้าน เราก็ไปหาเจ้าแม่กวนอิมที่เข้าทรง ในซอยรามคำแหง 21 อธิษฐานว่า ถ้าช่วยสำเร็จจะเลิกกินเนื้อ จากนั้นเอาน้ำมนต์ใส่ผ้าก๊อซไปปิดที่หน้า ผากในช่วงผ่าตัดแล้วเอารูปเจ้าแม่กวนอิม ไปติดที่หัวนอน เขาลืมตาขึ้น มามองหน้าภรรยาผมแล้วรู้สึกตัว ผมก็เลิกมา 10 กว่าปีแล้ว เพราะ เขาหายสนิทแบบไม่น่าเชื่อ

จะประเมินผลหรือให้เวลารัฐมนตรีทำงานเท่าไหร

เราไปคาดคั้นเขาอย่างนั้นคงน่าเกลียด ทำงานด้วยกันไปและเราคอยดู อยู่ เมื่อคืน (6 ก.พ.) พูดจาปรับความเข้าใจกันแล้วว่าต้องร่วมมือกัน ผมจะไม่มีการปรับครม.บ่อยๆ เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะต้องไป ขอเข้าเฝ้าฯ มันยุ่งยาก ถ้าไม่จำเป็น จะไม่มีการปรับครม. หากจะ ปรับจริง ต้องมีเหตุ และครม.ชุดนี้จะไม่มีเวลาฮันนีมูน มาทำงานเลย ไม่ต้องฮันนีมูน

‘รัฐบาลผสมมักมีปัญหาและเงื่อนไขต่างๆ มาก

เรื่องนี้แล้วแต่บุญแต่กรรม เราไม่ได้ไปเสี่ยงโชคหรือหลับหูหลับตา นั่งอยู่เฉยๆ เราลืมตาบริหารรู้ว่าอะไร เป็นอะไร เราพูดภาษาคน มาทำ ความเข้าใจกันได้ เมื่อตั้งใจมาแล้ว

เกรงว่าจะมีใครมาป่วนหรือเปล่า

มันไม่ควรมาป่วน พูดกันแล้วว่าขอให้ช่วยทำงานด้วยกัน ให้ช่วย กอบกู้บ้านเมืองเราเหน็ดเหนื่อยกันมาแล้ว ใครอยากจะกลับไปสนาม รบอีก ส่วนกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ ที่เตรียมเคลื่อนไหวนั้นเป็นเรื่อง ของเขา ไม่ใช่เรื่องของผม และคงไม่ต้องไปทำความเข้าใจเพราะเราไม่ ได้ไปอะไรกับเขา เมื่อเราไม่ได้ทำอะไรกับใคร เขาก็ไม่ควรมายุ่งกับเรา

หนักใจหรือไม่ ขณะนี้ที่มีปัญหารอการแก้ไขมาก

ในโลกนี้มันมีปัญหาอยู่ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับจังหวะ เมื่อเราทำเรากอบกู้ ได้ถือว่าทำสำเร็จ ทหารไปรบบางคนเจอ สงครามง่าย บางคนเจอ สงครามยาก ของพรรค์นี้แล้วแต่ใครจะโชคดีหรือโชคร้าย บางคนรบ ศึกหนักบางคนรบศึกง่าย

แล้วศึกครั้งนี้หนักหรือเปล่า

ถ้าบอกว่าหนักแล้วเราจะสู้มันได้อย่างไร เราบอกว่ามันสู้ได้ ปัญหา ของประเทศที่ต้องแก้ไข คงไม่มีการจัดลำดับ เราจะทำไปพร้อมกันทั้ง หมด อย่างวันอาทิตย์ที่ 10 ก.พ.นี้จะคุยให้ฟังเรื่องที่มีวิจารณ์ข้อเสนอ การจัดทำโครงการผันน้ำในภาคอีสานที่ใช้ระบบบไฮโดรชิล รวมทั้ง เรื่องรถไฟฟ้า ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ที่ผมพูดไป ไม่ใช่หลับหูหลับ ตาพูด ได้คิดใคร่ครวญและรอมานานหลายปีแล้ว ถึงเวลาเราจะได้เป็น คนทำ วันอาทิตย์นี้ผมจะไปพูดสดที่ช่อง 11 เลย ส่วนโอกาสต่อไป ถ้าติดธุระอาจจะโทรศัพท์เข้ามา

ในการทำหน้าที่นายกฯต้องตั้งทีมงานมาเป็นที่ปรึกษาหรือไม

ในเมื่อเราให้คำปรึกษาคนอื่นมาตลอดชีวิต เราคิดเอง ทำเองเป็นแต่ไม่ได้อวดศักดา ถ้าเขามีตำแหน่งให้ตั้งก็ตั้ง แต่ทำไมเราต้องไปปรึกษาใคร ถ้าเขาไม่ให้คำปรึกษาจะไม่ขายหน้าเขาหรือ

ส่วนการทำงานในกระทรวงกลาโหมนั้น มีขั้นตอนและการปฏิบัติอยู่แล้ว เหมือนกับทุกกระทรวง รัฐมนตรีเพียงแต่ไปนั่งดูว่าเขาทำอะไรกัน เมื่อจะทำอะไรเขาต้องปรึกษาหารือก่อน ในแต่ละกระทรวง ให้อำนาจรัฐมนตรีตัดสินใจบริหารงานเอง เพียงแต่การจะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ ต้องมาขออนุญาตครม.ก่อน ถ้าทุกคนเห็นด้วยก็ผ่าน ผมจะไม่ไปล้วงลูกแน่นอน เราต้องให้เกียรติ เมื่อชวนมาอยู่ด้วยกันนานๆ แล้วจะไปล้วงลูกได้อย่างไร

คิดว่าทหารมีความเข้าใจและพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลใหม่หรือไม

ทหารเข้าใจแล้ว ไม่มีปัญหา วันนี้ คมช.ประกาศยุติบทบาทแล้ว

จะลบภาพการเป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯได้อย่างไร

ทำไมผมต้องลบ บอกแล้วว่ามาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น คุณทักษิณบอกแล้วว่าไม่เล่นการเมือง เขาเลิกแล้ว และเขาต้องมาขึ้นศาล อนาคตจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้ แล้วผมต้องเอาตัวไปผูกเขาไว้หรือ เขาต้องจัดการแก้ไขปัญหา ส่วนตัวและต้องกลับมาอยู่ประเทศไทยให้ได้ คดีความต่างๆจะต้องมาดูว่าจะถึงขั้นติดคุกติดตารางหรือไม่ มันไม่ได้เป็นปัญหา เขาทำของเขา เราทำของเราไป เพียงแต่หนทางที่เข้ามาเมื่อเขาเปิดช่องให้เรา เขาชวนเราเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วเราก็เข้ามาดำเนินการ วันนี้ผมอยู่พรรคพลังประชาชน คุณทักษิณ ไม่ได้มาเป็นหัวหน้าพรรค ไม่ได้มาช่วยรณรงค์เลือกตั้ง ผมมานั่งจนถึงวันนี้แล้วทำไมถึงต้องมาถามคำถามนี้อีก จะมาถามว่าจะให้ลบภาพการเป็นนอมินี แล้วถ้านักข่าวเปลี่ยนสำนักจะให้กลับไปเรียกที่เดิมหรือเปล่า ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเองทั้งนั้น วันนี้ของผมคือคุณสมัคร ไม่ใช่ทักษิณ ทุกคนเห็นอยู่แล้ว อายุก็มากกว่า แล้วจะไปยุ่งกับเขาทำไม

เชื่อตามที่พ.ต.ท.ทักษิณพูดหรือไม่ว่าจะเลิกเล่นการเมืองแล้ว

เขาพยายามทำให้เชื่อ ทั้งหมดอยู่ในใจของแต่ละคนว่าจะเชื่อหรือไม่ คุณทักษิณ พยายามบอกว่า ตัวเองไม่ได้เลว ไม่ได้โกง วันนี้ต้องรอไปขึ้นชี้แจงกับศาลทีละศาล ถ้าจบหมดทุกศาลแล้วสรุปว่าเขาไม่ได้ทำผิดแล้ว จะทำอย่างไร คนที่ไปด่า ไปว่า ไปเหยียบย่ำเขา อายเขาหรือไม่ วันนี้คุณทักษิณมีความทุกข์ใจมากกว่าผมอีก และตั้งแต่ผมรับตำแหน่งนายกฯ อย่างเป็นทางการ คุณทักษิณ แค่โทรมาแสดงความยินดี ผมขอบคุณท่านไป ส่วนคุณทักษิณจะกลับเมื่อไหร่เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของผม และถือเป็นโอกาสที่ดีที่คุณทักษิณ ต้องกลับมาเพื่อขึ้นศาลเคลียร์ตัวเอง ชีวิตเขาอยู่ประเทศไทย เขาต้องกลับมา แต่คดีความต่างๆ จะให้ไปวิจารณ์คงไม่ดี

จนถึงวันนี้ยังยืนยันเรื่องมีมือที่มองไม่เห็นคอยเขย่าหรือไม

แน่นอน ส่วนจะเขย่าไปตลอดจนหมดอายุรัฐบาลหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่นั่งอยู่ดีๆ จะมาขุดคุ้ยโครงการกำจัดขยะของกทม. ซึ่งมันไม่เข้าเรื่อง จะไม่ยอมให้ผมมาเป็นนายกฯ ถามหน่อยว่าถ้ามันไม่มีเบื้องหลังแล้วใครเอาเรื่องนี้ขึ้นมา ต้องพูดแบบนุ่มนวลว่าเป็นมือที่มองไม่เห็น และเป็นมือที่สกปรกด้วย แต่ผมไม่ยอมปล่อยให้เขย่าอย่างนี้ไปตลอด ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูน ซึ่งมือสกปรกเหล่านี้มันมีมานานแล้ว เพียงแต่รอจังหวะเวลาที่จะมาเล่นงานและฟันผม ก็ไม่เป็นไร

ระหว่างท่านกับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเคยมีความขัดแย้ง อะไรกันหรือไม่

เขาอายุ 87 ปี ผมอายุ 72 ปี อายุแตกต่างกันเท่านั้นเอง ส่วนที่บอกว่าผมและพล.อ.เปรมยืนอยู่คนละฟากนั้น มันแน่นอน ท่านเป็นองคมนตรี ผมเป็นนักการเมือง จะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้ไม่ควรมาตั้งคำถามกับผม จะถามเพื่อต้องการอะไร วันนี้ต่างคนต่างอยู่ อย่ามาจับขั้วว่าผมอยู่ขั้วโน้นแล้วใครอยู่อีกขั้วหนึ่ง วันนี้ต่างคนต่างอยู่ อยู่กันคนละโซน ผมไม่เข้าใจว่าทำไมสื่อสนใจเรื่องเหล่านี้ ไม่ต้องมาให้ความสำคัญกับผม

ผมเป็นคนเดินดินกินข้าวแกง ไม่ใช่คนสำคัญอะไร ผมอยากกินก๋วยจั๊บก็ไปกิน อยากจ่ายตลาดในร้าน ที่เคยไปก็ไป ชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ในเมื่อผมทำหน้าที่นายกฯได้ จะมาจับให้ผมไปขึ้นหิ้งหรือ ผมไม่ยอม

ที่สำคัญจะไม่ยอมให้ใครมาตามผมเป็นพรวน ชีวิตของผมทั้งชีวิต ผมทำงานให้บ้านเมือง คุณทำงานของคุณไป ถึงเวลาก็ให้สัมภาษณ์ จะขับรถไล่ตามดักหน้าดักหลังเหมือนผมเป็นอาชญากรไม่ได้ ต่อไปนี้ผมจะไปงานไหน จะบอกล่วงหน้า 15 นาที รับรองว่าทันแน่ เพราะผมไม่ใช้รถนำ สื่อรถติด ผมก็รถติด

สำหรับแผนการทำงานของผมกับชีวิตส่วนตัว วันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นวันพักผ่อน ผมมีรองนายกฯ 6 คน จะเฉลี่ยแบ่งกันไปสำหรับงานวันเสาร์-อาทิตย์ ผมไม่บ้างานอุตลุด แต่ผมทำงานให้บ้านเมืองได้ ทุกอย่างอยู่ที่การคิดและตัดสินใจ การประชุมครม.จะไม่เยิ่นเย้อ ผมเข้าใจง่าย ฟังปุ๊บก็รู้ เคยประชุมกัน 3-4 ชั่วโมง จะเหลือชั่วโมงเดียว จะไปนั่งตะบันประชุมกันเช้าถึงเย็นทำไม เวลาที่เหลือจะได้เป็นของผมบ้าง

สมชายการันตีนโยบายรัฐ เพื่อประโยชน์ไม่ใช่โปรโมต [9 ก.พ. 51 - 14:45]

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการจัดทำนโยบายรัฐบาลเพื่อแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมร่างนโยบายรัฐบาลวันนี้ (9 ก.พ.) ว่า นโยบายที่ออกมาจะตรงกับความต้องการของประชาชนและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ยืนยันว่าไม่ใช่นโยบายเพื่อการสร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาล แต่จะเป็นนโยบายที่ประชาชนพอใจและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นโยบายรัฐบาลจะไม่ลงลึกในรายละเอียด แต่จะเน้นไปที่แนวทางการปฏิบัติของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง มั่นใจว่าจะสามารถเห็นผลได้ภายใน 7-8 เดือน และการประชุมในวันนี้จะสามารถร่างนโยบายให้แล้วเสร็จได้ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในสัปดาห์หน้า ก่อนประสานไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป


"มั่นใจว่านโยบายที่ออกมา จะถูกใจประชาชน ทำได้ทำจริง จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมเรียกว่า นโยบายเพื่อประชาชน ไม่ใช่นโยบายเพื่อการโปรโมต แต่ เป็นนโยบายเพื่อให้ได้ประโยชน์" รองนายกรัฐมนตรีกล่าว


ด้าน นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จะนำเสนอนโยบายที่พรรคเพื่อแผ่นดินได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ รวมถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะเน้นเรื่องความสมานฉันท์ และสานต่อนโยบายที่ดีของรัฐบาลที่ผ่านมา


ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงนโยบายด้านการต่างประเทศ ว่า จะฟื้นฟูทีมไทยแลนด์ เพื่อเปิดโอกาสทางด้านการค้าและการลงทุน และเน้นไปที่มาตรการเศรษฐกิจในเชิงรุก ส่วนนโยบายการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีกำหนดเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียเพื่อหารือเป็นประเทศแรก


ไม่เข้าเป้า [9 ก.พ. 51 - 18:51]

การเมืองยุคลมพัดใบไม้ไหว ประชาธิปไตยเปลี่ยนขั้ว ขั้วอำนาจเก่าแปรรูปกลับมาใหม่ ขั้วอำนาจเคยใหม่สลายตัวกลับบ้าน

นักการเมืองไปแล้วก็มา มาแล้วก็ไป วนเวียนอย่างนี้ไม่มีจบสิ้น

แต่ที่อึดอัดหาวเรอก็คือข้าราชการประจำน่ะซีท่าน

การเมืองเปลี่ยนขั้วทีไร ข้าราชการประจำก็กระสับกระส่าย หนาวๆร้อนๆ ไม่รู้ว่าจะถูกย้ายล้างสต๊อกด้วยหรือไม่??

เนื่องจากข้าราชการประจำต้องทำงานสนองนโยบายฝ่ายการเมืองทุกขั้ว

ไม่ว่าขั้วไหนเป็นรัฐบาล ข้าราชการ ก็ต้องสมานฉันท์ด้วย

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าจะไม่มีการย้ายล้างบางเกิดขึ้น

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่เปิดช่องให้นักการเมืองใช้อำนาจ โยกย้ายข้าราชการประจำตามใจชอบ!!

และฝ่ายการเมืองก็ฉลาดพอที่จะไม่ทำอะไรโจ๋งครึ่ม

ข้อสำคัญ...นักการเมืองต้องพึ่งพาอาศัยข้าราชการประจำช่วยขับเคลื่อนนโยบายต่างๆให้

แต่ข้าราชการต้องยึดหลัก คือปฏิบัติงานสนองนโยบายในเรื่องที่ถูกต้อง!!

การทุจริตจะสำเร็จไม่ได้ถ้าข้า-ราชการประจำไม่ร่วมมือด้วย

วันนี้...รัฐบาลใหม่ของนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เริ่มเดินเครื่องทำงานเต็มที่

ส่วน คมช. หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ก็สลายตัวกลับคืนสู่ที่ตั้ง

กองทัพจะเป็นกลไกของรัฐบาล และปฏิบัติตามนโยบายที่รัฐบาลมอบหมายให้

ส่วนองค์กรที่ คมช.แต่งตั้งไว้ก็ต้องยุบสลายตามไปด้วย

ยกเว้น คตส.ที่ยังยุบสลายไม่ได้!!

ยังยุบไม่ได้ เพราะยังมีภารกิจตรวจ สอบคดีทุจริตในยุครัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ ต่อไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน จึงจะหมดวีซ่า

“แม่ลูกจันทร์” ให้กำลังใจ คตส. ให้ เร่งตรวจสอบคดีทุจริตต่างๆที่ยังค้างอยู่ให้ เสร็จสิ้น!!

ถึงการเมืองเปลี่ยนขั้ว ก็ขอให้ คตส. ลุยถั่วต่อไปด้วยความแน่วแน่

รับประกันซ่อมฟรีจะไม่มีใครกล้าแทรกแซงล้วงลูกให้วุ่นวายขายปลาช่อน

ถ้ามีปัญหาขาดงบประมาณ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ต้องอนุมัติเพิ่มให้

แต่ปัญหาคือ คตส.ทำงานช้ามาก

คมช.แต่งตั้ง คตส.ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2549 ให้รับผิดชอบเช็กบิลคดีทุจริตทั้งสิ้น 12 เรื่อง

ผ่านไป 16 เดือน เพิ่งปิดแฟ้มส่งฟ้องแค่ 2 เรื่อง

ยังเหลือเวลาทำงานอีกแค่ 4 เดือน คตส.จะส่งการบ้านทันหรือไม่ ก็ยังไม่แน่??

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าคณะกรรมการ คตส.จำเป็นต้องเพิ่มสปีดการทำงานให้มากขึ้น

แต่ คตส.ก็ต้องทำสำนวนคดีให้แน่น รวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆให้ครบถ้วน ต้องพิจารณาแง่มุมกฎหมายให้รอบคอบ

และข้อสำคัญ ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทุกเรื่อง

คำถามคือ...สำนวนคดีทุจริตของ คตส. ใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่??

เช่น คดีทุจริตหวยบนดิน คตส.เช็กบิล ครม.ทั้งคณะ

คดีทุจริตกล้ายาง คตส.เช็กบิลเฉพาะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ

คดีทุจริตรถดับเพลิง ผู้เกี่ยวข้องโดนหมดแต่คนที่เปิดแอลซีจ่ายเงินกลับรอด??

ตรงนี้ก็เป็นปัญหาคาใจที่ คตส.ต้องชี้แจงเหตุผลให้แจ่มแจ้ง

ขอย้ำว่า เหลืออีก 4 เดือนเท่านั้น... ภารกิจ คตส.ก็จะสุดสิ้น

ผลงานของ คตส.จะช่วยทำให้เหตุผล ของ คมช.มีน้ำหนักมากขึ้น

ถ้า คตส.ทำงานไม่เข้าเป้า...คมช. ก็เสียรังวัดไปด้วย.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

แรงต้านทาน [9 ก.พ. 51 - 18:50]

ต้องยอมรับว่า รัฐบาลชุด สมัคร 1 เริ่มต้นไม่ค่อยจะสวยเท่าไหร่ โดยเฉพาะทั้ง สื่อไทยและสื่อต่างชาติ ตั้งฉายาไปในแนวทางเดียวกัน รัฐบาลหุ่นเชิดบ้าง รัฐบาลนอมินีบ้าง ครม.ลูกเป็ดขี้เหร่บ้าง ครม.ร่างทรงบ้าง นานาจิตตัง

เพราะฉะนั้น การทำงานจะมีแรงต้านทาน สองเด้ง จากวิกฤติประเทศที่ผ่านมา 1 เด้ง และจากต้นทุนของรัฐบาลเองอีก 1 เด้ง ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่แรกว่าจะไม่มีโอกาสได้ฮันนีมูนด้วยซ้ำ

ภาพที่เกาะเกี่ยวอยู่กับอดีตผู้นำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างไรก็แกะไม่ออกจากรัฐบาลชุดนี้ไปได้ เช่นเดียวกับภาพของ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ในฐานะอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เช่นเดียวกับคนในบ้านเลขที่ 111 เช่นเดียวกับภาพคุณเนวิน ชิดชอบ เช่นเดียวกับภาพของคุณยงยุทธ ติยะไพรัช

เหล่านี้จะปฏิเสธสังคมไม่ได้

เพียงแต่ว่าสังคมทำใจยอมรับได้แค่ไหน ผมถึงได้บอกว่า ชาวบ้านถูกจับเป็นตัวประกันทั้งขึ้นทั้งล่อง ด้วยเพราะไม่มีทางเลือก เนื่องจาก ประชาธิปไตย ถูกจองจำมานาน เพิ่งจะฟื้นไข้

ไม่แปลกที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอชื่อคุณโอฬาร ไชยประวัติ คุณพันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ หรือคุณนิพัทธ พุกกะนะสุต มาเป็นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ เพราะผลงานด้านเศรษฐกิจใน รัฐบาลทักษิณ ที่ติดปากชาวบ้านก็มีคนเหล่านี้ร่วมอยู่ด้วย เป็นทีมเศรษฐกิจดั้งเดิมขนานแท้

ฟังว่า คนที่จะตัดสินนโยบายด้านเศรษฐกิจตัวจริง คือ คุณสมัคร สุนทรเวช ส่วน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลัง ก็น่าจะดูการเงินการคลังของประเทศเศรษฐกิจภาพรวม คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รมว.พาณิชย์ ก็จะดูเรื่องของการตลาดการส่งออกเป็นหลัก

แต่ถ้าดูจากปรากฏการณ์ในขณะนี้ผมเชื่อว่า คนที่อยู่ต่างประเทศน่าจะเป็นผู้คุมกลยุทธ์ทั้งหมด เพราะเศรษฐกิจเป็นสิ่งเดียวที่สร้างความศรัทธาจากประชาชนได้ ที่ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปาก ที่คนชอบทักษิณในภาคเหนือและภาคอีสาน ก็เพราะไม่เคยมีนายกฯ คนไหนทำให้อิ่มปากอิ่มท้องอย่างนี้มาก่อน

ความเห็นเลยสวนทางกับคนในเมืองและคนบางภาค

ถ้าเศรษฐกิจพัง ความศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณก็พังไปด้วย

ผมต้องดักคอไว้ก่อนว่า อย่าเข้าตำรา เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง เมื่ออยากให้ทักษิณบริหารเศรษฐกิจอยู่ ก็อย่าไปกีดกัด ดีเสียอีก จะได้หมดความหวาดระแวงในการรวบอำนาจ

เนื่องจากอำนาจนายกฯ กุมบังเหียนประเทศอยู่ที่คุณสมัคร สุนทรเวช และด้วยนิสัยใจคอของคุณสมัคร พูดจาภาษาชาวบ้านเรียกว่า ความดื้อ จะเป็นการคานอำนาจได้เป็นอย่างดี

ส่วนจะมีรายการทับเส้นกันหรือไม่เป็นอีกเรื่อง

เราคงไม่มีเวลามาเกี่ยงงอนว่า จะได้ รมต.ลดพุง หรือ รมต.ขี้เหร่ เราไม่มีเวลามาดูว่าเป็นแมวขาวหรือดำ เราดูว่าจะสามารถจับหนูได้หรือไม่ก่อน เมื่อประชาธิปไตยเข้มแข็งค่อยมาว่ากันใหม่.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

พระเอกโผล่กลบขี้เหร่ [9 ก.พ. 51 - 03:22]

ไม่ว่าจะเป็นนิทานเรื่อง “อักลี่ ดักส์กี้” ที่ตอนจบ “ลูกเป็ดขี้เหร่” กลายเป็นหงส์สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นกรณีเปรียบเทียบคนอเมริกันไม่ได้โกรธหนังเรื่อง “อักลี่ อเมริกัน”

ไม่ว่าจะเป็นมุก “ขี้เหร่เดะ” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าสวย

สารพัดมุกที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พยายามสร้างอารมณ์ขัน เรียกเสียงฮา กลบเกลื่อน “ครม.ขี้เหร่”

แต่ดูท่าจะออกแนวตลกร้ายซะมากกว่า

เพราะดูหน้าตา โดยเบื้องหลังการเข้ามาของเหล่าพะนะทั่นแล้ว ยังไงก็ลุ้นไม่ขึ้น

ไม่อย่างนั้นมีหรือที่ “ข่าวใหญ่” จะโผล่มา

ล่าสุดมีรายงานออกมาจากแหล่งข่าวระดับสูงพรรคพลังประชาชน ระบุ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจจะบินกลับประเทศไทยเร็วกว่ากำหนดที่วางไว้ เพื่อมอบตัวสู้คดีที่ดินรัชดาภิเษก

โดยจะใช้เวลาสั้นๆอยู่เมืองไทยประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะเดินทางออกนอกประเทศ

จากบ้านไปเกือบปีครึ่ง กลับมาอยู่แค่ 7 วัน

มันดูพิลึกชอบกล

ที่แน่ๆพระเอกตัวจริงเสียงจริงเลือกกลับมาได้จังหวะเวลา เรียกเสียงฮือฮากลบกระแส ครม.ขี้เหร่ได้เหมาะเหม็งจริงๆ

มือหนึ่งกลับมากระตุ้นความมั่นใจ

โดยภาพที่รู้สึกกันได้ว่า “ทักษิณ” มาอยู่คุมเกมใกล้ชิด อะไรๆที่ดูไม่เข้ารูปเข้ารอย ก็น่าจะปรับจูนให้ลงล็อกได้

“นายใหญ่” บัญชาการเอง

อันดับแรกเลย บรรยากาศวังเวงในทีมเศรษฐกิจ ที่ชื่อของ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ไม่ได้รับการตอบรับจากแวดวงธุรกิจ

วืดสนิทกับสถานะ “ขุนคลังนอมินี”

ไหนจะสัญญาณของอาการเกาเหลา ส่อเค้าไปคนละทิศละทาง ระหว่างทีมของ “หมอเลี้ยบ” กับก๊วนของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์

แยกทีมเศรษฐกิจคู่

ดูยังไงก็ไม่น่าเอาอยู่ กับการเร่งกู้วิกฤติเศรษฐกิจที่จ่อปากเหวตรงหน้า

อย่างน้อย “ทักษิณ” กลับมาคุมเกมใกล้ชิดก็พอกระตุ้นความมั่นใจกลับมาได้ กระซิบสอนเชิงได้สะดวกกว่าอยู่ไกลๆ

เหมือนลงมือทำเองนั่นแหละ

และเท่าที่แว่วๆมา ตามประสาของคนที่ความคิดไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ อดีตนายกฯทักษิณมีแนวคิดจะจัดให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ติดโทษแบนการเมือง ไปนั่งเป็นกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจสำคัญๆ เพื่อใช้ประสบการณ์ความเป็นอดีตรัฐมนตรี และความเชี่ยวด้านบริหารให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

โดยไม่ผิดกติกา เพราะไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการชดเชยความผิดพลาดที่ถือว่า ตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้พรรคพวกต้องพลอยรับเคราะห์ ติดคุกโทษดองเค็ม 5 ปี

ทั้งที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนรับรู้อะไรด้วย

ขณะเดียวกัน ก็ให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ได้อุ่นเครื่องไปพลางๆ ก่อนที่ “ลุงหมัก” จะดำเนินการออกกฎหมายนิรโทษกรรม

ปลดล็อกโซ่ตรวนทางการเมือง

เหนืออื่นใด การปล่อยตัวจริงมีเวทีซ้อมมืออยู่ข้างสนาม ก็น่าจะเป็นการช่วยกันประคองตัวสำรองในทีม ครม.ขี้เหร่ได้อีกทางหนึ่ง

แต่ก่อนอื่นเลย ถึงคิวต้องโละบอร์ดเก่า ผลผลิตจากคณะรัฐประหารที่ส่งเจ้าขุนมูลนายเข้ามานั่งกินเงินเดือนแพงๆ ถลุงเบี้ยประชุมอู้ฟู่

สวนทางกับผลงานห่วยๆ

มีแต่ข่าวไม่ชอบมาพากล แสวงหาผลประโยชน์พวกพ้อง จ้องแต่ตัดสิทธิพึงมีพึงได้ของพนักงานระดับล่าง บางแห่งไม่เว้นแม้แต่สวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาลบิดามารดา

เละเทะกันมาปีกว่าก็เกินพอแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

สมัคร ให้สัมภาษณ์ CNN ยืนยันไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ

กรุงเทพฯ 9 ก.พ. - "สมัคร สุนทรเวช" นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ CNN ยืนยันไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายสมัคร ได้ให้สัมภาษณ์ทางรายการทอล์ค เอเชียที่มีแดน ริเวอร์ส ผู้สื่อข่าวของ CNN ดำเนินรายการ โดยริเวอร์สได้ซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน ที่ถูกระบุว่า เป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัครตอบว่า เขาไม่ใช่หุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเขามีความคิดของตัวเอง แต่ก็ได้ยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้คำแนะนำดีๆ แก่คณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรค นอกจากนี้ผู้สื่อ ข่าว CNN ยังได้ถามถึงกรณีที่นายสมัครควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเอง และถามว่า จะให้หลักประกันได้หรือไม่ว่า ทหารจะไม่ออกมาก่อรัฐประหารขึ้นอีก ซึ่งนายสมัครตอบว่า เขาคงไม่สามารถให้หลักประกันในเรื่องนี้ได้. -สำนักข่าวไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-02-09 13:12:18

กีฬาแพ้ การเมืองไม่แพ้


6 ก.พ.51 นักเตะทีมชาติไทย พกความมั่นใจ
ลงสนาม “ไซตามะ” ด้วยหัวใจที่ห้าวหาญ ในเกมการแข่งขัน
ฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก
ก่อนเกมการแข่งขัน “นักเตะแดนสยาม” ต้องร้อง
เพลงชาติคลอตามเสียงผู้หญิง ผิดกับทีมญี่ปุ่นที่ใช้ 2 หนุ่ม
ประสาน แม้ท่วงทำนองจะช้าทว่ากินใจ จนส่งผลให้ความ
ฮึกเหิมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
เข้าสู่เกมการแข่งขัน ปรากฏว่าทีมชาติไทยซึ่ง
เสียเปรียบเรื่องเสียงเชียร์อยู่แล้ว ต้องตกเป็นรองอีกระลอก
เนื่องจากโดนเจ้าถิ่นบุกอยู่เพียงฝ่ายเดียว กระทั่งนาทีที่ 22
ก็ต้องสังเวยประตูแรกจนได้
แต่เหมือนฟ้าเป็นใจ หลังเขี่ยบอลใหม่ไม่กี่จังหวะ
ปรากฏว่า “ลีซอ” ยิงลูกผีจับยัด ช่วยให้ทีมไทยตีเสมอได้
ทันควันในนาทีที่ 23
จากนั้น “ไทย” ก็ยันเสมอ 1-1 กระทั่งหมดเวลา
ครึ่งแรก
ครึ่งหลัง แม้ทีมชาติไทยพยายามจะเปลี่ยนแท็กติก
แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่ดีขึ้นเลย กระทั่งนาทีที่ 54
ก็ต้องเสียประตูที่ 2
ประตูที่เป็นรอง ทำให้ทีมชาติเสียกระบวนท่าไป
พอสมควร และต้องพบกับช่วงเลวร้ายสุดๆ เมื่อ ณรงค์ชัย
วชิรบาล กองกลางตัวปั้นเกม ระงับอารมณ์ไม่อยู่ หวดผู้เล่น
เจ้าบ้านจนหัวคว่ำ ผู้ตัดสินจึงควักใบแดงแจกเป็นของขวัญ
ทันทีทันใด
ในสถานการณ์ที่ต้องตกเป็นรองทั้งประตูและตัวผู้เล่น
กำลังใจของนักเตะไทยแทบจะไม่มีกันเลย สุดท้ายหายนะ
ก็มาเยือนเต็มรูปแบบ เพราะญี่ปุ่นสามารถเพิ่มสกอร์ได้อีก
2 ลูก ในนาทีที่ 66 กับ 90+1
ส่งผลให้ทีมชาติไทยพ่ายไปอย่างย่อยยับ 4 ประตู
ต่อ 1 พร้อมกับความหวังจะไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่
ประเทศแอฟริกาใต้ เริ่มมืดลงทีละนิด
ผลการแข่งขันครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า “ฟุตบอลไทย”
ยังไงก็ล้าหลังพวก “ซามูไร” อีกเช่นเคย
ปัจจัยหลักที่ทำให้วงการฟุตบอลไทยยังย่ำ
อยู่กับที่ ก็เห็นจะเป็นการทำงานในลักษณะ “โชว์ออฟ”
เห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ใครดี ใครเด่น
เป็นต้องสกัดดาวรุ่งไว้ก่อน
ส่งผลให้ “คนที่พกความตั้งใจ” มาเต็มเปี่ยม
ทั้งหลาย ต้องโบกมือบ๊ายบายไปทีละคน 2 คน ส่วนพวกที่อยู่
ก็ดูเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็คงได้เห็นแต่พวกขายฝันว่า
“ฟุตบอลไทยจะไปฟุตบอลโลก” อยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่รู้
ตลอดอายุขัยของเราจะมีสิทธิ์ “ยืดอก” เหมือนกับเพื่อน
ร่วมทวีปอย่าง ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐ
อาหรับเอมิเรตส์ และอิหร่าน บ้างหรือเปล่าหนอ
ฟุตบอล ซึ่งถือเป็นกีฬายอดนิยมอันดับ 1 ของคนทั้ง
ประเทศ สร้างความผิดหวังให้กับแฟนๆ ไปแล้ว แต่ในด้าน
การเมือง ชาวไทยจึงได้แต่ภาวนาว่า “รัฐบาลสมัคร 1”
คงบินสูง แม้จะขี้เหร่ก็ตามที
และ นายสมัคร สุนทรเวช ก็ยืนยันจะทำงานให้
บ้านเมือง โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าทั้ง 6 พรรคจะมีข้อแม้ข้อแย้ง
อะไรต่างๆ
“ผมพร้อมที่จะทำงานกับทั้ง 5 พรรค ถ้าไปถึง 4 ปี
ก็นับว่าเป็นโชคดีของเราที่ได้ทำงานให้บ้านเมือง ที่ผมได้
เอ่ยไว้ว่าขี้เหร่นั้น แปลว่าไม่ได้อย่างใจผมที่จะอวดใครเขา
เท่านั้นเอง แต่ด้วยมาอย่างนี้ ขี้เหร่อย่างนี้ ไม่สวย แต่ว่า
จะมีคุณภาพดี จะว่าอย่างไร ฉะนั้นขอให้ให้เวลาหน่อย
เรื่องบกพร่องอะไรต่างๆ ต่างคนต่างรู้กันอยู่ ผมมีหน้าที่
อย่างยิ่งที่จะต้องดูแลให้เรียบร้อย ถ้าดูแลไม่เรียบร้อยก็
เอาตัวไม่รอด”
นี่ต้องบอกว่า ถึงกีฬาจะแพ้ การเมืองไม่เห็น
ยอมแพ้เลย แล้วเรามาติดตามดูผลงานท่านนายกฯ “สมัคร”
ไปพร้อมๆ กัน…
เพลิงพิโรธ

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

ทรราชแห่งวงการ


“จำเลยกล่าวหาโจทก์โดยไม่พิสูจน์ทาง
หลักนิติศาสตร์ มุ่งหวังกระแสโค่นล้มนายก
รัฐมนตรี ซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
ยุยงให้ประชาชนแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย แล้วใช้
สีเหลืองอันเป็นสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวฯ มาเป็นสัญลักษณ์ในการชุมนุม
ล้วนเป็นการสร้างภาพว่านายสนธิกับพวก
อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และ
พยายามสร้างภาพของโจทก์ให้มีภาพยืนอยู่ตรง
กันข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ พิพากษาจำคุก
จำเลย 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา”
คงไม่มีอะไรอธิบายความเป็น สนธิ ลิ้มทองกุล
หรือ โกตั๊บ แซ่ลิ้ม คนจีนไหหลำ เกิดที่จังหวัด
สุโขทัยได้ดีกว่านี้
แน่นอน ในจำนวนผู้ดำรงชีพอยู่ด้วยการ
เป็นนักข่าวนักหนังสือพิมพ์นั้น..ม.ร.ว.คึกฤทธิ์
ปราโมช อาจจะเป็นท่านหนึ่งที่โด่งดังและก้าว
จากหน้าหนังสือพิมพ์ มาเล่นการเมืองและขึ้นชั้น
มาถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..สมัคร สุนทรเวช
หรือนายหมอดี คอลัมนิสต์สยามรัฐ..เป็นอีกท่าน
หนึ่ง..และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน
ปัจจุบัน..
สนธิ ลิ้มทองกุล..ก็โด่งดังเช่นกัน
70 ปี..จากนักหนังสือพิมพ์ เป็นรัฐมนตรีมา
หลายสมัย จนมาถึงนายกรัฐมนตรีในวันนี้..เขายังอยู่
ในบ้านในหมู่บ้านจัดสรร..
ตลอดชีพของนักหนังสือพิมพ์ ม.ร.ว.
ศึกฤทธิ์ ปราโมช ผ่านตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้ว
อย่างโชกโชนจนเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่วันที่
ท่านสิ้นชีพ
สยามรัฐ หนังสือพิมพ์ของท่าน มีหนี้สินท่วม
ตัว..
ผู้ยิ่งใหญ่ในแวดวงนักหนังสือพิมพ์..ล้วนสู้
กันมาแล้วทั้งนั้น..ไม่ว่ากับทุกๆ ทรราช ไม่ว่าจะมา
จากการเลือกตั้งหรือการปฏิวัติรัฐประหาร..
แต่ไม่มีใครเอามาคุยโวโอ้อวด ยกตนข่มท่าน..
ขรรค์ชัย บุนปาน.ต้องลี้ภัยไปนอกประเทศ..
เพราะเผด็จการยุคหนึ่ง
สังข์ พัธโนทัย ใช้คุกเป็นสถานศึกษา ท่านคือ
นักหนังสือพิมพ์ หลายชีวิต..สละชีวิต
แต่..เขาไม่คุยโวโอ้อวด..เขาใช้ความจริง
เป็นอาวุธนำทาง..เขาไม่เคยเรียกตนเองว่า
วีรบุรุษ..อย่างที่ สนธิ ลิ้มทองกุล พูดถึงตัวเองว่า
เป็นวีรบุรุษอุบัติเหตุ..นักหนังสือพิมพ์ในอดีตอีก
มากมาย..ตายหรือติดคุกเพราะ..ความจริง..แต่ยัง
ไม่มีใครติดคุกเพราะ..การโป้ปดมดเท็จ
ไม่มีใครร่ำรวยจากการต่อสู้..แม้ว่าเขาบางคน
จะขึ้นมาถึงนายกรัฐมนตรี..
จะมีก็แต่...ทรราชแห่งวงการเท่านั้น..
ที่มั่งคั่งมั่งมีมหาศาล..สนธิ ลิ้มทองกุล..รู้ไหม
ว่า...มันเป็นใคร
พญาไม้

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

เ ฉ ลิ ม ซี.ส ก อ ต ต์

เช้าวันที่ 8 ก.พ.51 ณ กระทรวงมหาดไทย ปรากฏว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น ด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมกับ นายสุพล ฟองงาม และสิทธิชัย โควสุรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ประกอบด้วย ศาลพระภูมิ ศาลพระกาฬ และพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่ามกลางการต้อนรับจากข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นำโดย นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ยังมีข้าราชการทหารและตำรวจเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียน และส.ส.พรรคพลังประชาชน พร้อมด้วย น.ต.ศิธา ทิวารี เข้าร่วมแสดงความยินดี กับรัฐมนตรีใหม่ทั้ง 3 คน อย่างเนืองแน่นขณะที่บริเวณรอบ ๆ กระทรวงมหาดไทย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก ส.น.ใกล้เคียง คอยให้การรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกเป็นจำนวนมากจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือฤกษ์เวลา 08.38 น. ตาม ที่เจ้าอาวาสวัดสระเกศให้ไว้ เข้าห้องทำงานประจำกระทรวงมหาดไทย หลังรอคอยตำแหน่งมาหลาย 10 ปี ก่อนจะให้สัมภาษณ์ว่า

การแบ่งงานให้กับรัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คน จะไม่ยึดรูปแบบเดิมที่ผ่านมา แต่จะเชิญทั้ง 2 คนมาคุยว่า ต้องการจะรับผิดชอบงานส่วนใดบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วรัฐมนตรีว่าการก็จะต้องรับผิดชอบด้วย จึงไม่ต้องการให้มีภาพออกมาว่า รัฐมนตรีว่าการเข้าไปควบคุมกรมสำคัญ ๆ เป็นการรวบอำนาจ“ยุคของผมไม่มีเรื่องแบบนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยคนหนึ่ง ก็มาจากพรรคเดียวกัน ส่วนอีกคนมาจากพรรคร่วมรัฐบาล ต้องให้เกียรติกัน ผมยืนยันว่าไม่รวบอำนาจ แต่เวลานี้ยังไม่ได้คุยเรื่องรายละเอียดการแบ่งงาน ต่อไปจะเป็นยุคที่กระทรวงมหาดไทยไม่มีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ต่อข้อถามถึงการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย เรื่องนี้จะพูดเร็วไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ขอให้ข้าราชการมั่นใจได้ว่า จะต้องเติบโตในกระทรวงมหาดไทย สำหรับการนำระบบผู้ว่าฯ ซีอีโอ กลับมาใช้ว่า จะหารือกับนายพงศ์โพยม เพราะกระทรวงมหาดไทยไม่เหมือนกระทรวงอื่น เป็นกระทรวงที่มีความรับผิดชอบสูงมาก“ผมจะปลุกวิญญาณความเป็นเจ้าเมือง ส่วนนายอำเภอ ผมจะให้ไปดูหนังเรื่องนายอำเภอ Morgan ส่วนผมจะสวมวิญญาณ George C. Scott คือตำรวจตรวจแหลกมาร่วมกันทำงาน หมดยุครัฐมนตรีมหาดไทยต้องเป็นเจ้าขุนมูลนาย เมื่อไปต่างจังหวัด ผู้ว่าฯ ต้องมีภาระขนคนมารอรับ แต่ต้องร่วมกันทำงาน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ส่วนปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ปัญหาภาคใต้จะเป็นวาระแห่งชาติไม่ได้ จะต้องเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ การที่จะกำหนดนโยบายในส่วนของกระทรวงมหาดไทยลงไปแก้เพียงอย่างเดียว เป็นเรื่องลำบาก ต้องมีการประสานกันหลายหน่วยงาน มีแผนยุทธศาสตร์แล้วต้องมียุทธวิธี คนปฏิบัติตามยุทธวิธีมี 3 ส่วน คือ ทหาร ฝ่ายปกครอง และที่สำคัญคือตำรวจ
“ผมมีแนวคิดว่า จะเชิญผู้ว่าฯ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และนายอำเภอ 4 อำเภอใน จ. สงขลา รวมถึง ผอ.ศอบต. และปลัดกระทรวงมหาดไทย มาพูดคุยในวันจันทร์ที่ 11 ก.พ.นี้ ในเวลา 13.30 น. ผมยังไม่อยากพูดอะไรมากในตอนนี้ อยากจะรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามหลักการบริหารราชการบ้านเมือง หลังจากนั้นจะเดินหน้าทำงานในทันที” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว จะเชิญผู้ว่าฯ ทั่วประเทศมาพบ เพราะไม่นิยมระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และส่วนตัวไม่มีนโยบายลงตรวจพื้นที่บ่อย ๆ เพราะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะเดือดร้อน ต้องเตรียมการเรื่องรักษาความปลอดภัยและบรรยายสรุป ในยุคนี้จะไม่มีการบรรยายสรุป แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ในด้านการวางนโยบายเรื่องการจัดระเบียบสังคม คงไม่เป็นมือปราบสายเดี่ยว แต่จะเป็นมือปราบมาเฟีย นักเลงตามภูมิภาค ตามสถานบันเทิง ผู้ว่าฯ และนายอำเภอต้องลงไปช่วยดูแลแก้ไข ที่สำคัญบ้านเมืองต้องสงบเรียบร้อย รวมทั้งปัญหายาเสพติด และทรัพยากรธรรมชาติ ที่ต้องดูแลอย่างจริงจัง

“ผมไม่มีนโยบายไปตรวจสถานบันเทิง เพราะเคยทำมาแล้ว ผมจะไม่เข้าไปยุ่งในลักษณะการไปยืนหน้าผับ หน้าบาร์ แต่จะให้ปฏิบัติตามกฎหมาย งานหลักของผมจะเน้นในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด และเฉียบขาด โดยเอานโยบายที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยทำไว้มาใช้อย่างต่อเนื่อง มีผู้รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ด้านนโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่จะทำให้มีความชัดเจนภายใน 90 วัน โดยมีการชี้วัดและให้คุณให้โทษกับผู้ว่าฯ นั้น การให้โทษไม่มี มีแต่ให้คุณมากหรือน้อยกับผู้ว่าฯ เชื่อว่าผู้ว่าฯ คงรู้ แต่จะทำอย่างไรให้เป็นภารกิจหลัก เป็นระเบียบปฏิบัติประจำ ส่วนการปราบปรามจะมาคู่กับความรุนแรงหรือไม่นั้น เห็นว่าบางครั้งถ้าเบาก็ไม่ได้ เหมือนรถยนต์ เพราะถ้าเบาแล้วเครื่องจะดับ มันต้องเฉียบขาดทันเหตุการณ์

และใครหลายคน ที่ยังสงสัยว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารจเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม ทิ้งท้าย ว่า อย่าไปพยากรณ์ ฝนไม่ตก อย่าเพิ่งกางร่ม ยังไม่นอน จะไปฝันได้อย่างไร ไม่ขอตอบเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม การให้สัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.เฉลิม ในเรื่อง ปลุกวิญญาณความเป็นเจ้าเมือง โดยให้นายอำเภอ ไปดูหนังเรื่อง “นายอำเภอ Morgan” ส่วนผมจะสวมวิญญาณ George C. Scott คือตำรวจตรวจแหลก
ความสนใจให้กับเรา “บางกอกทูเดย์” ยิ่งนัก ขนาดอดรนทนไม่ไหว จึงต่อสายตรงคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม ทันที

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุ ภาพยนตร์เรื่อง Patton หรือในชื่อภาษาไทย “แพ็ตตัน นายพลกระดูกเหล็ก” คือภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 7 ตัวในปี ค.ศ.1970 (พ.ศ.2513) นำแสดงโดย จอร์จ ซี สก็อตต์ (George C. Scott ), คาร์ล มัลเดน ฯลฯ ช่างคล้ายกับชีวิตตนเองยิ่งนัก ด้วยประสบการณ์ซึ่งสั่งสมมานาน จึงอยากนำมาประยุกต์ใช้กับหน้าที่การงานในปัจจุบัน นั่นเอง